WebSnow
01-09-2005, 08:34 PM
ประมุขสงฆ์ทั่วโลก ยกไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา โดยใช้พุทธมณฑลเป็นที่ตั้ง พร้อมจัดประชุมวิสาขบูชาโลกในไทยต่อเนื่องถึงวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในปี 2551 นานาชาติสนับสนุนงบประมาณในการเผยแผ่ จัดทำห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์พุทธศาสนาให้สงฆ์และพุทธศาสนิกชนได้ค้นคว้า
จากการประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก ประจำปี 2548 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1822 พ.ค.นี้ โดยเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ซึ่งเป็นการจัดงานวันที่ 3 ได้มีพิธีปิดการประชุมและประกอบพิธีวิสาขบูชานานาชาติ ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์(อุปเสณมหาเถร)ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานปิดการประชุม
สมเด็จพระพุฒาจารย์ กล่าวธรรมกถาปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า ขอแสดงความปลาบปลื้มอย่างยิ่งที่ได้เห็นคณะสงฆ์ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน ได้แสดงความเป็นมิตรและเป็นพี่น้องกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกนิกาย ด้วยจุดประสงค์หลักเดียวกัน คือ การจรรโลงพุทธศาสนาไว้เป็นศาสนาที่จะเป็นประทีปของโลก โดยนำเอาพระธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกประกาศแก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่ คือ ความสงบสุขของชาวโลก การที่ท่านร่วมกันแสดงความเห็น จนกระทั่งประกาศออกมาเป็นแถลงการณ์ร่วมกันแสดงให้เห็นว่าเรามีความเป็นญาติเป็นมิตรร่วมกัน ทำให้เราทั้งหลายเกิดความมั่นใจว่า พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะสามารถแผ่ขยายออกไปยังชาวโลก เพื่อแก้ปัญหาที่รุ่มร้อน รุนแรงและสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในภูมิภาค
ในนามของคณะสงฆ์ไทย รัฐบาลไทยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คณะกรรมการฝ่ายต่างๆ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.) และประชาชนชาวไทยขอแสดงน้ำใจต่อท่านทั้งหลายที่ประกอบด้วยเมตตาธรรม ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้ก็เพราะรัฐบาลไทยโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความปรารถนาอย่างสูงยิ่งที่จะให้ผู้นำศาสนาจากประเทศต่างๆ มาร่วมประชุมในประเทศไทยและประกอบพิธีวิสาขบูชาโลกร่วมกัน"
พระเทพโสภณ อธิการบดี มจร.เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้มีการจัดประชุมวิสาขบูชาโลก ในปีต่อไปที่ประเทศไทย และจะจัดต่อเนื่องจนถึงปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในปี 2551 ซึ่งในปีนั้น จะจัดประชุมและเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่
นอกจากนี้ที่ประชุมได้เสนอให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลก ตั้งอยู่ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยการเสนอดังกล่าวเป็นข้อเสนอของฝ่ายมหายาน ที่เห็นว่าพุทธมณฑลของไทยนั้นมีพื้นที่กว้างใหญ่และมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมาะสมแก่การจัดงานทางพุทธศาสนา ซึ่งคำว่า ศูนย์กลางนั้นหมายถึงเป็นที่ที่ชาวพุทธจะมาฉลองวันวิสาขบูชาร่วมกัน โดยจะเป็นสถานที่ในการจัดพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งมีนานาประเทศร่วมกันเป็นเจ้าภาพ
ทั้งนี้ ในการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลกนั้น หากประเทศไทยจะมีการก่อสร้างหอประชุม หรือที่พักสำหรับผู้มาร่วมงาน ตลอดจนการฝึกอบรมศึกษาเผยแผ่ศาสนา นานาประเทศต่างพร้อมที่จะให้การสนับสนุนงบประมาณร่วมกับประเทศไทย
"ได้มีการเสนอด้วยว่าให้มีห้องสมุดพุทธศาสนา เป็นแหล่งรวบรวมหนังสือพุทธศาสนาจากนานาชาติและจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ทางพุทธศาสนา ซึ่งจะมีพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางดำเนินการเหมือนกับเป็น เอ็กซ์โปพุทธศาสนา และที่ประชุมยังได้มอบหมายให้อาตมา เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการเตรียมการจัดงานในการฉลองวันวิสาขบูชาโลกในปีต่อไปพระเทพโสภณ กล่าว
สำหรับแถลงการณ์ร่วมการประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลกนั้น ที่ประชุมมีข้อตกลง 7 ประการ ดังนี้
ให้มีการทำงานร่วมกันโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างนิกายในพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมความเป็นเอกภาพและความสามัคคีในหมู่พุธศาสนิกชน
ให้มีการพัฒนาการศึกษา การส่งเสริมความเข้าใจร่วมกัน การเคารพนับถือซึ่งกันและกัน และการสร้างสันติสุขภายในระหว่างพุทธศาสนิกชนและชุมชนชาวพุทธ
ให้มีการสร้างเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการพัฒนาด้านศีลธรรมและจริยธรรม
ให้มีการทำงานร่วมกันในการพัฒนาสังคม โดยปราศจากอคติ เพื่อประโยชน์แห่งมวลมนุษยชาติ
ให้ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา และหลักคำสอนอันบริสุทธิ์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งคุณค่าสากลของพระพุทธศาสนา
ให้สนับสนุนประเทศและเมือง อื่นๆ ในการจัดประชุมชาวพุทธนานาชาติและสนับสนุนการจัดประชุมโลก เรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศจีน และ
ให้จัดพิธีฉลองวันวิสาขบูชาโลกในประเทศไทยต่อไป โดยให้มีพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลก และให้ มจร.เป็นผู้ประสานงานการจัดงานดังกล่าวต่อไป
นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานดังกล่าว กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และในส่วนของรัฐบาลยินดีให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมพุทธศาสนาในปีต่อไป
วันเดียวกันนี้ ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย สถาบันสื่อมวลชนชาวพุทธแห่งประเทศไทย และ เครือข่ายชาวพุทธได้จัดการอภิปรายวิชาการทางพระพุทธศาสนา โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานคณะกรรมการมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด กล่าวในหัวข้อพระพุทธศาสนากับการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ว่า หากยึดถือศีล 5 เป็นหลักปฏิบัติแล้วจะทำได้โดยง่าย และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันก็จะไม่เกิดขึ้นสังคมก็จะเกิดความสงบสุขซึ่งเป็นสุดยอดปรารถนาของทุกคน และทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เบาพระราชกรณียกิจ และภาระที่พระองค์ทรงแบกมาตลอด ก็จะเบาบางลงด้วย ขณะนี้สังคมไทยกำลังน่าเป็นห่วง ดังนั้น ควรต้องช่วยกันแก้ไขและช่วยกันสกัดกั้นให้จงได้ จึงขอให้ยึดตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงยึด 10 หลักทศพิธราชธรรม และเรื่องนี้ก็ได้ทรงแช่งไว้แล้ว จึงขอให้คนที่ทุจริตระวังตัวไว้
"คนที่ทุจริตคอร์รัปชั่น คือ คนที่ไม่รู้จักศีล 5 ซึ่งเป็นบาปและจะติดตามตัว ไม่มีวันหนีพ้นกรรม ทั้งนี้หากยึดมั่นในธรรมะ ก็จะลดทุจริตคอร์รัปชันลงได้ สำหรับพระสงฆ์จะต้องบุก ต้องลุยด้วย จะเทศน์อย่างเดียวไม่ได้แล้วจะต้องจี้ให้คนกลัว และเห็นบาปให้ได้ เพราะบาปทำลายสังคม ประเทศและโลก และในส่วนของทุกภาคส่วนของสังคมก็จะต้องร่วมมือกัน อย่ารอไปชี้หน้าว่าคนอื่นไม่ทำ แต่เราต้องเริ่มทำจากตัวเราก่อน หากทำเช่นนี้แล้ว ผลสุดท้ายไทยก็จะบรรจุสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงตั้งความปรารถนาสูงสุดไว้ คือ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม" ดร.สุเมธ กล่าว ที่มา : นสพ.ผู้จัดการ 21 พ.ค.48 (http://www.manager.co.th/)
จากการประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก ประจำปี 2548 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1822 พ.ค.นี้ โดยเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ซึ่งเป็นการจัดงานวันที่ 3 ได้มีพิธีปิดการประชุมและประกอบพิธีวิสาขบูชานานาชาติ ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์(อุปเสณมหาเถร)ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานปิดการประชุม
สมเด็จพระพุฒาจารย์ กล่าวธรรมกถาปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า ขอแสดงความปลาบปลื้มอย่างยิ่งที่ได้เห็นคณะสงฆ์ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน ได้แสดงความเป็นมิตรและเป็นพี่น้องกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกนิกาย ด้วยจุดประสงค์หลักเดียวกัน คือ การจรรโลงพุทธศาสนาไว้เป็นศาสนาที่จะเป็นประทีปของโลก โดยนำเอาพระธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกประกาศแก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่ คือ ความสงบสุขของชาวโลก การที่ท่านร่วมกันแสดงความเห็น จนกระทั่งประกาศออกมาเป็นแถลงการณ์ร่วมกันแสดงให้เห็นว่าเรามีความเป็นญาติเป็นมิตรร่วมกัน ทำให้เราทั้งหลายเกิดความมั่นใจว่า พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะสามารถแผ่ขยายออกไปยังชาวโลก เพื่อแก้ปัญหาที่รุ่มร้อน รุนแรงและสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในภูมิภาค
ในนามของคณะสงฆ์ไทย รัฐบาลไทยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คณะกรรมการฝ่ายต่างๆ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.) และประชาชนชาวไทยขอแสดงน้ำใจต่อท่านทั้งหลายที่ประกอบด้วยเมตตาธรรม ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้ก็เพราะรัฐบาลไทยโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความปรารถนาอย่างสูงยิ่งที่จะให้ผู้นำศาสนาจากประเทศต่างๆ มาร่วมประชุมในประเทศไทยและประกอบพิธีวิสาขบูชาโลกร่วมกัน"
พระเทพโสภณ อธิการบดี มจร.เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้มีการจัดประชุมวิสาขบูชาโลก ในปีต่อไปที่ประเทศไทย และจะจัดต่อเนื่องจนถึงปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในปี 2551 ซึ่งในปีนั้น จะจัดประชุมและเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่
นอกจากนี้ที่ประชุมได้เสนอให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลก ตั้งอยู่ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยการเสนอดังกล่าวเป็นข้อเสนอของฝ่ายมหายาน ที่เห็นว่าพุทธมณฑลของไทยนั้นมีพื้นที่กว้างใหญ่และมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมาะสมแก่การจัดงานทางพุทธศาสนา ซึ่งคำว่า ศูนย์กลางนั้นหมายถึงเป็นที่ที่ชาวพุทธจะมาฉลองวันวิสาขบูชาร่วมกัน โดยจะเป็นสถานที่ในการจัดพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งมีนานาประเทศร่วมกันเป็นเจ้าภาพ
ทั้งนี้ ในการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลกนั้น หากประเทศไทยจะมีการก่อสร้างหอประชุม หรือที่พักสำหรับผู้มาร่วมงาน ตลอดจนการฝึกอบรมศึกษาเผยแผ่ศาสนา นานาประเทศต่างพร้อมที่จะให้การสนับสนุนงบประมาณร่วมกับประเทศไทย
"ได้มีการเสนอด้วยว่าให้มีห้องสมุดพุทธศาสนา เป็นแหล่งรวบรวมหนังสือพุทธศาสนาจากนานาชาติและจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ทางพุทธศาสนา ซึ่งจะมีพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางดำเนินการเหมือนกับเป็น เอ็กซ์โปพุทธศาสนา และที่ประชุมยังได้มอบหมายให้อาตมา เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการเตรียมการจัดงานในการฉลองวันวิสาขบูชาโลกในปีต่อไปพระเทพโสภณ กล่าว
สำหรับแถลงการณ์ร่วมการประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลกนั้น ที่ประชุมมีข้อตกลง 7 ประการ ดังนี้
ให้มีการทำงานร่วมกันโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างนิกายในพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมความเป็นเอกภาพและความสามัคคีในหมู่พุธศาสนิกชน
ให้มีการพัฒนาการศึกษา การส่งเสริมความเข้าใจร่วมกัน การเคารพนับถือซึ่งกันและกัน และการสร้างสันติสุขภายในระหว่างพุทธศาสนิกชนและชุมชนชาวพุทธ
ให้มีการสร้างเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการพัฒนาด้านศีลธรรมและจริยธรรม
ให้มีการทำงานร่วมกันในการพัฒนาสังคม โดยปราศจากอคติ เพื่อประโยชน์แห่งมวลมนุษยชาติ
ให้ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา และหลักคำสอนอันบริสุทธิ์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งคุณค่าสากลของพระพุทธศาสนา
ให้สนับสนุนประเทศและเมือง อื่นๆ ในการจัดประชุมชาวพุทธนานาชาติและสนับสนุนการจัดประชุมโลก เรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศจีน และ
ให้จัดพิธีฉลองวันวิสาขบูชาโลกในประเทศไทยต่อไป โดยให้มีพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลก และให้ มจร.เป็นผู้ประสานงานการจัดงานดังกล่าวต่อไป
นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานดังกล่าว กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และในส่วนของรัฐบาลยินดีให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมพุทธศาสนาในปีต่อไป
วันเดียวกันนี้ ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย สถาบันสื่อมวลชนชาวพุทธแห่งประเทศไทย และ เครือข่ายชาวพุทธได้จัดการอภิปรายวิชาการทางพระพุทธศาสนา โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานคณะกรรมการมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด กล่าวในหัวข้อพระพุทธศาสนากับการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ว่า หากยึดถือศีล 5 เป็นหลักปฏิบัติแล้วจะทำได้โดยง่าย และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันก็จะไม่เกิดขึ้นสังคมก็จะเกิดความสงบสุขซึ่งเป็นสุดยอดปรารถนาของทุกคน และทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เบาพระราชกรณียกิจ และภาระที่พระองค์ทรงแบกมาตลอด ก็จะเบาบางลงด้วย ขณะนี้สังคมไทยกำลังน่าเป็นห่วง ดังนั้น ควรต้องช่วยกันแก้ไขและช่วยกันสกัดกั้นให้จงได้ จึงขอให้ยึดตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงยึด 10 หลักทศพิธราชธรรม และเรื่องนี้ก็ได้ทรงแช่งไว้แล้ว จึงขอให้คนที่ทุจริตระวังตัวไว้
"คนที่ทุจริตคอร์รัปชั่น คือ คนที่ไม่รู้จักศีล 5 ซึ่งเป็นบาปและจะติดตามตัว ไม่มีวันหนีพ้นกรรม ทั้งนี้หากยึดมั่นในธรรมะ ก็จะลดทุจริตคอร์รัปชันลงได้ สำหรับพระสงฆ์จะต้องบุก ต้องลุยด้วย จะเทศน์อย่างเดียวไม่ได้แล้วจะต้องจี้ให้คนกลัว และเห็นบาปให้ได้ เพราะบาปทำลายสังคม ประเทศและโลก และในส่วนของทุกภาคส่วนของสังคมก็จะต้องร่วมมือกัน อย่ารอไปชี้หน้าว่าคนอื่นไม่ทำ แต่เราต้องเริ่มทำจากตัวเราก่อน หากทำเช่นนี้แล้ว ผลสุดท้ายไทยก็จะบรรจุสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงตั้งความปรารถนาสูงสุดไว้ คือ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม" ดร.สุเมธ กล่าว ที่มา : นสพ.ผู้จัดการ 21 พ.ค.48 (http://www.manager.co.th/)