PDA

View Full Version : พระราชนิพนธ์ไกลบ้าน บทเรียนสอนวิธีรักษาเอกราชอธิปไตย


Catt Bewer
16-07-2008, 08:20 AM
พระราชนิพนธ์ไกลบ้าน บทเรียนสอนวิธีรักษาเอกราชอธิปไตย

<TABLE style="WIDTH: 480px"><TBODY><TR><TD vAlign=top><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=5 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle>http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/variety/7/16/170252_79570.jpg (javascript:;)</TD></TR><TR><TD class=messageblack vAlign=center align=middle height=20></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle>http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/variety/7/16/170252_79571.jpg (javascript:;)</TD></TR><TR><TD class=messageblack vAlign=center align=middle height=20></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle>http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/variety/7/16/170252_79572.jpg (javascript:;)</TD></TR><TR><TD class=messageblack vAlign=center align=middle height=20></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle>http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/variety/7/16/170252_79573.jpg (javascript:;)</TD></TR></TBODY></TABLE>
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2450 มีพระราชนิพนธ์ลายพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ รวมทั้งสิ้น 43 ฉบับ พระราชทานแก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้านิภานภดลวิมลประภาวดี (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี) หรือ “สมเด็จหญิงน้อย” ผู้ซึ่งสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถในตำแหน่งเลขาธิการฝ่ายใน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งนั้นรวมเวลา 225 คืน มีจุดประสงค์หลักเพื่อไปรักษาพระวรกายจากพระอาการประชวร เนื่องด้วยคณะแพทย์ในยุโรปลงความเห็นว่าอากาศที่สยามร้อนอบอ้าวและร้อนชื้นตลอดเวลา ไม่เหมาะที่จะรักษาพระวรกาย

พลตรี ม.ร.ว.ศุภวัฒย์ เกษมศรี ที่ปรึกษาคณะกรรม การชำระประวัติศาสตร์ไทย วิเคราะห์นัยแห่งการเสด็จฯ ต่างประเทศครั้งที่ 2 ว่า การเสด็จฯ ครั้งนี้ แม้ว่าการรักษาพระองค์เป็นวัตถุประสงค์หลัก ด้วยพระอาการประชวร แต่เรื่องราชการก็มี ท่านเคยบอกเรื่องราชการไว้ว่ามีด้วยกันอยู่ 3 ประเทศ คือ ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี เหตุผลที่ต้องเสด็จฯ ไปฝรั่งเศส คือการไปให้สัตยาบันสนธิสัญญาที่เราไปแลกเอาเมืองตราดกลับคืนตกลงสัญญากันในปี พ.ศ. 2449

ส่วนที่อังกฤษ ไม่ปรากฏชัดว่าราชการที่ท่านเสด็จไป คือเรื่องอะไร คาดว่าจะไปเจรจาเรื่องเขตแดนทางตอนใต้คือ ตรังกานู กลันตัน ไทรบุรี เนื่องจากตอนนั้นเรายอมเสียดินแดนเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ให้แก่ฝรั่งเศส อังกฤษเห็นจึงมีความต้องการดินแดนทางตอน ใต้บ้าง

สำหรับที่เยอรมนีนั้น วิเคราะห์กันว่าพระองค์ท่านเสด็จไปเพื่อแสวงหาพันธมิตรใหม่ เพราะรัสเซียหมดอำนาจลงไปมาก หลังแพ้สงครามกับญี่ปุ่น ความศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยไทย หายไปแตกต่างจากการเสด็จฯยุโรปครั้งที่ 1 เข้าใจว่าจะแสวงหาพันธมิตรที่เข้มแข็ง เพื่อหนุนหลังไทย เผื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในอนาคตจะได้พึ่งพาได้

“พระองค์ท่านขอเมืองจันทบุรี คืนจากฝรั่งเศส หลังเซ็นสัญญากันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2445 ฝรั่งเศสก็ไม่ยอมให้สัตยาบัน ยังยืดเวลามาอีก 2 ปีคือปี พ.ศ. 2447 และจะเอาโน่นเอานี่เพิ่มเติม ท่านเสด็จไปคราวนี้ ถ้าฝรั่งเศสยังไม่ยอมอีกแล้วจะเอาใครเป็นที่พึ่ง ผมคิด ว่านี่เป็นวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล ถ้าอังกฤษจะขอดินแดนมลายู เราอาจจะได้ที่พึ่งเป็นเยอรมนี อย่างครั้งเมืองจันทบุรี เรามีรัสเซียคอยดูแล พอรัสเซียแพ้สงครามกับญี่ปุ่น จึงต้องแสวงหาพันธ มิตรใหม่”

พลตรี ม.ร.ว.ศุภวัฒย์ ถ่ายทอดต่อว่า เมื่อระหว่างรักษาพระองค์ท่านเอาเวลาที่เหลือดู งานในประเทศต่าง ๆ เพื่อต่อ ยอดงานที่ได้ทำตั้งแต่ต้นแผ่นดิน และริเริ่มงานใหม่ มิติในการดูของท่านท่านจะดูความมั่นคง และเสถียรภาพ ความปลอดภัยของชาติต่าง ๆ ประเด็นที่สองความสมบูรณ์มั่งคั่งของประเทศต่าง ๆ ที่ไปดู รวมทั้งความสะดวกสบาย ความเจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี หรือมีความร่ำรวยในศิลปวิทยาการอย่างไร เพราะประเทศตะวันตกเองในสมัยนั้นก็รบราแย่งเมืองขึ้น เช่นในแอฟริกา เป็นต้น แต่ยุโรปยังมีความเจริญรุ่งเรืองในวิชาความรู้ และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อย่างสูง
เมื่อเสด็จฯ กลับประเทศไทยในช่วง 3 ปีที่เหลือคือปี พ.ศ. 2450-2453 ก่อนสวรรคต เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองอย่างชัดเจน เช่น การทหาร ก่อนที่จะเสด็จฯ ไปยุโรปครั้งที่ 2 ในส่วนของกำลังทหารบกได้เพิ่มกองพลขึ้น 10 กองพล จากเดิมมีแค่ 3 เพื่อให้ต่างชาติเห็นว่า ไทยเริ่มมีเขี้ยวเล็บบ้าง จะได้ไม่ถูกข่มเหง ส่วนกองทัพเรือ ทรงสั่งให้ต่อเรือรบจากญี่ปุ่นขึ้น 4 ลำ อาทิ เรือพิฆาตเสือทะยานชน และ เรือตอร์ปิโด 3 ลำ

เรื่องการคมนาคมขนส่ง ก่อนเสด็จฯ ยุโรป เส้นทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปสายเหนือสิ้นสุดอยู่ที่นครสวรรค์ พอเสด็จฯกลับมาทรงสั่งให้เชื่อมต่อจากนครสวรรค์ไปพิษณุโลก อุตร ดิตถ์ ไปจนบ้านดารา มีทางแยกไปสวรรคโลก แล้วจึงต่อจากบ้านดารา ต่อไปถึงเชียงใหม่ตามแผนขยายทางรถไฟเพื่อทำให้ส่งสินค้าออกจากพื้นที่ห่างไกลได้โดยง่าย และนำเข้าสู่กรุงเทพฯ สายตะวันออกต่อไปฉะเชิงเทรา สายใต้ เริ่มสร้างต่อจากเพชรบุรี โดยอาศัยเงินกู้จากอังกฤษ

ขณะเดียวกันพระองค์ท่านทรงตระหนักดีว่า บ้านเราเป็นเกษตรกรรมท่านริเริ่มวางโครงข่ายการชลประทาน ดังชื่อปรากฏจนถึงทุกวันนี้ เช่น ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ท่านมีพระราชดำรัสเสมอว่าการค้าข้าวเป็นหัวใจของประเทศยังไง ก็ต้อง พัฒนา ในขณะเดียวกันเราก็ต้องต่อทางรถไฟ ซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วน จึงจำเป็นต้องชะลอโครง การชลประทานไปก่อน

นอกจากนี้ท่านยังทรงเล็งเห็นอีกว่า เรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเราได้คืนมาบางส่วน การที่จะให้คนต่างประเทศมาขึ้นศาลไทย เขามีข้อแม้ต้องปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย ท่านก็ออกประมวลกฎหมายอาญาฉบับแรกเป็นครั้งแรก พ.ศ. 2451 (ร.ศ. 127) และมีกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ความแพ่ง และเริ่มร่างกฎหมายแพ่งให้ชั่วคราว โดยจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เพื่อให้ต่างชาติเห็นว่ากฎหมายเราผ่านการร่างโดยผู้มีความรู้

ด้านการค้า เมื่อเสด็จฯ กลับมาแล้วจะเห็นว่า การค้าขายเจริญขึ้นมีบริษัทเกิดขึ้นมากมาย พระองค์ท่านทรงนำประเทศสยามเข้าสู่มาตราทองคำของโลก นอกจากนี้ทรงริเริ่มใช้ระบบเงินย่อยเป็นบาทละ 100 สตางค์ เราจะได้ไม่ขาดทุนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

ส่วนภาคความอยู่ดีกินดีมีสุขของประชาชนเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ทรงริเริ่มวางระบบการประปาขึ้น ประชาชนจะได้ใช้น้ำบริโภคถูกสุขลักษณะ

“เวลาที่ท่านเสด็จฯ แต่ละเมือง ท่านจะรู้ว่าเมืองนี้มีคน เท่านี้ ทำไมประเทศเขาตอบคล่อง จึงได้ออกพระราชบัญ ญัติสำมะโนครัวมีการจดทะเบียนการเกิด การตาย เพื่อใช้วางแผนพัฒนาประเทศไทย”

ผลงานการบริหารราช การแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เหล่านี้เป็นการแสดงออกเป็นรูป ธรรมที่เราคุ้นเคยมาจนถึงทุกวันนี้ แต่การตั้งต้นหรือสิ่งที่นำประกายสู่พระวิสัยทัศน์ของพระองค์ท่านคือการได้เห็นความก้าวหน้าของประเทศตะวันตกในสมัยนั้น และนำมาปรับใช้ในประเทศของเรา

ที่ปรึกษาคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า เรื่องการศึกษาท่านมีความสนใจอย่างมาก หรือที่เรียกว่า “คลั่งการศึกษา” ก็ว่าได้

ในช่วงปลายรัชกาลพระองค์ท่านมีแนวพระราชดำริอยากให้รากฐานการศึกษาไทยเป็นแบบญี่ปุ่นผสมกับอังกฤษ เพราะญี่ปุ่นสมัยนั้นขยันนำพาบ้านเมืองก้าวหน้า มีการสั่งครูจากญี่ปุ่นมาสอนที่โรงเรียนราชินี ส่งคนไปดูงานการศึกษาที่ญี่ปุ่น ขณะเดียวกันต้องเพิ่มความเป็นไทยเข้าไปด้วยคือเรื่องจริยธรรม

ถ้าเคยอ่านพระราชหัตถ เลขาของท่านจะปรากฏเสมอว่า คนแม้ไม่มีความรู้อะไร ยังพอทนใช้ไปได้ ความรู้พอศึกษาได้ แต่โกงไม่เอา ท่านห่วงในเรื่องจริย ธรรม

ญี่ปุ่นเขาไม่โกงชาติ อังกฤษมีเรื่องวิชาการล้ำหน้า แต่เดิมก็ใช้ครูอังกฤษ พระเจ้าลูกเธอจะเรียนต่างประเทศที่ไหนต้องไปตั้งต้นที่ประเทศอังกฤษ

จะว่าไปแล้วผลงานที่เกิดขึ้นในสมัยพระองค์ท่านนั้น ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของความตั้งพระทัย ก่อนเสด็จสวรรคต ท่านตรัสไว้ว่า

“คิดเห็นอยู่เสมอว่า ผลแห่งการทำมา 43 ปี ได้เพียงหนึ่งครึ่ง หรือสองส่วน เหลืออีกแปดส่วน จะเอาอายุอานามที่ไหนมาทำสำเร็จ”

บันทึกการเดินทางเสด็จประพาสยุโรปปรากฏออกมาในพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน แม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้บอกเล่าข้อเท็จจริงไว้ทั้งหมด

แต่ใครที่ได้อ่านวิเคราะห์ผลงานพระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่าน คงล่วงรู้ได้ว่าเอกราชอาณาธิปไตยและความอยู่ดี มีสุขของพสกนิกรเป็นสำคัญสุด.
100 ปีไกลบ้าน ตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง

ในปี พ.ศ. 2550 ที่ผ่านมานับเป็นวาระครบรอบ 100 ปีของพระราชนิพนธ์เรื่อง “ไกลบ้าน” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์ผู้ทรงงานเพื่อประชาชนในทุกลำดับขั้น ด้วยพระอัจฉริยภาพในทุกแขนง เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์มีชีวิตความเป็น อยู่ที่ดีขึ้น จนเป็นที่ประจักษ์

บริษัทโกลบอลอินเตอร์คอมมิวนิ
เคชั่น จำกัด จึงได้ดำเนินการจัดทำสารคดีโทรทัศน์ รายการ “100 ปีไกลบ้าน ตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง” ความยาว 1 ชั่วโมง จำนวน 26 ตอนขึ้น โดยเข้าไปถ่ายทำสารคดีตามวัน เวลา และสถานที่ทุกหนแห่งที่พระองค์เคยเสด็จไปเมื่อ 100 ปีก่อน รวบรวมพระบรมฉายาลักษณ์ พระราชกรณียกิจต่าง ๆ และภาพหาดูยากที่เกี่ยวข้องกับการเสด็จประพาสยุโรป เพิ่มเติมด้วยภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์ พ.ศ. 2450 ของประเทศต่าง ๆ ข้อมูลใหม่ ๆ ที่จะนำเสนอสู่สายตาประชาชนไทยเป็นครั้งแรก

สารคดี 100 ปีไกลบ้าน ตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง ได้รับการสนับสนุนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ

ขวัญสรวง อติโพธิ ประธานคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ) กล่าวว่า แรงบันดาลใจที่ผลักดันให้ทีวีไทย ทีวีสาธารณะเข้าไปมีบทบาทขับเคลื่อนสารคดี “100 ปีไกลบ้าน ตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง” สารคดีสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พระองค์ดำเนิน พระราโชบายด้วยพระปรีชาญาณในการปกป้องคุ้มครองอธิปไตยของสยามประเทศ ให้ดำรงความเป็นเอกราชไว้ได้ ท่ามกลางการคุกคามของลัทธิล่าเมืองขึ้น โดยมีความยาว 45 นาที จำนวน 52 ตอน

เผยแพร่ทุกวันจันทร์และอังคาร เวลา 20.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ทีวี ไทย ทีวีสาธารณะ เริ่มตอนแรกวันจันทร์ที่ 7 ก.ค. และออกอากาศซ้ำทุกวันเสาร์-อาทิตย์ 10.00 น.
พรประไพ เสือเขียว

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=170252&NewsType=1&Template=1

กองทัพเทพ
16-07-2008, 09:30 AM
http://www.oursiam.net/gallery/pic/PIC00045.jpg

"...จงเป็นคนอ่อนน้อม ว่าง่าย สอนง่าย
อย่าให้เป็นทิฐิมานะไปในทางที่ผิด
จงประพฤติตัวหันมาทางที่ชอบที่ถูกอยู่เสมอเป็นนิจเถิด
จะละเว้นทางที่ชั่วซึ่งรู้ได้เองแก่ตัว หรือมีผู้ตักเตือนแนะนำให้รู้แล้ว
อย่าให้ล่วงให้เป็นไปได้เลยเป็นอันขาด..."



<CENTER>พระบรมราโชวาท
ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชนิพนธ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘






</CENTER><CENTER></CENTER><CENTER></CENTER><CENTER></CENTER><CENTER></CENTER><CENTER></CENTER><CENTER></CENTER>

คนเก่า
16-07-2008, 02:48 PM
สิ่งที่ยากที่จะแสดงออกให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ซึ้งอย่างชัดเจน

คือความอดทน ความเสียสละ ที่เหล่าพระเจ้าลูกยาเธอนักเรียนนอกรุ่นแรก
ต้องเผชิญอย่างเลือดตาแทบกระเด็น ด้วยความรักความจงรักภักดีในสมเด็จ
พระราชบิดาอย่างสูงสุด และด้วยความสำนึกในหน้าที่ที่จะต้องแบ่งเบาพระราช
ภาระกิจเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน

เพียงวัยยังไม่ทันแตกพาน พระเจ้าลูกยาเธอองค์น้อยๆเหล่านี้ ต้องเสี่ยงพระชนม์ชีพ
รอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเล ไปใช้ชีวิตเพียงลำพังในดินแดนไกลโพ้น ต่างชาติต่างภาษา
มีฐานะในบางแง่บางมุมต่ำต้อยยิ่งกว่าเด็กกำพร้าสามัญชน เพราะชาวผิวขาวชนชาติตะวันตก
ในยุคนั้น เขาถือว่าเขาเจริญกว่า เป็นมนุษย์ศิวิไลซ์ มองผู้คนจากส่วนอื่นๆของโลกเป็นเพียง
คนป่าเถื่อนอันต่ำต้อย

พระเจ้าลูกยาเธอนักเรียนนอกเหล่านี้ ต้องอดทนศึกษาในวิชาการต่างๆอย่างต้องสำเร็จอย่างดี
ที่สุดเพื่อมิให้เป็นที่อับอายระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ใช้ชีวิตอันเหงาหงอย เติบโตในต่าง
แดนเป็นเวลาถึงสิบกว่ายี่สิบปี หาเวลาสนุกสนานเพลิดเพลินตามวัยไม่ได้

ซ้ำร้าย พระองค์ใดที่ทรงศึกษาวิชาทหาร เช่น เสด็จกรมหลวงชุมพรฯ ก็ยังต้องเสี่ยงพระชนม์ชีพ
ในขณะรับการฝึกภาคสนามเข้าร่วมรบในสมรภูมิจริง เฉกเช่นทหารสามัญคนหนึ่ง

ครั้นสำเร็จการศึกษา เสด็จนิวัติพระนคร ก็มีราชภาระกิจอันหนักหน่วง ชนิดความเป็นความตาย
ของชาติรออยู่ อย่าว่าแต่จะทรงใช้เวลาเที่ยวเล่นตามประสาคนหนุ่มเลย แม้แต่จะได้ทรงสมหวัง
ในพระปฎิพันธ์ต่อสตรีคนรักยังยากนัก ด้วยมีพระเกียรติยศแห่งพระราชวงศ์ค้ำพระศอ จะทรง
ปฏิบัติพระองค์อย่างใดก็จำต้องเป็นไปตามขนบราชประเพณ๊ ความเหมาะสมทางการเมือง และ
ความเห็นชอบของพระญาติพระวงศ์ผู้ใหญ่

บางพระองค์ก็ทั้งตรากตรำพระวรกาย ทั้งต้องเสียพระสุขภาพจิต ตรอมพระทัย มีพระสุขภาพ
เสื่อมโทรมจนสิ้นพระชนม์ในวัยหนุ่มอย่างน่าเสียดายนัก บางพระองค์ก็สุดที่จะทรงทานทนกับ
ความทุกข์นานับประการที่โหมกระหน่ำอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ถึงกับปลงพระชนม์พระองค์เอง