PDA

View Full Version : ข้อแตกต่างการทำวิปัชณากรรมฐานดูจิตแบบวัดป่าและมโนยิทธิ


ukris
27-06-2008, 10:09 AM
กราบนมัสการหลวงพี่เล็กครับ
ผมมีควายสงสัยนะครับ ผมได้ฟังเทปหลวงพ่อปราโมขย์ ศรีราชา ท่านบอกว่าส่วนใหญ่การนั่งกรรมฐาน ส่วนใหญ่ทำผิด เกือบหมด เพระเป็นการเพ่ง หรือ ประคอง เป็นการบังคับจิต เป็นสมถะไม่ใช่วิปัชณากรรมฐาน จิตหลงกับการเพ่ง เป็นนิมิต พอเลิกทำก็
เครียด หรือก็อารมณ์ ต่างๆ ซึ่งทำให้ไม่ถึงนิพานที่แท้จริง ที่แท้จิตจะต้องไม่ยึดเกาะกับกายและใจ ผมยังสงสัยว่าเราเอาจิตยึดเกาะกับภาพพระนั้นถูกต้องไหมครับ อยากให้หลวงพี่ช่วยอธิบายข้อแตกต่างหรือเหมือนกันตอนสุดท้ายนะครับ
กราบนมัสการครับ
กฤษณ์

ลัก...ยิ้ม
27-06-2008, 10:18 AM
สาธุฯ ค่ะ คุยกับ ควาย ท่านรู้เรื่องด้วย 55 ขออภัยค่ะ หนู๋ยิ้มเขามาแซวเล่นนะค่ะ

เข้าใจว่าท่านคงพิมพ์พลาดนะค่ะ ซึ่งก็พลาดกันเสมอ ๆ ในหลาย ๆ ท่าน และบางทีเจ้าปุ่ม อนุโมทนา กับปุ่ม ไม่เห็นด้วย มันใกล้กัน บางทีก็พลาดยังเคยมีเลยค่ะ ดังนั้นโปรดอย่าเคืองกันนะค่ะ

ยายผีป่า
03-07-2008, 10:42 PM
อยากตอบ แต่ตอบไม่ได้ เพราะถามหลวงพี่เล็กไม่ได้ถามยายผีป่า

นี่เรามีพวกแล้วนะนู๋ยิ้ม ยายผีป่าพิมพ์หกตกหล่น ข้อความผิดเรื่อย แต่ทุกคนเดาออก

วันนี้มีเรื่องโจ๊กที่เจ้าของไม่ได้เจตนาให้เป็นโจ๊กเลย มาเล่าให้ฟังนะ


...................................

ผู้ช่วยแดง น้าเขยผู้ช่วยเก๋ เป็นคนไทยเดิ้ง(ไทยโคราชา ที่เวลาพูดจะเป็นกึ่งไทยปนอีสานตอนบน...ลาวนั่นแหละ)

แกโทรศัพท์มาหายายผีป่า เสียงตื่นเต้นปนสับสน (พูดตะกุกตะกักและสั่นเครือ)

เมียผู้ช่วย...ค๊วย(สำเนียงอิสาณค่ะ ไม่ใช่คำลามก) ข้อยมันมีเมือกออกมาหลายแท๊ มันเป็นอันหยังน้อ ข้อยเฮ๊ดอันหยังบ่ถูกแล้ว

ยายผีป่าเลยถามว่า ค๊วยผู้ช่วยแดงตี้(ควายผู้ช่วยแดงเหรอ)...ค๊วยเจ๊ามันมีเมือกแต่มื้อเหิง(ควายของคุณมีเมือกออกมาตั้งแต่เมื่อไร)

เขาตอบว่า

บ่ทันโดนด๊อก(ยังไม่นานร๊อก)

ข้อยซี้เฮ๊ดจังได๋

ยายผีป่าเลยรีบบอกว่า รอก่อน อย่าเพิ่งเฮ๊ดอันหยัง เดี๋ยวจัดการให้

.......................................

แต่ทีนี้ข้างๆ ยายผีป่ามีคนที่เขาไม่รู้ภาษอิสาณเขาฟังเสียงจากยายผีป่าเหมือนฟังความข้างเดียว เขาได้ยินเราพูดว่า

ค๊วยผู้ช่วยแดงเมือกออก...

เขาก็พากันไปซุบซิบกันว่า

"ไหนว่าเขาธรรมะธรรมโม ทำไมพูดจาทุเรศลามกเช่นนี้"

จนมีคนหนึ่งมาถามยายผีป่าว่า

ผู้ช่วยแดงเจ้าชู้มากสิท่า ถึงเป็นโรค!

ยายเลยรู้ว่า เขาเข้าใจกันผิด เพราะความที่ฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด และรับรู้แต่เพียงสิ่งที่ตนคุ้นเคย



และจิตเขาคิดไปเอง

หมายเหตุ...นี่เรื่องเล่าที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ตั้งกระทู้นะคะ มาเล่าเฉยๆ ไม่มีอะไรในกอไผ่

เด็กอนุบาล
07-07-2008, 04:21 PM
ผมเองก็เคยสับสนเหมือนกัน เคยลองฟังของพระอาจารย์ปราโมทย์แนะนำด้านการฝึกดูจิตแล้ว ด้วยความที่ยังวางอารมณ์ปฏิบัติไม่เป็น เลยไม่รู้ว่าดูยังไงครับ

ฟังท่านสอนลูกศิษย์ จะพูดเสมอว่า ลูกศิษย์คนนั้นคนนี้ที่กำลังนั่งปฏิบัติกับท่านอยู่ กำลังไม่มีสติ คือถ้าไม่ก็ใจลอยไปบ้าง ก็จะเป็นอารมณ์เพ่งสมาธิ ซึ่งท่านบอกว่า จะมีอารมณ์จิตแข็งๆ จิตไม่เปรียว ไม่ใช่สัมมาสติ จึงไม่เกิดสัมมาสมาธิ และไม่นำไปสู่สัมมาปัญญาได้

ฟังแล้วด้วยความที่ผมฉลาดน้อย ทำให้รู้สึกเหมือนว่า จับจุดได้แค่ว่าอะไรคือการไม่มีสติแต่ยังไม่เข้าใจซักทีว่าอะไรคือการมีสติ(ในภาคปฏิบัติ)ในความหมายที่พระอาจารย์ปราโมทย์ท่านได้พูดถึง

ฟังไปเรื่อยๆ ที่สุดแล้ว จับจุดได้เต็มที่แค่ว่า เวลาจิตเผลอ เผลอไปคิดเรื่องอื่นเมื่อไร ให้รีบรู้ตัวว่าเผลอ ระลึกได้ว่าเผลอเมื่อไร สติก็เกิดมาเองขณะนั้น แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะทรงสติต่อไปนานๆยังไง โดยไม่เผลอ ไม่เพ่ง

ปัจจุบันนี้ ผมจึงไม่คิดจะปฏิบัติหลายแนวแล้วครับ เอาที่หลวงพี่เล็กท่านสั่งให้จับภาพพระ ทรงภาพพระให้ได้ระหว่างวัน มีวินัยในการทำมโนมยิทธิไปกราบพระท่านเป็นประจำ ก็พอใจแล้ว

SaveMax
11-12-2008, 08:06 PM
ขอประทานโทษนะครับผมมีปัญญาน้อย อาจจะเผือไปบ้าง พระผู้ปฏิบัติสายธรรมยุติ ใช้การภาวนา เป็นพุทธานุสสติ หรืออาจจะบวกดูลมหายใจแบบอนาปานะสติ หรือจะมีสติดูลมหายใจเฉย ทำไปจนจิตเป็นสมาธิตั้งมั่นดีแล้ว ท่านก็ทำวิปัสนาโดยการพิจารณาอะสุภะบ้าง บางท่านก็พิจารณาไปที่จิตเลย และคำว่าสภาวะนิพพาน คือจิตหลุดพ้นอาสวะกิเลส กลับไปสู่จิตที่เป็นประภัทรสร ส่วนหลวงพ่อปราโมทย์ท่านให้ทำกรรมฐานโดยการคอยดูจิต หรือจิตตานุปัสสนาทำไปเรื่อยๆ จนจิตมีกำลังรู้ทันธรรมารมย์คือสมมตติบัญญัติต้องเป็นไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา จนหลุดจากการยึดมั่นถือมั่น นำไปสู่ปรมัตบัญญ้ติรู้แจ้งเห็นจริงเรื่องจิต จนนำไปสู่สภาวะหลุดพ้นอาสวะกิเลส จิตเป็นนิพพาน

ผมว่าทางไปนำไปสู่ความหลุดพ้น ทางนั้นถูกทั้งหมด การกระทำใดไม่นำไปสู่ความหลุดพ้นการกระทำนั้นคงไม่ใช่ศิษย์ของ พุทธ