PDA

View Full Version : ฉบับที่ ๕๒ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๑


paang
03-07-2008, 07:51 AM
http://www.grathonbook.net/book/images/name5.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page1.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=/book/images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=/book/images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>เส้นทางพระโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์ คือ ผู้ตั้งความปรารถนาจะบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ใดพระองค์หนึ่งในกาลข้างหน้า ระหว่างการเวียนว่ายตายเกิดเพื่อสร้างบารมี ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจะถูกเรียกว่าพระโพธิสัตว์...

จริยาของพระโพธิสัตว์ คือ เป็นผู้เสียสละในทุกรูปแบบ ยอมทนทุกข์ทุกประการเพื่อความสุขของผู้อื่น ถึงขนาดสละเลือดเนื้อและชีวิต ก็ยินดีและเต็มใจ จะตัดแขนตัดขา เชือดเนื้อตัวเองก็สละได้ จุดหมายคือเพื่อบรรลุพระโพธิญาณ จะได้ขนถ่ายสัตว์โลกข้ามวัฏฏสงสาร...

เมื่อเกิดมาในโลก ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเป็นสัตว์ก็ตาม ท่านทั้งหลายเหล่านี้มักจะเป็นผู้นำเสมอ จะนำหมู่คณะสร้างสมบารมี ด้วยการสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ เป็นที่ประจักษ์ตาทั้งด้านรูปธรรมนามธรรม เป็นที่กล่าวขวัญเลื่องลือไปตราบนานเท่านาน...

ประเทศพม่าเป็นดินแดนพระพุทธศาสนา มีปูชนียสถานและปูชนียวัตถุสำคัญอยู่มากมาย จนอาตมากล้าลงความเห็นว่า ดินแดนแห่งลุ่มน้ำอิระวดีของมหาอาณาจักรพุกามนั้น เป็นดินแดนของบรรดาพระโพธิสัตว์ที่เกิดมาเพื่อสร้างบารมีโดยแท้...

แม้จะเข้าประเทศพม่าปีละหลายครั้ง แต่ทุกครั้งอาตมาต่างรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเก่าที่คุ้นเคย ครั้งนี้ก็เช่นกันที่อาตมาได้นัดหมาย ท่านนาวิน (พระนาวิน สจฺจญาโณ) พระสหายผู้เป็นเจ้าอาวาส วัดหนองบัว ให้เป็นผู้นำทางไปนมัสการปูชนียสถาน และปูชนียวัตถุสำคัญ ในประเทศพม่าอีกครั้งหนึ่ง...

ครั้งนี้มีผู้ติดตามคือ ท่านชา (พระปรีชา จิรนาโค) ท่านป๊อป (พระกิตติพงษ์ ปญฺญาสาโร) ท่านตู่ (พระชาญชัย จารุธมฺโม) และ ทิดจิตร (จิตติพัฒน์ เอี่ยมโอด) รวม ๕ รูป กับ อีก ๑ คน...

*************************



ท่านนาวินไปรับอาตมาที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเกาะพระฤๅษี อาตมามอบชุดเครื่องเสียงราคาหลายหมื่นบาทให้ท่านไปใช้ที่วัดหนองบัว พร้อมเครื่องตัดหญ้าแบบสะพายหลัง และข้าวของเครื่องใช้อื่น ๆ อีกมาก เรียกว่ามาครั้งใดก็ขนจนเบื่อไปเอง...

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/02.jpg

ยึดกุฏิเจ้าอาวาสวัดตองไวเป็นที่พัก

ฉันเพลแล้วเสี่ยแสง (แสงชัย เพชรชื่นสกุล) ขับคุณทัดเทพ พาหนะคันเก่งของศูนย์ นำพวกเราไปหาซื้อข้าวของจำเป็นในตลาดทองผาภูมิ จากนั้นไปรับทิดจิตรที่บ้าน ตรงไปยังด่านเจดีย์สามองค์ ทำหนังสือขอผ่านแดน...

พม่าเพิ่งยกกองทัพประชิดชายแดนเพื่อกวาดล้างกะเหรี่ยง จึงมีการเข้มงวดในการขอผ่านด่านมากขึ้น แต่ก็ไม่นับว่าเป็นปัญหา พวกเรามาที่ตลาดสินค้าปลอดภาษีก่อน เพื่อแลกเงินพม่า และหาซื้อรองเท้าแบบพม่ามาเปลี่ยนคู่เก่าของตน...

อาตมาซื้อลูกประคำไม้ประดู่ ๒,๐๐๐ พวง จากร้านเจ้าประจำ ทำเอากระเป๋าเบาโหวงไปเลย และรวบรวมเงินจากทุกคนมาแลกเป็นเงินพม่า อัตราแลกเปลี่ยนวันนี้ ๑ บ./ ๙.๒๐ จั๊ต แต่ของเราแลกเป็นจำนวนมากได้ ๙.๒๕ จั๊ต / ๑ บาท...ส่วนรองเท้าไม่มีขนาดที่พอจะใส่ได้...

เสร็จแล้วไปพักที่วัดตองไว ท่านอาจารย์สุมังคะละต้อนรับด้วยความยินดี ให้คณะของเราพักที่กุฏิเจ้าอาวาส ซึ่งท่านยกให้ทั้งหลัง อาตมาช่วยเหลือวัดตองไวมาหลายปี มาถึงทีไรอยู่สบายฉันสบายทุกที...
ทุกคนลงขันสำหรับงานนี้คนละ ๕๐,๐๐๐ จั๊ต เพื่อเป็นค่าพาหนะ ค่าอาหาร ค่าที่พัก ฯลฯ โดยให้อาตมาเป็นผู้ถือเงิน ท่านอังกุระ พระสหายอีกรูปบอกว่า พม่าออกธนบัตรใบละพันจั๊ตแล้ว แต่ยังมาไม่ถึงที่นี่ ทุกคนจึงพกเงินย่ามโป่งไปตาม ๆ กัน...

บนเขาหลังวัดมีการสร้างเจดีย์โดยท่านนันทะมาลา ซึ่งมาทำแบบไม่บอกไม่กล่าวเจ้าถิ่นเลย เปิดเครื่องเสียงดังลั่นไปหมด อาตมาฟังดูก็เพลินดี ขณะที่ท่านนาวินออกไปทำใบอนุญาตเข้าเมืองชั้นในของพม่า และติดต่อรถที่จะเป็นพาหนะของเรา...

อาตมาไปสรงน้ำ มีโยมวัดคอยซักผ้าอาบให้ เป็นพระเถระก็สบายแบบนี้เอง กลับขึ้นกุฏิ ท่านวิสาระกำลังสอนภาษาพม่าให้ท่านป๊อปกับท่านตู่ ใช้ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาพม่า ฟังรู้บ้างไม่รู้บ้าง ฮากันกลิ้งเมื่อออกเสียงผิด...

นายรินเจ้าของรถชาวบ้านสองแคว ตามท่านนาวินมาตกลงเรื่องค่ารถ ขอสี่พันบาท ต่อรองสามพันเขาไม่ยอม เปลี่ยนเป็นสามหมื่นจั๊ต พ่อเจ้าประคุณขอไปปรึกษาทางบ้านดูก่อน ถ้ากลับมาแปลว่าไม่ตกลง ถ้าไม่มาคือพรุ่งนี้ไปด้วยกัน...

ท่านชาถวายเงินช่วยทำบุญระหว่างการเดินทาง ๑,๐๖๕ จั๊ต ส่วนอาตมาควักค่าฟิล์มจากท่านตู่มา ๑,๐๐๐ จั๊ต คำนวณค่ารถ - ค่าอาหาร แล้ว ถ้าไป ๒๐ วัน จะพอแบบเฉียดฉิว คิดแล้วเสียวไส้ ถ้าฉุกเฉินขึ้นมา ท่านนาวินเดือดร้อนแน่...


สวดมนต์ทำวัตรเย็น อุทิศส่วนกุศลเรียบร้อยแล้วมีพระไทย ชื่อท่านโต้ย มาคุยด้วย ท่านบรรเลงน้ำไหลไฟดับ แต่ค่อนข้างจะเพ้อเจ้อ พยายามจะขอพ่วงไปกับคณะของเราด้วย อาตมาต้องบอกความจริงว่า ถ้าไปด้วยต้องพร้อมติดคุก ท่านเลยเปิดแน่บ..!
*************************



ลุกเข้าห้องน้ำตอนตีสองครึ่ง อากาศเย็นกำลังดี ที่เกาะพระฤๅษี วันมา ๑๑ องศาเซลเซียสเข้าไปแล้ว กลับมาภาวนาจนครบชุด คนอื่นยังไม่กระดิกกระเดี้ยเลย อาตมาฉวยโอกาสไปสรงน้ำ หลวงตาโซหม่องพระเจ้าถิ่นทำท่าจะหนาวตายแทน..!

กลับมาสวดมนต์-ไหว้พระเรียบร้อยพอดีเขาตื่นกันครบ คุยกันเรื่องกำหนดการเดินทาง พอได้อรุณก็พากันไปฉันน้ำร้อนที่ศาลา รอจนพระเณรกลับจากบิณฑบาตก็เตรียมฉันเช้า ท่านอังกุระ มหาเปรียญจากสำนักมหากันตะยงคอยบริการ...


จะเป็นแกงเป็นผักน้ำพริกอะไรมันอร่อยไปหมด ใครว่าพระปฏิบัติลิ้นตะเข้ อย่าไปเชื่อเชียว ยิ่งความรู้สึกละเอียดเท่าไร ประสาทรับรสยิ่งลึกซึ้งเท่านั้น เพียงแต่เราต้องไม่เอาใจไปปรุงแต่งให้มันอยาก จนเป็นโทษแก่ตนเท่านั้น...

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/03.jpg

(จากซ้าไปขวา) ท่านป๊อป ท่านตู่ อาตมา ท่านปัญญาทีปะ ครูบาน้อย ที่นั่งอยู่คือท่านชา

ฉันเสร็จครู่เดียวนายรินก็มารับ เอารถค่อนข้างใหม่สำหรับพม่ามาเลยทีเดียว นับว่าบุญของคณะเราค่อนข้างดี ขนของขึ้นแล้ว ท่านปัญญาทีปะพระเถระจากเมืองปีเมี้ยว (แปร) มาขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แถมเอาธงฉัพพรรณรังสีมาติดให้ เป็นเครื่องหมายว่าเป็นรถของพระ ร่ำลากันเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทาง...

มารอพระอีก ๓ รูปจากวัดเสาร้อยต้นในตลาด แม่ของนายรินขอเก็บค่ารถรวดเดียวหมด เล่นประกันความเสี่ยงแบบนี้ ถ้าเกิดปัญหา เดินทางไม่ถึงที่หมาย อาตมาจะไปทวงคืนกับใครกันละจ๊ะ คราวก่อนมางานกฐินวัดหนองบัว ก็เสียท่านายท้ายเรือมาทีหนึ่งแล้ว...


http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/04.jpg

ปั๊ม PTT ของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยในพม่า

พระสามรูปท่านมาช้ามาก เล่นเอาท่านนาวินชักจะหงุดหงิด แถมจะมานั่งข้างหน้าซะอีก แต่พอเห็นคณะของเราเข้าไปอัดกันอยู่ ๕ รูป ก็ยอมไปนั่งตากแดดท้ายรถแต่โดยดี ให้มันรู้ซะบ้างซิว่าไผเป็นไผ ฮิ..ฮิ..!
กว่าจะจัดคนจัดของเข้าที่ กว่าจะออกรถได้ก็ ๐๙.๓๐ น. แวะด่านตรวจคนเข้าเมือง แจ้งจำนวนคน สถานที่ที่จะไป และกำหนดเวลาโดยประมาณ ทิดจิตรเห็นเวลาใกล้เพลเข้ามาทุกที เลยซื้อขนมมาประเคนพระซะก่อน กลัวว่าเลยเพลแล้วพระจะอดนะซิ..!

มาเติมน้ำมันเต็มถังที่ปั๊มป.ต.ท.ปั๊มเดียวในพม่า เจอราคาเมืองไทยเข้าไปด้วย จุกหน่อยนะนายรินนะ..มาผ่านด่านตรวจด่านแรก นายตรวจเห็นอาตมานั่งยืดเต็มที่ เลยอ้อมหนีไปถามท่านนาวินแทน โธ่..เจ้านาย แค่นี้ก็ต้องเกรงใจกันด้วย..!

ลุยฝุ่นกันละคราวนี้ นายรินเปิดเครื่องปรับอากาศในรถ อาตมา ท่านนาวิน ท่านชา ถึงกับมองหน้ากัน เพราะพวกเราเคยกินฝุ่นกันมาจนอิ่มทั้งนั้น ท่านป๊อปกับท่านตู่เขาทำบุญด้วยอะไรกันหนอ ? มาพม่าครั้งแรกก็สบายแบบนี้...

ผ่านบ้านยูวาติ๊ด บ้านจงกุย บ้านจอปุลุ มาจนถึงชองโส่งที่เป็นชุมทางขนส่งทางเรือ ปรากฏว่าตอนนี้แล้งจนเรือวิ่งไม่ได้ จากชุมทางที่คึกคักพลุกพล่านด้วยผู้คนและสินค้า เกือบจะกลายเป็นบ้านร้างไปแล้ว จะเหมือนเดิมอีกทีก็ต้องรอหน้าฝนโน่น...


จ่ายค่าผ่านทาง ๑๕๐ บาท แล้ววิ่งผ่านเจดีย์ไจ๊ตา ขึ้นเขาไปตามทางคดเคี้ยวสูงชัน นายรินบีบแตรไปตลอดทาง ขนาดนั้นยังเกือบจ๊ะเอ๋กับรถที่สวนมาถึงสองครั้ง กว่าจะลงมาถึงด่านมอญที่อยู่อีกฟากหนึ่ง...


http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/05.jpg

ด่านบ้านชองโส่ง ในสภาพเกือบจะร้าง
http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/06.jpg
ด่านมอญ บ้านปงกะตา

นายด่านหยุดงานไปกินข้าว พวกเราปรึกษากันว่า ถ้าฉันเพลจะเสียเวลามาก พระจากวัดเสาร้อยต้นทั้งสามรูปก็เห็นด้วย จึงรอนายด่านกันเฉยๆ ทิดจิตรไปซื้อยำถั่วที่เรียกว่า “ละแพ็ด” มาให้ท่านป๊อปกับท่านตู่ลองชิมรสชาติดู...

นายด่านมาแล้ว แต่โชเฟอร์ของเราหายหัวไปดื้อๆ กว่าจะควานเจอ โน่น..ไปนั่งกินข้าวอยู่คนเดียว ปล่อยให้พระนั่งกลืนน้ำลาย เจริญนะพ่อคุณ...ไม่ถูกนายด่านเตะก็บุญแล้ว...เซ็นใบผ่านเสร็จนายรินก็พาพวกเราตะบึงเข้าป่าต่อไป...

ทางฝุ่นคดเคี้ยวซอกซอนไปในป่าเขา นานๆ จะมีเกวียนสวนมาสักที ผ่านบ้านอาปะลงที่เคยร้าง ตอนนี้มีบ้านคนแล้ว มาถึงบ้านแมสะลีที่เคยมีค่ายทหารอยู่ ไม่ทราบว่าปีนี้ย้ายค่ายไปไหน ข้ามห้วยครั้งแล้วครั้งเล่า ทางป่ามักไปกับน้ำเช่นนี้เสมอ...

กำลังลุยมาตามห้วยเก่าเพลินๆ มีหินก้อนเบ้อเริ่มวางขวางทางอยู่ นายรินขับอ้อมกำลังจะผ่าน ท่านนาวินตาไวรีบบอกให้หยุด บนตลิ่งทหารกะเหรี่ยงเจ้าเก่าพร้อมอาวุธเพียบ รายหนึ่งเงื้อระเบิดเตรียมขว้างอยู่แล้ว..!

นายรินเผ่นลงจากรถแทบไม่ทัน รีบเข้าไปสอบถามความต้องการ พ่อเล่นจะบอมบ์กันแบบนี้ใครจะไม่ตกใจ ทุกทีมันมาโบกเรียก ครั้งนี้ดันเล่นบ้าๆ เอาหินวางขวาง ขืนอ้อมผ่านไปถ้าไม่พรุนเป็นรังผึ้งก็คงแหลกทั้งคัน..!

พักเดียวโชเฟอร์ก็ยิ้มแย้มแจ่มใสกลับมา บอกว่าหัวหน้าทหารชุดนี้เคยคบหาสนิทกันมาสมัยตัดไม้ขาย เลยไม่ต้องเสียเงิน เขาแค่ขอบุหรี่สูบแค่นั้น พูดอย่างกับว่าถ้าเขาเอาเงินแล้วเอ็งจะมีให้อย่างนั้นแหละ...
ค่ารถถูกแม่ยึดไว้ที่บ้าน ค่าน้ำมันเล่นซ่อนซะทั่วรถ ในช่องเก็บของบ้าง ในซอกที่บังแดดบ้าง ในแผงฟิวส์บ้าง ถ้าไม่ใช่เพื่อนเอ็ง แล้วมันจะเอาให้ได้แบบคนอื่น มีหวังพระคงต้องหมดตัวแทนเอ็งแน่ๆ บักว่อกเอ๊ย..!
ผ่านบ้านเลโพไปไม่นาน มีรถจอหนังกำลังกว้านซุงขึ้น ขวางทางอยู่นานกว่าจะหลบให้ ลงห้วยคราวนี้ทางขึ้นเละมาก ขึ้นตรงๆ แล้วติดถึง ๓ ครั้ง จนต้องอ้อมหาทางขึ้นใหม่ ข้างทางมีพวกชาวเกวียนหยุดพักหุงข้าวกันเป็นระยะไป...

ตากแดดลุยฝุ่นมาจนถึงบ้านตองซุน ค่ายทหารย้ายมาตั้งอยู่ที่นี่เอง เซ็นใบผ่านแล้วลุยยาวต่อไป ผ่านบ้านคงคาน บ้านตำมะยา เจอขบวนรถเกาะกลุ่มกันสวนมาเกือบ ๒๐ คัน พวกเขาเห็นเรามาเดี่ยวทำท่าประหลาดใจมาก...

จอดหลบให้เขาผ่านไปก่อน มามากๆ แบบนี้ทหารกะเหรี่ยงก็ยิ้มเท่านั้น พวกเรามาเดี่ยวซ้ำเป็นพระแทบทั้งคัน อย่างไรมันยังเกรงใจผ้าเหลืองบ้าง พวกคุณเล่นเกาะขบวนมาเป็นเหยื่อชิ้นมหึมาแบบนี้ อย่าหวังเลยว่าจะรอด..!

หมดขบวนพวกเราออกเดินทางต่อ เพิ่งพ้นหมู่บ้านมา ก็เจออีกสามคันควบมาฝุ่นตลบ ตามพรรคพวกไม่ทันเลยเหยียบซะมิด เดี๋ยวไม่โดนไถแบบเดียวกัน จะหาว่าทอดทิ้งเพื่อนฝูง..!


ทิดจิตรกับพระวัดเสาร้อยต้นขาวว่อกเป็นคนเผือกไปทั้งหัวหูหน้าตา เมื่อมาถึงบ้านอะนังกวีน ทหารกำลังเปลี่ยนกำลังพล เกลื่อนไปทั้งสองข้างทาง นายรินพารถตรงไปยังจุดตรวจ กำชับไม่ให้ใครลง กลัวทหารสงสัย ขออภัย...ฉี่จะราดอยู่แล้ว สงสัยก็สงสัยไปเถอะ..!

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/07.jpg

รถจอหนังกำลังเอาซุงขึ้น จึงขวางทางเราอยู่
http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/08.jpg
สวนหมากในระหว่างทาง ขุมทองของคนพม่า

เสร็จธุระส่วนตัวก็ออกรถ บรรลัยละซิ..! ดันมาตามหลังรถบรรทุกทหารทั้งขบวน พวกเขาค่อยๆ ไปเพราะกลัวกะเหรี่ยงซุ่มโจมตี พวกเราแซงก็ไม่ได้ เคยมีคนแซงถูกยิงพรุนทั้งคันมาแล้ว เขากลัวจะไปส่งข่าวให้กะเหรี่ยง ซวยทั้งขึ้นทั้งล่อง..!

กินฝุ่นอ่วมอรทัยเป็นชั่วโมงแล้วมาติดแหง็กอยู่ทั้งขบวน นั่งรอจนเบื่อ พอดีเห็นพระเดินสวนมา เฮ้... ท่านจันทิมานี่นา...คุณมาทำอะไรที่นี่ ? พระสหายจากวัดตองไวยกมือวันทายิ้มกว้างขวาง บอกว่ามาคุมรถเมล์วิ่ง ข้างหน้ามีรถหกล้อเพลาหลุด เลยพากันติดทั้งขบวน...

ทางการพม่าอนุญาตให้วัดที่มีรถ เอาวิ่งรับส่งคนได้วัดละคัน เพื่อจะได้มีรายได้เข้าวัด เมื่อเป็นรถของวัดก็ธรรมดาที่พระท่านต้องคุมเอง คุยกันได้ไม่นานรถเริ่มไปต่อได้ ที่แท้ทหารเขาระดมพลยกรถออกไปชิดข้างทาง เพื่อจะได้เดินทางได้สะดวกขึ้น...

เที่ยวนี้นั่งรถติดแอร์ เลยไม่ทราบว่าฝุ่นอร่อยเหมือนเดิมหรือเปล่า ข้างทางยังคงมีด่านบุญเป็นระยะ อาตมาควักเงินที่แลกไว้สำหรับทำบุญใส่ดะไปเลย เสียดายที่เห็นคุณยายคนหนึ่งซึ่งกำลังกวาดภูเขาทั้งลูก เพื่อทำความสะอาดทางขึ้นเจดีย์ช้าไป ไม่อย่างนั้นจะให้รางวัลความดีของท่านซักร้อยจั๊ต..!

เรื่อยๆ มาเรียงๆ นกบินเฉียงไปทั้งหมู่ พวกเราสบาย แต่ข้างหลังอิ่มฝุ่นสนิททั้งที่ไม่ได้ฉันเพล ดังนั้น พอบังโคลนรถทหารหลุดจนต้องจอดรอทั้งขบวนอีกครั้ง พระวัดเสาร้อยต้นก็ตบะแตก เดินส่ายอาดๆ ไปว้าก จนทหารยืนงงเปิดตำรารับไม่ทัน..!

แผ่เมตตาได้ผลช้า เจอรังสีอำมหิตเข้ากลับได้ผลทันใจ ยี.เอ็ม.ซี. ทหารชิดขวาให้เราแซงไปได้ นายรินเหยียบแหลกชนิดฝุ่นตลบยาวเป็นก.ม. มาถึงด่านเยตะกุนบ่ายสี่โมงพอดี ตะวันรอนเกือบลับเหลี่ยมเขา เมื่อเราผ่านด่านไปแล้ว...

ชดเชยเวลาที่เสียไปด้วยการขับเหมือนกำลังแข่งแรลลี่ ทหารป่าจุดสุดท้ายโบกมือเรียก แต่เมื่อเห็นรถไม่ยอมเบาแถมมีแต่พระทั้งคัน ก็ถอยหลบให้แต่โดยดี พาหนะของเราทิ้งโค้งทางฝุ่นขึ้นทางลาดยางแคบๆ แทบจะยกล้อ..!

ผู้คนเริ่มพลุกพล่าน รถม้า เกวียน จักรยาน ขวักไขว่ นายรินบีบแตรสนั่นไปตลอดทาง ผ่านบ้านแวกะลิข้ามทางรถไฟเข้าเมืองตันบวยเซียท ด่านสุดท้ายตรวจสอบจำนวนคนดูว่าตรงกับใบอนุญาตหรือไม่ แล้วปล่อยผ่านแต่โดยดี...

พระวัดเสาร้อยต้นลงเพื่อต่อรถไปเอง นายรินจ่ายค่ารถให้ ถ้าไปส่งท่านมันจะไม่ทัน เลี้ยวขวาตรงหอนาฬิกามาเจอด่านใหม่ล่าสุด มันเล่นเปิดกระเป๋าค้นทีละใบ เจอยาในกระเป๋าทิดจิตร คราวนี้เป็นเรื่องทันที..!

ยานี้ชีชื่น (อุบาสิกาบุญชื่น ศรีสองแคว) จัดมาให้ บอกว่ากลัวหลวงพ่อ (คืออาตมา) เจ็บไข้แล้วจะไม่มีใช้ อาตมาบอกทิดจิตรแต่แรกแล้วว่า อะไรที่ไม่จำเป็นไม่ต้องเอามา ทิดจิตรรับคำสั่งป้า (ชีชื่น) แล้วไม่กล้าขัด ติดมาจนได้เรื่อง...

ไม่กี่วันก่อนทหารพม่าเพิ่งจับคนไทยขนยาบ้าได้ มาเจอยาแก้แพ้เป็นขวดก็คิดว่าใช่ ท่านนาวินต้องลงไปจามพลางสั่งน้ำมูกพลาง บอกว่าเป็นยาแก้หวัดมันถึงยอมเชื่อ และขอแบ่งใช้บ้าง เพราะกำลังเป็นหวัดเหมือนกัน...

หลุดมาได้นายรินเหยียบแข่งกับความมืด มาถึงเมืองมุด่งเข้าไต้เข้าไฟพอดี เลี้ยวหลบด่านทหารไปหลังตลาด ฝากเทียนพรรษาไว้ที่บ้านน้องชายท่านอาจารย์สุมังคะละ ทิดจิตรลงที่นี่จะไปค้างบ้านลุงตองยี นัดเจอกันพรุ่งนี้ แล้วพวกเราเดินทางต่อ...


พาหนะคันเก่งโลดตะบึงข้ามเขาเจ็ดโค้ง ตรงไปยังบ้านสองแคว ผ่านหมู่บ้านและผู้คนไปบ้านแล้วบ้านเล่า มาถึงริมแม่น้ำอัตทรานเมื่อหกโมงครึ่ง ฟ้ามืดสนิทแล้ว (เวลาพม่าช้ากว่าไทยครึ่งช.ม.) นายรินไปบอกญาติให้เอาเรือไปส่ง ค่าเรือ ๑,๒๐๐ จั๊ต นายรินช่วยจ่ายให้ ๒๐๐ จั๊ต...

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/09.jpg

ท่าเรือบ้านสองแคว ริมฝั่งแม่น้ำอัตทรานในยามค่ำ

เรือหางยาวฝ่าความมืดไปตามลำน้ำ บนพุ่มไม้ชายฝั่งมีฝูงหิ่งห้อยเกาะกลุ่มกันแพรวพราว กระพริบไฟติดดับพร้อมๆ กัน ดูสวยงามจับใจ ลมแม่น้ำหนาวยะเยือกจนมือเท้าชา ประมาณ ๓๐ นาทีก็มาถึงวัดหนองบัวของท่านนาวิน...

เทียบท่าไม่ได้เพราะติดแพพระอุปคุตที่เดินทางมาถึง เสียงชาวบ้านจัดเจริญพระพุทธมนต์ฉลองพระอุปคุตดังทั่วคุ้งน้ำ พวกเราต้องเข้าเทียบท่าโรงเรียน ขนของขึ้นวัด ท่านนาวินตีเกราะบอกญาติโยมว่ากลับมาแล้ว และไปติดเครื่องปั่นไฟ...

ชาวบ้านทยอยกันมา ที่นึกไม่ถึงคือครูบาญาณ พระอาจารย์ใหญ่ แห่งเมืองจะอีน มาเป็นประธานงานบุญด้วย พวกเรากราบปฏิสันถารแล้ว ท่านไล่ให้ไปนอน เพราะเดินทางเหนื่อยมาทั้งวัน ทุกรูปทำตามบัญชาด้วยความเต็มใจ...


บรรดาชาวบ้านมารุมดูรูปถ่ายเมื่องานกฐินกันอย่างคึกคัก ผู้ใหญ่องไลขนน้ำอัดลมมาเลี้ยง ปลุกพระลุกจากที่นอนมารับประเคนกันเลยทีเดียว อาตมานอนให้หลวงตาเย็น (พระเย็น สุขกาโม) พระลูกวัดของท่านนาวินห่มผ้าและกางมุ้งให้แบบขอฉลองศรัทธาให้เต็มที่... *************************


</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

paang
03-07-2008, 07:54 AM
http://www.grathonbook.net/book/images/name5.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page2.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=/book/images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=/book/images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ความจริงวันนี้ต้องเดินทางเข้าเมืองมุด่ง เพื่อหารถเดินทางไปไหว้พระ แต่ขัดศรัทธาญาติโยมไม่ได้ เลยต้องยอมอยู่ร่วมงานทำบุญฉลองพระอุปคุตด้วยกัน...

ทำวัตรเช้าท่ามกลางอากาศเย็นสดชื่น ที่นี่หนาวน้อยกว่าด่านเจดีย์สามองค์ตั้งเยอะ จึงไม่ต้องสงสัยว่าอาตมาสรงน้ำหรือไม่ ? เมื่อทางบ้านเจ้าภาพฉลองพระพร้อม ก็มานิมนต์พระชักแถวไปฉันเช้าได้ เขาจัดซุ้มพระอุปคุตไว้สวยงามตามประเพณีของเขา...

พระสงฆ์ทั้งหมด ๙ รูปพอดี ฉันเช้าเสร็จญาติโยมถวายปัจจัย มารูปละ ๕๐๐ จั๊ต ของครูบาญาณกับท่านนาวินมีพิเศษต่างหาก ซึ่งนับว่ามากโขสำหรับชาวบ้านที่นี่ แสดงออกถึงศรัทธาอันแรงกล้าของเขา ครูบาญาณนำกล่าวอนุโมทนาแล้วกลับวัด...

ท่านป๊อปกับท่านตู่คุยฟุ้งเรื่องอาหารว่า ไม่เห็นจะต่างกับของเราเท่าไร ซ้ำยังอร่อยอีกต่างหาก เออ...นานไปคุณจะรู่ซึก..! ท่านชาไปซักผ้า ขณะที่ท่านนาวินปล้ำกับเครื่องเสียงที่อาตมาถวายให้ มันตั้งสี่ชั้นซ้อนกัน อาตมายังใช้ไม่เป็นเล้ย..! ท่านนั่งต่อสายง่วนอยู่รูปเดียว...

อาตมาซักผ้าบ้าง เรียกว่าจงซักเสียเมื่อมีโอกาสที่จะซัก เพราะในระหว่างเดินทาง บางทีอาจจะต้องหมกเป็นเดือน..! เรียบร้อยแล้วมาบันทึกการเดินทาง ผู้ใหญ่องไลมาบอกว่า มีคนจะขอตามไปไหว้พระด้วย ท่านนาวินให้รวบรวมคนให้พอคันแล้วเช่ารถไปกันเอง...

เจ้าของบ้านที่จะเป็นเจ้าภาพฉลองพระอุปคุตคืนนี้ นำดอกไม้ธูปเทียนมาอาราธนาให้ไปสวดมนต์เย็น อาตมารับไว้ตามศรัทธา ขณะที่ญาติโยมพากันหิ้วปิ่นโตมาวัดเตรียมเลี้ยงเพล จัดอาหารเสร็จแล้ว พากันมาเป็นกำลังใจให้ท่านนาวินต่อเครื่องเสียง...

รวมกันมาฉันเพล จากนั้นต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัว ท่านนาวินละจากเครื่องเสียงไปทดสอบเครื่องตัดหญ้า อาตมาตามไปดูผลงาน ตัดหญ้าทั่วแล้วมารดน้ำต้นไม้ พอดี “ปะไล” หนุ่มใหญ่ผู้ระลึกชาติได้ มาคุยด้วย...

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/10.jpg
เจริญพระพุทธมนต์ในงานฉลองพระอุปคุต
http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/11.jpg
ฉันเช้า โยมทางขวามือคือลุงทองแดง

ทำไปทำมาเป็นเรื่องอีกจนได้ พ่อเจ้าประคุณเอาเสื้อขาวมาให้ช่วยลงยันต์ ถามว่ามีแต่คนรักทั้งหมู่บ้าน แล้วจะลงไปทำไม ? แกบอกว่าจะเอาไว้ให้ลูกชายคนเล็ก เลยต้องทำให้ต่อหน้าครูบาญาณนั่นแหละ แถมพ่อนัก ระลึกชาติยังย้ำอีกว่า...

“ได้ของครูบาอาจารย์ที่มีศีลมีธรรมมันค่อยมั่นใจหน่อย...” นี่ เอ็งไม่เกรงใจพระผู้ใหญ่เลยนะ จะพาข้าซวยไปด้วยละมั้ง ? แกได้ทิพจักขุญานแจ่มใสมาก อยากรู้อะไรก็ถาม “พระ” เอา ใครเป็นอะไร ปิดแกไม่ได้ และดันปากสว่างซะด้วย..!

หลวงตาเย็นคุยเรื่องการไปเรียนทำปรอทสำเร็จให้ท่านชาฟัง หลวงตาเอ๋ย..มันเป็นแค่วิชามัยฤทธิ์เท่านั้น หาใช่ทางหลุดพ้นไม่ อาตมาเลิกมาแล้ว หลังจากที่ไปขลุกอยู่กับท่านโมเช่ พระสหายนักทำปรอทมาพักใหญ่...

โยมทองแดงทายกประจำวัดหนองบัว เอาเงินที่ท่านนาวินฝากไว้มาให้ เงินนี้ท่านชา ท่านป๊อป ท่านตู่ ฝากแลกไว้ตั้งแต่ตอนงานกฐิน อาตมาเองก็ฝากแลกแบ๊งค์ย่อยไว้ ๓,๕๐๐ จั๊ต เช่นกัน...
ท่านป๊อปกับท่านตู่ขอแลกไปคนละพันบ้างแปดร้อยบ้าง พอท่านนาวินคิดตัวเลขเสร็จ งัดเอาแบ๊งค์ย่อยที่ได้มาตอนกฐินออกมาเป็นหมื่นๆ จั๊ต เล่นเอาหงายท้องกันเป็นแถว หายบ้าแบ๊งค์ย่อยไปเลย..!
ท่านเจ้าอาวาสวัดหนองบัวหมดปัญญาแบ่งสันปันส่วน ยกถุงปุ๋ยให้อาตมาจัดการแทน พอคิดตัวเลขเสร็จท่านนาวินเหลือแต่ตัว..! “ผมเอาเงินที่อาจารย์ฝากมาใช้ซื้อของไปก่อน เพลินไปหน่อยเกือบไม่มีให้พวกท่านซะแล้ว..!”

แบ่งกันแบกเงินแบบยุติธรรม นับกันจนหูตาลาย เข็ดเขี้ยวเงินพม่าไปอีกนาน อาตมานับเงินกองกลางแล้ว มันหายไปไหนตั้งเยอะแยะหว่า? ไล่ไปไล่มากลายเป็นท่านป๊อปจ่ายขาดไป ๑๐,๐๐๐ จั๊ต เอามาซะดีๆ..!
เลิกนับเงินไปทำวัตรเย็น จากนั้นไปสวดมนต์เย็นที่บ้านโยม อาตมาไหลตามเขาไปแบบลื่นๆ ท่านชา ท่านป๊อป ท่านตู่ นั่งเงียบฉี่ “นิมนต์ท่านอาจารย์ตามสะดวกเถอะครับ ผมไปกันไม่รอดหรอก ไม่ใช่ปฏิสัมภิทาญานแบบท่านอาจารย์นี่ครับ..!” ท่านชาว่า...

ทางนี้เวลาพระสวดเขาไม่พนมมือเหมือนบ้านเรา บทสวดก็แบบเดียวกัน เพียงแต่เขาขึ้นบทขัดทุกบทแบบสวดมนต์หลวงบ้านเราเท่านั้น สวดเสร็จเขาถวายน้ำร้อน น้ำชา หมากพลู บุหรี่ กันแบบเป็นล่ำเป็นสันเลยทีเดียว...

ผู้ใหญ่องไลประกาศบอกญาติโยม ว่าพวกเราจะไปกราบพระ ไหว้เจดีย์กัน ญาติโยมถึงไม่มีกำลังไปเอง ก็ให้ช่วยกันบริจาคปัจจัยคนละเล็กคนละน้อย เป็นค่ารถค่าอาหารของพระ ให้พระไปไหว้พระแทนก็ได้บุญเหมือนกัน...

คุยเรื่องสัพเพเหระกันจนสองทุ่มเศษก็ขอตัวกลับ หลวงตาเย็นยังไม่หายมันเรื่องปรอท ตามมาเล่าเรื่องต่อ ท่านนาวินจัดของเตรียมเดินทาง อาตมาเองขอนอนก่อนดีกว่า เก็บแรงไว้ตะลุยเมืองพม่าต่อไป...

*************************

ทำวัตรแล้วไปฉันเช้าบ้านงาน ชอบใจตรงที่จบพิธีแล้ว เขากราบขอขมาพระรัตนตรัย และประกาศให้สรรพสัตว์โมทนาบุญด้วย เสียอย่างเดียวขอพระนิพพานในอนาคตกาลซะร่ำไป..!

กลับมาจัดเก็บข้าวของ ครูบาญาณท่านเดินกลับวัดเฉยเลย..! ครูบาอาจารย์ด้านนี้จริยาน่ารักทุกองค์ เสียอย่างเดียวเหมือนกันตรงที่ไม่ยอมละความผูกพันในสถานที่และผู้คน แบบนี้ไปไม่รอดแน่..!
ท่านป๊อปกับท่านตู่ เปิดหนังสือสมบัติพ่อให้ ของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง เห็นพระรุ่นนั้นก็อยากได้ รุ่นนี้ก็อยากได้ พออาตมาบอกว่ามีเท่านั้น ฮือกันเข้ามารุมล้อมทันที จัดการตีราคาเสร็จสรรพ กว่าจะรู้ตัว อาตมาก็รับเงินมาแล้ว ๒๔,๕๐๐ จั๊ต..!

งวดนี้อาตมามีเงินติดตัวมาน้อยกว่าเพื่อน นอกจากเงินลงขันกองกลาง คนละ ๕๐,๐๐๐ จั๊ตแล้ว อาตมามีเงินติดตัวราวหมื่นห้าพันจั๊ตเท่านั้น ได้เพิ่มมารู้สึกว่าดีเหมือนกัน เวลาเห็นของที่ต้องการ จะได้มีเงินซื้อบ้าง...

ญาติโยมแห่มาเลี้ยงเพลส่งท้ายกันคึกคัก บอกว่าถ้ากลับมาทัน วันพระกลางเดือน ๓ ขอนิมนต์มาร่วมงานทำบุญข้าวจี่ของชาวหนองบัวด้วย อาตมาไม่กล้ารับปาก เพราะถ้ากลับจากไหว้พระกระชั้นมาก อาจจะตรงกลับเมืองไทยไปเลย...

กำลังฉันเพลอยู่ชาวบ้านก็แห่พระอุปคุตลงแพ เปิดเทปฉลองกันสนั่นหวั่นไหว รอเวลาจนกว่าจะไหลไปกับน้ำ ฉันเพลแล้วจัดการเก็บของลงย่าม ท่านนาวินมอบให้หลวงตาเย็นเฝ้าวัด หลวงตาทำท่าไม่สบายใจ เพราะเป็นห่วงปรอทที่สุมไฟค้างอยู่...

ญาติโยมรวบรวมปัจจัยมาถวายช่วยค่าเดินทาง ๙,๖๐๐ จั๊ต โยมผู้หญิงอีกท่านเติมให้ครบ ๑๐,๐๐๐ จั๊ต บอกว่า ทุกคนบุญน้อย ไม่มีโอกาสไปด้วยตัวเอง ขอฝากครูบานำบุญให้ด้วย ขออนุโมทนาในความดีของโยมทุกท่าน ขอให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนาเถิด..!



http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/12.jpg
ชาวบ้านหนองบัวแห่พระอุปคุตไปลงแพ

เที่ยงตรงลงเรือออกจากวัดหนองบัว เพิ่งไปได้ไม่ถึง ๓๐๐ เมตร ก็สวนกับทิดจิตรที่จ้างเรือด่วนมา ด้วยความร้อนใจว่าพวกเราหายไปถึง ๒ คืน รับลงเรือของเรามาขึ้นที่บ้านสองแคว จ่ายค่าเรือไป ๕๐๐ จั๊ต แล้วจะ หารถต่อไปเมืองมุด่ง ทิดจิตรบอกว่าเอารถของลุงตองยีมาเอง...

ญาติของจิตรข้ามไปฝั่งเมืองจะอีนเพื่อทำธุระ พวกเรามารอกันที่รถ เห็นรถของนายรินยังจอดอยู่ข้างบ้าน ใหม่เอี่ยมโดดเด่นกว่าใครๆ ทิดจิตรไปถอดธงฉัพพรรณรังสีที่ยังคารถอยู่คืน แล้วขอข้ามฝั่งไปตามญาติ อาตมานั่งนับเงินที่ญาติโยมช่วยค่าเดินทางมา นับอย่างไรก็ขาดไป ๓๖๓ จั๊ต ทำไมเป็นอย่างนี้ไปได้หว่า..?

ท่านชาควักกระเป๋าเติมให้ครบจำนวน ท่านนาวินพาท่านป๊อปกับ ท่านตู่ไปหาซื้อน้ำฉัน พอดีรถทหารมาถึง บรรดาทหารที่ดูแลท่าเรือ ตั้งขบวนรับกันคึกคัก แสดงว่ามีนายใหญ่มา สักครู่นายทหารยศพันโทเดินตรงมาที่รถของนายริน ซวยแล้วซิไอ้หนู..! รถเอ็งใหม่น่าใช้ นายทหารเขาสนใจเข้าแล้ว..!

นายรินข้ามฝั่งไปจะอีนนานแล้ว นายทหารหาตัวเจ้าของรถไม่เจอ เลยคุมตัวญาติของนายรินคนหนึ่งข้ามไปตามหา ท่านนาวินบอกว่า ถ้าผู้พันคนนั้นรู้ว่า พ่อของนายรินเป็นนายทหารเก่าเหมือนกัน คงไม่เป็นไรมากนัก เป็นความผิดของเราเองที่ไปถอดธงฉัพพรรณรังสีออก ถ้าเห็นธงมันคงไม่กล้ายุ่งด้วย...

ทิดจิตรกลับมาบอกว่าเดี๋ยวญาติจะตามมา อาตมาล้วงกระเป๋าหาของ อ้าว..ไอ้สี่ร้อยจั๊ตที่โยมให้ทีหลังอยู่ในนี้เอง ขยับจะคืนให้ท่านชา อีกฝ่ายบอกว่าไม่ต้อง เงินทำบุญแบบนี้ตั้งใจทำไปแล้วก็แล้วกัน อาตมาจึงต้องลงบัญชีเพิ่มอีก ๔๐๐ จั๊ต โดยปริยาย...

เดี๋ยวของทิดจิตรมันเล่นซะบ่ายสอง แต่ญาติเขาขับรถเร็วใช้ได้ ผ่านด่านบุญแต่ละด่าน อาตมาต้องใช้วิธีแบบนางฟ้าโปรยดอกไม้ เล่นเอาธนบัตรปลิวเกลื่อนถนน ผู้นำบุญทั้งหลายตามตะครุบกันวุ่นวาย ยี่สิบห้านาทีก็มาถึงมุด่ง ไม่ยักกะทับใครตายแฮะ..!

แวะบ้านลุงตองยี ทุกคนมากราบ คุณยายอายุตั้ง ๗๘ ปีแล้ว ยังแข็งแรงคล่องแคล่วเหมือนสาวๆ ให้ลูกหลานเอาน้ำอัดลมมาเลี้ยง อาตมามอบพระ ๒๕ พุทธศตวรรษให้ ๑ องค์ บอกว่ามีมาน้อย ถ้าวันหน้ามีติดมาเยอะจะให้ครบทุกคน...

คุณยายบอกว่าหลานสาวชื่อ “มิโช” ไปทำงานที่ญี่ปุ่น จะเดินทางอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ขอให้หลานสาวสักองค์เถิด เลยต้องให้ยายหนูหน้ามนไปอีกองค์ แม่นี่จ่ายค่าเดินทาง ๔ ล้านจั๊ต ได้เงินส่งทางบ้านเดือนละล้านสองแสนจั๊ต ปีเดียวก็รวยอื้อแล้ว...

ปฏิสันถารพอสมควร แล้วไปกราบท่านอาจารย์ใหญ่ธัมมะเสนะ ที่วัดเจ้าไว เอาขาบาตร สายบาตร สลกบาตร ครบชุดไปถวายท่าน สอบถามสารทุกข์สุกดิบแล้ว ท่านให้ไปพักที่ตึกหลังใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ...

ตึกหลังนี้สร้างได้ประหยัดมาก ทั้งวัสดุและค่าแรงได้รับบริจาคมา เป็นส่วนมาก หลอดไฟทั้งหมดอาตมาถวายมาเอง ทำเสร็จหมดไปแค่ล้านเก้าแสนจั๊ต แถมได้ถังประปาอีก ๑ ใบ ราคาแปดหมื่นจั๊ต...
อาตมาให้ท่านนาวินถามท่านอาจารย์ใหญ่ว่า มีรองเท้าแบบพม่าเหลือบ้างหรือไม่ ? ท่านเลยเปิดกรุให้พวกเราเลือกเอาตามความพอใจ ได้มาครบ ๕ คู่ โดยเฉพาะท่านนาวินเท้าเล็ก เลยได้ของสวยราคาแพงไป บรรดาไอ้ตีนโตได้แต่มองตาปริบๆ...

เจอท่านกุสะละกับท่านสุโภคะ พระสหายเก่าที่นี่ด้วย ท่านกุสะละคราวก่อนไปไหว้พระด้วยกัน ส่วนท่านสุโภคะทหารเก่าเป็นคนคอยเฝ้าวัดให้ท่านนาวิน เวลาที่ครูบาน้อยทิ้งวัดไปนานๆ รอจนเณรเตรียมที่พักเสร็จพวกเราก็ตรงเข้าประจำที่...

สรงน้ำไว้ก่อน บ่อโพงและห้องน้ำแบบโบราณ ทำให้เด็กรุ่นใหม่อย่างท่านป๊อป และท่านตู่ทึ่งไปตามๆ กัน น้ำเย็นเฉียบสรงแล้วสดชื่นดีมาก จากนั้นกลับมาปรึกษาแผนการเดินทางกัน ถ้าโซยุนท์เจ้าของรถครั้งที่แล้ว ไม่มา จะหารถไปแถวใกล้ๆ นี้ก่อน...

ทำวัตรเย็นกันในตึกที่พัก จากนั้นท่านนาวินพาท่านป๊อปกับท่านตู่ ไปติดต่อรถสำหรับพรุ่งนี้ อาตมากับท่านชาอยู่โยงเฝ้าสมบัติ ตอนแรกว่าจะไม่กางมุ้ง แต่ยุงมันเยอะเอาเรื่อง ท่านชาเล่นแบกกลดมาเอง มุดหายเงียบ ไปแล้ว...

อาตมากางมุ้งเสร็จได้ท่านโกวินทะ พระใหม่มาคุยด้วย ท่านเคยไปทำงานที่แม่สอดมา ๕ – ๖ ปี เพิ่งจะบวชได้ ๓ เดือนเท่านั้น...

พวกท่านนาวินกลับมาตอนสองทุ่มเศษ บอกว่าไม่เจอญาติทิดจิตร เนื่องจากพากันไปเฝ้าหวยซะแล้ว หวยพม่าออกวันละ ๗ งวด เล่นกัน ฉิบหายขายตัวไปตามๆ กัน เจ้าของร้านทองคนหนึ่งหมดไปสองล้านสี่แสนจั๊ต ต้องปิดร้านไปเลย..!

ส่วนโซยุนท์จนป่านนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงา อาตมาตัดสินใจว่า พรุ่งนี้เอารถญาติทิดจิตรไปไหว้พระที่มะละแหม่งกับไจ๊คะมีก่อน ส่วนด้านของโซยุนท์ถ้าตอนเย็นยังไม่มา ให้หารถคันอื่นแทน เพราะถ้ารอนานไปมันจะเสียเวลาโดยใช่เหตุ...


*************************
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

paang
03-07-2008, 07:56 AM
http://www.grathonbook.net/book/images/name5.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page3.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=/book/images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=/book/images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> นาฬิกาเป็นเหตุ เสียงกับเข็มมันไม่ตรงกัน ท่านชาได้ยินมันตีสี่ครั้งก็รีบพรวดพราดลุกขึ้น พาคนอื่นตื่นตามกันเป็นแถว เหลืออาตมานอนภาวนาเฉยอยู่คนเดียว ฮิ...ฮิ...ไอ้ตัวทำให้นาฬิการวนดันนอนเงียบแบบนี้ ใครจะรู้มั่งมั้ยเนี่ย..?

จนตีสี่ของจริงค่อยลุกไปล้างหน้าเช็ดตัว แล้วมาไถ่โทษด้วยการปรับนาฬิกาให้ตรง จากนั้นพวกเราสวดมนต์ทำวัตรเช้า เสร็จแล้วพวกท่านโกวินทะทำสมาธิภาวนาต่อ...


http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/13.jpg
พระพม่าบิณฑบาต มีเด็กวัดตีกังสดาลนำหน้า
http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/14.jpg
รถม้า พาหนะยอดฮิตของพม่า

วันนี้ต้องไปฉันเช้าในหมู่บ้าน โยมเขานิมนต์พระทั้งวัด บางบ้านนิมนต์ทีเดียวสามวัด ถ้านิมนต์น้อยเขานิยมแค่ ๕ รูป ไปถึงลงมือฉันได้เลย ท่านตู่ไม่เคยเห็นพระพม่าฉันด้วยมือ เพราะที่วัดตองไวและวัดหนองบัวเขาก็จัดช้อนส้อมให้ มาที่นี่เห็นเขาจัดสบู่ล้างมือก้อนเล็กๆ วางมาในจาน นึกว่าเป็นขนม เกือบคว้ามาฉันอยู่แล้ว ดีที่เห็นรูปอื่นเขาใช้ ล้างมือซะก่อน..! เรียบร้อยแล้วเหลือท่านอาจารย์ใหญ่กับพระอื่นอยู่ให้พร ๕ รูป พวกเราเดินลัดกลางหมู่บ้านกลับวัด...

พระอาจารย์ใหญ่กลับมาเตรียมตัวออกบิณฑบาตต่อ พวกเรารอทิดจิตรไม่ไหว จึงออกเดินไปเอง ชมชีวิตยามเช้าของชาวเมืองมุด่งไปด้วย อาตมาถ่ายรูปพระออกบิณฑบาต รถม้า และสามล้อพ่วงข้างไปหลายรูป ไปถึงทิดจิตรไม่อยู่ ไปตามพวกเราจนพลัดหลงกัน..!

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/15.jpg
ท่านชา ท่านป๊อป ท่านตู่ใช้บริการสามล้อพม่า (ไซด์การ์)

พ่อตัวดีกลับมาสองโมงเช้าพอดี หม่องหม่องญาติของทิดจิตร พาเหาะไปมะละแหม่ง เติมน้ำมันนอกเมืองแกลลอนละ ๓๕๐ จั๊ต แฮ่... แพงแท้..! ถึงมะละแหม่งทิดจิตรขอแวะหาญาติอีก คราวก่อนพ่อคนญาติเยอะมาตอนยังบวชอยู่ไม่ได้แวะ ถูกญาติโยมบ่นเป็นกระบุงโกย...

ญาติทิดจิตรถามหาครูบาใหญ่ ทุกนิ้วชี้หมับมาที่อาตมา เล่นเอาโยมร้องว่า ทำไมยังหนุ่มนัก ถามไปถามมาโยมมีลูกแล้ว ๕ คน แต่อายุยังน้อยกว่าอาตมาหลายปี อย่างนี้หลวงตาแก่อย่างอาตมายังพอจะหลอกเขากินไปได้อีกนาน คุยกันครู่หนึ่งโยมตั้งโต๊ะเลี้ยงกาแฟพระซะนี่...

ฉันเสร็จให้พรแล้ว หม่องหม่องพาไปไหว้พระกัน เริ่มจากวัดโลกะสรภูสัพพัญญู หน้าจุดชมวิวเมืองมะละแหม่ง พระประธานปางปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์สวยงามมาก ทั้งที่เป็นปูนปั้นลงสี แต่สวยเป็นจริงเป็นจังจนน่าทึ่ง เสียแต่ทำเป็นห้องกระจกทำให้ไม่มีมุมถ่ายรูป...

พระเจดีย์ไจ๊ตาลานเป็นที่ต่อไป เดิมชื่อไจ๊ซานลาน แปลว่า เจดีย์สยามพ่าย สาเหตุมาจากสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกกองทัพอันเกรียงไกรมาเหยียบอาณาจักรพม่า ทางพม่าทราบแน่ว่า สู้ไม่ได้ จึงออกอุบายให้มาสร้างเจดีย์แข่งกัน...

ภายในคืนเดียวถ้าไทยสร้างเสร็จก่อน พม่าจะยอมเป็นเมืองขึ้น ถ้าพม่าสร้างเสร็จก่อน ไทยต้องถอยทัพกลับไป เรียกว่าไม่ต้องรบกันให้เสียเลือดเนื้อทั้งสองฝ่าย ไทยสร้างทางเมืองมะละแหม่ง พม่าข้ามอ่าวไปสร้างที่เมืองเมาะตะมะ...

การกำหนดให้มีทะเลกั้นนี้อยู่ในแผนของฝ่ายพม่า ขณะที่กองทัพไทยระดมกำลังสร้างพระเจดีย์ได้เกือบเต็มองค์อยู่นั้น มองข้ามอ่าวไปเห็นเจดีย์ของทางฝ่ายพม่า เสร็จเรียบร้อยขาวโพลนโดดเด่นอยู่ในความมืด จึงถอยทัพกลับตามสัญญา...

ความจริงเราถูกพม่าหลอก ทางเขาใช้ไม้ไผ่ทำโครงพันด้วยผ้าขาว ดูในความมืดซ้ำยังมีทะเลกั้นจึงเหมือนจริงมาก เมื่อทางไทยกลับไปแล้ว พม่าก็รีบสร้างเจดีย์ของเขาให้เสร็จ ป้องกันไม่ให้ไทยสืบทราบข้อเท็จจริงได้...

ส่วนเจดีย์ที่ไทยสร้างไม่เสร็จ พม่ามาช่วยต่อส่วนยอดจนเต็มองค์ แล้วเรียกว่าพระเจดีย์สยามพ่ายเรื่อยมา จนถึงยุคหลังทางพม่าเกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงเปลี่ยนชื่อจากไจ๊ซานลานเป็น ไจ๊ตาลานด้วยประการฉะนี้...

พวกเราขึ้นลิฟท์ไปกราบพระเจดีย์ด้วยราคาคนละ ๕ จั๊ต จากนั้นยกขบวนไปวัดหลวงพ่อพระมหามุนีที่อยู่ติดกัน กราบพระมหามุนีจำลอง ร่วมทำบุญสร้างเครื่องทรงทองคำขององค์พระมหามุนี ชิ้นที่วางโชว์ในตู้กระจกเป็นทองคำหนักตั้ง ๓๐ บาทแน่ะ...

ฤๅษีอูคันตี (ท่านขันติ) มาตามแบบพระโพธิสัตว์แท้ เที่ยวไปก่อสร้างถาวร วัตถุตามที่ต่างๆ หลายแห่ง แต่ละที่เป็นเงินหลายสิบล้าน มณฑปวัดอูคันตีของมะละแหม่งก็เช่นกัน เฉพาะค่าโครงเหล็กอย่างเดียว รับรองว่าสิบล้านไม่อยู่แน่นอน...

กราบหลวงพ่อพระมหามุนีจำลองในมณฑปวัดอูคันตีแล้ว อาตมาออกมาดูเขาตีกอล์ฟกัน พม่ารับธรรมเนียมอังกฤษมาเยอะมาก เฉพาะสนามกอล์ฟมีแทบทุกเมือง พื้นสนามอีหลุปุปะแท้ๆ เขายัง ตีโฮลอินวันได้ ไทเกอร์ วูดส์ ชิดซ้ายไปเลย..!



http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/16.jpg http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/17.jpg
พระเจดีย์ไจ๊ซาลาน พระประธานวัดไจ๊ซาลาน
http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/18.jpg http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/19.jpg
พระมหามุนีจำลอง มณฑปวัดอูคันตี

มิสเตอร์หม่องพามาถึงวัดตองไวของมะละแหม่ง ทั้งที่ไปอยู่ทองผาภูมิเป็นปีดันพูดไทยได้แค่ไม่กี่คำ พอถึงบอกเป็นภาษาอังกฤษว่า “เต็มเปิ้ล (TEMPLE)” อาตมาถามภาษาพม่าชัดแจ๋วว่า “ตองไวจ๊อง..?” หนุ่มพม่าพยักหน้าหัวเราะแหะๆ...

วัดตองไวมีสิ่งก่อสร้างมากมาย พวกเราเข้าชมพิพิธภัณฑ์วัด แผ่นดินพระพุทธศาสนา พระเจ้าสิบชาติ พระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ แล้วเดินนับพระอรหันต์ ๘๐ องค์ ที่เขาสร้างองค์โตกว่าคน ครบ ๘๐ องค์ เล่นเอาเหนื่อยลิ้นห้อยไปตามๆ กัน...

ฉันเพลที่ร้านค้าในวัด ๗ คนกินกันจนจุกคิดเป็นเงิน ๑,๑๗๕ จั๊ต ท่านตู่แสดงความเฟอะฟะด้ยการยกน้ำล้างมือขึ้นมาจะซดอยู่แล้ว ท่านชาไม่น่าห้ามเลย ไม่อย่างนั้นคงมีเรื่องอำกันอีกนาน ทิดจิตรซื้อส้ม ผลละ ๗ จั๊ตมาให้ล้างปาก แหม..มันเปรี้ยวน้อยกว่ามะนาวนิดเดียว..!


http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/20.jpg
น้ำพุการเวก เป็นป้ายบอกทางไปในตัว
http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/21.jpg http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/22.jpg
ถนนสายต้นตาล หลวงพ่อพะยาจี เมืองไจ๊มะยอ

๑๑.๓๐ น. หม่องหม่องพาพวกเราซิ่งออกหลังเมือง เพื่อไปยังอำเภอไจ๊มะยอ หลังเมืองมีวงเวียนสร้างใหม่ เป็นนกการเวกจับอยู่เหนือน้ำพุ มีป้ายบอกทางพร้อมสรรพ วิ่งไปไม่นานเป็นถนนที่มีต้นตาลขนาบ ๒ ข้าง แต่ละต้นอายุไม่หนี ๔๐-๕๐ ปี งามประทับใจทีเดียว..

ถัดจากช่วงนั้นเป็นต้นตาลรุ่นลูกรุ่นหลาน อายุระหว่าง ๕ – ๑๐ ปี อาตมาบำเพ็ญตนเป็นนางฟ้าโปรยเงินทำบุญเหมือนเดิม ทิดจิตรแวะบ้านญาติที่อยู่ทางนี้ครู่หนึ่ง แล้วบึ่งยาวมาถึงวัดพะยาจีของเมืองไจ๊มะยอ..

ดูจากด้านนอกเห็นเป็นโบสถ์เก่าๆ ไม่มีอะไรสะดุดตา ที่ไหนได้...ข้างในเขาประดับกระจกทั้งหลัง ฝีมือประณีตงดงามมาก หลวงพ่อพะยาจีองค์ใหญ่นั่งเด่นเป็นสง่า มีพระอัครสาวกขนาบข้าง รายรอบนั้นล้วนแล้วแต่พระอรหันต์ทั้งสิ้น...

ทิดจิตรบอกว่า หลวงพ่อพะยาจีนี้กษัตริย์มอญเป็นผู้สร้าง ท่านนาวินที่เป็นเจ้าถิ่นก็ไม่ทราบประวัติ บอกได้แค่ว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ใครมีเรื่องกันถ้ามาสาบานที่นี่ ความจริงจะปรากฏชัดโดยเร็ว คนถึงได้กลัวกันนัก พวกเรากราบบูชาและทำบุญกันตามอัธยาศัย...

รถสตาร์ทไม่ติด เหตุเพราะแบตเตอรี่เก็บไฟไม่อยู่ ชาวบ้านใจดีหลายคนช่วยกันเข็นจนติด มาถึงแถวบ้านญาติทิดจิตร ความร้อนขึ้นจนต้องขอน้ำเขามาราดเป็นถัง..!

ปกติจากตรงนี้ถ้าไปทางลัด ครู่เดียวก็จะถึงวัดอูซินะ แต่นายหม่องแกจะเติมน้ำมันรถ จึงต้องย้อนกลับมามะละแหม่งอีก ทางปั๊มปันส่วนให้ ๔ แกลลอน ๗๒๐ จั๊ต สองวันถึงจะเติมได้ทีหนึ่ง ถ้าจำเป็นต้องใช้ ก็โน่น...ปั๊มเถื่อนเป็นที่พึ่ง แกลลอนละ ๓๕๐ จั๊ต..!

วัดอูซินะ (ท่านชนะ) หรือวัดป่าวินเส่ง อยู่ห่างจากตัวเมืองมุด่งนิดเดียว เจอท่านโกวินทะอยู่บนรถสองแถว กำลังจะกลับไปเยี่ยมบ้าน ท่านป๊อปควักแบ๊งค์ย่อยปึกหนึ่ง ประมาณ ๓๐๐ จั๊ต ส่งให้ท่านเป็นค่ารถ เลยถูกทิดจิตรแซวว่า “เศรษฐีเมืองไทยมาแล้ว..”

จากซุ้มประตูนกยูงคู่มหึมาเข้าไป ทางด้านซ้ายเป็นรูปปั้นอสีติมหาสาวก (พระอรหันต์ ๘๐ องค์) เป็นแถวยาวเหยียด ยังมี สถูป เจดีย์ รูปปั้น อีกมากมายเต็มไปหมด องค์พระนอนยาว ๕๐๐ ศอก นอนอยู่บนเนินเขาด้านซ้าย ทำไปได้มากกว่าปีก่อนตั้งเยอะ...

พรุ่งนี้จะเป็นงานวันเกิดของหลวงพ่ออูซินะ ผู้คนมาทำบุญขวักไขว่ไปหมด สองข้างทางเป็นร้านขายของแน่นขนัด ทหารกันไม่ให้รถเข้าข้างใน แต่คันของเราเส้นใหญ่ มีพระนั่งอยู่ เขาจึงปล่อยให้เข้าไปได้...

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/23.jpg
ซุ้มประตูเข้าวัดป่าวินเส่ง เมืองมุด่ง
http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/24.jpg
ดวงเนตรของพระนอน ๕๐๐ ศอก วัดป่าวินเส่ง

หลวงพ่ออูซินะนั่งรับแขกอยู่บริเวณเศียรพระนอน คนขึ้นไปทำบุญเป็นแถว นี่ก็พระโพธิสัตว์ขนานแท้ ถ้าไม่ได้กำลังใจเข้มแข็งของพระโพธิสัตว์ รับรองว่าไม่สามารถสู้งานสู้คนได้ขนาดนี้ ทางด้านนอกคนยังทยอยกันมาไม่ขาดสาย...

คณะของเราไม่ต้องการเบียดกับใคร จึงขึ้นไปกราบพระและหยอดตู้ร่วมทำบุญในศาลาการเปรียญ ซึ่งมีเนตรพระนอนตั้งโชว์ไว้ให้ร่วมทำบุญ แต่ละดวงยาวเป็นวา..! ขอให้ลูกทั้งหลายมีดวงตาเห็นธรรมในชาติปัจจุบันนี้เถิด...

ออกจากเมืองมุด่ง ผ่านเมืองตันบวยเซียท ตรงไปเมืองไจ๊คะมี รถสามล้อพ่วงข้างวิ่งออกมาจากซอยอย่างเร็วจี๋ มาเจอรถของเรากระชั้นชิด มันเบรคจนผู้โดยสารหัวคะมำหล่นลงมากลางถนนเลย..!

เลยไปอีกหน่อยยางอะไหล่รถหกล้อคันหน้าหล่นโครมลงมา ดีที่ไม่ได้ขับตามแบบใกล้ชิด ไม่อย่างนั้นคงได้สวดและชักบังสุกุลกันตรงนั้นแหละ หลุดมาถึงวัดไจ๊คะมีโดยสวัสดิภาพ เฮ้อ..รอดมาได้อย่างไรก็ไม่รู้ซิ..!

วัดไจ๊คะมีเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปสำคัญที่ลอยน้ำมาจากลังกา ๑ ใน ๔ องค์ของทั้งหมด พระอุโบสถกลางทะเลนั้นพื้นโบสถ์ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล แต่น่าอัศจรรย์ที่น้ำไม่เคยท่วม และโบสถ์ทั้งหลังมีเสาแค่ ๗ ต้นเท่านั้น...

กราบบูชาและทำบุญกันแล้ว ออกมาหาซื้อรูปเป็นที่ระลึก มันไม่ได้อย่างใจ อาตมาเลยปีนลงข้างโบสถ์ เดินไปตามโขดหินกลางทะเล ปลาตีนกระโดดหนีกันปรูดปราด หินก็มีแต่เพรียงคมเหมือนมีดโกน อยากได้รูปสวยมันก็ต้องลงทุนกันบ้าง...

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/25.jpg
พระอุโบสถกลางทะเล วัดไจ๊คะมี
http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/26.jpg
ครูบาน้อยเดินปลงอนิจจังริมหาดแซ็ตแซ

กลับขึ้นมาฉันน้ำตรงลานจอดรถ จ่ายไป ๒๕๐ จั๊ต นายหม่องฉวยแบ๊งค์สิบใหม่เอี่ยมทั้ง ๒๕ ใบของอาตมาไป เอาแบ๊งค์ห้าสิบเหี่ยวๆ ของตัวเองให้แม่ค้าแทน ทิดจิตรคนเดียวไม่ยอมกินน้ำอะไร บอกว่าจะรอไปกินน้ำมะพร้าวที่ชายหาดแซ็ตแซเลยทีเดียว โบราณว่า “อย่าหวังน้ำ บ่อหน้า” ถ้าเขาไม่มีมะพร้าวขายแล้วจะรู่ซึก..!

บ่ายมากแล้วจึงต้องรีบทำเวลา หลังจากเฉี่ยวเกวียนกับจักรยานไปอย่างละคัน ก็มาถึงชายหาดตอน ๑๖.๓๐ น. ไม่มีใครยอมลงเล่นน้ำทะเล นอกจากท่านป๊อปที่ดันไปอาบน้ำจืดแทน อาตมาสอนทิดจิตรให้เลือกมะพร้าวอ่อน มืออาชีพมาเองรับรองไม่ผิดหวัง...

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/27.jpg
สุสานทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมืองตันบวยเซียท

ขากลับแวะถ่ายรูปที่สุสานทหารตันบวยเซียท จากนั้นรูดยาวมาบ้านกำมะแว็ด เข้าวัดดั๊ดดอป็องชก (รวมพระธาตุ) ที่เขาสรรหาพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุพระอรหันต์ มาบรรจุในภาชนะสวยงาม และประดับไฟสารพัดสีถวายบูชาไว้จนละลานตา...

หยอดตู้ทำบุญตามกำลังศรัทธา ท่านป๊อปกับท่านตู่ซื้อรูปเป็นที่ระลึก บอกให้เพลาๆ ไว้บ้างก็ไม่ฟัง “พบไม้งามเมื่อยามขวานบิ่น” แล้วจะซาบซึ้ง ถ้ามาขอยืมเงินพ่อจะคิดค่าธรรมเนียมให้หนัก ไปไหนทำตัวเป็นลูกเศรษฐีมันต้องเล่นให้เข็ด..!

วัดพุทธวัง (บุดดาวิน) ปล่อยเรารอกันจนหมดอารมณ์ลุกกลับกันแล้ว จึงรีบมาเปิดศาลาให้ ทั้งศาลามีแต่พระธาตุเช่นกัน การประดับไฟและภาชนะบรรจุสวยสู้วัดรวมพระธาตุไม่ได้ แต่จำนวนพระธาตุมีมากกว่า ทำบุญเสร็จฟ้ามืดสนิทพอดี...

เกวียนนับสิบนับร้อยเล่มพากันกลับบ้าน ทำให้รถของเราไปได้ช้ามาก หลบไปหลบมาจนไปชนหมาและไก่เข้า ดีที่มันไม่ถึงตาย มาถึงวัดเจ้าไว จัดการสรงน้ำ - ซักผ้าเป็นการใหญ่...

ยังไม่มีข่าวคราวจากโซยุนท์ อาตมาให้ท่านนาวินไปติดต่อรถเจ้าใหม่ รายนี้เคยไปกับท่านชาเมื่อสองปีก่อน ขอค่ารถ ๖๕,๐๐๐ จั๊ต อาตมาต่อรองเหลือ ๖๐,๐๐๐ จั๊ต เขาขอตัดสินใจดูก่อน..!

กลับมาทำธุระส่วนตัวกันต่อ กำลังเพลินๆ โซยุนท์ก็โผล่มายิ้ม เห็นแต่ฟันขาวจั๊วะ พอรู้ว่ารายโน้นกำลังตัดสินใจ ทั้งที่พี่ท่านบอกไว้ว่า ขอค่ารถวันละ ๕,๐๐๐ จั๊ต เติมน้ำมันและค่าอาหารต่างหาก แกรีบลดเหลือ ๒๐ วัน ๖๐,๐๐๐ จั๊ตทันที..!


http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/28.jpg
ครูบาน้อย ท่านตู่ ท่านชา ท่านป๊อป ที่วัดรวมพระธาตุ
http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/29.jpg
พระประธานวัดพุทธวัง

ตกลงกันเรียบร้อยแกขอเวลาซ่อมแซมรถ ๑ วัน มะรืนค่อยไปกัน แถมรับไปบอกเจ้าโน้นด้วยว่าเราได้รถแล้ว เลยใช้ซ้ำด้วยการให้ไปบอกหม่องหม่องว่า พรุ่งนี้ช่วยวิ่งรถให้อีกวัน อยู่เฉยนานๆเดี๋ยวรากมันงอก..!

ยอดโชเฟอร์กลับไปครู่หนึ่ง ทิดจิตรกับมิโชก็มาบอกว่า มีคนอื่นเรียกรถของหม่องหม่องไว้แล้ว ปรึกษาหารือกันพักใหญ่ก็ตกลงกันได้ว่า แบ่งให้ฝ่ายละครึ่งวัน..!

ตอนเช้าให้ทางฝ่ายโน้น เที่ยงตรงจะมารับฝ่ายของเรา พี่เขยทิดจิตรที่เลี้ยงกาแฟเมื่อเช้า โทรมาขอตามคณะของเราไปไหว้พระด้วย จะช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ ตกลงให้แกตามไปได้คนเดียว...

ท่านป๊อปกับท่านตู่เห็นอาตมากับท่านชาต่างก็มีสมุดบันทึกคนละเล่ม แทนที่จะฝากทิดจิตรซื้อ ดันผ่าออกไปซื้อกันเอง ถ้าทหารมันผิดสังเกต ลากคอไปเข้าคุกละก็ พ่อจะปล่อยให้ติดคุกขี้ไก่ไปตามลำพัง ให้สมใจนึกไปเลย..!



*************************
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=/book/images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=/book/images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

paang
03-07-2008, 07:58 AM
http://www.grathonbook.net/book/images/name5.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page4.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=/book/images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=/book/images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> เป็นไข้ซะแล้วซิเรา ทำวัตรเช้าไปน้ำมูกไหลไป ต้องขอยาท่านชามาฉัน ๑ ชุด ค่อยมีแรงด่าท่านป๊อปกับท่านตู่ต่อ ทั้งสองยังหนุ่มคะนอง ขาดสติ ขาดความสำรวม มันทำเอาภาพพจน์พระไทยในสายตาเขาเสียหายหมด...

ไปวัดอื่นบ้านอื่นมันต้องสำรวมระวัง ไปทำตามใจแบบวัดของตนเอง มันพาให้เสียหายทั้งประเทศ ยิ่งครูบาอาจารย์มาด้วย แทนที่จะสร้างชื่อเสียงให้ กลับมีแต่พาให้ชื่อเสีย อาตมาใช่ว่าจะมีความสุขเวลาด่าพวกคุณซะเมื่อไร..!

นานๆ ได้ด่าคนทีชักหายไข้เหมือนกัน แต่อย่าคิดว่าไอ้ ๒ ตัวมันจะสลดนะ เงียบได้สักนาทีมันก็ออกท่าลิงกันอีกแล้ว พระพม่าเขายิ่งดูถูกพระไทยว่าไม่มีสมณสารูป มาเจอท่าลิงแบบนี้เข้า อนาคตวงการสงฆ์ไทยในพม่าเห็นทีจะมืดมน..!

ท่านอาจารย์ใหญ่ต้องไปฉันเช้าในหมู่บ้าน อาตมาจึงครองโต๊ะพระเถระอย่างสมภาคภูมิ มีท่านสุโภคะช่วยบริการให้ ยังไม่ทันฉันเสร็จ ยาแก้ไข้มันออกฤทธิ์ ทำท่าจะหลับคาวง พอดีเด็กวัดเอากาแฟมาเสิร์ฟ กรอกเข้าไปค่อยหูตาสว่างหน่อย...

มันมาพาให้ลำบากอีตอนจะนอนพักนี่แหละ พลิกไปพลิกมา มันไม่ยอมหลับซักที การฉันอะไรโดยขาดการพิจารณา มันมีโทษเช่นนี้เองแหละหนอ... ท่านชากับท่านป๊อป ออกบิณฑบาตกัน พอกลับมาถึง เอาข้าวทั้งบาตรมาถวายบูชาพระพุทธเจ้าไว้...

ราวสิบโมงโยมแม่ของอาจารย์เต็งเมี้ยตมานิมนต์ให้ไปฉัน อาหารชั้นดีของเขา คือบะหมี่ซองของบ้านเรานั่นเอง ซ้ำยังนิมนต์เป็นการเฉพาะแค่พวกเรา ๕ รูปเท่านั้น อาจารย์เต็งเมี้ยตจบปริญญาโท สอนที่ร.ร.มัธยมพะอ๊อก ได้เงินเดือนตั้ง ๑,๓๐๐ จั๊ต..!

ลงจากหอฉันมาเจออาจารย์ใหญ่เข้าพอดี ท่านเข้าใจว่าพวกเราหิว เพราะจู่ๆ มากันก่อนเพล ท่านนาวินต้องอธิบายให้ท่านทราบ กลับถึงที่พัก เจอทิดจิตรกับพี่ชาย นึกว่ารถมาแล้ว กลายเป็นว่าทิดจิตรหาส้มมาถวาย...

ส้มของเขาหน้าตาคล้ายส้มฟรีมองต์ ราคาชั่งละ ๔๐๐ จั๊ต รสชาติ จืดๆ ฟ่ามๆ ไม่เอาไหน คุยกันจนเด็กวัดตีเกราะเรียกให้ฉันเพล จึงกำชับทิดจิตรว่า ถ้ารถมาถึงเมื่อไร ให้รีบมารับพวกเราโดยเร็ว...

หลังเพลฉันยาแล้วนอนพัก ท่านชาบ่นเรื่องขาระบมจากการเดินขึ้นเขาเมื่อวาน ท่านป๊อปหนักกว่านั้นอีก ถึงกับนอนครางโอยๆ แบบนี้จะขึ้นพระธาตุอินทร์แขวนกันไหวหรือ?

เที่ยงก็แล้ว บ่ายหนึ่ง บ่ายสอง บ่ายสาม สี่โมงเย็น แต่ละชั่วโมงผ่านไป ความหวังในการเดินทางวันนี้ริบหรี่ลงทุกที ต่างคนต่างหางานแก้รำคาญ ท่านป๊อปกับท่านตู่ไปฝึกภาษาพม่ากับท่านสุโภคะ แต่โลภจะเอามากๆ ทีเดียว จึงมั่วไปหมด...

ความจริงอาตมาสั่งทิดจิตรให้หาเช่ารถคันอื่น แต่มิโชหวังดีจะช่วยประหยัด และใช้รถของคนกันเองจะง่ายกว่า กลายเป็นประหยัดจนไม่ต้องไปไหนเลย จนเกือบห้าโมงเย็นโซยุนท์เอารถมาให้ดูและขอเงินไปเติมน้ำมัน ๑๕ แกลลอน...

โซยุนท์เอาปู่เขียวคันเก่าไปเทิร์น บวกเงินสองแสนจั๊ตได้ลุงขาวคันนี้มาแทน สภาพพอดูได้ มีถังสำรองน้ำมันมาด้วย อาตมาจ่ายค่าน้ำมันไป ๕,๒๕๐ จั๊ต นัดให้มารับตีสี่ครึ่ง ยอดโชเฟอร์ขอเอาคนขับสำรองไป ๑ คน เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย ได้เลยคุณพี่...

คำนวณค่าใช้จ่ายแล้วหวาดเสียวมาก เงินกองกลางเหลืออยู่สองแสนเศษ เป็นค่ารถ ๖๐,๐๐๐ จั๊ต ค่าน้ำมันวันละ ๑๐ แกลลอน ๒๐ วัน ๗๐,๐๐๐ จั๊ต ค่าอาหาร ๘ คน วันละ ๓,๕๐๐ จั๊ต ๒๐ วัน ๗๐,๐๐๐ จั๊ต...

รวมค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร หมดไปแล้ว ๒๐๐,๐๐๐ จั๊ต..! ไหนจะค่าผ่านทาง ค่าที่พัก ค่าแพขนานยนต์ อีกสารพัด ได้แต่หวังว่าคงจะไม่ต้องระดมทุนเพิ่มเติมกันทีหลัง ไม่อย่างนั้นได้เดินแก้ผ้ากลับเมืองไทยกันบ้างเป็นแน่..!

ท่านอาจารย์ใหญ่เป็นห่วง มาแนะนำเส้นทางให้ ชวนคุยทั้งที่ยุงรุมกัดตลอดเวลา จนทิดจิตรหอบข้าวของมาถึง มิโชฝากลูกอมช็อกโกแล็ต มาถวาย ๒ ถุง คุยจนสองทุ่มครึ่งอาตมาจึงขอตัวไป นอนพักก่อน....


*************************

เดือนเสี้ยวแรม ๑๑ ค่ำ ลอยอยู่ขอบฟ้าตะวันออก พวกเราทำวัตรเช้ากันเรียบร้อย เก็บข้าวเก็บของเตรียมเดินทาง โชเฟอร์มือหนึ่งมาตรงเวลาเป๊ะ พาคณะของเราตรงไปมะละแหม่ง รถจักรยานมากมายพลุกพล่าน รถยนต์แต่ละคันเปิดไฟสูงส่องหน้าจนมองทางไม่เห็น..!

มารับเรือโทกันยุนท์อาเขยทิดจิตร ผู้หมวดแกไม่ได้รับข่าวจากทิดจิตร คิดว่าไม่ได้ไปวันนี้ ยังนอนสบายอยู่ก็ถูกเราควักตัวจากที่นอนมาเลย รีบร้อนเกินจนลืมกระเป๋าเงิน ไปถึงท่าแพค่อยนึกได้...


http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/30.jpg
ตันอูและทิดจิตร บนแพขนานยนต์ข้ามอ่าวเมาะตะมะ

โซยุนท์ซิ่งกลับไปเอากระเป๋าเงิน เพิ่งคล้อยหลังอาสาวก็โผล่มาพร้อมกระเป๋าเงิน ทำเอาวุ่นวายกันพักใหญ่ รถเริ่มลงแพจนถึงสิงห์รถบรรทุกแล้ว ลุงขาวถึงตะบึงกลับมา...

ผู้หมวดเขาเส้นใหญ่ใช้ได้ พาพวกเราลัดคิวขึ้นแพจนได้ แถมยังคว้าปฏิทินทหารเรือ รูปสาวพม่าสวยบึกบึนมาแจกพวกเราซะอีก รถของเราเป็นคันรองสุดท้าย สิงห์รถบรรทุกตามมาปิดท้ายปุ๊บ แพขนานยนต์ก็ออกปั๊บ ลมทะเลโชยมาเย็นสดชื่น...

ยังเช้าเกินไปนกนางนวลยังไม่ออกหากิน แพวิ่งเฉียดเกาะอองซีจุนอ้อมแหลมไปขึ้นฝั่งเมาะตะมะ ตะวันกำลังโผล่พ้นขอบฟ้าเมื่อแพเข้าเทียบท่า โซยุนท์พาพวกเราเลาะข้างสถานีรถไฟ มาฉันข้าวผัดกันที่ร้านของคนรู้จักกัน...

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/31.jpg
จุดที่พระพุทธเจ้าเสด็จสุวรรณภูมิ วัดชุยซายาน

จ่ายค่าอาหาร ๖๗๐ จั๊ต แล้วออกเดินทางกันต่อ นักเรียนกำลังไปโรงเรียน สีขาวสีเขียวเต็มถนนไปหมด หมู่เกวียนแล่นกันฝุ่นตลบ เฮ้ย..! “โครม..!” เรียบร้อย..เหลือแค่เมตรกว่ารถจะถึงตัว เจ้าหมาใจกล้าดันเผ่นตัดหน้า อโหสิกรรมเถิด..!

ทำบุญทุกด่านที่พบ จนมาถึงพระเจดีย์ชุยซายาน (จาริกสุวรรณภูมิ) ของเมืองตะโทง (สะเทิม,สุธรรมวดี)ซึ่งเป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประดิษฐานพระพุทธศาสนาในแคว้นสุวรรณภูมิ...
กราบพระเจดีย์แล้ว สาวพม่าขายดอกไม้พาไปกราบจุดที่พระพุทธเจ้าประทับ เอาแจกันดอกไม้ที่เธอขายไปให้ถวายเป็นพุทธบูชาด้วย ราคา ๒๐ จั๊ต จากนั้นออกมาดูสาวโปรยทานให้นกพิราบ เลยได้สาวพม่าเป็นนางแบบโปสการ์ดสองนาง...


http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/32.jpg
สาวพม่าเลี้ยงนกพิราบที่วัดชุยซายาน

ออกจากพระเจดีย์ชุยซายานไปนิดหน่อย เลี้ยวขวาไปตามทางฝุ่นหนาเตอะ ข้างทางมีต้นบุนนาคมหึมาเป็นแถวยาวพาเราไปถึงพระเจดีย์อะลานตะยา มีรถทัวร์พาคนมาไหว้พระเจดีย์ก่อนคณะของเราอีก พวกเราเข้าไปกราบไหว้ทำบุญกันเช่นเคย...

หลวงปู่วัดอะลานตะยาเพิ่งมรณภาพได้ไม่นาน สมัยก่อนท่านดังคับประเทศเหมือนกัน แต่แปลกตรงที่ก่อนนั้นเจดีย์ทาสีขาว พอท่านสิ้นเขากลับหุ้มทองซะสวยเชียว ตอนนี้ส่วนยอดกำลังจะเสร็จ อีกไม่นานคงงามกว่านี้หลายเท่า...

ออกมาหาซื้อของกัน อาตมาต่อโหดตามแบบฉบับของตน กล้วยหักมุกลูกละ ๑๕ จั๊ต หวีละ ๑๔ ลูก อาตมาให้ ๑๕๐ จั๊ต ประคำมือพวงละ ๖๐ จั๊ต อาตมาให้ ๔ พวง ๑๕๐ จั๊ต..! ได้ของมาชนิดที่คนอื่นมึนกันเป็นแถว คนขายแถวนี้พูดภาษาไทยได้ด้วยแน่ะ...

ขึ้นรถได้จัดการเอากล้วยมาแบ่งสรรปันส่วนกัน ทิดจิตรส่งมันแกว มาให้อีกพวงใหญ่ ฉันไปควักย่ามทำบุญไป เพลินดีแท้ๆ...

ด้วยความเมตตาของหลวงปู่ปานโดยแท้ ด่านเก็บค่าผ่านทางกี่ด่านผ่านฟรีทั้งหมด แต่ขณะเดียวกันด่านบุญทุกด่านเราก็ไม่ปล่อยให้ผ่านมือเช่นกัน ผ่านทางแยกเข้าพระธาตุอินทร์แขวนไปไม่นาน ยอดโชเฟอร์ที่เคี้ยวหมากหยับๆ ก็เลี้ยวซ้าย...

เมืองไจ๊โกนี้มีหลวงพ่อลอยน้ำ ๑ ใน ๔ องค์ของพม่า หลวงพ่อไจ๊ปอลอนี้พิเศษตรงที่ท่านมีไฝเม็ดหนึ่งเป็นจุดเด่น ไม่ว่าใครจะพยายามปิดทองทับอย่างไร ไฝก็จะโผล่มาเสมอ แผ่นหินกลมที่เป็นแท่นรององค์ท่านครั้งลอยน้ำมาก็ตั้งแสดงไว้ด้วย...


http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/33.jpg http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/34.jpg
พระเจดีย์ชุยซายาน พระเจดีย์อะลานตะยา
http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/35.jpg http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/36.jpg
หลวงพ่อไฝ วัดไจ๊โก พระเจดีย์ชุยกูเล (ถ้ำทองน้อย)

คนอื่นแค่นั่งหลับนก แต่ท่านป๊อปหลับอย่างเป็นล่ำเป็นสัน นอนเหยียดยาวอยู่ในกระบะท้าย ชนิดไม่เกรงใจเพื่อนฝูงเลย อาตมาต้องปลุกขึ้นมากราบพระจึงจะยอมตื่น...

กราบทำบุญแล้วเดินมากราบหลวงพ่อพระมหามุนีจำลองที่วัดติดกัน เมื่อปีก่อนเขาลือว่ามีภาพพระปรากฏขึ้นที่องค์ท่านหลายแห่ง จนหนังสือพิมพ์ลงข่าวไปทั่วประเทศ คณะของเรามาถึงตอนไฟฟ้าดับ ต้องกราบกันทั้งมืดๆ นั่นแหละ...

ออกมาเข้าห้องน้ำกัน อาตมาเข้าเสร็จท่านนาวินที่ต่อคิวบอกว่า พวกท่านชา ท่านตู่ ไปเข้าทางห้องผู้หญิง ทำเอาโยมผู้หญิงวิ่งอ้าวไม่เหลียวหลัง..! ท่านชาบ่นอ่อยๆ ว่า หนังสือพม่าซักตัวก็อ่านไม่ออก แล้วจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเป็นห้องผู้หญิง..!

โซยุนท์พาพวกเราหลบสะพานที่กำลังสร้าง อ้อมไปหลังเมืองไจ๊โท มาจนถึงร้านผิ่นอู (แรกแย้ม) ที่คราวก่อนก็พาอาตมาแวะมาฉันเพลเช่นกัน สั่งอาหารมาเต็มโต๊ะฉันกันให้เต็มที่ จบจากพระแล้วโยมทั้งสี่จัดการรับช่วงต่อ...

อาตมาล้างหน้าล้างตาเสร็จกลับมาคิดค่าอาหาร ทั้งหมด ๑,๓๕๐ จั๊ต โยมคิดแค่พันสองร้อยถ้วน ท่านป๊อปสั่งยาชูกำลังยี่ห้อชูสองนิ้วมาโด๊ปกัน เจอไปขวดละ ๑๖๐ จั๊ต อาตมาไม่ฉันจึงประหยัดไปได้ขวดหนึ่ง...

นอกเมืองไจ๊โทแห้งแล้ง ต้นไม้แคระแกร็นเหมือนกับขึ้นอย่างเสียไม่ได้ ชาวบ้านเอาฟืนบ้าง อิฐบ้าง ไม้หมอนรองรถบ้าง มาวางขายเป็น ระยะไป บางรายสานรั้วขัดแตะยกมาวางขายทั้งแผง เก้าอี้ไม้ไผ่สานสวยน่าใช้ตัวละ ๓๐๐ จั๊ต...

พ้นเขตรัฐมอญจะข้ามแม่น้ำซิตต็อง (สะโตง) ตำรวจจราจรเป่านกหวีดดังสนั่น ยอดโชเฟอร์ชิดขวาจอดทันที จราจรวิ่งอกตั้งมาบอกให้รีบไป รถทหารกำลังจะมา แล้วคุณเสือ...เป่าทำไมวะ ? รับบัตรผ่านแล้ว รีบเผ่นข้ามด่วนจี๋..!

รถแวนสามคันพุ่งมาอย่างกับพายุ เฉียดรถของเราไปชนิดฝุ่นกระจาย รถยี.เอ็ม.ซี.สีเขียวทะมึนทะยานตามมารวดเดียว ๑๔ คัน..! ใครจะข้ามได้ไม่ได้ไม่ขอรับรู้ คณะของเรามุ่งหน้าลูกเดียว มาถึงสะพานขาด ต้องอ้อมลงกลางนา...

เจ้าหน้าที่ยกธงแดงให้รถเราหยุด ท่านนาวินเรียกทิดจิตรไปขอซื้อธง...”ธงมันศักดิ์สิทธิ์ โบกแล้วรถหยุดได้ เห็นมั้ย..? รีบไปซื้อมาเร็วๆ..!” เล่นเอาอาตมาหัวเราะจนสำลักฝุ่นแทบตาย..!

มันแกวกองพะเนินเทินทึกเมื่อเข้าเมืองพะยาจี พระเจดีย์กำลังปิดทองซ่อมแซมอยู่ มีงานสาธยายธรรมมาราธอนเพื่อหาทุน พวกเราควักย่ามทำบุญกันทุกรูป เด็กหญิง ๒ คน แบกแตงโมผ่าซีกมาเสนอขาย นี่มันบ่ายสองแล้วอีหนูเอ๊ย..!

กลับขึ้นรถท่านตู่ส่งท็อฟฟี่มาให้ นี่มันของที่มิโชถวายอาตมาเองนี่หว่า เฮ้ย..เหลือแค่ ๕ เม็ดเองเรอะ..? ถุงหนึ่งตั้ง ๑๐๐ เม็ดนะเว้ย..! อีแบบนี้มันแดกแล้วไม่ใช่ฉัน..!

พระมหาธาตุชุยมอดอ ตั้งเด่นเป็นสง่ากลางเมืองปะโก (หงสาวดี) น่าเสียดายที่เขาหุ้มเสื่อลำแพนเหลือแต่ยอดฉัตร เพื่อทำการซ่อมแซม กราบทำบุญเสร็จก็ออกมาหามุมถ่ายรูปกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติมากันมาก...

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/37.jpg
พระมหาธาตุชุยมอดอ เมืองปะโก(หงสาวดี)

แขกบังคลาเทศสองคนเสนอขายโปสการ์ดสวยๆ แต่มันรู้มาก ขายยกชุด ๑๐ รูป ๒๐๐ จั๊ต แบ่งเฉพาะรูปที่เราชอบก็ไม่ยอม ต่อรองราคาก็ไม่ลด ยกเว้นซื้อ ๒ ชุด คิด ๒๕๐ จั๊ต ถ้าอย่างนั้นคุณเก็บเอาไว้ดูเอง ก็แล้วกัน...

พระนอนใหญ่วัดชุยตาเลียว เป็นฝีมือของอูคันตีตามเคย ลักษณะอาคารโครงเหล็กแบบนี้เห็นที่ไหนก็รู้ว่าของท่าน เสร็จจากไหว้พระทำบุญแล้ว พวกเราเดินหาซื้อของกัน อาตมาต่อราคาผ้าปักเป็นรูปพระพุทธบาท คนขายพูดไทยได้เหมือนกัน..!

จาก ๕,๐๐๐ จั๊ต เหลือ ๓,๕๐๐ จั๊ต เธอไม่ขาย เดินวนรอบที่สาม คนอื่นได้ของไปคนละชิ้นสองชิ้น แต่อาตมาต่อไม่ลง จึงไม่ต้องเสียเงินเหมือนคนอื่นเขา ออกไปหลังวัดชุยตาเลียวเป็นพระเจดีย์สแวดอ เขากำลังสร้างพระนาคปรกสวยมาก...

เดินวนกราบพระรอบเจดีย์ เจอหนุ่มใหญ่มาชวนให้ไปดูหมอ เก่งภาษาอังกฤษเสียด้วย อาตมาบอกไปว่า ดูเองเป็น เก่งด้วย เขาจะดูมั้ย ล่ะ..? เล่นเอาพ่อเจ้าประคุณสะดุ้งเหย็ง ร้อง “sorry...sorry...” แล้วจ้ำไปหาเหยื่อ เอ๊ย...ลูกค้ารายอื่นแทน..!

พระเจดีย์ชุยกูเล(ถ้ำทองน้อย) มีอุโมงค์โดยรอบตั้งพระพุทธรูป ไว้ ๖๔ องค์ อาตมาให้ผู้หมวดกันยุนท์ไปถามประวัติ ทหารเรือหนุ่มใหญ่หายไปนาน จนคิดว่าไปช่วยเขาสร้างเจดีย์ซะแล้ว...
ได้ประวัติมามากกว่าที่ต้องการคือ พระเจดีย์ชุยกูเล พระเจดีย์มหาจี และหลวงพ่อพะยาจีที่ไจ๊มะยอ สร้างโดยพระราชินีฉิ่นซอปุ๊ (เชงสอบู) แห่งหงสาวดี ออกจากชุยกูเลโซยุนท์พาไปนอกเมืองปะโก...

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/38.jpg
หลวงพ่อโตไจ๊ปอ เมืองปะโก (หงสาวดี)

เข้าไปถนนเดียวกับโรงแรมปะโกสตาร์ มีหลวงพ่อโตไจ๊ปอ นั่งหันพระปฤษฎางค์ชนกัน หันหน้าออกทั้งสี่ทิศ องค์โตจนหามุมถ่ายรูปได้ยาก มีหมอดูหนุ่มหล่อกำลังคุยกับลูกค้าสาวๆ ร่วมยี่สิบคนแบบมันเต็มที่ เลยจากมาโดยไม่ไปขัดคอ...

กำลังเดินทางเข้าที่พัก พอดีท่านนาวินเห็นป้ายบอกทางไปพระราชวังเก่า จึงให้โซยุนท์เลี้ยวเข้าไป อาตมายืนยันว่าจะไปดูพระราชวังเดิมของพระเจ้าบุเรงนอง แต่พลขับมือหนึ่งบอกว่าอยู่ที่ตองอู...
มาถึงซุ้มประตูที่กำลังบูรณะอยู่ พวกเราเดินลอดเข้าไป ทางซ้ายมือมีสวนมะพร้าว เห็นแนวอิฐเก่าๆ โผล่มาเป็นช่วงๆ ท่านนาวินถึงกับตาลุก เพราะลักษณะอิฐเหมือนกับโบสถ์วัดหนองบัว ซึ่งท่านสืบประวัติไม่ได้ว่าสร้างในสมัยใด...

ซ้ายมือเป็นโรงเรือนเก็บท่อนซุงเก่าๆ มีการลงทะเบียนหมายเลขกำกับเป็นระเบียบ พอเห็นป้ายครูบาน้อยจึงยอมรับว่าเป็นวังบุเรงนองจริงๆ.. ผ่านกองรักษาการณ์เข้าไปแล้ว ขวามือเป็นพระที่นั่งสุวรรณมณเฑียรมหึมา กำลังบูรณะกันอยู่...

ทางซ้ายมือเหลืองอร่ามงามตาคือพระที่นั่งภมรบัลลังก์ เป็นองค์เดียวที่บูรณะเสร็จสมบูรณ์ ด้านหน้าพระที่นั่ง เป็นร่องรอยของหมู่พระตำหนักเก่า เห็นแนวหินและตอเสาไม้โผล่เป็นแถวเป็นแนวเต็มไปหมด...

หมวดกันยุนท์ไปตีตั๋วเข้าชมสถานที่และจ่ายค่านำกล้องเข้าไป ๒๐๐ จั๊ต ได้บัตรมาพอดีพวกเราชมเรียบร้อยแล้ว ท่านนาวินกัดฟันควักเงินที่มีอยู่น้อยนิด ให้ทิดจิตรไป “ซื้อ” อิฐเก่ามาสักชิ้น อ้ายทิดดันใช้ตันอูพลขับสำรองไปแทนซะนี่...

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/39.jpg
พระราชวังเดิมของพระเจ้าบุเรงนอง เมืองหงสาวดี
http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/40.jpg
ภายในพิพิธภัณฑ์ของพระราชวังเดิม
http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/41.jpg
พระที่นังภมรบัลลังก์ที่เพิ่งบูรณะเสร็จ
http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/42.jpg
พระราชวังโพชศาสตร์ที่กำลังบูรณะอยู่

เดินชมร่องรอยวังเดิมจึงทราบว่าเขาเรียก พระราชวังนานดอยา (มเหสีเอกคาดว่าเป็นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา) จากมุมนี้มองไปจะเห็นพระมหาธาตุชุยมอดอ เด่นอยู่ตรงหน้า ผู้หมวดไปตามเจ้าหน้าที่มาเปิดพิพิธภัณฑ์ ให้พวกเราเข้าไปชมสิ่งของเก่าๆ ที่ รวบรวมมาจากการขุดแต่งวังเดิม...

เสียดายที่ใกล้ค่ำแล้ว แสงสีไม่เหมาะกับการถ่ายรูป ต้องจากมาด้วยความเสียดาย ท่านนาวินพามาพักที่วัดป๊บปายม (บุปผารมณ์) ซึ่งเจ้าอาวาสคือ ท่านอาจารย์ใหญ่จันทิมานั้นซี้กับท่านอาจารย์ใหญ่ธัมมะเสนะมาก...

ท่านวิฑูระพาพวกเราเข้าที่พัก หอบเสื่อหอบหมอนมาให้ครบคน ขอทราบยอดทั้งพระและฆราวาส เพื่อจะได้เตรียมอาหารเช้าไว้ให้ได้ถูกต้อง พวกเราคว้าสบู่ ยาสีฟันและสารพัดอาวุธสำหรับสรงน้ำ – ซักผ้า ได้ก็ลุยทันที ที่สรงน้ำอยู่ทางด้านหลังวัด เป็นบ่อโพงเหมือนกับวัดเจ้าไว แต่น้ำไม่ยักเย็นเหมือนกัน มันอุ่นๆ อย่างไรพิกล..!

กลับจากกิจธุระจำเป็นแล้ว คนอื่นแยกย้ายกันไปสวดมนต์ที่พระมหาธาตุชุย มอดอ ขณะที่อาตมาเคลียร์บัญชีประจำวัน พร้อมกับฟังพระเณรท่องหนังสือไปด้วย วัดบุปผารมณ์เป็นสำนักเรียน เสียงท่องหนังสือเซ็งแซ่ทีเดียว...

ท่านนาวินบอกว่ามีข่าวพระอรหันต์ละสังขารที่ บ้านชานหยั่วจี (บ้านใหญ่ชาวสยาม) ท่านไปปรากฏกายทิพย์ให้ช่างภาพถ่ายรูปและพิมพ์รอยเท้าไว้ให้ พร้อมกับบอกวันเวลามรณะเสร็จสรรพ ถึงเวลาท่านก็มรณภาพตามนั้นจริงๆ...

สังขารของท่านยังอยู่ที่บ้านชานหยั่วจี หมู่บ้านนี้ก่อนเคยเป็นบ้านของชาวไทย รถเข้าไม่ถึง ต้องเดินไปประมาณ ๑ ช.ม. ปรึกษากันว่า พรุ่งนี้หลังฉันเช้าแล้วจะไปกัน ใครไม่อยากเดินให้นอนรอที่นี่ ขากลับจะมารับ...



*************************
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

paang
03-07-2008, 08:00 AM
http://www.grathonbook.net/book/images/name5.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page5.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=/book/images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=/book/images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนตีสอง แล้วนอนภาวนาแข่งกับเสียงกัดฟันของท่านป๊อป และเสียงกรนของพลขับทั้งสอง อากาศเย็นทีเดียว เสียงหวูดรถไฟดังมาไม่ไกล องค์พระมหาธาตุชุยมอดอสว่างจ้ากลางแสงไฟ...

เก็บข้าวของเสร็จ พระมาตามไปฉันเช้า เณรนั่งเรียงกันเป็นแถวยาวหลายแถว มีข้าวหม้อมหึมาอยู่ข้างที่ฉัน พระพี่เลี้ยงถือหม้อแกงและกาละมังใส่ข้าวเดินตรวจแถวแบบทหาร ข้าวหรือกับพร่องจะเติมให้ทันที...

พระท่านจัดโต๊ะต่างหากให้เราหนึ่งโต๊ะ กับข้าวเป็นปลาย่างกับแกงส้ม นับว่าดีเกินเหตุ เพราะเณรได้ฉันแกงส้มอย่างเดียว ซ้ำหลังอาหารยังมีกล้วยเป็นของหวาน ขณะที่เณรไม่มีเลย ทำเอาท่านชาแทบจะฉันไม่ลง วัดพม่าถึงอยู่กลางเมืองก็ยังคงลำบากจนขนาดนี้...

รอจนทิดจิตร โซยุนท์ และตันอู กินกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราค่อยออกมาถามทางไปบ้านชานหยั่วจี พอดีมาถามข้างสถานีรถไฟ ผู้หมวดกันยุนท์จึงขอตัวจากคณะ แยกทางนั่งรถไฟไปมัณฑะเลย์ก่อน แล้วจะไปรอเราที่บ้านลูกเขยเมืองเมย์เมี้ยว...

จากที่บอกว่านั่งรถไม่ไหว เพราะมันกระแทกจนระบม ไม่สบายเหมือนเรือที่นอนไป เห็นทีจะไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าไม่มีความอดทนแบบนั้น ก็ไม่ควรมาเป็นทหาร สาเหตุที่แท้จริงน่าจะมาจากที่เขาขอมาด้วย บอกว่าจะช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ อาตมาจึงให้จ่ายเฉพาะค่าอาหารเย็นทุกวัน...

อาตมาลืมไปว่าอาจารย์ปริญญาโทยังได้เงินเดือนแค่ ๑,๓๐๐ จั๊ต เมื่อวานเย็นเขากินกันไป ๙๐๐ จั๊ต..! เงินเดือนผู้หมวดคงจะไม่เกินปริญญาโท กินกันทีเงินเดือนหมดไปทั้งเดือน แบบนี้ขืนไปกับเรามีหวังขายบ้านขายลูกขายเมียแน่ๆ..!

ร่ำลากันเสร็จ คณะของเราแยกมาตามทางที่เขาบอก อยู่ห่างจากด่านเก็บเงินเข้าเมืองประมาณ ๓๐๐ เมตรเอง แต่ทางเข้าเป็นทางเกวียน รถไปไม่ได้ ต้องย่ำต๊อกไป ๓ ไมล์ อาตมาทิ้งรองเท้าไว้บนรถ ของใหม่ๆ มันดุ ขืนเอาไปด้วยเดี๋ยวมันกัดกระจาย..!

เดินไปหน่อยก็ขึ้นมาบนทางรถไฟ ทิดจิตรที่ทิ้งรองเท้าตามอาตมา เต้นเป็นผีกองกอยด้วยความเจ็บเท้า อาตมาที่เลิกบิณฑบาตมา ๔ ปี รู้สึกเจ็บเหมือนกัน เดินตามหมอนไม้ที่ขาดมาตรฐาน กว้างบ้างแคบบ้างได้ไม่นาน ทนเจ็บเท้าไม่ไหวเผ่นลงทางเกวียนดีกว่า...

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/43.jpg
บ้านชานหยั่วจี (บ้านใหญ่ชาวสยาม) เมืองหงสาวดี

ฝุ่นนิ่มๆ ท่วมหลังเท้าค่อยยังชั่ว ถึงเดินยากกว่าแต่นุ่มกว่ากันเยอะ อากาศเย็นเยือกของยามเช้าทำให้ไม่เหนื่อยง่าย เดินมาจนถึงทางแยกจากทางรถไฟเข้าหมู่บ้านยังไม่มีเหงื่อซักนิด บรรดานักเรียนที่ขี่จักรยานอยู่ พอเห็นพระเดินมาจะลงจากรถกันหมด...

เลาะตามคันนาถึงหมู่บ้าน ข้ามสะพานไม้แล้วเลี้ยวซ้าย หมู่บ้านเขาเงียบสงบน่าอยู่จริงๆ พระเณรกำลังออกบิณฑบาต พวกเราล้างเท้า แล้วเดินขึ้นกุฏิหลังที่ดูดีที่สุด คาดว่าสังขารของหลวงปู่ท่านคงจะอยู่บนนั้น ไปถึงแล้วแทบเข่าอ่อน มีแต่บริขารของท่านกับโลงเปล่า..!

พระองค์หนึ่งชื่ออูปัณฑิตะมาสอบถามแล้วเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ท่าน คือ อูลักขณะ อายุ ๘๔ พรรษา ๖๐ มรณภาพเมื่อแรม ๔ ค่ำ เดือน ๔ ปีที่แล้วนี้เอง ก่อนมรณภาพมีคนไปกราบหลวงปู่ตามะยะที่พะอาง หลวงปู่บอกว่าไม่ต้องมาหาท่านหรอก พระที่ปะโกก็มี เก่งกว่าท่านซะอีก..!


http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/44.jpg
ที่เก็บสังขารหลวงปู่ลักขณะ วัดชานหยั่วจี

หลังจากหลวงปู่ตามะยะเปิดเผยเรื่องของท่าน อีกไม่นานท่านก็มรณภาพ อาตมาสอบถามว่าสังขารของท่านยังอยู่หรือไม่..? หลวงพ่อปัณฑิตะบอกว่า บรรจุโลงแก้วอยู่ข้างศาลานี่เอง โล่งอกไปที เห็นแต่โลงเปล่าๆ นึกว่าเขาเผาไปแล้ว...
เห็นศาลาที่ตั้งสังขารของท่าน รู้สึกว่ามันเก่าคร่ำคร่า ไม่ได้สมกับความดีของท่านเลย ยิ่งเห็นสังขารที่ขาดการดูแลเอาใจใส่ ปล่อยให้หยากไย่ใยแมงมุมเกลื่อนกลาดยิ่งเศร้าใจ นี่มันไก่ได้แก้วมณีชัดๆ ไม่ได้รู้ถึงคุณค่าเลย...

กราบแทบเท้าทำบุญกับท่าน “ธรรมใดที่หลวงปู่รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ขอลูกทั้งหลายได้มีส่วนรู้เห็นธรรมนั้นในชาติปัจจุบันนี้เถิด...” รอท่านตู่ที่หายไปส้วมนานจนเหมือนตกส้วมตายไปแล้ว หลวงพ่อปัณฑิตะท่านมาชี้ทางลัดให้...


http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/45.jpg
รถเสียระหว่างทางจากหงสาวดีไปย่างกุ้ง

เดินตัดกลางนามาขึ้นทางรถไฟ แล้วรีบจ้ำแข่งกับดวงตะวันกลับทางเดิม ทำเวลาทั้งขาไปขากลับเท่ากันเด๊ะคือ ๑ ชั่วโมง... ท่านป๊อปกับท่านตู่ถูกทิ้งลิบๆ แทบมองไม่เห็น บอกแล้วว่าแรงหนุ่มหรือจะมาสู้คนเดินนาน...!

ออกรถตรงไปทางย่างกุ้ง พอพ้นตัวเมืองถนนขยายเป็นสี่เลน ข้างทางมีเครื่องปั้นดินเผากับแตงโมขายมากมาย รถวิ่งไปได้ประมาณ ๑๐ ไมล์ เครื่องดับเอาดื้อๆ... ทีแรกคิดว่าน้ำมันหมด ความจริงกลายเป็นสายไฟขาด..!

ยอดพลขับซ่อมครู่หนึ่งก็ไปต่อได้ ทิดจิตรขอลงไปซื้อแตงโม ราคาลูกละ ๔๐๐ จั๊ต ซื้อหนึ่งลูกขอเขาชิมครึ่งลูก..! สีแดงพอใช้ แต่รสจืดอย่างกับน้ำเปล่า วิ่งมาถึงบ้านเท่าจั้น โซยุนท์ขอเติมน้ำมัน ถามราคาดูแกลลอนละ ๒๗๐ จั๊ต...


http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/46.jpg
เติมน้ำมันรถที่บ้านเท่าจั้น ก่อนเข้าเมืองย่างกุ้ง

ไปต่ออาจจะแพงกว่านี้ อาตมาจึงสั่งตุนเต็มที่ ได้ ๓๐ แกลลอน จ่ายไป ๘,๑๐๐ จั๊ต แล้วมุ่งเข้าเมืองย่างกุ้ง อาศัยหลวงปู่ผ่านด่านเข้าเมืองฟรีตามเคย ตลอดทางจากปะโกมาถึงย่างกุ้งไม่มีด่านบุญเลย ถนนใหญ่รถวิ่งเร็วเขาคงเรี่ยไรไม่ได้มั้ง..?

ฉันเพลกันนอกเมือง หมดไป ๑,๔๐๐ จั๊ต เจ้าของร้านเห็นพระ ๕ รูป ตกเลขมงคลพอดี จึงขอเลี้ยงกาแฟกับขนมเค้กแถมท้าย จากนั้นบอกกับพลขับมือหนึ่งว่า ใกล้อะไรแวะที่นั่น ไม่ต้องรีบร้อน เวลาของเรามีเหลือเฟือ จะค้างที่ย่างกุ้งตั้ง ๒ คืน...

แห่งแรกคือพระเจดีย์ไจ๊กะเลาะ เป็นที่ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดอสุรินทราหู ซุ้มประตูและทางเดินลวดลายงดงามมาก จุดที่พระพุทธเจ้าประทับ เขาทำเครื่องหมายเอาไว้ พวกเราไปกราบอธิษฐานกันตามอัธยาศัย...

http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/47.jpg
ซุ้มทางเข้าวัดไจ๊กะเลาะ สลักลวดลายสวยงามมาก

เห็นพระเจดีย์ทรงแปลกตา รูปทรงเหมือนโดมของสุเหร่าอิสลาม อาตมาให้แวะเข้าไป นี่คือวัดมหาซานดอชีนเมียะพะยาจี เรียกง่ายๆ ว่า วัดอะเลงงาซินท์ โอ้โฮ...มหึมามโหฬาร ศิลปะคล้ายไปทางแขกฮินดูผสมอิสลาม เหมือนศาสนสถานของศาสนาซิกข์ ใหญ่โตจนขึ้นไปบนหอคอยของวัดแล้วยังหามุมถ่ายรูปไม่ได้เลย..!

กราบพระประธานที่เป็นพระองค์ใหญ่ทาสีเขียวปี๋ สมกับชื่อ เมียะพะยาจี (หลวงพ่อโตแก้วมรกต) จากนั้นโชเฟอร์ของเราพาเข้าไปในตึกเก่างั่ก มีคุณยายแก่ๆ เฝ้าอยู่คนเดียว ขอกุญแจจากคุณยายไขประตู ขึ้นไปบนชั้นสามของตึก...

โอ้โฮเฮะ...แบบนี้ถ้าไม่มาแม่ตีตายแน่ๆ..! นี่มันผ้าขี้ริ้วห่อโคตรเพชรแท้ๆ... พระพุทธรูปทองคำหน้าตักเกือบ ๒ ศอก ทรงเครื่องแบบพระวิสุทธิเทพ อลังการงดงามจนตะลึง ยิ่งท่านนาวินอ่านประวัติให้ฟังยิ่งน่าทึ่งเข้าไปใหญ่...

พระพุทธรูปทองคำองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปประจำรัชกาลของพระมหากษัตริย์ถึง ๖ พระองค์ ตั้งแต่พระเจ้าอลองพญามาจนถึง พระเจ้าธีบอ..! มาซ่อนอยู่ในที่ผุๆ พังๆ แบบคนคาดไม่ถึง ใครๆ มากราบทำบุญที่เจดีย์แล้วก็คงกลับเลย ผ่านของวิเศษสุดเช่นนี้ไปเปล่าโดยไม่ได้กราบชมเป็นบุญตา นับว่าน่าเสียดายเป็นที่สุด...

อาตมาพยายามเช็ดกระจกเก่าๆ ที่กั้นห้องบรรจุพระ เพื่อจะได้ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก แต่ความสกปรกมันจับจนเข้าเนื้อ เช็ดเท่าไรก็ไม่สะอาด จนคิดว่าดีที่สุดเท่าที่ทำได้ จากนั้นบรรจงวางมุมกล้องอย่างปราณีตที่สุด แล้วกลั้นใจลั่นชัตเตอร์...


http://www.grathonbook.net/iravadee/senthang/image/48.jpg
ศิลปะลูกผสมระหว่างฮินดูกับอิสลาม แต่อยู่ในวัดพุทธของวัดอะเลงงาซินท์ เมืองย่างกุ้ง

“แกร็ก..!” ระบบกล้องทำงานแค่ครึ่งเดียว ซ้ำตัวเลขดิจิตอลหายวับไปกับตา เหลือแต่จอขาวโล่ง..! แบบนี้แสดงว่าท่านไม่ให้ถ่ายแน่ ขอลองอีกทีน่า..ทั้งที่แสงพอแท้ๆ แฟล็ช กลับทำงาน สะท้อนกับกระจกขาวพร่าไปหมด..!

ฟิล์มก็มีน้อย แต่ความอยากได้รูปพระแสนงามไว้บูชา ทำให้ต้องขอลองอีกที “แว่บ..!” หมดสิทธิ์ครับผม...ขาวสะอาดด้วยแสงแฟล็ช อีกครั้ง..! ถามคุณยายว่าขอเปิดเข้าไปถ่ายด้านในจะได้หรือไม่..? คุณยายบอกว่าไม่ได้เป็นผู้ถือกุญแจจ้ะ...


(อ่านต่อฉบับหน้า)
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=/book/images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=/book/images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>