View Full Version : แคร่ริมคลอง...
แคร่ริมคลอง...
<O:p
นั่งนึกย้อนถึงบรรยากาศริมแม่น้ำ มีต้นสนุนต้นใหญ่รากฟูนุ่มนิ่มขึ้นอยู่ริมคลอง<O:p
ดอกสีเหลืองอ่อนๆ ห้อยย้อยลงมาให้ชม<O:p
บ่อน้ำเล็กๆอยู่ไม่ไกล ดอกบัวแดงในบ่อกำลังแข่งกันชูช่อบ้างตูม บ้างบาน<O:p
โอนเอนตามแรงลม<O:p
แมลงภู่ ผึ้ง ผีเสื้อ แมลงปอ ทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่บินโฉบไปมา ล้อเล่นกับระลอกน้ำ<O:p
แคร่ไม้ไผ่วางไว้อยู่ใต้ต้นสนุน<O:p
เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ความสุข ลอยฟ่องอบอวนอยู่ไม่ขาด<O:p
การอยู่กับวิธีแห่งธรรมชาติคือความสุขสงบของชีวิต....<O:p
หลายคนคงจะสงสัยว่าแล้วเกี่ยวกับห้องภัยพิบัติอย่างไร?<O:p
ที่เปิดกระทู้นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นมุมหนึ่งให้พวกเราทุกคนที่มีเรื่องราวดีๆ<O:p
คำพูดดีๆ คำบอกเล่าดีๆ ที่ไปได้ประสบด้วยตนเองที่ได้รับฟังมา<O:p
ที่เกิดความรู้สึกดีๆ เกิดรอยยิ้ม เกิดเสียงหัวเราะ<O:p
ไม่ว่าเราจะเก็บได้ที่ไหน ข้างบ้าน ข้างทาง ข้างถนนหรือที่ใดก็ตามที่เรารับรู้<O:p
ได้ช่วยกันมาบอกเล่า ในมุมที่ใครหลายคนอาจจะไม่เห็นแต่เราเห็นว่าเป็นสิ่งดีๆ...<O:p
เพื่อสร้างรอยยิ้ม แม้จะเป็นเพียงรอยยิ้มเล็กๆแต่มันก็คือความรู้สึกดีๆ<O:p
และเพื่อเป็นกำลังใจให้คนดีอีกหลายๆ คนมีกำลังใจทำในสิ่งดีๆ ต่อไป
จริงๆ กระทู้นี้เกือบจะไม่ได้ตั้งแล้ว แต่ด้วยความตั้งใจดีของคุณ Forever In LoVE (http://board.palungjit.com/member.php?u=199518)<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_1436482", true); </SCRIPT>
กระทุ้งมาอีก เอ้า...ขึ้นก็ขึ้น...
ช่วงนี้หลายคนเคร่งเครียดกับสภาวะที่เกิดขึ้น ก็เลยอยากให้คลายความตึงลงบ้าง
หันมายิ้มให้กันบ้าง ปล่อยเรื่องบางเรื่องไปซะบ้าง ช่างมัน ช่างมัน ช่างมัน
แต่ไม่ได้ช่างทุกเรื่องนะ เอาแบบเรื่องที่ไม่จำเป็นก็ช่างมัน ปล่อยมันไป ให้หัวมันเบาลงบ้าง
เมื่อหัวเราเบา ตาเราก็จะแจ่มใสขึ้น ปัญญาก็ปลอดโปร่ง แล้วสิ่งดีๆ ก็จะตามมา..
ศุภกฤต
19-08-2008, 03:51 PM
อนุโมทนาครับ
^_^
งั้นเริ่มก่อนเลยก็แล้วกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องของเจ้าหลานตัวน้อย น้องไนซ์
น้องไนซ์อายุขวบกว่าๆนิดๆ เดินก็ยังไม่แข็ง เตาะแตะๆ เดี๋ยวก็ล้ม เดี๋ยวก็ล้ม
แต่ก็ขยันเดินซะจริง แม่ใหญ่สอนให้เรียกแม่กะพ่อ แต่เจ้าน้องไนซ์ ก็จ๋า...
ก็ยังพูดได้ไม่กี่คำ อะไรๆ ก็จ๋าไว้ก่อน
และตอนนี้กำลังซน รื้อโน้นรื้อนี้ แม่ใหญ่ต้องตามเก็บประจำ คนแก่ก็เหนื่อย
มีอยู่วันหนึ่ง ณ.กลับไปถึงบ้าน เปิดตู้เย็น เห็นนมที่เพิ่งซื้อมาพร่องไปเยอะเลย
"พ่อกินนมเปรี้ยวได้เยอะเลยเหรอดีจัง" ขณะนั้นเจ้าน้องไนซ์ตัวดีก็เดินมาเกาะประตู
ตู้เย็น ชี้มือไปที่นมเปรี้ยว "เจ้าตัวดีมันช่วยพ่อใหญ่กินทุกวันน่ะซิ" แม่ตอบแทน
ณ. ก็เลยหยิบนม เจาะส่งให้หลาน "ธุจ้าก่อน" เจ้าหลานตัวน้อยยกมือท่วมหัว
แล้วก็รับนมไปดูด "เป็นไงอร่อยมะ" น้องไนซ์ พยักหน้าหงึกๆ "เอาไปแบ่งพ่อใหญ่มั่ง"
เสียงแม่ที่กำลังทำกับข้าวร้องบอก น้องไนซ์ ถือกล่องนมเดินเตาะแตะๆ ไปหาพ่อใหญ่ที่หน้าบ้าน
แล้วส่งให้พ่อใหญ่ดูดนมกล่องนั้น ณ.เห็นแล้วยิ้มๆ ตัวแค่นี้รู้จักแบ่งแล้ว เป็นหลานที่น่ารักจริงๆ
"สอนให้แบ่งกันดีกว่าไปสอนให้ขอคนอื่น" แม่เสริมขึ้น อีกแป๊บเดียวเจ้าตัวเล็กก็เดินเตาะแตะๆ
ถือกล่องนมมายื่นให้แม่ใหญ่ ณ.มองดูแล้วก็รู้สึกภูมิใจในตัวแม่มากๆ รวมถึงเจ้าหลานตัวเล็กด้วย
การปลูกฝั่งสิ่งดีๆ ถ้าสอนกันตั้งแต่เด็กๆ โตขึ้นสิ่งที่ได้รับก็จะฝั่งอยู่ในจิตวิญญาณ
383397
383398
ปาฏิหาริย์
19-08-2008, 06:42 PM
http://board.palungjit.com/picture.php?albumid=286&pictureid=5555หลานชายผม วัยสามขวบ เป็นเด็กซนมาก
วันหนึ่งขณะขับรถ
ผม ถามว่า
"น้องริวรู้ไหมครับทำไมก้อนเมฆลอยได้"
น้องริว
"เมฆมีปีกคับผ๋ม"
555
ผมทึ่งกับคำตอบและจินตนาการของเด็กครับ
ทำให้นึกไปว่า นั่นเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราพากันลืมไปหมดแล้ว
sutatip_b
19-08-2008, 09:19 PM
ตอนลูกคนโตอายุสักสามขวบ (นานมากแล้ว)
ถามว่าเขาชื่ออะไร ตอบ ชื่อซิลวิโอ (ชื่อเดียวกับพ่อเขา)
ถามว่าพ่อชื่ออะไร ตอบ ชื่อซิลวิโอ
ถามว่าแม่ชื่ออะไร ลูกยิ้มฟันขาว บอกว่า แม่ชื่อเดียร์ ค่ะ
มาจาก
แม่เรียกพ่อ "Silvio can you come here?" ซิลวิโอ มานี่หน่อยค้า
พ่อตอบ "Yes, dear." จ้า เดียร์
เ็ด็กฉลาดฟังอยู่ทุกวัน
คิก คิก
kananun
19-08-2008, 10:05 PM
ตอนลูกคนโตอายุสักสามขวบ (นานมากแล้ว)
ถามว่าเขาชื่ออะไร ตอบ ชื่อซิลวิโอ (ชื่อเดียวกับพ่อเขา)
ถามว่าพ่อชื่ออะไร ตอบ ชื่อซิลวิโอ
ถามว่าแม่ชื่ออะไร ลูกยิ้มฟันขาว บอกว่า แม่ชื่อเดียร์ ค่ะ
มาจาก
แม่เรียกพ่อ "Silvio can you come here?" ซิลวิโอ มานี่หน่อยค้า
พ่อตอบ "Yes, dear." จ้า เดียร์
เ็ด็กฉลาดฟังอยู่ทุกวัน
คิก คิก
เล่าไป อ.ไก่แอบอมยิ้มเอง
ไม่รู้นึกถึง ซีเนีนร์ หรือจูเนียร์
:z10 :z10
tossapornk
20-08-2008, 08:28 AM
ลูกสาวผมตอนอายุสัก 5 ขวบเรียนอนุบาลค่ำวันหนึ่งแกก็ขอมานอนบนเตียงด้วยกับผมและภรรยาโดยตัวผมนอนตรงกลาง พอผมหันไปกอดภรรยา ลูกสาวผมก็สะกิดผมแล้วแกก็พูดว่าพ่อกอดหนูดีกว่าเวอร์คกว่านะพ่อ ผมกับภรรยาขำกันกลิ้งเลย
ดอกขจร
20-08-2008, 09:50 AM
อนุโมทนาค่ะ
tossapornk
20-08-2008, 10:33 AM
ผมมีบทกลอนเก่ามากไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ประพันธ์ไว้ แต่ความสวยงามของการเล่นคำสัมผัสสวยมากครับ
เมื่อมั่งมีมากมายมิตรหมายมอง
เมื่อมัวหมองมิตรมองเหมือนหมูหมา
เมื่อไม่มีหมดมิตรมุ่งมองมา
เมื่อมอดม้วยแม้หมูหมาไม่มามอง
คลายเครียดครับ
ปาฏิหาริย์
20-08-2008, 10:43 AM
เป็นกลอนที่แต่งจากมุมมองของผู้แต่ง เล่นคำคล้องจองครับ
เวลาที่ตกต่ำลง
ได้เห็น มิตรแท้ และ มิตรเทียม อย่างจริงจริง
อาจจะทำได้เห็นอะไรใหม่ใหม่ในชีวิตอีกก็ได้
tossapornk
20-08-2008, 10:52 AM
ผมเคยโดนเด็กคนหนึ่งถามเกาะอะไรที่มีหนูเยอะที่สุดในโลก ผมยอมแพ้ครับ
แล้วเด็กก็เฉลยว่า เกาะแน่นแน่นแน่วแน่นะน้องนะ แฮ่ะแฮ่ะ
chdhorn
20-08-2008, 11:03 AM
โมทนากับผู้ตั้งกระทู้ (คุณ ณ.) คนกระแซะให้เกิดกระทู้ (คุณซัน)...
และทุกๆ ท่านที่ร่วมแจมในกระทู้ค่ะ...
เห็นแต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้นอยู่รอบตัว... กับทุกผู้ทุกนามทั้งที่รู้จัก และไม่รู้จัก...
เมื่อได้เข้ามานั่งที่แคร่ริมน้ำแคร่นี้แล้ว... รู้สึกร่มรื่น ร่มเย็น มีสายน้ำใส ไหลเอื่อยๆ ลมเย็นๆ พัดโชย เห็นปลาหลากหลายว่ายน้ำจ๋อมแจ๋มผ่านไปมา กุ้งแม่น้ำตัวโตๆ ว่ายเลาะเล็มอยู่ริมตลิ่ง มีปลาเสือตอพ่นน้ำออกมาเป็นฝอยฟู ผีเสื้อหลากสีบินว่อนดอมดมดอกไม้หอมจรุงอยู่ทั่วไป เสียงนกร้องจิ๊บๆ อยู่ตามต้นไม้ เสียงผู้ใหญ่ และเด็กๆ หัวเราะสนุกสนานร่วมกันอย่างหรรษา...
ว่าแล้วก็เอนตัวลงนอน... หลับอย่างเป็นสุขอยู่บนแคร่ริมน้ำแคร่นั้น...
ขอบคุณทุกคนค่ะ... ^__^
น้องชินเป็นเด็กชายอายุ 2 ขวบกว่าๆ ช่างพูดช่างคุย
เย็นวันหนึ่งแม่น้องชินพาไปเดินตลาดนัดแถวบ้าน
สองแม่ลูกเดินไปถึงร้านขายเสื้อผ้าเด็ก มีเสื้อลายเอาใจเด็กๆแขวนอยู่เต็ม
ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์แมน ไอ้แมงมุม ฮีโร่ขวัญใจเด็กๆ นั่นแหละ<O:p</O:p
น้องชินๆ มีอุลตร้าแมนด้วย แม่ชี้มือให้น้องชินดู
น้องชินทำท่าเหมือนอุลตร้าแมนพร้อมกับพูดว่าอุนต้าแมนแปงข้างล่าง
แม่ค้าได้ยินก็หัวเราะเสียงดัง แปลงร่างจ้า ไม่ใช่แปลงข้างล่าง<O:p
แม่น้องชินก็หัวเราะตามไปด้วย แล้วก็อธิบายให้ฟังว่า
น้องชินหัดพูดรู้จักแต่คำว่า ข้างบนกับข้างล่าง<O:p
ไม่รู้จักคำว่าแปลงร่าง ก็เลยเป็น อุนต้าแมนแปงข้างล่าง
....denceedenceedenceeอิอิ...<O:p
tossapornk
20-08-2008, 01:25 PM
ตอนที่เพลงคุณลำไยกำลังดังมากๆ ลูกสาวผมตอนนั้นก็น่าจะประมาณ 6 ขวบอยู่ป.1 เขาก็พยายามร้องตามแต่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ มีท่อนหนึ่งลูกร้องเพลงว่า
"ยังจำไม่เคยลืมเลือน คอยเตือนตัวเองเอาไว้........
......................................................
...กางเกงก็ต้องลีวาย กระเป๋าก็ครกเข้าได้(Crocodile)"
ฟังแล้วก็อดขำไม่ได้ เด็กเขาก็มีจินตนาการของเขา เมื่อไม่รู้จักคำ Crocodile เขาก็หาคำอื่นที่เสียงใกล้เคียงมาแทนได้ ก็ขำๆดีครับ
denceeวันก่อนหิ้วของพะรุงพะรัง เดินมาลงเรือข้ามเจ้าพระยากลับบ้าน...
ตอนนั่งเรือก็สังเกตเห็นหญิงชรานั่งอยู่ที่แถวหลัง ถัดออกไป
เรือแล่นโต้คลื่นข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาใช้เวลาประมาณ15นาที
พอเรือเทียบท่าทุกคนก็เตรียมจะขึ้น ป้าแกก็เช่นกัน
เห็นแกเอื้อมมือไปเกาะเสาเรือพยายามจะดึงตัวขึ้นแต่คงลำบากมาก
ดึงอยู่หลายครั้งก็ไม่ขึ้น คนอื่นก็ขึ้นกันไปไม่มีใครสนใจ
ณ.ก็ขึ้นท่าเรือได้ก่อนป้าแกเหมือนกัน แล้วรวบของที่หิ้วมาไว้มือข้างเดียว
แล้วส่งมืออีกข้างให้ป้าแกเกาะแล้วดึงขึ้นมา ...
"ขอบใจจ้า" ได้ยินเสียงแกบอกเบาๆ แล้วต่างคนก็ต่างไป...
แค่ยื่นมือออกไปไม่กี่วินาที เราก็ทำสิ่งดีๆได้แล้ว
"แล้วคุณล่ะ!วันนี้ทำความดีกันแล้วหรือยังเอ่ย?":z3
tossapornk
21-08-2008, 12:09 PM
มีบทกลอนเก่าๆนานมากแล้วแต่มีมุมขำๆแทรก เหมือนเดิมไม่รู้ใครประพันธ์ไว้
หากไม่ถึงที่ตาย ก็มิวาย ชีวาวาด
ใครพิฆาต เข่นฆ่า มิอาสัญ
ยามถึงคราว ต้องตาย วายชีวัน
ไม้จิ้มฟัน แทงเหงือก ดันเสือกตาย
เฮ้อ....อนาถใจ
มีบทกลอนเก่าๆนานมากแล้วแต่มีมุมขำๆแทรก เหมือนเดิมไม่รู้ใครประพันธ์ไว้
หากไม่ถึงที่ตาย ก็มิวาย ชีวาวาด
ใครพิฆาต เข่นฆ่า มิอาสัญ
ยามถึงคราว ต้องตาย วายชีวัน
ไม้จิ้มฟัน แทงเหงือก ดันเสือกตาย
เฮ้อ....อนาถใจ
อนิจจัง ทุกขัง อนันตา...สิ่งใดๆ ในโลกล้วนไม่แน่นอน...สาธุ
แต่ที่แน่ๆ ถ้าเราแบ่งปันน้ำใจ ให้ความรักความปรารถนาดี สิ่งดีๆ ย่อมเกิดขึ้นได้แน่นอน;aa54
sutatip_b
21-08-2008, 06:28 PM
บ้านเขา มีแม่ชีเทเรซา
บ้านเรา จะมีคุณ ณ. เอิงเงย..
ดีใจ ดีใจ
ถ้าต้องการให้ช่วยเหลือ จะให้โทรเบอร์อะไรขา เอา 1119 มั้ยเอ่ย (แซวจ้า..)
tossapornk
21-08-2008, 09:48 PM
มีคนหลายประเภทในทีทำงาน เย็นวันหนึ่งเจ้านายที่เป็นเอ็มดีก็นัดพวกผมที่เป็นซีเนียร์เอ็นจิเนียร์ประมาณ 6 คนไปกินอาหารค่ำกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง แล้วเจ้านายก็พูดให้ฟังว่าพนักงานในบริษัทมีอยู่ด้วยกัน 4 ประเภท 1.โง่+ขี้เกียจ 2.โง่+ขยัน 3.ฉลาด+ขี้เกียจ 4.ฉลาด+ขยัน แล้วก็ถามพวกผมว่ารู้มั๊ยฮิตเล่อร์เลือกที่จะกำจัด(ฆ่า)คนประเภทไหนก่อน แล้วเจ้านายก็เฉลยว่าฮิตเลอร์เลือกที่จะกำจัดคนประเภทที่ 2 ก่อน เพราะโง่แล้วยังขยันทำเรื่องโง่ๆให้กองทัพเสียหายอันตรายที่สุด ส่วนประเภทที่ 1โง่แล้วขี้เกียจก็ยังดีเพราะไม่ได้ทำเรื่องโง่ๆออกมาให้เสียหายต่อกองทัพ แต่เจ้านายผมกับบอกว่าฮิตเลอร์มีวิสัยทัศน์ที่แคบมาก แทนที่จะกำจัดคนประเภทที่ 2 เขาควรจะส่งหรือไล่คนประเภทนี้ไปให้กับกองทัพของพันธมิตรอังกฤษและฝรั่งเศษเพื่อคนพวกนี้จะได้ไปทำความเสียหายให้กับกองทัพพันธมิตรแทน ผมฟังดูแล้วก็อึ้ง เจ้านายผมคิดได้ยังไงพิลึกคนจริงๆ คลายเครียดๆนะครับอย่าคิดมากนะ
บ้านเขา มีแม่ชีเทเรซา
บ้านเรา จะมีคุณ ณ. เอิงเงย..
ดีใจ ดีใจ
ถ้าต้องการให้ช่วยเหลือ จะให้โทรเบอร์อะไรขา เอา 1119 มั้ยเอ่ย (แซวจ้า..)
เบอร์โทรณ. ง่ายๆ...
แค่โทรจิต บอกว่าคิดถึง ก็ถึงแล้วค่าอาจารย์ไก่...อิอิ
;aa54
เอาเรื่องสบายๆ ของชายคลองมาเล่าให้ฟังค่ะ
ใต้ร่มไม้ริมคลอง ลมเย็นพัดเอื่อยๆ สบายๆ
ต้นผักตบชวาลอยเกาะอยู่ชายตลิ่งเป็นกลุ่มๆ
บางกอก็ลอยอ่อยอิ่งไปตามลำน้ำ ที่ไหลเรื่อยๆ
ดอกสีม่วงของมันชูช่อท้าสายลมที่พัดมาเป็นระยะ
แมลงปอเข็มตัวนิดบินโฉบไปเกาะกอดอกไม้ที่ปลูกอยู่ริมบ่อ
กลางบ่อบัวก็ยังมีผีเสื้อกับแมงปอตัวใหญ่บินวนไปวนมา
เคยนั่งนับสีของแมลงปอเข็มตัวน้อยที่บินไปบินมา
แดง เหลือง ส้ม เขียว ฟ้า ม่วง ชมพู...สีผสมก็มีมามาย หลายหลาก
นับจนตาลายก็ไม่หมด...
สุดท้าย...ก็นอนกลิ้งอยู่บนแคร่ ดูมันโฉบไปมา
ใจเราก็เหมือนบินเล่นไปกับมัน รู้สึกสนุก สบาย สุดท้ายก็หลับไป
อากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ใส ทำให้เราได้สัมผัสกับธรรมชาติที่สุดจะพรรณา
เดี๋ยวนี้แทบจะหาดูไม่ได้แล้ว ทำยังไงน๊อบรรยากาศแบบนั้นจะกลับมาอีกครั้ง
...คิดถึงจัง
;aa17
ปาฏิหาริย์
27-08-2008, 10:14 AM
ดินสอกับยางลบ
มีดินสอที่เขียนอย่างไรก็ไม่มี<WBR>วันหมดอยู่แท่งหนึ่ง
กับยางลบที่ลบอย่างไรก็ไม่มี<WBR>หมดอยู่ก้อนหนึ่ง
ดินสอแท่งนั้นเป็นเพื่อนกั<WBR>บยางลบก้อนนั้น
ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกัน
ทำอะไรด้วยกัน
หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน
มันจึงเขียนทุกที่ ทุกอย่างเสมอ
ตลอดเวลาที่อยู่กับยางลบ หน้าที่ของยางลบก็คือลบ
มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขี<WBR>ยนทุกที่ ทุกเวลา
เวลาผ่านไปนานหลายสิบปี ทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิ<WBR>มเรื่อยมา
จนกระทั่งดินสอเอ่ยกับยางลบว่า
"เรากับนายคงอยู่ด้วยกันไม่ได้<WBR>แล้ว"
ยางลบจึงถามว่า
"ทำไมล่ะ"
ดินสอจึงตอบกลับไปว่า
"ก็เราเขียน นายลบ แล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย"
ยางลบจึงเถียงว่า
"เราทำตามหน้าที่ของเรา เราไม่ผิด"
ทั้งคู่จึงแยกทางกัน
ดินสอพอแยกทางกับยางลบ
มันก็ดี<WBR>ใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามใจมั<WBR>น
แต่... พอเวลาผ่านไปมันเริ่มเขียนผิด
ข้อความที่สวยๆ ที่มันเคยเขียนได้ก็สกปรก
มีแต่รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด
มันคิดถึงยางลบจับใจ
ฝ่ายยางลบพอแยกทางกับดินสอมันก็<WBR>ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องเปื้อนอี<WBR>กต่อไป
พอเวลาผ่านไป
มันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่<WBR>าเพราะไม่มีอะไรให้ลบ
มันคิดถึงดินสอจับใจ
ทั้งคู่กลับมาอยู่ด้วยกันใหม่
คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลง
เขียนแต่สิ่งที่ดี
ส่วนยางลบก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขี<WBR>ยนผิดเท่านั้น
เปรียบการเขียนของดินสอเป็<WBR>นความทรงจำ
ดินสอจดจำทุกเรื่องทั้งดีและไม่<WBR>ดี
แต่ยางลบเปรียบเหมือนการลืมเลื<WBR>อน
ยางลบเลือกที่จะไม่จดจำอะไรไว้<WBR>เลย
เมื่อทั้งสองสิ่งนี้แยกกันอยู่<WBR>จึงเกิดความไม่สมดุล
ดังนั้น เมื่อเพื่อนรักทั้งสองกลั<WBR>บมารวมกันใหม่
ดินสอจดจำแต่สิ่งที่ดีๆไว้
ส่วนยางลบก็ลบแต่สิ่งที่ไม่ดี
<WBR>เหมือนการให้อภัยในสิ่งที่ผิ<WBR>ดพลาด
sutatip_b
27-08-2008, 10:31 AM
ดินสอกับยางลบ
มีดินสอที่เขียนอย่างไรก็ไม่มี<wbr>วันหมดอยู่แท่งหนึ่ง
กับยางลบที่ลบอย่างไรก็ไม่มี<wbr>หมดอยู่ก้อนหนึ่ง
ดินสอแท่งนั้นเป็นเพื่อนกั<wbr>บยางลบก้อนนั้น
ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกัน
ทำอะไรด้วยกัน
หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน
มันจึงเขียนทุกที่ ทุกอย่างเสมอ
ตลอดเวลาที่อยู่กับยางลบ หน้าที่ของยางลบก็คือลบ
มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขี<wbr>ยนทุกที่ ทุกเวลา
เวลาผ่านไปนานหลายสิบปี ทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิ<wbr>มเรื่อยมา
จนกระทั่งดินสอเอ่ยกับยางลบว่า
"เรากับนายคงอยู่ด้วยกันไม่ได้<wbr>แล้ว"
ยางลบจึงถามว่า
"ทำไมล่ะ"
ดินสอจึงตอบกลับไปว่า
"ก็เราเขียน นายลบ แล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย"
ยางลบจึงเถียงว่า
"เราทำตามหน้าที่ของเรา เราไม่ผิด"
ทั้งคู่จึงแยกทางกัน
ดินสอพอแยกทางกับยางลบ
มันก็ดี<wbr>ใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามใจมั<wbr>น
แต่... พอเวลาผ่านไปมันเริ่มเขียนผิด
ข้อความที่สวยๆ ที่มันเคยเขียนได้ก็สกปรก
มีแต่รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด
มันคิดถึงยางลบจับใจ
ฝ่ายยางลบพอแยกทางกับดินสอมันก็<wbr>ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องเปื้อนอี<wbr>กต่อไป
พอเวลาผ่านไป
มันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่<wbr>าเพราะไม่มีอะไรให้ลบ
มันคิดถึงดินสอจับใจ
ทั้งคู่กลับมาอยู่ด้วยกันใหม่
คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลง
เขียนแต่สิ่งที่ดี
ส่วนยางลบก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขี<wbr>ยนผิดเท่านั้น
เปรียบการเขียนของดินสอเป็<wbr>นความทรงจำ
ดินสอจดจำทุกเรื่องทั้งดีและไม่<wbr>ดี
แต่ยางลบเปรียบเหมือนการลืมเลื<wbr>อน
ยางลบเลือกที่จะไม่จดจำอะไรไว้<wbr>เลย
เมื่อทั้งสองสิ่งนี้แยกกันอยู่<wbr>จึงเกิดความไม่สมดุล
ดังนั้น เมื่อเพื่อนรักทั้งสองกลั<wbr>บมารวมกันใหม่
ดินสอจดจำแต่สิ่งที่ดีๆไว้
ส่วนยางลบก็ลบแต่สิ่งที่ไม่ดี
<wbr>เหมือนการให้อภัยในสิ่งที่ผิ<wbr>ดพลาด
เขียนเองหรือเปล่าคะ
ถ้าเขียนเอง มีอย่างนี้อีกไหมคะ
Simple, refreshing and uplifting ค่ะ
thaxx
ปาฏิหาริย์
27-08-2008, 03:36 PM
เอามาจากฟอรเวิรด์เมล ครับ อาจารย์ไก่
ดีใจที่ใครได้อ่านแล้วรู้สึกดีนะครับ
รับสร้างภาพ! รับป้ายสี!
วันนี้ได้ยินคนที่ทำงานคุยกัน เอ้ย!มีอาชีพอย่างนี้กันด้วยเหรอ
สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นแท้ๆเลย คนเราศีลธรรมหมดแล้วหรือไร
แต่พอหยุดคิดนิดหนึ่ง ทบทวนอีกครั้ง "รับสร้างภาพ รับป้ายสี" ก็เลยขำออก
ก็ประโยคนี้ติดอยู่หน้าร้านทำป้ายโฆษณานั่นเอง...หุหุ
รับอัดพระ!
ฮีฮีฮี...รายได้ดีด้วยใครสนใจเชิญ!
;aa21
ปล.หลายคนอาจจะยังไม่รู้ เลยเอาแบบเต็มๆ มาให้อ่านกัน
รับอัดพระ รับเลี่ยมพระ รับเข้ากรอบพสาสติก
กันน้ำ100% ราคาไม่แพง...(หุหุหุ...);aa13
tossapornk
28-08-2008, 03:18 PM
ผมเคยได้ยินไก้ด์ทัวร์ท่านหนึ่งบรรยายให้ลูกทัวร์ฟังที่ปราสาทหิพนมรุ้งเกี่ยวกับความเป็นมาของศิวะลึงค์ที่ภายในกลางปราสาท
เขาบรรยายว่า ศิวะลึงค์เป็นความยิ่งใหญ่ในโลกธาตุนี้ ซึ่งศิวะลึงค์เป็นตัวแทนของธาตุน้ำ
แสดงว่าน้ำใหญ่กว่าทุกธาตุ ให้ดูธาตุดินเจอน้ำดินก็อ่อนยุ่ยหมด ดูธาตุไฟเจอน้ำไฟก็ดับ
ดูธาตุลมสิน้ำยังอัดลม ให้เราดื่มกันเต็มไปหมดหลายยี่ห้อเลย ฮิฮิ....จริงไหมเอ่ย
tossapornk
28-08-2008, 04:05 PM
เจ้านายเก่าผมเคยบอกกับผมว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต ขึ้นอยู่กับตัวเราว่า เราเลือกที่จะเป็นเจ้านายมัน หรือ เลือกที่จะเป็นขี้ข้ามัน แต่คนส่วนหนึ่งเยอะมากด้วยก็ยังเลือกที่จะเป็นขี้ข้ามัน ยอมที่จะให้คนอื่นเอาเงินมาฟาดหัวตัวเองใหปวดหัวเล่นได้แถมยังยิ้มอย่างมีความสุขจนลืมนึกถึงคุณค่าชีวิตของตัวเองและยังมืดบอดมองไม่เห็นคุณค่าชีวิตของคนรอบข้างด้วย โดยตัวเขาเองก็ใช้วิธีเดียวกันคือเอาเงินนี้ไปฟาดหัวคนอื่นๆต่อๆกันไป นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดกระแสอกุศลกรรมสะสมบนโลกใบนี้จนยากต่อการเยียวยารักษา ภัยพิบัติทั้งหลายจึงต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อเป็นการทำความสะอาดโลกใบนี้อีกครั้ง
MOUNTAIN
28-08-2008, 04:31 PM
หาภาพสบายๆตามาแจมกระทู้ครับ
Little Duck
30-08-2008, 02:15 PM
<TABLE class=EC_EC_MsoNormalTable style="BORDER-RIGHT: 4.5pt outset; BORDER-TOP: 4.5pt outset; BACKGROUND: #e2e2e2; BORDER-LEFT: 4.5pt outset; WIDTH: 543.75pt; BORDER-BOTTOM: 4.5pt outset" cellPadding=0 width=725 bgColor=#e2e2e2 border=1><TBODY><TR><TD style="PADDING-RIGHT: 0cm; PADDING-LEFT: 0cm; BACKGROUND: #ecfae0; PADDING-BOTTOM: 0cm; PADDING-TOP: 0cm" bgColor=#ecfae0>Wonderful story อ่านให้ได้นะ (ดีมากๆ)
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE class=EC_EC_MsoNormalTable style="BORDER-RIGHT: 4.5pt outset; BORDER-TOP: 4.5pt outset; BORDER-LEFT: 4.5pt outset; WIDTH: 543.75pt; BORDER-BOTTOM: 4.5pt outset" cellPadding=0 width=725 border=1><TBODY><TR><TD style="PADDING-RIGHT: 0cm; PADDING-LEFT: 0cm; BACKGROUND: white; PADDING-BOTTOM: 0cm; PADDING-TOP: 0cm" bgColor=white><TABLE class=EC_EC_MsoNormalTable style="WIDTH: 100%" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD style="PADDING-RIGHT: 2.25pt; PADDING-LEFT: 2.25pt; BACKGROUND: #ffffcc; PADDING-BOTTOM: 2.25pt; PADDING-TOP: 2.25pt" bgColor=#ffffcc>
</TD></TR><TR><TD style="PADDING-RIGHT: 2.25pt; PADDING-LEFT: 2.25pt; PADDING-BOTTOM: 2.25pt; PADDING-TOP: 2.25pt">
</TD></TR><TR><TD style="PADDING-RIGHT: 2.25pt; PADDING-LEFT: 2.25pt; PADDING-BOTTOM: 2.25pt; PADDING-TOP: 2.25pt" vAlign=top><TABLE class=EC_EC_MsoNormalTable style="WIDTH: 95%" cellPadding=0 width="95%" border=0><TBODY><TR><TD style="PADDING-RIGHT: 1.5pt; PADDING-LEFT: 1.5pt; PADDING-BOTTOM: 1.5pt; PADDING-TOP: 1.5pt" vAlign=top><TABLE class=EC_EC_MsoNormalTable style="BACKGROUND: whitesmoke" cellPadding=0 bgColor=whitesmoke border=0><TBODY><TR><TD style="PADDING-RIGHT: 1.5pt; PADDING-LEFT: 1.5pt; PADDING-BOTTOM: 1.5pt; PADDING-TOP: 1.5pt">http://variety.teenee.com/foodforbrain/img8/45031.bmp
</TD></TR><TR><TD style="PADDING-RIGHT: 1.5pt; PADDING-LEFT: 1.5pt; PADDING-BOTTOM: 1.5pt; PADDING-TOP: 1.5pt">
</TD></TR></TBODY></TABLE>
</TD></TR></TBODY></TABLE>
</TD></TR><TR><TD style="PADDING-RIGHT: 2.25pt; PADDING-LEFT: 2.25pt; PADDING-BOTTOM: 2.25pt; PADDING-TOP: 2.25pt" vAlign=top><TABLE class=EC_EC_MsoNormalTable style="WIDTH: 95%" cellPadding=0 width="95%" border=0><TBODY><TR><TD style="PADDING-RIGHT: 1.5pt; PADDING-LEFT: 1.5pt; PADDING-BOTTOM: 1.5pt; PADDING-TOP: 1.5pt" vAlign=top>ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี
วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ
ของฉันมีกัน
จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง
พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
' ใครขโมยเงินไป' พ่อตวาด
ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไปน้องชายฉันก็เช่นกัน
พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
' ก็ได้ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ'
พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
ทันใดนั้นน้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า
' ผมขโมยเองครับ'
ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด
จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
พ่อนั่งลงบนเก้าอี้
และด่าว่าน้องชายของฉัน
' ของคนในบ้านแกเองแกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก
แกน่าจะโดนตีให้ตายไอ้หัวขโมย'
คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
กลางดึกคืนนั้นฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
น้องเอามือเล็กๆของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า
' พี่ครับไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว'
ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ
หลายปีผ่านไป
แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...
เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน
ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย
ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังห วัดเช่นกัน
คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า
' ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ'
แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
' แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน'
ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
' ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว'
พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
' ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้
ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
พ่อก็ จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้'
คืนนั้นทั้งคืนพ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ
ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน
ฉันค่อยๆเอามือประคบแก้มบวมๆ
ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
' ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้'
แต่ในขณะเดียวกัน
ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
ใครจะรู้ได้ .......
วันต่อมาในตอนเช้ามืด
น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน
ขณะฉันกำลังหลับ
' พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....
ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่'
ฉันนั่งอยู่บนเตียง
อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี .....
ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น
กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......
ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า
' มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ'
ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
ฉันถามเขาว่า
' ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ'
น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า
' ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ
ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี'
ฉันค่อยๆเอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
' พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง
เธอเป็นน้องของพี่ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม'
จากนั้นน้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน
แล้วพูดว่า
' ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง'ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปีส่วนฉันอายุ 23 ปี .
วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
ฉันสังเกตเห็นว่า
หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไปได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
' แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อม กระจก
เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ'
แม่ยิ้มแล้วพูดว่า
' แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก
วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ'
ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด ' เจ็บมากไหม'
ฉันถาม
' ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะวันๆ
มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ
และ...'
น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด
เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
' เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ'
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...
หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...
แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ
ท่านบอกว่าท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง
แต่เมื่อออกไปแล้ว
ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี
จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...
เขาบอกกับฉันว่า
' พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง'
สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของ ครอบครัว
เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
...
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้
เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
วันหนึ่งน้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล
และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด
เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล
ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา
... ฉันโกรธมากจึงตวาดน้องไปว่า ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!
ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้
ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง'
คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด
ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
' พ ี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับพี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ
คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด'
น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....
ฉันบอกกับน้องว่า
' แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่...'
' ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ'
น้องชายของฉันจับมือฉันไว้
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปีส่วนฉันอายุ 29 ปี...
เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ปี
เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน
ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
' ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้'น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล ' พี่สาวของผมครับ' .....
และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม.
เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน
วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ....... นับจากวันนั้น
ผมสาบานกับตัวเอง
ว่าตลอดชีวิตของผมผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี
และจะทำดีกับเธอ'
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......
' ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ'
ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้
น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...
จงรักและห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ
วันในชีวิตของคุณและเขา
คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ
แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง
.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ
พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม
จบบริบูรณ์....
ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท
น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า
' ซัมซุง'
และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดยดาราเล็กๆ คนคือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุคครับ
บู มิง ฮอง
เล่าเรื่อง
</TD></TR></TBODY></TABLE>
</TD></TR></TBODY></TABLE>
</TD></TR></TBODY></TABLE>
Little Duck
03-09-2008, 08:04 PM
hello8...มีคน 2 คนเป็นเพื่อนซี้กัน..
.ต่างร่วมเดินทางไปในทะเลทราย ด้วยกัน...
ระหว่างทาง... เกิดโต้เถียงขัดแย้งไม่เข้าใจกันเพื่อนคนหนึ่ง...
พลั้งลงมือ...ตบหน้าอีกฝ่ายคนถูกทำร้าย...เจ็บปวด...แต่ไม่เอ่ยวาจา...
กลับเขียนลงบนผืนทรายว่า ' วันนี้...ฉันถูกเพื่อนรักตบหน้า'
;35
พวกเขายังคงเดินทางต่อ...
กระทั่งถึงแหล่งน้ำพวกเขาตัดสินใจอาบน้ำ...ชำระกาย...
พลันคนที่ถูกตบหน้ากลับจม น้ำ... เพื่อนอีกคนไม่รั้งรอ...
เข้าช่วยชีวิตคนรอดตาย...ยังคงไม่เอ่ยวาจา...
กลับสลักลงไปบนหินใหญ่...' วันนี้...เพื่อนรักช่วยชีวิตฉันไว้'
อีกคนไม่เข้าใจ...ถามว่า...' เมื่อถูกฉันตบหน้า...เธอเขียนลงทราย...
แล้วทำไมเมื่อ ครู่... ต้องสลักบนหิน ' อีกคนยิ้มพราง...กล่าวตอบ '
เมื่อถูกเพื่อนรักทำร้าย...เราควร เขียนมันไว้บนทรายซึ่งสายลมแห่งการให้อภัย...
จะทำหน้าที่พัดผ่าน...ลบ ล้างไม่เหลือ...
แต่เมื่อมีสิ่งที่ดีมากมาย...
บังเกิดเราควรสลักไว้บน ก้อนหินแห่งความทรง จำในหัวใจ...
ซึ่งจะไม่มีสายลมแรงเพียงใด...ลบล้าง และทำลาย....
' ขอบคุณ..ที่อ่านจนจบนะเพื่อน.. .;aa8...
tossapornk
04-09-2008, 08:19 AM
มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่งแต่รายละเอียดบางอย่างอาจจะไม่ตรงกับของเดิม
มีเศรษฐีคนหนึ่งเขามีความใฝ่ฝันว่าสักวัหนึ่งเขาจะต้องพบเจอองค์เทพที่เขานับถือเพื่อเป็นบุญตาของเขาก่อนที่เขาจะต้องตายจากโลกนี้ไป เศรษฐีคนนี้มีอุปนิสัยที่เกลียดและก็ดูถูกคนจนมากๆ แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เศรษฐีคนนี้ก็ได้มีโอกาสไดเดินทางไปทำธุระที่เมืองๆหนึ่งโดยนั่งเรือไปแต่ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงฤดูน้ำหลากน้ำไหลเชี่ยวมากจู่ๆเรือก็ชนโขดหินกลางแม่น้ำเกิดพลิกคว่ำ ตัวเศรษฐีลอยไปตามน้ำขณะนั้นจิตก็นึกถึงองค์เทพที่ศรัทาขอให้องค์เทพช่วยชีวิตเขเด้วยแล้วจู่ๆก็มีไม้ยาวท่อนหนึ่งยื่นมาให้เขาจับเขาก็จับมันไว้ได้แต่พอเศรษฐีมองไปยังคนที่ส่งไม้มาให้จับก็ปรากฏเป็นชายกลางคนแต่งตัวซอมซ่อดูออกเลยว่าเป็นคนยากจนด้วยนิสัยเกลียดและดูถูกคนจนเศรษฐีจึงปล่อยมือไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากคนจนคนนี้ แล้วเศรษฐีก็จมน้ำตายในที่สุด ชายคนจนคนนั้นก็กลายร่างกลับมาเป็นองค์เทพเหมือนเดิมแล้วก็หายวับไป จบแล้วครับ
เศรษฐีสมความปรารถนาแล้วนี่น่านิ...อิอิ
แต่เพราะใจที่ยังยึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอก
ทำให้เขาไม่สามารถพบองค์เทพที่เขาต้องการได้
...นี่เป็นบทเรียนสอนให้เราได้รู้ว่า สิ่งที่ตาเห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เห็นเสมอไป
ฉะนั้นอย่าไปยึดติดอะไรเลย เปิดตา เปิดใจเราให้กว้างแล้วเราจะพบว่า
มีอะไรมากมายให้เราได้พบได้เห็นได้สัมผัสอีกเยอะ...จริงมะ...hello8
ตะปูกับความโกรธ
มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง และบอกกับเขาว่า
"ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน"
วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ
ในแต่ละวันที่ผ่านไป ก็ลดจำนวนลง น้อยลง น้อยลง เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ
ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ
และแล้ว หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ
และบอกกับพ่อของเขาว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา
พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า
"ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง"
วันแล้ววันเล่า เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออก ทีละตัว จาก 1 เป็น 2 …. จาก 2 เป็น 3
จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก จนหมด เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า
"ฉันทำได้ ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ !!"
พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน และบอกกับลูกว่า
"ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ เจ้าเห็นหรือไม่ว่า
รั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น จำไว้นะลูก
เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล
เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน ต่อให้ใช้คำพูด ว่า "ขอโทษ"
สักกี่หน ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้
ฉันใดก็ฉันนั้น "กับเพื่อน" .. เพื่อนเปรียบเสมือน อัญมณีอันมีค่าที่หายาก
เป็นคนที่ทำให้เรายิ้ม
เป็นคนที่คอยให้กำลังใจ และยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จ
เป็นคนที่คอยปลอบใจเราเมื่อยามเศร้า
ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา และจริงใจกับเราเสมอ … แสดงให้เขาเห็น ว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน
และระวังสิ่งที่เราทำไปไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ และจงจดจำไว้เสมอว่า
" คำขอโทษ "ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือ รอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้ …… ตลอดไป
"หวังว่านิทานนี้คงช่วยให้พวกเรา อยู่ร่วมกัน ทำงาน ร่วมกัน คบกันด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกันขึ้นเรื่อยๆ ตลอดไป…..
<!-- / message --><!-- sig -->
พัฒนาตน
06-09-2008, 08:46 PM
ได้มาพักแคร่ริมคลองนี้หายเหนื่อย แสนจะเมื่อยได้มาพักกินขนม
นอนแผ่หลาเกลือกกลิ้งรอรับลม ก้นระบมนั้งทับตะปูตำ
http://www.carabao2524.com/board/images/2008/06/Carabao2524_00002962026.jpg
สาวปีใหม่
08-09-2008, 10:01 AM
หม่าม๊า .... หนูไม่ได้ทำ ...หนูไม่ได้ทำนะหม่าม๊า...
เมื่อวานตอนเย็น
ได้ยินเสียง สาวน้อยตัวเล็ก วัย 3 ขวบ ดังออกมานอกห้องน้ำ
หม่าม๊า .... ดูนี่ หนูไม่ได้ทำ .... หม่าม๊าดูนี่ หนูไม่ได้ทำ
แม่ชะโงกหน้าออกไปดูก็พบสาวน้อยยื่น หลอดยาสีฟันของเด็กที่ถืออยู่ในมือส่งให้ดู ยาสีฟันไหลออกมากองที่ปากหลอด เยิ้มเชียว ปากสาวน้อยก็พูดว่า....หนู ไม่ได้ทำนะหม่าม๊า...
แม่ก็รับหลอดยาสีฟันมา นึกในใจว่า อ้าว แล้วใครทำ หล่ะ สงสัยหนูหน่ะทำ เพราะแม่วางหลอดยาสีฟันเด็กไว้ข้างนอก จะเอาไปให้ พี่สาวหนูเวลาไปโรงเรียน ตอนวางก็ปิดฝาแล้วไม่มียาสีฟันไหลออกมาแบบนี้
... ไหนดูซิ ... ไม่เป็นไรเดี๋ยวหม่าม๊าทำให้ ... ว่าแล้วก็จับหลอดยาสีฟันตั้งขึ้น เคาะๆลง แล้วก็ปาดยาสีฟันที่เลอะเทอะ ออกเอาน้ำล้างจนสะอาด สาวน้อยรอดูแม่อยู่
....เห็นมั้ย หม่าม๊าทำให้แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว ... ไม่เห็นมีอะไรเลย เลอะหม่าม๊าก็ล้างให้แล้ว สะอาดหรือยัง
สาวน้อยพยักหน้า แม่ก็เลยแหย่คำพูดต่อให้สาวน้อยรู้ว่า อย่ากลัวความผิด ให้พูดเรื่องจริง แล้วรอฟังคำดอบ
... หนูทำก็ไม่เป็นไรหม่าม๊าไม่ว่าหรอก ... ไม่เห็นมีอะไรเลย ... เนี่ยล้างสะอาดแล้วง่ายนิดเดียว ... เห็นเปล่าลูก หนูทำหม่าม๊าก็ไม่ว่าหรอก ... ตกลงเมื่อกี๊หนูทำหรือเปล่าหล่ะ
แม่หันหลังพูดพร้อมกับ วางหลอดยาสีฟันลง ได้ยินเสียงเล็กๆ ตอบตามมาว่า
...อือ....เมื่อกี๊หนูทำเองหล่ะ หม่าม๊า... ( แหะๆ ยอมบอกแล้ว แม่ยิ้มในใจ )
... จริงๆ แม่ก็พอใจแล้ว แค่ลูกยอมพูดความจริง กับแม่..แต่สิ่งที่ทำให้ เกิดรอยยิ้มในใจ ครั้งที่ 2 คือ
... สาวน้อยตัวเล็ก ชะโงกหน้ามาหาแล้วยิ้ม โชว์ฟันหลอ ทำหน้าทะเล้นแบบอายๆ แล้วก็บอกว่า
...ม๊า....หนูขอโทษนะ ...
ประโยคสั้นๆ แต่มีความหมายนี้ทำให้แม่ รู้สึกว่าเขาได้เติบโตขึ้น .....
สาวปีใหม่
13-09-2008, 05:00 PM
<TABLE class=tbcontent cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=diarysubject vAlign=center align=left>ถั่ว โลกใบเล็ก กับ เลข 1
</TD></TR><TR><TD class=diarycontent vAlign=center align=left>12-9-51 ....โลกใบเล็กของลูกกับจินตนาการ ...ที่มีพื้นที่.....กว้างขวาง.....กว่าโลกใบใหญ่ของแม่ .....
ถ้าพูดกันถึงตัวเลข คุณจะเห็นอะไรอันดับแรกสุดในความคิด หลายคนคงต้องนึกภาพ ตัวเลขก่อนในใจ 1.. 2.. 3...4.... มองไปทางไหนก็เห็น ตัวเลขแบบนี้รอบตัว ตามทางเดิน ตามป้ายร้านค้าต่างๆ ตัวเลขบนรถประจำทาง...ตัวเลขมากมายรอบตัวเรา....
เย็นนี้ หลังจากพา 2 สาวน้อยวัย 5 ขวบ และ 3 ขวบ เดินกลับบ้านกัน ฝนตกปรอยๆเม็ดเล็กๆเป็นละออง
แม่จูงสองสาวน้อยถือร่ม..เดินลัดเลาะหลบฝน ริมทางเดินเฉอะแฉะ ผ่านร้านค้า ผ่านแผงลอยขายของ สาวน้อย 3 ขวบเดินผ่าน พ่อค้าขายถั่วที่นั่งยองๆหน้าร้าน 7-11
สาวน้อย หยุดกึก ... แล้วดึงมือแม่เบาๆ
.....บรรดาถั่วต้มต่างๆบนหาบนั่นเองที่สะดุดตาเธอ...ของชอบที่สาวน้อยวัย 3 ขวบ ไม่เคยอดใจไหว
(ครูประจำชั้นอ.1เคยฟ้องคุณแม่ หลังจากที่เห็นถุงถั่วต้มในมือที่แม่ฝากให้สาวน้อย กินแทนขนม แทนท็อฟฟี่บ้าง ในบางวันว่า " โห ... คุณแม่น้องปรองขา ... สงสัยเพราะถั่วนี่แน่เลย .. เมื่อวันก่อน... น้องปรอง ตดใส่หน้าคุณครู....เหม็นน.น..มากเลยค่ะ... แถมยังบอกว่าน้องปรอง ตดเองอีก.... คุณครูสาววัยรุ่นหัวเราะไปด้วย ...พลอยทำให้คนฟังนึกขำตาม... นึกภาพออกเพราะทุกทีที่เธอตด...เธอจะหัวเราะ ...แล้วถามว่าเหม็นมั้ย ...น้องปรองตดเอง...เฮ้อแม่นึกในใจ...เด็กเล็กทำอะไรก็พอจะอนุโลมเป็นตลกไป....ผู้ใหญ่หล่ะห้ามทำเชียว)
มาว่ากันต่อ... แม่ชี้ไปที่ถั่วที่เธออยากให้ซื้อ...คนขายหยิบใส่ถุงให้พร้อมโรยเกลือ...
...เสียงสาวน้อย 3 ขวบถามว่า...หม่าม๊าเค้าใส่..น้ำตาลทำไม...(เฮ้อในใจรอบ 2 )
เสียงเล็กๆของลูกสาวคนโตวัย 5 ขวบ ก็ร้องสวนขึ้นอย่างประหลาดใจว่า
" หม่าม๊าขา...ทำไมแมวหางมันเป็นเลขหนึ่งด้วย..ดูสิหม่าม๊าขา .... แม่มองตามนิ้วชี้เล็กๆ...ที่ชี้ไปข้างหลังคนขายถั่ว....นั่นไงหม่าม๊า .... หางมันทำไมเป็นเลขหนึ่งหล่ะ "
...แม่ กับ คนอื่น มองข้ามไปด้านหลังคนขายถั่ว เห็นแมวสีเหลืองอ่อนตัวผอม หางยาว ลายเสือ ชูหางตั้งท่าเตรียม กระโดดหนีเพราะ ตกใจเสียงสาวน้อย
.....เจ้าแมวผอม...ปลายหางหักพับ....เหลียวหน้ากลับมามองพวกเรา อย่างระแวง...
.....อ้อ....หางยาวชูขึ้น...แล้วปลายหางหักพับลงชี้ไปทางซ้าย นั่นเอง..เลข 1 ของลูกแม่....
... เอ่อแฮ๊ะ ...ปลายหางมันหักเหมือนเลข 1 เปี๊ยบเลยนิ....เลข 1 แปลกประหลาด ที่แม่ไม่เคยสังเกตุเห็น...
.... เรื่องธรรมดาที่แม่ไม่เคยสนใจ.....
....แปลกจัง....ทำไมเราไม่เคยสังเกตุ ว่ามันเหมือนตัวเลขนะ เลข 1 ที่แม่ไม่เคยเห็นมาก่อน...
...เสียงผู้ใหญ่ 3 คนก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกันด้วยความตลกขบขัน..เมื่อมองเลข 1 ของลูก (คงจะคิดเหมือนกันว่าเออ มันเหมือนจริงๆ อย่างที่เด็กพูด หัวเราะตัวเองด้วยว่าทำไมเราไม่เคยสังเกตุ ).....
......หางมันหักหน่ะลูก.....แล้วทำไมหางมันถึงหักหล่ะคะ.....เอ...มันคงหักมาตั้งแต่เกิดมั้งลูก....
.....เสียง...อ๋อดังออกมาเบาๆ....สาวน้อยพยักหน้าอย่างเข้าใจ...ตามด้วยรอยยิ้มสดใสเหมือนเคย ...
.... เย็นวันนี้...ณ.มุมหนึ่ง หน้าร้าน 7-11 แถวสี่แยกบ้านแขก เลย...มี รอยยิ้มกับเสียงหัวเราะเล็กๆปนกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่....
.....คนขาย ส่งเงินทอนให้...หลังหยุดหัวเราะพร้อมกับ...รอยยิ้ม....สาวน้อยวัยสามขวบมองถุงถั่วที่ถือในมือ...แอบอมยิ้ม....
.....ผู้คนแถวนั้น คนยังคงรีบร้อนเดินทางกลับบ้าน...ท่ามกลางความเฉอะแฉะ....และละอองฝน
.....ความคิดของแม่...เปลี่ยนไป...โลกใบเล็กของเด็ก.....ที่จริงแล้วมีพื้นที่กว้างขวางนัก.....
</TD></TR><TR><TD class=diarypost vAlign=center align=right>เขียนเมื่อ 13 ก.ย. 2551 00:03:25</TD></TR></TBODY></TABLE><!-- / message --><!-- edit note --><HR style="COLOR: #ffffff; BACKGROUND-COLOR: #ffffff" SIZE=1>
kananun
13-09-2008, 10:00 PM
คงต้องจัด เมทดิเทชั่นฟอร์ มัม ให้แล้ว
ปาฏิหาริย์
14-09-2008, 09:05 PM
เงินสิบบาท
ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร?
ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า 'ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาทจะได้รับเงินทอนเท่าไร'
เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า '7 บาท' แต่มีเด็ก 2 คนที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น
คนหนึ่งตอบว่า '2 บาท'
อีกคนหนึ่งตอบว่า 'ไม่ต้องทอน'
ครูถามเด็กคนแรกว่าทำไมถึงได้<WBR>เงินทอน 2 บาท
คำตอบที่ได้ก็คื<WBR>อภาพในใจของเขาสำหรับเงิน 10 บาท
คือ เหรียญห้า 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ให้เหรียญห้า 1 เหรียญ
ดังนั้น จึงได้เงินทอน 2 บาท
ถามเด็กคนที่สองว่าทำไมไม่เหลื<WBR>อเงินทอนเลย
คำตอบก็คือเด็กคนนี้คิดว่<WBR>าในกระเป๋ามีเหรียญบาท 10 เหรียญ
เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่งเหรียญบาทให้ 3 เหรียญ
เพราะฉะนั้น คนขายจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา
โชคดีที่เป็นการถาม-ตอบในห้<WBR>องเรียน
ลองนึกดูสิครับว่าถ้าโจทย์นี้<WBR>เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น ก-ข-ค-ง
เด็ก 2 คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที<WBR>่ผิดเพี้ยนจากคนส่วนใหญ่
การสร้างโจทย์ที่ 'เสมือนจริง' จินตนาการของ 'ครู' อาจถูกจำกัดเพียงแค่ 'ตัวเลข'
แต่สำหรับเด็กจิ<WBR>นตนาการของเขาไร้กรอบ
10 บาท จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือเหรียญบาท
เมืองไทยมีเหรียญ 2 บาท เราจึงได้คำตอบเพิ่มอีก 1 คำตอบ คือ ได้เงินทอน 1 บาท
โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็<WBR>นจริงนั้นแตกต่างกัน
โลกในห้องเรียน ทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง 1 คำตอบ
แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้<WBR>องได้เกิน 1 คำตอบ
'อย่าตัดสินความผิดของคนๆ นั้น
เพียงแค่ คำตอบของเรา'ครับ
ปาฏิหาริย์
14-09-2008, 09:14 PM
อาจารย์สอนยูโดชาวญี่ปุ่นอายุปูนปัจฉิมวัยคนหนึ่งชวนลูกศิษย์หนุ่มชาวอเมริกันเดินทอดน่องไปตามชายหาดยามเย็น ช่วง
</PRE><!--mstheme--><!--mstheme-->
หนึ่งของการสนทนาอาจารย์ใช้ไม้เท้าขีดเส้นสองเส้นคู่ขนานลงไปบนผืนทรายขาวละเอียด เส้น
</PRE><!--mstheme--><!--mstheme-->
หนึ่งยาวประมาณ 5 ฟุต อีกเส้นหนึ่งยาวประมาณ 3 ฟุต"เธอลองทำให้เส้นที่ยาว 3 ฟุต ยาวกว่าเส้นที่ยาว 5 ฟุต
</PRE><!--mstheme--><!--mstheme-->
ให้อาจารย์ดูหน่อยสิ"เสียงอาจารย์บอกเป็นเชิงท้าทายอยู่ในทีลูกศิษย์อเมริกันหยุดคิดพินิจเส้นทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งก็
</PRE><!--mstheme--><!--mstheme-->
เผยยิ้มที่ริมฝีปากเหมือนค้นพบคำตอบเธอบรรจงใช้เท้าข้างหนึ่งค่อยๆลบรอยเส้นตรงที่ยาวประมาณ5 ฟุตนั้นให้สั้นลงจนเหลือนิดเดียว โดยวิธีนี้เส้นที่ยาวราว 3
</PRE><!--mstheme--><!--mstheme-->
ฟุตจึงโดดเด่นขึ้นมาแทน ลบเสร็จเธอเงยหน้าสบตาอาจารย์พลางขอความเห็น"เช่นนี้ ใช้ได้หรือยังครับ"ผู้เป็นอาจารย์ใช้ไม้เท้าเคาะหัวเธอเบาๆ หนึ่งทีก่อนบอกว่า
</PRE><!--mstheme--><!--mstheme-->
"ใช้วิธีนี้ ชีวิตเธอก็มีแต่จะล้มเหลว รู้ไหม?คนที่คิดจะยกตัวเองให้สูงขึ้นโดยการทำร้ายคู่แข่งนั้น ไม่สู้ฉลาดเลย ทางทีดี จงยกตัวเองขึ้น แต่อย่าลดคนอื่นลง"ว่าแล้วอาจารย์ก็ขีดเส้นทั้งสองใหม่แล้วสาธิตให้ดูโดยการปล่อยเส้นที่ยาว 5 ฟุตไว้อย่างเดิมแต่ขีดเส้นที่ยาว 3 ฟุตให้ยาวขึ้นเป็น 10 ฟุตฝ่ายลูกศิษย์ยังคงกังขา
</PRE><!--mstheme--><!--mstheme-->
"คู่แข่งของเธอ ไม่ใช่ศัตรู แต่คือครูของเธอและเขาคือคนสำคัญที่จะทำให้เธอได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม เธอลองคิดดู หากไร้เสียซึ่งคู่แข่งเธอจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีศักยภาพในการทำงานขนาดไหน ไม่มีอัปลักษณ์ เธอจะรู้จักความสวยงามได้อย่างไรคู่แข่งขันของเรายิ่งเก่ง ยิ่งฉลาดล้ำก็จะทำให้เรารู้จักขยับตัวเองขึ้นไป
</PRE><!--mstheme--><!--mstheme-->
ให้สูงส่งยิ่งขึ้นนักสู้ที่ดีนั้น เขายืนหยัดอยู่ในสังเวียนได้เพราะมีคู่ต่อสู้ที่เข้มแข็งคู่ต่อสู้ที่อ่อนแออาจทำให้เราเป็นผู้ชนะ แต่ชัยชนะนั้นมักไม่ยืนยงคนที่พยายามจะเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยการฆ่าน้อง ฟ้องนายและขายเพื่อนถึงแม้จะทำได้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณไม่อาจเอ่ยอ้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ การ
</PRE><!--mstheme--><!--mstheme-->
เลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยวิธีที่ไม่ชอบธรรมกับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่นได้ก้าวไปตามวิถีทางของเขาอย่างเสรีนั้น มีผลลัพธ์ต่างกันเพียงไร
</PRE><!--mstheme--><!--mstheme-->
"การเลื่อนตัวเองขี้น พร้อมกับลดคนอื่นลง เธออาจชนะแต่ก็มีศัตรูเป็นของแถม"การเลื่อนตัวเองขึ้นแต่ไม่ลดคนอื่นลงเธออาจเป็นผู้ชนะพร้อมกับมีเพื่อนแท้เพิ่มขึ้นมากมายวิธีไหนจะดีกว่ากัน?"
</PRE><!--mstheme-->
สาวปีใหม่
15-09-2008, 09:41 AM
http://www.siamcomic.com/images/scboard/16262_155368.jpg
นั่นบนแคร่ ริมคลองสบายใจแล้ว
ลองใช้วิชาตัวเบา.. นึกว่าตัวเองเป็นก้อนเมฆ......ลอยอยู่เหนือเกาะ ริมชายทะเลดูบ้างนะคะ ....................
เด็กชายตัวน้อยวัยไม่ถึง 3 ขวบ กำลังสนใจเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
วันหนึ่งป้ากับหลานเดินอยู่ในตลาด เห็นข้าวของขายเต็มไปหมด
จนเดินมาหยุดหน้าร้านขายผลไม้ เจ้าหนูมีความสนใจมาก
เด็กชาย : ส้มเรียกว่าอะไรคับ
ป้า : ออเร้นจ์จ๊ะ
เด็กชาย : แล้วมะม่วงอะคับ
ป้า : แมงโก้จ้า
เด็กชาย : มังคุดละคับ
ป้า : แมงโก้สทีนไง ป้าเคยบอกแล้ว มะม่วง10ลูกเป็นมังคุด
เด็กชายพยักหน้ารับ ส่งยิ้มน่ารักมาให้
เด็กชาย : เงาะ เงาะ เรียกว่าอะไร
ป้า : รัมบูแทน
เด็กชาย : สับปะรดล่ะคับ
ป้า : ไพแอปเปิ้ล
เด็กชาย : องุ่นล่ะ องุ่นเรียกว่าอะไรคับ
ป้า : เกรพไงจ๊ะ องุ่นเกรพ
เด็กชาย : กล้วยคับ กล้วย กล้วย กล้วย
ป้า : บาบาน่าไง ลืมแล้วเหรอ
เด็กชาย : แตงโม วอเตอร์เมลอนใช่มั๊ยฮะ
ป้า : ใช่แล้วจ้า
เด็กชายยิ้มชอบใจ
เด็กชาย : ฝรั่งล่ะคับ
ป้า : กัวว่าจ้า
ป้ายิ้มกับความอยากรู้อยากเห็นของหลาน
หลานตัวน้อยหันซ้ายหันขวา มองหาผลไม้ ที่ยังไม่ได้ถาม
เด็กชาย : แล้วฝรั่งแช่บ๊วยอะคับ
ป้า :.......????? (ตั้งรับไม่ทันแฮะ)
ใครรู้ช่วยตอบที่...
tossapornk
16-09-2008, 02:30 AM
ที่มาของมังคุดในภาษาอังกฤษ เรื่องเล่า
ในสมัยพระนารายณ์มหาราชมีการค้าขายกับชาติต่างๆในยุโรปรวมถึงประเทศอังกฤษด้วย
มีพ่อค้าชาวอังกฤษคนหนึ่งได้ลองกินผลไม้ไทยและได้ถามคนไทยผ่านล่ามว่า
คนอังกฤษ "ผลไม้ลูกนี้เรียกอะไรหรือคัรบ"
คนไทย "เรียกว่ามังคุด"
คนอังกฤษ "มังโก้หรือ"
คนไทย "ไม่ใช่เขาเรียกมังคุด"
คนอังกฤษ "มังโก้...มังโก้"
คนไทยฉุนเลยพูดคำหยาบออกไป "มังโก้ส้นตีน น่ะสิ"
คนอังกฤษ "มังโก้สะตีน โอ..ชื่อเพราะดี"
คนไทย "เออเออ มังโก้สะตีนก็สะตีน พวกยูนี่เข้าใจยากโง่ด้วยว่ะ"
มะม่วง = Mango, มังคุด = Mangosteen
tossapornk
16-09-2008, 10:36 AM
ผมมีเรื่องเล่าจากอาจารย์ที่สอนสมาธิท่านหนึ่ง(เป็นปุถุชนธรรมดา)ท่านได้เล่าให้ผมฟังไว้ว่า
เมื่อประมาณกลางปีพ.ศ.2543 ท่านได้เดินทางไปทางภาคอิสานตอนบนแต่ต้องขออภัยที่ผมจำชื่อจังหวัดไม่ได้ในระหว่างเส้นทางที่ท่านขับรถอยู่นั้นท่านเห็นป้ายบอกทางเข้าวัดวัดหนึ่งซึ่งท่านได้สะดุดกับเสียงบางอย่างในหัวท่านบอกว่าให้เข้าไปหาพระเจ้าอาวาสวัดนี้ท่านอาจารย์ก็ขับเข้าไปที่วัดตามเสียงที่บอกเมื่อถึงวัดก็เข้าไปพบกราบนมนัสการท่านเจ้าอาวาสแล้วท่านเจ้าอาวาสก็ถามวัตถุประสงค์ขอการมาอาจารย์ผมก็ตอบตามความจริงว่ามีเสียงบางอย่างบอกให้มาจากนั้นท่านเจ้าอาวาสก็นำรูปผู้หญิงรูปหนึ่งเป็ผู้หญิงที่สวยมาให้อาจารยผมดูแล้วถามว่า"โยมผู้หญิงในรูปนี่สวยมั้ย ชอบมั้ย"อาจารย์ผมถึงกับฉุนนึกอยู่ในใจว่าพระบ้าอะไรเอารูปผู้หญิงมาให้ดูถ้าจะเป็นพระที่จิตไม่ค่อยสะอาดแต่ก็ไม่ได้ตำหนิอะไรออกมาได้แต่ถามท่านเจ้าอาวาสกลับไปว่า"พระคุณท่านให้กระผมดูทำไมครับ"ท่านเจ้าอาวาสก็หยิบห่อผ้าสีขาวห่อหนึ่งออกมาวางตรงหน้าอาจารย์ผมแล้วก็พูดว่า"โยมตอนนี้เขาเหลืออยู่แค่ในห่อผ้านนี่แหละ"อาจารย์ผมถึงได้ตาสว่างเห็นธรรมที่ซ่อนอยู่อย่างชัดเจนและหลังนั้นก็คุยกันต่อเป็นชั่วโมงแล้วอาจารย์จึงได้นมัสการลากลับ
สาธุ
</O:p
มีเรื่องเล่าอีกหนึ่งเรื่องที่อาจารย์ท่านเดิมเล่าให้ฟัง<O:p</O:p
<O:p</O:p
เหตุเกิดตรงทางสามแพร่ง มีพระรูปหนึ่งนั่งบำเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ จู่ๆก็มีชายคนหนึ่งวิ่งหนีใครมามีเลือดเปรอะตามเสื้อผ้าไปหมด วิ่งผ่านท่านไป สักครู่หนึ่งก็มีชายคนหนึ่งถือดาบวิ่งมา พอมาถึงตรงที่พระรูปนี้นั่งสมาธิอยู่ก็เลยหยุดถามพระว่าท่านเห็นใครวิ่งผ่านมาทางนี้บ้างไหม พระท่านก็คิดว่าจะทำอย่างไรที่ไม่ให้ชายคนนี้ตามไปฆ่าคนบาดเจ็บก่อนหน้านี้เป็นการสร้างเวรกรรมต่อกันไม่จบไม่สิ้น แต่ถ้าบอกว่าไม่เห็นก็ผิดศีลเป็นบาปอีก ท่านก็เลยลุกขึ้นย้ายที่นั่งใหม่แล้วก็บอกกับชายถือดาบไปว่า “อาตมานั่งตรงนี้ไม่เห็นใครวิ่งผ่านมาเลยโยม” ชายถือดาบก็เลยเดินกลับไปทางเดิมที่วิ่งมา <O:p</O:pการพูดบางครั้งก็สามารถเลี่ยงการโกหกได้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องโกหกเพื่อก่อให้เกิดผลในทางทีดีที่งามได้เช่นกัน
<O:p</O:pสาธุ<O:p</O:p
ปาฏิหาริย์
17-09-2008, 11:24 PM
อย่าลืมดูแลหัวใจคนอื่น...ด้<WBR>วยการถ่อมตน
คนเรายิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องมองต่ำ
ส่วนคนที่อยู่ต่ำกว่า ต้องมองสูง
และทั้งคู่จะมองเห็<WBR>นความสวยงามของกันและกัน
------------------------------<WBR>--------
"ข้าวที่เต็มรวง จะโน้มลงพื้นดิน
เป็นรวงข้าวที่สมบูรณ์ เป็นที่ต้องการ
<SCRIPT><!--D(["mb","แต่ถ้าข้าวรวงไหนมีเมล็ดลีบมากๆ\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eมันจะตั้งตรง ไม่มีใครอยากเกี่ยวให้\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eเปลืองแรงหรอก คนเราก็เช่นกัน\u0026quot;\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e\u003c/span\u003e\u003c/p\u003e\n\n\u003cp style\u003d\"margin:0cm 0cm 0pt\" align\u003d\"center\"\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp style\u003d\"margin:0cm 0cm 0pt\" align\u003d\"center\"\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eคนเราทุกคนมีค่าเท่ากัน....\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eการถ่อมตนอย่างถูกกาลเทศะ\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eจะสร้างความรู้สึกดีให้กับคนอื่\u003cWBR\u003eน\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eแปลว่าคนคนนั้นเติมเต็ม\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eเหมือนข้าวที่เต็มรวง จะยิ่งโน้มลงดิน\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eเป็นรวงข้าวที่มีค่า...\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e\u003c/span\u003e\u003c/p\u003e\n\n\u003cp style\u003d\"margin:0cm 0cm 0pt\" align\u003d\"center\"\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp style\u003d\"margin:0cm 0cm 0pt\" align\u003d\"center\"\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eคนที่อ่อนน้อม ถ่อมตน ไม่ทับถมใคร\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003e",1]);//--></SCRIPT>แต่ถ้าข้าวรวงไหนมีเมล็ดลีบมากๆ
มันจะตั้งตรง ไม่มีใครอยากเกี่ยวให้
เปลืองแรงหรอก คนเราก็เช่นกัน"
คนเราทุกคนมีค่าเท่ากัน....
การถ่อมตนอย่างถูกกาลเทศะ
จะสร้างความรู้สึกดีให้กับคนอื่<WBR>น
แปลว่าคนคนนั้นเติมเต็ม
เหมือนข้าวที่เต็มรวง จะยิ่งโน้มลงดิน
เป็นรวงข้าวที่มีค่า...
คนที่อ่อนน้อม ถ่อมตน ไม่ทับถมใคร
<SCRIPT><!--D(["mb","จะดูน่ารักในสายตาคนอื่น\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eคุยด้วยก็รู้สึกดี\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e\u003c/span\u003e\u003c/p\u003e\n\n\u003cp style\u003d\"margin:0cm 0cm 0pt\" align\u003d\"center\"\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp align\u003d\"center\"\u003e\u003cb\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eคนเรายิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องมองต่ำ\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eส่วนคนที่อยู่ต่ำกว่า ต้องมองสูง\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003cbr\u003e\u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp style\u003d\"margin:0cm 0cm 0pt\" align\u003d\"center\"\u003e\u003cb\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eและทั้งคู่จะมองเห็\u003cWBR\u003eนความสวยงามของกันและกัน\u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003cb\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003cb\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eอย่างไม่ยาก\u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003cb\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003cb\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e\u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003c/p\u003e\n\n\u003cp style\u003d\"margin:0cm 0cm 0pt\" align\u003d\"center\"\u003e\u003cb\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp align\u003d\"center\"\u003e\u003cb\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eถ้ามัวแต่ดูถูกคนอื่นเพื่อให้ตั\u003cWBR\u003eวเองดูดี\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eแล้วเมื่อไหร่จะเห็\u003cWBR\u003eนความสวยงามของโลก...\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003cbr clear\u003d\"all\"\u003e\n\u003cbr\u003e-- \u003cbr\u003eอันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก\u003cbr\u003eแต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย\u003cbr\u003eแม้เจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย\u003cbr\u003eเจ็บจนตายก็เพราะเหน็บให้เจ็บใจ\u003cbr\u003e\u003cbr\u003eที่มา\u0026quot;เพลงยาวถวายโอวาท\u0026quot;\u003cbr\u003e\u003ca href\u003d\"http://twobecomeone27.hi5.com\" target\u003d\"_blank\" onclick\u003d\"return top.js.OpenExtLink(window,event,this)\"\u003e",1]);//--></SCRIPT>จะดูน่ารักในสายตาคนอื่น
คุยด้วยก็รู้สึกดี
คนเรายิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องมองต่ำ
ส่วนคนที่อยู่ต่ำกว่า ต้องมองสูง
และทั้งคู่จะมองเห็<WBR>นความสวยงามของกันและกัน
อย่างไม่ยาก
ปาฏิหาริย์
17-09-2008, 11:24 PM
อย่าลืมดูแลหัวใจคนอื่น...ด้<WBR>วยการถ่อมตน
คนเรายิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องมองต่ำ
ส่วนคนที่อยู่ต่ำกว่า ต้องมองสูง
และทั้งคู่จะมองเห็<WBR>นความสวยงามของกันและกัน
------------------------------<WBR>--------
"ข้าวที่เต็มรวง จะโน้มลงพื้นดิน
เป็นรวงข้าวที่สมบูรณ์ เป็นที่ต้องการ
<SCRIPT><!--D(["mb","แต่ถ้าข้าวรวงไหนมีเมล็ดลีบมากๆ\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eมันจะตั้งตรง ไม่มีใครอยากเกี่ยวให้\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eเปลืองแรงหรอก คนเราก็เช่นกัน\u0026quot;\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e\u003c/span\u003e\u003c/p\u003e\n\n\u003cp style\u003d\"margin:0cm 0cm 0pt\" align\u003d\"center\"\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp style\u003d\"margin:0cm 0cm 0pt\" align\u003d\"center\"\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eคนเราทุกคนมีค่าเท่ากัน....\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eการถ่อมตนอย่างถูกกาลเทศะ\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eจะสร้างความรู้สึกดีให้กับคนอื่\u003cWBR\u003eน\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eแปลว่าคนคนนั้นเติมเต็ม\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eเหมือนข้าวที่เต็มรวง จะยิ่งโน้มลงดิน\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eเป็นรวงข้าวที่มีค่า...\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e\u003c/span\u003e\u003c/p\u003e\n\n\u003cp style\u003d\"margin:0cm 0cm 0pt\" align\u003d\"center\"\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp style\u003d\"margin:0cm 0cm 0pt\" align\u003d\"center\"\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eคนที่อ่อนน้อม ถ่อมตน ไม่ทับถมใคร\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003e",1]);//--></SCRIPT>แต่ถ้าข้าวรวงไหนมีเมล็ดลีบมากๆ
มันจะตั้งตรง ไม่มีใครอยากเกี่ยวให้
เปลืองแรงหรอก คนเราก็เช่นกัน"
คนเราทุกคนมีค่าเท่ากัน....
การถ่อมตนอย่างถูกกาลเทศะ
จะสร้างความรู้สึกดีให้กับคนอื่<WBR>น
แปลว่าคนคนนั้นเติมเต็ม
เหมือนข้าวที่เต็มรวง จะยิ่งโน้มลงดิน
เป็นรวงข้าวที่มีค่า...
คนที่อ่อนน้อม ถ่อมตน ไม่ทับถมใคร
<SCRIPT><!--D(["mb","จะดูน่ารักในสายตาคนอื่น\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eคุยด้วยก็รู้สึกดี\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e\u003c/span\u003e\u003c/p\u003e\n\n\u003cp style\u003d\"margin:0cm 0cm 0pt\" align\u003d\"center\"\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp align\u003d\"center\"\u003e\u003cb\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eคนเรายิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องมองต่ำ\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eส่วนคนที่อยู่ต่ำกว่า ต้องมองสูง\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003cbr\u003e\u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp style\u003d\"margin:0cm 0cm 0pt\" align\u003d\"center\"\u003e\u003cb\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eและทั้งคู่จะมองเห็\u003cWBR\u003eนความสวยงามของกันและกัน\u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003cb\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003cb\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eอย่างไม่ยาก\u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003cb\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003cb\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e\u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003c/p\u003e\n\n\u003cp style\u003d\"margin:0cm 0cm 0pt\" align\u003d\"center\"\u003e\u003cb\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003c/p\u003e\n\u003cp align\u003d\"center\"\u003e\u003cb\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eถ้ามัวแต่ดูถูกคนอื่นเพื่อให้ตั\u003cWBR\u003eวเองดูดี\u003c/span\u003e\u003cspan style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003cbr\u003e\n\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333;font-family:Tahoma\"\u003eแล้วเมื่อไหร่จะเห็\u003cWBR\u003eนความสวยงามของโลก...\u003c/span\u003e\u003cspan lang\u003d\"TH\" style\u003d\"font-size:10.5pt;color:#333333\"\u003e \u003c/span\u003e\u003c/b\u003e\u003cbr clear\u003d\"all\"\u003e\n\u003cbr\u003e-- \u003cbr\u003eอันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก\u003cbr\u003eแต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย\u003cbr\u003eแม้เจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย\u003cbr\u003eเจ็บจนตายก็เพราะเหน็บให้เจ็บใจ\u003cbr\u003e\u003cbr\u003eที่มา\u0026quot;เพลงยาวถวายโอวาท\u0026quot;\u003cbr\u003e\u003ca href\u003d\"http://twobecomeone27.hi5.com\" target\u003d\"_blank\" onclick\u003d\"return top.js.OpenExtLink(window,event,this)\"\u003e",1]);//--></SCRIPT>จะดูน่ารักในสายตาคนอื่น
คุยด้วยก็รู้สึกดี
คนเรายิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องมองต่ำ
ส่วนคนที่อยู่ต่ำกว่า ต้องมองสูง
และทั้งคู่จะมองเห็<WBR>นความสวยงามของกันและกัน
อย่างไม่ยาก
sutatip_b
18-09-2008, 07:00 AM
ใครๆก็ชอบแวะมาที่แคร่นี้
สงสัยต้องเพิ่มแคร่อีกสักสองตัวแล้วคุณ ณ.
tossapornk
18-09-2008, 07:55 AM
มีบทกลอนเก่านานมากแล้วเป็นเรื่องของความรักแบบไม่เห็นแก่ตัวมากนักมาฝากสละสลวยดีครับ
เรามอบใจ ให้เขา เป็นเจ้าของ
โดยไม่ต้อง ตระหนัก เขารักไหม
สุขของรัก คือรู้จัก จะรักใคร
สุขไมใช่ ให้คนรัก มาภักดี
และมีบทกลอนเก่าเกี่ยวกับดูตัวเราเองมาฝาก
ใครเขาชิง เขาชัง ชั่งเขาเถิด
ใครเขาเกิด ชอบเราบ้าง ก็ช่างเขา
ใครจะชั่ว จะชัง ชั่งตัวเรา
อย่าใจเบา ชั่วตามเขา เราจะพัง
เรื่องจาก Forward mail
มองที่ปัญหา หรือ มองที่ทางออก
เรื่องแรก อเมริกาส่งนักบินไปในอวกาศเจอปัญหาปากกาเขียนไม่ออก
นักวิทยาศาสตร์ระดมปัญญาเพื่อประดิษฐ์ปากกา
ที่สามารถเขียนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้
ต้องทุ่มเงินหลายร้อยล้านเหรียญและใช้เวลาไปหลายปี
ในที่สุดได้ปากกาที่สามารถเขียนได้ทุกพื้นผิว
แม้ใต้น้ำก้อเขียนได้
ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง<O:p
แต่นักบินอวกาศรัสเซีย ประสบปัญหาเดียวกัน
ใช้ดินสอเขียนแทนปากกา
<O:p
เรื่องที่สองโรงงานผลิตสบู่ในญี่ปุ่นประสบปัญหา
เมื่อส่งสินค้าไปแล้วลูกค้าบ่นเรื่องบางกล่องไม่มีสบู่
เป็นกล่องเปล่าๆ
ทางโรงงานติดตั้งเครื่อง X-Ray เพื่อตรวจสอบ
ใช้เงินลงทุนไปหลายล้านเยน
กล่องไหนไม่มีสบู่ก้อตรวจจับได้
ทำให้สามารถส่งสบู่ที่ไม่มีกล่องเปล่าอีก<O:p
แต่โรงงานเล็กๆ อีกโรงประสบปัญหาเดียวกัน
ช่างคุมงานใช้พัดลมตัวใหญ่ๆ เป่าลมบนสายพาน
กล่องเปล่าก็ปลิวออกไป
<O:p
คนเราเวลาประสบปัญหา
ส่วนมากมักคิดแต่จะแก้ปัญหา
ทุ่มกำลังสติปัญญาและทุ่มเทเวลาเพื่อแก้ปัญหานั้น
ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นมองที่ทางออก
ปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายดูจะกลายเป็นเรื่องจ้อยไปเลย...
U CAN DO!<O:p
tossapornk
18-09-2008, 02:13 PM
มีปัญหามาถามเล่นๆ
มีเหรียญสิบบาทอยู่ 20 เหรียญ แต่มีเหรียญจริงอยู่ 19 เหรียญที่หนักเท่ากัน มีเหรียญปลอมอยู่ 1 เหรียญที่หนักกว่าเหรียญอื่น
ถ้ามีตาชั่งแบบสองแขน(o---------*---------o)ให้มาชั่งเพื่อแยกออกมาให้ได้ว่า เหรียญใดเป็นเหรียญปลอม โดยให้แบ่งชั่งได้เพียง 3 ครั้ง
เฉลยแบบที่หนึ่ง แบ่งเป็น 3 กอง เป็นกองละ 7, 7, 6,
1) ชั่งครั้งที่หนึ่งเอากอง 7 เหรียญ กับกอง 7 เหรียญขึ้นชั่งด้วยตราชั่งสองแขน แล้วดูว่าข้างไหนหนักวกว่ากันก็เอา
....กองที่หนักกว่ามาแบ่งเป็น 3 กองย่อยคือ 3, 3, 1, แต่ถ้าหนักเท่ากันก็แสดงว่าเหรียญปลอมอยู่ในกอง 6 เหรียญก็เอามาแบ่ง
....เป็น 2 กองย่อยคือ 3, 3,
2) ชั่งครั้งที่สองเอากองย่อย 3 เหรียญ กับกองย่อย 3 เหรียญขึ้นชั่งด้วยตราชั่งสองแขน แล้วดูว่าข้างไหนหนักวกว่ากันก็เอา
....กองที่หนักกว่ามาแบ่งเป็น 3 กองย่อยคือ 1, 1, 1 แต่ถ้าหนักเท่ากันก็แสดงว่าเหรียญปลอมอยู่ในกอง 1 เหรียญเป็นเหรียญปลอม
3) ชั่งครั้งที่สามเอากองย่อย 1 เหรียญ กับกองย่อย 1 เหรียญขึ้นชั่งด้วยตราชั่งสองแขน แล้วดูว่าข้างไหนหนักกว่ากัน
....ก็จะได้เหรียญนั้นเป็นเหรียญปลอม แต่ถ้าหนักเท่ากันก็แสดงว่าเหรียญที่ไม่ได้ชั่งอีก 1 เหรียญเป็นเหรียญปลอม
เฉลยแบบที่สอง แบ่งเป็น 3 กอง เป็นกองละ 6, 6, 8,
1) ชั่งครั้งที่หนึ่งเอากอง 6 เหรียญ กับกอง 6 เหรียญขึ้นชั่งด้วยตราชั่งสองแขน แล้วดูว่าข้างไหนหนักกว่ากันก็เอา
....กองที่หนักกว่ามาแบ่งเป็น 3 กองย่อยคือ 3, 3, แต่ถ้าหนักเท่ากันก็แสดงว่าเหรียญปลอมอยู่ในกอง 8 เหรียญก็เอามาแบ่ง
....เป็น 3 กองย่อยคือ 3, 3, 2,
2) ชั่งครั้งที่สองเอากองย่อย 3 เหรียญ กับกองย่อย 3 เหรียญขึ้นชั่งด้วยตราชั่งสองแขน แล้วดูว่าข้างไหนหนักวกว่ากันก็เอา
....กองที่หนักกว่ามาแบ่งเป็น 3 กองย่อยคือ 1, 1, 1 แต่ถ้าหนักเท่ากันก็แสดงว่าเหรียญปลอมอยู่ในกองย่อย 2 เหรียญแบ่ง
....เป็น 2 กองย่อย 1, 1,
3) ชั่งครั้งที่สามเอากองย่อย 1 เหรียญ กับกองย่อย 1 เหรียญขึ้นชั่งด้วยตราชั่งสองแขน แล้วดูว่าข้างไหนหนักกว่ากัน
....ก็จะได้เหรียญนั้นเป็นเหรียญปลอม แต่ถ้าหนักเท่ากันก็แสดงว่าเหรียญที่ไม่ได้ชั่งอีก 1 เหรียญเป็นเหรียญปลอม
เฉลยแบบที่สาม แบ่งเป็น 3 กอง เป็นกองละ 8, 8, 4,
เฉลยแบบที่สี่ แบ่งเป็น 3 กอง เป็นกองละ 9, 9, 2,
คำตอบมีถึง 4 แบบด้วยกัน จะเห็นว่าบางครั้งการแก้ปัญหาในทางโลกวิธีการแก้ปัญหาอาจจะมีหลากหลายวิธีให้เราเลือกใช้เหมือนคำถามนี้ก็ได้ขอเพียงแต่ใช้มันอย่างมีสติก็โอเคแล้วครับ
ถ้าไม่ใช้ตาชั่ง แล้วจะมีทางอื่นมะ ในการหาเหรียญปลอม
...เร็ว!...ใครรู้มาแจมกันหน่อย...มองหาทางออกไง...อิอิ
U CAN DO!;aa21
tossapornk
18-09-2008, 02:28 PM
ถ้าไม่ใช้ตาชั่ง แล้วจะมีทางอื่นมะ ในการหาเหรียญปลอม
...เร็ว!...ใครรู้มาแจมกันหน่อย...มองหาทางออกไง...อิอิ
U CAN DO!;aa21
ผมว่ายังมีอีกวิธีหนึ่งครับคือใช้จิตดูเลยก็จะรู้ว่าเหรียญไหนเป็นเหรียญปลอมครับ แฮ่ะๆ
แล้วถ้าคนด้อยความสามารถด้านจิตจะทำไงดีล่ะ...
จะมีทางอื่นมะ...แหะๆถามแทนมุมมองของอีกหลายๆคนอะค่ะ...
ช่วยๆ กัน เผื่อมีคำตอบมากกว่า 1 หรือ 2...เอาสนุกๆค่ะ
ตอบแบบใดก็ได้ ขอให้ผลคือหาเหรียญปลอมให้พบ แค่เนี่ยเอง...
;aa20
Little Mermaid
19-09-2008, 10:35 AM
Subject: อุบลภัณฑ์
ฮาดี อยากให้อ่าน ขำ ขำ
> > อุบลภัณฑ์
pig_ballet
> >
> > โมด : ฮัลโหล
> > ชาติ : กูชาตินะ
ไอ้โมด กูจะเข้ากรุงเทพ มีธุระนิดหน่อย
> > โมด : เฮ้ย
จริงดิ มึงจะมาเมื่อไหร่วะ
> > ชาติ : วันศุกร์ มึงว่างมั้ยเนี่ย
> > โมด : เฮ้ย
มึงมา กูไม่ว่าง ก็ชาเย็น เต็มที
> > ชาติ : แหม ชาเย็น ไอ้สลัด
> > โมด : สยามแล้วกัน มึงยังจำทางในกรุงเทพได้นะ
> > ชาติ : ดูถูก ไอ้เวร สามสี่ปีเอง แม่_จะเปลี่ยนอะไรนักหนา
> > โมด : เออ เออ สยาม นะโว้ย 5 โมงครึ่ง
> > ชาติ : เออ
แล้วเจอกัน แค่นี่ล่ะ
> > โมด : แค่นี้นะ
บาย
> > .
> > .
> > .
> > (สยามฯ - วันศุกร์ - 5 โมงสิบห้า)
> > โมด : ฮัลโล มึงอยู่ไหนแล้ว
> > ชาติ : ยืนรอมึงอยู่ หน้าตึกใหญ่ๆ
> > โมด : ไอ้เวร หน้าร้านอะไร เดี๋ยวกูไปหามึงเอง
> > ชาติ : เออ
อุบลภัณฑ์
> > โมด : (งง)
มีด้วยเหรอวะ ร้านนี้ สยามนะโว้ย
> > ชาติ : เออ
ป้ายเหลืองๆ คนเต็มเลย
> > โมด : นึกไม่ออกจริงๆ ว่ะ
อุบลภัณฑ์ เนี่ยนะ
> > ชาติ :
> > โมด : มึงเห็น แมคฯ แถวนั้นมั้ย
> > ชาติ : เห็น
กูเดินไปหามึงตรงนั้นแล้วกัน หน้าร้านนะโว้ย
> > โมด : เออ เออ
> > .
> > .
> > .
> > (หน้าร้านแมคฯ)
> > โมด : เฮ้ย
มีด้วยเหรอวะ อุบลภัณฑ์
กูว่ากูเชี่ยวนะ แถวนี้
> > ชาติ : (ชี้ให้ดู) โน่น โน่น
แหกตาดู ป้ายเหลืองๆ โน่น
> > โมด :
> > ชาติ : อึ้งสิมึง แหมๆ
เชี่ยวมาก ไอ้สลัด
> > โมด : ไอ้ชาติ
. เอ้ย
โอปองแปง โว้ย โอปองแปง (au bon pain)
> > ชาติ : มึงอ่านไงวะ โอปองแปง
แม่_อุบลภัณฑ์ ชัดๆ
> > โมด :
> > : )
5 5 5 5 5 5 5 5 5 5
5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 ...pig_cryy2
Little Duck
19-09-2008, 04:24 PM
;aa58..บทความนี้.... .ทำไมถึงทำให้คน ใจดำ เปลี่ยนแปลงตัวเอง.....เพราะอะไร??
เรื่องมีอยู่ว่า พี่ชิตแกเป็นคนใจดำครับชอบยิงนกตกปลาไปเรื่อย แต่ที่หนักก็คงเป็นเนื้อหมา แกกินแหลกครับแต่ แม่แกบอกมันบาปนะลูก (ไม่สนโว้ย)
เมื่อราว 15 ปีก่อน มีเหตุการณ์ที่ทำให้แกเปลี่ยนไป ครั้งนั้นมีหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งครับมันมักวิ่งไปหาของกินแถวๆ บ้านแกบ่อย เพราะบ้านแกติดตลาด พี่แกกินหมาอยู่บ่อยๆ แต่ กรณีหมาขี้เรื้อนแกบอก 'กูกินไม่ลงว่ะ'
แกทำอย่างเดียวคือไล่ฆ่า แต่มันรอดได้ทุกครั้ง (สงสัยมีของ) มันไปหาของกินทีบางทีก็ได้บางทีก็ไม่ได้
คราวนั้นเนื้อแห้งที่แกตากไว้หายไป พอมองไปก็เห็นแม่หมาขี้เรื้อนวิ่งหลุนๆ ไป แกเดือดทันทีครับวิ่งตามไป คราวนี้ทันครับเพราะหมาขี้เรื้อนวิ่งช้ามาก แกทุบไปทีเดียวหมานั่นล้มลงชักทันที (แกบอกว่าหากตีตรงจุดแค่ไม้บรรทัดก็ตาย) แกทิ้งไว้ตรงนั้นไม่อยากจับแต่จะทำกินตรงนั้น จึงกลับบ้านไปเตรียมของ (แค้นจัดอยากกินหมาขี้เรื้อน) ให้ผมเฝ้าไว้ (ยังเด็กอายุแค่ 12) ผมก็มัวแต่เก็บตะขบจนลืมดู (ในใจอยากให้มันรีบไปจะได้ไม่ตาย) มันไปจริงครับหายวับไป พี่ชิตแกโกรธมากคงอยากเตะผมเต็มแก่ แต่ลุงผมแกเป็นนักเลงใหญ่และเป็นคนสอนวิธีฆ่าหมาให้ ก็ต้องวิ่งตามอย่างเดียวพร้อมบ่น 'ทำไมมันไม่ตายวะ'
พักหนึ่งก็ได้ยินเสียงหมาเห่า
แกตามทันทีพอไปถึง ภาพที่เห็น ...............................................
หมาขี้เรื้อนกำลังจะตายมันมีลูกที่ต้องเลี้ยง 5 ตัวครับ วัยกำลังหย่านมบางตัวยังกินนมอยู่ บางตัวก็วิ่งไปคาบเนื้อที่แม่หมาขี้เรื้อนคาบไปฝาก (เห็นกับตา) ที่มันยังไม่ยอมตายเพราะต้องกลับไปให้นมลูก แม้น้ำนมแห้งกรัง เอาอาหารไปให้ลูกมัน เรียกลูกๆ เพื่อให้นม ให้อาหาร เป็นครั้งสุดท้าย แม่หมาพยายามอย่างดีที่สุด
มันมองผมกับพี่ชิตอย่างขอร้อง ขอให้มันให้นมลูกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย ( T T )
"ไม่อยากเชื่อนั่นคือน้ำตาของหมาขี้เรื้อน มันแค่ต้องการให้นมลูกก่อนตาย"
พี่ชิตไม้หล่นลงกับพื้น เดินเข้าไปดูแม่หมานั่น ในยามนั้นสิ่งที่แกเห็นไม่ใช่หมาขี้เรื้อน แต่แกเห็นแม่ที่ยิ่งใหญ่ที่ทนเจ็บกลับไปหาลูก แกไม่พูดอะไรทุกอย่างจุกอยู่ที่ลำคอสายตาอ่อนโยนลง
ลูกหมาตัวหนึ่งวิ่งไปหาแกกระดิกหางให้ แกอุ้มลูกหมาขึ้นพร้อมพูดว่า 'ขอโทษ' พูดได้แค่นั้นแม่หมาก็ตาย เราช่วยกันฝังแม่หมา
แกรับเลี้ยงหมานั่นไว้ ทั้ง 5 ตัวตั้งแต่นั้นแกกลายเป็นคนใจดีไม่ไล่ยิงนกยิงหมายิงแมวอีกแกบอก 'มันอาจมีลูกรออยู่ก็ใด้'
เมื่อ 12 สิงหา 2 ปีที่แล้ว แกเอามะลิร้อยเป็นพวงไปให้แม่ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำ พูดกับแม่ว่า 'แม่ตอนผมอายุ 16 แม่สอนผมยังไงนะสอนอีกหนใด้ไหมครับ'
แม่แกน้ำตาคลอพูดไม่ออก ไม่อยากเชื่อแม่หมาขี้เรื้อนตายไป 1 ตัว กลับทำให้คนใจดำอย่างแกเปลี่ยนไปขนาดนี้
รักแม่ . . . _heart+love_
ขอขอบคุณเจ้าของเรื่องที่ copy ส่งมาให้
sutatip_b
19-09-2008, 06:25 PM
เคยได้ยิน คนตายแล้วฟื้น บอกว่าข้างบนเขานัดกันลงมาเกิด มาแสดงละคร แต่ละคนสวมคนละบทบาท อย่าดูถูกกันเวลาเห็นกันข้างล่างยามสัญญาถูกลบจำกันไม่ได้
แม่หมาเล่นบท trigger ให้ชายหนุ่มกลับตัวกลับใจ โชคดีชายหนุ่มเรียนรู้ได้ไว มิฉะนั้นคงเป็นเพชรฆาตไปอีกนาน
อนุโมทนาบุญตัวละคร คุณเป็ดน้อย และคุณ ณ. เจ้าของแคร่ค่ะ วันหลังมาเยี่ยมใหม่ค่ะ
tossapornk
22-09-2008, 08:09 AM
มายืนอยู่ ณ.ริมคลอง แล้วมองแคร่
ยังมีคน คอยดูแล แคร่คอยฝัน
ให้ดูแข็ง แรงดี ทุกวี่วัน
เพื่อให้มัน เป็นที่พัก พำนักกาย
ในยามเขา เหนื่อยอ่อน อยากผ่อนพัก
อยากจะผลัก ทิ้งบ้าง ให้จางหาย
ได้นั่งลง ตรงแคร่ก่อน ก็ผ่อนคลาย
แล้วทิ้งกาย สบายแฮ บนแคร่เอย
ฝันดีนะครับทุกๆท่านที่แวะมาพัก
Little Duck
23-09-2008, 03:33 PM
http://www.yenta4.com/webboard/upload_images/1267047.gif
คำแนะนำ โปรดเก็บหน้านี้ไว้เสมอในคอมพิวเตอร์ของคุณ หากวันไหนต้องการข้อคิดดีๆ ให้เปิดอ่าน อ่านบ่อยๆ ไม่เสียหาย
(เสียค่าไฟนิดหน่อย) จะช่วยให้เรามีแนวทางดำเนินชีวิตได้อีกเยอะเลยจ๊ะ ..เอ๊า เริ่มเลย ""
- นึกเสมอว่าการโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับเรา 3 ชั่วโมง(kiss)
- ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่าเค้าต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้งแน่ http://www.yenta4.com/whatup/qu/a1690000.gif
- หลับตานิ่งๆ ซัก 3 นาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรตรงหน้ามันช่างยากจัง
- ระหว่างแปรงฟันถ้าฮัมเพลงด้วยไปจนจบจะทำให้ฟันสะอาดขึ้น 2 เท่าแน่ะ
- เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากที่รสชาติธรรมดาก็จะอร่อยขึ้นเยอะ
http://www.yenta4.com/cutie/upload/189/1189/48a40ddfad02d.gif - ควรหัดพูดคำว่า ไม่เป็นไร ให้เคยปากมากกว่าการพูดคำว่า จะเอายังไง
- สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง เรื่องที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ สามารถเล่าให้มันฟังได้นะ
- อาหารที่ไม่ชอบกินตอนเด็ก ลองตักเข้าปากอีกที เผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด http://www.yenta4.com/whatup/qu/a2078000.gif
- เขียนชื่อคนที่เธอเกลียดใส่กระดาษแล้วฉีกทิ้ง ความเกลียดจะเบาบางลงเรื่อยๆ
- ปล่อยน้ำตาให้ไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้ง จะดูไม่ออกว่าเพิ่งร้องไห้มา
- ก่อนจะซื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมันให้ได้อย่างน้อย 3 ข้อก่อน
- ถึงเสื้อกางเกงในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าสลับกันไปเรื่อยๆ ก็ดูเหมือนจะเยอะขึ้น
- เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้รับ ดีกว่าคนที่ได้รับเยอะจนจำชื่อคนให้ไม่หมด http://www.yenta4.com/whatup/qu/a2109000.gif
- ในวันที่รู้สึกเศร้าๆ เหงาๆ เดินไปซื้อดอกไม้ให้ตัวเองสักดอกแล้วจะรู้สึกดีขึ้น http://www.yenta4.com/whatup/qu/a1279000.gif
- แอบรักใครสักคน ยังไงก็ดีกว่าไม่เคยรู้ว่า ความรัก เป็นยังไง
- ถึงจะไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแต่งตัวสวยๆ หล่อๆ ไม่ได้นี่
- พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบเล่ม อาจไม่สนุกแต่มีประโยชน์แฝงอยู่
- วันที่ตื่นเช้าๆ ให้บิดขี้เกียจนานที่สุดเท่าที่จะทำนานได้ ถ้าขี้เกียจออกกำลังกายน่ะ
- รู้รึเปล่าว่าดอกไม้ที่บานอยู่กับต้น ยังไงก็อยู่ได้นานกว่าบานในแจกัน http://www.yenta4.com/whatup/qu/a1279000.gif
- ทะเลาะกับใครๆ พร้อมรอยยิ้ม เรื่องราวจะจบง่ายกว่าที่คิดเยอะ
http://www.yenta4.com/cutie/upload/189/1189/48a40de506733.gif (http://www.yenta4.com/cutie/view_img.php?d_id=1189&cate_id=6)- เอารูปตัวเองตอนเด็กๆ มาดูตอนเครียด อารมณ์จะดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ http://www.yenta4.com/whatup/qu/a1312000.gif
- พยายามหาข้อบกพร่องของคนที่เธออิจฉา อย่างน้อยก็มีข้อปลอบใจตัวเองบ้าง
- โทรไปหาแฟนแล้วพูดแค่คำเดียวว่า คิดถึง พอวางสายแล้วต้องยิ้มทั้งคู่
- ในวงสนทนาถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะคุยอะไร รอยยิ้มสามารถช่วยแก้สถานการณ์ได้
- ค่อยๆ เดินทอดน่องแบบสบายๆ ในวันที่ไม่มีธุระให้ต้องไปสะสาง http://www.yenta4.com/whatup/qu/a2513000.gif
- ซื้อของฝากทุกคนในบ้าน ก็เหมือนกับการซื้อของฝากตัวเองนั่นแหละ
- จะหน้าตายังไงก็แล้วแต่ ถ้าทิ้งขยะลงพื้น ก็กลายเป็นขี้เหร่ได้ทันตาเห็น http://www.yenta4.com/whatup/qu/a2596000.gif
- นั่งสมาธิให้นานๆ และบ่อยๆ ก็ทำให้ผิวสวยขึ้นได้เหมือนกัน
- นอกจากตอนที่เคี้ยวข้าวแล้ว ไม่ว่าก่อนหรือหลังกินก็หัวเราะได้อร่อย
- จินตนาการถึงเรื่องที่อยากมีหรืออยากเป็น คือยานอนหลับอย่างหนึ่ง http://www.yenta4.com/whatup/qu/a2158000.gif
- อ่านหนังสือหรือการ์ตูนโปรดเป็นการเติมน้ำมันให้ตัวเองอย่างดี
- ยังไม่มีใครเคยแย้งว่า การอาบน้ำไม่สามารถคลายเครียดได้จริงๆ
- ก่อนจะด่าใครให้นับ 1 ถึง 50 เผลอๆ อาจจะไม่อยากด่าแล้วก็ได้
- ไม่ต้องทำยังไงกับเพื่อนที่หักหลัง ก็แต่อย่าเรียกเค้าว่าเพื่อนก็พอแล้ว
http://www.yenta4.com/cutie/upload/189/1189/48a40de79f8f4.gif- รักครั้งแรกส่วนใหญ่ก็อกหักทั้งนั้น น่าจะดีใจที่ไม่แปลกกว่าชาวบ้านเค้า
- การที่ทำของหายอาจเป็นการใช้หนี้จากชาติที่แล้วให้คนอื่นที่เก็บมันได้
- ถึงจะไม่มีเงินอยู่ในกระเป๋าซักบาท ยังดีกว่าไม่มีเสื้อผ้าให้ใส่ตั้งเยอะ
- หนี้ที่โดนเบี้ยวไป ทำให้เรารู้จักใครบางคนดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้เวลามาก
- คนอื่นไม่เข้าใจเราไม่เห็นแปลก ในเมื่อเราก็ไม่เข้าใจคนอื่นเหมือนกัน
- ไม่ต้องช่วยใครๆ ด่าตัวเอง ถ้าสิ่งที่ทำไปแน่ใจว่าพยายามเต็มที่แล้ว
- วิ่งให้เหนื่อยมากๆ ความโกธรจะได้ถูกขับออกมาพร้อมกับเหงื่อ
- ถ้ากลัวจะนอนฝันร้าย สวดมนต์ก่อนนอนเหมือนตอนเด็กๆ ดูสิ
- ของฝากสำหรับคนห่างไกล คือการโผล่ไปเซอร์ไพรส์ด้วยตัวเอง
- เพลงจังหวะมันๆ ทำให้คนฟังกระปรี้กระเปร่าได้โดยอัตโนมัติ
- อย่าเดาว่าอะไรอยู่ในกล่องของขวัญ แล้วจะไม่รู้จักคำว่าผิดหวัง
:z4:z8:z1:z15-Forever + U-;k05
มาดูความหมาย น่ารักๆ ของ อีกนัยหนึ่งของภาษาอังกฤษกันดีกว่า
อาจารย์ผู้สอนเรื่องความรักไร้เงื่อนไข
ได้เคยยกคำที่เห็นอยู่บนเสื้อยืดมาให้อ่าน
GOD IS NO WHERE พระเจ้าไม่ได้อยู่ที่ใด คือไม่มีพระเจ้า
แต่ถ้าเว้นช่องว่างใหม่
GOD IS NOW HERE พระเจ้าอยู่ที่นี่
นั่นแหละชี้ให้เห็นว่าคุณจะเลือกช่องว่างได้ถูกต้องหรือเปล่า...
GOD ของพุทธก็เปรียบได้กับพระพุทธเจ้า
ซึ่งเราชาวพุทธก็มีหน้าที่ในการเลือกสิ่งที่ดี
ที่พระพุทธองค์ประทานเมตตามอบคำสั่งสอนให้มา
ขึ้นอยู่ที่ว่าเราเลือกแล้วหรือยัง
เอ้ามาดูอีกคำ อาจารย์บอกว่าพระเจ้าส่งเพื่อนที่ดีที่สุดมาให้เรา
GOD......................................................DOG
หมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์:z3รักผมมากๆ น๊า
tossapornk
24-09-2008, 11:45 AM
คุณ ณ.ครับ ผมมีตัวอย่างภาษาไทยที่จัดเว้นวรรคผิดความหมายก็จะผิดไปด้วย
ยานี้กินแล้วแข็งแรง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน
ยานี้กินแล้วแข็ง. แรงไม่มี. โรคภัยเบียดเบียน
2 ประโยคข้างบนจะมีความหมายตรงกันข้ามเลยถ้าเว้นวรรคไม่ดี
ใช่ค่ะ แค่เลือกที่จะเว้นวรรคผิด ความหมายก็ผิดแล้ว
นี่เป็นธรรมอีกข้อที่ชี้ให้เห็นถึงการดำเนินชีวิตคนเราทุกคน
เราทุกคนเป็นผู้เลือก ไม่ใช่ผู้ถูกเลือก
แต่ส่วนมากบอกว่าเราเลือกไม่ได้ เช่น
เลือกเกิดไม่ได้ เราก็เลือกในส่วนที่เราเลือกได้สิ
เราเลือกที่จะเป็นคนดี ทำความดีได้
ไม่ได้ขึ้นอยู่สถานที่เกิดของเราเลย
การเลือกมี 2 อย่าง คือ เลือกถูก กับ เลือกผิด
ซึ่งทั้งสองข้อล้วนเป็นสิ่งที่ดี
ถ้าเลือกถูก เราก็เดินไปตามแนวทางที่ถูก
ถ้าเลือกผิด เราก็ต้องเดินไปตามแนวทางที่ผิด
แต่ถ้าเราเลือกผิด แล้วเอาความผิดพลาดมาสอนตัวเรา
ไม่ให้เลือกเดินในทางผิดเดิมๆ อีก
จากการเลือกผิด ก็จะกลายเป็นมาเป็นความรู้
ให้เราแยกแยะความแตกต่างของทาง 2ทางได้กระจ่างขึ้น
ไม่ว่าคุณจะเลือกสิ่งใด ขอให้คุณรู้ว่าถ้าคุณเปลี่ยนทุกสิ่งที่คุณพบเจอ
มาเป็นความรู้ได้ นั่นแสดงว่าคุณเข้าใจในธรรมเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งแล้ว
tossapornk
24-09-2008, 02:53 PM
เรามองฟ้า เห็นฟ้าสวย ด้วยใจใส
มองครั้งใด ก็สดใส ทุกสีสัน
หากว่าใจ ไม่ใสสด หมดจดพลัน
มองฟ้าวัน นั้นคง มืดหม่นมัว
raquaz
24-09-2008, 04:01 PM
ถ้าไม่ใช้ตาชั่ง แล้วจะมีทางอื่นมะ ในการหาเหรียญปลอม
...เร็ว!...ใครรู้มาแจมกันหน่อย...มองหาทางออกไง...อิอิ
U CAN DO!;aa21
คิดได้2วิธีครับ
1.ใช้คน10 คน ถือเหรียญมือละเหรียญ
ปล่อยเหรียญลงในสระน้ำพร้อมๆกัน
แล้วให้คนอีกคนดูที่ใต้สระ ว่าเหรียญใดตกถึงก้นสระก่อนนะครับ
2. หาทีละเหรียญ โดยเอาน้ำใส่แก้วให้เต็ม แล้วหยอดเหรียญลงไป 1 เหรียญ แล้วดูว่า น้ำล้นมามากหรือน้อยกว่ากันเท่าไร(ไม่ว่าจะวัดน้ำที่ล้น หรือวัดน้ำที่เหลือตอนเอาเหรียญออก) ทำวิธีนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะหาเจอครับ
หล่อลากดิน
24-09-2008, 04:23 PM
กระทู้สบายๆ ผมชอบครับ
...ลมฉิวฉิวพัดพลิ้วทิวโสน
ผีเสื้อโล้เล่นลมชมสีสัน
ปลาฮุบน้ำเป็นวงหยอกล้อกัน
นกส่งเสียงร้องประสานท่วงทำนอง
...แมงมุมชักไยไหวสะท้อนแสง
เหล่ามดแดงเดินขบวนกันแคล่วคล่อง
ล้อมวงมาส่งยิ้มริมข้างคลอง
ปล่อยใจร่องท่องธรรมชาติงาม
....................ธรรมดา(ฯ)
tossapornk
25-09-2008, 03:44 PM
ในยามเย็น เดินเล่นเดิน ก็เพลินเพริด
ใจก็เปิด ออกรับ สดับเสียง
จั้กกะจั่น มันขันเข็น เป็นสำเนียง
ดั่งร้อยเรียง เสียงปรุง ท้องทุ่งนา
เสียงดนตรี จั้กกะจั่น ช่างหวานนัก
ด้วยใจรัก ชักนำ ให่พร่ำหา
ธรรมชาติ วาดหวาม ช่างงามตา
ริมนธา พาสุข อยู่ทุกยาม
จะหาไหน ใดเทียบ เปรียบปานเล่า
จะหาเอา สุขจากไหน ไม่ต้องถาม
อยู่กับตาม ธรรมชาติ ทุกโมงยาม
ความงดงาม ก็ถามได้ ในใจตน
Forward Mail ส่งให้เพื่อนแท้-เพื่อนแท้ส่งให้
;welcome2
โลกกลมๆ ใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ
ของฟรีไม่เคยมี ของดีไม่เคยถูก
อยู่ให้ไว้ใจ ไปให้คิดถึง
คนเราต้องเดินหน้า เวลายังเดินหน้าเลย
ไม่ต้องสนใจว่าแมวจะสีขาวหรือดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ
ยิ่งมีใจศรัทธา ยิ่งต้องมีสายตาที่เยือกเย็น
ในโลกกลม ๆ ใบนี้ ไม่มีคำว่า แน่นอน
คนเราเมื่อ ตัวตายก็ต้องลงดิน
ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย อิจฉาได้ แต่อย่าริษยา พักได้ แต่อย่าหยุด
เหตุผลของคน ๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่ของคน อีกคนหนึ่ง
ถ้าไม่ลองก้าว จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่า ข้างหน้าเป็นอย่างไร
หนทางอันยาวไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกก่อนเสมอ
ปัญหาทุกอย่าง อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น
จะเห็นค่าของความอบอุ่น เมื่อผ่านความเหน็บหนาวมาแล้ว
อันตรายที่สุดคือ การคาดหวัง
เริ่มต้นดีแล้ว ลงท้ายก็ต้องดีด้วย
อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่
จงใช้สติ อย่าใช้อารมณ์
เบื้องหลังความเข้มแข็ง สมควรมีความอ่อนโยน
ไม่มีคำว่า บังเอิญ ในเรื่องของความรัก มีแต่คำว่า ตั้งใจ
ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป
หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ
หลังผ่านปัญหาจะรู้ว่าปัญหานั้นเล็กนิดเดียว
ไม่เป็นขุนนางนะ ได้ แต่ไม่เป็นคนไม่ได้
มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง
เมื่อวานก็สายเกินแล้วพรุ่งนี้ ก็สายเกินไป
อย่าหวังว่าจะได้รับความรัก จากคนที่คุณรัก
เพราะคนที่คุณรัก ไม่ได้รักคุณ หมดทุกคน
เพื่อนทั่วไป ไม่เห็นคุณร้องไห้
เพื่อนแท้ มีหัวไหล่ไว้คอยซับน้ำตาให้
เพื่อนทั่วไป ถือขวดไวน์ติดมือมางานปาร์ตี้ของคุณ
เพื่อนแท้ จะมาแต่หัววันเพื่อช่วยเตรียมงาน
เพื่อนทั่วไป คาดหวังให้คุณเคียงข้างเขาเสมอ
เพื่อแท้ คาดหวังที่จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป
เพื่อนทั่วไปอ่านแล้วทิ้ง เพื่อนแท้จะส่งต่อๆ ไป
ส่งผ่านให้ใครก็ได้ที่คุณห่วงใย
หากคุณได้รับคือ หมายถึง คุณได้พบเพื่อนแท้แล้ว
;aa19
Forward Mail
แม่จ่ายหมดแล้วแต่...
เจ้าเด็กชายตัวน้อยของเราเข้าไปหาแม่
และส่งกระดาษให้....
...หลังจากแม่เช็ดมือจากผ้ากันเปื้อนแล้วเธอก็ก้มลงอ่าน
ค่าตัดหญ้า 5.00 บาท
ค่าทำความสะอาดห้องผม อาทิตย์นี้ 1.00บาท
ค่าซื้อของให้แม่ 2.50บาท
ค่าดู แลน้องชาย 2.50บาท
ค่าเอาขยะไปทิ้ง 1.00 บาท
ค่าได้คะแนนดี 5.00บาท
ค่ากวาดสนาม 2.00 บาท
รวมค้างชำระ 19.00 บาท
แม่หยิบปากกาขึ้นมา แล้วพลิกกระดาษไปด้านหลัง แล้วเขียน
เก้าเดือนที่แม่อุ้มท้อง ไม่คิดเงิน
เวลาแม่พยาบาลลูกและสวนมนต์ให้ ลูก ไม่คิดเงิน
ค่าที่ลูกทำให้แม่เสียน้ำตา ไม่คิดเงิน
แม้แต่เช็ดน้ำมูกให้ ไม่คิดเงินหรอกจ๊ะลูก
เมื่อรวมทั้งหมดเป็น ราคาเต็มของความรัก ไม่คิดเงินเหมือนกัน
เมื่อเด็กชาย ของเราอ่านสิ่งที่แม่เขียน น้ำตาหยดโตก็ไหลออกมา
เขาสบตาแม่ แล้วพูดว่า ... แม่ครับผมรักแม่จริงๆ ครับ
แล้วจากนั้นเค้าก็ หยิบปากกาขึ้นมาเขียนหนังสือตัวโตๆ ว่า
จ่ายหมดแล้ว แม่จ่ายหมดแล้ว
แต่ลูกยังทอนไม่หมด...
แล้วคุณเคยทอนเงินให้แม่ซักครั้งบ้างหรือยัง
อนุโมทนากับบทความดี ๆ ค่ะ บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องคร่ำเคร่งกับธรรมะในพระไตรปิฎก
กันมากมายจนเกินไปก็ได้ เพียงแค่การดำเนินชีวิตในประจำวัน ก็เป็นธรรมะสอนใจให้เรา
ได้เช่นกัน แล้วคุณเข้าใจอย่างถ่องแท้บ้างหรือเปล่า ขอปรบมือกับความพยายามของ
คุณ ณ ที่มีความมานะ ให้ทุกคนเข้าใจในเรื่องของธรรมะ ที่สะท้อนเข้าไปถึงหัวใจอย่าง
แท้จริง
kananun
27-09-2008, 02:59 PM
สิ่งดีๆ ข้อความดีๆ หนังหรือเพลงที่ความหมายดีๆ ที่ทำให้เราเห็นความงดงามในจิตใจของเราเอง และความงดงามในจิตใจผู้อื่น
ก็นับเป็นการแบ่งปันความสุข ในพรหมวิหารสี่แล้วครับ
โมทนากับทุกๆคนด้วย
Forward Mail...ประตูสองบาน
ประตูมีหลายแบบ
ความทุกข์และปัญหาก็มีหลายแบบเช่นกัน
บางครั้งเราใช้ชีวิตแบบดึง
ทั้งที่ประตูบอกว่าผลัก
และใช้ชีวิตแบบผลัก
ทั้งที่ประตูบอกให้เลื่อน
ประตูเปิดไม่ออก ปัญหาผลักไม่ออก
ไม่ใช่เป็นเพราะปัญหาแก้ไม่ได้ หรือประตูเปิดไม่ได้
หากแต่เป็นที่ตัวเราไม่เคยใช้ 'ความคิด'
เพื่อค้นหาวิธีการเปิดประตูอย่างถูกต้องเลย
ประตูสองบาน
บานหนึ่งดึง บานหนึ่งผลัก
(ชื่อนวนิยายของคุณประภัสสร เสวิกุล)
ประตูมีไว้เพื่อปิด-เปิด
ประตูมีไว้เพื่อเข้า-ออก
บานประตูจึงไม่ต่างอะไรกับจิตใจของเรา
เวลาเราทุกข์ใจ นั่นเป็นเพราะใจเราเปิดรับความทุกข์
และไม่ยอมเปิดใจยอมรับความสุขที่จะผ่านเข้ามา
ประตูจึงทำหน้าที่ทั้งเปิดรับสิ่งดี และเปิดรับสิ่งไม่ดี
จิตใจของเราก็ทำหน้าที่เปิดรับความสุข และเปิดรับความทุกข์
บางคนใช้ชีวิตแบบประตูที่ปิดตาย
ไม่ยอมปล่อยตัวเองออกจากความทุกข์
ได้แต่ปิดตายและกักขังชีวิตของตนไว้
ไม่ใยดีต่อความสุขที่ตัวเองมีสิทธิได้รับ
บางคนพอประตูเปิดไม่ได้ก็พาลเอากับผู้อื่น
เอาแต่โกรธขึงผู้อื่นไม่เคยย้อนมองส่องตน
การมัวแต่เพ่งโทษของคนอื่น
จึงรังแต่ทำให้เรากักขังตัวเราไว้กับความทุกข์
สิ่งที่เราควรทำคือศึกษาความผิดพลาดของผู้อื่น
แต่ให้เรานำข้อผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียนสอนตน
ไม่ประพฤติไปตามนิสัยแย่ๆ เหล่านั้น
ให้รู้ไว้ว่า...บางครั้งที่เราเปิดประตูไม่ได้ ไม่ใช่เพราะประตูปิดตาย
อ่านดูด้วยว่าประตูบานนั้นเปิดอย่างไร ดึง ผลัก หรือเลื่อน
ไม่มีประตูใดที่ปิดตาย
มีแต่ใจที่ปิดตายเท่านั้น
ที่ไม่สามารถให้อภัยกับใครได้ แม้แต่กับตัวเอง
หลายคนใช้ชีวิตแบบดึง ทั้งที่ประตูบอกให้เลื่อน
ฝืนดึงจนบางที่ประตูพัง
หลายคนใช้ชีวิตแบบผลัก ทั้งที่ประตูบอกให้ดึง
ประตูที่แท้จริงคือประตูที่ไร้ประตู
ชีวิตที่แท้จริงคือชีวิตที่เข้าใจชีวิต
เอาเรื่องประตูสองบานมาโพสต์
ณ.ก็นึกย้อนไปได้อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของประตูเหมือนกัน
ซึ่งหลายคนอาจจะได้อ่านในโพสต์ของกระทู้อื่นมาแล้ว
ถึงอย่างนั้น ณ.ก็ขอเอามาทบทวนให้คนที่ยังไม่ได้อ่านได้อ่านอีกสักครั้ง
จากการเรียนรู้ถึงความรักไร้เงื่อนไข
อาจารย์กรุณาชี้แนะเรื่องประตูไว้ดีมาก
ณ.ขอบอกกล่าวตามความเข้าใจก็แล้วกัน
การที่เราจะเข้าถึงพระ เข้าถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของแต่ละศาสนาได้นั้น
เราต้องใช้ใจเข้าไป ใจเท่านั้น ให้ใจเราแนบ ให้ใจเราใกล้ชิดกับท่าน
ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออก การให้ความเคารพนับถือด้วยใจ
เราถูกปิดกั้นจากท่านด้วยประตูเพียงหนึ่งบานเท่านั้น
ประตูบานนั้นมีลูกบิดอยู่เพียงฝั่งเดียว คือฝั่งที่เราอยู่
ท่านพร้อมอยู่แล้วอีกฝั่งหนึ่ง
พร้อมที่จะให้ความรัก ให้ความรู้ ให้ความเมตตากับเรา
เพียงแค่เราเปิดประตู เราก็จะพบท่านแล้ว
นั่นอยู่ที่ว่าเราเปิดประตูใจของเรา เพื่อพบกับท่านแล้วหรือยัง
สิ่งใดๆ ที่เราคิดว่ามันไม่ก้าวหน้า อย่ามัวโทษโน้นโทษนี่อยู่เลย
กลับมาสำรวจใจเราสิว่า เราให้ใจกับสิ่งนั้นเต็มที่แล้วหรือยัง
Little Duck
29-09-2008, 02:57 PM
Fwd: FW: British Airway .. ;aa35
นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสายการบินบริติช แอร์เวย์ ในเที่ยวบินระหว่างโยฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ไปลอนดอน หญิงผิวขาวอายุประมาณ50ปีได้ที่นั่งข้างๆ ชายผิวดำ ซึ่งเธอรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงเรียกแอร์โฮสเตสมาแล้วบอกว่า'นี่หล่อนไม่เห็นหรือไงยะว่า เธอให้ชั้นนั่งข้างๆ คนดำ ชั้นไม่ชอบนั่งข้างๆ คนที่น่ารังเกียจจำพวกนี้หรอกนะ หาที่นั่งอื่นให้ชั้นเดี๋ยวนี้'
'ใจเย็นก่อนนะคะ ที่นั่งเที่ยวบินนี้เต็มเกือบหมดแล้วค่ะ แต่ชั้นจะลองดูว่ายังมี ที่นั่งอื่นว่างบ้างมั้ย'แอร์สาวตอบ หลังจากนั้น2-3นาทีต่อมาแอร์โฮสเตสสาวก็กลับมาบอกว่า 'คุณผู้หญิงคะ อย่างที่ดิฉันบอก เราไม่มีที่นังอื่นว่างเลยในชั้นประหยัดนี้ และที่ชั้นธุรกิจก็ไม่มีที่ว่างเช่นกัน แต่ดิฉันลองถามกัปตันดูแล้ว กัปตันแจ้งว่ายังมีที่นั่งว่างเหลืออยู่ที่นึงในชั้น first class'
ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะพูดอะไร แอร์โฮสเตสก็พูดว่า'แต่มันไม่ใช่เรื่องปกติของสายการบินของเราที่เราจะอนุญาตให้ผู้โดยสารจากชั้นประหยัดไปนั่งที่ชั้น first class อย่างไรก็ตามในสถานการณ์เช่นนี้ กัปตันรู้สึกว่าคงจะเป็นเรื่องเสื่อมเสียมากทีเดียวที่ต้องใ!ห้ใครคนหนึ่งนั่งข้างๆ คนที่น่ารังเกียจ'
จากนั้นแอร์สาวก็หันไปหาชายผิวดำ แล้วบอกว่า' คุณคะ ถ้าคุณไม่รังเกียจ โปรดเก็บกระเป๋าของคุณ แล้วย้ายไปนั่งชั้น first class เถอะคะ'
ทันทีที่แอร์สาวพูดจบ ผู้โดยสารทั้งหมดที่เป็นพยานอยู่ในเหตุการณ์นั้นก็ลุกขึ้นปรบมือให้เป็นการใหญ่
นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่ต่อต้านการเหยียดผิว ขอให้ส่ง email ! นี้ต่อให้เพื่อนๆ ของคุณ โปรดอย่าได้ลบ email นี้หากยังไม่ได้ส่งถึงใครสักคน
ทำได้ดีมาก บริติช แอร์เวย์ ..;ปรบมือ
หากเป็นเรื่องจริงก็ขอชมเชยอย่างยิ่ง
แต่หากไม่จิงก็ขอชมเชยคนเขียนยิ่งอย่าง
"พ่อ! พ่อ! พ่อ!"เสียงตะโกนของคุณแม่วัยสามสิบกว่าๆ
น้ำเสียงเธอตกใจ ระคนหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด<O:p
"มีอะไรแม่ ตะโกนซะตกใจ"เธอชี้มือออกไปที่ชายหาด <O:p
ซึ่งห่างออกไปประมาณ <?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-comhttp://board.palungjit.com/ /><st1:metricconverter alt=</st1:metricconverter>10 เมตร<O:p
เด็กหญิงเล็กๆ สองคนกำลังยืนคุยกับชายแปลกหน้า
"ซี เซีย มานี่ลูก มานี่เร็ว"เธอกวักมือเรียกเด็กน้อย<O:p
หนูน้อยทั้งสองหันหน้ามองมาที่ต้นเสียง แล้วก็วิ่งมาหาพ่อกับแม่
<O:p
ผู้เป็นพ่อแม่กวาดสายตามองดูชายคนนั้นตั้งแต่หัวจรดเท้า<O:p</O:p
สภาพชายคนนั้นเลยวัยกลางคนไปแล้ว
ดูสกปรก เสื้อเก่าๆ สีดำมอๆ ขาดรุ่งริ่ง<O:p</O:p
กางเกงก็ปะๆขาดๆ สีดูไม่ออกว่าสีอะไรไม่ต่างจากเสื้อนัก<O:p</O:p
หนวดเคราก็ไม่โกน
ผมสีเทาขาวนั่นก็เหมือนจะไม่ได้สัมผัสกับหวีมานาน<O:p</O:p
มีกระสอบกระดำกระด้างขาดๆหิ้วมาด้วย 2 ใบ
ในกระสอบนั่นคงเต็มไปด้วยของที่แกเก็บมาไว้
ก็คงเป็นสมบัติบ้าของคนบ้านั่นแหละ<O:p</O:p
เพราะดูท่าทางแล้ว สติแกคงไม่สมประกอบนัก
<O:p</O:p
<O:p</O:p
"เขาทำอะไรลูกหรือเปล่าจ๊ะ"เธอถามลูกด้วยความเป็นห่วง<O:p</O:p
เด็กน้อยส่งยิ้มไรเดียงสาให้ผู้เป็นแม่<O:p</O:p
"เปล่าค่ะ ไม่ได้ทำอะไร"คนตอบน่าจะเป็นพี่สาวเพราะโตกว่านิดหน่อย<O:p</O:p
"แล้วลูกพาน้องไปทำอะไรตรงนั้นครับ"พ่อถามขึ้นบ้าง<O:p</O:p
"ซีไปดูคุณลุงค่ะ"เด็กตัวน้อยตอบบ้าง<O:p</O:p
"ดูอะไรลูก เขาให้ลูกดูอะไร"ผู้เป็นแม่ยังใจสั่นไม่หาย<O:p</O:p
"คุณลุงเก็บเศษแก้วบนชายหาดค่ะ"<O:p</O:p
"แก้วมันจะบาดเท้า เลือดออกค่ะ คุณลุงบอก"<O:p</O:p
"คุณลุงบอกว่าพวกมาเที่ยวชอบเอาขวดมาทิ้งตามชายหาดไม่ยอมทิ้งถังขยะ"<O:p</O:p
"คุณลุงใจดี คุณลุงกลัวซีโดนบาด เลยเก็บไปทิ้ง"<O:p</O:p
"ใช่ค่ะคุณแม่ คุณลุงบอกว่าเก็บทุกวันแต่ก็ไม่หมดสักที"
"ซีจะช่วยคุณลุงเก็บขยะด้วย"
"เซียก็จะช่วยด้วยค่ะ"
<O:p</O:p
ผู้ใหญ่สองคนมองหน้ากัน รู้สึกสำนึกผิด นึกขอโทษอยู่ในใจ<O:p</O:p
ผู้ใหญ่หลายคนที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
มีการศึกษาสูง มีเงินมากมาย<O:p</O:p
กลับเห็นแกตัวทิ้งสิ่งที่ตนเรียกว่าขยะไปทั่ว<O:p</O:p
โดยไม่คิดถึงโทษที่จะเกิดกับคนอื่น
ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจถึงสิ่งที่จะตามมา<O:p</O:p
แต่กลับคนที่สติขาดๆ เกินๆ
ยังมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่า<O:p</O:p
เราไม่ควรตัดสินสิ่งใดๆแค่ภาพภายนอกที่เราเห็น<O:p</O:p
เราต้องศึกษาต้องดูถึงความจริงของสิ่งนั้นๆ ด้วย
<O:p</O:p
<O:p</O:p
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เพื่อนในออฟฟิศมาเล่าให้ฟัง<O:p</O:p
เพราะเธอคือคุณแม่คนนั้น ขอบคุณเจ้าของเรื่องค่ะ<O:p</O:p
tossapornk
30-09-2008, 09:55 AM
ณ.สะพานไม้ใช้เดินข้ามคลองของหมู่บ้านหนึ่ง
มีผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งเดินอยู่บนสะพานมองเห็นที่พื้นสะพานมีตะปูตัวใหญ่ตัวหนึ่งที่ตอกยึดไว้คลายตัวโผล่ขึ้นมาจากผิวไม้ประมาณเกือบ 2 นิ้ว เธอเห็นแล้วก็เดินข้ามไปได้แต่พึมพัมกับตัวเองว่าแหมเกือบเดินเตะมันแน่ะ
ต่อมามีชายกลางคนเดินมาถึงสะพานแล้วก็เห็นไอ้เจ้าตะปูโผล่นี่แล้วก็หยุดมองสักครู่แล้วก็เดินผ่านไป
ต่อมามีเด็กหนุ่มวัยรุ่นสวมรองเท้าผ้าใบเดินมาข้ามสะพานแล้วก็เตะโดนตะปูรองเท้าของเขามีรอยฉีกนิดหน่อยเขาถึงกับสบถออกมาไอ้ตะปูห่านี่มันทำไมต้องโผล่มาด้วยวะรองเท้ากูเป็นรอยฉีกเลยแล้วก็จากไป
ต่อมามีผู้ชายขี่จักรยาน มาถึงก็ลงจูงจักรยานข้าสะพานก็มองเห็นตะปูโผล่ก็บ่นออกมาว่าตะปูโผล่ขึ้นมาอย่างงี้ถ้าเขาไม่ลงจูงมีหวังยางโดนเจาะแน่แล้วเขาก็จากไป
ต่อมามีเด็กนักเรียนประถมปีที่สองคนหนึ่งเดินหิวกระเป๋านักเรียนมาข้ามสะพานเห็นเจ้าตะปูโผล่เด็กน้อยก็ไม่ได้บ่นอะไรแต่เดินวกกับไปบ้านโดยไม่ยอมข้าสะพาน สักพักใหญ่เขาก็มาถึงสะพานอีกครั้งพร้อมทั้งมีค้อนถือติดมือมาด้วยแล้วก็ใช้ค้อนตอกตะปูที่โผล่ลงไปจนเสมอกับพื้นแล้วก็ข้ามสะพานได้อย่างสบายใจโดยไม่ปริปากบ่นแม้แต่นิดเดียว
คนเราแตละคนจะมีมุมมองที่แตกต่างกันไปตามผลประโยชน์ของตัวเอง
แต่กับคนที่ไม่มีเรื่องของผลประโยชน์กลับทำในสิ่งที่มีคุณค่าจนเราคาดไม่ถึงทีเดียว
tossapornk
02-10-2008, 11:00 AM
เห็นนกเอี้ยง เลี้ยงควาย อยู่ท้ายทุ่ง
หลานกับลุง จูงมือเลาะ ไปเสาะหา
ปลาตัวใหญ่ ใช้ไซล้อ ที่บ่อปลา
ก็ได้มา ทำแกงเผ็ด แซ่บเด็ดดวง
เด็กน้อยๆ เล่นห้อยโหน ตามต้นไม้
ปิดเทอมแล้ว เล่นได้ อย่างหายห่วง
ตะขบออก ผลให้เห็น เป็นพวงพวง
บ้างก็ร่วง โรยบนดิน ไก่กินไป
อัสดง ทรงฉลวย ฟ้าสวยแจ่ม
ดังกับแซม แต้มทอง ส่องไสว
แสงทองสาด พาดให้เห็น ช่างเย็นใจ
มองครั้งใด ก็ใสงาม ตามที่เป็น
ความงดงาม ตามบ้านนา ตามป่าเขา
ใครเขาเล่า ให้เราฟัง ยังไม่เห็น
ต้องไปดล ยลความงาม ในยามเย็น
ต้องไปเห็น จริงเช่นเรา จึงเข้าใจ .....ในธรรมชาติ
ว้าว!!! สุดยอดมากคุณ tossapornk (http://board.palungjit.com/member.php?u=15546)
บรรยายบรรยากาศท้องทุ่งมองเห็นภาพชัดแจ่มมาก
...ลมยามเย็น พัดโล้ โต้ทิวข้าว
เป็นทางยาว เขียวขจี สีไสว
ปลายยอดข้าว สะบัด ใบแกว่งไกว
หยอกล้อไล้ ระลอกลม ชมท้องนา
...เดินเลาะตาม คันนา ธารน้ำเซาะ
มีหอยเกาะ ปูปลา ดูเริงร่า
ไม้น้ำมี มากมาย ระรานตา
เก็บนำมา ทำกิน ถิ่นบ้านไกล
...สันตะวา เขียวอมแดง อยู่ใต้น้ำ
บัวเล็กขาว งามล้ำ ดอกสดใส
ผักแว่นลอย ม้วนยอด อยู่ไม่ไกล
ผักบุ้งไล้ เลาะเลียบ เทียบคันดิน
...เสียงนกกา ร้องเพรียก เรียกให้กลับ
ตะวันลับ ดาวเด่น เดือนโฉมฉิน
ฉายแสงโสม ส่องนภา ให้ยลยิน
อาบแดนสิน ดินทอง ท้องทุ่งนา
......................ธรรมดา(ฯ)
<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_1546163", true); </SCRIPT>
tossapornk
02-10-2008, 12:19 PM
คุณ ณ. แต่งกลอนได้เยี่ยมมากๆเลยครับ บรรยายภาพได้ดีกว่าผมเสียอีก
อันที่จริงคุณ ณ. แต่งกลอนไว้เยอะมากน่าจะลองรวบรวมทำเป็นรูปเล่มออกจำหน่ายบ้างแต่ต้องเอาใจวัยรุ่นบ้างแล้วค่อยๆเจือผสมธรรมมะบ้างก็ไมเลวเหมือนกันนะครับ
...ลมกลางคืน พาพัดพา ละอองเย็น
หลบหลีกเร้น พากายา มาพักแคร่
น้ำในคลอง คงเอื่อยไหล คอยดูแล
มองชะแง้ แม่บัวหลับ รับนิทรา
...วันนี้ดาว พร่างพราวเพริศ กระจ่างแจ่ม
เดือนแอร่ม แช่มชื่นชัด กลางฟากฟ้า
ลมราตรี พัดพลิ้วแผ่ว ชุ่มอุรา
จั๊กจั่นรีด หริ่งร้องร่า ทำดนตรี
...แสงวับวาบ วิบวาบวับ จับยอดไม้
วูบวาบไหว แข่งขันขับ จับรัศมี
ท้าทายแสง จันทร์จ้าจวน ยวนฤดี
งามราตรี หิ่งห้อยให้ แสงดาวดิน
...ว่าวธนู บรรเลงเพลง เพื่อขับกล่อม
ดวงจิตน้อม ลอยระเรื่อย คลายเหนื่อยสิ้น
น้อมจิตลง ซบพื้นน้ำ กอดพื้นดิน
มีพื้นฟ้า โอบอุ่นถิ่น กลิ่นคุ้นเคย
....................ธรรมดา(ฯ)
...อ้าว... หุหุ มัวแต่ไปหากลอน กะติดคุยกับลูกค้า
พอกลับมาพิมพ์ต่อ คุณ tossapornk (http://board.palungjit.com/member.php?u=15546)<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_1546375", true); </SCRIPT> โพสต์ดักหน้าไปเรียบร้อยเลย...อิอิ
...ผู้เป็นนักกลอนนักเพลงจะรู้ว่า อารมณ์กลอน อารมณ์เพลง
มันขึ้นอยู่กับอารมณ์ผู้เขียนในตอนนั้นค่ะ อย่าง ณ.เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้...
ฉะนั้นได้มีโอกาสแค่แบ่งปันกัน แบ่งปันความรู้สึกดีๆ ก็ยินดีมากแล้วค่ะ...ขอบคุณ
...ในส่วนบทกวีธรรม...ณ.เอาโพสต์ไว้ในกระทู้วิชาหลายกลอนมาก
ถ้ามีใครสนใจก็ค้นๆ หาอ่านเอาได้ค่ะ
...ในส่วนเอาใจวัยรุ่น ณ.ก็มีค่ะ อาจจะเป็นเอาใจตัวเองสะมากกว่ามั้ง...หุหุ
(เหมือนจะวัยรุ่นเลย)จะฉีกแนวออกไปหน่อย แต่บางทีก็หลายหน่อย
แต่ก็บางทีก็แรงๆ ก็มี บางทีก็ต้องแบบตบหัวแล้วลูบหลัง
การโพสต์สไตล์ในวัยรุ่นเข้าใจ ต้องประยุกต์ค่ะ
แบบธรรมดารับกันไม่ได้มันน่าเบื่อ (วัยสะรุ่นเค้าว่างั้น)
ถ้าเอามาโพสต์ในนี้ผู้วัยไม่รุ่นทั้งหลายอาจจะรับกันไม่ได้ซะมากกว่าค่ะ
...ขอบพระคุณในคำแนะนำนะคะ...จะน้อมรับไว้พิจารณา...
เอ...หรือใครจะอาสาเป็นเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อ สปอนเซอร์ก็ยินดีค่า
;aa19
Forward Mail
ขอให้คุณใช้เวลาในการอ่านและคิดตามเพียง2-3 นาทีเท่านั้น
แล้วคุณจะได้พบสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ที่คุณยินดีมาก
อย่าเก็บไว้คนเดียว
1.ระลึกเสมอว่าการได้พบความรักและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
ก็ต้องประสบกับความเสี่ยงอันมหาศาลดุจกัน
2.เมื่อคุณแพ้อย่าลืมเก็บไว้เป็นบทเรียน
3.จงปฏิบัติตาม 3Rs
...Respect for self...เคารพตนเอง
...Respect for others...เคารพผู้อื่น
...Responsibility for all your actions...รับผิดชอบต่อการกระทำของตน
4.จงจำไว้ว่าการที่ไม่ยอมทำตามใจปรารถนาของตน
บางครั้งก็ให้โชคอย่างน่ามหัศจรรย์
5.จงเรียนรู้กฎ เพื่อจะทราบวิธีการฝ่าฝืนอย่างเหมาะสม
6.จงอย่าปล่อยให้การทะเลาะเบาะแว้งด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย
มาทำลายมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ของคุณ
7.เมื่อคุณรู้ว่าทำผิด จงอย่ารีรอที่จะแก้ไข
8.จงใช้เวลาในการอยู่ลำพังเพียงผู้เดียวในแต่ละวัน
9.จงอ้าแขนรับการเปลี่ยนแปลง
แต่อย่าปล่อยให้คุณค่าของคุณหลุดลอยจากไป
10.จงระลึกไว้ว่า บางครั้งความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด
11.จงดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
เพื่อที่ว่าเมื่อคุณสูงวัยขึ้น แล้วหวนคิดกลับมา
คุณจะสามารถมีความสุขในสิ่งที่ได้ทำลงไปได้อีกครั้ง
12.บรรยากาศอันอบอุ่นในครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิต
13.เมื่อเกิดขัดใจกับคนที่คุณรัก
ให้หยุดไว้แค่เรื่องปัจจุบัน อย่าขุดคุ้ยเรื่องในอดีต
14.จงแบ่งปันความรู้ เพื่อเป็นหนทางก้าวสู่ความเป็นอมตะ
15.จงสุภาพกับโลกใบนี้
16.จงหาโอกาสท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ที่คุณไม่เคยไป
อย่างน้อยปีละครั้ง
17.จงจำไว้ว่าความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดคือความรัก มิใช่ความใคร่
18.จงตัดสินความสำเร็จของตนด้วยสิ่งที่ต้องเสียสละ
19.จงเข้าใกล้ความรักด้วยการปล่อยวาง
..................................................
จงรักให้เป็น
จงปล่อยวางให้เป็น
จงรักด้วยพรหมวิหาร4
จงปล่อยวางด้วยพรหมวิหาร4
แล้วคุณจะพบความรักและความสุขอย่างแท้จริง
...................................................
จงหาโอกาสท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ที่คุณไม่เคยไป
อย่างน้อยปีละครั้ง
แล้วจะไปทริปอียิปต์หรือเปล่าจ๊ะ น้อง ณ
พี่ ๆ น้อง ๆ ยังรออยู่นะจ๊ะ
สาวปีใหม่
02-10-2008, 10:36 PM
วันนี้มีเรื่องเล็กๆน้อยๆ (แต่พิมพ์ยาวไปหน่อย) มาเล่าให้เพื่อนๆฟังเล่น พอเพลินๆ อาจมีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ตามประสาคนมีครอบครัว เผื่อคนยังไม่มีครอบครัว อาจเปลี่ยนใจ (ว่าอยู่คนเดียวก็ดีแล้ว ... แหะๆ)
ขอตั้งชื่อเรื่องว่า เหรียญสตางค์ของเด็ก กับเงินของผู้ใหญ่ เหตุผลที่แตกต่าง vs ความเข้าใจ
เมื่อวันเสาร์ขณะที่แม่นั่งทำงานอยู่หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์
วาวา ... ลูกสาวคนโตวัย 5 ขวบ (อนุบาล 2) ถือกระเป๋าใส่สตางค์ใบเล็กสีแดง
ลายการ์ตูนน่ารักมีหูหิ้วเส้นบางๆ 2 ข้าง มายื่นให้ดูพร้อมส่งยิ้มหวาน บอกกับแม่ว่า
....หม่าม๊าดูสินี่หนูมีเงินเยอะแยะเลยนะ....
ว่าแล้วเธอก็ล้วงเศษเหรียญ ทุกชนิดจากกระเป๋าขึ้นมาเต็มกำมือน้อยๆแล้วก็ยื่นส่งให้แม่พร้อมบอกว่า
....หนูให้ตังค์หม่าม๊านะ.....
แม่รู้ว่าสาวน้อย ไปหยิบเจ้าเหรียญ พวกนี้จากในเก๊ะ เพราะเธอเห็นว่าแม่มักหยอดเศษเหรียญบ้างแบ็งค์บ้างไว้ในกล่องทรงสูงที่ตั้งประจำอยู่ในนั้น ทุกๆวันจะมีเหรียญต่างๆ ที่ เหลือจากการใช้จ่ายของแม่และพ่อ ก็จะไปรวมๆกันไว้ในนั้น เก๊ะตัวนี้ไม่เคยล็อคเพราะมันไม่มีที่ล็อค
ในบางครั้ง แม่ก็จะรวบรวมเงินเหรียญต่างๆเหล่านี้ ขึ้นมาใส่ถุงซิปเล็กๆเอาไว้เวลาไปวัด
ให้ลูกๆเอาไปหยอดทำบุญตามตู้ต่างๆ หรือเอาไว้ซื้อกับข้าวบ้าง
ขณะที่ได้ยินลูกพูด แม่ก็สาละวนกับการทำงานไปด้วย แต่ก็สังเกตุได้ถึง น้ำเสียงดีใจปนภูมิใจของสาวน้อยว่า มีของมีค่าให้แม่ มีเงินให้แม่ ถึงแม้ว่าเหรียญเหล่านั้น
สาวน้อยจะเอามาจากในเก๊ะแม่ก็ตาม เหมือนเวลาที่เด็กเล่นหม้อข้าวหม้อแกง เล่นขายของกันแล้วสมมุติว่าเอาของต่างๆมาแทนเงิน มีการซื้อมีการขาย เพียงแต่ตอนนี้สาวน้อยมีเงินของจริง และรู้สึกว่าเป็นของตัวเองจริงๆ เอามาให้แม่นั่นเอง
แม่นึกในใจต่อทันทีว่าเงินเหรียญพวกนี้แม่ขอยกให้ลูก
หลังจากนั้นแม่ก็เลยแบมือรับเหรียญที่สาวน้อยกอบเต็มกำมือยื่นส่งมาให้ไว้
(หนักจริงๆนะเนี่ย) พร้อมกับพูดตอบไปว่า
... โอ้โห วาวา ใจดีจัง หนูให้ตังค์หม่าม๊าหรือคะ....
... อืออ ...หนูให้หม่าม๊าค่ะ...เนี่ยหม่าม๊าดูสิหนูมีตังค์เต็มเลย....
ว่าแล้วสาวน้อย ก็เปิดกระเป๋าแดงใบอ้วนให้ดู ว่ามีเหรียญอยู่เต็มกระเป๋า แถมมีสร้อยคิตตี้ที่เธอประดิษฐ์เองรวมอยู่ในนั้น แล้วก็มายืนเบียด ถูตัวกับแม่ราวกับลูกแมว
(กริยาแบบนี้เธอจะทำบ่อยๆเวลาอยากอ้อนแม่ )
....ขอบใจนะลูก แต่หม่าม๊าฝากหนูไว้ก่อนนะ หม่าม๊าทำงานอยู่....
ว่าแล้วแม่ก็เทเหรียญเต็มกำมือที่รับไว้ ใส่คืนกลับไปที่กระเป๋าแดง รู้สึกว่าเธอผิดหวังเล็กน้อย
ว่าแม่สนใจแต่งาน ไม่สนใจเธอเท่าไหร่ แม่จำไม่ได้ว่าพูดอะไรกับเธอต่อ แต่น้ำเสียงสาวน้อยดีขึ้น แล้วก็ถือกระเป๋าแดง กลับไปเล่นอย่างอื่นต่อ
วันต่อมาเป็นวันอาทิตย์ พ่อแม่ลูกก็ไปห้างเดอะมอลล์กัน
สาวน้อยพกกระเป๋าตังค์แดงใบเก่งไปด้วย ขณะที่รถจะขึ้นทางด่วน พ่อทำหน้าที่คนขับรถ
หันมาถามว่า มีตังค์10 บาทมั้ย แม่ก็เลยบอกว่ามีรอเดี๋ยว ว่าจะค้นในกระเป๋าตัวเองเอาให้
แต่ก็นึกขึ้นมาได้ ว่าสาวน้อยได้โชว์กระเป๋าแดงให้ดู ว่าเอาตังค์มาด้วยตั้งแต่อยู่ในรถ
ก็เลยถือโอกาสคว้ากระเป๋าแดงของสาวน้อย เปิดซิปแล้วหยิบเหรียญ 10 บาทส่งให้พ่อเขา สาวน้อยมองตาม เห็นเหรียญในกระเป๋าของเธอเริ่มทำงานแล้ว ซักพักก็มีเสียงตามมาอีกรอบ ขออีก 10 บาท เหรียญ 10 ก็ถูกส่งต่อไปอีกเหรียญ
.....สาวน้อยมองบรรดาเหรียญที่เหลืออยู่ในกระเป๋า.......
พอไปถึงห้าง สาวน้อยก็ได้ไปเที่ยวร้านหนังสือ แถมวิ่งเล่นไล่จับกับเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันที่ร้านหนังสือจนเหนื่อยแล้ว คุณพ่อก็ทำหน้าที่ขับรถ ฝ่าสายฝนพาพวกเราไปรับคุณย่ากับน้องตัวเล็กของเธอกัน
หลังจากส่งทุกคนถึงบ้าน กระเป๋าตังค์แดงใบเก่งก็นอนแอ้งแม้งในรถ แต่ตัวเจ้าของหลับสนิทสลบไสลบนเตียงไปแล้ว
วันรุ่งขึ้นเป็นเช้าวันจันทร์
แม่ปลุกสาวน้อยลุกจากเตียงเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน คำแรกที่เธอถามทั้งๆที่ยังงัวเงียอยู่บนเตียงคือ
....หม่าม๊าแล้วกระเป๋าหนูอยู่ไหน....
แม่ยังงงอยู่ก็เลยถามว่ากระเป๋าอะไรหรอวาวา
....ก็กระเป๋าตังค์ของหนูไง มันหายไปไหนแล้ว....
แม่จึงตอบไปว่าอยู่บนรถมั้งลูก หลังจากแต่งชุดนักเรียนเสร็จแล้วเธอก็ถามอีกรอบ แม่ยังสาละวนอยู่กับการแต่งตัวให้น้องสาวของเธอ ก็เลยบอกพ่อไปว่า
....หม่าม๊าแต่งตัวให้น้องปรองอยู่ ป๊าพาวาวาลงไปหยิบกระเป๋าตังค์สีแดง อยู่แถวๆหลังรถให้หน่อย.....
หลังจากแต่งตัวให้ลูกสาวคนเล็กเสร็จแล้ว ก็ได้ยินเสียงร้องให้ของวาวา ดังขึ้นจากข้างล่าง ตามมาด้วยดังดุๆ ของพ่อว่า จะเอาตังค์ ไปโรงเรียนทำไมเยอะแยะ เดี๋ยวเงินก็หายหรอกวาวา
แม่ตามลงไปดูเห็นสาวน้อยนั่งหมดสภาพที่พื้น น้ำตาไหลพรากๆ.... น่าสงสารนักก็เลยบอกลูกว่า
....วาวามาหาหม่าม๊า มานี่ลูก....สาวน้อยลุกขึ้นมาหาแม่ ฟ้องทั้งน้ำตาที่อาบพวงแก้ม น้ำเสียงสะอื้นว่า
....หม่าม๊าขา.... ป่าป๊าเค้าเอาตังค์ของหนูไป ....
พร้อมเปิดกระเป๋าแดงให้ดูว่าเหลืออยู่เท่าไหร่ จริงๆแล้วในกระเป๋าก็ยังเหลือเหรียญอยู่เกือบ 20 บาท ( ซึ่งมากกว่าที่เธอเคยได้ คือวันละ 10 บาท วันที่เธอได้เงินคือวันที่แม่ไม่ได้เตรียมขนมไว้ให้ ซึ่งอาจเป็นเดือนละ 1-2 ครั้ง ดังนั้นการได้เงินไปโรงเรียน ได้ยืนมุงหน้าร้านขายขนมเลือกซื้อขนมและได้จ่ายเงินซื้อขนมเหมือนเพื่อนๆคือโอกาสอันพิเศษ วันอันแสนวิเศษสำหรับสาวน้อย อันนี้แม่คิดเอาเอง )
พอพ่อได้ยินแบบนั้นก็เลยโมโห บอกว่า
หนูจะเอาตังค์ไปโรงเรียนทำไมเยอะแยะ เดี๋ยวก็หายหรอก แล้วตังค์เนี่ยมันของป่าป๊านะไม่ใช่ของหนู ป๊าให้ไปแค่นั้นก็เยอะแล้วยังจะร้องให้อีก
(อันนี้คือเหตุผลของผู้ใหญ่ ซึ่งคิดว่าถูกต้อง แบบผู้ใหญ่ )
แม่เช็ดน้ำตาให้ลูกแล้วก็แบมือขอพ่อว่าตังค์อยู่ไหน เอามานี่เลย พ่อล้วงกระเป๋าส่งเหรียญให้ 1 กำมือพร้อมน้ำเสียงดุๆว่า ...เธอก็ดีแต่ให้ท้ายลูกประจำ.... (...เฮ้อ...รีบแต่งตัวให้ลูกๆแล้วเดี๋ยวต้องพาไปกินข้าว ให้ทันเข้าเรียน จะเอาเวลาไหนมาอธิบาย )
หลังจากที่สาวน้อยหยุดร้องให้ และแม่ตะล่อมลูกๆให้ทานข้าวพร้อมให้เงินเหรียญ ใส่ไว้ในกระเป๋าเพิ่มแล้ว ก็ยังต้องอธิบายให้เขาฟังว่าเอาไปโรงเรียนเท่านี้ก็พอแล้วลูก เท่านี้ก็เยอะแล้ว เอาไปเยอะเดี๋ยวหายนะ ที่เหลือเดี๋ยวหม่าม๊าเก็บไว้ให้พรุ่งนี้ค่อยเอาไปโรงเรียนต่อ สาวน้อยก็ยังมีอาการอยู่ แต่ก็ต้องยอมแม่
ขณะที่นั่งเกาะท้ายมอเตอร์ไซด์ของพ่อ ขี่กลับบ้านกันหลังจากส่งสาวน้อยทั้ง 2 ไปโรงเรียนแล้วก็เลยถือโอกาส อธิบายให้พ่อเขาฟัง ว่าเมื่อเช้านี้หน่ะ
....วาวาเขาดีใจว่าเขามีตังค์เยอะเหมือนเพื่อนๆ เพราะเขาไม่เคยมีตังค์เยอะขนาดนี้มาก่อน แล้วแม่ก็เป็นคนบอกเองว่าให้เขา ขนาดตื่นนอนตอนเช้ายังถามหากระเป๋าแดงก่อนเลย แล้วพ่อก็มายึดเอาเงินไปต่อหน้าต่อตา แล้วไปว่าเขาเสียงดังอีก เด็กเค้าก็มีความฝันของเขา ว่าอยากเอาเงินไปโรงเรียนไปซื้อขนมเหมือนเพื่อนๆ เหมือนพ่อไปทำลายความฝันของเขาก็เหมือนไปทำร้ายจิตใจเด็ก ลูกก็เสียใจใช่มั้ย เพราะเขาคิดว่าตังค์พวกนั้นเป็นของเขา เด็กหน่ะบางทีเขาก็ไม่เข้าใจเหตุผลหรอก เขารู้แต่ว่าเขาเสียใจ (ถ้าเรารู้ว่าเขาจะเอาไปโรงเรียนเยอะไป เราก็น่าจะมีวิธีอื่นเช่น แอบๆเอาออก โดยที่ไม่ให้เขารู้ แต่นี่ไม่มีใครรู้ว่าเขากะว่าจะเอาไปโรงเรียน คิดว่าคงเอาไปอวดเพื่อนก็เป็นได้ ) แล้วอีกอย่างหนึ่ง เวลาพูดกับลูกก็อย่าไปว่าเขาเสียงดังขนาดนี้ ลูกยังเด็กอยู่ (เรื่องเสียงดังนี่แก้ยังไม่หาย เพราะเป็นธรรมชาติของพ่อ แต่ถ้าแม่รู้แบบนี้แต่แรกก่อนแต่ง ก็อาจขอไปคิดดูใหม่.... แต่พ่อจะคิดเหมือนกันแบบแม่หรือเปล่านั้น.... แม่ยังไม่กล้าถาม... เพราะกลัวคำตอบ....)
แล้วพ่อก็ต้องคิดในใจว่า เงินของพ่อ ลูกหรือเมียจะหยิบไปก็ได้พ่อให้ทุกคนนะ เพราะไม่อย่างนั้นเวลาลูกยังเล็ก ยังไม่รู้เรื่อง มาแอบหยิบเงินไป โดยที่เราไม่รู้ไม่เห็น (เพราะบางทีเราก็ลืมวางเงินสะเปะสะปะไว้บนโต๊ะบ้าง ที่ต่างๆในห้องบ้าง ) ก็จะกลายเป็นว่าลูกขโมยเงินพ่อแม่ มันก็บาปใช่ไหม เราก็ต้องนึกในใจว่าเงินของเราก็จริง แต่เราเป็นพ่อแม่เพราะฉะนั้น ลูกจะหยิบเอาไปโดยที่เราจะรู้หรือไม่รู้เราขอยกให้ แต่เราก็ต้องสอนเขาให้รู้ว่าห้ามหยิบไปเฉยๆ ลูกอยากได้อะไรให้ขอ ถ้าพ่อแม่ให้ได้พ่อแม่ก็ให้ ห้ามหยิบโดยไม่ขออนุญาติก่อนไม่ว่าจะเป็นของใคร
(เรื่องห้ามขโมยของเพราะผิดศีลเป็นบาปนี้ลูกๆพอจะเข้าใจ เพราะแม่เคยสอน แต่บางทีเขาอาจไม่คิดว่าการหยิบเงินของแม่ของเขาคือการขโมย เหมือนอย่างที่แม่เคยสอนก็ได้เพราะเขายังเล็กอยู่ )
พอแม่อธิบายเหตุผลของแม่จบแล้ว ก็รอคำตอบว่าพ่อจะพูดอะไรต่อ
คำตอบที่รอคือ
...อาการพยักหน้าอย่าง ยอมรับ และเข้าใจของพ่อ...
...อืม...คือคำตอบคำเดียว ด้วยน้ำเสียงที่คลี่คลายทุกอย่างว่าพ่อพอจะเข้าใจแล้ว....
แม่เห็นแบบนี้ก็สบายใจขึ้นมาก
เรื่องราวนิยายชีวิตในครอบครัวของเราก็ผ่านไปอีกฉากหนึ่ง เรื่องราวต่างๆที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในฉากต่อไป เช้านี้ บ่ายนี้ เย็นนี้ หรือพรุ่งนี้
เรื่องราวต่างๆที่พวกเราต้องค่อยๆปรับตัวกันไปเรื่อยๆทั้งพ่อ แม่ และ ลูกๆ
ครอบครัวของเราที่.....ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ..... และออกแบบ(ยัง)ไม่ค่อยได้
ปล. วันต่อมา
สาวน้อยก็ มาแอบหยิบเงินอีก แม่เลยถือโอกาสบอกให้เธอคืนเงินพวกนั้น แล้วให้ขอแม่ก่อน อยากได้อะไรให้ขอก่อนแม่ให้ แต่ต้องขอห้ามหยิบเอาเอง แล้วถามว่า วาวาจำได้ไหม....ว่าหม่าม๊าเคยสอนว่าอะไร.... สาวน้อยดูเหมือนจะดื้อเล็กน้อยในตอนแรก คงสงสัยว่าทำไมต้องขอก่อน..... แต่แล้วก็ยอมทำตามที่แม่บอกเมื่อเห็นแม่เสียงแข็ง แล้วเธอก็ได้เงินเหรียญอย่างที่อยากได้ ....เธอคงเรียนรู้แล้วว่าขอแม่แล้วก็ได้ไม่เห็นเป็นไร.... ไม่ต้องแอบหยิบ ......
ตอนเย็นแม่พาเธอกับน้องสาวตัวเล็ก ไปซื้อกับข้าวขณะที่กำลังจะจ่ายเงินคนขาย เธอก็บอกว่าหม่าม๊า เอาตังค์ในนี้ก็ได้นะ แล้วก็ยื่นกระเป๋าแดงใบเก่งส่งให้แม่
.....สาวน้อยแค่อยากเรียนรู้ อยากลองทำแบบผู้ใหญ่ ว่ามีเงินได้ลองใช้เงิน ตามประสาเด็ก ที่บางทีก็เลียนแบบการกระทำของผู้ใหญ่ เหมือนที่เธอชอบลองใส่รองเท้าคัดชูส้นสูงคู่ใหญ่ของแม่ แล้วเดินไป..เดินมาอย่างรู้สึกสนุกสนาน และมั่นใจเท่านั้นเอง .....แม่คิดในใจ......
เขียนเมื่อวันจันทร์ที่ 29 - 9 - 51
tossapornk
03-10-2008, 08:40 AM
ดีดีดี ดีดี ดีดีดี
ดีวันนี้ จะรอรี ดีวันไหน
ดีวันหน้า ดีวันหลัง ดีอย่างไร
ดีดีไป ดีให้กัน ทุกวันเอย
วันนี้ดี ดีดี ดีจริงจริง......จริงไหมเอ่ย
ขอบคุณค่ะพี่เอ๋...ที่นำเรื่องราวดีๆ มาให้เผื่อแผ่บอกเล่าสู่กันอ่านอยู่เสมอ
ณ.ก็เคยพบเจอมาหลายครั้ง
ในส่วนของมุมมองและเหตุผล
ซึ่งแต่ละคนจะมีมุมมองและเหตุผลที่ต่างกันออกไป
และล้วนแล้วแต่สำคัญในมุมมองและเหตุผลของตนเองทั้งสิ้น
ก็เหมือนกับปัญหา ทุกคนมีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น
และมันก็เป็นปัญหาใหญ่ของแต่ละคนเช่นกัน
ฉะนั้นเราจะเอาปัญหาหรือมุมมองของเรา
ไปเปรียบเทียบกับปัญหาหรือมุมมองของคนอื่นไม่ได้
เพราะมันคนละมุมมอง
คนละสภาวะ
และคนที่เจอก็มีประสบการณ์ที่ต่างกันออกไป
แต่ถ้าเราเปิดใจให้กว้าง เป็นผู้รับฟังที่ดี
ลองเข้าไปนั่งอยู่ในใจของเขา
เราก็จะสามารถมองเห็นมุมที่เขามองอยู่
และเราก็จะเข้าใจเหตุผลนั้นมากขึ้น
การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะทำให้เราเข้าใจมุมอื่นๆ จากสายตาคนอื่นได้มากขึ้น
และเราก็สามารถจะส่งความรักออกไปจากใจเราได้มากยิ่งขึ้น
มุมมองของเราก็จะกว้างขึ้น สวยงาม อบอุ่นยิ่งขึ้น
...รอพี่เอ๋ นำเรื่องราวน่ารักๆ มาเล่าสู่กันฟังอีกนะคะ :]
Nakamura
06-10-2008, 11:18 PM
ธรรมช่างวิสุทธิ์เเลผุดผ่อง
ใช่จิตว่องส่งออกกายนอกเขา
ให้เอาใจดูจิตที่ใจเรา
ใช่ใจเขาช่างเทิดจิตนอกกาย
tossapornk
07-10-2008, 07:48 AM
เนื้อหา by เซลล์&tossapornk
บทเพลง ชื่อ อิสรภาพจากเวลาจากห้าขันธ์ ครับ
เวลาเวียน เปลี่ยนผัน ทุกวันผ่าน
อดีตกาล ปัจจุบัน แล้วฝันหา
อนาคต จดจ้องดู อยู่เรื่อยมา
แล้วเวลา มาเกี่ยวเข้า เราอย่างไร
ตัวเรานั้น กับขันธ์ห้า มาบังเกิด
ก่อกำเนิด เกิดอบรม บ่มนิสัย
มีสัญญา เวทนา สังขาร์ใจ
รูปมีไว้ ให้ตัวรู้ ได้คู่กัน
กาลเวลา มาสัมพันธ์ กับขันธ์ห้า
ดูเวลา ยามหมุนเวียน หรือเปลี่ยนผัน
ขันธ์ทั้งห้า ก็พาเวียน เปลี่ยนพร้อมกัน
ไม่เคยหัน เหพราก จากเวลา
มองใจเรา เข้าไป ในอดีต
เราต่างขีด เขียนเหตุการณ์ ประสานหา
ทั้งสร้างเขต เป็นเหตุการณ์ ที่ผ่านมา
จนนำพา ความจำรู้ สู่ใจเรา
หากมองใจ เข้าไปหา อนาคต
วาดสวยสด จรดฝัน ดั่งจันทร์เจ้า
เหมือนถูกตรึง ขึงโซ่ตรวน คอยกวนเรา
หรือรวนเร้า เข้าแทรกแอบ อันแยบยล
กาลเวลา มีจริงฤา ใช่หรือไม่
หรือเพียงให้ คำกล่าวไป ไร้เหตุผล
ไร้เวลา พาจริงใจ ใช่ลวงตน
ต่างสับสน ชนเวลา มาพอควร
จุดอ้างอิง กาลเวลา นัดหมายแน่
ความจริงแท้ ไร้เวลา น่าผันผวน
ที่เรายึด เราถือมา พารัญจวน
ที่แท้ทวน เวลาไซ้ร ไม่มีจริง
มองดูเรา เข้าทะลุ ปัจจุบัน
ไม่อาจฝัน วันก่อนเก่า เหมือนเตาผิง
หรือฝันว่า อนาคต กำหนดพิง
เพราะความจริง มันชี้ชัด ปัจจุบัน
หากเข้าใจ ในสัมพันธ์ ของขันธ์ห้า
กับเวลา ว่าชัดเจน ไม่เบนหัน
ตัวตนจอง ของเรา เข้าผูกพัน
ไม่เคยเว้น จากกัน ขันธ์เวลา
จะเห็นตัวตน ทั้งหมด ทุกภพชาติ
อดีตวาด ปัจจุบัน อนาคตหา
ตัวอดีต ตัวปัจจะ ตัวอนา
ต่างก็พา กันเดินล้อม กันพร้อมเพรียง
หากเห็นได้ เข้าใจแจ่ม แจ้งแดงแจ๋
เวลาแค่ เดินคู่ขันธ์ อันเงียบเสียง
ไร้ซึ่งสรรพ พะสัตว์สรรพ พะสำเนียง
เราเป็นพียง ผู้คอยดู ผู้รู้ตาม
ถึงตอนนี้ ใจเริ่มมี อิสระ
ไม่เปะปะ ซะส่ายหา ผู้ล่าถาม
ปล่อยผู้รู้ เฝ้าดูไป ทุกโมงยาม
เห็นขันธ์นาม ตามเวลา พาโล่งใจ
สติเกิด บรรเจิดแจ้ง อย่างแข็งขัน
ใจกระจ่าง สว่างพลัน กว่าวันไหน
แม้ยามฝัน ยังรู้เห็น ว่าเป็นอะไร
คือที่หมาย ที่แท้ยิ่ง จริงไหมเอย
<!-- / message -->
<!-- / message -->
GUYTHUM
07-10-2008, 06:41 PM
แคร่แบบนี้ได้ไหมครับ.....4444
tossapornk
07-10-2008, 08:35 PM
ขอให้หลับ ฝันสนุก ทุกทุกท่าน
เที่ยววิมาณ ผ่านฟ้า ทิวาใส
มีเพลงกลอน ขับกล่อม หอมกลิ่นไอ
พาเคลิ้มใจ ให้สุขชื่น ทั้งคืนเลย
แล้วย่ำรุ่ง พรุ่งนี้ตื่น จะชื่นจิต
มวลหมู่มิตร ได้คิดออก บอกเฉลย
เมื่อคืนนี้ ฝันดีนิ้ง จริงจริงเอย
สุขสะเบย ไม่เคยเป็น เช่นเมื่อคืน
หลับฝันดี ทุกคนนะครับ เรื่องราวทางโลกแม้จะมีทุกข์ใจอยู่บ้างก็วางมันลงไปก่อนเช้าวันใหม่ค่อยว่ากันใหม่ครับ
...ดำหรือขาวใครเล่าเข้ากำหนด<O:p</O:p
ตรงหรือคดใครหนอกำหนดได้<O:p</O:p
ร้อนหรือเย็นใครสร้างให้เป็นไป<O:p</O:p
อยู่หรือตายใครขีดขอบเขตกัน
...ไม่มีดำแล้วอย่างไรจึงรู้ขาว
ไม่ปวดร้าวหรือจะรู้สุดสุขสันต์
ไม่รู้เย็นร้อนอย่างไรจึงรู้กัน<O:p</O:p
ไม่ยึดมั่นเข้าใจฤาปล่อยวาง
...สรรพสิ่งในโลกล้วนมีคู่<O:p</O:p
เพื่อให้ได้เรียนรู้เอาอิงอ้าง
รู้ถูกผิดดีชั่วมืดสว่าง<O:p</O:p
เป็นหนทางสร้างสื่อรู้จิตตน<O:p</O:p
.................ธรรมดา(ฯ)
tossapornk
08-10-2008, 01:02 PM
มาสบายคลายเครียดกับกลอนเบาๆดูบ้างนะครับ
ดูลีลานักกลอนชายจีบนักกินหญิงกัน
นักกลอนกล่าว" ยามพระพาย โชยพริ้ว ปลิวสะบัด "
นักกินบอก " หอมข้าวผัด เป็นบ้า น่ากินเหลือ "<O:p</O:p
นักกลอนกล่าว" ดอกขจร หอมกรุ่น คอยจุนเจือ "<O:p</O:p
นักกินบอก " แกงมะเขือ น้ำพริกจ่อม ช่างหอมจริง "<O:p</O:p
<O:p</O:p
นักกลอนกล่าว" โอ้ยามนี้ พี่มีน้อง คล้องเคียงข้าง "<O:p</O:p
นักกินบอก " มีเป็ดย่าง วางอยู่ กับหมูปิ้ง "<O:p</O:p
นักกลอนกล่าว" พีรักเจ้า ถึงเฝ้าแนบ คอยแอบอิง "<O:p</O:p
นักกินบอก " ขอน้องหญิง กินก่อนซี นะพี่เอย "<O:p</O:p
<O:p</O:p