PDA

View Full Version : :::ดวงดาวส่งแรงกระทำต่อมนุษย์ได้จริงหรือ:::


พนมกุเลน
01-07-2008, 11:51 PM
http://www.jesus-is-savior.com/False%20Religions/Wicca%20&%20Witchcraft/astrology.jpg




ถาม – เวลาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการพยากรณ์ชะตาชีวิตด้วยดวงดาว เขาจะว่าแรงส่งของดวงดาวกำลังให้ผลกับมนุษย์เราอย่างนั้นอย่างนี้

ไม่ทราบว่าพลังดังกล่าวกระทำกับโลกและมนุษย์อย่างไร ในเมื่อดาวฤกษ์แต่ละดวงอยู่ห่างออกไปมาก และอยากทราบด้วยว่าจะอธิบายเรื่องแรงส่งของดวงดาวเข้ากับกรรมวิบากได้อย่างไร?



ตอบ - พวกเราตกเข้ามาอยู่ในจักรวาลแห่งความเกี่ยวข้อง ทุกสิ่งทุกอย่างมีแรงส่งถึงกันหมด โดยทางตรงหรือทางอ้อม ตามหลักทั่วไปแล้ว หากขนาดใหญ่และอยู่ใกล้ก็มีอิทธิพลสูง หากขนาดเล็กและอยู่ไกลก็มีอิทธิพลน้อย

อย่างดวงจันทร์ จัดเป็นของใหญ่และอยู่ใกล้โลก สิ่งที่เห็นได้ชัดคือมันสามารถส่งอิทธิพลกับโลกเราทั้งใบในแง่แรงดึงดูด ตำแหน่งใกล้เข้ามาหรือไกลออกไปของมัน

อาจเกี่ยวข้องกับน้ำขึ้นน้ำลง และอาจเปลี่ยนคลื่นแม่เหล็กหรือธรรมชาติบางอย่างบนโลกให้แตกต่าง ซึ่งก็ ‘เป็นไปได้’ ที่จะมีผลกับอารมณ์ของพวกเรา

ยกตัวอย่างเช่น นักวิจัยในอเมริกาพบว่า สถิติการฆาตกรรมจะสูงขึ้นเป็นพิเศษในช่วงพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งเรื่องอิทธิพลของพระจันทร์เต็มดวง (Full-moon Effect) เป็นที่ถกเถียงกันมาแสนนานแล้ว

ว่า อาจก่อความขัดแย้งทางความรู้สึก ทั้งนี้เพราะโลกเราไปอยู่ตรงกลางระหว่างพระจันทร์กับพระอาทิตย์พอดี

แต่การที่เจาะจงตายตัว ว่าพระอาทิตย์กับพระจันทร์อยู่ตรงข้ามกันแล้วจะก่อให้เกิดอารมณ์แปรปรวนไปในทางร้าย ก็คงไม่เป็นสัจจะสากล เพราะใช่ว่าทุกคนต้องตกเป็นเหยื่อของดวงจันทร์เสมอไป

ในคืนจันทร์เต็มดวง บางคนก็ใจดีและเบิกบานสุดๆ ขณะที่บางคนอาจอ่อนไหว ใครพูดผิดหูหน่อยเหมือนจะคลุ้มคลั่ง

และที่สำคัญคือในคืนพระจันทร์เต็มดวง ชาวโลกส่วนใหญ่หาได้มีความวิปริตผิดแปลกแต่อย่างใดไม่

ตัวจันทร์เต็มดวงเองจึงมิใช่ดีหรือร้าย ถ้าจะเชื่อว่ามันมีอิทธิพล ก็ต้องดูด้วยว่าใครมีปัจจัยรับผลดี ใครมีปัจจัยรับผลร้าย หรือใครไม่มีปัจจัยรับผลดีร้ายใดๆเลย

กล่าวถึงดวงดาวบ้าง ดวงดาวแม้มีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์ราวช้างกับมด แต่ก็อยู่ห่างจากโลกไปจนเห็นเหลือเท่าหิ่งห้อยบนฟ้า ดาวดวงใดดวงหนึ่งจึงไม่มีแรงดึงดูดกระทำกับโลกและตัวเราตรงๆ

แต่มีส่วนสัมพันธ์ทางอ้อม ในแง่ของการการทำมุมกับแกนโลก ซึ่งเมื่อดาวหลายๆดวงทำมุมกับโลก ก็เท่ากับเป็นการเข้ารหัสชีวิต นับแต่เกิดจนตาย

ทางโหราศาสตร์จึงถือว่า ตำแหน่งเวลาที่เราออกมาจากท้องแม่ คือช่วงที่แต่ละคนได้รับรังสีของดาว ณ เวลานั้น

กล่าวคือ ขณะเกิดดาวต่างๆบนท้องฟ้าเป็นอย่างไร พื้นดวงและสีของจิตก็เป็นไปตามกัน

หากกรรมดีพามาเกิด ณ ตำแหน่งที่ดาวศุภเคราะห์ประชุมกันให้ผลดี ก็ถือว่าเป็นฤกษ์สวยสว่าง แต่หากกรรมชั่วพามาเกิด ณ ตำแหน่งที่ดาวบาปเคราะห์ลอยรุมเล็งลัคนา ก็ถือว่าเป็นฤกษ์มืดดำ

เมื่อศึกษาโหราศาสตร์ แม้ยังไม่ลงลึกนัก คุณจะพบว่าดวงดาวเป็นตัวแปรได้หลากหลาย ไม่มีอิทธิพลดีร้ายตายตัว

เช่น อิทธิพลของราหูนั้น เราจะนึกถึงด้านร้ายกันเป็นหลัก แต่สำหรับบางคนแล้วอาจเป็นคุณอย่างน่าอัศจรรย์

เช่น เป็นผู้มีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ ในการค้นพบนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นต้น

กล่าวโดยย่นย่อคือ ดาวทุกดวงให้คุณได้หมด แล้วก็ให้โทษได้หมด แล้วแต่ว่าดวงไหนโคจรมาแล้วเป็นอริหรือเป็นมิตร กับดาวพื้นชะตาของแต่ละคน

คือถ้าเป็นสีที่ขัดกันกับสีดาวของเรา ช่วงนั้นก็มืด เรียกว่า ‘ดวงตก’ แต่ถ้าเป็นสีที่ส่งเสริมกันกับสีดาวของเรา ช่วงนั้นก็สว่าง เรียกว่า ‘ดวงขึ้น’

ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างโหราศาสตร์กับกรรมวิบาก ก็ต้องมองว่าที่คนๆหนึ่งเกิดภายใต้ฤกษ์ดาวดีดาวร้ายได้นั้น กรรมเก่าแต่ภพก่อนเป็นผู้ส่งมา

ที่สำคัญคือการมีชีวิตมนุษย์ถือเป็นโอกาสยิ่งใหญ่ เนื่องจากระหว่างมีชีวิต อาจเลือกทำดีได้แตกต่างไปจากภพก่อน

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือกรรมดีคือความสว่าง กรรมชั่วคือความมืด

หมายความว่า แม้จะอยู่ในช่วงดวงตก ซึ่งเป็นช่วงมืดของชีวิต เราก็อาจทำกรรมดีสู้ เช่นเดียวกับจุดเทียน หรือตั้งโคมไฟใหญ่ขึ้นทำลายความมืดได้

และด้วยศักยภาพความเป็นมนุษย์ เมื่อเราทำกรรมดีเป็นอาจิณ ปฏิเสธเหยื่อล่อให้ก่อบาปทุกชนิด ก็ถือว่าได้สร้างพื้นชะตาใหม่ สร้างสีของจิตให้ตัวเองใหม่

ซึ่งทางโหราศาสตร์ถือว่าแทบจะเป็นมิตรได้กับดาวทุกดวง ไม่ว่าดวงไหนจะโคจรลงมา ก็กลับร้ายให้กลายเป็นดี หรือเสริมดีให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีกได้หมด

สรุปแล้ว ที่หลายคนหลงเข้าใจว่าดวงดาวบันดาลความเป็นไปต่างๆนานาให้กับมนุษย์ทั้งโลก นับว่าผิดพลาดยิ่ง ดวงดาวกลายเป็นแพะรับบาป

ตัวส่งพลังกระทำต่อชีวิตมนุษย์นับแต่เกิดจนตาย แท้จริงแล้วคือวิบากอันไหลมาแต่กรรมที่ทำไว้ ทั้งเมื่อวาน เมื่ออาทิตย์ก่อน เมื่อเดือนก่อน เมื่อปีก่อน ตลอดไปจนถึงเมื่อชาติก่อน

พลังการให้ผลของกรรมเก่าจะเข้าคิวก่อนหรือหลัง ก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนักกรรม น้ำหนักกรรมชนิดใดเด่นกว่าก็มาก่อน น้ำหนักกรรมชนิดใดด้อยกว่าก็รอคิวต่อไป

คิวกรรมเป็นสิ่งที่ถูกถอดรหัสได้โดยวิชาโหราศาสตร์ ช่วงไหนใครโดนราหูครอบจึงใบ้ได้ว่าอะไรๆน่าจะแย่

ความจริงราหูไม่ได้ทำร้ายใคร วิบากไม่ดีของเจ้าตัวต่างหาก ที่แผลงฤทธิ์เข้าให้ตรงกับจังหวะที่โดนวางคิวกรรมไว้

กรรมพาคุณไปเกิดในเวลาที่ควรเกิด ไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ นั่นก็จัดเป็นแรงส่งของกรรม

กรรมบันดาลให้คุณเป็นมนุษย์เพศนี้ รูปร่างหน้าตาประมาณนี้ ฐานะอย่างนี้ มีความสุขขนาดนี้ สติปัญญาความคิดอ่านเท่านี้ นี่ก็จัดเป็นแรงส่งของกรรม

กรรมตระเตรียมให้คุณประสบกับเรื่องดีเรื่องร้าย น่าหัวเราะบ้าง น่าร้องไห้บ้าง สลับๆกันตามคิวกรรม อย่างนี้ก็จัดเป็นแรงส่งของกรรม

เมื่อเหลือบตาขึ้นฟ้า และพยายามสำเหนียกสัมผัสกับพลังลึกลับของราตรีกาล คุณจะพบแต่ความอ่านยาก ยิ่งศึกษายิ่งสลับซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

แต่หากเหลือบตาแลสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าและรอบตัวคุณ ที่เห็นว่าธรรมดาๆนี้แหละ ยิ่งศึกษาตามแนวทาง‘เห็นตามจริง’ของพระพุทธเจ้า คุณจะพบว่าปมยุ่งเหยิงทั้งหลายคลี่คลายลงเป็นความอ่านง่ายขึ้นเรื่อยๆ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามองดูตามจริง เห็นว่าตัวเองเกิดมาในครอบครัวที่ร้อน และคุณเองก็มีธาตุร้อน ก็ย่อมพยากรณ์ได้ว่าชีวิตเบื้องต้นของคุณคงต้องร้อน

และหากไม่พยายามใส่เหตุแห่งความเย็น ในที่สุดเบื้องกลางกับเบื้องปลายของชีวิต คุณก็จะยังคงร้อนอยู่อย่างนั้นไม่เลิกรา

แรงส่งของความร้อน ย่อมมิได้มาจากอำนาจของดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลโพ้น ทว่ามาจากกรรมอันเจือด้วยโทสะ คิดก็คิดแบบพยาบาทให้ตัวเองหมกมุ่นฟุ้งซ่าน

พูดก็พูดแบบเสียดแทงให้คนอื่นเจ็บใจ ทำก็ทำแบบรุนแรงให้ตนเองและคนอื่นบาดเจ็บจากการกระทบกระแทก

แต่หากใช้ชีวิตมาถึงจุดหนึ่ง ได้ศึกษาธรรมะอันเย็น เกิดความสะกิดใจ ใคร่จะได้เกิดสติ ปรารถนาประพฤติธรรมอันเย็น คราวนี้คิดก็คิดแบบเมตตา พูดก็พูดแบบถนอมน้ำใจ ทำก็ทำแบบอ่อนโยน

ในที่สุดตัวคุณก็จะแปรจากธาตุไฟเป็นธาตุน้ำ ส่งพลังเย็นบันดาลชีวิตตัวเองให้บังเกิดความร่มเย็นเป็นสุข แม้โหราจารย์บอกว่าราหูครอบ หรือต่อให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นจริงๆตามปากโหราจารย์ วิบากเก่าก็เล่นงานคุณได้แค่กาย

ส่วนใจจะไม่ถูกกระทบกระเทือนมากนัก ถ้าเก่งหน่อยอาจถึงขั้นเงียบนิ่งสงบสุขอยู่ในท่ามกลางความว้าวุ่นรอบตัวได้

กรรมเก่าส่งมาเกิดใต้ฤกษ์หนึ่งๆ ดวงดาวเรียงกันเข้ารหัสบอกความน่าจะเป็นของฤกษ์นั้นๆ แต่ไม่ใช่ว่าคุณจะต้องมีอันเป็นไปตามนั้นแน่ๆ

ช่วยกันพิสูจน์ให้ชัดตามพระพุทธเจ้าตรัสเถิดครับ ว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หาใช่สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามดวงดาวแต่อย่างใดเลย


http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare094.htm

avicha
02-07-2008, 12:34 PM
เห็นด้วยอย่างแรงครับ ขอบคุณมากครับ

gatsuja
02-07-2008, 06:02 PM
อนุโมทนา

chocolatus
02-07-2008, 08:11 PM
ลึกซึ้งค่ะ

ขอบคุณนะค่ะ

พนมกุเลน
02-07-2008, 08:18 PM
http://www.fortunecookiedreams.com/images/crystal_ball_oqac.jpg


ถาม – หมอดูจิตสัมผัสแม่นๆ มีจริงหรือไม่? จะไปหาได้ที่ไหน? และตามหลักการแล้ว การดูหมอเป็นเรื่องงมงายหรือเปล่า?



ตอบ - ผมได้รับคำถามนี้บ่อยที่สุดตั้งแต่เขียนกรรมพยากรณ์บทแรกๆ ก่อนจะตอบก็ขอพูดถึงหลักการทั่วๆไปสักนิดหนึ่ง

๑) ผมตั้งใจให้อุปการะเป็นตัวละคร เป็นสัญลักษณ์แทน อย่างเช่นที่บอกไว้ในเรื่องว่าถ้ากฎแห่งกรรมพูดกับมนุษย์ได้ ก็คงพูดเหมือนอุปการะนี่เอง

๒) หากใครศึกษาและปฏิบัติตามวิชา ‘รู้ตามจริง’ ของพระพุทธเจ้า เหมือนเช่นที่พระป่าพระธุดงค์ท่านยังมีทำกันอยู่ในปัจจุบัน ก็ย่อมได้รับอานิสงส์ดังเช่นที่พระเถระในครั้งพุทธกาลท่านยืนยันไว้

คือ จะสามารถรู้แจ้งแทงตลอดในเรื่องกรรมและวิบาก ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รู้ฐานะว่ากรรมอย่างนี้คือเหตุให้เป็นไปได้อย่างนั้น รู้ฐานะว่ากำลังเสวยผลอย่างนั้นเพราะเคยทำกรรมไว้อย่างโน้น

หมอดูอุปการะเคยเป็นพระมาก่อน รวมทั้งเคยศึกษาแต่วิชา ‘รู้ตามจริง’ ของพระพุทธเจ้า ไม่ได้เปิดตำราโหราศาสตร์เล่มไหน ตรงนี้ก็พยายามสอดแทรกไว้ในเนื้อหาของเรื่องแล้ว

๓) ผมอยากบอกทุกท่านที่อ่าน ว่าการศึกษาให้เข้าใจเรื่องกรรมวิบาก และการหมั่นสำรวจว่าเรากำลังทำกรรมอันใดอยู่ มีประโยชน์ยิ่งกว่าไปถามหมอดูให้รู้อนาคตเอาดื้อๆ

อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ได้สร้างมุมมองให้เห็นอาชีพหมอดูหรือการไปดูหมอเป็นเรื่องน่ารังเกียจ เพราะหมอดูดีๆที่ให้คำแนะนำลูกค้าประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลสัตย์ก็มี และลูกค้าที่ดูหมอแล้วคลายใจหายทุกข์ได้ก็มี

คราวนี้ตอบคำถาม พูดตรงๆไม่อ้อมค้อมก็คือผมเคยพบท่านที่ประกาศตนว่าเป็นหมอดู ดึงคนไปสนใจห้อมล้อมกันมาก แต่เอาเข้าจริงคือเมื่อไปนั่งตรงหน้าท่านจะทักทันทีเลยว่าเคยไปทำกรรมอันใดมา แล้วควรระวังเนื้อระวังตัวไว้อย่างไร

นอกจากนั้นก็เคยได้ยินได้ฟังการเล่าลือว่ามีหมอดูที่เก่งขนาดบอกชื่อและบ้านเลขที่ของคนยังไม่เคยเห็นหน้าได้ถูก

เพราะฉะนั้นโดยส่วนตัวก็ยอมรับว่า มีอะไรแบบนี้อยู่ในโลก และมีมานานแล้ว ผมเองพบคนที่มีความสามารถพิสดารทางจิตตั้งแต่ยังไม่สนใจพุทธศาสนาจริงจังด้วยซ้ำ ก็เลยไม่ประหลาดใจมาก แต่คนยังไม่เคยเจอก็ต้องคลางแคลงเป็นธรรมดา

ส่วนคำถามที่ว่าจะให้ไปหาหมอดูชนิดนั้นที่ไหน เผอิญท่านที่ผมเคยรู้จักและเห็นความสามารถของท่านมากับตา ท่านได้จากโลกนี้ไปแล้ว ส่วนที่เหลือที่เป็นเสียงร่ำลือ ผมก็ไม่ทราบหลักแหล่งที่อยู่ และไม่เคยคิดค้นหา

สำหรับคำถามที่ว่าการดูหมอเป็นเรื่องงมงายผิดหลักการหรือไม่ ก็ขอตอบว่าวิชาเคล็ดลางต่างๆจะมีกฎเกณฑ์วิธีทำนายตามสถิติ ถ้าหลักเกณฑ์นั้นมั่วขึ้นมาลอยๆเพื่อชักนำให้คนเลื่อมใสดื้อๆก็เรียกว่างมงาย

แต่ถ้าหลักเกณฑ์นั้นแม่นยำพิสูจน์ได้ว่าถูกมากกว่าผิด ก็เรียกว่าเป็นศาสตร์

ศาสตร์มีอยู่มาก ศาสตร์ใดชักจูงไปสู่ความเห็นที่ถูก ความเห็นว่าอะไรเป็นประโยชน์ อะไรเป็นโทษ ความเห็นว่าบาปกรรมเป็นสิ่งควรกลัว

ความเห็นว่าศีลธรรมเป็นสิ่งควรรัก แม้ศาสตร์นั้นจะไม่ถูกประทับตรารับรองให้เป็นวิชามีหน้ามีตาในมหาวิทยาลัย

ก็อาจจะดีเสียกว่าศาสตร์ที่สอนกันอย่างมีหน้ามีตาในมหาวิทยาลัย ไม่มีใครเห็นว่างมงาย แต่กลับยั่วยุให้พลิกแพลง ชักชวนกันทางตรงหรือทางอ้อมให้คดโกงกัน โดยปราศจากข้อแนะนำทางจริยธรรม

วิชาแบบนั้นแม้ช่วยให้ฉลาดทำเงิน แต่ก็โง่เรื่องกรรมได้เหมือนกันครับ

สรุปแบบไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับคำถามนัก ผมว่าสนใจศึกษาเรื่องกรรมดีกรรมชั่วที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ให้ลึกซึ้งเป็นดีที่สุด

คนเราพออุ่นใจกับความรู้ สบายใจกับกรรมดีในปัจจุบันของตน ก็จะไม่หวาดกลัวอนาคตเลย แม้ต้องตายกะทันหันก็รู้สึกปลอดภัยอยู่นั่นเอง ใจจะไม่อยากถามอะไรหมอดูหรอก เชื่อเถอะ


http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare003.htm

อิทธิปาฏิหาริย์
02-07-2008, 08:42 PM
อนุโมทนา

ฮุ้ง-หงส์
04-07-2008, 08:16 AM
ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่รู้แจ้งแทงตลอด เข้าใจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งสอน



อนุโมทนา


สาธุค่ะ