TupLuang
10-07-2008, 07:39 PM
ไดอารี่หมอดูหน้าที่ ๓๕
หมอพีร์
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
สวัสดีทุกท่านที่ติดตามอ่านไดอารี่หมอดูค่ะ อาทิตย์ที่ผ่านมาเจอเหตุการณ์ซ้ำ ๆ กันนิดหนึ่ง คือเจอแต่คำถามที่ว่ามีดวงเป็นหมอดูได้ไหม ซึ่งบางคนมีดวงเป็นได้เพราะค่อนข้างมีความสุขได้จากตัวเอง แต่บางคนต้องช่วยเหลือตัวเองให้มีความสุขก่อนจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นจะสะสมแต่กรรม
เมื่อปีที่ผ่านมาเจอคำถามนี้เยอะเหมือนกัน ซึ่งไม่แปลกค่ะ เพราะอาชีพหมอดูไม่เสียภาษี ล้อเล่นค่ะ ความคิดเห็นของคนที่อยากเป็นหมอดูส่วนใหญ่จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากช่วยคนเพื่อจะได้สร้างบารมี ส่วนปัจจัยรองลงมาคือรายได้ดี ซึ่งเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ค่ะ
การเป็นหมอดูเป็นได้ง่ายไม่ยาก แต่จะเป็นหมอดูที่จะสร้างบุญอย่างเดียวนั้นค่อนข้างยาก เพราะคนที่เป็นหมอดูต้องมีสัมมาทิฏฐิก่อน จึงจะไม่สร้างบาปให้ตัวเองได้ง่าย การมีสัมมาทิฏฐินั้นต้องฝึกฝนให้มีความเห็นถูกต้อง ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นจากครูอาจารย์ที่ท่านเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง หรือจากพระไตรปิฎก และจากการปฏิบัติเรียนรู้ด้วยตัวเอง
หมอดูที่ชี้แนะให้คนเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้อง จะได้อานิสงส์กลับมาคือชื่อเสียง ที่จะมีคนรู้จักเร็ว และมีรายได้ที่เป็นผลตอบแทนรองลงมา
ดังนั้นหลาย ๆ คนที่อยากเป็นหมอดู ต้องพยายามสะสมให้ตนเองมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องก่อน ไม่อย่างนั้นคำแนะนำที่จะให้คนแก้ไขปัญหาชีวิตจะเป็นไปในทางที่ก่อให้เกิดความเชื่อที่ผิด ก่อให้เกิดความทุกข์ใจ พอจิตคนที่มาดูหมอ มืดกลับไป ย่อมสร้างบาปสร้างกรรมให้ตัวเองเพิ่มได้อย่างไม่รู้ตัว จะสะสมความมืดจากบาปของการที่แนะให้คนมีความเชื่อที่ผิด จิตย่อมตกลงสู่ที่ต่ำได้ง่าย
จำได้ว่าเมื่อก่อนที่จะเจอพี่ดังตฤณ ทำอาชีพหมอดูที่ไม่ได้มีสัมมาทิฏฐินั้น ทุกข์มากเลยค่ะ เพราะคำแนะนำที่ให้คนมาดูดวง ไม่มีเหตุผลที่มาที่ไป แถมยังพาคนอื่นเขาเข้ารกเข้าพง มีความเชื่ออะไรที่งมงายไม่มีเหตุผลเลย ดีนะแค่สองปี ถ้านานกว่านั้น มีหวังตีตั๋วปลายทางลงอบายภูมิแน่ ๆ ณ ตอนนี้มองย้อนกลับไป ยังเสียวสันหลังวาบอยู่เลยค่ะ ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีสิทธิ์ลงอบายได้นะคะ เพราะตอนนี้ยังไม่สามารถปิดประตูอบายได้ค่ะ
ยังต้องพยายามขยันฝึกฝนตัวเองอย่างมาก ๆ เหมือนกัน เพราะตราบใดที่ยังไม่สามารถพาจิตหลุดพ้นได้ มีสิทธิ์ลงอบายได้ทั้งนั้น ต้องสร้างความเพียร เพื่อให้ตัวเองห่างไกลปากบ่ออบายภูมิหน่อยก็ยังดี เพราะอาชีพหมอดูนอกจากเรื่องคำแนะนำที่ถูกต้องแล้ว ยังต้องพยายามมีสติรักษาจิตไม่ให้เอาจิตตัวเองไปติดกิเลสคนอื่นมาด้วยสิ
เรื่องใหญ่กว่านั้นอีกคือ คนที่มาดูดวงไม่ค่อยมีใครหอบหิ้วความสว่างของจิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิมาดูดวงหรอก มีแต่กระแสของความมืด ด้วยอำนาจของ ความโลภ โกรธ หลงผิด และ ตัณหาความทะยานอยาก
ถ้าดูดวงด้วยจิตที่ไม่มีสติ มักหลงไปเอากิเลสของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง เอากิเลสของตัวเองไปบอกคนอื่น ปนกันไปหมด ไม่รู้ของใครเป็นของใคร
จิตที่ต้องคลุกคลีกับจิตคนอื่นมาก ๆ ถ้าบางครั้งดูจิตตัวเองไม่ทันในขณะที่ดูดวง จะพลาดไปยึดถือกิเลสคนอื่นติดมาด้วย ตกตอนเย็นจิตใจจะหนักสะบักสะบอม มอมแมมด้วยกิเลสคนอื่น ต้องพยายามทำความสะอาดจิตทุก ๆ วัน ไม่ให้ไหลไปพลาดไปยึดถือกิเลสคนอื่นติดมาด้วย ตกตอนเย็นจิตใจจะหนักสะบักสะบอม แตะกิเลสของคนอื่นมา ยากมากค่ะ เวลาส่งการบ้านครูบาอาจารย์ ท่านเมตตาบอกว่าจิตเรายุ่งเกี่ยวกับคนมาก เป็นธรรมดาที่จะต้องยากหน่อยในการภาวนา
ต้องฝึกจิตให้แข็งแรง จะได้ไม่จมลงไปกับเรื่องราวของคนมาดูดวง ต้องพยายามทำให้ได้กับทุกคน ไม่อย่างนั้นวันนั้นก็สอบตก พอก่อนนอนจะหมดแรงเหมือนคนวิ่งไกลหรือขับรถไกล ๆ มาเลย พอหัวถึงหมอนนอนสลบไม่รู้เรื่องถึงเช้า เช้ามาไม่อยากจะตื่นเลยเหมือนคนไม่มีแรง คนที่บ้านบอกว่า ถ้านอนอย่างนี้ เวลาไฟไหม้จะรู้ไหมเนี่ย ต้องฝึกใหม่อีก ไม่ให้จิตวิ่งตามเขามากไป ใช้พลังเยอะไป แต่ถ้าวันไหนรู้ตัวทั้งวัน นอนสามสี่ชั่วโมงยังสบายมากเลย
บางครั้งไม่สามารถรู้ตัวเองได้เลยนะคะ เพราะมันค่อย ๆ สะสมมาทีละนิดค่ะ ผ่านไปเป็นอาทิตย์กว่าจะรู้ว่าจิตสะสมขยะพิษของคนอื่นมา บางครั้งเป็นเดือนสองเดือน ถึงจะรู้ว่าจิตไปติดกิเลสคนอื่นมาอีกแล้ว มารู้สึกตัวตอนไหนรู้ไหมคะ ตอนที่จิตทุกข์มาก ๆ ไม่ไหวแล้ว หาทางออกไม่เจอ ต้องโทรไปหาพี่ดังตฤณ ให้เคาะกิเลสให้ ดูไม่ออกค่ะว่าจิตเป็นอะไร
วันหยุดของตัวเองไม่ค่อยไปไหนหรอกค่ะ ไปแต่วัดเพื่อกราบครูบาอาจารย์ ไม่อย่างนั้นจิตจะโดนดูดลงไปที่มืดได้ง่าย เลยต้องอาศัยทางลัดเข้าช่วยเพราะจิตของท่านสว่างไสว พอไปกราบกลับมาจะรู้สึกสว่างตามค่ะ ลักษณะของจิตใจที่ไม่เห็นจิตของตนแล้วหลงไปกับคนอื่นเช่น ลูกค้ามีเรื่องราวชีวิตที่น่าสงสารมาก และเราไม่เห็นอาการที่จิตถลำไปสงสารเขา ความทุกข์ของเขาจะแตะมาทันที ลืมแยกว่ามันเป็นเพราะกรรมที่เขาทำไว้ให้ผล สติดูไม่ทันความสงสาร จึงไปทุกข์กับเขาด้วย หรือบางช่วงเจอลูกค้ามีความทุกข์เรื่องความรัก เรื่องเงิน เรื่องงาน ชีวิตเขาเครียดมาก กระแสความเครียดที่ส่งออกมา แล้วเราไปดูใจเขา แล้วไม่ถอยกลับมาดูจิตตัวเอง ก็เรียบร้อยค่ะ สะสมของหนักต่อ
อันนี้แค่ตัวอย่างนะคะ ของจริงร้องไห้ไปหลายตลบ จนทำให้เบื่ออาชีพนี้มาก ๆ อยากจะลาออกอยู่บ่อย ๆ สำหรับพีร์ ถ้าไม่มีหมอดูอุปการะเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ได้เจอพี่ดังตฤณ และไม่ได้เจอหลวงพ่อปราโมทย์ท่านเมตตาสอนวิปัสสนา คงเลิกอาชีพหมอดูไปแล้ว หรือคงเป็นหมอดูที่สั่งสมบาปแบบไม่รู้ตัวต่อไป
อาจารย์บอกว่าตอนนี้ถึงอยากเลิกก็ไม่ได้แล้ว ขึ้นหลังเสือแล้วต้องไปให้ถึง ลงกลางคันก็ตายแน่ ๆ ต้องลุกขึ้นสู้ต่อ ฝึกตัวเองให้อยู่เหนือความเบื่อให้ได้อีก แค่เล่าให้ฟังยังเหนื่อยเลยค่ะ เพราะกรรมของตัวเองหนักมากตามหลังมาติดๆเลย
เล่าประสบการณ์การฝึกเป็นหมอดูที่เป็นสัมมาทิฏฐิคร่าว ๆ นิดนึงไปแล้วนะคะ ความจริงก็คือ การฝึกภาวนาวิปัสสนากรรมฐานเรียนรู้กิเลสของตัวเราเอง และฝึกให้เข้าใจกฎแห่งกรรมนั่นเองค่ะ ดังนั้นถ้าใครสนใจจะเป็นหมอดูที่สร้างกุศล ต้องเรียนวิปัสสนาให้เห็นกิเลสของตัวเอง ให้จิตเปิด เข้าใจการทำงานของกิเลสก่อน ต่อไปเราก็จะสามารถเห็นกิเลสของคนอื่นได้ง่าย
หรือว่าคนไหนที่เป็นหมอดูอยู่ ต้องไม่รอช้าที่จะฝึกเจริญภาวนานะคะ ไม่อย่างนั้น จิตจะสะสมความมืดโดยไม่รู้ตัว อย่างน้อยคนที่เป็นหมอดูมาได้ ต้องมีซิกซ์เซ้นส์สามารถเห็นจิตคนอื่นได้บางขณะอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าได้เรียนวิปัสสนาเพิ่ม ย่อมเร็วแน่นอนค่ะ
การที่เรารู้จักกิเลสของตัวเองอย่างช่ำชอง เราก็จะไม่เอากิเลสของคนอื่นมาปนกับกิเลสของตัวเอง คนไหนฝึกวิปัสสนาเก่ง ๆ หลังจากที่จิตเขาเปิด เวลาเขาเล่าถึงคนอื่น บางครั้งจะเป็นการเห็นลงไปที่จิตของคนอื่นก็ยังมีนะคะ บางคนพอจิตเปิดทางวิปัสสนาแล้ว จิตรับกระแสคลื่นของคนอื่นได้ด้วยค่ะ เหมือนพี่คนหนึ่งที่เคยรู้จักมา ตอนแรกเขาก็ไม่ค่อยเก่งมากจิตเฉื่อย ๆ ไปเรียนวิปัสสนามาเรื่อย ๆ จนจิตสว่างขึ้นมาได้ พอไปทำงานบริษัทกำลังมีปัญหาคนในบริษัทเครียดกันทั้งบริษัท ตัวเองก็ไปทำงานแบบใจสบายไม่ได้ทุกข์กับเขาหรอก แต่พอกลับบ้านเหมือนจิตใจหนัก ๆ ทุกข์มาก ความจริงเกิดจากจิตไปรับกระแสความทุกข์ของคนอื่นแล้วไม่เห็นนั่นเอง
ความจริงจิตมนุษย์สามารถสื่อสารกันได้โดยต้องผ่านภาษาพูด แต่เราต้องเข้าใจภาษาของจิตก่อน การเห็นจิตตัวเองบ่อย ๆ จิตจำได้ว่าสภาวะที่กำลังเป็นอยู่นั่นเรียกว่าอะไร ต่อไปเวลาคนอื่นเป็นบ้าง เราจะเข้าใจเขาได้ อย่างเช่น คนเรายังไงก็ต้องเคยโกรธคนอื่น เราก็จะจำภาษาของจิตได้ว่า โกรธ มีลักษณะร้อน ๆ ดังนั้นต่อไปเวลาที่เพื่อนเราโกรธบ้าง เพื่อนยังไม่ทันพูดเลยว่าฉันกำลังโกรธ เราก็สามารถจับกระแสเขาได้ว่าเขาเป็นยังไง หรือเราเคยเศร้า เวลาเห็นคนอื่นเขาเศร้า เขาไม่ทันพูดแค่เห็นหน้าเราก็สงสารเขาแล้ว
หรือว่าเคยไหมคะ ที่คุณกำลังนึกหน้าคนนี้อยู่ สักพักเขากำลังโทรศัพท์มาพอดี ความจริงจิตเขากำลังนึกถึงเราทำให้คลื่นตรงกันพอดี กรณีนี้มีข้อยกเว้นสำหรับคนที่ตกเป็นทาสของความรักนะคะ เพราะอาจจะถูกความคิดถึงปรุงแต่งให้ฟุ้งซ่านไปเอง
หลายคนอาจจะมีจิตใจที่เปิดแบบนี้นะคะ อาจจะเป็นเพราะบุญเก่าด้วย ถ้าไม่ได้เรียนวิปัสสนา ฝึกที่จะทำความสะอาดจิตตัวเองเข้าไป บางทีไปเจอความทุกข์ของคนอื่น ทั้งที่ไม่ใช่ของตัวเองก็จะกลายเป็นความทุกข์ของตัวเอง ก็สะสมขยะหนักติดตัว
ยิ่งสังคมเมืองของเรา มีแต่คนส่งกระแสความเครียด กระแสความทุกข์ออกมาตลอดเวลา ถ้าจิตใจไม่มีสติก็ไปรับมาและจะสะสมติดตัวไป สังเกตสิคะบางทีเราไม่ทุกข์แต่ทำไมจิตเราทุกข์ บางวันเช้ามาสดชื่นมาก พอไปทำงาน ไหงตกเย็นมึนตึ้บ
ต้องหาทางผ่อนคลายด้วยการไปเที่ยว ออกกำลังกาย สปา นวดผ่อนคลายความตึงเครียด หรือนวดแผนไทยช่วยผ่อนคลาย หรือบางคนหนักถึงขั้นต้องหาหมอจิตเวช ซึ่งความจริงถ้าได้ลองฝึกวิปัสสนา ฝึกสติ ฝึกรู้สึกตัวเอง จะทำให้เป็นเหมือนเกราะป้องกันการสะสมขยะพิษทางจิตได้ค่ะ
มีตัวอย่างของจิตที่มนุษย์สามารถสื่อสารกันได้อีกเยอะเลยค่ะ เพื่อจะได้ฝึกเป็นหมอดูตัวเองกันก่อน ชำระจิตใจจากขยะที่เรารับมาแต่ละวัน และต่อไปค่อยช่วยคนอื่นทีหลัง ทำได้ไม่ยากค่ะ แต่ต้องอดทน วันหน้าจะนำมาเล่าให้ฟังใหม่ค่ะ เดี๋ยวจะยาวเกินไป
ชีวิต ณ ตอนนี้ของพีร์รู้สึกเปลี่ยนไปแล้วค่ะ อยากเป็นหมอดูต่อไป ที่ผ่านมาล้มลุกคลุกคลานนับหนึ่งใหม่เป็นพัน ๆ ครั้ง ตอนนี้แข็งแรงขึ้นมาก ถึงแม้จะสะบักสะบอมด้วยกิเลส แต่ก็คุ้มมากค่ะ เพราะจิตมนุษย์มันดื้อ ต้องให้ความทุกข์ ต้องให้กรรม
"เราสอนให้เขาละกิเลส แล้วเราล่ะละได้หรือยังเวลาที่สอนให้เขาถือศีล ตัวเองถือศีลได้ครบหรือยัง เวลาสอนให้เขาให้อภัย เราให้อภัยได้หรือยัง"
ขอบคุณค่ะhttp://dungtrin.com/mag/35/fortune1.jpg
http://dungtrin.com/mag/?35.fortune
หมอพีร์
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
สวัสดีทุกท่านที่ติดตามอ่านไดอารี่หมอดูค่ะ อาทิตย์ที่ผ่านมาเจอเหตุการณ์ซ้ำ ๆ กันนิดหนึ่ง คือเจอแต่คำถามที่ว่ามีดวงเป็นหมอดูได้ไหม ซึ่งบางคนมีดวงเป็นได้เพราะค่อนข้างมีความสุขได้จากตัวเอง แต่บางคนต้องช่วยเหลือตัวเองให้มีความสุขก่อนจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นจะสะสมแต่กรรม
เมื่อปีที่ผ่านมาเจอคำถามนี้เยอะเหมือนกัน ซึ่งไม่แปลกค่ะ เพราะอาชีพหมอดูไม่เสียภาษี ล้อเล่นค่ะ ความคิดเห็นของคนที่อยากเป็นหมอดูส่วนใหญ่จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากช่วยคนเพื่อจะได้สร้างบารมี ส่วนปัจจัยรองลงมาคือรายได้ดี ซึ่งเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ค่ะ
การเป็นหมอดูเป็นได้ง่ายไม่ยาก แต่จะเป็นหมอดูที่จะสร้างบุญอย่างเดียวนั้นค่อนข้างยาก เพราะคนที่เป็นหมอดูต้องมีสัมมาทิฏฐิก่อน จึงจะไม่สร้างบาปให้ตัวเองได้ง่าย การมีสัมมาทิฏฐินั้นต้องฝึกฝนให้มีความเห็นถูกต้อง ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นจากครูอาจารย์ที่ท่านเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง หรือจากพระไตรปิฎก และจากการปฏิบัติเรียนรู้ด้วยตัวเอง
หมอดูที่ชี้แนะให้คนเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้อง จะได้อานิสงส์กลับมาคือชื่อเสียง ที่จะมีคนรู้จักเร็ว และมีรายได้ที่เป็นผลตอบแทนรองลงมา
ดังนั้นหลาย ๆ คนที่อยากเป็นหมอดู ต้องพยายามสะสมให้ตนเองมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องก่อน ไม่อย่างนั้นคำแนะนำที่จะให้คนแก้ไขปัญหาชีวิตจะเป็นไปในทางที่ก่อให้เกิดความเชื่อที่ผิด ก่อให้เกิดความทุกข์ใจ พอจิตคนที่มาดูหมอ มืดกลับไป ย่อมสร้างบาปสร้างกรรมให้ตัวเองเพิ่มได้อย่างไม่รู้ตัว จะสะสมความมืดจากบาปของการที่แนะให้คนมีความเชื่อที่ผิด จิตย่อมตกลงสู่ที่ต่ำได้ง่าย
จำได้ว่าเมื่อก่อนที่จะเจอพี่ดังตฤณ ทำอาชีพหมอดูที่ไม่ได้มีสัมมาทิฏฐินั้น ทุกข์มากเลยค่ะ เพราะคำแนะนำที่ให้คนมาดูดวง ไม่มีเหตุผลที่มาที่ไป แถมยังพาคนอื่นเขาเข้ารกเข้าพง มีความเชื่ออะไรที่งมงายไม่มีเหตุผลเลย ดีนะแค่สองปี ถ้านานกว่านั้น มีหวังตีตั๋วปลายทางลงอบายภูมิแน่ ๆ ณ ตอนนี้มองย้อนกลับไป ยังเสียวสันหลังวาบอยู่เลยค่ะ ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีสิทธิ์ลงอบายได้นะคะ เพราะตอนนี้ยังไม่สามารถปิดประตูอบายได้ค่ะ
ยังต้องพยายามขยันฝึกฝนตัวเองอย่างมาก ๆ เหมือนกัน เพราะตราบใดที่ยังไม่สามารถพาจิตหลุดพ้นได้ มีสิทธิ์ลงอบายได้ทั้งนั้น ต้องสร้างความเพียร เพื่อให้ตัวเองห่างไกลปากบ่ออบายภูมิหน่อยก็ยังดี เพราะอาชีพหมอดูนอกจากเรื่องคำแนะนำที่ถูกต้องแล้ว ยังต้องพยายามมีสติรักษาจิตไม่ให้เอาจิตตัวเองไปติดกิเลสคนอื่นมาด้วยสิ
เรื่องใหญ่กว่านั้นอีกคือ คนที่มาดูดวงไม่ค่อยมีใครหอบหิ้วความสว่างของจิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิมาดูดวงหรอก มีแต่กระแสของความมืด ด้วยอำนาจของ ความโลภ โกรธ หลงผิด และ ตัณหาความทะยานอยาก
ถ้าดูดวงด้วยจิตที่ไม่มีสติ มักหลงไปเอากิเลสของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง เอากิเลสของตัวเองไปบอกคนอื่น ปนกันไปหมด ไม่รู้ของใครเป็นของใคร
จิตที่ต้องคลุกคลีกับจิตคนอื่นมาก ๆ ถ้าบางครั้งดูจิตตัวเองไม่ทันในขณะที่ดูดวง จะพลาดไปยึดถือกิเลสคนอื่นติดมาด้วย ตกตอนเย็นจิตใจจะหนักสะบักสะบอม มอมแมมด้วยกิเลสคนอื่น ต้องพยายามทำความสะอาดจิตทุก ๆ วัน ไม่ให้ไหลไปพลาดไปยึดถือกิเลสคนอื่นติดมาด้วย ตกตอนเย็นจิตใจจะหนักสะบักสะบอม แตะกิเลสของคนอื่นมา ยากมากค่ะ เวลาส่งการบ้านครูบาอาจารย์ ท่านเมตตาบอกว่าจิตเรายุ่งเกี่ยวกับคนมาก เป็นธรรมดาที่จะต้องยากหน่อยในการภาวนา
ต้องฝึกจิตให้แข็งแรง จะได้ไม่จมลงไปกับเรื่องราวของคนมาดูดวง ต้องพยายามทำให้ได้กับทุกคน ไม่อย่างนั้นวันนั้นก็สอบตก พอก่อนนอนจะหมดแรงเหมือนคนวิ่งไกลหรือขับรถไกล ๆ มาเลย พอหัวถึงหมอนนอนสลบไม่รู้เรื่องถึงเช้า เช้ามาไม่อยากจะตื่นเลยเหมือนคนไม่มีแรง คนที่บ้านบอกว่า ถ้านอนอย่างนี้ เวลาไฟไหม้จะรู้ไหมเนี่ย ต้องฝึกใหม่อีก ไม่ให้จิตวิ่งตามเขามากไป ใช้พลังเยอะไป แต่ถ้าวันไหนรู้ตัวทั้งวัน นอนสามสี่ชั่วโมงยังสบายมากเลย
บางครั้งไม่สามารถรู้ตัวเองได้เลยนะคะ เพราะมันค่อย ๆ สะสมมาทีละนิดค่ะ ผ่านไปเป็นอาทิตย์กว่าจะรู้ว่าจิตสะสมขยะพิษของคนอื่นมา บางครั้งเป็นเดือนสองเดือน ถึงจะรู้ว่าจิตไปติดกิเลสคนอื่นมาอีกแล้ว มารู้สึกตัวตอนไหนรู้ไหมคะ ตอนที่จิตทุกข์มาก ๆ ไม่ไหวแล้ว หาทางออกไม่เจอ ต้องโทรไปหาพี่ดังตฤณ ให้เคาะกิเลสให้ ดูไม่ออกค่ะว่าจิตเป็นอะไร
วันหยุดของตัวเองไม่ค่อยไปไหนหรอกค่ะ ไปแต่วัดเพื่อกราบครูบาอาจารย์ ไม่อย่างนั้นจิตจะโดนดูดลงไปที่มืดได้ง่าย เลยต้องอาศัยทางลัดเข้าช่วยเพราะจิตของท่านสว่างไสว พอไปกราบกลับมาจะรู้สึกสว่างตามค่ะ ลักษณะของจิตใจที่ไม่เห็นจิตของตนแล้วหลงไปกับคนอื่นเช่น ลูกค้ามีเรื่องราวชีวิตที่น่าสงสารมาก และเราไม่เห็นอาการที่จิตถลำไปสงสารเขา ความทุกข์ของเขาจะแตะมาทันที ลืมแยกว่ามันเป็นเพราะกรรมที่เขาทำไว้ให้ผล สติดูไม่ทันความสงสาร จึงไปทุกข์กับเขาด้วย หรือบางช่วงเจอลูกค้ามีความทุกข์เรื่องความรัก เรื่องเงิน เรื่องงาน ชีวิตเขาเครียดมาก กระแสความเครียดที่ส่งออกมา แล้วเราไปดูใจเขา แล้วไม่ถอยกลับมาดูจิตตัวเอง ก็เรียบร้อยค่ะ สะสมของหนักต่อ
อันนี้แค่ตัวอย่างนะคะ ของจริงร้องไห้ไปหลายตลบ จนทำให้เบื่ออาชีพนี้มาก ๆ อยากจะลาออกอยู่บ่อย ๆ สำหรับพีร์ ถ้าไม่มีหมอดูอุปการะเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ได้เจอพี่ดังตฤณ และไม่ได้เจอหลวงพ่อปราโมทย์ท่านเมตตาสอนวิปัสสนา คงเลิกอาชีพหมอดูไปแล้ว หรือคงเป็นหมอดูที่สั่งสมบาปแบบไม่รู้ตัวต่อไป
อาจารย์บอกว่าตอนนี้ถึงอยากเลิกก็ไม่ได้แล้ว ขึ้นหลังเสือแล้วต้องไปให้ถึง ลงกลางคันก็ตายแน่ ๆ ต้องลุกขึ้นสู้ต่อ ฝึกตัวเองให้อยู่เหนือความเบื่อให้ได้อีก แค่เล่าให้ฟังยังเหนื่อยเลยค่ะ เพราะกรรมของตัวเองหนักมากตามหลังมาติดๆเลย
เล่าประสบการณ์การฝึกเป็นหมอดูที่เป็นสัมมาทิฏฐิคร่าว ๆ นิดนึงไปแล้วนะคะ ความจริงก็คือ การฝึกภาวนาวิปัสสนากรรมฐานเรียนรู้กิเลสของตัวเราเอง และฝึกให้เข้าใจกฎแห่งกรรมนั่นเองค่ะ ดังนั้นถ้าใครสนใจจะเป็นหมอดูที่สร้างกุศล ต้องเรียนวิปัสสนาให้เห็นกิเลสของตัวเอง ให้จิตเปิด เข้าใจการทำงานของกิเลสก่อน ต่อไปเราก็จะสามารถเห็นกิเลสของคนอื่นได้ง่าย
หรือว่าคนไหนที่เป็นหมอดูอยู่ ต้องไม่รอช้าที่จะฝึกเจริญภาวนานะคะ ไม่อย่างนั้น จิตจะสะสมความมืดโดยไม่รู้ตัว อย่างน้อยคนที่เป็นหมอดูมาได้ ต้องมีซิกซ์เซ้นส์สามารถเห็นจิตคนอื่นได้บางขณะอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าได้เรียนวิปัสสนาเพิ่ม ย่อมเร็วแน่นอนค่ะ
การที่เรารู้จักกิเลสของตัวเองอย่างช่ำชอง เราก็จะไม่เอากิเลสของคนอื่นมาปนกับกิเลสของตัวเอง คนไหนฝึกวิปัสสนาเก่ง ๆ หลังจากที่จิตเขาเปิด เวลาเขาเล่าถึงคนอื่น บางครั้งจะเป็นการเห็นลงไปที่จิตของคนอื่นก็ยังมีนะคะ บางคนพอจิตเปิดทางวิปัสสนาแล้ว จิตรับกระแสคลื่นของคนอื่นได้ด้วยค่ะ เหมือนพี่คนหนึ่งที่เคยรู้จักมา ตอนแรกเขาก็ไม่ค่อยเก่งมากจิตเฉื่อย ๆ ไปเรียนวิปัสสนามาเรื่อย ๆ จนจิตสว่างขึ้นมาได้ พอไปทำงานบริษัทกำลังมีปัญหาคนในบริษัทเครียดกันทั้งบริษัท ตัวเองก็ไปทำงานแบบใจสบายไม่ได้ทุกข์กับเขาหรอก แต่พอกลับบ้านเหมือนจิตใจหนัก ๆ ทุกข์มาก ความจริงเกิดจากจิตไปรับกระแสความทุกข์ของคนอื่นแล้วไม่เห็นนั่นเอง
ความจริงจิตมนุษย์สามารถสื่อสารกันได้โดยต้องผ่านภาษาพูด แต่เราต้องเข้าใจภาษาของจิตก่อน การเห็นจิตตัวเองบ่อย ๆ จิตจำได้ว่าสภาวะที่กำลังเป็นอยู่นั่นเรียกว่าอะไร ต่อไปเวลาคนอื่นเป็นบ้าง เราจะเข้าใจเขาได้ อย่างเช่น คนเรายังไงก็ต้องเคยโกรธคนอื่น เราก็จะจำภาษาของจิตได้ว่า โกรธ มีลักษณะร้อน ๆ ดังนั้นต่อไปเวลาที่เพื่อนเราโกรธบ้าง เพื่อนยังไม่ทันพูดเลยว่าฉันกำลังโกรธ เราก็สามารถจับกระแสเขาได้ว่าเขาเป็นยังไง หรือเราเคยเศร้า เวลาเห็นคนอื่นเขาเศร้า เขาไม่ทันพูดแค่เห็นหน้าเราก็สงสารเขาแล้ว
หรือว่าเคยไหมคะ ที่คุณกำลังนึกหน้าคนนี้อยู่ สักพักเขากำลังโทรศัพท์มาพอดี ความจริงจิตเขากำลังนึกถึงเราทำให้คลื่นตรงกันพอดี กรณีนี้มีข้อยกเว้นสำหรับคนที่ตกเป็นทาสของความรักนะคะ เพราะอาจจะถูกความคิดถึงปรุงแต่งให้ฟุ้งซ่านไปเอง
หลายคนอาจจะมีจิตใจที่เปิดแบบนี้นะคะ อาจจะเป็นเพราะบุญเก่าด้วย ถ้าไม่ได้เรียนวิปัสสนา ฝึกที่จะทำความสะอาดจิตตัวเองเข้าไป บางทีไปเจอความทุกข์ของคนอื่น ทั้งที่ไม่ใช่ของตัวเองก็จะกลายเป็นความทุกข์ของตัวเอง ก็สะสมขยะหนักติดตัว
ยิ่งสังคมเมืองของเรา มีแต่คนส่งกระแสความเครียด กระแสความทุกข์ออกมาตลอดเวลา ถ้าจิตใจไม่มีสติก็ไปรับมาและจะสะสมติดตัวไป สังเกตสิคะบางทีเราไม่ทุกข์แต่ทำไมจิตเราทุกข์ บางวันเช้ามาสดชื่นมาก พอไปทำงาน ไหงตกเย็นมึนตึ้บ
ต้องหาทางผ่อนคลายด้วยการไปเที่ยว ออกกำลังกาย สปา นวดผ่อนคลายความตึงเครียด หรือนวดแผนไทยช่วยผ่อนคลาย หรือบางคนหนักถึงขั้นต้องหาหมอจิตเวช ซึ่งความจริงถ้าได้ลองฝึกวิปัสสนา ฝึกสติ ฝึกรู้สึกตัวเอง จะทำให้เป็นเหมือนเกราะป้องกันการสะสมขยะพิษทางจิตได้ค่ะ
มีตัวอย่างของจิตที่มนุษย์สามารถสื่อสารกันได้อีกเยอะเลยค่ะ เพื่อจะได้ฝึกเป็นหมอดูตัวเองกันก่อน ชำระจิตใจจากขยะที่เรารับมาแต่ละวัน และต่อไปค่อยช่วยคนอื่นทีหลัง ทำได้ไม่ยากค่ะ แต่ต้องอดทน วันหน้าจะนำมาเล่าให้ฟังใหม่ค่ะ เดี๋ยวจะยาวเกินไป
ชีวิต ณ ตอนนี้ของพีร์รู้สึกเปลี่ยนไปแล้วค่ะ อยากเป็นหมอดูต่อไป ที่ผ่านมาล้มลุกคลุกคลานนับหนึ่งใหม่เป็นพัน ๆ ครั้ง ตอนนี้แข็งแรงขึ้นมาก ถึงแม้จะสะบักสะบอมด้วยกิเลส แต่ก็คุ้มมากค่ะ เพราะจิตมนุษย์มันดื้อ ต้องให้ความทุกข์ ต้องให้กรรม
"เราสอนให้เขาละกิเลส แล้วเราล่ะละได้หรือยังเวลาที่สอนให้เขาถือศีล ตัวเองถือศีลได้ครบหรือยัง เวลาสอนให้เขาให้อภัย เราให้อภัยได้หรือยัง"
ขอบคุณค่ะhttp://dungtrin.com/mag/35/fortune1.jpg
http://dungtrin.com/mag/?35.fortune