PDA

View Full Version : ลองทำนา


ชัยมงคลสถาน
19-08-2008, 08:38 AM
ทดลองทำนาอินทรีย์ดูได้เอากล้าข้าวหอมมะลิ105 จากอ.พิมาย โคราช
800 กำใช้พื้นที่ 5 ไร่เตรียมที่นาทำเทือกก่อน 1 วัน
จ้างลุงที่มีนาติดกันช่วยดำโดยใช้ญาติๆลุงลูกสะใภ้ป้า
เขาบอกไม่ได้ดำนามาสิบกว่าแล้ว
วันนั้นอากาศดีมากไม่ร้อนทั้งวัน
ดูทุกคนมีความสุขหลานๆของลุงวิ่งเล่น
ลงมาเล่นกันในนา
เลยถ่ายรูปเด็กมาให้ดูที่ถือต้นกระเจียว
ผมและคุณชินสิทธิ์ลงดำนาด้วย
ได้ถ่ายรูปและวีดีโอตอนดำนาไว้
พอดีมีคนโทรเข้ามือถือมัวพะวง
กล้องหล่นน้ำเลยไม่มีภาพ
ได้รูปจากกล้องอีกกล้องเสียดายจริงๆครับ

ชัยมงคลสถาน
19-08-2008, 09:34 AM
ช่วงนี้อากาศดีชุ่มฉ่ำเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
มองไปทางไหนมีแต่สีเขียว

ชัยมงคลสถาน
19-08-2008, 10:02 AM
ถ้าเกิดภัยพิบัติต้องหนีจากกทม.ไปพักที่ ชัยมงคลสถาน ก่อนได้นะครับ
มีข้าว,ผักบุ้ง,ตำลึง,ชะอม ,หน่อไม้,เห็ด ไว้บริการหากินเอง
ส่วน กล้วย,มะพร้าว โดนวัว,ควาย แทะยอดไปกินแล้ว
เลยไม่โตสักที
ปลายปี ท่านใดว่างไปเกี่ยวข้าวกันส่วนหนึ่งเก็บที่ ปรียานันท์สถาน

ชัยมงคลสถาน
19-08-2008, 10:08 AM
</EMBED></P>

เช้าใหม่
19-08-2008, 10:55 AM
เขียวไปหมดจิงๆ อย่างนี้ต้องหาโอกาสไปเที่ยวหาคุณลุงสักหน่อยแล้ว

ณ.
19-08-2008, 11:37 AM
;k07
เห็นภาพแล้ว นึกถึงบรรยากาศสมัยเด็กๆ...หุหุ...หลังสู้ฟ้า หน้าสู้แดด แต่ส่วนใหญ่จะวิ่งเล่นซะมากกว่า...

tossapornk
19-08-2008, 12:16 PM
ผมขอกราบคารวะงามๆต่อลุงชัยมงคล ที่มีจิตใจดีงามเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ สาธุ..ผลแห่งอานิสงค์นี้จงดลบันดาลให้ลุงชัยมงคลประสพแต่ความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยเทอญ

คลิก
19-08-2008, 01:35 PM
ถ้าเกิดภัยพิบัติต้องหนีจากกทม.ไปพักที่ ชัยมงคลสถาน ก่อนได้นะครับ
มีข้าว,ผักบุ้ง,ตำลึง,ชะอม ,หน่อไม้,เห็ด ไว้บริการหากินเอง
ส่วน กล้วย,มะพร้าว โดนวัว,ควาย แทะยอดไปกินแล้ว
เลยไม่โตสักที
ปลายปี ท่านใดว่างไปเกี่ยวข้าวกันส่วนหนึ่งเก็บที่ ปรียานันท์สถาน



;26 งานเข้าอีกแล้ว.. เรา.... ต้องสร้างยุ้งฉางสะสมเสบียงกันอีกแล้ว :o

Forever In LoVE
19-08-2008, 05:40 PM
สวัสดีค่ะคุณลุงชัยมงคล

เป็นกระทู้ที่ยอดเยี่ยมมากค่ะ อยากเห็นมานานแล้ว ขอปรบมือให้เลยค่ะ

ต้นกล้าเขียวสวยเหลือเกิน...น่ามีกระท่อมปลายนา
เอาไว้นั่งวาดภาพ..แต่งกลอนเคล้ากลิ่นโคลน ...

ที่อยากเห็นกระทู้ปลูกข้าว เพราะว่าหนูก็แอบปลูกข้าวไว้ในกระถางหลังบ้านค่ะ
ได้เมล็ดพันธุ์มาจากพี่ปาฏิหาริย์ ..ลืมถามพี่ว่าเป็นข้าวพันธุ์อะไรด้วยสิ
แต่คุณแม่บอกว่าเป็นข้าวหอมมะลิ

...เริ่มปลูกเมื่อเดือนมิถุนายน ที่บ้านหวงข้าวกระถางนี้มาก ..
จะจับจะถ่ายรูปมาให้ดูก็หวงกัน ..ก็งง+งงอยู่ว่าหวงทำไมหนอ

เดี๋ยวขอเอารูปมาลงที่กระทู้นี้ด้วยคนนะคะ ^-^

thavornsiripat
19-08-2008, 05:41 PM
ถ้าเกิดภัยพิบัติต้องหนีจากกทม.ไปพักที่ ชัยมงคลสถาน ก่อนได้นะครับ
มีข้าว,ผักบุ้ง,ตำลึง,ชะอม ,หน่อไม้,เห็ด ไว้บริการหากินเอง
ส่วน กล้วย,มะพร้าว โดนวัว,ควาย แทะยอดไปกินแล้ว
เลยไม่โตสักที
ปลายปี ท่านใดว่างไปเกี่ยวข้าวกันส่วนหนึ่งเก็บที่ ปรียานันท์สถาน



เขียวไปหมดจิงๆ อย่างนี้ต้องหาโอกาสไปเที่ยวหาคุณลุงสักหน่อยแล้ว

อนุโมทนาบุญกับลุงชัยด้วยครับ แล้วไปเมื่อไหร่ชวนมั่งนะเอ็กซ์ :z3

kananun
19-08-2008, 10:23 PM
โมทนาบุญกับคุณลุงชัยมงคลด้วยครับ

งานก้าวหน้าขึ้นมากเลยครับ ตอนนี้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์แล้วด้วยการพลิกฟื้นของคุณลุง

ชัยมงคลสถาน
20-08-2008, 10:22 AM
สวัสดีและขอบคุณทุกท่านครับ ผมเองจะทำไปเรื่อยๆแม้นจะช้ามากก็ตาม
เพราะมีปัญหา ที่ต้องแก้ เช่น
-ขโมย...เสาวิทยุหายไปแล้ว
-วัว,ควาย หลายฝูงเข้ามาที่สวน ตอนนี้กัดกินยอดต้นไม้ที่ปลูกทั้งตายและ
แกรนไป
เจอกันก็บอกครับๆลับหลังมาใหม่ ตอนนี้แก้โดยแบ่งให้เช่าเลี้ยงวัวส่วนหนึ่ง
-ไฟไหม้ ตอนเมษา

ตอนนี้ยังหาคนสวนที่มีธรรมะมาอยู่ยังไม่ได้ครับ
ถ้าพวกเราเห็นคนหรือครอบครัวไหนยากจนแต่เป็นคนดี
แนะนำมาคุยกันนะครับ
</EMBED>

kananun
20-08-2008, 03:59 PM
ตอนนี้กำลังจะประสานกับกลุ่มกสิกรรมปลอดสารพิษครับ

จะนำข้อมูลและเทคโนโลยี่มามอบให้คุณลุงครับ

ชัยมงคลสถาน
26-08-2008, 08:37 PM
รอคุณคณานันท์อยู่ผมก็ลองใช้เทคโนบ้านๆแปลกๆไปก่อน
คือได้เตรียมน้ำปัสสาวะส่วนตัว เก็บเอาไว้
เพราะน้ำปัสสาวะเป็นปุ๋ยยูเรียอย่างดีเลยคือมีไนโตรเจน เยอะ
ซึ่งได้จากแอมโมเนีย แล้วเปลี่ยนเป็นไนเตรทซึ่งเป็นอาหาร
ของพืชได้โดยแบคทีเรียในดิน
ซึ่งแบคทีเรียนำไปสร้างเซลแต่อาศัยคาร์บอนจำนวนมากร่วมด้วย
วิธีที่ดีคือนำน้ำปัสสาวะรดบนกิ้งไม้ใบแห้งต่างๆที่มีคาร์บอนเยอะๆ
จะทำให้แบคทีเรียทำงานได้ดีให้ไนเตรทได้ปริมาณมาก
มีอีกวิธีที่ใช้ได้คือเติมน้ำตาล(มีคาร์บอนมาก)ลงไป
ผมเลยใช้วิธีนำน้ำปัสาวะเจือจางด้วยน้ำ ให้ได้40%
เติมกากน้ำตาล เติมอีเอ็มเพื่อลดกลิ่น

ชัยมงคลสถาน
26-08-2008, 08:46 PM
ถึงเวลาใช้งานปุ๋ยส่วนตัวนำไปเทตอนสูบน้ำเข้านา

ชัยมงคลสถาน
26-08-2008, 09:16 PM
ข้าวตั้งตัวแล้วใส่ปุ๋ยอินทรีย์ขี้ไก่ 10 ถุงๆละ50 กก.ราคา 200 บาทต่อถุง
โดยการหว่านให้ทั่วแปลงเป็นหน้าที่เด็กตัวผมเองพักผ่อน

kananun
26-08-2008, 09:18 PM
ได้เลยครับ

เพราะทำได้อยู่แล้ว คุณลุงมีพื้นฐานเคมีด้วย

สำหรับอีเอ็มควรใส่ตอนเช้าๆ หรือค่ำๆแดดไม่แรงไม่งั้นจุลินทรีย์อาจตาย หรือไม่แข็งแรงครับ

จำที่คุณลุงเคยพูดว่า อีเอ็มน่ะเหมือนคน คนดี เยอะๆก็พาสังคมดีไปด้วย

จุลินทรีย์ดีๆ เยอะๆ ก็พาให้เกิดผลทางบวกกับธรรมชาติตามไปด้วย

เลยมาได้ความรู้จากสมาธิเพิ่มว่า จุลินทรีย์ ที่ไม่ดีนี่มันจะเจริญเติบโตภายใต้การใช้ออกซิเจน

แต่อีเอ็ม หรือจุลินทรีย์ที่ดีนี่ มีนเจริญเติบโตภายใต้การไม่ใช้ออกซิเจน

ก็เหมือนอารมณ์ของคน คนที่เข้าสมาธิ(ลดการใช้ออกซิเจน หายใจละเอียดสั้นลง) ก็เป็นจิตที่ดี แต่หากหายใจทิ้ง ตามอารมณ์ก็ย่อมก่ออารมณ์จิตที่ฟุ้งไปด้วยกิเลสได้ฉันนั้น

kananun
26-08-2008, 09:21 PM
มีอีกเทคนิคหนึ่งคือการทำโบกาฉิ เอาดินเหนียวหุ้มปุ๋ยอีเอ็ม เพื่อให้ปุ๋ยค่อยๆปลดปล่อยช้าๆ ในนาข้าว

หลักเหมือนเม็ดยาเคลือบครับ

ให้ปุ๋ยแบบออกฤทธิ์เร็ว (ผสมปัสสาวะ)
ผสมผสาน ปุ๋ยแบบค่อยๆปลดปล่อยสารอาหาร(โบกาฉิ)

ลองดูครับ

 หล่อลากดิน 
26-08-2008, 09:44 PM
โมทนาครับ

ไอดิน กลิ่นหญ้า
กลิ่นโคลน สาบควาย

ดีครับ ดีอย่างมากมาย
ถ้าให้ดีกว่านี้ ให้พวกที่ตากห้องแอร์ อยู่ในตึกสูงๆ มาปักดำบ้างก็จะดีนะครับ

ไม่ใช่วันๆ นั่งแช่แอร์ ซะจน .....?.... เย็นชา ไร้อารมณ์ ตายด้านอยู่ในห้องแอร์นั่นแหล่ะ

555

ดอกขจร
27-08-2008, 10:01 AM
ถ้าเกิดภัยพิบัติต้องหนีจากกทม.ไปพักที่ ชัยมงคลสถาน ก่อนได้นะครับ
มีข้าว,ผักบุ้ง,ตำลึง,ชะอม ,หน่อไม้,เห็ด ไว้บริการหากินเอง
ส่วน กล้วย,มะพร้าว โดนวัว,ควาย แทะยอดไปกินแล้ว
เลยไม่โตสักที
ปลายปี ท่านใดว่างไปเกี่ยวข้าวกันส่วนหนึ่งเก็บที่ ปรียานันท์สถาน



สวัสดีค่ะคุณลุงชัยมงคลสถาน ขออนุโมทนาค่ะ ที่คุณลุงได้เมตตานำความรู้เกี่ยวกับการทำนามาให้ศึกษากัน พอได้เห็นภาพที่คุณลุงได้นำมาโพสต์ชอบมากค่ะ ทำให้นึกอยากไปใช้ชีวิตแบบนั้นบ้างค่ะ ^-^

 หล่อลากดิน 
27-08-2008, 07:09 PM
ผมชื่นชอบกระทู้นี้มากครับ ทำให้ผมได้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่ได้ใช้แรงของเจ้าทุยไถคราด

ว่างๆ ก็ปีนขึ้นไปบนหลังของมัน ได้ยินเสียงผู้เฒ่าบอกให้เจ้าทุยย่อขาลง "ย่อ ย่อ..."

ในวันนั้นผมหล่อลากดิน เป็นเด็กซนๆคนหนึ่ง พอขึ้นหลังเจ้าทุยได้ ก็ดึงขนมันเล่นซะง้าน แต่ว่าเจ้าทุยของผมไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ สิ่งที่ผมเห็นคือน้ำตาที่ไหลรินออกมาตลอดเวลา ผมพูดกับเจ้าทุยว่า "ทุยเอ้ย เอ็งจะร้องไห้ทำไมรึ ... มาๆ พี่จะเช็ดน้ำตาให้นะ" และแล้วผมก็ใช้มือของผมนี่แหล่ะเช็ดน้ำตาให้เจ้าทุย ... อืมม์ ... ผมใช้มือของผมแกะขี้ตาที่เกรอะกรังออกด้วย

สงสารเจ้าทุยจัง

คุณชัยฯ ทำให้ผมได้นึกถึงอดีตความรักที่เกิดจากบ้านนา เป็นตำนานแห่งถึกควายทุยแท้จริงเชียวเลยครับท่าน

kumpeang
28-08-2008, 09:18 AM
:)ผมหนุ่มสำอางออฟฟิต มือไม้อ่อนนุ่มนิ่ม เคยไปช่วยพ่อตาเก็บรวมรวงข้าวที่เกี่ยวแล้วเพื่อนำไปสี และสีข้าว ก็แทบลมจับ ร้อนเอย ฝุ่นเอย คันผื่นเอย บางครั้งต้องรอคิวรถสีข้าวกันดึกดื่น ก็ต้องรอ สีข้าวได้ใส่กระสอบ แบกไปเก็บในยุ้งฉาง นำข้าวเปลือกแบกไปโรงสี เอาข้าวสารมาไว้กินกัน ได้ดูบรรยากาศการชุมนุมรอบกองไฟ ข้าวเหนียวหมูปิ้งจิ้มเกลือ ที่แบ่งปันกันในกลุ่มที่มาช่วยกันสีข้าว กลั่วด้วยเหล้าขาวที่ คุณลุง คุณน้าที่มาช่วยงานนำมาให้ น้ำใจชุมชนคนไทย

แต่ก็ทำให้เรียนรู้ว่ากว่าเราจะได้ข้าวมากินแต่ละเม็ดนี่คนทำนาเขาเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน เหมือนคำที่ว่า หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน มันจริงๆ นั่นแหละ เราทำนาเองก็ไม่เป็น ปลูกข้าวเองก็ไม่ได้ ก็ขออยากให้รู้คุณค่าข้าวทุกเม็ดไว้ด้วย อย่ากินทิ้งกินขว้าง นึกว่าเราก็กินบนความเหน็ดเหนื่อยของชาวนาเขา

ยังคิดเลยว่า ถ้าวันหนึ่ง รุ่นพ่อ รุ่นลุง ที่ทำข้าวใส่ยุ้งฉางให้เรากินทุกวันนี้หายไปหมด เรารุ่นใหม่ๆ ทำข้าวไม่เป็น ปลูกไม่เป็น ต่อไปจะทำอย่างไร ต้องซื้อข้าวกินตลอดไปแล้วสิ อื้อๆๆๆๆ

ขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ชาวนาทุกคนที่ทำให้ผมได้ข้าวกินอยู่ทุกวันนี้ครับ

แฮ่ๆ ผมเพ้อเจ้อมากไปไหมเนี่ย

ชัยมงคลสถาน
28-08-2008, 07:21 PM
ยินดีมากครับที่ทำให้ทุกคนมีความสุขและได้รำลึกถึงความหลัง
แต่การปร้บตัวให้อยู่ได้ไม่ง่ายอย่างที่คิด
คือมันร้อน อากาศดีช่วงเช้าและเย็น
เนื้อตัวจะเหนียวเหนอะ
มีแมลงมาตอมให้รำคาญ
เงียบเหงา
เดินต้องมีสติระวังสัตว์เลื้อยคลาน
มีกลิ่นธรรมชาติให้เราได้สัมผัส
-กลิ่นโคลน
-กลิ่นสาปควาย เป็นกลิ่นเฉพาะ
-กลิ่นขี้วัวขี้ควาย
-กลิ่นขี้ไก่มันเหม็นเขียว
-กลิ่นหญ้าช่วงที่ไถได้กลิ่นชัด
-กลิ่นต้นข้าว ผมเพิ่งได้ดมกลิ่นมันหอมๆแม้นต้นยังเขียวอยู่เลย
-กลิ่นต้นสาปเสือเมื่อเราขยี้ใส่แผลสดหยุดเลือดชงัด
คิดถึงเพื่อนเก่าคุณสุเชษฐ์,คุณซีซี ,น้องเปี๊ยก โผล่มาหวัดดีกันหน่อยครับ

kumpeang
29-08-2008, 02:16 PM
สวัสดีและขอบคุณทุกท่านครับ ผมเองจะทำไปเรื่อยๆแม้นจะช้ามากก็ตาม
เพราะมีปัญหา ที่ต้องแก้ เช่น
-ขโมย...เสาวิทยุหายไปแล้ว
-วัว,ควาย หลายฝูงเข้ามาที่สวน ตอนนี้กัดกินยอดต้นไม้ที่ปลูกทั้งตายและ
แกรนไป
เจอกันก็บอกครับๆลับหลังมาใหม่ ตอนนี้แก้โดยแบ่งให้เช่าเลี้ยงวัวส่วนหนึ่ง
-ไฟไหม้ ตอนเมษา

ตอนนี้ยังหาคนสวนที่มีธรรมะมาอยู่ยังไม่ได้ครับ
ถ้าพวกเราเห็นคนหรือครอบครัวไหนยากจนแต่เป็นคนดี
แนะนำมาคุยกันนะครับ
</EMBED>


ใช่ๆๆๆ เห็นด้วย
- เรื่องของใช้มักหายประจำ ไปจากห้างนา มีด จอบ เสียบ พร้า
- ผลผลิต หายไป ปลาที่เลี้ยง ไก่ที่เลี้ยง
- วัว ควาย ที่เพื่อนบ้าน ปล่อย เข้ามากัดกิน ยอดอ่อนไม้ผลที่ปลูก จนเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะกันก็มี
- ไฟไหม เดือนเมษา ประจำ จุดไฟเผาหญ้าแล้วคุมไม่อยู่ปล่อยเข้าเขตสวนเรา ต้นไม้ผล ไม้ดอก ต้นเล็ก ต้นใหญ่เสียหาย จนเจริญเติบโตไม่ได้ ออกดอกออกผลไม่ได้ คิดดู ถนอมมาเป็น ห้า หกปี มาตายเพราะไฟในคืนเดียว เฮ้อๆๆๆๆ อิอิ

นี่แหละคือปัญหาที่ต้องรอการแก้ไข ว่าจะป้องกันอย่างไร

kananun
29-08-2008, 02:38 PM
คงต้องแก้ไขกันที่ พยายามสร้างธรรมมะให้เกิดขึ้นในจิตใจคนกันก่อนครับ

ksuchet
30-08-2008, 11:04 AM
หวัดดีฮับ ลุงชัย งานผมยุ่งสุด เลยห่างไปแต่ไม่หาย ลุงใช้ปุ๋ยอะไรอย่างไรอยู่ครับตอนนี้ ช่วยเล่าหน่อย ผมมีปุ๋ยน้ำดำชีวภาพฟรี ที่ชมรมในหมู่บ้าน ยิ่งเป็นการกุศลแล้วแจ่มเลยครับ เป็นสูตรบำรุงต้นให้โตเร็วอย่างเหมาะสม ลุงคิดว่าไงครับ อย่างเม็ดก็มี คุณภาพดีมาก แต่ต้องซื้อ แต่เป็นการซื้อที่ประหยัดกว่าปุ๋ยเคมีมาก ในคุณภาพที่มากกว่ากันด้วย ช่วยตอบหน่อยครับผม

ชัยมงคลสถาน
30-08-2008, 06:23 PM
ผมได้ปุ๋ยอินทรีย์จากโคราช ทับทิมทอง ออกทีวีเป็นอาจารย์เกษตรใช้ขี้ไก่
กับแกลบ อีเอ็ม เอามา 10 ถุงๆละ 200 บาท
เรื่องปุ๋ยไม่มีปัญหาใส่พอแล้ว ถ้ายังไงค่อยว่ากันอีกที
ยังไงก็ช่วยเกี่ยวข้าวด้วยกันเน้อ แล้วจะส่งข่าวมา
อยากไปอบรม 5,6,7 ก.ย.เหมือนกัน
แต่สงสัยจะยากเพราะไม่มีใครช่วยงาน

zz
30-08-2008, 07:23 PM
คิดถึงลุงครับ...ไว้มีโอกาสจะไปเยี่ยม...นะครับ

ช่วงนี้ยุ่งมากๆเลย

ksuchet
01-09-2008, 04:17 PM
ผมได้ปุ๋ยอินทรีย์จากโคราช ทับทิมทอง ออกทีวีเป็นอาจารย์เกษตรใช้ขี้ไก่
กับแกลบ อีเอ็ม เอามา 10 ถุงๆละ 200 บาท
เรื่องปุ๋ยไม่มีปัญหาใส่พอแล้ว ถ้ายังไงค่อยว่ากันอีกที
ยังไงก็ช่วยเกี่ยวข้าวด้วยกันเน้อ แล้วจะส่งข่าวมา
อยากไปอบรม 5,6,7 ก.ย.เหมือนกัน
แต่สงสัยจะยากเพราะไม่มีใครช่วยงาน

ครับ เดี๋ยวคงต้องไปช่วยเกี่ยวข้าวครับ

คลิก
01-09-2008, 04:48 PM
ครับ เดี๋ยวคงต้องไปช่วยเกี่ยวข้าวครับ


;aa21ข้าวซบใบโอบรวง มือเรียว ๆ เกี่ยวสัมพันธ์
(||) ว่าแต่ต้องสั่งตีเคียวก่อน น่ะ ครับ จะได้ถนัดมือ (||)

Khunkik
04-09-2008, 12:34 PM
[/URL]
393119

393120

393121

393122

393127

[URL="http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=190488&d=1185932523"] (http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=190488&d=1185932523)

…ทุ่ง เอ๋ย ทุ่งรวงทอง
เห็นข้าวออกรวงน่ามอง... ดุจแสงทองสีแห่งศรัทธา
พี่มาได้ยล นฤมลนวลน้องบ้านนา
ถึงจะสวยตามประสา ก็โสภาเหนือกว่านางใด

…ทุ่ง เอ๋ย ทุ่งรวงทอง
น้ำเปี่ยมอยู่ริมฝั่งคลอง เช่นพี่รักน้องเปี่ยมฤทัย
สะพานเชื่อมคลอง เหมือนพี่กับน้องเชื่อมใจ
ถึงอยู่แสนไกลแค่ไหน เชื่อมหัวใจให้สมปอง

…พี่ เยือนถึงถิ่น น้องเอยอย่าหมิ่น น้ำใจเพื่อนใหม่
จะหมอง ขออยู่ ขอตายจนวันสุดท้ายกับน้อง
ให้ทุ่ง รวงทองนี้เป็นเจ้าของ เรือนตาย

…ทุ่ง เอ๋ย ทุ่งรวงทอง แม้นหากขาดพี่ ขาดน้อง
ทุ่งรวงทองก็หมดความหมาย
…พี่มาจากกรุง หมายมุ่งมาหาเพื่อนตาย
รับปากรักพี่ได้ไหม โอ้ขวัญใจ ทุ่งรวงทอง

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=190489&d=1185932523

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=190490&d=1185932523 http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=190491&d=1185932523

http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=190492&d=1185932523 http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=190488&thumb=1&d=1185932523 (http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=190488&d=1185932523)

Khunkik
04-09-2008, 12:38 PM
393125

393126

..ข้างขึ้นเดือนหงาย เราขี่ควายชมจันทร์
เพลิดเพลินใจฉัน...โคมสวรรค์พราวพราย
ไขว่ห้างนั่งเฉย...เออระเหยลอยชาย
เป่าขลุ่ยเพลงหนัง บนหลังควาย... ชื่นพระพายโชยมา

..แม้ว่าต้องการเพื่อนคุย....ฉันมีเจ้าทุยสนทนา
พูดจาตอบถามตามประสา...ลัดเลี้ยวคันนาตามชอบใจ
..สุขใจจริงหนอ...เราไม่ง้อใครๆ.....เจอะหน้าคนรัก ก็รับไป
เป่าขลุ่ยสอดคล้อง..เราร้องไป......
ขี่ควายชมฟ้าเพลินตาเพลินใจ....จันทร์แจ่มใสเต็มดวง
(ดนตรี.....)

..ข้างขึ้นเดือนหงาย เราขี่ควายพาควง....
แต่หนุ่มชาวเมืองหลวง.....พาคู่ควงเปลืองครัน

อยู่กรุงอยู่นา.......ไอ้มันก็ฟ้าเดียวกัน
ขี่ควายขี่เก๋ง ก็เหมือนกัน....มันก็พระจันทร์ดวงเดียว

..เขาว่ารถยนต์ สบาย....แต่ฉันว่า แพ้ควายแท้เทียว
อยู่กรุงไปไหน..ให้หวาดเสียว.....ปรู๊ดปร๊าดโครมเดียว เราก็ตาย

..ต้นข้าวอ่อนพริ้ว.....ชูยอดริ้วเรียงราย
ค่อยชมแช่มช้อย ค่อยเยื้องกราย....ขี่ควายแช่มช้า ประสาควาย
อยู่นาสุขแสนเมืองแมนกลายๆ เดือนก็หงายพอกัน..

bamrung
04-09-2008, 07:02 PM
ผมอยากทำกสิกรรมเหมือนกัน อยากซื้อที่ดินสัก100ไร่ แต่มีงบแค่ไม่เกิน2ล้าน อยากได้ที่ติดกับคลอง อยู่ในป่าในดงก็ไม่เป็นไร
ปัญหาที่เกิดกับผมคือ การทำกสิกรรมหลีกเลี่ยง การเบียดเบียนชีวิตสัตว์ที่เขาอาศัยตามพื้นดิน ในดิน ตามต้นหญ้าได้ยังไง กำลังจะไปศึกษาวิธีของสันติอโศกอยู่ครับ ใครมีคำแนะนำบ้าง

kananun
07-09-2008, 10:33 PM
เพิ่งกลับมาจากงานอบรมกับกลุ่มกสิกรรมธรรมชาติสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงครับ และจะทะยอยนำรายละเอียดมาลงให้อ่านครับ

ชัยมงคลสถาน
08-09-2008, 08:33 AM
รออ่านครับคุณคณานันท์ ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องฝึกอยู่กับธรรมชาติแบบติดดิน
เพื่อเตรียมรับกับภัยธรรมชาติที่จะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆอย่างน้อยๆก็ได้กับลูกหลานเรา
ได้ฝึกอยู่กับธรรมชาติแบบนี้ซึ่งก็คือ ชุมชนเกษตรพอเพียง ที่ในหลวงได้เตรียมการ
มานานแล้ว อีกไม่นานปัจจัยสี่ โดยเฉพาะอาหารจะขาดแคลน โจรผู้ร้ายจะมากขึ้น
เราต้องฝึกอยู่กันเป็นกลุ่ม แบ่งหน้าที่กันทำ ผมยินดีให้สถานที่เป็นที่ฝึกที่อยู่
ขอจองคุณ zz เป็นการ์ดเพราะมีความชำนาญจากพันธมิตร คนมันดื้อ
ถึงเวลาแล้ว
เรียนคุณบำรุง ผมเองก็คิดเหมือนกันไม่อยากเบียดเบียนจึงจะใช้วิธีของฟูกูโอกะ
ไม่ไถพรวนดิน แต่ตอนเริ่มต้องขุดบ่อน้ำ,คลอง คงจำเป็นครับ
ตัวสำคัญคือฟางข้าว ที่เป็นตัวพื้นฐานเลยครับ

kananun
08-09-2008, 09:47 PM
สืบเนื่องจาก ช่วงพฤหัสที่ผ่านมา ผมเองได้ไปร่วมงานอบรม กสิกรรมธรรมชาติ สู่ วิถีเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นโครงการที่กลุ่มกสิกรรมธรรมชาติของราชฏัฏราชนครินทร์ ศูนย์บางคล้า ฉะเชิงเทราเป็นผู้จัด โดยทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้สนับสนุน

ผู้เข้ารับการ อบรม เป็นเกษตรกรในเขตบางปะกงที่ประสบปัญหาหนี้สินซ้ำซ้อน

จึงมีการผลักดันให้ปรับเปลี่ยนวิถีจากเกษตรเคมี สู่ กสิกรรมธรรมชาติ และ ระบบเศรษฐกิจพอเพียง

เพื่อให้เกษตรกรหลุดพ้นจากวังวนแห่งหนี้สินได้

kananun
08-09-2008, 09:59 PM
ผมและมีน้องที่สนใจไปอีกสองคน ไปร่วมการอบรม ในฐานะ ผู้ร่วมสังเกตุการณ์

และอีกฐานะหนึ่งคือการ แบ่งปันความรู้ด้วยการไปช่วยเป็นวิทยากร ในการอบรมธรรมมะสู่หลักการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ในทุกๆวันของการอบรมทั้งหมด 4 วัน 3 คืน

จุดสำคัญในการผลักดันกสิกรรมธรรมชาตินั้น ผู้สนใจต้องตระหนักและเข้าใจในความเชื่อมโยงของธรรมชาติก่อน ว่ามีความเชื่อมโยง เกื้อกูลกัน

เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

จากแนวคิดที่ว่า

"เราเลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช แล้วพืชก็กลับมาเลี้ยงเรา"

ระบบกสิกรรมธรรมชาติ นั้นอาจเหนื่อยตอนแรกแต่เมื่อ ระบบเริ่มต่อเนื่องเกื้อกูลกันแล้ว

ต่อไปเราก็เหนื่อยน้อยลง

ดินมีสัตว์แมลงเล็กๆช่วยพรวนดินให้ มีจุลินทรีย์คอยให้ปุ๋ย

ดังนั้นหัวใจก็คือ เราต้องพลิกฟื้นผืนแผ่นดินให้กลับสู่ความอุดมสมบูรณ์ก่อน

เครื่องมือสำคัญ ที่จะช่วยเกษตรกรก็คือ

kananun
08-09-2008, 10:16 PM
การพึ่งพาตนเอง ด้วยการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลง

การทำปุ๋ยชีวภาพใช้เอง

ทั้งปุ๋ยหมักชีวภาพ
ปุ๋ยน้ำชีวภาพ
ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ ปรับสูตรให้เหมาะสมได้ทั้ง การทำนาข้าว การทำสวน การทำประมง และการเลี้ยงสัตว์

ตอนนี้ปุ๋ยเคมี กระสอบละ 2500 บาทแล้ว ดังนั้นเกษตรกรทำเกษตรเท่าไร ก็เป็นหนี้ แน่นอน

การทำปุ๋ยเองได้ย่อมเป็นการ ลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมากมาย

ดังนั้นหนทางในการปลดภาระหนี้สินก็ย่อมง่ายขึ้น

สำหรับหลักสูตรที่โครงการนี้ได้จัดอบรมให้เกษตรกร มีดังนี้

ภาคลงมือปฏิบัติจริง
-ทำปุ๋ยชีวภาพทั้ง ชนิดปุ๋ยหมักเม็ด และผง ปุ๋ยน้ำ
-การทำไบโอดีเซล
-การทำเตาอิวาเตะ เผาถ่านคุณภาพสูงและน้ำส้มควันไม้
-การทำน้ำยาเอนกประสงค์ไว้ใช้ล้างจาน ซักผ้า เอง
-การทำสบู่ใช้เอง
-การปลูกพืชโดยการ จัดการห่มดินด้วย ฟาง ใช้ปุ๋ยชีวภาพ

ส่วนการอบรมในห้องมี
-ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการทำนา ชีวภาพมาเล่าประสบการณ์ทำนา ด้วยระบบชีวภาพ
-การเลี้ยงกุ้ง แบบชีวภาพ และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดย อ.นิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ได้บรรยายเอง

นอกจากนั้นในศุนย์จะมี บ้านดิน การทำอิฐประสานวท. กังหันลมปั่นไฟ และอีกหลายศูนย์การเรียนรู้

งานอบรมครั้งนี้ ได้แลกเปลี่ยน แนวคิดกันหลายอย่างครับ

โดย มีส่วนหนึ่ง ทางกลุ่มกสิกรรมธรรมชาติเองก็ทราบข้อมูลเรื่องภัยพิบัติ ด้วย และเล็งเห็นถึงปัญหาความขาดแคลน ข้าวยากหมากแพงที่กำลังจะมาถึง

ดังนั้นจึงต้องยิ่งเร่งขับเคลื่อน ระบบเศรษฐกิจพอ ให้กระจายขยายออกไปในวงกว้างให้มากที่สุดทั่วประเทศครับ

เพื่อที่ทุกคนในชาติไทยเราจะได้ไม่อดอยากขาดแคลนกันเมื่อเวลานั้นมาถึง

เกษตรกรชั้นดี 1 คน ผลิตอาหารเลี้ยงผู้คนได้ 100 คน

kananun
16-09-2008, 02:47 PM
งานสัมมนาที่ได้ไปร่วม 4วัน สามคืน

ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดกับทาง อ. วิวัฒน์ ศัลยกำธร ในแนวคิดด้านเศรษฐกิจพอเพียงกัน

ได้คุยเรื่องประเด็นเรื่องงานวิจัยที่นักวิชาการไทยไปรับจ้างต่างชาติมาทำวิจัยว่า การทำนาเป็นต้นเหตุ ให้เกิดก๊าซเรือนกระจก

คนทำวิจัยได้เงินไปเป็นค่าวิจัยอิ่มท้อง

แต่ผลที่ได้ก็คือไทยถูกเลื่อนอันดับเป็นประเทศที่สร้างก๊าซเรือนกระจกจากอันดับ ที่ 33 ขึ้นมาที่ 10 ของโลกทันที

ผลที่ชาติไทยจะได้รับก็คือจะต้องเจอมาตราการภาษี หรืออื่นๆ รวมถึงภาษีเรียกเก็บจากเกษตรกรด้วยในอนาคต

โชคดีที่กสิกรรมธรรมชาติการใช้จุลินทรีย์ช่วยสร้างออกซิเจนและโอโซนในระดับจุลชีพได้

ตอนนี้เลยได้ไอเดียที่จะรวบรวมคาร์บอนเครดิต จากกลุ่มกสิกรรมธรรมชาติ ขายเป็นคาร์บอนเครดิต CDM .

kananun
16-09-2008, 02:57 PM
ทานข้าวปลา พื้นบ้านปลอดสารพิษ ปลอดเคมีครับ

kananun
16-09-2008, 03:01 PM
แนวคิดในการขับเคลื่อนเศษฐกิจพอเพียง ในระดับมหภาคครับ

เพื่อสนองแนวพระราชดำริของในหลวงท่าน

kananun
16-09-2008, 03:07 PM
ดูงาน ลงมือผลิตปุ๋ย ชีวภาพ ทั้งการผสมปุ๋ย การปั้นเม็ด

kananun
16-09-2008, 03:11 PM
เตาอิวาเตะเพื่อทำ ถ่านคุณภาพสูง และน้ำส้มควันไม้

ไว้ไล่แมลง

kananun
16-09-2008, 03:20 PM
แปลงกสิกรรมธรรมชาติการห่มดินด้วยฟาง

สังเกตุดูน้ำในแปลงใส มากๆ

กังหันลมปั่นไฟ ซึ่งปัญหา คือ ลมพัดแค่ 6-8 ชม. ต่อวัน

จักรยานติดปั๊มน้ำ ซึ่งจากที่ไปทดลองใช้ สายพานหย่อนการปั่นเลยฟรี ไม่ต่อเนื่องแต่สามารถปรับปรุงได้

kananun
16-09-2008, 03:23 PM
การสร้างบ้านดิน

การทำน้ำยาทำความสะอาด เอนกประสงค์ปลอดสารพิษ

การทำไบโอดีเซล

Falkman
16-09-2008, 04:18 PM
บ้านดิน อันตรายมากในยามน้ำหลาก

kananun
16-09-2008, 04:34 PM
รูป

ksuchet
16-09-2008, 05:33 PM
ผมอยากทำกสิกรรมเหมือนกัน อยากซื้อที่ดินสัก100ไร่ แต่มีงบแค่ไม่เกิน2ล้าน อยากได้ที่ติดกับคลอง อยู่ในป่าในดงก็ไม่เป็นไร
ปัญหาที่เกิดกับผมคือ การทำกสิกรรมหลีกเลี่ยง การเบียดเบียนชีวิตสัตว์ที่เขาอาศัยตามพื้นดิน ในดิน ตามต้นหญ้าได้ยังไง กำลังจะไปศึกษาวิธีของสันติอโศกอยู่ครับ ใครมีคำแนะนำบ้าง

โดนใจครับ ผมทำสวนอยู่ระยอง แทบทุกตารางนิ้ว มีปลวก มด มากมาย โดนประจำครับ ยากมากนะครับ

 หล่อลากดิน 
16-09-2008, 05:56 PM
ดีครับ

ชัยมงคลสถาน
16-09-2008, 05:59 PM
กล้องที่ตกน้ำซ่อมได้แล้วมีรูปมาให้ดูตอนดำนา
เสียดายคุณสุเชษฐ์ไม่ได้ไป
ตอนนี้เห็นว่าน้ำจากอุทัยกำลังมาแล้ว
ชัยนาทคงท่วมเหมือนเดิม
แต่ที่สวนน่าจะรอดเพราะเป็นที่สูง
เราต้องปรับตัวอยู่กับน้ำให้ได้
กำลังหาเรือสักลำไว้หลังคารถ
เวลาไปสวนเอาไปใช้ที่สวนได้
ขากลับติดบนหลังคารถเอามาใช้ที่กทม.เผื่อน้ำท่วม

ชัยมงคลสถาน
16-09-2008, 06:09 PM
เรียนคุณคณานันท์ จักรยานปั้มน้ำผมเห็นที่หนองจอกเขาเอาปูนมาใส่ที่ซี่ล้อเลย
ทำให้มีน้ำหนักมีแรงเฉื่อยดีด้วยเราปั่นไม่ต้องใช้แรงมาก

ชัยมงคลสถาน
16-09-2008, 06:28 PM
เห็นด้วยกับคุณ Falkman เรากลับไปใช้แบบบ้านมีใต้ถุนตามโบราญ
แถวราม2ผมต้องย้ายหนีเลยพอตกหนักน้ำท่วมเข้าบ้านทุกที
เพื่อนบ้านเขาไม่ย้ายแต่จะสร้างใหม่เลยบอกเขา
ให้ทำชั้นหนึ่งเป็นใต้ถุนเสีย รถจอดได้ นั่งเล่นได้ น้ำท่วมก็ไม่กลัว
เขาทำตาม ตอนนี้สบายไปแล้วเห็นผล

ชัยมงคลสถาน
22-09-2008, 06:09 PM
วันที่ 21.9.51 ได้ติดตามดูข้าวที่มีอายุ 40 วันจากการดำเมื่อวันแม่ 12.9.51
เจริญเติบโตได้ดีทีเดียว

ชัยมงคลสถาน
22-09-2008, 06:23 PM
ได้ซื้อเรือพลาสติก 2,800 บาทซึ่งใส่รถกะบะแคปได้
นั่งได้ 2 คนซึ่งเล็กเกินไป
ก็เลยเข้าไปถ่ายบัวสายกลางสระได้
คงต้องฝึกให้ชินอยู่กับน้ำให้ได้

เช้าใหม่
23-09-2008, 01:29 PM
เขียวชะอุ่มไปหมดเลยนะครับ ช่วงนี้น้ำท่วมเยอะ เดินทางก็ระวังด้วยนะครับ

เกี่ยวข้าวกันเมื่อไร่อย่าลืมแจ้งนะครับ เด๋วจะพาลูกมือไปช่วยหรือเกะกะก็ไม่รุสัก 2-3 คนครับ

Khunkik
23-09-2008, 03:54 PM
กิ๊กๆสนใจอันนี้มากๆ เพราะถ้าน้ำเยอะๆ สามารถใช้ประโยชน์แบบนี้ได้

แปลงผักลอยน้ำจากผักตบชวา แม่แบบใช้วัชพืชให้เป็นคุณ

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 50
วันก่อนมีโอกาสเดินทางไปกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อเยี่ยมชมความคืบหน้าในงานของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่าหลายโครงการมีความคืบหน้าและยังผลซึ่งการสามารถใช้พื้นที่เพื่อการทำกินของประชาชนได้อีกครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกันก็มีหลายโครงการที่สามารถนำมาเป็นแม่แบบในการพัฒนาให้กับพื้นที่ในภาคอื่น ๆ ของประเทศได้อีกด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริ ให้หาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่มากถึง 1.9 ล้านไร่ ทางกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้การประสานงานของสำนักงาน กปร.ได้สนองพระราชดำริโดยก่อสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิขึ้น เมื่อปี 2539 ที่บ้านบางปี้ ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีช่องระบายน้ำรวม 10 ช่อง ขนาดกว้างช่องละ 20 เมตร สูง 9 เมตร ติดตั้งบานประตูบานเดี่ยว 6 บาน บานคู่ 4 บาน เพื่อปิด-เปิด บังคับน้ำ สามารถระบายน้ำได้ 1,430 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที เริ่มใช้งานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2542 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากมีการใช้งานมาระยะหนึ่งก็พบว่าปริมาณผักตบชวาในลำคลองชลประทานมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนส่งผลกระทบในการกักเก็บน้ำเกิดอุปสรรคในการทำประมง และการสัญจรทางน้ำ การชลประทาน จนเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียในลำคลอง ซึ่งจากข้อมูลของกรมชลประทานปี 2550 พบว่า ในลำคลองสาขาที่มีการสำรวจ 19 สาย มีผักตบชวาจำนวน 76,540 ตัน

เพื่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวทางโครงการฯ จึงได้จัดตั้งศูนย์กลางการเรียนรู้การจัดผักตบชวาขึ้น เพื่อใช้เป็นที่ประสานงาน แหล่งการเรียนรู้ ฝึกอบรมชุมชน และการศึกษาวิจัยในการจัดการเพิ่มมูลค่าให้กับผักตบชวา โดยการผสมผสานเทคนิควิธีการจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ และภูมิปัญญาของชุมชนมาประยุกต์ใช้ในการจัดการ เช่น การใช้ผักตบชวาสำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำแปลงผักลอยน้ำ การทำแปลงทดสอบคุณภาพปุ๋ยอินทรีย์ผักตบชวา การทำหัตถกรรม การศึกษาวิจัยการคัดสายพันธุ์จุลินทรีย์สำหรับย่อยสลายผักตบชวา และเป็นศูนย์รับซื้อและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาของชุมชนจากพื้นที่ต่าง ๆ

Khunkik
23-09-2008, 03:55 PM
ไอเดียใหม่ ทำสวนผักลอยน้ำจากผักตบชวา <SUP></SUP>
ผักตบชวาไม่ไร้ค่าอีกต่อไป แปลงปลูกผักลอยน้ำที่ลุ่มน้ำปากพนัง
วันนี้มีเรื่องเล่าจากการทำงานในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังมาเล่าให้ฟังค่ะ หลายคนอาจสงสัยว่าลุ่มน้ำปากพนังเกี่ยวข้องอะไรกับการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง จริงๆ แล้ว ขอบเขตของชายฝั่งกว้างกว่าที่มองเห็นด้วยสายตา ไม่ใช่จบแค่ชายหาด น้ำเค็ม(หรือน้ำทะเล) รุกตัวไปถึงไหน หน้าที่ของนักจัดการชายฝั่งก็ต้องตามไปถึงที่นั่นค่ะ และในทางกลับกันระบบนิเวศไหนที่จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่ง เราในฐานะนักจัดการชายฝั่งก็ขอเข้าไปร่วมเอี่ยวด้วยค่ะ เดี๋ยวจะแปลกใจขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่าการจัดการชายฝั่งไปเกี่ยวข้องอะไรกับผักตบชวา…ก็เพราะพื้นที่ชายฝั่งของลุ่มน้ำปากพนังมีความใกล้ชิดกับระบบชลประทาน แล้วในคลองชลประทานก็มีผักตบชวาเยอะมากค่ะ กรมชลประทานเสียงบประมาณปีละหลายล้านเพื่อจัดเก็บผักตบชวาขึ้นมาไว้บนฝั่ง พบว่าในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ในลำคลอง 19 สาขา มีปริมาณผักตบชวาถึง 76,540 ตัน ในช่วงแรกๆ นักวิจัยของสถาบันทรัพยากรชายฝั่งเห็นโอกาสของวัตถุดิบนี้ จึงขับเคลื่อนกลุ่มคนผู้ด้อยโอกาสให้มีอาชีพจากการทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก กปร. ตอนนี้ปุ๋ยจากผักตบชวามีการขายในชุมชน กระสอบละ 50 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าต้นทุน ไม่ได้หวังผลกำไร โดยประโยชน์ที่แตกต่างจากปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไป คือมีไนโตรเจนสูงกว่าปกติ (เพราะผักตบชวามีธาตุอาหารในตัวของมันอยู่แล้ว)
ปัญหาอยู่ที่ว่าผักตบชวามีเส้นใยที่เหนียวมาก ต้องสับก่อนที่จะทำการย่อยสลาย และใช้เวลานานในการหมักกองปุ๋ย จึงได้เกิดความคิดในการทำ “แปลงผักลอยน้ำ” ขึ้นมา โดยใช้ผักตบชวาที่อัดแน่นจนเป็นแปลงสำหรับปลูกผัก วิธีการทำแปลงผักเริ่มจากนำไม้ไผ่มากั้นเป็นบล็อค แล้วรวบรวมผักตบชวาและทำการอัดแน่นเข้าด้วยกันในขณะที่ผักตบชวายังลอยอยู่ในน้ำ อัดให้ได้ขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 8 เมตร เมื่อได้ความหนาประมาณ 20-30 เซนติเมตร ให้คนขึ้นไปใช้เท้าเหยียบและเดินไปมาเพื่ออัดให้แพผักตบแน่นและคงทนต่อการใช้ง่าน ทำแบบนี้เป็นชั้นๆ ทุกระยะ 20 เซนติเมตร จนได้ความหนาประมาณ 1 เมตร เมื่อหนาได้ที่แล้วจะใช้มีดสับผิวด้านบนให้ใบผักตบละเอียดและสะดวกต่อการเพาะปลูกพืช ในการทำแปลงผัก 1 แปลง ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ใช้ผักตบชวาคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 2,000 กิโลกรรม (ไม่รวมน้ำหนักของน้ำ)
ข้อดีของแปลงผักลอยน้ำ คือ ไม่ต้องลงทุนสูง ไม่เปลืองแรงคนเพราะไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องใส่ปุ๋ย เนื่องจากปุ๋ยมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ และไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลงและข้อดียิ่งไปกว่านั้นคือ ผักตบชวาที่ใช้ทำแปลง เมื่อหมดรอบการใช้ปลูกผัก (3-4 รอบตามชนิดของผัก) แล้ว สามารถนำมาหมักทำปุ๋ยอินทรีย์ต่อไปได้อีก (ทุ่นระยะเวลาการย่อยสลาย) โดยนำมาผสมกับมูลสัตว์ท้องถิ่นที่มีอยู่ เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ และกากน้ำตาล ใช้เวลาหมัก 2 สัปดาห์ ก็สามารถใช้ได้แล้ว ประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินการดังกล่าว สามารถช่วยลดปริมาณผักตบชวาตามแม่น้ำลำคลอง เป็นแปลงเพาะปลูกสำหรับเกษตรกรที่ไม่มีพื้นที่เพาะปลูกหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน รวมทั้งเหมาะสมสำหรับเกษตรกรที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลแปลงเพาะปลูก ใครชอบไอเดียนี้ก็นำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ได้นะคะ แล้วช่วยบอกกล่าวเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ กิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในโครงการตอบสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ของสถาบันทรัพยากรชายฝั่ง ดำเนินงานโดยศูนย์บริการการมีส่วนร่วมชุมชนท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งเป็นสถานีย่อยในพื้นที่ของสถาบันค่ะ ข้อมูลเพิ่มเติมผักที่ใช้ปลูกได้ผลค่อนข้างดี ได้แก่ แตงกวา ผักกาด ผักคะน้า และผักบุ้งจีน ระยะเวลาในการเพาะปลูกจนสามารถเก็บเกี่ยวประมาณ 25-40 วัน ตามชนิดของผักผักบุ้งจีน ใช้เวลาปลูก 25-30 วัน ได้ผลผลิต 40-50 กก.ต่อแปลง จำหน่ายได้ 800-1,000 บาทต่อแปลงแตกกวา ใช้เวลาปลูก 30 วัน ได้ผลผลิต 50 กก.ต่อแปลง จำหน่ายได้ 1,000 บาทต่อแปลง การปลูกสามารถทำได้ทันทีหลังจากทำกองเสร็จ ไม่มีการใช้สารเคมีต่างๆ เลย ทำให้เป็นผักที่ปลอดภัยจากสารพิษอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังไม่พบการระบาดของโรคแมลงต่างๆ ด้วย ต้นทุนในการดำเนินการทำแปลงผัก ค่าแรงคนงาน 100 บาทต่อคนต่อวัน คนงาน 6 คนสามารถทำแปลงได้ 2 แปลง ค่าพันธุ์ผักที่ใช้ปลูก 30 บาทต่อแปลง ค่าปุ๋ยและอุปกรณ์การเพาะชำกล้าแปลงละ 50 บาท รวมต้นทุนทั้งสิ้น 380 บาทต่อแปลง แปลงผักสามารถใช้ได้ 3-4 รอบ หรือประมาณ 6 เดือน
http://share.psu.ac.th/file/pilaiwan.p/poster1.jpg
http://share.psu.ac.th/file/pilaiwan.p/poster2.jpg

Khunkik
23-09-2008, 03:55 PM
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระ ราชทานพระราชดำริ ให้หาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่มากถึง 1.9 ล้านไร่ ทางกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้การประสานงานของสำนักงาน กปร. ได้สนองพระราชดำริโดยก่อสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิขึ้น เมื่อปี 2539 ที่บ้านบางปี้ ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีช่องระบายน้ำรวม 10 ช่อง ขนาดกว้างช่องละ 20 เมตร สูง 9 เมตร ติดตั้งบานประตูบานเดี่ยว 6 บาน บานคู่ 4 บาน เพื่อปิด- เปิด บังคับน้ำ สามารถระบายน้ำได้ 1,430 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที เริ่มใช้งาน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2542 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากมีการใช้งาน มาระยะหนึ่งก็พบว่าปริมาณผักตบชวาในลำคลองชลประทานมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนส่งผลกระทบในการกักเก็บน้ำเกิดอุปสรรค ในการทำประมง และการสัญจรทางน้ำ การชลประทาน จนเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียในลำคลอง ซึ่งจากข้อมูลของกรมชลประทานปี 2550 พบว่า ในลำคลองสาขาที่มีการสำรวจ 19 สาย มีผักตบชวาจำนวน 76,540 ตัน
http://share.psu.ac.th/file/pilaiwan.p/floating.jpg
เพื่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวทางโครงการฯ จึงได้จัดตั้งศูนย์กลางการเรียนรู้การจัดผักตบชวาขึ้น เพื่อใช้เป็นที่ประสานงาน แหล่งการเรียนรู้ ฝึกอบรมชุมชน และการศึกษาวิจัย ในการจัดการเพิ่มมูลค่าให้กับผักตบชวา โดยการผสมผสานเทคนิควิธีการจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ และภูมิปัญญาของชุมชนมาประยุกต์ใช้ในการจัดการ เช่น การใช้ผักตบชวาสำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำแปลงผักลอยน้ำ การทำแปลงทดสอบคุณภาพปุ๋ยอินทรีย์ผักตบชวา การทำหัตถกรรม การศึกษาวิจัยการคัดสายพันธุ์จุลินทรีย์สำหรับย่อยสลายผักตบชวา และเป็นศูนย์รับซื้อและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาของชุมชนจากพื้นที่ต่าง ๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง โดย มีจำนวน 10 กลุ่ม กระจายตามลำคลองในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังมีการดำเนินงานร่วมกับ อบต. ในการเอาผักตบชวาขึ้นเองจากลำคลองชลประทาน

นายสมศักดิ์ บรมธนรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรชายฝั่ง เปิดเผยว่าปุ๋ยจากผักตบชวาในตอนนี้ราคาดีขายได้กระสอบละ 50 บาท และแตกต่างจากปุ๋ยอินทรีย์ทั่ว ๆ ไป คือมีไนโตรเจนสูงกว่าปุ๋ยปกติ เนื่องจากผักตบชวามีธาตุอาหารในตัวเองอยู่แล้ว
http://share.psu.ac.th/file/pilaiwan.p/sb.jpg
และการนำผักตบชวามาทำปุ๋ยอินทรีย์ และปรับปรุงพื้นที่ในน้ำด้วยการใช้ ผักตบชวามาทำเป็นแปลงปลูกผักลอยน้ำ สามารถปลูกผักนานาชนิดได้เป็นอย่างดี ให้ผลผลิตอย่างเต็มที่ ลดค่าใช้จ่ายทั้งปุ๋ยเคมีและน้ำ เนื่องจากรากของต้นพืชจะชอนไชลงไปหาน้ำได้สะดวก ขณะที่สามารถใช้ผักตบชวาที่ปรับปรุงเป็นแปลงกลางน้ำสำหรับการยึดเกาะ และเป็นแหล่งอาหารเพื่อการเจริญเติบโตแทนดินซึ่งคุณปิยะ วันเพ็ญ หัวหน้าศูนย์บริการ การมีส่วนร่วมชุมชนท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง สถาบันทรัพยากรชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บอกว่าการทำแปลงผักลอยน้ำนั้นไม่ต้องลงทุนมากนัก ไม่เปลืองแรงงาน ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องใส่ปุ๋ย เนื่องจากมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ และไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลงศัตรูพืช

สำหรับขั้นตอนในการทำแปลงนั้นเริ่มต้นด้วยการนำไม้ไผ่มากั้นเป็นบล็อกแล้วรวบรวมผักตบชวามาอัดแน่นเข้าด้วยกันขนาดกว่าประมาณ 2 เมตร ยาว 8 เมตร หนาประมาณ 20-30 เซนติเมตร ใช้เท้าเหยียบให้แน่น แล้วนำผักตบชวามาอัดเพิ่มแล้วเหยียบอีก ทำอย่างนี้ทุก ๆ ระยะ 20 เซนติเมตรจนได้ความหนาที่ 1 เมตร จากนั้นใช้มีดสับผักตบชวาที่อยู่ตอนบนให้ละเอียดเพื่อสะดวกต่อการปลูกผัก ในการทำแปลง 1 แปลงจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงใช้ผักตบชวาประมาณ 2,000 กิโลกรัม

ผักที่เหมาะสมต่อการปลูกกับแปลงผักตบชวาลอยน้ำจะมีหลายชนิดด้วยกัน อาทิ แตงกวา ผักกาด ผักคะน้า และผักบุ้งจีน ปลูกประมาณ 25-40 วันก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ แปลงหนึ่ง ๆ จะสามารถขายได้ประมาณ 800 ถึง 1,000 บาทที่ราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ20บาท สำหรับแตงกวาใช้เวลาปลูกประมาณ30วัน ให้ผลผลิตประมาณ 50 กิโลกรัมต่อแปลง ขายได้ประมาณ 1,000 บาท ต่อแปลงที่ราคาขายกิโลกรัมละ20บาท ใน 1 แปลงจะสามารถปลูกหมุนเวียนได้ประมาณ 3-4รุ่น และเมื่อหมดสภาพแล้วก็นำขึ้นฝั่งมาทำปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้สำหรับใส่ในแปลงที่สร้างขึ้นมาใหม่ต่อไป http://share.psu.ac.th/file/pilaiwan.p/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81.jpg

จากผลสำเร็จในการศึกษาเรื่องนี้ยังผลให้ประชาชนในพื้นที่ที่เคยมีปัญหาเรื่องผักตบชวาในคลองชลประทาน ก็หมดความกังวล ตรงกันข้ามต่างก็ได้ใช้ผักตบชวามาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และจัดทำแปลงเพื่อเพาะปลูกพืชผักยังผลมาซึ่งรายได้อย่างทั่วถ้วนทีเดียว

เกษตรกรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่สนใจในเรื่องนี้ต้องการนำผลการศึกษาที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ไปใช้ในพื้นที่ของตนที่ประสบกับปัญหาเรื่องผักตบชวา สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือที่ สำนักงาน กปร. ทำเนียบรัฐบาล.
‘ไทย บางจาก’

วิญญูชนจอมปลอม
02-10-2008, 12:20 AM
คุณชัยมงคลสถาน อยากทำนาบ้างครับ ไม่ทราบว่าปีหน้าพอจัดให้ได้เปล่าครับ (http://board.palungjit.com/member.php?u=169095)

อยากลองทำดู เกิดมาเป็นคนไม่เคยปลูกข้าวมันยังไงๆอยู่ กับสิ่งที่เรากินทุกวัน

ชัยมงคลสถาน
02-10-2008, 09:11 AM
ยินดีมากครับต้องการเพื่อนร่วมอุดมการณ์ด้านนี้จำนวนมาก
คิดว่าอีกไม่นานอาหารจะเริ่มขาดแคลนทั่วโลกราคาจะแพงขึ้น
กลุ่มคนที่กระทบแรกๆคือกลุ่มคนที่อยู่โดยการบริจาคจากคนอื่น เช่น
เด็กกำพร้า และเด็กยากจน ตามวัด และสถานที่อื่นๆ
เลยอยากช่วยเท่าที่จะทำได้
มีอยู่ 3 วัดที่ไม่ไกล
1.วัดบางเพลิง อ.บางปะหัน อยุธยา
2.วัดตาลเจ็ดช่อ อ.เมือง อ่างทอง
3.วัดโบสถ์วรดิตถ์ อ.ป่าโมก อ่างทอง

กำลังคิดให้เด็กที่วัดมาเกี่ยวข้าวที่ปลูกอยู่เกี่ยวได้เท่าไหร่ก็ให้ไปเลย
เพื่อฝึกเด็กและให้รู้คุณค่าไปในตัว
ปีหน้าเราก็ทำเต็มพื้นที่ ทำนา ,ปลูกผักสวนครัว ,เพาะเห็ด ฯลฯ
อาศัยแรงงานจากเด็กวัดเอง
ค่อยรบกวนคุณคณานันท์ ประสานงานขอทางทางศูนย์กสิกรรม
ส่งคนมาช่วยสอนเด็กๆ...
คงช่วยเด็กด้านอาหารและสอนอาชีพ ได้มากทีเดียว
พวกเราคนไหนว่างพาลูกหลานก็เรียนพร้อมกับเด็กๆ
จำเป็นมากที่ต้องสอนเด็กๆให้เอาตัวรอดในสภาวะบีบคั้น
เรามีอาจารย์ด้านสมาธิคงได้สอนเด็กๆด้วย
ตอนนี้เรามีสมาชิกเก่งทางด้านข้อมูลมีเป็นจำนวนมาก
แต่ขาดคนลงมือทำจริงเพราะทุกคนก็ต้องหาเลี้ยงปากท้อง
เลยไม่มีเวลารวมทั้งตัวผมเองด้วย ก็ทำเท่าที่ทำได้ครับ
ขอความเห็นจากเพื่อนสมาชิกมีความคิดเห็นประการใดบ้างครับ

ทวนทุกกระแส
02-10-2008, 11:44 AM
โมทนา สาธุครับ ดีมากเลย

kananun
02-10-2008, 10:19 PM
ยินดีช่วยประสานงานให้ครับ หากเป็นไปได้จัดตั้งศูนย์ของคุณลุงเป็นศูนย์เผยแพร่ และถ่ายทอดความรู้ เศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกับทางเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติได้ งานต่างๆจะได้ประสานกันง่ายขึ้นครับ

อารมณ์สุนทรีย์
29-10-2008, 10:38 PM
ยินดี

ชัยมงคลสถาน
01-11-2008, 02:51 PM
ตอนนี้ข้าวออกรวงอย่างสวยงามโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาทั้งหลาย
ใช้แต่ปุ๋ยอินทรีย์จากขี้ไก่ใส่ครั้งเดียว
จนคนปลูกข้าวข้างๆมาดูเขาบอกว่าไม่น่าเชื่อว่าไม่มีอะไรมากิน
เพราะปรกติต้องฉีดยาถ้าไม่ฉีดคนอื่นเขาฉีดศัตรูข้าวจะมาอยู่ที่นาเราแทน
เราอธิบายว่ามันเกิดสมดุลเพราะจะมีสัตว์มากมายมากินศัตรูข้าวได้
แกก็บ่นให้ได้ยิน "สงสัยกูฉีดยาแล้วปลิวมาถึงนี่"เอ้อ
คงเกี่ยวได้ปลายเดือน พ.ย.นี้
นกมาอยู่ที่สวนจำนวนมากเพราะมีต้นไม้แล้วช่วยกินหอยเชอรี่
เกือบหมดข้าวจึงไม่เสียหายจากหอยเลย

 หล่อลากดิน 
01-11-2008, 08:51 PM
อนุโมทนา

ครับท่าน

สาวปีใหม่
01-11-2008, 11:59 PM
อนุโมทนาด้วยค่ะเห็นรูปแล้ว เกิดความรู้สึกที่ดีๆมากมายเลยค่ะ

ชัยมงคลสถาน
21-11-2008, 07:22 AM
ถึงเวลากับการเก็บเกี่ยวช่วงอากาศเย็นสบายในตอนเช้า ถึงว่าข้าวเป็นอาหารหลัก
ของหลายๆประเทศเพราะปลูกง่ายเริ่มปลูกตอนฤดูฝนไม่ร้อน
ตอนเกี่ยวฤดูหนาวไม่ร้อน สามารถร้องรำทำเพลงกันเป็นกลุ่มได้อย่างสบายๆ
ไม่เร่งไม่รีบร้อนอะไร สมัยก่อนแต่ละครอบครัวคงทำไม่เยอะ 2-3 ไร่ก็พอแล้ว
ได้ข้าวแล้วไปตากที่ลานตากแค่วันเดียวก็ใช้ได้
ลองเอาข้าวเปลือกประมาณ 50 กก.ไปสีโรงสีเขาสีให้ฟรีแต่เขาเอาอย่างอื่นของเราไป
เช่น รำ แกลบ จมูกข้าว ดูๆแล้วเขาเอาของดีไปหมดเลย
กำลังสั่งเครื่องสีข้าวเครื่องเล็กราคาไม่แพงเอาไว้ใช้เองดีกว่า

ชัยมงคลสถาน
21-11-2008, 07:50 AM
ข้าวหอมอร่อยดีครับ

ksuchet
21-11-2008, 10:50 AM
อนุโมทนาครับคุณ ลุง อยากเห็นจังเลย เคยทำแต่ข้าวไร่

kananun
21-11-2008, 01:30 PM
สาธุครับ ข้าวจากน้ำพักน้ำแรงเรา อร่อย ปลื้มใจกว่าข้าวซื้อแน่นอน

ชัยมงคลสถาน
21-11-2008, 02:05 PM
พอดีทางรถเกี่ยวเขาแจ้งก่อนวันเดียวบอกใครไม่ทันเป็นวันศุกร์เสียด้วย
ไว้โอกาสหน้าจะวางแผนให้ดีกว่านี้นะครับคุณคณานันท์และคุณสุเชษฐ์
พอไปสีข้าวที่โรงสี สีฟรีแต่เราจะเสียทั้ง รำ จมูกข้าว ปลายข้าว แกลบ
น่าเสียดายมากผมเลยสั่งเครื่องสีข้าวเครื่องเล็กมาเพิ่งมาถึงเมื่อกี้นี่เอง
คนมามุงดูกันเยอะเลยซื้อข้าวเปลือกมาลองสีดู
สงสัยไม่ทันวันอาทิตย์ จะเอาข้าวมาเลี้ยงกัน ไม่แน่ว่าจะไปได้หรือไม่
ตอนนี้เหตุการณ์เข้าใกล้ในสิ่งที่คิดไว้มากขึ้นเรื่อยๆ

kananun
21-11-2008, 02:11 PM
ตอนนี้เราเริ่ม สาน สัมพันธ์กับกลุ่มกสิกรรมธรรมชาติแล้วครับ

ใน 1 ถึง 2 เดือนนี้ เราจะจัดทริปไปดูงานด้านเศรษฐกิจพอเพียงกันครับ

อยากให้ท่านที่สนใจได้เดินทางไปร่วมงานด้วย เพื่อจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี่ ไปปรับใช้กันได้ครับ

ปีหน้านี่ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกมีปัญญาแน่และ เศรษฐกิจพอเพียงก็คือคำตอบ

ท่านที่มองการณ์ไกล เห็นภัยที่กำลังจะเกิด และปรับตัวก่อน ย่อมลำบากน้อยกว่า ท่านอื่นๆอีกเยอะครับ

ksuchet
21-11-2008, 03:50 PM
ความเขียวชอุ่มด้วยสารชีวภาพที่สวน ไม่ใช้สารเคมีครับ
451364451365451367451368451369451370451371451372451373451376451377

ksuchet
21-11-2008, 04:06 PM
แป่วมากๆ อยากจะอวดแต่ load ภาพไม่เป็น เดี๋ยวค่อยลบออกบ้าง เปลืองพื้นที่อีกต่างหาก

ชัยมงคลสถาน
21-11-2008, 04:23 PM
ปีหน้าคงมีเวลาตระเวณตามที่ต่างๆได้มากขึ้นคงได้งานกว่าปีนี้แน่ๆ
ผมคงเน้นปฏิบัติให้มากขึ้นและต้องท่องตามวัดป่าต่างๆ
ดูๆแล้วศูนย์กสิกรรมคงได้นำคนไทยพาเดินถูกทางช่วงที่ไม่รู้
จะเดินไปไหนดีหรือหมดหนทางแล้ว
ไม่ว่าจะทำอะไรปลูกอะไรแบบเดิมๆเชิงเดี่ยวจะเจ๊งหมด
สวนผสมเท่านั้นจะรอด
สวนคุณสุเชษฐ์ปีหน้าไปแน่จะไปซ้อมนอนด้วยครับผม

arrashi
23-11-2008, 12:46 AM
น่าสนุกนะคะ อยากไปลองทำดูมั่งอ่ะ
น่าจะมีขั้นตอนเยอะอยู่เหมือนกันเนอะ
แต่ว่า.... ในน้ำมีปลารึปล่าวน้อ
เพราะว่า... ในนานั้นมีข้าว ^^

Orora416
23-11-2008, 10:51 PM
เห็นว่ากระทู้นี้เกี่ยวข้องกับการเกษตร
ขอคำแนะนำเกี่ยวกับการกำจัดเพลี้ยแป้งที่ขึ้นตามต้นมะละกอ ต้นมะกอก และผักที่ปลูกไว้

โดยปกติ มดเหลืองและมดดำจะนำเพลี้ยแป้งมาไว้ตามต้นไม้ ให้มันขยายพันธุ์ แล้วนำไปเป็นอาหาร

ปัญหาคือต้นไม้ที่เพลี้ยแป้งขึ้น จะแคระแกร็น ใบหงิก และไม่ให้ผลผลิต บางต้นเป็นมากๆ ต้องโค่นทิ้ง
ลงต้นไม้ไปใหม่ ไม่นานเพลี้ยแป้งก็มาอาศัียอยู่อีก

ควรใช้วิธีใดกำจัดเพลี้ยแป้งดีคะ?

kananun
24-11-2008, 11:20 AM
มีแบบอ้อมๆ ก็คือ ปลูกดอกดาวเรืองบ้าง สะเดาช้างบ้างไว้ตามคันนาเพื่อไล่แมลงศัตรูพืชครับ

ไม่อย่างนั้นก็ต้องใช้สารสกัดสะเดาช้างฉีดพ่นเอา