wellrider
10-07-2008, 08:44 AM
ในวาระขึ้นปีใหม่ 2551 ผมขอพาเพื่อนๆ ไปพบธรรมะและธรรมชาติอันสงบและงดงามที่วัดนอกเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย วัดนี้เป็นวัดสายอาจารย์ชา มีพระ 9 องค์ เป็นพระไทยเพียงองค์เดียว นอกนั้นเป็นพระฝรั่งหมด เจ้าอาวาสเป็นฝรั่งที่พูดภาษาไทยได้อย่างชัดเจน ใช้ภาษาไทยสนทนาธรรมะได้อย่างแจ่มแจ้งและเข้าใจง่าย ท่านสรุปศาสนาพุทธว่า สอนให้คนมีความสุข ด้วยการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและพอเพียง
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/757/16757/images/Melbourne1.jpg
วิหารของวัดป่าโพธิวัน ข้างนอกเพิ่งจะสร้างเสร็จแต่ข้างในยังไม่เรียบร้อย (รูปนี้ถ่ายเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2550) ดูลักษณะสถาปัตยกรรมแล้วน่าสนใจและน่าคิด โครงสร้างเป็นสไตล์วัดไทยอย่างแน่นอน แต่ไม่มีรายละเอียดต่างๆ ที่ทำให้ดูอ่อนช้อยและสวยงาม จึงทำให้ดูค่อนข้างที่จะแข็งกระด้าง ซึ่งเป็นแนวสถาปัตยกรรมของชาวออสเตรเลีย ไม่ค่อยมีความอ่อนช้อย แต่ดูกลมกลืนกับธรรมชาติและใช้งานได้ดี ทำให้ผมนึกต่อไปว่า อาคารแบบนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของศาสนาพุทธได้ดีกว่าวัดในเมืองไทยหรือเปล่า เพราะการก่อสร้างนี้เน้นเรื่องความเรียบง่าย ปราศจากเครื่องประดับ เพื่อนๆ คิดอย่างไรบ้างครับ มด 3 ตัวที่อยู่ในรูปภาพคือภรรยาผม ตัวผม และอาจารย์รวงทอง ฉายะพงษ์อดีตอาจารย์เศรษฐศาสตร์จุฬาฯ ซึ่งพาทั้งครอบครัวหนีความอึกทึกวุ่นวายของกรุงเทพฯ ไปอยู่ที่เมลเบิร์นมาเกือบ 20 ปีแล้ว
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/757/16757/images/Melbourne2.jpg
วิหารวัดป่าโพธิวันจากอีกมุมมองหนึ่ง
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/757/16757/images/Melbourne3.jpg
สภาพแวดล้อมของวัดป่าโพธิวัน ดูแล้วช่างสวยและสงบจริงๆ น่าไปนั่งสมาธิมากๆ เสียอย่างเดียวมีแมลงวันเยอะเหลือเกิน และหน้าหนาวก็คงหนาวน่าดู (ช่วงนี้ที่ออสเตรเลียเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูร้อนครับ)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/757/16757/images/Melbourne4.jpg
พระพุทธรูปหน้ากุฎิของเจ้าอาวาส
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/757/16757/images/Melbourne5.jpg
ท่านเจ้าอาวาสกำลังสนทนาธรรมกับอุบาสกและอุบาสิกา ท่านใช้ภาษาไทยได้ดีมาก แต่วันนี้ท่านพูดภาษาอังกฤษเพราะมีชาวศรีลังกาและชาวออสเตรเลียมาถวายเพลด้วย ท่านสอนด้วยภาษาง่ายๆ แต่เข้าใจง่าย และเหมาะสมกับชีวิตประจำวันในปัจจุบันมาก วันที่ไปนั้น ท่านสอนว่าความไม่พอเพียงเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ ความอยากได้ และความโลภ สำหรับตัวท่านนั้นขณะนี้มีความทุกข์อยู่อย่างเดียวคือ ต้องคิดว่าเมื่อจีวรของท่านขาดแล้วท่านจะไปหาจีวรใหม่มาจากไหน
ไปวัดนี้มาแล้วมีความรู้สึกว่า ชาวต่างชาติที่บวชในร่มกาสาวพัตร ท่านเข้าใจแก่นแท้ของศาสนาพุทธได้ดีกว่าพระไทยหลายองค์ และสามารถบรรยายธรรมได้เข้าถึงคนทั่วไปได้ดีมากๆ
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/757/16757/images/Melbourne7.JPG
อุบาสก อุบาสิกาที่มาฟังธรรมและช่วยเหลือในการก่อสร้างวัดนี้ มั้งคนไทย คนศรีลังกา คนมาเลเซีย คนสิงคโปร์ และคนออสเตรเลีย แสดงว่าแนวทางของท่านอาจารย์ชานี่เป็นแนวทางที่สากลมาก เป็นยอมรับของคนหลายชาติ
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/757/16757/images/Melbourne6.jpg
อีกมุมหนึ่งของวัดป่าโพธิวัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสงบร่มรื่นท่ามกลางธรรมชาติของวัดนี้ คนทางขวา 2 คนเป็นอดีตอาจารย์เศรษฐศาสตร์จุฬาฯ ส่วนคนซ้ายมือเป็นลูกศิษย์ของ 2 ท่านนี้สมัยอยู่จุฬาฯ
ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่ได้จากเว็บไซต์ http://wadthai.info/topic02_more.htm (http://wadthai.info/topic02_more.htm)
วัดป่าโพธิวัน Bodhivan Monastery
ยินดีเปิดต้อนรับท่านทุกวัน
กิจกรรมในแต่ละวัน
เวลา 10.45 น. : การถวายภัตตราหารมื้อหลักแก่พระภิกษุ
เวลา 19.00 น. : การฝึกสมาธิและสวดมนต์
หากท่านขับรถจากเมลเบิร์น ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยขับไปทางมารูนดาร์ไฮเวย์ (
Maroondah Highway) มุ่งสู่ ลิลลี่เดล (Lilydale) เข้าไปทาง วอร์เบอร์ตัน ไฮเวย์ (
Warburton Highway) ไปทาง อีส วอร์เบอร์ตัน (East Warburton) ที่อยู่ของวัดเลี้ยวออกทางเดียวกับบราแฮมส์ ครีคไวเนอรี่ (Brahams Creek Winery) เลยอีส วอร์เบอร์ตันไป 3 กิโลเมตร
วัดป่าในวิคตอเรีย
นับตั้งแต่สมัยพุทธการเป็นต้นมา พระภิกษุในพุทธศาสนา ได้ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คืออยู่อย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติ ห่างไกลจากความเครียดและความวุ่นวายของชีวิตชาวเมือง การมีชีวิตเรียบง่ายในธรรมชาติอย่างเงียบๆ และสันโดษนั้นเหมาะสมที่สุด สำหรับกรพัฒนาให้เกิดความสันติสุข และสติปัญญาในประเทศออสเตรเรีย
ความสนใจในพุทธศาสนา โดยเฉพาะคำสอนของหลวงพ่อชา สุภัทโท ที่มีมากขึ้นตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา
ชาวพุทธในเมลเบิร์นได้นิมนต์ศิษย์ของหลวงพ่อชา มาสอนธรรมะให้เป็นประจำในปี ๒๕๔๑ พระอาจารย์อนันต์และพระอาจารย์กัลยาโณ แห่งวัดมาบจันทร์ จังหวัดระยอง ได้รับการนิมนต์มาจากกลุ่มชาวพุทธ ในท้องถิ่นให้สร้างวัดป่าขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนธันวาคม ๒๕๔๓ ได้มีการจัดซื้อสถานที่แหงหนึ่ง ซึ่งเหมาะสมสำหรับการสร้างวัดป่า
ต่อมาในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๔ พระอาจารย์กัลยาโณ และพระอาจารย์อนันโท ได้เดินทางจากประเทศไทยไปยังเมลเบิร์นและเริ่มก่อสร้างวัดป่าซึ่งมีชื่อว่าโพธิวัน ณที่แห่งนั้น
วัดโพธิวัน
สมภารองค์แรกของวัดคือพระอาจารย์กัลยาโณนั้น ได้บวชเป็นพระภิกษุที่วัดหนองป่าพง ของหลวงพ่อชาในปี ๒๕๒๘ หลังจากที่ได้ฝึกปฏิบัติอยู่ที่วัดหนองป่าพงและวัดป่านานาชาติเป็นเวลา ๖ ปีแล้ว จึงได้ย้ายไปปฏิบัติต่อที่วัดมาบจันทร์ ภายใต้การควบคุมดูแลของพระอาจารย์อนันต์อีก ๑๐ ปี วัดโพธิวันตั้งอยู่ในเขตแม่น้ำยาร์รา (Yarra River Valley)
ซึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านของอีส วอร์เบอร์ตัน (East Warburton) ห่างจากเมลเบิร์นปราณ ๘๐ กิโลเมตร ในอาณาบริเวณประมาณ ๗๖ เอเคอร์ (๒๐๐ ไร่) ซึ่งอยู่ชายป่าของวนอุทยายยาร์รา สเตท (Yarra State Forest) นี้เป็นพื้นที่เนินเขาสลับซับซ้อนงดงามและยังคงไว้ซึ่งสภาวะแวดล้อมธรรมชาติ ที่เต็มไปด้วยพืชพื้นเมืองและสัตว์ป่านานาชนิด เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ ในวัดพระภิกษุจึงต้องจำพรรษารวมกันอยู่ในห้อง (Cabin) เช่าที่ตั้งอยู่ห่างจากประตูวัดประมาณ ๕๐๐ เมตร การพัฒนาวัดจะต้องทำไปตามลำดับ โดยเริ่มจากการหักร้างถางพง และต่อน้ำไฟเข้ามาใช้ ในด้านการก่อสร้างครั้งแรกจะสร้างกุฏิ ๔ หลัง กระจัดกระจายอยู่ตามบริเวณที่ได้หักร้างถางพงไว้แล้วในป่าและจะต้องสร้างโรงครัว และห้องน้ำในบริเวณกลางของวัด
การปฏิบัติธรรมในวัดนี้ เป็นการปฏิบัติตามแบบวัดป่าของหลวงพ่อชา ซึ่งเน้นว่าความรู้ทางด้านการศึกษาอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถนำไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้ แต่จะเป็นไปได้จากประสบการณ์ตรง ของแต่ละบุคคลจากวิปัสสนาญาณ
ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาต ิเมื่อจิตแจ่มใสมีพลังและสงบนิ่งเท่านั้น การทำกรรมฐาน ไม่จำเป็นต้องทำเฉพาะขณะนั่งภาวน ตามแบบแผนโดยทั่วไป แต่สามารถทำได้ทุกขณะ ที่ทำกิจวัตรในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกัน การทำความสะอาด การรับประทานอาหารหรือการพักผ่อน กิจวัตรประจำวันของพระภิกษุเริ่มต้นด้วยการทำกรรมฐาน
เมื่อเวลา ๔.๐๐ น. และหลังจากรับประทานอาหารเช้าอย่างง่ายๆ แล้วมักจะมีการทำงานระยะหนึ่งก่อนอาการมื้อหลัก ในเวลา ๑๐.๔๕ น.เวลาที่เหลือทั้งวันหลังจากนั้น จะแยกย้ายกันไปเดินจงกลม นั่งสมาธิและศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีการรวมฉันน้ำปานะ ในเวลา ๑๗.๐๐ น. ครั้งหนึ่ง เมื่อถึงเวลา ๑๙.๐๐ น. จึงมารวมกันนั่งสมาธิ สวดมนต์และบางครั้งพระผู้ใหญ่ อาจจะบรรยายเกี่ยวกับหลักพุทธศาสนา การทำกรรมฐาน หรือแนะนำวัตรปฏิบัติที่เหมาะควรแก่พระภิกษุ
คณะสงฆ์ และฆราวาส
คณะสงฆ์ดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ ภายใต้ศรีตามพุทธบัญญัติ ซึ่งมาตรฐานนี้ทำให้คณะสงฆ์ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ หากปราศจากการบริจาคทางด้านวัตถุที่จำเป็นจากฆราวาส ข้อจำกัดนี้ เปิดโอกาสให้พระภิกษุมีชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ โดยพึ่งพาวัตถุของทางโลกน้อยที่สุด ทำให้มีอิสระในการที่จะอุทิศตนเพื่อศึกษา และปฏิบัติธรรมเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสโดยตรง แก่ฆราวาสให้มีความยินดี ในการลดละความเห็นแก่ตัวลงไป เป็นการปลูกฝังความเมตตากรุณา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาความสงบสุขภายในจิตใจของทุกคน พระภิกษุเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณแก่ผู้ที่มาวัด และแก่ผู้ที่อยู่ในเมืองซึ่งนิมนต์ท่านไปบรรยายธรรมะและนำฝึกอบรมกรรมฐาน อย่างไรดี เพียงการได้พบเห็นท่านผู้อุทิศตนอย่างจริงจัง เพื่อกระทำความดีให้ถึงที่สุดก็มักจะเป็นการสอนที่มีผลสูงสุดอยู่ในตัวแล้ว
บทส่งท้าย
เดี๋ยวจะหาว่าผมเห่อแต่คนต่างชาติ ผมจึงขอเล่าประสบการณ์ที่ประทับใจจากการได้พบปะกับพระไทยองค์หนึ่งนอกเมืองเชียงใหม่เมื่อนานมาแล้ว ท่านธุดงค์มาจากอีสาน ท่านเล่าให้ผมฟังว่าทุกๆ ปีท่านจะต้องมาธุดงค์เพื่อขจัดกิเลส ผมถามท่านว่าเป็นพระอยู่ในวัดบ้านนอกที่อีสานก็ยังมีกิเลสอีกหรือ ท่านบอกว่ามีสิ วัดนี่แหละเป็นบ่อเกิดแห่งกิเลสที่สำคัญแหล่งหนึ่งเหมือนกัน ท่านเล่าให้ฟังว่า มีคนนิมนต์ให้ท่านไปเทศน์บ่อยๆ ท่านจึงเกิดความรู้สึกว่า ข้านี่เก่งแฮะ เทศน์เก่ง คนถึงได้นิมนต์ให้ท่านไปเทศน์อยู่เรื่อยๆ แทนที่จะนิมนต์พระองค์อื่นซึ่งแก่พรรษามากกว่าท่าน ท่านบอกว่านี่แหละคือกิเลส เพื่อนๆ อ่านแล้วคิดอย่างไรบ้างครับ
สุดท้ายนี้ขอสวัสดีปีใหม่ให้กับเพื่อนๆ ทุกคน ขอให้มีความสุขตลอดไป ขอให้ทุกคนในประเทศชาติรักกัน
วันนั้นมีคนจะถวายตู้เซฟ ถวายคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ให้วัด ท่านบอกว่าท่านไม่เอา เพราะท่านไม่มีของมีค่าที่จะเก็บรักษา คอมพิวเตอร์ก็มีแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีไปอีกทำไม ที่วัดต้องการคือต้นไม้ แต่ต้องเป็นต้นไม้ที่ขึ้นง่ายเลี้ยงง่าย เพราะออสเตรเลียขาดแคลนน้ำ
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=184158
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/757/16757/images/Melbourne1.jpg
วิหารของวัดป่าโพธิวัน ข้างนอกเพิ่งจะสร้างเสร็จแต่ข้างในยังไม่เรียบร้อย (รูปนี้ถ่ายเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2550) ดูลักษณะสถาปัตยกรรมแล้วน่าสนใจและน่าคิด โครงสร้างเป็นสไตล์วัดไทยอย่างแน่นอน แต่ไม่มีรายละเอียดต่างๆ ที่ทำให้ดูอ่อนช้อยและสวยงาม จึงทำให้ดูค่อนข้างที่จะแข็งกระด้าง ซึ่งเป็นแนวสถาปัตยกรรมของชาวออสเตรเลีย ไม่ค่อยมีความอ่อนช้อย แต่ดูกลมกลืนกับธรรมชาติและใช้งานได้ดี ทำให้ผมนึกต่อไปว่า อาคารแบบนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของศาสนาพุทธได้ดีกว่าวัดในเมืองไทยหรือเปล่า เพราะการก่อสร้างนี้เน้นเรื่องความเรียบง่าย ปราศจากเครื่องประดับ เพื่อนๆ คิดอย่างไรบ้างครับ มด 3 ตัวที่อยู่ในรูปภาพคือภรรยาผม ตัวผม และอาจารย์รวงทอง ฉายะพงษ์อดีตอาจารย์เศรษฐศาสตร์จุฬาฯ ซึ่งพาทั้งครอบครัวหนีความอึกทึกวุ่นวายของกรุงเทพฯ ไปอยู่ที่เมลเบิร์นมาเกือบ 20 ปีแล้ว
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/757/16757/images/Melbourne2.jpg
วิหารวัดป่าโพธิวันจากอีกมุมมองหนึ่ง
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/757/16757/images/Melbourne3.jpg
สภาพแวดล้อมของวัดป่าโพธิวัน ดูแล้วช่างสวยและสงบจริงๆ น่าไปนั่งสมาธิมากๆ เสียอย่างเดียวมีแมลงวันเยอะเหลือเกิน และหน้าหนาวก็คงหนาวน่าดู (ช่วงนี้ที่ออสเตรเลียเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูร้อนครับ)
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/757/16757/images/Melbourne4.jpg
พระพุทธรูปหน้ากุฎิของเจ้าอาวาส
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/757/16757/images/Melbourne5.jpg
ท่านเจ้าอาวาสกำลังสนทนาธรรมกับอุบาสกและอุบาสิกา ท่านใช้ภาษาไทยได้ดีมาก แต่วันนี้ท่านพูดภาษาอังกฤษเพราะมีชาวศรีลังกาและชาวออสเตรเลียมาถวายเพลด้วย ท่านสอนด้วยภาษาง่ายๆ แต่เข้าใจง่าย และเหมาะสมกับชีวิตประจำวันในปัจจุบันมาก วันที่ไปนั้น ท่านสอนว่าความไม่พอเพียงเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ ความอยากได้ และความโลภ สำหรับตัวท่านนั้นขณะนี้มีความทุกข์อยู่อย่างเดียวคือ ต้องคิดว่าเมื่อจีวรของท่านขาดแล้วท่านจะไปหาจีวรใหม่มาจากไหน
ไปวัดนี้มาแล้วมีความรู้สึกว่า ชาวต่างชาติที่บวชในร่มกาสาวพัตร ท่านเข้าใจแก่นแท้ของศาสนาพุทธได้ดีกว่าพระไทยหลายองค์ และสามารถบรรยายธรรมได้เข้าถึงคนทั่วไปได้ดีมากๆ
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/757/16757/images/Melbourne7.JPG
อุบาสก อุบาสิกาที่มาฟังธรรมและช่วยเหลือในการก่อสร้างวัดนี้ มั้งคนไทย คนศรีลังกา คนมาเลเซีย คนสิงคโปร์ และคนออสเตรเลีย แสดงว่าแนวทางของท่านอาจารย์ชานี่เป็นแนวทางที่สากลมาก เป็นยอมรับของคนหลายชาติ
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/757/16757/images/Melbourne6.jpg
อีกมุมหนึ่งของวัดป่าโพธิวัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสงบร่มรื่นท่ามกลางธรรมชาติของวัดนี้ คนทางขวา 2 คนเป็นอดีตอาจารย์เศรษฐศาสตร์จุฬาฯ ส่วนคนซ้ายมือเป็นลูกศิษย์ของ 2 ท่านนี้สมัยอยู่จุฬาฯ
ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่ได้จากเว็บไซต์ http://wadthai.info/topic02_more.htm (http://wadthai.info/topic02_more.htm)
วัดป่าโพธิวัน Bodhivan Monastery
ยินดีเปิดต้อนรับท่านทุกวัน
กิจกรรมในแต่ละวัน
เวลา 10.45 น. : การถวายภัตตราหารมื้อหลักแก่พระภิกษุ
เวลา 19.00 น. : การฝึกสมาธิและสวดมนต์
หากท่านขับรถจากเมลเบิร์น ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยขับไปทางมารูนดาร์ไฮเวย์ (
Maroondah Highway) มุ่งสู่ ลิลลี่เดล (Lilydale) เข้าไปทาง วอร์เบอร์ตัน ไฮเวย์ (
Warburton Highway) ไปทาง อีส วอร์เบอร์ตัน (East Warburton) ที่อยู่ของวัดเลี้ยวออกทางเดียวกับบราแฮมส์ ครีคไวเนอรี่ (Brahams Creek Winery) เลยอีส วอร์เบอร์ตันไป 3 กิโลเมตร
วัดป่าในวิคตอเรีย
นับตั้งแต่สมัยพุทธการเป็นต้นมา พระภิกษุในพุทธศาสนา ได้ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คืออยู่อย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติ ห่างไกลจากความเครียดและความวุ่นวายของชีวิตชาวเมือง การมีชีวิตเรียบง่ายในธรรมชาติอย่างเงียบๆ และสันโดษนั้นเหมาะสมที่สุด สำหรับกรพัฒนาให้เกิดความสันติสุข และสติปัญญาในประเทศออสเตรเรีย
ความสนใจในพุทธศาสนา โดยเฉพาะคำสอนของหลวงพ่อชา สุภัทโท ที่มีมากขึ้นตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา
ชาวพุทธในเมลเบิร์นได้นิมนต์ศิษย์ของหลวงพ่อชา มาสอนธรรมะให้เป็นประจำในปี ๒๕๔๑ พระอาจารย์อนันต์และพระอาจารย์กัลยาโณ แห่งวัดมาบจันทร์ จังหวัดระยอง ได้รับการนิมนต์มาจากกลุ่มชาวพุทธ ในท้องถิ่นให้สร้างวัดป่าขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนธันวาคม ๒๕๔๓ ได้มีการจัดซื้อสถานที่แหงหนึ่ง ซึ่งเหมาะสมสำหรับการสร้างวัดป่า
ต่อมาในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๔ พระอาจารย์กัลยาโณ และพระอาจารย์อนันโท ได้เดินทางจากประเทศไทยไปยังเมลเบิร์นและเริ่มก่อสร้างวัดป่าซึ่งมีชื่อว่าโพธิวัน ณที่แห่งนั้น
วัดโพธิวัน
สมภารองค์แรกของวัดคือพระอาจารย์กัลยาโณนั้น ได้บวชเป็นพระภิกษุที่วัดหนองป่าพง ของหลวงพ่อชาในปี ๒๕๒๘ หลังจากที่ได้ฝึกปฏิบัติอยู่ที่วัดหนองป่าพงและวัดป่านานาชาติเป็นเวลา ๖ ปีแล้ว จึงได้ย้ายไปปฏิบัติต่อที่วัดมาบจันทร์ ภายใต้การควบคุมดูแลของพระอาจารย์อนันต์อีก ๑๐ ปี วัดโพธิวันตั้งอยู่ในเขตแม่น้ำยาร์รา (Yarra River Valley)
ซึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านของอีส วอร์เบอร์ตัน (East Warburton) ห่างจากเมลเบิร์นปราณ ๘๐ กิโลเมตร ในอาณาบริเวณประมาณ ๗๖ เอเคอร์ (๒๐๐ ไร่) ซึ่งอยู่ชายป่าของวนอุทยายยาร์รา สเตท (Yarra State Forest) นี้เป็นพื้นที่เนินเขาสลับซับซ้อนงดงามและยังคงไว้ซึ่งสภาวะแวดล้อมธรรมชาติ ที่เต็มไปด้วยพืชพื้นเมืองและสัตว์ป่านานาชนิด เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ ในวัดพระภิกษุจึงต้องจำพรรษารวมกันอยู่ในห้อง (Cabin) เช่าที่ตั้งอยู่ห่างจากประตูวัดประมาณ ๕๐๐ เมตร การพัฒนาวัดจะต้องทำไปตามลำดับ โดยเริ่มจากการหักร้างถางพง และต่อน้ำไฟเข้ามาใช้ ในด้านการก่อสร้างครั้งแรกจะสร้างกุฏิ ๔ หลัง กระจัดกระจายอยู่ตามบริเวณที่ได้หักร้างถางพงไว้แล้วในป่าและจะต้องสร้างโรงครัว และห้องน้ำในบริเวณกลางของวัด
การปฏิบัติธรรมในวัดนี้ เป็นการปฏิบัติตามแบบวัดป่าของหลวงพ่อชา ซึ่งเน้นว่าความรู้ทางด้านการศึกษาอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถนำไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้ แต่จะเป็นไปได้จากประสบการณ์ตรง ของแต่ละบุคคลจากวิปัสสนาญาณ
ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาต ิเมื่อจิตแจ่มใสมีพลังและสงบนิ่งเท่านั้น การทำกรรมฐาน ไม่จำเป็นต้องทำเฉพาะขณะนั่งภาวน ตามแบบแผนโดยทั่วไป แต่สามารถทำได้ทุกขณะ ที่ทำกิจวัตรในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกัน การทำความสะอาด การรับประทานอาหารหรือการพักผ่อน กิจวัตรประจำวันของพระภิกษุเริ่มต้นด้วยการทำกรรมฐาน
เมื่อเวลา ๔.๐๐ น. และหลังจากรับประทานอาหารเช้าอย่างง่ายๆ แล้วมักจะมีการทำงานระยะหนึ่งก่อนอาการมื้อหลัก ในเวลา ๑๐.๔๕ น.เวลาที่เหลือทั้งวันหลังจากนั้น จะแยกย้ายกันไปเดินจงกลม นั่งสมาธิและศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีการรวมฉันน้ำปานะ ในเวลา ๑๗.๐๐ น. ครั้งหนึ่ง เมื่อถึงเวลา ๑๙.๐๐ น. จึงมารวมกันนั่งสมาธิ สวดมนต์และบางครั้งพระผู้ใหญ่ อาจจะบรรยายเกี่ยวกับหลักพุทธศาสนา การทำกรรมฐาน หรือแนะนำวัตรปฏิบัติที่เหมาะควรแก่พระภิกษุ
คณะสงฆ์ และฆราวาส
คณะสงฆ์ดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ ภายใต้ศรีตามพุทธบัญญัติ ซึ่งมาตรฐานนี้ทำให้คณะสงฆ์ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ หากปราศจากการบริจาคทางด้านวัตถุที่จำเป็นจากฆราวาส ข้อจำกัดนี้ เปิดโอกาสให้พระภิกษุมีชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ โดยพึ่งพาวัตถุของทางโลกน้อยที่สุด ทำให้มีอิสระในการที่จะอุทิศตนเพื่อศึกษา และปฏิบัติธรรมเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสโดยตรง แก่ฆราวาสให้มีความยินดี ในการลดละความเห็นแก่ตัวลงไป เป็นการปลูกฝังความเมตตากรุณา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาความสงบสุขภายในจิตใจของทุกคน พระภิกษุเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณแก่ผู้ที่มาวัด และแก่ผู้ที่อยู่ในเมืองซึ่งนิมนต์ท่านไปบรรยายธรรมะและนำฝึกอบรมกรรมฐาน อย่างไรดี เพียงการได้พบเห็นท่านผู้อุทิศตนอย่างจริงจัง เพื่อกระทำความดีให้ถึงที่สุดก็มักจะเป็นการสอนที่มีผลสูงสุดอยู่ในตัวแล้ว
บทส่งท้าย
เดี๋ยวจะหาว่าผมเห่อแต่คนต่างชาติ ผมจึงขอเล่าประสบการณ์ที่ประทับใจจากการได้พบปะกับพระไทยองค์หนึ่งนอกเมืองเชียงใหม่เมื่อนานมาแล้ว ท่านธุดงค์มาจากอีสาน ท่านเล่าให้ผมฟังว่าทุกๆ ปีท่านจะต้องมาธุดงค์เพื่อขจัดกิเลส ผมถามท่านว่าเป็นพระอยู่ในวัดบ้านนอกที่อีสานก็ยังมีกิเลสอีกหรือ ท่านบอกว่ามีสิ วัดนี่แหละเป็นบ่อเกิดแห่งกิเลสที่สำคัญแหล่งหนึ่งเหมือนกัน ท่านเล่าให้ฟังว่า มีคนนิมนต์ให้ท่านไปเทศน์บ่อยๆ ท่านจึงเกิดความรู้สึกว่า ข้านี่เก่งแฮะ เทศน์เก่ง คนถึงได้นิมนต์ให้ท่านไปเทศน์อยู่เรื่อยๆ แทนที่จะนิมนต์พระองค์อื่นซึ่งแก่พรรษามากกว่าท่าน ท่านบอกว่านี่แหละคือกิเลส เพื่อนๆ อ่านแล้วคิดอย่างไรบ้างครับ
สุดท้ายนี้ขอสวัสดีปีใหม่ให้กับเพื่อนๆ ทุกคน ขอให้มีความสุขตลอดไป ขอให้ทุกคนในประเทศชาติรักกัน
วันนั้นมีคนจะถวายตู้เซฟ ถวายคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ให้วัด ท่านบอกว่าท่านไม่เอา เพราะท่านไม่มีของมีค่าที่จะเก็บรักษา คอมพิวเตอร์ก็มีแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีไปอีกทำไม ที่วัดต้องการคือต้นไม้ แต่ต้องเป็นต้นไม้ที่ขึ้นง่ายเลี้ยงง่าย เพราะออสเตรเลียขาดแคลนน้ำ
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=184158