PDA

View Full Version : ธรรมะแห่งศรีอารย์(ตอน ศีล)


telwada
04-09-2005, 08:19 PM
ศีล
ศีล คือ ข้อบัญญัติที่กำหนดการปฏิบัติทางกายและวาจาทางพระพุทธศาสนา นี้เป็นความหมายจาก พจนานุกรมภาษาไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน และยังมีความหมายถึงพิธีกรรมบางอย่าง ส่วนศีล อีกความหมายหนึ่งคือ ปกติ กล่าวคือ เป็นปกติที่สรรพสิ่งย่อมไม่ต้องการถูกเบียดเบียน หรือ เป็นปกติตามธรรมชาติที่สรรพสิ่งย่อมไม่ต้องการถูกเบียดเบียน สำหรับ ศีล 5 ในทางศาสนาพุทธนั้น ได้ดัดแปลงมาจาก ศีล 5 ของศาสนาฮินดูซึ่งเป็นศาสนาส่วนแยกของศาสนาพราหมณ์
ความหมายของคำว่าศีล ค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเป็นข้อความที่เป็นเครื่องกำหนดการปฏิบัติทางกายและวาจา หรือเป็นปกติ คำว่ากำหนดการปฏิบัติทางกายและวาจา หรือปกติ หมายถึง ละเว้นการประพฤติปฏิบัติ ทั้งทางกายและวาจา หรือเป็นข้อไม่ควรประพฤติปฏิบัติ นี้เป็นความหมายที่ทุกคนได้รับการสั่งสอน อบรมและเป็นความเชื่อเป็นความเข้าใจ ที่ได้มีมานานแล้ว
สำหรับที่มาที่ไปของข้อศีล ซึ่งได้จากการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ก็พบว่า ข้อศีลทั้งหลายที่มีอยู่ ล้วนเป็นข้อฝึกตนทั้งทางกายและทางใจ เพื่อให้เกิดธรรมะ เพื่อให้มีความพอดี เพื่อให้เป็นปกติตามธรรมชาติ เพื่อให้มีความละเอียด ขยัน รักษาสุขภาพ เพื่อบังคับและควบคุมทั้งทางกายและทางใจของตัวเอง และอื่นๆอีกหลายอย่าง หากท่านต้องการพิจารณาให้เห็นเป็นเหตุผลว่าจริงหรือไม่ ก็ขอให้ศึกษารายละเอียดได้จาก ข้อศีลทั้งหลายที่มีอยู่
ศีลเป็นข้อปฏิบัติ ที่มาจากธรรมะ เหตุเพราะว่า ธรรมะเป็นเรื่องที่ต้องใช้สมองสติปัญญา และต้องมีเวลาในการคิดพิจารณามาก ยิ่งเป็นยุคสมัยนี้แล้ว สภาพสิ่งแวดล้อม สภาพสังคม สภาพเศรษฐกิจ เจริญก้าวหน้าไปมาก ยิ่งทำในแต่ละคนยิ่งไม่มีเวลาที่จะมาคิดพิจารณาในตัวธรรมะ ซึ่งในสมัยครั้งก่อน
พุทธกาลก็มีสภาพกาลคล้ายๆปัจจุบัน แม้จะมีความเจริญน้อยกว่าก็ตามที
ศีล เป็นข้อฝึกตน หรือข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดธรรมะ เพื่อควบคุมหรือบังคับ
ตนเองมิให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง และศีลก็มาจากธรรมะ หลายๆข้อ เพราะเพื่อเป็นการง่ายต่อการประพฤติปฏิบัติ เป็นการง่ายต่อการทำความเข้าใจ เมื่อปฏิบัติตามข้อศีลแล้วธรรมะก็จะเกิดขึ้นในตัวของผู้ปฏิบัติโดยอัตโนมัติ จริงอยู่แม้ตัวธรรมะต่างๆนั้นล้วนมีอยู่ในตัวของแต่ละบุคคล แต่หากไม่รู้จักใช้ คือไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร ธรรมะที่มีอยู่ในตัวนั้น ก็มักจะเอนเอียงเข้าหาตัวเอง คือ ต้องดิ้นรนหรือประพฤติ เพื่อให้ตัวเองเป็นสุข โดยอาจจะไม่คำนึงถึงบุคคลอื่นๆ ไม่คำนึงถึงการเป็นอยู่ร่วมกันของสังคม สภาพจิตใจก็จะกลายเป็นมนุษย์สมัยยุคหิน ดังนั้นธรรมะที่มีอยู่แล้วในจิตใจของบุคคล บุคคลก็ย่อมต้องมีความเข้าใจบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งในการที่สังคมต่างๆจะสร้างให้เกิดมีหรือเข้าใจในธรรมะต่อบุคคลในสังคมนั้นๆก็มีหลายหลากวิธี หรือจะกล่าวว่า เป็นการบังคับให้มีศีล หรือมีธรรมะก็ได้ เช่น มีกฎเกณฑ์กติกาหรือกฎหมายต่างๆบังคับอยู่ ได้รับการขัดเกลาจากสภาพแวดล้อมสังคมวัฒนธรรมจารีตประเพณี รวมไปถึงได้รับมาจาก กรรมพันธุ์ อย่างนี้เป็นต้น
ศีล มาจาก ธรรมะ เช่น ศีล 5 มาจาก พรหมวิหาร 4 หรืออาจจะกล่าวอีกรูปแบบหนึ่งว่า “ศีลก่อให้เกิด ธรรมะข้อ พรหมวิหาร 4” อันธรรม ข้อพรหมวิหาร 4 นั้น ก็คือ
เมตตา หมายถึง ปรารถนาให้ได้ดีพบสุข
กรุณา หมายถึง ปรารถนาให้พ้นทุกข์
มุทิตา หมายถึง ความพลอยมีความยินดี
อุเบกขา หมายถึง ความวางเฉย
ในตอนนี้ยังจะไม่อธิบาย รายละเอียดของข้อธรรมะทั้ง 4 เพียงยกตัวอย่างให้คิดพิจารณาตามว่า ศีล 5 มาจาก พรหมวิหาร 4 (และในความหมายของคำว่าเมตตาไม่เหมือนที่มีอยู่เดิม เป็นเพราะผู้เขียนไม่สามารถหาคำมาแทนได้อีกทั้งศัพท์ภาษาที่มีอยู่เดิมก็เหมาะสมและคุ้นหูคุ้นตากันอยู่แล้ว แม้ในทางที่เป็นความจริงผู้เขียนจะใช้เฉพาะภาษาไทยก็ย่อมได้ (ซึ่งผู้เขียนจะได้อธิบายรายละเอียดของธรรมะพรหมวิหาร 4 ในตอนต่อๆไป) และที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะหากเราประพฤติ ปฏิบัติตามข้อศีลแล้ว ธรรมข้อพรหมวิหาร 4 ย่อมเกิดขึ้นทั้งทางจิตใจ และทางกายอย่างแน่นอน เพราะว่า หากเราประพฤติตามข้อศีล เช่น เว้นจากการฆ่าสัตว์ จิตใจของเราก็จะเกิด ธรรมะข้อ เมตตา อุเบกขา ขึ้นโดยไม่ต้องคิดพิจารณาแยกแยะรายละเอียดในข้อธรรมะพรหมวิหาร และข้ออื่นๆก็เช่นกัน นี้เป็นการยกตัวอย่างให้ได้คิดพิจารณาว่า ข้อศีล ทั้งหลายที่มีอยู่นั้นมาจากธรรมะ หากประพฤติปฏิบัติข้อศีล ย่อมจะเกิดธรรมะต่างๆขึ้นในจิตใจของบุคคลนั้นๆ โดยอัตโนมัติ
นอกจากศีล 5 แล้ว ยังมี ศีล 8, ศีล 10, ศีล 227 , ศีลเหล่านี้ ก็จะเป็นข้อประพฤติ ปฏิบัติเพื่อให้เกิดธรรม ที่ละเอียดขึ้นไปอีก รวมทั้งเป็นการบังคับควบคุมทั้งทางร่างกายและจิตใจ และวาจาของผู้ปฏิบัติ เรียกว่าเป็นการฝึกตนที่ยากหรือมากกว่าศีล 5 และจะเพิ่มลำดับความยากมากขึ้นไปตามข้อศีลต่างๆเหล่านั้น ศีลเป็นข้อจดจำและสามารถนำไปปฏิบัติได้ง่ายกว่าธรรมะ เพราะไม่ต้องเสียเวลาในการคิดพิจารณามากนัก เป็นพื้นฐานในการปฏิบัติ ของผู้ที่ต้องดิ้นรนขวนขวายทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาเข้าวัดหรือไม่มีเวลาศึกษาธรรมะ ก็เพียงแต่ถือศีล 5 ก็นับว่าย่อมทำให้จิตใจมีธรรมะสามารถอยู่ร่วมสังคมกับผู้อื่นได้อย่างมีคุณภาพ แต่ถ้าหากท่านเป็นนักบวชการถือศีลหรือรักษาศีลหรือปฏิบัติตามข้อศีล เป็นข้อฝึกตนเพื่อปรับสมองและจิตใจ ให้สามารถคิดพิจารณาได้กว้างและละเอียดเพื่อการหลุดพ้น อันเป็นขั้นที่ยากและต้องใช้ความละเอียดอ่อน ความหนักแน่นมั่นคงของจิตใจ และเป็นการบังคับควบคุมร่างกาย วาจา และใจมิให้ออกนอกลู่นอกทางในการคิดจนกลายเป็นบ้าไป ส่วนในระดับฆราวาสเพียงแต่ท่านมีความเข้าใจสักเล็กน้อยว่า ศีลเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดธรรมะเท่านั้น ก็ถือว่าท่านทั้งหลาย เป็นผู้รู้จักศาสนาที่ตนนับถืออยู่เป็นชั้นพื้นฐานและยังมีข้อวัตรอีกหลายอย่างที่มาจากธรรมะ เช่น การประพฤติพรหมจรรย์ (ในที่นี้หมายถึงการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หรือการประพฤติปฏิบัติด้วยความบริสุทธิ์ทั้งทาง กาย วาจา และใจ ) และอื่นๆอีกหลายข้อที่ได้นำไปหรือแยกแยะรายละเอียดไปจากธรรมะหัวข้อใหญ่ ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงให้มากนักเพราะหากท่านได้อ่านไปถึง เรื่องวิชชา 3 วิชชา 8 แล้ว ท่านก็จะเข้าใจและได้คิดพิจารณาด้วยตัวเองว่าจริงหรือไม่เพียงใด
อนึ่ง การที่ผู้เขียนได้เขียนกล่าวว่า ข้อศีลเป็นการฝึกตนอย่างหนึ่งนั้น ก็เพราะว่าผู้เขียนเคยได้บรรพชาและอุปสมบทมาแล้ว ทั้งยังได้ศึกษาคันคว้าและวิจัยข้อศีลต่างๆเหล่านั้น ขณะจำพรรษาอยู่อย่างละเอียดพอสมควร
ข้อศีลทั้งหลายล้วนมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การขัดเกลาจิตใจ และความคิด เพื่อการเป็นอยู่ร่วมกันในสังคมต่างๆเป็นไปโดยสันติสงบ สร้างความสามัคคีปรองดองในครอบครัว หรือในชุมชนนั้นๆ อีกทั้งยังช่วยขัดเกลาหรือขจัด ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือกิเลส ได้ในระดับหนึ่ง
การถือศีลหรือรักษาศีลหรือปฏิบัติตามข้อศีลนั้น ที่ถูกต้องท่านทั้งหลายควรได้คิดพิจารณาแยกแยะรายละเอียดในข้อศีลนั้นๆบ้าง โดยเฉพาะศีล 5 เหตุเพราะศีล 5 เป็นศีลที่คนทุกชนชั้นอาชีพ ทุกภาษาสามารถถือศีลหรือรักษาศีลได้โดยไม่มีความยุ่งยาก แต่การถือศีลหรือรักษาศีลนั้นควรได้แยกแยะรายละเอียดของข้อศีลบ้าง เพราะขณะที่เราคิดพิจารณาแยกแยะรายละเอียดในข้อศีลนั้น ย่อมทำให้เกิดสมาธิ เมื่อมีสมาธิหรือเกิดสมาธิในการคิดพิจารณาข้อศีลแล้ว ก็ย่อมจะเกิดปัญญา คือความรอบรู้ในข้อศีลมากขึ้นตามมาอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นการฝึกสมองให้รู้จักคิดพิจารณาในทางที่ถูกที่ควรในทางที่เป็นหลักความจริง ทำให้เกิดความเคยชินเมื่อเราไปประสบเหตุการณ์หรือประสบปัญหาในชีวิต และการงานก็ย่อมทำให้รู้จักใช้ความคิดในทางที่ถูกที่ควร สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ไม่มากก็น้อย การถือศีลรักษาศีลแล้วคิดพิจารณาแยกแยะรายละเอียดคือการมีศีล ขณะที่คิดพิจารณาข้อศีลย่อมทำให้เกิดสมาธิเป็นการฝีกสมาธิอย่างหนึ่ง เมื่อเกิดสมาธิด้วยการคิดพิจารณาข้อศีลแล้วย่อมเกิดปัญญา จึงมีคำกล่าวที่ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ยกตัวอย่างการคิดพิจารณาในข้อศีล ยกตัวอย่างเช่น การมุสาฯอาจนำไปสู่การปาณาฯ หรือสุราฯ การมุสาอาจนำไปสู่การ อทินนาฯ หรือกาเมฯ อย่างนี้เป็นต้น และข้อมุสาฯนี้ บางท่านอาจจะมีข้อโต้แย้งว่าบางครั้งเราต้องโกหกหรือมุสาฯเพื่อเอาตัวรอด ก็ถูกอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ในทางที่เป็นจริงแล้วข้อมุสาฯนี้เป็นข้อที่สำคัญ เพราะการมุสาฯล้วนนำไปสู่ข้ออื่นๆ การมุสาฯ หากเป็นการโกหกหรือมุสาฯเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น หรือทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนหรือเป็นทุกข์ทั้งทางกายและจิตใจนั้นคือการมุสาฯ แต่หากว่าเราโกหกเพื่อมิให้เขาทะเลาะกัน โกหกเพื่อให้เขาเข้าใจกันดีกัน ก็ย่อมไม่ถือว่าเป็นการ มุสาฯ อย่างนี้เป็นต้น
สรุปแล้วข้อศีลเป็นธรรมะอย่างหนึ่งที่ง่ายต่อการคิดพิจารณา และสะดวกต่อการถือการรักษาหรือการปฏิบัติ แม้จะเป็นการปฏิบัติในขั้นปุถุชนหรือขั้นพื้นฐานก็ตามที เหมาะต่อคนทุกระดับชั้นคือสามารถใช้ได้กับมนุษย์ทุกระดับชั้นว่าจะเป็น ข้าราชการ พ่อค้าประชาชน คนทำงาน หรือนักการเมือง ฯ เพราะการสังคมเป็นอยู่ร่วมกันนั้นย่อมหนีไม่พ้นข้อศีลทั้ง 5 ข้อหรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง มนุษย์ย่อมมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนจากปกติเป็นบางครั้งไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เช่นชอบฆ่าสัตว์ ชอบเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่อนุญาต ชอบประพฤติผิดในกาม ชอบโกหก และชอบดื่มเครื่องดองของเมา ดังนั้นข้อศีลจึงเป็นสิ่งที่นำมาขัดเกลาจิตใจได้เป็นอย่างดีและเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่เหมาะสำหรับคนทุกชนชั้น เพื่อทำให้เกิดธรรมะในจิตใจโดยอัตโนมัติ อีกประการหนึ่งข้อศีล 5 ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่าถูกนำมาจากศาสนา ฮินดู แล้วดัดแปลงให้เข้ากับสภาพกาลในสมัยก่อนๆ จนกลายเป็นข้อศีลของพุทธศาสนาจวบจนปัจจุบัน