View Full Version : หมอทั้งหลายเขามาพิจารณาเขาว่าเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ ...ทุกวันนี้ท้องเป็นธรรมดา (หลวงตา)
TupLuang
22-06-2008, 07:39 AM
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๑
เครื่องยืนยันให้ความเพียรรุนแรง
อดอาหารนี้ดี หากมันไปเสียทางท้อง อดนอนก็ไม่ดีเรา อดนอนลองดูทื่อ มันทื่อๆอะไร อดไปหลายวันเท่าไรยิ่งทื่อ อ้าว อย่างนี้แทนที่จะฉลาดแหลมคมขึ้นมาทำไมมัน..งดเสีย ไม่เอา เช่นอย่างอดอาหารนี้อดไปเท่าไรมันยิ่งคล่องตัวๆ สติปัญญาคล่องตัว เพราะฉะนั้นจึงมักอดอาหารมากกว่าอย่างอื่น วิธีการหนุนความเพียร นี่ก็จนท้องเสียละ ก็ได้หมอเติ้งมาฉุดเอาไว้ ที่จะได้ช่วยชาติในวาระต่อมานี้ คือมันจะตายในพรรษานั้น หมอเติ้งเอายาอะไรมาให้ฉันเลยระงับดับเลย
<O:p</O:p
หมอทั้งหลายเขามาพิจารณาเขาว่าเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ จะตายในไม่ช้า เขาว่าอย่างนั้น ไปโรงพยาบาลไหนเขาก็ตอบเงียบๆ เขากลัวเราเสียใจบ้างอะไร เวลาได้ยาหมอเติ้งมาฉันหายไปเลยนะ อย่างทุกวันนี้ท้องเป็นธรรมดา ไม่ได้เป็นเหมือนแต่ก่อน โอ้ย การฝึกทรมานภาวนานี้หนักมากอยู่ สตินี่สำคัญมาก เอาสติเป็นพื้นฐาน ถ้าสติไม่ดีจะเดินจงกรมสักกี่วันกี่คืนก็ไม่ค่อยเกิดประโยชน์ ถ้าสติดีแล้วถึงไหนถึงกัน
http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=5000&CatID=2
TupLuang
22-06-2008, 07:43 AM
หลวงตามหาบัว ญานสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๑<O:p</O:p
เครื่องยืนยันให้ความเพียรรุนแรง<O:p</O:p
<O:p
นั่นท่านปัญญา พวกเมืองนอกเขาพูดผิดนี่เขาธรรมดานะเฉย ไอ้พวกเมืองไทยเราเหมือนลิง ใครพูดผิดหัวเราะกันลั่นเหมือนลิง ทางฝรั่งเขามาฝึกหัดพูดภาษาไทยทีแรก เขามาฝึกหัดพูดผิดที่ตรงไหนแล้วบอก เขาก็เฉยนะ ถ้าคนไทยเราผิดหัวเราะกันจะตาย มันเหมือนลิงพวกนี้น่ะ เขาเฉยนะ น่าดูอยู่ เขาบอกว่าฝนหยุดแล้วฝนกำลังตกอยู่ มันไม่ได้ศัพท์ได้แสงใช่ไหมล่ะ ฝนหยุดแล้วฝนกำลังตกอยู่ ท่านปัญญาท่านฝึกหัดพูดภาษาไทยเรา สุดท้ายท่านก็เรียบวุธเลย ดูมาอยู่นี่ตั้ง ๔๑ ปี นู่นไม่ใช่เล่นนะ
<O:p</O:p
โห ฉลาดมาก เหนียวมาก เวลามาขอเรานี้ถึงห้าครั้งนะ เราก็ยังไม่รับ ไม่รับถึงห้าครั้ง ครั้งที่ห้ามาขอ ไม่ได้อยู่ก็ได้มาพักชั่วคราวก็เอา แล้วท่านจะให้ไปเมื่อไรก็ไปได้ ไปทั้งนั้นละ แล้วมาอยู่ชั่วคราวจนกระทั่งท่านมรณภาพจากไป เป็น ๔๑ ปี นั่นละเห็นไหมละ เมื่อดีแล้วจะไล่กันไปไหน ก็หาคนดี มาอยู่ชั่วคราว ครั้งที่ห้ามาขอกับเรา เราลืมเมื่อไร พอครั้งที่ห้าก็ขอแบบนี้ละ ไม่ได้อยู่ก็มาพักชั่วคราวก็เอา แล้วมาอยู่นั้นตั้งแต่ ๒๕๐๖ เรื่อยจนปีเท่าไรได้ ๔๑ ปี จะไล่หนีไปไหน เราหาคนดีหาพระดี ก็พระดีมาสู่วัดตรงกับเจตนาความหวังของเราซึ่งเป็นหัวหน้าอยู่แล้ว สุดท้ายจนกระทั่งท่านมรณภาพจากไป
<O:p</O:p
มาทีแรกคือเรามาเปิดโอกาสให้ตลอด ท่านจะอยู่ท่านจะไป ไม่ว่าพระที่ไหนๆเหมือนกันหมดละ อย่างพระฝรั่งมาทีแรกนี้อย่างท่านปัญญา-ท่านเชอรี่มาอยู่ทีแรกลาไปเที่ยวทางนู้นทางนี้เราอนุญาตหมด เพื่อให้ท่านไปเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปเพื่อการศึกษา ให้ท่านได้ศึกษาทุกอย่าง ไปหลายครั้งหลายหนสุดท้ายเลยไม่ไป เลยอยู่นี้ พอไปพูดสัมผัสเรื่องเที่ยวหรืออะไรเราก็เลยถาม อ้าวท่านปัญญาแต่ก่อนเห็นลาไปเที่ยวทางนู้นทางนีทีนี้ทำไมไม่เห็นไป หลายปีแล้วนี่น่ะ โอ้ย ไปวัดไหนมันก็ไม่เหมือนวัดป่าบ้านตาด นี่เวลาท่านพูดนะ ไปที่ไหนไม่เหมือนวัดป่าบ้านตาด ท่านบอกว่ามันแสลงหูแสลงตาจนได้ แน่ะฟังซิอย่างนั้นละ อยู่นั้นตั้งแต่นู้นจนกระทั่งท่านมรณภาพจากไป
<O:p</O:p
เป็นพระสุขุมมากทีเดียวท่านปัญญา ทำประโยชน์ให้วัดนี้มากมาย ทางวิศวะหรืออะไร (วิศวะปรมาณูครับที่หลวงตาเคยพูด) เออท่านนั่นละท่านเรียนจบทางวิศวะพวกปรมาณู ถามอะไรถ้ไม่ถามเหมือนไม่รู้นะ ถามอะไรๆ ไม่มีติดข้อง ว่าได้ทำได้ๆ เรื่อย จนกระทั่งจรวดดาวเทียมท่านก็ทำได้ แต่ว่างานอย่างนี้มันต้องเป็นจำนวนคนงานเท่านั้นๆ ท่านบอกไว้ สำหรับวิธีทำมันรู้แต่ทำคนเดียวไม่สำเร็จ แน่ะท่านก็มีเหตุผลของท่าน คนหนึ่งชำนาญทางหนึ่ง คนหนึ่งชำนาญทางหนึ่งมาทำเครื่องมือชนิดนี้ เช่นพวกจรวดหรือดาวเทียมนี้ คนนั้นชำนาญทางนั้นทางนี้มารวมบวกความรู้ทั้งหลายที่จะทำจรวดนี้รวมตัวกันแล้วเป็นจรวดขึ้นมา ทำคนเดียไม่สำเร็จ มันมีหลายแง่หลายทาง
<O:p</O:p
ท่านก็ดีนะทางด้านจิตตภาวนาท่านดีอยู่ ไม่จำเป็นต้องศึกษาเรื่องจิตใจอะไรมากนักนะ ท่านฟัเทศน์เรา แต่ก่อนเราเทศน์สอนพระนี้อาทิตย์หนึ่งหรือว่าสิบวันเทศน์ทีหนึ่งอยู่บนศาลา แต่ก่อนเราก็ยังหนุ่มน้อย ภาระยังไม่มาก คนก็ยังไม่มาเกี่ยวข้องมาก การประชุมเทศน์สอนพระนี้เป็นประจำ อาทิตย์หนึ่งหรือสิบวันทีหนึ่งๆ เทศน์สอนพระ ทีนี้เวลาท่านฟังไปนานๆ แสดงว่าท่านเข้าใจทางภาคปฏิบัติ แหม ท่านอาจารย์เทศน์ดีมาก ท่านทำไมถึงรู้ว่าดีมาก เนื้ออรรถเนื้ธรรมสูงต่ำประการใดนี้เราแสดงไปท่านฟัง ดีมากที่ท่านเข้าใจเนื้ออรรถเนื้อธรรมที่เราแสดงไป
<O:p</O:p
ท่านเชอรี่ไปอีกแบบหนึ่งไม่ค่อยเห็นมาฉันจังหัน ท่านฉันอะไรก็ไม่รู้ละ ก็ไม่ทราบปกครองอย่างไรต่ออย่างไร องค์หนึ่งไปแบบหนึ่ง เห็นว่าไม่ขัดต่อธรรมวินัยเราก็ปล่อย ถ้าอะไรที่ขัดต่อธรรมวินัยเราก็ห้าม เราก็เตือน นี่ก็ไม่เห็นขัดอะไรเราก็ปล่อยตามเรื่อง ตามนิสัยที่ชอบทรมานตน อย่างท่านเชอรี่ไม่ค่อยชอบฉันจังหันนะ เราเป็นแต่เพียงว่าเตือนให้รู้ เรื่องอดอาหารนี่เรามันทำมาแล้วนะจนท้องเสีย คืออดอาหารมันดีจริงๆสติดี ถ้าสติดีงานก็ก้าวเดินถูกต้อง ถ้าสติพลั้งๆเผลอๆ ไม่ว่าเขียนหนังสือผิดๆ ถูกๆ ถ้าสติไม่อยู่กับตัวนะ ถ้าสติอยู่กับตัวเขียหนังสือเป็นตนเป็นตัวเป็นเนื้อเป็นหนังได้ความ มันขึ้นอยู่กับสตินะ สติจึงเป็นของสำคัญ
<O:p</O:p
ท่านแสดงไว้ว่าสติสพฺพตฺถปตฺถิยา สติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง ไม่มีการยกเว้นที่จะไม่มีสติเข้าไปเกี่ยวข้อง สติถือเป็นภาคพื้นสำคัญ สตินี่เราฝึกตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลาน ฝึกไม่หยุดไม่ถอย สติกับจิตตภาวนาไปด้วยกัน ไปด้วยกั ตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลาน หลายวิธีที่ฝึก เช่นอย่างอดอาหารหรืออดนอน อะไรผ่อนอาหาร เหล่านี้มีแต่อุปกรณ์เครื่องหนุนการภาวนาให้สะดวกเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องตรัสรู้นะ ตรัสรู้เป็นเรื่องธรรมล้วนๆต่างหาก แต่เป็นเครื่องหนุนกัน อดอาหารเป็นอย่างไร ผ่อนอาหารเป็นอย่างไร อดนอนเป็นอย่างไร นอนมากนอนน้อยเป็นอย่างไรท่านสังเกต ถ้าอะไรมันดีก็มักจะหนักในทางนั้น แต่เรานี่มันหนักทางเรื่องอดอาหาร ถ้าอดอาหารนี่ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไม่มีเผลอเลย นั่นเห็นไหม มันก็ดีอย่างนั้น
<O:p</O:p
เรามาหาธรรมเราไม่ได้มาหากิน แน่ะสอนเจ้าของ กินนี้กินเมื่อไรก็ได้ เรื่องธรรมนี้เกิดได้ยาก มีได้ยาก ถึงลำบากก็ทนเอา เช่นอดอาหารทนเอาๆ คือมันดีทางสติ ถ้าสติดีแล้วความเพียรก็ก้าว ถ้าสติไม่เป็นท่านนะ ถ้าสติไม่ดีไม่เป็นท่านะ เอาจนกระทั่งถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติ การฝึกภาวนานี่ตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลาน ค่อยตะเกียกตะกายไปๆ ทีนี้หนักแน่นหนักเข้าไปเรื่อยๆ อุปกรณ์เครื่องหนุนการภาวนาเช่นอดนอน ผ่อนอาหาร อดอาหารอะไรประกอบกันไป อะไรที่ได้ผลในการหนุนภาวนามากก็เอาอันนั้นละ หนักอันนั้น
<O:p</O:p
เพราะอย่างนั้นเราจึงหนักทางด้านอดอาหารจนท้องเสีย จึงได้เตือนหมู่เพื่อน คือเราดำเนินมาแล้วถูกต้อง ผิดประการใดมันก็เข้าใจแล้วก็นำนั้นละมาสอนหมู่เพื่อนนะพอสองสามคืนไปแล้วนั่นแหละความง่วงไม่มี อดอาหารนะ ถ้าถึงสองวันสามวันล่วงไปแล้วความง่วงเหงาหาวนอนไม่มี การนั่งภาวนาเหมือนหัวตอ สติดี ดีมากเรื่อย ทีนี้เราหาอะไรที่ช่วยหนุนการภาวนาดีเราก็เอาอันนั้นละ ทีนี้การอดอาหารช่วยทางด้านภาวนาดี สติดี มันก็ต้องอดเรื่อยๆ จนท้องเสียเรา แต่นิสัยเรามันมักจะผาดโผนอยู่ตลอด ถ้าได้ทำอะไรฟัดกันเลยจริงๆ ถ้าว่าไม่เห็นผลเท่าที่ควรก็เอามาพิจารณาแล้วผ่อนผันสั้นยาวการฝึกทรมานไปอย่างนั้น
<O:p</O:p
การภาวนาไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะต้องฝึก ต้องได้ใช้สติปัญญา ไม่ใช่สักแต่ว่าทำๆนะ สติปัญญาต้องมีติดแนบกันไป ทดสอบผลงานของตัวเอง สนฺทิฏฺฐิโก สิ่งใดที่จะรู้ขึ้นมาก็รู้จากการปฏิบัติของตัวเอง เรียกว่าเป็นเครื่องทดสอบผลงานของตัวเอง เรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองเห็นเอง ทดสอบตัวเอง เป็นอย่างนั้น นี่ก็โธ่ ๙ ปีนะ คือ ๙ ปีเอาจริงนะ ไม่ใช่เล่นๆ นะ ทำอะไรนิสัยเรามันมักจะเป็นอย่างนั้นผาดโผน ถ้าลงได้ปลงใจลงตรงไหนแล้วเอากันขาดสะบั้นไปเลย เห็นผลประการใดนั่นละมาบวกลบคูณหารกัน ถ้าจะลดอะไรก็ลด จะหนักอะไรก็หนัก สติปัญญาแนบเสมอ
<O:p</O:p
อดอาหารนี้ดี หากมันไปเสียทางท้อง อดนอนก็ไม่ดีเรา อดนอนลองดูทื่อ มันทื่อๆอะไร อดไปหลายวันเท่าไรยิ่งทื่อ อ้าว อย่างนี้แทนที่จะฉลาดแหลมคมขึ้นมาทำไมมัน..งดเสีย ไม่เอา เช่นอย่างอดอาหารนี้อดไปเท่าไรมันยิ่งคล่องตัวๆ สติปัญญาคล่องตัว เพราะฉะนั้นจึงมักอดอาหารมากกว่าอย่างอื่น วิธีการหนุนความเพียร นี่ก็จนท้องเสียละ ก็ได้หมอเติ้งมาฉุดเอาไว้ ที่จะได้ช่วยชาติในวาระต่อมานี้ คือมันจะตายในพรรษานั้น หมอเติ้งเอายาอะไรมาให้ฉันเลยระงับดับเลย
<O:p</O:p
หมอทั้งหลายเขามาพิจารณาเขาว่าเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ จะตายในไม่ช้า เขาว่าอย่างนั้น ไปโรงพยาบาลไหนเขาก็ตอบเงียบๆ เขากลัวเราเสียใจบ้างอะไร เวลาได้ยาหมอเติ้งมาฉันหายไปเลยนะ อย่างทุกวันนี้ท้องเป็นธรรมดา ไม่ได้เป็นเหมือนแต่ก่อน โอ้ย การฝึกทรมานภาวนานี้หนักมากอยู่ สตินี่สำคัญมาก เอาสติเป็นพื้นฐาน ถ้าสติไม่ดีจะเดินจงกรมสักกี่วันกี่คืนก็ไม่ค่อยเกิดประโยชน์ ถ้าสติดีแล้วถึงไหนถึงกัน
<O:p</O:p
สติจึงเป็นสำคัญ ใครให้บำรุงสติให้ดี สติจ่ออยู่ในจุดใดจุดหนึ่งสัมปะชัญญะรู้ตัวตลอดเวลา ทีนี้เวลาสติมันเกรียงไกรเข้ามาแล้วเป็นได้ทั้งสติ เป็นได้ทั้งสัมปะชัญญะ ขยายข้างนอกก็เป็นความรู้ตัวตลอด เข้ามาสู่ภายในก็เป็นสติโดยเฉพาะๆ เรียกว่าสติสัมปะชัญญะ ขยายออกไปก็เป็นสัมปะชัญญะในหน้าที่การงานความเคลื่อนไหวของตัวเอง เคลื่อนไปอย่างไรสติตามทันหมด นี่เรียกว่าสัมปะชัญญะ ออกจากสติที่จ่อ ภาวนาบทใดก็จ่ออยู่บทนั้น สติตั้งอยู่นั้น อันนี้ก็ยากการภาวนา
<O:p</O:p
นี่ได้ทำมาแล้ว ที่ได้มาพูดเหล่านี้จึงไม่สงสัย ผ่านมาแล้วทั้งนั้น ผิดถูกเจ้าของรับมาหมด อะไรที่จะควรแก้ไขดัดแปลงอย่างไรๆ ก็นำอันนี้มาสอนหมู่เพื่อน อันนี้ก็๙ ปีตั้งแต่ออกปฏิบัติล้วนๆ นะ ๙ ปีเต็มเลย ๗ พรรษาเข้าหาพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ท่านสอนทุ่มลงให้อย่างเต็มที่ เพราะเห็นแล้วว่ามีความมุ่งหมายอย่างแรงกล้าที่ตั้งใจไปพระนิพพาน ทั้งๆที่ไม่มีเงินสักสตางค์แต่ตั้งใจจะเป็นเศรษฐี เงินไม่มีสักกสตางค์ก็ยังตั้งใจเป็นเศรษฐี นี้ธรรมไม่มีในใจสักนิดหนึ่งแล้วมุ่งหน้าจะให้ถึงพระนิพพาน มันมุ่งจริงๆ ในใจนี้มุ่งหนักมากทีเดียว จนกระทั่งถึงว่าหาผู้รับรองยืนยันว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่ ทั้งๆที่ท่านเขียนไว้ในตำรับตำราก็ว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่ทั้งนั้น แต่มันยังไม่ลงใจนะ ต้องมีสดๆ ร้อนๆ คือครูบาอาจารย์ผู้รู้ผู้เห็นแล้วมาแสดงให้ฟัง อันนี้สดๆ ร้อนๆ เป็นกำลังใจได้มาก
<O:p</O:p
เช่นอย่างพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นนี่เรากำลังสงสัยเรื่องมรรคผลนิพพาน เพราะจะเอาจุดนี้ให้ได้ ถ้ามีผู้ใดผู้หนึ่งมาแสดงบอกอย่างตายใจแน่ใจว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่ เหมือนว่าเอาท่านมาเป็นเครื่องยืนยัน แล้วทีนี้ลงๆ ทีนี้ก็เอาใหญ่เลยละ เข้าไปหาพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านก็ใส่เปรี้ยงๆ เลย เราไม่ลืมไปทีแรก เหอ ท่านมาหาอะไร นั่นละเวลาไปทีแรกด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้านะ ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ แล้วก็ชี้ไปตามต้นไม้ภูเขา อันนั้นไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไล่ไปๆจนกระทั่งหมดโลกธาตุไม่มีอะไรเป็นกิเลส ไม่มีอะไรเป็นธรรม เป็นมรรคผลนิพพาน ย่นเข้ามา ย่นเข้ามา เข้ามาสู่หัวใจดวงเดียว
<O:p</O:p
นี่ละกิเลสอยู่ตรงนี้ มรรคผลนิพพานอยู่ตรงนี้ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ทุกข์มากทุกข์น้อยทุกข์อยู่ตรงนี้ๆ ท่านไล่เข้ามา เอาภาวนาจะเป็นแนวทางที่สอดส่องมองรู้เรื่องความทุกข์ทั้งหลายที่มันเป็นอยู่ มันเป็นอยู่ที่หัวใจ ภาวนาเท่านั้นจะรู้หัวใจตนเอง อย่างอื่นไม่รู้ ท่านก็เอาอย่างหนัก โอ้ยพอใจ เหมือนว่าตัวพองขึ้น มันพอใจมาก กลับไปที่พักฟังเทศน์ท่านอย่างเต็มหัวใจแล้วไปที่พักยังไม่ถึงที่พักว่าอย่างไรถามเจ้าของ ฟังเทศน์วันนี้ถึงใจทุกอย่างแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องติ เทศน์ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงมรรคผลนิพพาน หายสงสัยแล้ววันนี้ เราจะว่าอย่างไรทีนี้ ตั้งปัญหาขึ้นถามตัวเอง ท่านเทศน์นี้หายสงสัยแล้วตัวเราเองจะปฏิบัติอย่างไรต่อธรรมเหล่านี้ ตามความมุ่งหมายของตัวเองว่ามุ่งมรรคผลนิพพานแล้วเอาตายเข้า มันตอบกันนะ บอกว่าเอาตายเข้าว่าเลย ตั้งแต่นั้นมาก็เอาจริงๆ ด้วย บอกเอาตายเข้าว่าเลย ซัดกัน ๙ ปีนะ ไม่ใช่เล่นๆ
<O:p</O:p
ไปกรรมฐานไปองค์เดียวตามนิสัย พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านก็รู้นิสัย ตามธรรมดาพระที่จะไปเที่ยวกรรมฐานมาลาท่านบางทีองค์เดียวบ้าง สององค์บ้าง สามองค์บ้าง จะลาไปเที่ยวกรรมฐานขึ้นทันทีเลย เหอ ตั้งแต่อยู่ที่นี่มันก็ตกนรกให้เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตา แล้วมันจะไปตกหลุมไหนที่ออกจากนี้ที่เราไม่เห็นแล้วมันจะไปตกหลุมไหนอีกละ เท่านั้นก็หยุด แสดงว่าห้ามยังไม่ควรไป ท่านจะดูตามความสามารถ ตามความตั้งอกตั้งใจ แต่สำหรับเราไม่ได้พูดยกตนนะไม่เคยห้ามพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นนะ ว่าไปองค์เดียวขึ้นทันทีเลย เอ้อท่านมหาไปองค์เดียว ใครอย่างไปยุ่งท่านนะ บางทีท่านก็พูดหยอกเล่นบ้าง เอาดีๆ นะ
<O:p</O:p
มาทีไรมันมีแต่หนังห่อกระดูกมาหาท่าน ท่านดูตลอดเวลา อายุ ๓๐ กว่า ๒๐ กว่า ๓๐ กว่า กำลังวังชาก็ดีแต่เวลามาหาท่านจากที่ภาวนามานี้มันเป็นหนังห่อกระดูกมา มันไม่มีกำลังวังชา เพราะฟิตความเพียรอย่างหนัก นั่นละเวลาไปไหนว่าไปองค์เดียว เออท่านมหาไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ ท่านบอกอย่างนั้นเลย เราก็เอาจริงเอาจังด้วยนะ อันนี้ก็หนัก การภาวนาทุ่มลงใส่เพื่อให้ได้มรรคผลนิพพานในชาตินี้ เราต้องการเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้เท่านั้นนะ อย่างอื่นเราไม่เอา พระอรหันต์นี้จะเป็นอย่างไร หนึ่ง เข็มทิศทางเดินถูกต้องดีงาม ได้รับคำสั่งสอนจากครูบาอาจารย์แม่นยำ แล้ว สอง การประกอบความพากเพียรให้ตรงไปตามแนะนำสั่งสอนของท่าน รับหมด เอาทีนี้เป็นที่ตายใจแล้วเรื่องมรรคผลนิพพานยังอยู่สดๆ ร้อนๆ เราก็เอาละทีนี้ก็ซัดกัน นั่นละที่ว่าหนักมาก
<O:p</O:p
ถ้าลงใจตรงไหนมันลงจริงๆ ถ้าไม่ลงมันคาราคาซัง อะไรมันก็ไม่ค่อยได้ผล มันเป็นไปด้วยความสงสัยสนเท่ห์ ถ้าลงแน่ใจแล้วมันผึงเลยนะ ความเพียรก็เต็มเม็ดเต็มหน่วย เอาตายเข้าว่า ไม่เสียผลประโยชน์จากความตายเพราะความเพียรกล้า เอาอันนี้ละ ซัเลย อันนี้ก็ ๙ ปี ได้รับโอวาทจากพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น เอาจริงเอาจังเสียด้วยนะ เพราะท่านรู้นิสัยของเราว่าจริงจังมากทุกอย่าง อยู่กับท่านก็อยู่มา ในระยะ ๘ ปีออกไปเข้ามา ออกไปเข้ามา ถือท่านเป็นสถานที่เป็นที่ตายของเรา บ้านเรือนของเรา แต่การออกไปเที่ยวเสาะแสวงหาความดีงามทั้งหลายเป็นเรื่องของเราจะเป็นเอง ก็ไป ไปแล้วกลับมา ไปที่นู่นกลับมาอยู่อย่างนี้ตลอด
<O:p</O:p
นี่ละที่เป็นเครื่องยืนยันให้ความเพียรของเรารุนแรงมากก็คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น พูดตรงไหนเหมือนว่านี่น่าๆ นะ มรรคผลนิพพานก็เหมือนอยู่ฝ่าเมือ นี่น่าๆ จะไปหามรรคผลนิพพานที่ไหน จากนั้นเปิดเข้ามานี้เอานะเอาจิตตภาวนานะ ที่จะเปิดมรรคผลนิพพานออกได้มีจิตตภาวนาเป็นสำคัญ เป็นแนวหน้า ท่านว่านะ มันก็หนัก การประกอบความพากเพียรยอมรับว่าหนักมาก เพราะเป็นนิสัยคนผาดโผนโจนทะยาน ถ้าว่าอะไรมันเอาจริงเอาจังมาก อย่างประกอบความเพียรไปองค์เดียว ไม่เคยเอาใครไปด้วยนะเราตั้งแต่ออกจากท่านไปประกอบความเพียร ท่านก็ไม่ห้าม ถามจะไปกี่องค์ ไปองค์เดียว เออท่านมหาไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ เพราะท่านรู้นิสัยของเราว่าจริงจังมาก เพราะอยู่กับท่านมาประจำท่านจะไม่รู้ได้อย่างไร
<O:p</O:p
เพราะฉะนั้นความเพียรของเรามันจึงไปแต่องค์เดียวเท่านั้น อยากกินก็กิน ไม่อยากกินป่าช้าอยู่กับเรา มอบเลย ซัดกันเลย ทีนี้ความเพียรมันก็หนักแน่นซิ สติไม่ให้พรากจากตัว จะเดินจากป่านี้ไปถึงบ้านนั้นป่านั้นก็เป็นการเดินจงกรมตลอด ไม่ให้ขาดความเพียร คือสติครองความเพียรไปตลอด นี่ก็ว่า ๙ ปีอันนี้ก็ดี หนักมาก ๙ ปี พรรษา ๗ ศึกษาแล้วจากนั้นออก ถึงพรรษา ๑๖ ตัดสินกันลงได้ล่ะ ตัดสินกันลงได้ก็ลงจริงๆ มุดมอดไปจริงๆ ไม่มีอะไรจะมาโผล่ขึ้นชื่อว่ากิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะตัณหาอะไรไม่มีเลย มันเป็นอะไรไม่มี มันหมด
<O:p</O:p
เช่นอย่างการพูดการจานี้มันเป็นพลังของธรรมเสียทั้งหมดนะ มันไม่ได้เป็นกิเลส กิเลสมันหมดไปแล้วจะเอาอะไรมาแสดงลวดลายของกิเลสละ ก็มีแต่ลวดลายของธรรม ถ้าสมมุติว่าดุด่าว่ากล่าวใครผิดมากผิดน้อยธรรมออกรับกันจะเป็นภาษาของธรรม หรือกำลังของธรรมออก ดุด่าว่ากล่าวเหมือนจะกัดจะฉีกเป็นเรื่องของธรรมทั้งนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของกิเลส พลังของธรรมออกมันก็รุนแรงพุ่งๆ เลย นั่นละการประกอบความเพียร เวลากิเลสมันสิ้นไปแล้วจะทำอย่างไรให้โกรธมันก็ไม่มี แต่กิริยาอาการที่เข้มแข็งหรือว่าดุด่าว่ากล่าวนั้นเป็นพลังของธรรมต่างหาก ไม่ได้เป็นพลังของกิเลส
<O:p</O:p
อันนี้ก็ ๙ ปี ออกปฏิบัตินี่ก็ดี เอาเต็มเม็ดเต็มถึงพรรษา ๑๖ ตัดสินกันลงได้ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งบัดนี้หายหายสงสัยตลอด ไม่เคยปรากฏว่ากิเลสตัวใดว่ามันมุดมอดไปหมดแล้วมันยังมาโผล่ขึ้นมาให้เห็นไม่เคยมี จึงรู้ว่ามันสิ้นจริง มันก็รู้ตั้งแต่ปัจจุบันนั่นแหละ จนกระจายไปที่ไหน มันก็เป็นปัจจุบัน หมดๆ แน่ะ ถ้ามันหมดแล้วไปค้นหาที่ไหนมันก็ไม่มีจึงเรียกว่าหมด เหมือนเงินหมดในกระเป๋า ค้นหาเท่าไรมันไม่มี หมดๆ นี่กิเลสหมดจากใจมันก็แบบเดียวกัน เอาจริงเอาจัง
<O:p</O:p
มรรคผลนิพพานรอรับผู้ปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา มรรคผลนิพพานท่านว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วในธรรมทุกขั้นทุกภูมิ ไม่มีใครตรัสชอบยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า สอนได้โดยชอบธรรมไม่ผิดพลาดไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้า ให้เอาอันนั้นมาเป็นแบบฉบับ อย่าเอาความขี้เกียจขี้คร้านซึ่งเป็นแบบของเทวทัตตายกองกันอยู่นี้มาใช้ มันจะตายกองกันตลอดเวลานะ ถ้าเอาธรรมมาใช้แล้วเอาหนักก็หนัก ความหนักนี้เป็นอย่างไรฝืนกันอย่างไร เป็นเรื่องของกิเลสหรือเป็นเรื่องอะไร มันก็ต่อสู้กัน
<O:p</O:p
เอาละวันนี้นะพูดเพียงเท่านั้น ว่าจะไม่พูดมากมันก็มาก นี่ก็ได้ยินทั่วประเทศไทย พูดมีหนักมีเบา เราพูดจริงๆ บรรดาธรรมทั้งหลายตั้งแต่ปฏิบัติมานี้มารวมอยู่นี้หมดแล้ว หายสงสัย ไม่มีแง่ใดเรื่องธรรมที่จะมีความสงสัยในหัวใจไมีมี สอนหมู่สอนเพื่อนสอนด้วยความแม่นยำภายในจิตใจ (ถวายทองคำ) พอใจๆ นี่ละทองคำเราก็หาเข้าคลังหลวง เราไม่เอาอะไร บวชมานี้ขวนขวายเพื่อตัวเอง จากนั้นแล้วก็เพื่อโลกทั้งนั้น เราไม่เอาอะไรทั้งนั้น มีแต่หาเข้าส่วนรวมๆ ตลอดเวลา
<O:p</O:p
เจ้าของพอแล้วก็บอกว่าพอ มันหากเป็นอยู่ในจิต ไม่มีใครบอกมันก็รู้ สนฺทิฏฺฐิโก ผลงานจะรู้จากตัวเองๆ ทั้งนั้นนะ จะรู้เองเห็นเองในผลงานของตัวเอง ตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานจนกระทั่งมันก้าวได้ๆ สง่าผ่าเผยเกรียงไกร ซัดจนอัศจรรย์เจ้าของเป็นขั้นๆ มันก็รู้เป็นสนฺทิฏฺฐิโก รู้เป็นลำดับ จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นไปหมด ราบเรียบหมดโลกธาตุ ไม่มีอะไรมาต่อกรได้เลยขึ้นชื่อว่าสมมุติ มีแต่วิมุตติหลุดพ้นเต็มหัวใจ ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันเท่านั้นพอ นั่นละพออยู่ตรงนั้น
<O:p</O:p
เราพูดจริงๆ ไม่ได้โอ้ได้อวด เอาตามความจริงการปฏิบัติตะเกียกตะกายเพื่อแก้กิเลสเราก็ทำเต็มเม็ดเต็มหน่วยของเรา ที่เราได้ผลมามากน้อยมันก็รู้โดยลำดับจนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นไปจากจิตใจ ไม่มีกิเลสตัวใดตกค้างในหัวใจเลยมันก็รู้ จะให้พูดว่าอย่างไร มันหมดก็บอกว่าหมด ยังเหลืออยู่มากน้อยเท่าไรตะเกียกตะกายมาเท่าไรมันก็รู้มันก็พูดกันอยู่อย่างนั้น เวลามันหมดจริงๆ มันหมด กิเลสไม่มีตัวใดที่จะมาขัดในหัวใจเลยไม่มี แต่เรื่องธาตุเรื่องขันธ์มีเป็นธรรมดา เพราะธาตุขันธ์มันอยู่บนสนามหรือบนเวทีโลกธรรม
<O:p</O:p
เขาก็มีธาตุมีขันธ์ เราก็มีธาตุมีขันธ์ การเคลื่อนไหวไปมาแสดงออกย่อมมีผิดมีพลาดตามสายตาของผู้ดูผู้เห็นผู้ฟังนะ แต่ส่วนจิตที่บริสุทธิ์แล้วก็บริสุทธิ์เต็มที่ แต่กิริยาอาการนี้อยู่ในสนามโลกธรรมย่อมมีการติเตียนเป็นธรรมดา แม้แต่พระพุทธเจ้ายังถูกเขาติเตียน เช่นอย่างเขาจ้างคนไปด่าพระพุทธเจ้า นางสามาวดีจ้างคนไปด่าพระพุทธเจ้า ทรงเดินบิณฑบาตที่ไหนจ้างคนด่า ด่าเป็นแถวเลย พระองค์เฉย บิณฑบาตเฉย พระอานนท์จะตายแล้วอกจะแตก มันขวยเขิน มันอายเขาเสียจนมันจะไม่มีโลกอยู่ แล้วก็มาทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า ว่าขอทูลอาราธนาพระองค์ไปเมืองอื่นเถอะ เมืองนี้มันทนคำโจมตีเขาไม่ไหว
<O:p</O:p
เวลาท่านตอบไปเมืองไหนละ เวลาท่านตอบไปเมืองไหนคนจะไม่มีปาก คนจะไม่มีหูมีตา จะไม่มีความนินทาสรรเสริญ ไปเมืองไหนนั้นเมืองนั้นละเป็นอย่างไรมันก็แบบเดียวกัน เมืองไหนไปแบบเดียวกัน ไปเมืองไหนมันก็เหมือนเมืองนี้ละ บอกว่าเราไม่หวั่น ไปที่ไหนก็มีความนินทาสรรเสริญจากหัวใจคน ทั้งที่เป็นธรรมทั้งที่ไม่เป็นธรรมมันมีอยู่ทั่วไป ไปหาอะไร เรารู้เท่าทันในสิ่งนี้แล้วอะไรไม่มาแปดเปื้อนเราได้ เช่นอย่างเราบริสุทธิ์แล้วใครจะจ้างคนมาว่ายกโคตรมันมาว่ามันก็หมดเงินไปเปล่าๆ เราไม่มีอะไรมากระทบกระเทือน นั่นท่านว่าจะไปหาที่ไหนอานนท์ ไปที่ไหนเขาก็มีปาก เขาอยากนินทาก็นินทา อยากสรรเสริญเขาก็สรรเสริญ ไปเมืองไหนมันก็แบบกัน เขามีปากเขาก็พูดได้ เราก็ฟังได้ เราไม่ติดเสียอย่างเดียว มันก็เข้าไม่ถึงท่านว่า
<O:p</O:p
สุดท้ายพระอานนท์จนตรอก เราเหมือนช้างใหญ่เข้าสู่สงคราม ไม่พรั่นพรึ่งในลูกศร เอามาทิศไหนมา จะตั้งหน้าสู้เพื่อชัยชนะ นี่ละพระพุทธเจ้าสอนพระอานนท์ เขานินทาที่นี่อยากให้ไปที่นั่น เขานินทาที่นั่นไปที่นั่น เมืองไหนมันก็มีนินทาสรรเสริญเหมือนกันไปหาที่ไหน ตั้งแต่ตัวของเราเองยังมีนินทาสรรเสริญในตัวของเรา แล้วทำไมที่อื่นจะไม่มีมันเต็มโลกนี้น่ะ ท่านว่าอย่างนั้นไปเสีย เข้าใจหรือล่ะ มีนินทาสรรเสริญเจ้าของบ้างไหมอยู่ในนี้น่ะ เอาล่ะพูดเท่านั้นละนะ
http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=5000&CatID=2
pum_anatta
22-06-2008, 11:43 AM
อนุโมทนาสาธุค่ะ
^_^
อดุลย์ เมธีกุล
22-06-2008, 02:46 PM
สาธุท่านดำเนินตามปฏิปทาเป็นแบบอย่างให้พระลูกพระหลานปฏิบัติตามจริงๆ
กราบพ่อแม่ครูอาจารย์สุดหัวใจ สาธุ
ลูกถ้ำหีบ
29-06-2008, 12:06 AM
อนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2009, Jelsoft Enterprises Ltd.