PDA

View Full Version : ใบไม้ร่วง


opaso
29-08-2005, 08:21 AM
การพิจารณาใบไม้ที่ร่วงลงมาตามแรงลม จัดเป็นกสินกองไหนครับ
ขอบคุณครับ

mooning
29-08-2005, 08:44 AM
อาไรหว่า

WebSnow
02-09-2005, 10:27 PM
การเพ่งใบไม้ที่ร่วงลงมา จัดเป็นกสินลม เพราะว่ามีการเคลื่อนไหว

แล้วยังสามารถการพิจาราณาเป็นวิปัสสนาได้ต่อได้อีก เข้าในกฏของไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
ใบไม้ที่ล่วงลงมา ก็เหมือนชีวิตคนเราเมื่อถึงคราวก็ร่วงโรยและตายในที่สุดเหมือนใบไม้
ไม่ ชีวิตเราไม่เที่ยง เกิดมาก็มีแต่ทุกข์หาความสุขที่แท้จริงไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรา....

WebSnow
02-09-2005, 10:36 PM
วาโยกสิณ

วาโยกสิณ แปลว่า เพ่งลม การถือเอาลมเป็นนิมิตนั้น ท่านกล่าวว่าจะถือเอาด้วยการ
เห็นหรือจะถือเอาด้วยการกระทบก็ได้
การกำหนดถือเอาด้วยการเห็น ท่านให้ถือเอาการที่ลมพัดถูกต้องปลายหญ้าหรือปลายไม้
เป็นอารมณ์เพ่งพิจารณา
การถือเอาด้วยการถูกต้อง ท่านให้ถือเอาการที่ลมพัดมากระทบตัวเป็นอารมณ์ สมัยนี้
การถือเอาลมกระทบจะใช้พัดลมเป่าแทนพัดลม หรือถือเอาการเห็นต้นหญ้าต้นไม้ที่ไหวเพราะ
ลมพัด จะใช้พัดลมเป่าให้ไหวแทนลมธรรมชาติก็ได้ เมื่อเพ่งพิจารณาอยู่ ให้ภาวนาว่า
วาโยกสิณัง ๆๆๆ
อุคคหนิมิตของวาโยกสิณนี้ ปรากฏว่ามีการไหวๆ คล้ายกับกระไอแห่งการหุงต้มที่มี
ไอปรากฏมากระทบจักษุ พูดให้ชัดเข้าก็คือ มีปรากฏการณ์คล้ายตามองเห็นไอน้ำที่ต้มเดือดแล้ว
นั่นเอง มีอาการปรากฏขึ้นอย่างนั้น
สำหรับปฏิภาคนิมิต มีอาการปรากฏภาพเหมือนไอน้ำที่ลอยขึ้น แต่ไม่เคลื่อนไหวหรือ
คล้ายกับก้อนเมฆบาง ที่ลอยอยู่คงที่นั่นเอง อาการอื่นนอกจากนี้เหมือนในปฐวีกสิณ


วาโยกสิณ อธิษฐานจิตให้ตัวลอยตามลม หรืออธิษฐานให้ตัวเบา เหาะไปในอากาศก็ได้
สถานที่ใดไม่มีลม อธิษฐานให้มีลมได้

วิธีอธิษฐานฤทธิ์ (http://www.palungjit.com/smati/k40/วิธีอธิษฐานฤทธิ์)

วิธีอธิษฐานจิตที่จะให้เกิดผลตามฤทธิ์ที่ต้องการ ท่านให้ทำดังต่อไปนี้ ท่านให้เข้าฌาน ๔
ก่อน แล้วออกจากฌาน ๔ แล้วอธิษฐานในสิ่งที่ตนต้องการจะให้เป็นอย่างนั้น แล้วกลับเข้าฌาน ๔ อีก
ออกจากฌาน ๔ แล้วอธิษฐานจิตทับลงไปอีกครั้ง สิ่งที่ต้องการจะปรากฏสมความปรารถนา

แนะกสิณร่วมวิปัสสนาญาณ

ท่านผู้ฝึกกสิณ ถ้าประสงค์จะให้ได้อภิญญาหก ก็เจริญไปจนกว่าจะชำนาญทั้ง ๑๐ กอง
ถ้าท่านประสงค์ให้ได้รับผลพิเศษเพียงวิชชาสาม ก็เจริญเฉพาะอาโลกกสิณ หรือเตโชกสิณ หรือ
โอทาตกสิณ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วฝึกทิพยจักษุญาณ แต่ท่านที่มีความประสงค์จะเร่งรัดให้เข้าสู่
พระนิพพานเร็วๆ ไม่มีความประสงค์จะได้ญาณพิเศษเพราะเกรงจะล่าช้าหรืออัชฌาสัยไม่ ปรารถนา
รู้อะไรจุกจิก ชอบลัดตัดทางเพื่อถึงจุดหมายปลายทางขอให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
<TABLE style="BORDER-COLLAPSE: collapse" borderColor=#111111 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="98%" border=0><TBODY><TR><TD height=809>๑. สักกายทิฏฐิ เห็นตรงข้ามกับอารมณ์นี้ที่เห็นว่า ร่างกายคือขันธ์ ๕ เป็นเรา
เป็นของเรา เรามีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ มีในเราเสียได้ โดยเห็นว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่
ของเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ และขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา เพราะถ้าขันธ์ ๕ มีในเรา เรามีในขันธ์ ๕
หรือขันธ์ ๕ เป็นเรา เราเป็นขันธ์ ๕ จริงแล้ว ในเมื่อเราไม่ต้องการความทุกข์อันเกิดจาก
โรคภัยไข้เจ็บและการเปลี่ยนแปลง ขันธ์ ๕ ก็ต้องไม่มีการป่วยไข้และเปลี่ยนแปลง เราไม่
ต้องการให้ขันธ์ ๕ สลายตัว ขันธ์ ๕ ถ้าเป็นของเราจริงก็ต้องดำรงอยู่ ไม่สลายตัว แต่นี่หาเป็น
เช่นนั้นไม่ กลับเต็มไปด้วยความทุกข์ เปลี่ยนแปลงไม่หยุดยั้ง ทั้ง ๆ ที่เราไม่ต้องการ และ
พยายามเหนี่ยวรั้งด้วยวิธีการต่างๆ ขันธ์ ๕ ก็มิได้เป็นไปตามความปรารถนา ในที่สุดก็สลายตัว
จนได้ เพราะขันธ์ ๕ เป็นสมบัติของกฎธรรมดา กฎธรรมดาต้องการให้เป็นอย่างนั้น ไม่มีใคร
มีอำนาจเหนือกฎธรรมดา ฝ่าฝืนกฎธรรมดาไม่ได้ เมื่อจิตยอมรับนับถือกฎธรรมดา ไม่หวั่นไหว
ในเมื่อร่างกายได้รับทุกข์เพราะป่วยไข้ หรือเพราะการงานหนักและอาการเกิดขึ้นเพราะเหตุ
เกินวิสัย อารมณ์ใจยอมรับนับถือว่า ธรรมดาของผู้ที่เกิดมาในโลกที่หาความแน่นอนไม่ได้
โลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ หาความสุขจริงจังมิได้ ที่เห็นว่าเป็นสุขจากภาวะของโลก ก็เป็น
ความสุขที่มีผีสิง คือสุขไม่จริง เป็นความสุขอันเกิดจากเหยื่อล่อของความทุกข์ พอพบความสุข
ความทุกข์ก็ติดตามมาทันที เช่น มีความสุขจากการได้ทรัพย์ พร้อมกันนั้นความทุกข์เพราะ
การมีทรัพย์ก็เกิด เพราะทรัพย์ที่หามาได้นั้นจะมีชีวิตหรือไม่ก็ตาม เมื่อได้มาแล้ว ก็ต้องมีทุกข์
ทันทีด้วยการคอยระวังรักษาไม่ให้สูญหายหรือทำลาย เมื่อทรัพย์นั้นเริ่มค่อย ๆ สลายตัวหรือ
สูญหายทำลายไป ทุกข์เกิดหนักขึ้นเพราะมีความ เสียดายในทรัพย์ แม้แต่ตัวเองก็แบกทุกข์
เสียบรรยายไม่ไหว จะเอาอะไรมาเป็นเครื่องบำรุงความสุขได้จริงจัง ไม่ว่าอะไรก็ต้องตกอยู่
ในอำนาจของกฎธรรมดาสิ้น จิตเมื่อเห็นอย่างนี้ ความสงบระงับจากความหวั่นไหวของการ
เปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้น เป็นจิตที่ประกอบไปด้วยเหตุผล ไม่มีน้ำตาไหล ในเมื่อได้ข่าวญาติ
หรือคนที่รักตาย ไม่หนักใจเมื่อความตายกำลัง คืบคลานมาหาตน และพร้อมเสมอที่จะรอรับ
ความตายที่จะเกิดแก่ตน ตามกฎของธรรมดา รู้อยู่ คิดอยู่ถึงความตายเป็นปกติ ยิ้มต่อความ
ทุกข์และความตายอย่างไม่มีอะไรหนักใจ จิตมีอารมณ์อย่างนี้ ท่านเรียกว่า ละสักกายทิฏฐิ
ได้แล้ว ได้คุณสมบัติของพระโสดาบันไว้ได้หนึ่งอย่าง

๒. วิจิกิจฉา ละความสงสัยในมรรคผลเสียได้ โดยมีสัทธาเกิดขึ้นเที่ยงแท้มั่นคงว่า
ผลของการปฏิบัตินี้มีผลที่จะพ้นจากวัฏทุกข์ได้จริง

๓. สีลัพพตปรามาส ถือศีล ๕ อย่างเคร่งครัด ยอมตัวตายดีกว่าศีลขาด ไม่ยอมให้ศีล
บกพร่อง เมื่อมีคุณสมบัติครบสามประการดังนี้ ท่านก็เป็นพระโสดาบันแล้ว ไม่ต้องรอให้ใครบอก
และออกใบประกาศโฆษณา องค์ของพระโสดาบัน

เพื่อสะดวกแก่การพิจารณาตัวเอง ขอบอกองค์ของพระโสดาบันไว้ เพราะรู้ไว้เป็น
คู่มือพิจารณาตัวเอง
๑. รักษาศีล ๕ เป็นปกติ ไม่ทำให้ศีลขาดหรือด่างพร้อยตลอดชีวิต
๒. เคารพพระรัตนตรัยอย่างเคร่งครัด ไม่กล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย แม้แต่จะพูด
เล่นๆ ก็ไม่พูด
๓. มีอารมณ์รักใคร่ในพระนิพพานเป็นปกติ ไม่มีความปรารถนาอย่างอื่นนอกจาก
พระนิพพาน

พระโสดาบันตามปกติมีอารมณ์สามประการดังกล่าวมานี้ ถ้าท่านได้ ท่านเป็น
พระโสดา ท่านก็จะเห็นว่าอาการที่กล่าวมานี้เป็นความรู้สึกธรรมดาไม่หนัก แต่ถ้าอารมณ์
อะไรตอนใดในสามอย่างนี้ยังมีความหนักอยู่บ้าง ก็อย่าเพ่อคิดว่าท่านเป็นพระโสดาบันเสียก่อน
สำเร็จ จะเป็นผลร้ายแก่ตัวท่านเอง ต้องได้จริงถึงจริง แม้ได้แล้วถึงแล้ว ก็ควรก้าวต่อไปอย่า
หยุดยั้งเพียงนี้ เพราะ มรรคผลเบื้องสูงยังมีต่อไปอีก

</TD></TR><TR><TD height=22>

(จบกสิณ ๑๐)
</TD></TR></TBODY></TABLE>
http://www.palungjit.com/smati/k40/kasin10.htm

opaso
03-09-2005, 08:59 PM
ขอบคุณมากครับ

juten
13-02-2008, 09:10 AM
โมทนาครับ

เถรี
13-02-2008, 07:07 PM
วาโยกสิณ

วาโยกสิณ แปลว่า เพ่งลม การถือเอาลมเป็นนิมิตนั้น ท่านกล่าวว่าจะถือเอาด้วยการ
เห็นหรือจะถือเอาด้วยการกระทบก็ได้
การกำหนดถือเอาด้วยการเห็น ท่านให้ถือเอาการที่ลมพัดถูกต้องปลายหญ้าหรือปลายไม้
เป็นอารมณ์เพ่งพิจารณา
การถือเอาด้วยการถูกต้อง ท่านให้ถือเอาการที่ลมพัดมากระทบตัวเป็นอารมณ์ สมัยนี้
การถือเอาลมกระทบจะใช้พัดลมเป่าแทนพัดลม หรือถือเอาการเห็นต้นหญ้าต้นไม้ที่ไหวเพราะ
ลมพัด จะใช้พัดลมเป่าให้ไหวแทนลมธรรมชาติก็ได้ เมื่อเพ่งพิจารณาอยู่ ให้ภาวนาว่า
วาโยกสิณัง ๆๆๆ
อุคคหนิมิตของวาโยกสิณนี้ ปรากฏว่ามีการไหวๆ คล้ายกับกระไอแห่งการหุงต้มที่มี
ไอปรากฏมากระทบจักษุ พูดให้ชัดเข้าก็คือ มีปรากฏการณ์คล้ายตามองเห็นไอน้ำที่ต้มเดือดแล้ว
นั่นเอง มีอาการปรากฏขึ้นอย่างนั้น
สำหรับปฏิภาคนิมิต มีอาการปรากฏภาพเหมือนไอน้ำที่ลอยขึ้น แต่ไม่เคลื่อนไหวหรือ
คล้ายกับก้อนเมฆบาง ที่ลอยอยู่คงที่นั่นเอง อาการอื่นนอกจากนี้เหมือนในปฐวีกสิณ



แล้วถ้ามีอาการปรากฏภาพดังกล่าวเป็นประจำ โดยที่ไม่ได้เพ่งกสิณเลยล่ะคะ
มันคืออะไร ???

suthamma
13-02-2008, 07:49 PM
(deejai) ร่วงพราว ราวไพร ใบไม้เหลือง

นวลทอง รองเรือง ในร่มป่า

เคยสูง เขียวใส สุดสายตา

ถึงเวลา ร่วงคืน แหล่งพื้นดิน (deejai)

จิรนันท์ พิตรปรีชา

^-^ บทนี้ก็เห็นอนิจจังครับ ^-^

wonderisland
13-02-2008, 09:36 PM
สาธุ ขอโมทนากับคำถามครับ จะเห็นได้ว่า ธรรมะ อยู้ไก้ลตัวเราเสมอหากเราพิจารณา

wonderisland
13-02-2008, 09:38 PM
แม้แต่ใบไม้ใบเดียวหากเราพิจาราณาก็จะเห็น ถึงธรรม

wonderisland
14-02-2008, 06:09 PM
ครั้งหนึ่ง ช่วงประมาณปี ๒๖ (เรื่องพ.ศ. นี่อาจคลาดเคลื่อนนิดหน่อยเพราะนาน)
ช่วงนั้นหลวงพ่อป่วยหนักนอนให้น้ำเกลือรับแขกที่บ้านเจ้ากรมเสริมฯ
ผมรู้สึกสงสารหลวงพ่อมากไม่อยากให้ท่านลำบากเลย ผมเลยอธิฐานจิตของรับอาการป่วยแทนหลวงพ่อ ทั้งๆ
ที่รู้ว่ามันอาจมันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
- ปรากฏว่าหลังจากนั้นผมป่วย ท้องเสียอย่างแรง เราเลยโมเมว่าได้ผลเพราะมีความสุขทางใจดี
วันนั้นเป็นวันเกิดหลวงพ่อ ช่างกลางวันหลวงพ่อก็มีกำลังประพรมน้ำมนต์ให้ลูกหลาน
โดยลูกหลานเจ้าแถวสองแถวหันหน้าเข้าหากัน หลวงพ่อประพรมน้ำมนต์อยู่ตรงกลางท่านประพรหมมาเรื่องซ้ายที
ขวาที พอดกล้มาถึงผมๆ รู้สงสารท่านไม่อยากให้ท่านเหนื่อย เลยหลบไปอยู่ด้านหลังสุด
- เหมือนรู้ใจครับหลวงพ่อเอาตอกจ่มน้ำมนต์แล้วเจาะจงวัดเต็มกระบาลผมโดยตรงคนเดียวเลย
ผมนี่แทบร้องให้เลยปลื้มมาก เจโตท่านนี่เร็วจริง ๆ
ต่อจาก คห.ที่ ๑ วันนั้นเป็นที่บรรดาลูกศิษย์หลวงพ่อที่ทราบจากหลวงพ่อว่าจะมีพระดีมากันเป็นแสน
รวมทั้งท่านจะมาแสดงกายเนื้อให้เห็น โดยแสดงกายคล้ายหลวงปู่ปาน หรือทำสัญญลักษณ์อะไรบ้าง...ให้เห็น
- ผมกับเพื่อน ๓ คนก็เดินตะรอนๆ รอบวัด ไปเจอพระองค์หนึ่งท่าทางลีลาดีมาก ปักกลดอยู่ใต้ต้นโพธิ์ข้างศาลา
๔ ไร่ (ช่วงนั้นยังเป็นดงหญ้าอยู่)
เราเข้าไปกราบและเริ่มต้นด้วยวิธีทดสอบธรรมะโดยของให้ท่านแสดงธรรมะออกออกมาจะได้จับผิด หรือจับถูกได้
(อันนี้ป็นลีลาความเลวส่วนตัวของผมห้ามลอกเลียนแบบเด็ดขาด) ปรากฏว่า ลีลาท่านเทศน์ดีมาก
ชัดเจนสอดคล้องกับคำสอนหลวงพ่อดีมาก แต่จะหนักทางด้ายกายคตานุสติกรรมฐาน
- เราเลยศรัทธาว่าใช่เลย (แต่พรรคพวกลืมใช้มโนดูจิต) ก็ตามเคยบริจาคไปเยอะอิ่มบุญมาก ปิติมาก
เสร็จแล้วก็ขึ้นไปกราบหลวงพ่อที่ศาลา ๒ ไร่ (ถ้าจำไม่ผิด) ยังไม่ท่านถาม ท่านก็ประกาศเลยว่าของปลอม
(รู้อย่างไร) และถ้าจำไม่ผิดท่านตำหนิอย่างแรงมาก (ต่อ)

wonderisland
14-02-2008, 06:12 PM
(ต่อ) เรื่อง พ.ศ. เวลา ที่เกิดเหตุการณ์ และรายละเอียดอาจลืมบ้าง แต่เนื้อหานี่ไม่ผิด
จำไม่ค่อยแม่นต้องขออภัย...

- พอช่วงบ่ายๆ ผม ๓ คนก็ตะรอนๆ ไปทางฝั่งโบสถ์เก่าช่วงนั้นยังไม่ได้ซ่อม พอดีก็ไปเจอะพระสงฆ์ ๕
รูปเดินมาและ ยืนเรียงเป็นระบียบอยู่ตรงหน้าโบสถ์หลวงพ่อศักดิ์ในปัจจุบัน
โดยหันหน้ามาทางโบสถ์หลวงพ่อศักดิ์ ดูท่านก็เป็นพระธรรมดาๆ แต่ดูสง่างามมาก คือเห็นแล้วประทับใจจริงๆ
เราก็เข้าไปกราบ (ในใจนึกว่าอาจเป็นพระประหลาดของหลวงพ่อก็ได้) ผมสังเกตุทุกองค์ดูหนุ่มอายุราวๆ ๓๐
แต่องค์แรกหัวแถวหน้าท่านคล้ายหลวงพ่อปานมาก (คล้ายรูปหล่อที่พระพุทธสิกขีศาลาโคลนโพธิ์)
และผมท่านออกสีขาวๆ
- ขณะที่สนทนากับท่านอยู่นั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่บรรดาลูกศิษย์หลวงพ่อส่วนใหญ่ไปกราบพระองค์ที่ ๑๐
อยู่ที่ริมน้ำตรงบริเวณข้างๆ ศาลาองค์ปฐมที่โคลนโพธิ์นั่นแหละ อยู่ใกล้กันมาก
แต่พวกเราไม่เห็นใครเลยเงียบสงัด ยังสงสัยว่าลูกศิษย์หลวงพ่อไปไหนกันหมด เข้าใจว่าเป็นพุทธานุภาพ
- หลังนั้นท่านก็เดินเป็นแถวไปที่ศาลาตึกรับแขก (ตอนนั้นกำลังก่อสร้างอยู่)
ดูท่าทางท่านเดินสง่างามมากคล้ายๆ เท้าไม่โดนพื้น (แต่ก็เดินบนพื้น) สังเกตุคล้ายท่านบอกเป็นนัยๆ
ให้ตามไป จนเราทนไม่ไหวต้องเดินตามบนตึกรับแขก (ต่อ)
(ต่อ) เรา ๓ คนก็เดินไตมปห่างๆ ท่านทั้ง ๕ องค์ก็ไปหยุดยืนตรงบริเวณที่ขายหนังสือตึกรับแขกปัจจุบัน
(เป็นซอกในสุด ถ้าสังเกตุจะมีอยู่ซอกหนึ่งว่างๆ ในสุด แม้ในปัจจุบัน)
ท่านยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงลำดับเหมือนเดิมตำแหน่งไม่เปลี่ยนที่เลยครับ รู้สึกว่าพระอีก ๔
องค์จะเคารพพระองค์ที่เหมือนหลวงพ่อปานมาก (องค์หัวแถว) ดูท่านองค์อาจสง่างามมากบอกไม่ถูก ทั้งๆ
ที่ท่านก็เหมือนคนธรรมดา แต่ก็ดูไม่เหมือนคนอยู่ดีครับ
- เรา ๓ คนก็เข้ากราบ แล้วผมก็เริ่มแสดงความเลวป้อนคำถามเพื่อทดสอบว่าจริง หรือปลอม ผมกราบถามท่านว่า
"พวกผมมาขอธรรมะครับ" ท่านยิ้มทั้ง ๕ องค์ (ถ้าจำไม่ผิด) ดูท่านมีเมตตามาก
หลวงเหมือนหลวงพ่อปานท่านชี้ไปที่รอบ ๆ บริเวณ แล้วไปหยุดที่ใบไม้แห้งใบหนึ่ง แล้วท่านก็พูดว่า (ต่อ)..

wonderisland
14-02-2008, 06:13 PM
"ลูกศิษย์ท่านฤาษีลิงดำนี่แปลกขอธรรมะอย่างเดียว ไม่ขอของขลัง ท่านพูดต่อว่า ทุกอย่างคือธรรมะ
ใบไม้แห้งก็คือธรรมะ ธรรมะคือ ความไม่เที่ยง ในความไม่เที่ยงก็คือความทุกข์ และในที่สุดก็สลายตัว
สุขทุกข์มันอยู่ที่เราเอาจิตไปผูกพันธ์" ท่านเทศน์ยาวแต่ผมลืมสรุปได้เท่านี้อาจคลาดบ้างเพราะนาน
แต่เนื้อหาความหมายไม่ผิดแนะนอน
- ท่านเทศน์เสียงท่านเพราะมาก ชัดเจน เมตตา มีอำนาจ เราอธิฐานปรารถนาพระโพธิญาณในใจ
ท่านบอกว่าสาธุจงสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา (คำพูดอาจคลาดนิดหน่อยเพราะลืม จึงวงเล็บบ่อยเพราะกลัวบาปครับ)
ผมรู้สึกว่าจะเริ่มออกอาการจะปล่อยโฮ ท่านรู้ใจเรานี่มั่นใจว่าของจริงแน่ เรากราบท่าน
แล้วท่านก็ขอตัวกลับ ท่านเดินลงบันใดตึกรับแขก เราก็เดินตามไปห่างๆ
จะไปส่งสักครู่หนึ่งก็เห็นผู้หญิงกลุ่มหนึ่งวิ่งสวนท่านขึ้นมา อย่างกระหืดกระหอบ
- ผู้กลุ่มนั้นผมจำได้แม่นเป็นกลุ่มครูฝึก และมีคนหนึ่งรวมอยู่ด้วยคือน้องสาวหลวงพี่ชัยวัตร
(ตอนนั้นยังสาวสวยด้วย) แล้วถามเราอย่างยากรู้รีบร้อนว่า (ต่อ)
"จะมากราบสมเด็จองค์ปฐม ท่านอยู่ที่นี่มีคนบอก" (ไม่รู้เขาทราบมาจากใคร ก็มีเรา ๓
คนเองที่เจอจริงๆ แบบแอบๆ ด้วย) "ผมก็บอกว่าก็ท่านเดินสวนทางพวกคุณไปเมื่อสักครู่นี้เอง ทั้ง ๕
องค์" พวกเขาก็บอกว่าไม่เห็นมีใครเลย คือพวกนี้เขามากลุ่มใหญ่ประมาณ ๑๐ คนเศษ
ถึงยังก็ต้องมีคนเห็นสักคน ทุกท่านก็ทราบว่าบันตึกรับมันก็มีอยู่แค่นั้น
ยิ่งตอนก่อสร้างนี่จะโล่งมากยังไงก็ต้องเห็น
- แค่ไม่ถึงนาที พวกเขาก็วิ่งกลับลงไปตามหาๆ ถึงยังไงก็ต้องเจอ
ผมว่าต่อให้ท่านวิ่งหนียังไงก็ต้องเห็นแน่นอน เพราะแค่ไม่ถึงนาที
แล้วเขาก็วิ่งขึ้นมาใหม่บอกว่าหาท่านทั่วแล้วไม่เจอ ผมนี้โอ้โหมั่นใจ
ปิติมากว่าท่านแสดงให้เรามั่นใจว่าของจริง
แล้วพวกผู้หญิงกลุ่มนี้เขาก็อนุโมทนากับเราและเขารู้สึกเสียดายมาก ๆ ถ้าจำไม่ผิดพวกเขาบอกว่าพระบอก
หรือหลวงพ่อบอกให้มานี่แหละไม่แน่ใจครับลืม
- ผมกับเพื่อนนี่เจอจังๆ ขนาดนี้ก็ยังเชื่อไม่สนิทใจเลย เพราะเรานี่เชื่ออะไรยากสุดๆ
เลยตัดสินใจไปถามหลวงพ่อที่กำลังรับแขกที่ศาลานวราช (ต่อ)

wonderisland
14-02-2008, 06:15 PM
พอเราทั้งถามขึ้นไปบนศาลานวราช หลวงพวกเรานั่งทำใจอยู่นานเพราะพวกเรากลัวหลวงพ่อมาก
เนื่องจากครั้งที่แล้วเจอบอกว่าพระปลอมโดยที่ยังไม่ได้ถามเลย จึงรู้สึกเกรงว่าจะเจอะรอบ ๒ เราทั้ง ๓
คนตั้งหลักอยู่นานก็ไม่ใครกล้าถาม จนกระทั้งหลวงพ่อท่านรับแขกเสร็จ และยืนขึ้นห่อผ้าจรีวรเตรียมกลับกุฏิ
พวกเราก็เลยตัดสินใจเป็นไงเป็นกันคลานเข้าไปกราบหลวงพ่อ ๆ ท่านมองและพูดอย่างเมตตาว่ามีอะไรลูก
(คอยยังชั่วหน่อย) ก็เล่าเหตุการณ์ให้ท่านฟัง ท่านถามว่า
"องค์แรกหน้าเหมือนรูปปั้นที่โคลนไหม"
เราพึ่งนึกออกว่ามีรูปปั้นอยู่เหมือนมากถ้าเอาเพชรติดตรงหน้าผาก (ไม่ทราบราชาศัพย์) จะเหมือนทุกอย่างเลย
เลยบอกท่านว่า "เหมือนมากครับ" หลวงพ่อบอก "ถ้าเหมือนก็ใช่ลูก
วันนี้ท่านว่าสงเคราะห์เป็นแสนๆ องค์" เรา ๓ คนดีใจแทบบินเลย (เราเข้าใจว่าอีก ๔
องค์คือพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้วในกัปนี้)
- น่าสังสังเกตุว่าฝั่งตึกเก่าช่วงที่เราเจอท่านทั้งๆ ที่ มีลูกศิษย์หลวงพ่อไปกราบองค์ปัจจุบัน
หรือองค์ที่ ๑๐ จำนวนมากแบบเบียดเสียดกัยเสียงดังด้วย และอยู่ห่างกันไม่ถึง ๑๐ เมตร แต่เราไม่เจอใครเลย
เหมือนมีเราแค่นั้น อาจจะมีบ้าง ๔ ถึง คน แปลกมาก..เรื่องนี้หากคลาดเคลื่อนบ้างก็กราบขออภัยเพราะนานแล้ว
เราคุยกันในกลุ่มคณะมานานเป็น ๑๐ ปีแล้วครับ เพิ่งพูดในที่สาธารณะวันนี้เองครับ

คัดลองจากการโพสของ ลุง.ศ จากเว็ป พระดี.คอม

คนเก่า
15-02-2008, 11:12 AM
บางตอนดูเหมือนคล้ายที่พระอาจารย์เมตตาเล่าไว้ในกระโถนข้างธรรมาสน์มาก เพียงแต่ตัวละครเปลี่ยนไปเท่านั้น

คนเก่า
15-02-2008, 01:37 PM
๓๔. พบพระองค์ที่ ๑๐


พระองค์ที่ ๑๐ เป็นใคร...? มาจากไหน...? มีความสำคัญอย่างไร...? หลวงพ่อท่านเล่าให้พวกเราฟังว่า...
ครั้งหนึ่ง...มีโยมนิมนต์ท่านไปงานทำบุญบ้านที่จังหวัดราชบุรี พระที่ได้รับนิมนต์มีอยู่ด้วยกัน ๙ องค์ มีท่านเจ้าคณะจังหวัดเป็นประธาน แต่พอไปถึงบ้านงาน ปรากฏว่ามีพระอีก ๑ องค์ ไปนั่งรออยู่ก่อนแล้ว...
พระองค์นั้นเป็นพระหนุ่ม ดูแล้วอายุคงจะไม่เกิน ๓๐ ปี รูปร่างหน้าตาดีมาก ผิวขาวอมเหลือง ดูผ่องใสอย่างประหลาด ท่านนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน แม้พระองค์อื่นมากันครบแล้ว ท่านก็ไม่มีทีท่าว่าจะลุกจากที่ ท่านเจ้าคณะจังหวัดจึงนั่งถัดมาเป็นคอสอง ตามลำดับไป จนถึงหลวงพ่อ ที่นั่งปิดท้ายอยู่...
พอพระองค์นั้นให้ศีล หลวงพ่อเล่าว่า ได้ยินแล้วทึ่งมาก เสียงท่านแจ่มใสกังวาน ฟังไพเราะรื่นหู ชื่นใจจนบอกไม่ถูก อักขระทุกตัวถูกต้องชัดเจน เสียงอย่างนี้ในตำราเรียกว่า “โฆสัปปมาณิกา” คือ มีเสียงไพเราะเป็นที่ชอบใจ ของบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย...
เมื่อกำลังฉันอยู่ ท่านเจ้าคณะจังหวัดถามว่า บวชมากี่พรรษาแล้ว...? พระองค์นั้นส่งหนังสือสุทธิให้ดู ปรากฏว่า ท่านบวชมากว่า ๓๐๐ ปีแล้ว...! ท่านเจ้าคณะจังหวัดราชบุรีถึงกับพูดไม่ออก เรื่องอื่นที่คิดจะถามเลยไม่กล้าถามต่อ...!
พอให้พรญาติโยมเสร็จท่านก็ลากลับ หลวงพ่อถามเจ้าของบ้านว่านิมนต์พระองค์นี้มาจากไหน...? เจ้าของบ้านตอบว่า ผมคิดว่ามาด้วยกันกับท่านซะอีก...! เอาละซี...มีเรื่องจนได้แล้วไหมล่ะ... หลวงพ่อบอกให้เจ้าของบ้าน วิ่งลงไปดูซิว่าท่านไปทางไหน...?
เพิ่งคล้อยหลังลงบันไดไปแท้ ๆ บ้านก็อยู่กลางทุ่งโล่ง ไม่มีที่ให้หลบมุมซักหน่อย แต่พระองค์นั้นหายไปทางไหนไม่มีใครรู้ อย่างกับท่านเหาะเหินเดินอากาศ หรือว่าดำดินได้อย่างนั้นแหละ เนื่องจากเจ้าของบ้านนิมนต์พระ ๙ องค์ แล้วท่านมาเพิ่มเป็นองค์ที่ ๑๐ หลวงพ่อจึงเรียกท่านว่า พระองค์ที่ ๑๐ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา...
หลวงพ่อเล่าเรื่องนี้ให้พวกเราฟังนานมากแล้ว จนชักจะลืม ๆ กันหมด อยู่ ๆ ก่อน งานประจำปีของวัดท่าซุง ปี ๒๕๒๘ หลวงพ่อก็บอกกับลูก ๆ ทั้งหลายว่า งานนี้พระองค์ที่ ๑๐ จะมาโปรด พร้อมกับบรรยายรูปร่างลักษณะให้พวกเราได้ทราบเอาไว้ อาตมาตื่นเต้นมาก ที่จะได้พบกับพระพิเศษอย่างนี้ ชวนพรรคพวกไปวัดก่อนงานตั้ง ๓ วันแน่ะ...!
หลวงพ่อให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า จะมีพระดีมาเป็นจำนวนมาก “หลวงตาลา” กับ “หลวงตาบุตร” ก็มาด้วย หลวงตาลารูปร่างสูงใหญ่ผมหงอกประปราย หลวงตาบุตรผอมเล็ก ผิวดำ อาตมากับพรรคพวกยิ่งตื่นเต้นใหญ่...
วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๘ เวลาเช้ามืด...มาตมาตื่นตั้งแต่ตีสาม อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ตั้งใจเจริญกรรมฐานตามปกติ แต่วันนี้อารมณ์มันแกว่ง ๆ พิกล นั่งกรรมฐานไม่ได้เอาเลย จึงนั่งแกล้งพรรคพวกจนตื่นนอนไปตาม ๆ กัน พร้อมกับร้องเพลงงึมงำอยู่คนเดียว...
ธรรมนูญ(อาจารย์ธรรมนูญ นาคส่องแสง) ร้องว่า “โอ้โฮพี่ร้องเพลงเชียวหรือ?” แมมมี (ร.ท.หญิงรมณีย์ พยุงเวช) ที่นอนอยู่ใกล้ ๆ หัวเราะคิก เพราะอาตมาถือศีล ๘ จนผอมกะหร่อง อยู่ ๆ ยอมศีลขาดร้องเพลงเล่น นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก...!
ทำอย่างไรใจก็ไม่ยอมสงบ อาตมาจึงทิ้งเพื่อน ๆ ให้นอนต่อ เปิดประตูออกไปเพื่อจะเดินเล่น ก็พบกับ สามเณรบุญชุ่ม ทาแกง ยืนจ้องเป๋งอยู่หน้าห้อง...อาตมาถามว่า “หลวงพี่เณรมีธุระอะไรกับผมหรือครับ...?” ท่านไม่ตอบ หันหลังเดินจากไปเฉย ๆ...
สำหรับเณรองค์นี้ (ปัจจุบันคือ ครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร วัดพระธาตุดอนเรือง) อาตมาเลื่อมใสท่านมานานแล้ว ทราบว่าท่านเก่งแน่ แต่มาจ้องอยู่ที่หน้าห้องแต่เช้ามืดแบบนี้ ท่านมีอะไรจะบอกใบ้หรือเปล่าหนอ...? อาตมาคิดว่า “วันนี้ต้องมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับเราอย่างแน่นอน” มันรู้สึกสังหรณ์ใจผิดปกติ ตั้งแต่ตอนที่นั่งกรรมฐานไม่ได้แล้ว...
ประมาณ ๑๗.๓๐ น. เลิกจากการงานของวัดแล้ว พออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยอาตมาก็ชวนพรรคพวก ประกอบด้วย ธรรมนูญ แมมมี ติ๋ว (ร.ท.หญิงสิริพร จอมผา ยศในขณะนั้น) ตุ้ม (จำชื่อจริงไม่ได้) นัน (นันฑิญา เหลือถาวรกุล) แข (ดวงแข คชภูมิ) นิพพา (นิพพา สืบสิงห์) คิ้ม (จงกล แจ่มแจ้ง) ออกลาดตระเวนกัน...
จุดมุ่งหมายคือ ตามหาพระที่หลวงพ่อบอกไว้ ตอนนี้พระอาคันตุกะมาเป็นร้อยองค์แล้ว ลองสำรวจเผื่อจะโชคดี ได้พบองค์ที่เหมือนกับที่หลวงพ่อบอก จะได้ทำบุญกับท่านก่อนคนอื่น (ขนาดเรื่องทำความดีนะเนี่ย ยังไม่ยอมให้คืนอื่นเกินหน้าเล้ย...ตูละหน่าย...)
จากพระจุฬามณี เดินลัดเลาะเรื่อยมา พบพระหลายองค์แต่ไม่เข้าเค้า บางองค์โดนหมากัดซะเหวอะ ต้องเข้าไปช่วยทำแผลให้กับท่าน (ติ๋วกับแมมมีเป็นพยาบาลทหารอากาศ) จนข้ามมาฝั่งวัดเก่า ซึ่งตอนนั้นยังเป็นป่าอยู่ (ปัจจุบันคือบริเวณที่ตั้งตึกรับแขกทั้งหมด)
ขึ้นไปปฏิสันถารกับพระหลายองค์ ที่กางกลดอยู่บนศาลาไม้สัก (ปีถัดมาศาลาหลังนี้ถูกไฟเผาซะเรียบเลย) พอสมควรแก่เวลาก็กราบลาท่าน ลงจากศาลาเพื่อไปหาพระที่ตั้งใจไว้ พอเดินมาถึงหน้าโบสถ์เก่า อาตมาก็เห็น...
พระหนุ่มองค์หนึ่ง ลักษณะท่าทางดีมาก อายุประมาณ ๓๐ ปี นั่งตัวตรงอยู่บนตอไม้ ที่ซึ่งท่านนั่งอยู่เป็นที่เด่นมาก อยู่ห่างจากศาลาไม้สักไม่ถึง ๑๐ เมตร อาตมาเป็นคนสายตาดีเป็นพิเศษ (พวกมือปืนต้องสายตาดีกันทุกคน) แต่เชื่อหรือไม่...? อาตมาเดินมาจนเกือบถึงองค์ท่านแล้ว ถึงได้มองเห็นท่านนั่งอยู่กับลูกศิษย์ ๓ คน...!
ในสายตาอาตมา พระที่จะขลังต้องแก่ ๆ หน่อย (แบบนี้มีหวังถูกต้มทั้งชาติ) เมื่อเห็นเป็นพระหนุ่ม อาตมาก็จะเดินหลีกไป แต่เกิดเรื่องมหัศจรรย์ขึ้น...คือ เท้ามันไม่ยอมเชื่อฟัง สั่งให้มันเดินหนี แต่มันกลับพาเลี้ยวเข้าไปหาท่าน โดยที่อาตมาฝืนอย่างไรก็ฝืนไม่ได้...!
อาตมานั่งลงกราบท่านอย่างเสียไม่ได้ ท่านก็โอภาปราศรัยด้วย ประโยคแรกซึ่งท่านถามอาตมาคือ “เธอมาจากไหน...?” พรรคพวกทุกคนฟังแล้ว สะดุ้งกันแปดตลบ เพราะไปเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสถามเปสการีธิดาเปี๊ยบเลย...!
อาตมาตอนนั้นทั้งมืดทั้งบอดอย่างสนิท ไพล่ไปตอบท่านว่า “หลวงพี่ต้องการแบบไหนละครับ...? ถ้าจากวัดผมมาจากจุฬามณี ถ้าจากบ้านผมมาจากพระโขนง...” ท่านยิ้มน้อย ๆ พลางว่า “นี่เธอรวนฉันก่อนนะ ขอถามอีกที เธอจะไปไหน...?”
เพื่อนพ้องทุกคนเหงื่อแตกพลั่ก...แต่อาตมาไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ตอบท่านว่า “ผมมาหาพระดีครับ” “แล้วเจอไหมเล่า...?” อาตมาตอบเป็นเชิงกระทบกลาย ๆ ว่า “ยังครับ” ความหมายคือ พระดีที่ตามหา ไม่ใช่ท่านอย่างแน่นอน...!
เพราะอะไรจึงมั่นใจอย่างนั้น...? ก็ทันทีที่กราบท่าน อาตมาใช้วิธีดูใจแบบที่หลวงพ่อสอนเอาไว้แล้ว มืดสนิทอย่างนี้เป็นพระดีก็เกินไปละ...(ภายหลังหลวงท่านชมว่าโง่ดีมาก คนที่เราจะดูใจได้ คือคนที่เสมอกันหรือต่ำกว่าเท่านั้น คนที่มีคุณธรรมสูงกว่าถ้าตั้งใจปกปิด เราจะไม่มีวันได้รู้กำลังใจที่แท้จริงของท่านเลย)
เมื่ออาตมาประกาศสงคราม ท่านก็ลงสนามรบด้วย ลีลาของท่านแม้จะนุ่มนวล แต่ก็สง่างาม เหมือนราชันย์สู่สงคราม ถึงลูกถึงคน เปี่ยมไหวพริบปฏิภาณ มีทั้งลูกล่อลูกชน หากว่าอาตมาไม่มีไม้ตาย คือยามคับขันอ้างว่า “หลวงพ่อยังไม่ได้สอน” มีหวังจอดตั้งแต่ยกแรก ท่านต้อนจนฉิว บ่นว่า “ไอ้ลูกลิงนี่เหลือเกิน ติดมุมแล้วมุดดินหนีก็ยังเอา...!”
ลูกเล่นลูกฮาของท่านก็เหลือเกิน พรรคพวกส่งเสียงเฮชอบอกชอบใจ นาน ๆ ถึงจะมีพระยอมเล่นด้วยซักที ความเกรงท่านแต่แรกหายไปหมด เหลือแต่ความปีติอิ่มเอิบใจ จึงนั่งเชียร์พระโต้ธรรมะกับฆราวาสอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน...
จนเกือบสองทุ่ม ฝนเริ่มลงเม็ดเปาะแปะ ท่านก็ขอตัวไปพักผ่อน อาตมาพาพรรคพวกกลับที่พัก ทุกคนแจ่มใสเบิกบานโดยทั่วหน้ากัน อารมณ์ขุ่นมัวแต่เมื่อเช้า หายขาดเป็นปลิดทิ้ง ยังข้องใจกับคำพูดประหลาด ๆ บางประโยคของท่านที่ว่า...
“ฉันมาจากวัดที่มีพระ” “ฉันมาที่นี่บ่อย แต่เธอไม่ได้เห็นฉันหรอก ฉันมาหาฤๅษีเขา” “ฉันเป็นผู้ปรารถนาพระโพธิญาณ ทุกวันนี้ก็ยังทำหน้าที่พระโพธิสัตว์อยู่” “ฉันคิดว่าคงจะช่วยใครให้พ้นนรกไม่ได้ ฉันมีหน้าที่บอกทางให้เท่านั้น”...ฯลฯ
รุ่งเช้า... วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๒๘ เป็นวันงานประจำปี พระเถรานุเถระทยอยกันมาตั้งแต่เมื่อคืน บางองค์ เช่น พระพรหมคุณาภรณ์ วัดสระเกศ ถึงกับลงไปฉันก๋วยเตี๋ยว ร่วมกับพระทุกองค์ในวัด อย่างไม่ถือองค์เลย...
อาตมาทำหน้าที่ประเคนอาหารพระ พอครบถ้วนดีแล้ว นึกถึงหลวงพี่องค์เมื่อคืนขึ้นมา จึงบอกพี่ประทุม (แม่ครัวกองทุน) ว่ามีพระอาคันตุกะกับลูกศิษย์ อยู่ทางฝั่งวัดเก่า ไม่เห็นท่านมาฉันที่นี่ ขออาหารไปถวายท่าน และขอเผื่อลูกศิษย์ท่านด้วย...
พี่ประทุม (เสียชีวิตไปประมาณ ๓-๔ ปีแล้ว) ก็แสนดี รีบจัดอาหารให้โดยเร็ว เป็นเกาเหลาแห้ง ๘ ชาม อาตมาก็ไม่ทราบว่า ขนไปได้เรียบร้อยในเที่ยวเดียวได้อย่างไร ? (แต่ก็เอาไปแล้วล่ะ) ไม่เห็นท่านบนศาลา จึงชะโงกไปดูข้างนอก แล้วก็ได้เห็น...
ข้างศาลาที่อาตมาเพิ่งเดินผ่านมานั่นแหละ ท่านกำลังเดินจงกรมอยู่...อะไรกันวะ? เมื่อกี้เดินมาเราไม่เห็นใครเลยนี่หว่า...รอบศาลาก็ว่างโล่งไม่มีอะไรบัง เราผ่านท่านมาโดยไม่เห็นเลยได้อย่างไรกัน ? ตาถั่วแล้วมั้งตู...?!?
แต่ว่างานกำลังยุ่ง กระทั่งเวลาสงสัยยังไม่มี กราบเรียนท่านว่า “อาหารวางไว้บนอาสน์สงฆ์ จะฉันเมื่อไรหลวงพี่หาคนประเคนด้วยนะครับ” ท่านตอบยิ้ม ๆ ว่า “เดี๋ยวก็มีคนมาประเคนให้เองแหละ...” อาตมาจึงโกยแน่บไปช่วยงานที่ศาลา ๒ ไร่...
บนศาลานั้น หลวงปู่มหาอำพัน วัดเทพศิรินทราวาส หลวงปู่ครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง หลวงปู่ครูบาไชยวงศ์ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม หลวงพ่อบุญรัตน์ วัดโขงขาว กำลังช่วยหลวงพ่อรับแขกอยู่ อาตมากราบท่านทุกองค์ แล้วไปช่วยงานที่ข้างองค์หลวงพ่อ...
หลวงพ่อกำลังคุยกับ พล.ท.พิจิตร กุลละวณิชย์ และพล.ท.เทียบ กรมสุริยศักดิ์ สองแม่ทัพภาคอยู่ อาตมาแจกหนังสือของขวัญวันรับสมณศักดิ์ แก่ญาติโยมที่มาทำบุญกัน ผู้คนมากันแน่นขนัดไปทั้งวัด ศาลา ๒ ไร่เล็กเกินไปซะแล้ว...!
พระเถรานุเถระมี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา เป็นประธาน กำลังจะเริ่มเจริญพระพุทธมนต์ พี่สุนันท์ (คุณสุนันท์ เจียรกูล) มากระตุกแขนเสื้อกระซิบว่า “พระองค์ที่ ๑๐ มาถึงแล้ว อยู่ที่ฝั่งวัดเก่าแน่ะ...!”
อาตมาขนลุกด้วยความดีใจ รีบถามว่าท่านมีลักษณะอย่างไร ? อยู่ตรงไหน ? พอได้รับคำอธิบาย อาตมาก็งงเป็นกำลัง ลักษณะที่บอกมา มันตรงกับหลวงพี่องค์นั้นนี่นา...! ถามด้วยความไม่มั่นใจว่า “แน่ใจแล้วหรือพี่...?”
“แน่ซิน่า...เมื่อคืนหลวงพี่วัชรชัย (พระวัชรชัย อินทวํโส) เห็นท่านเดินจงกรม เท้าลอยพ้นพื้นตั้งสูง...แล้วตาใหญ่ (คุณอรรถวุฒิ ภาณุพินทุ) ขอถ่ายรูปท่าน เห็นรัศมีออกมาเป็นประกายรุ้งเลย...!” พี่สุนันท์ยืนยันขันแข็ง ขณะที่อาตมายังลังเลใจอยู่...
เรื่องของเรื่องก็ต้องพิสูจน์กันหน่อย อาตมาลากพี่น้องฝาแฝดมาทำหน้าที่แทน เหลียวมองหาพรรคพวก เห็นแต่ติ๋วกับแมมมีสองคนเท่านั้น คว้าแขนได้ก็ลากวิ่งลิ่วไปเลย อธิบายให้ทราบคร่าว ๆ ว่า พระองค์ที่ ๑๐ มาแล้ว มีคนพบท่านที่ฝั่งวัดเก่า...
ที่หอกลองข้างศาลาการเปรียญ ซึ่งอยู่ติดกับหอฉันหลังใหม่นั่นเอง “หลวงพี่” นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ มีญาติโยมเข้าแถวยาวเหยียด เพื่อเข้าไปทำบุญกับท่าน อาตมาขี้เกียจเข้าคิวจึงทิ้งเพื่อนทั้งสองเอาไว้ข้างล่าง ตัวเองปีนต้นมะม่วง ขึ้นไปนั่งแปะอยู่ข้างองค์ท่านเลย...
ท่านเหลือบมาดูนิดเดียว แล้วกล่าวคำพูด ที่อาตมาเข้าใจคนเดียวว่า “มาแล้วรึ...? ตอนนี้ไม่เล่นด้วยแล้วนะ...!” อาตมากราบท่านแล้วมองไปรอบข้าง เห็นท่านเจ้ากรมเสริม (พล.อ.ท.ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์) พี่ปี๊ด (คุณกัลยาณี ไชยะโท) และใครต่อใครมากันจนแน่นหอกลอง ติ๋วกับแมมมีก็แสดงปาฏิหาริย์ เหาะขึ้นมานั่งอยู่ข้าง ๆ เมื่อไรก็ไม่รู้...!
ตรงหน้าท่านมีถุงใบใหญ่ ญาติโยมที่ทำบุญกับท่าน ต่างเอาปัจจัยหย่อนใส่ถุงจนแทบล้น อาตมาหมายมั่นปั้นมือว่า ถ้าท่านไม่เอาไปถวายหลวงพ่อ แบบหลวงปู่หลวงพ่อองค์อื่น ๆ ทำละก็ อาตมาจะ “อัด” ท่านให้หนัก ท่านหันมาพูดยิ้ม ๆ ว่า “ไม่มีทางหรอก...!”
อาตมาถึงกับสะดุ้ง ท่านรู้วาระจิตผู้อื่นจริง ๆ หรือนี่...? เห็นพี่ปี๊ดถือกล้องถ่ายรูปอยู่ อาตมาเลยอาสาถ่ายรูปท่านให้ รับกล้องมาแล้ว อธิษฐานขออนุญาตในใจ ท่านหันมาบอกว่า “ขอให้คนอื่นเขาได้ยินด้วยซิ...!” อาตมาสะดุ้งกล้องแทบหลุดมือ...!
พอถ่ายรูปท่านเรียบร้อย อาตมาก็กราบขอบารมีองค์สมเด็จพระบรมครู ขอ “ดู” ท่านอีกวาระหนึ่ง คราวนี้เห็นแสงสีทองเป็นกรวยสามเหลี่ยม พุ่งจากข้างบนมายังศีรษะของท่าน มันชักจะยังไง ๆ ซะแล้ว ก็เมื่อคืนไม่เห็นแบบนี้นี่นา...
อาตมามองเห็นใต้สังฆาฏิของท่าน มีลูกประคำโผล่ออกมาจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า “ถ้าท่านคือพระองค์ที่ ๑๐ จริง ๆ และวาสนาบารมีของลูกสามารถเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้จริง ๆ ขอให้ท่านแสดงออก ด้วยการมอบลูกประคำให้แก่ลูกด้วยเถิด...”
ท่านยิ้มพลางกล่าวเบา ๆ พอได้ยินว่า “ได้ซิ...แต่ไม่ใช่ตอนนี้นะ...คนเยอะ...” ได้ยินแล้วอาตมาหัวใจพองคับอก เป็นท่านจริง ๆ ด้วย ไม่น่าเชื่อเลย...ท่านมาโปรดลูกหลาน ตามที่สัญญาไว้กับหลวงพ่อจริง ๆ อาตมานั่งดูท่านรับแขกอย่างเพลิดเพลิน รู้ตัวอีกทีตอนท่านสั่งให้กันคนออกไปก่อน แล้วยกอาหารมาประเคนด้วย ท่านจะได้ฉันซะที...!
อาตมารีบขอร้องทุกคน ให้ถอยออกไปชั่วคราว แล้วยกอาหารมาจะประเคนท่าน คนอื่นเห็นอาตมาได้ถวายอาหารท่าน ต่างก็เอาอาหารที่ตนมีอยู่ใส่ถาดร่วมถวายด้วย...ท่านดูถาดที่พะรุงพะรังด้วยอาหารแล้ว ถามยิ้ม ๆ ว่า “นั่นเธอจะเลี้ยงลิงหรือ...?!”
อาตมาตีหน้าไม่ถูก ท่านรับประเคนแล้ว ไล่อาตมาไปเฝ้าทางขึ้นเอาไว้ อย่าให้ใครขึ้นมารบกวนตอนนี้ อาตมา ติ๋ว แมมมี นั่งเรียงหน้ากระดาน ขวางอยู่ตรงทางขึ้น สับสนไปหมด เหมือนฝันไปทั้งกำลังตื่นอยู่ (ลองกัดลิ้นตัวเองซักทีซิ...จะได้รู้ว่าไม่ได้ฝัน)
กำลังคิดเพลินอยู่ ก็มีหลวงตาร่างผอมบางองค์หนึ่ง เดินหลีกคนขึ้นมาข้าง ๆ อาตมา แล้วกราบพระองค์ที่ ๑๐ อย่างนอบน้อม อาตมามีคำถาม ๑๐๘ อยู่เต็มสมอง แต่หลุดปากไปแบบโง่สุดขีดว่า “หลวงตาชื่ออะไรครับ...?”
“อาตมาคือ โหรอรุณ เทศถมทรัพย์” อาตมาได้ยินแทบหงายผลึ่ง สุดยอดหมอดูของเมืองไทยท่านนี้ ที่แท้เป็นพระหรือนี่ หลงเข้าใจว่าเป็นฆราวาสมานาน อาตมาถามท่านด้วยปริศนาว่า “องค์นี้ท่าน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แน่นะครับ...”
“ยิ่งกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ซะอีก” หลวงตาอรุณตอบอย่างหนักแน่น อาตมาเหงื่อแตกพลั่ก...นรกกินหัวแน่กู...! เมื่อคืนล่วงเกินท่านไว้ขนาดหนักเลย พอดีท่านฉันเสร็จ เตรียมให้พร อาตมาคิดว่า ถ้าให้พรไม่ถึงนิพพานละสวยแน่ (เป็นซะอย่างนี้แหละ ไอ้ควาย...!)
ท่านให้พรเป็นภาษาไทย ไพเราะกลมกลืน รื่นหูเป็นอย่างยิ่ง แต่เชื่อหรือไม่ อาตมาเองจัดเป็นคนที่มีความจำเป็นเลิศคนหนึ่ง ฟังอะไรครั้งแรกจะจำได้เกือบครึ่ง ถ้าสามครั้งแปลว่าชาตินี้ไม่มีวันลืม แต่จำคำให้พรของท่าน ไม่ได้แม้แต่คำเดียว...!
ท่านบอกว่า “จำไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ ถึงเวลาจะได้เอง” อาตมายกถาดอาหารออกมา ไม่ทราบว่าท่านฉันอย่างไร ไม่ยุบเลยแม้แต่น้อย ส่งแอ๊ปเปิ้ลให้ติ๋วกับแมมมีคนละ ๑ ลูก ตัวเองเก็บลูกที่ท่านฉันแหว่งไปลงกระเป๋า...(คอยคลำอยู่เรื่อย กลัวรอยแหว่งจะหาย...!)
มีผลไม้ประหลาดลูกหนึ่ง ลักษณะคล้ายผลทับทิม แต่ดูเนื้อคล้ายสาลี่ คล้ายแอ๊ปเปิ้ล ผิวเป็นสีน้ำตาลอ่อน ไม่ทราบว่ามือลึกลับที่ไหนถวายมา...อาตมาตัดสินใจถวายหลวงตาอรุณไป ท่านรับได้ก็หันหลังไปแน่วเลย เหมือนกับตั้งใจมารอรับผลไม้ลูกนี้เพียงอย่างเดียว...!
พอไม่มีหลวงตาขวางทาง มือน้อยร้อยก็ยื่นมาทุกทิศทุกทาง คนละหมุบคนละหมับพริบตาเดียวหมดเกลี้ยง แม้แต่ที่ตกลงบนพื้นก็กวาดเรียบ...อาตมายืนงง ดูถาดเปล่า ๆ ในมือซึ่งเมื่อกี้ยังมีอาหารเต็มถาด ตอนนี้หายวับไปกับตา ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ซะอีก...!
ท่านบอกให้ทุกคนเปิดทาง ท่านจะไปนั่งที่ศาลาการเปรียญ เงินในถุงท่านให้รวบรวมเอาไปถวายหลวงพ่อ พวกรูป-เหรียญของหลวงพ่อที่ญาติโยมถวายท่าน ท่านสั่งให้อาตมาแจกแก่ญาติโยมจนหมด อาตมาขอผ้าขนหนูผืนเล็กจากท่าน ไว้เป็นที่ระลึก ๑ ผืน...
พอท่านออกเดินก็มีคนปูผ้าเป็นทางตลอดแนว เพื่อเก็บรอยเท้าท่านไว้บูชา อาตมารีบปูผ้าขนหนูผืนเล็กลง ก้มกราบขณะที่ท่านเหยียบผ้าพอดี จึงได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์อีกวาระหนึ่ง ผ้าผืนนั้นกว้าง ๑ ฟุต ยาว ๒ ฟุต เท้าของท่านโตเต็มผ้าพอดี...!
มัวแต่ตกละลึงอยู่ จนท่านเรียกให้อาตมาปูอาสนะ ๒ วาระ จึงได้สติ ปูอาสนะที่มุมศาลา...คลื่นมนุษย์รายล้อมเข้ามา แย่งกันถวายปัจจัยท่าน พรรคพวกของอาตมาก็มากันครบ ธรรมนูญขึ้นมาช่วยอาตมานับเงินอีกคน...
นับเงินไปฟังท่านให้พรญาติโยมไป ตาก็ชำเลืองคอยดู ไม่เห็นจะต่างกับคนทั่วไปเลย เสียงท่านบอกว่า “อย่าดูเลย...ไม่ได้เห็นหรอก” อาตมาหลบตามานับเงินต่อ ท่านพูดอีกว่า “ไม่เชื่อรึ...? ลองคลำดูก็ได้นะ...” ไม่ว่าจะคิดอะไร ท่านเป็นรู้ล่วงหน้าไปซะหมด...!
พี่วิไล (คุณวิไลวรรณ ภูมิธเนศ) ติดเครื่องบันทึกเสียงมาพอดี อาตมาขอยืมมาเพื่อบันทึกเสียงของท่าน แต่กดปุ่มเรคคอร์ดไม่ลง ต้องอธิษฐานขอเสียงท่านไว้เป็นหลักฐาน ทีนี้กดลง แต่เทปเดินแค่ ๑๐ นาที แล้วหยุดเอง...!
อาตมาต้องขอท่านว่าให้ได้หมดทั้งม้วน เทปก็เดินต่อเอง เอากับท่านซิ...เห็นผู้คนมากันมืดฟ้ามัวดิน อาตมาห่วงงานที่ ๒ ไร่ก็ห่วง ห่วงลูกประคำที่ท่านจะให้ตามคำขอก็ห่วง จนท่านต้องหันมาบอกเองว่า “ร้อนตัวได้ แต่อย่าร้อนใจ”...
อาตมาอายท่านแทบแย่ มีอะไรอยู่ในใจท่านขุดออกมาซะหมด จึงเอ่ยปากบอกท่านไปตรง ๆ ว่า “ขอลูกประคำของหลวงปู่เถิดครับ ผมจะได้นำญาติโยม กราบขอขมาหลวงปู่ซะทีเดียว” ท่านบอกให้ขอขมาก่อน อาตมาจึงนำญาติโยมกราบพระ และกล่าวคำขอขมาดังนี้
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ภันเต ภะคะวา ข้าแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า กรรมอันใดที่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ล่วงเกินไปแล้วต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะด้วยกาย วาจา หรือใจ ก็ดี จะโดยต่อหน้าหรือลับหลัง รู้หรือไม่รู้ เห็นหรือไม่เห็น ทราบหรือไม่ทราบ เจตนาหรือไม่เจตนา จะโดยต่อหน้าหรือลับหลังก็ดี...
ลูกทั้งหลายขอกราบขอขมากรรมนั้น ต่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดเมตตาอดโทษนั้นแก่ลูกตั้งแต่บัดนี้ ตราบท้าวเข้าสู่พระนิพพานด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า...
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ
สุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ
พอกราบพระเรียบร้อย ท่านก็กล่าวตอบว่า “ขอบใจ...ขอบใจ เทวดาลิงน้อย ๆ ทั้งหลาย ที่มีแก่ใจขอขมาต่อเรา...” ท่านยินดีอโหสิกรรมทุกประการ ขอให้ทุกคนตั้งใจปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานของตนเถิด...
ตลอดเวลาที่ปฏิสันถารกับญาติโยม เสียงของท่านแจ่มใสกังวาน ลีลานุ่มนวลชวนมอง แต่แฝงด้วยธรรมะอันลึกซึ้ง...ใครกราบขอพรท่านก็ให้ ใครจะ “ดูใจ” ท่านก็ปราม ทุกคนต่างอัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว ที่ท่านรู้วาระจิตไปเสียทุกอย่าง...
“พรใดในหล้าว่าประเสริฐ จงบังเกิดแก่เธอทั้งหลาย”... “รักษาศีลให้ประเสริฐ ทำสมาธิให้เลิศ ทำปัญญาให้บริสุทธิ์”... “คำว่าบารมีแปลว่ากำลังใจ จะมาขอบารมีฉันทำไม? ทำให้มีให้เกิดขึ้นกับตัวเองซิ ถ้าบารมีขอกันได้ ฉันก็กลายเป็นบารจนเท่านั้นเอง...”
“นิพพานไม่ใช่ภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาเขียน เป็นภาษาใจ ถ้าอยากไปนิพพานให้เร่งปฏิบัติ เร่งขวนขวาย เร่งหาธรรม ใครทำใครได้ไม่มีใครทำแทนกันได้”... “พวกที่คิดว่าตัวเอง “แว่นตา” ดีน่ะ อย่าพยายามดูเลย เดี๋ยว “แว่นแตก” แบบเมื่อคืนนี้อีก...”
“เธอกับฉันมีธรรมเสมอกัน คือมีความตายเหมือนกัน มันต่างกันตรงไหนล่ะ...?” ที่ได้ยินทุก ๓-๕ นาทีคือท่านบอกว่า ปัจจัยทั้งหมดที่ถวายมา ท่านจะมอบให้หลวงพ่อไปทำอะไรบ้าง ขอให้ทุกคนโมทนา ท่านเน้นเรื่อง ปัตตานุโมทนามัย มาก...
ผู้ที่ขอถ่ายรูป ท่านถามว่า “ถ่ายไปทำไม...? ถ่ายไปแล้วเธอไม่ตายรึ...?” เลยไม่มีผู้ใดกล้าขออีก จนกระทั่งถึงน้องเพิร์ล (สรัญญา แสงหิรัญ) อาตมาจึงตอบแทนว่า “ขอไว้เพื่อเป็นอนุสติครับ...” นั่นแหละ...ท่านจึงยอมให้ถ่ายได้...
จนเวลาใกล้เที่ยงเต็มที ท่านจึงมอบหมายให้อาตมากับธรรมนูญนำปัจจัยและสิ่งของทั้งหมดไปถวายหลวงพ่อ ขึ้นไปบนศาลา ๒ ไร่ งานเขาเลิกกันแล้ว แต่หลวงพ่อยังนั่งรออยู่ พอเห็นหน้าท่านก็ถามว่า “ไอ้หนูเอ๊ย...เอามาจากไหนหว่า...?”
“หลวงปู่ที่ฝั่งวัดเก่าริมน้ำ ให้นำมาถวายหลวงพ่อครับ...” “เออ..ใช่... ใช่...องค์นั้นแหละ...” หลวงพ่อตอบเหมือนรับรอง ว่าเป็นท่านแน่นอน อาตมากราบลาออกมาหาอาหารรองท้อง มันหิวจนไส้กิ่ว พรรคพวกก็แยกย้ายกันไป ตอนนี้เล่นบทตัวใครตัวมัน...
ว่าจะพักผ่อนแต่ใจหนึ่งก็ห่วง เลยกลับไปฝั่งวัดเก่าอีก พบพระองค์ที่ ๑๐ ท่านย้ายไปนั่งที่โคนโพธิ์ มีญาติโยมล้อมแน่นเช่นเดิม อาตมาสังเกตท่าทีอยู่ห่าง ๆ ดูท่านแปลกไปมาก บางทีก็ดูเป็นองค์ท่าน บางทีก็ไม่ใช่ท่าน ไม่ทราบว่าอุปาทานไปหรือเปล่า...?!
จนประมาณบ่ายสามโมง ท่านไล่ทุกคนให้หลีกไป แล้วไปนั่งพักที่ริมศาลาการเปรียญด้านติดกับแม่น้ำ อาตมาตามไปทวงประคำ ท่านล้วงพวงลูกประคำออกมา พลางกล่าวว่า “นี่เป็นของโบราณ ฉันทำด้วยมือของฉันเอง ฉันจะให้เม็ดที่ ๑๐๙ แก่เธอ...”
ท่านดึงลูกประคำเม็ดที่ ๑๐๙ ออกจากสาย แต่ดึงไม่ออก นายตี๋แว่น (ปัจจุบันนี้ท่านคือ พระนิติ สุธมฺมสุนฺทโร) ใช้กรรไกรตัดฉับเข้าให้ ลูกประคำทั้งสายเลยขาดกระจาย หล่นลงเกลื่อนพื้น ผู้คนกรูกันเข้ามาเก็บ ธรรมนูญร้องห้าม แต่ท่านบอกว่า...
“ช่างเขาเถอะ...ใครมีบุญเขาก็ได้ไปเอง...” ไม่น่าเชื่อที่ลูกประคำมากมายปานนั้น มีน้องเป้ (รังสิมา แสงหิรัญ) เก็บได้ ๒ เม็ด หลวงพี่ชัยวัฒน์ (พระชัยวัฒน์ อชิโต) เก็บได้ ๑ เม็ด นอกนั้นอัตรธานไปไหนหมดก็ไม่รู้...!
พอส่งเม็ดประคำให้อาตมาแล้ว ท่านก็ออกเดินตรงไปยังโบสถ์ใหม่ อิริยาบถการเดินดูแผ่วพริ้วนุ่มนวล เหมือนกับท่านลอยไปอย่างนั้นแหละ ผู้คนปูผ้าให้ท่านเหยียบเป็นทาง บางคนหาผ้าไม่ทัน ถึงกับถอดเสื้อลงปูให้ท่านก็มี...!
ท่านไว้พระประธานที่หน้าโบสถ์ แล้วหันหน้าไปทั้งสี่ทิศ ยืนสงบนิ่งอยู่ทิศละอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหันมาถามอาตมาว่า “เธอรู้ไหม ฉันทำอย่างนี้เพื่ออะไร...?” “ขอความกรุณาอธิบายเพื่อความกระจ่างด้วยครับ...” ท่านตอบว่า...
“ฉันทำอย่างนี้เพราะปรารถนาให้สัตว์โลกในทิศทั้งสี่ มีความสุขเสมอหน้ากัน” อาตมาถามว่า “ทิศสุดท้ายหมายถึงองค์หลวงปู่ใช่ไหมครับ...?” ทิศเหนือคือทิศอุดร อาตมาหมายความว่า ท่านคือ หลวงปู่ใหญ่โลกอุดร ท่านตอบว่า “เธอเข้าใจผิดแล้ว...”
อาจารย์ประเสริฐ เกษตรเอี่ยม ขออนุญาตไปส่งท่าน ท่านถามว่า “เธอแน่ใจแล้วหรือว่า จะไปส่งฉันได้ตลอด...?” “ผมส่งหลวงปู่ยันนิพพานเลยครับ...!” ตอบได้เด็ดขาดมาก น่าเสียดาย ที่ไปแค่กลางทาง ท่านก็เล่นกล หายไปต่อหน้าต่อตาซะอย่างนั้นแหละ...!
หลวงพ่อเมตตาให้ความกระจ่างว่า “ฉันยืนยันองค์เดียวนะ องค์ที่ใต้ต้นโพธิ์ริมน้ำ คือพระองค์ที่ ๑๐ องค์อื่นฉันไม่รับรอง” อาตมาเชื่อ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ตอนนี้เอง แต่ท่านไปถึงฟากฟ้าป่าหิมพานต์ไหนแล้วก็ไม่รู้ ...? อีกนานไหมหนอ...กว่าจะได้พบท่านอีก...!?
ภายหลังหลวงพ่อได้สร้างศาลาประดิษฐานรูปปั้นของท่าน ไว้ที่โคนโพธิ์ริมน้ำเพื่อให้ญาติโยมได้กราบไหว้บูชา เท่านั้นยังไม่พอ ยังสร้าง มณฑปแก้ว เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อของท่าน และพระองค์ที่ ๑๑ อีกหลังหนึ่ง งานหล่อรูปของท่าน ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน บริจาคทองคำช่วยหล่อรูปของท่านได้ถึง ๒๒ กิโลกรัม...!
ผ้าพิมพ์รอยเท้าของท่าน อาตมามอบให้น้องแสงชัย (แสงชัย เพชรชื่นสกุล) ไปบูชา เมื่อคราวเดินทางไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ส่วนลูกประคำนั้น อาตมามอบให้กับ ติ๋ว (ปัจจุบันคือ น.ต.หญิง อิศรา กิติธีระกุล) เป็นของขวัญแก่ลูกในท้องของเธอ...
หลังจากนั้นไม่นาน เถ้าแก่สุวิทย์ (คุณสุวิทย์ สวรรค์กสิกร) ไปพบพระองค์หนึ่ง ที่รูปร่างหน้าตา คล้ายพระองค์ที่ ๑๐ มาก พระองค์นั้นท่านก็รับสมอ้างด้วย หลวงพ่อท่านบอกว่าไม่ใช่ แต่อาตมาชอบพิสูจน์ทราบ จึงเดินทางไปดูด้วยตาตนเอง...
เห็นปุ๊บก็รู้ว่าไม่ใช่ เพราะลีลาไปกันคนละโลกเลย แต่การพิสูจน์ครั้งนั้นเป็นเหตุให้อาตมาถูกเข้าใจผิด หาว่าสมรู้ร่วมคิดกับพระองค์นั้นหลอกเอาทรัพย์สินเงินทองจากลูกศิษย์หลวงพ่อ ทั้งที่พวกเขาไปทำบุญกันเอง อาตมาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวด้วยแม้แต่นิดเดียว...!
สู้ทนให้เขาเข้าใจผิดไป เพราะจำลีลาหลวงพ่อได้ “ใครว่าร้ายท่านไม่เคยโต้ตอบ ไม่แก้ข่าว ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์” ในที่สุด บรรดาผู้ที่ด่วนลงความเห็น ต่างพากันยิ้มแหย ๆ เวลาเห็นหน้าอาตมา แต่ยังไว้ท่า จะขอโทษสักคำก็ไม่มี นี่แหละมนุษย์...!
ลูกกราบขอบารมีองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โปรดช่วยสงเคราะห์ให้ทุกท่านที่ได้พบกับพระองค์ที่ ๑๐ ก็ดี หรือ อ่านพบและเลื่อมใสในองค์ท่านก็ดี จงเป็นผู้มีจิตอันเข้าถึงธรรมโดยถ้วนหน้ากัน ธรรมอันใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรรลุแล้ว ขอทุกท่านจงเป็นผู้มีส่วนเห็นธรรมนั้นในชาติปัจจุบันนี้เทอญ...
องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน
ตัดมูลกิเลสมาร บ่มิหม่นมิหมองมัว
หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว
ราคีบ่พันพัว สุวคนธกำจร
องค์ใดประกอบด้วย พระกรุณาดังสาคร
โปรดหมู่ประชากร มละโอฆกันดาร
ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมศานติ์
ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย....ฯ
นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ พุทฺโธ เม สรณํ วรํ
นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ ธมฺโม เม สรณํ วรํ
นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ สงฺโฆ เม สรณํ วรํ
เอเตน สจฺจ วชฺเชน โหตุ เม ชยมงฺคลํ...ฯ
๖ มีนาคม ๒๕๓๓
พระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

คนเก่า
15-02-2008, 01:38 PM
๓๙. พบพระองค์ที่ ๑๑


หลังจากที่ “พระองค์ที่ ๑๐” เสด็จมาโปรดลูก ๆ ของหลวงพ่อ จนเกิดเรื่องราวกันวุ่นวายใหญ่โต หลวงพ่อก็สร้างศาลาที่โคนโพธิ์ริมน้ำประดิษฐานรูปหล่อของพระองค์ที่ ๑๐ และยังให้ช่างปั้นรูปหล่อของ “พระองค์ที่ ๑๑” ไว้บูชาคู่กันด้วย...
หลวงพ่อเล่าว่า พระองค์ที่ ๑๑ นั้น ประกอบด้วยบุญญาบารมียิ่งกว่าพระองค์ที่ ๑๐ เสียอีก และในงาน เป่ายันต์เกราะเพชร ปลายปีนี้พระองค์ที่ ๑๑ รับปากว่า จะเสด็จมาโปรดลูก ๆ ของหลวงพ่อ เช่นเดียวกับพระองค์ที่ ๑๐ บ้าง...
พอศาลาและรูปปั้นของท่านสร้างเสร็จ อาตมาก็บอกบุญพวกพ้องทั้งหมด ให้ร่วมกันซื้อเก้าอี้นวมถวายท่าน ได้นัน (นันฑิญา เหลืองถาวรกุล) เจ้าของโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ขายให้ในราคาถูกเป็นพิเศษ แถมขนมาส่งให้จนถึงที่อีกด้วย...
โส่ย (จันทกานต์ ตรีอุดมสิน) ถักหมอนอิงใบโตให้พวกเรา นำทั้งเก้าอี้และหมอนอิงสีขาวเข้ากันทั้งชุด ไปตั้งถวายเป็นพุทธบูชา ที่เบื้องหน้ารูปปั้นของท่าน อธิษฐานด้วยความปลื้มใจว่า “เมื่อท่านเสด็จมาโปรด ขอโอกาสให้ลูกได้พบด้วยเถิด...”
พรรคพวกพี่น้องตามกันเป็นโขยง เพราะทุกคนเกิดความมั่นใจว่า อาตมาจะต้องเป็นคนพบพระองค์ที่ ๑๑ อย่างแน่นอน ก่อนงานสองวัน อาตมานำพี่มุกดา (คุณมุกดา เพชรชื่นสกุล) เกียง (มาลินี ตีรเลิศพานิช) พร (ชยาพร ลี้ประเสริฐ) ติ๋ว (ร.ท.หญิงสิริพร จอมผา) และลูกสาวคนโตที่เพิ่งหัดหนีเที่ยวของอาตมา คือ ลูกปุ๊ก (สุมาลี ตีรเลิศพานิช) ไปวัดด้วยกัน...
๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ คาราวานรถเทรลเลอร์ บรรทุกพระพุทธรูปหน้าตัก ๒๙ นิ้ว เกือบ ๓๐๐ องค์ มาจากพิจิตร อาตมาและลูก ๆ ทั้งหลายของหลวงพ่อ ช่วยกันขนลงไปไว้ที่ใต้อาคาร โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา รอบรรดาโรงเรียนต่าง ๆ มารับแจก...
เขาใช้เวลาขนขึ้นนานเท่าไรไม่รู้ แต่พวกเราช่วยเฮพักเดียวก็เรียบร้อย ยิ่งองค์หลวงพ่อลงไปบัญชาการเอง พวกเราก็ทำงานกันแบบลืมเหนื่อย ทั้งลูกหญิงลูกชายแข่งกันขนแบบไม่ยอมน้อยหน้ากันเลย (ต่อหน้าพ่อต้องเก่งไว้ก่อน...)
หลังงานขนพระแล้ว อาตมาก็นำพรรคพวก ตะลุยหา พระองค์ที่ ๑๑ รอบวัด จะมืดค่ำขนาดไหนไม่สนใจทั้งนั้น ลุยกันป่าราบเป็นแถบ ๆ งูเงี้ยวเขี้ยวขอเผ่นกันกระเจิง เพราะมีคนยกขบวนตามมาเป็นสิบ ๆ งานกวนข้าวทิพย์ก็กำลังสนุก ซ้ำมีคนมารายงานว่า ได้พบกับหลวงปู่ใหญ่โลกอุดร ด้วย พวกเรายิ่งลุยกันชนิดสุดแรงบ้าเลยล่ะ...
เกือบเที่ยงคืนถึงยอมแพ้ กลับไปนอนหมดแรงที่อาคาร ๑๗ ห้อง เก้าคนนอนหัวชนกันเป็นลูกระนาดเลย ติ๋วซึ่งอุ้มแตงท้องโย้ นอนติดกับอาตมาตรงประตู แถมออกคำสั่งด้วยว่า “ดึก ๆ เขาจะปลุกไปเป็นเพื่อนตอนลุกไปห้องน้ำนะ...” เฮ้อ...ทำไมถึงต้องเป็นเรา...?
ประมาณตีสาม อาตมาตื่นขึ้นมาตามความเคยชิน ลืมตาขึ้นมาก็งงเป็นไก่ตาแตก เรามานอนอยู่กลางแจ้งตั้งแต่เมื่อไรหว่า...? รอบตัวว่างโล่งไปหมด ทั้งหอพระ ตึกธัมมวิโมกข์ โบสถ์ หอนาฬิกา ศาลานวราชบพิตร ไม่รู้ว่าหายไปไหนหมด...!
ฝั่งตรงข้ามที่เป็นวัดเก่านั่นเอง เทวดาองค์มหึมายืนตระหง่านค้ำฟ้า กายสีขาวสว่างจ้าอย่างกับเพชร นั่นท่านปู่มหานาคานี่นา ท่านปรากฏกายด้วยเหตุใดกัน...? ความคิดยังไม่ทันสิ้นสุด สิ่งมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา...!
ประกายสีทองเจิดจ้าแพรวพราว ราวกับจะข่มทุกอย่างให้หมองราศี ปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้าตะวันออก แล้วเลื่อนลอยเข้ามาอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาเดียวก็มาถึงตรงหน้า เห็นเป็นพระภิกษุหนุ่ม ผิวพรรณสีทองอร่ามตา ยิ้มแย้มแจ่มใสสวยงามจนบอกไม่ถูก...!
รูปร่างท่านคล้ายกับหลวงปู่ปานตอนหนุ่ม ๆ ไม่มีผิด ภิกษุผู้ปรากฏกายอย่างพิสดาร กล่าวกับอาตมาว่า “ลูกเอ๋ย...อย่าไปเดินหาพ่อแบบนั้น มันอันตรายนะลูกนะ ถ้าอยากพบพ่อจริง ๆ พรุ่งนี้ให้ไปกราบรูปปั้นของพ่อที่ใต้ต้นโพธิ์ริมน้ำ หรือไปกราบหลวงพ่อของเจ้า พ่อจะอยู่แค่สองที่นี้เท่านั้น อย่าลืมนะลูก...”
พอจบคำท่านก็ลอยหายลับไปทางเดิม ท่านปู่มหานาคาก็หายวับไปกับตา หมู่ตัวอาคารต่าง ๆ ปรากฏพรึ่บขึ้นมาอย่างเดิม กลายเป็นอาตมานั่งอยู่ในห้องพัก รอบข้างเพื่อน ๆ ยังหลับเหมือนสลบไสล ไม่มีใครตื่นขึ้นมาร่วมรับรู้ด้วยซักคนเดียว...
เช้ามืด...อาตมารีบไปยังใต้ต้นโพธิ์ริมน้ำ โดยที่ไม่ได้บอกกล่าวใครเลย พอไปเกือบถึงหน้ารูปปั้นของท่าน อาตมาก็เห็นพระภิกษุองค์หนึ่งห่มจีวรสีเหลืองอร่าม นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมอย่างสบายใจ อาตมาโมโหแทบไฟแล่บ “พระที่ไหนนะ...? ไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำเลย...!”
ตรงเข้าไปจะต่อว่า ที่ท่านบังอาจมานั่งบนที่บูชา พอเข้าไปถึงก็ต้องขยี้ตาตัวเอง ไม่เห็นมีใครซักคน แล้วเมื่อกี้ใครกันล่ะ ? เก้าอี้และหมอนอิงต่างก็เป็นสีขาว ไม่มีทางที่จะตาฝาดเห็นเป็นสีเหลืองไปได้ อาตมาขนลุกซู่ไปทั้งตัว รีบกราบลงแทบไม่ทัน...
ไม่กล้าบอกกล่าวกับใครเลย เพราะเหตุการณ์ทั้งเมื่อคืนและตอนเช้า อาตมาพบเห็นอยู่คนเดียว ไม่มีใครช่วยเป็นประจักษ์พยาน จึงไปช่วยงานที่ ศาลา ๔ ไร่ ผู้คนแห่กันมาในงานเป่ายันต์แน่นไปหมด ช่วยเขาจัดระเบียบแถวเข้าถวายสังฆทานเสียแทบแย่...
การเป่ายันต์รอบแรกผ่านไป บรรดาผู้ที่ถูกของไสยศาสตร์มาต่างดิ้นกันแทบศาลาถล่ม พอการเป่ายันต์รอบสองจบลง กำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่ ได้ยินเสียงหลวงพ่อถามว่า “เออ...เมือคืนมีใครพบพระองค์ที่ ๑๑ บ้างหว่า...?”
อาตมาได้แต่รับว่า “ผมครับ” อยู่ในใจ เพราะไม่มีใครเป็นพยาน เลยไม่กล้าเสนอหน้า กลัวโดนตะพด เสียงหลวงพ่อกล่าวต่อไปว่า “เมื่อคืนพระองค์ที่ ๑๑ ท่านมาตอนตีสาม ท่านตั้งใจให้เห็นทุกคน ถ้าใครไม่หลับรับรองว่าได้พบท่านแน่...!”
“ตอนนี้ท่านคุมฉันอยู่ และอยู่ที่โคนโพธิ์ริมน้ำอีกแห่งหนึ่ง ใครเป่ายันต์แล้วจะไปกราบท่าน ก็ข้ามไปที่ฝั่งวัดเก่านะ...” อาตมาแทบเขกกบาลตัวเองด้วยความเจ็บใจ พบกับท่านจัง ๆ ถึง ๒ วาระด้วยกัน แต่ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาเลย...!
กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า ทำไมพระองค์ท่านไม่เสด็จมาแบบพระองค์ที่ ๑๐...? หลวงพ่อตอบว่า “ท่านกลัวพวกแกไม่ยอมปล่อยให้กลับเหมือนพระองค์ที่ ๑๐ เลยต้องมาแบบนี้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวพวกแกก็สร้างกรรมกับท่านแบบพระองค์ที่ ๑๐ อีก...!”
มือลูกสิบนิ้ว ยกขึ้นเหนือคิ้ว
ต่างธูปเทียนทอง
มุ่นมวยเกศา ต่างมาลากรอง
ดวงเนตรทั้งสอง ต่างประทีปถวาย
ผมเผ้าเกล้าเกศ ต่างปทุเมศ
บัวทองพรรณราย
วาจาเพราะพร้อง ต่างละอองจันทร์ฉาย
ขอน้อมถวาย บูชาทรงธรรม์
๒๙ มีนาคม ๒๕๓๓
พระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

Raindrops
16-02-2008, 10:09 AM
......
องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน
ตัดมูลกิเลสมาร บ่มิหม่นมิหมองมัว
หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว
ราคีบ่พันพัว สุวคนธกำจร
องค์ใดประกอบด้วย พระกรุณาดังสาคร
โปรดหมู่ประชากร มละโอฆกันดาร
ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมศานติ์
ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย....ฯ
นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ พุทฺโธ เม สรณํ วรํ
นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ ธมฺโม เม สรณํ วรํ
นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ สงฺโฆ เม สรณํ วรํ
เอเตน สจฺจ วชฺเชน โหตุ เม ชยมงฺคลํ...ฯ
๖ มีนาคม ๒๕๓๓
พระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

ชอบบทนี้จังเลย...ตอนประถมเคยได้ยิน(good)

Raindrops
16-02-2008, 10:12 AM
แล้วถ้ามีอาการปรากฏภาพดังกล่าวเป็นประจำ โดยที่ไม่ได้เพ่งกสิณเลยล่ะคะ
มันคืออะไร ???

มันคือ....อาการของ...ความหิวจนตาลาย :d

เถรี
16-02-2008, 11:58 AM
มันคือ....อาการของ...ความหิวจนตาลาย :d

- -" สงสัยเราคงจะหิวอากาศกับก้อนเมฆมากเกินไป
วันหลังทำผัดเผ็ดก้อนเมฆมาให้กินบ้างเน้อ :d

แก้วแกมกาญจน์
26-02-2008, 04:09 PM
(deejai) ร่วงพราว ราวไพร ใบไม้เหลือง

นวลทอง รองเรือง ในร่มป่า

เคยสูง เขียวใส สุดสายตา

ถึงเวลา ร่วงคืน แหล่งพื้นดิน (deejai)

จิรนันท์ พิตรปรีชา

^-^ บทนี้ก็เห็นอนิจจังครับ ^-^
ขออนุโมทนาสาธุค่ะ
ขออนุญาต copy ค่ะ