View Full Version : สังโยชน์ 10 ไม่ใช่หลักธรรมทำให้หลุดพ้นจากกิเลส
telwada
20-06-2008, 08:12 PM
สังโยชน์ 10 มีความหมายตาม พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับ เจ้าคุณธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต
ดังนี้
กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ อย่าง คือ
ก.โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้แก่
๑.สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน
๒.วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
๓.สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต
๔.กามราคะ ความติดใจในกามคุณ
๕.ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ
ข.อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ได้แก่
๖.รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต
๗.อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม
๘.มานะ ความถือว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่
๙.อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
๑๐.อวิชชา ความไม่รู้จริง;
พระโสดาบัน ละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นได้,
พระสกิทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ ให้เบาบางลงด้วย,
พระอนาคามี ละสังโยชน์ ๕ ข้อต้นได้หมด,
พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อ; ใ
นพระอภิธรรมท่านแสดงสังโยชน์อีกหมวดหนึ่ง คือ ๑.กามราคะ ๒.ปฏิฆะ ๓.มานะ ๔.ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ๕.วิจิกิจฉา ๖.สีลัพพตปรามาส ๗.ภวราคะ (ความติดใจในภพ) ๘.อิสสา (ความริษยา) ๙.มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ๑๐.อวิชชา
เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่าน ความหมายของสังโยชน์ไปแล้วข้างต้น ก็จงคิดพิจารณาให้ดี ว่า จุดมุ่งหมายของสังโยชน์ คือ อะไร เพื่ออะไร
สังโยชน์ ไม่ใช่ข้อธรรมะ แต่เป็นเพียง คำบอกเล่า หรือ การคาดคะเน ถึงลักษณะอาการ บางอย่าง ของบุคคลแต่ละประเภท ซึ่งแท้จริงแล้ว บุคคลอื่นจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า บุคคลแต่ละประเภทนั้น ละสังโยชน์ได้จริงหรือไม่ เพราะเพียงแค่พฤติกรรมภายนอกไม่สามารถนำมาเป็นเครื่องวัดแห่งการสำเร็จธรรม บรรลุสุ่อริยะบุคคลในชั้นต่างๆได้
ที่ข้าพเจ้าเขียนไปนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะคัดค้าน แต่ต้องการให้ท่านทั้งหลายได้หูตาสว่าง ได้ใช้สมองสติปัญญา คิดพิจารณา ให้เป็นไปตามหลักความจริงว่า
สังโยชน์ ไม่สามารถ นำมาใช้เป็นข้อธรรมะ เพื่อการหลุดพ้นใดใด เป็นเพียงคำบอกเล่า หรือคาดคะเน ถึงลักษณะแห่งสภาพสภาวะจิตใจของ บุคคลผุ้บรรลุสู่ชั้นอริยะบุคคลเท่านั้น
เพราะหลักธรรมที่จะทำให้หลุดพ้น หรือสามารถทำให้ขจัดอาสวะแห่งกิเลสนั้นมีอยู่ แล้ว ในที่นี้ไม่สอน
panthouch
20-06-2008, 09:01 PM
ป.ปยุตโต เดียร์ถึย์ ของชาวพุทธ หรือเทวทัติ ยุคไอเทค คัดค้านคำสอน ตั้งตัวเป็นปราชญ์ ใครหลงเชื่อนับว่าน่าเสียดาย ที่เดินหลงทาง ในพระวิสุทธิมรรค ของพระไตรปิฏก กล่าวถึงสังโยชน์ 10ใว้ชัดเจน
pommaibike
20-06-2008, 09:20 PM
ขอแสดงความเห็นที่แตกต่างครับ ถูกของท่านถ้า ..(บุคคลอื่นจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า บุคคลแต่ละประเภทนั้น ละสังโยชน์ได้จริงหรือไม่ เพราะเพียงแค่พฤติกรรมภายนอกไม่สามารถนำมาเป็นเครื่องวัดแห่งการสำเร็จธรรม บรรลุสุ่อริยะบุคคลในชั้นต่างๆได้).. ถ้าดูแค่ภายนอกบอกไม่ได้ว่าละหรือยัง ท่านที่ละแล้วก็ไม่มีใครมาประกาศแน่นอนถ้าประกาศก็ยังละไม่ได้แน่นอน แล้วคนธรรมดาแบบเราๆจะเอาอะไรไปรู้กับท่านที่ละแล้วในเมื่อเรายังเลวอยู่มาก อุปมาเหมือนเด็กอนุบาลจะรู้คำตอบของผู้ใหญ่มหาลัยได้อย่างไร
ธรรมทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจไม่ใช่รูปกายขันธ์ห้าที่มองเห็นภายนอก เมื่อไหรที่เรายังทำไม่ถึงย่อมไม่ทราบเป็นธรรมดา
ขอแสดงความเห็นที่แตกต่าง ผมยังเชื่อคำสอนตรงของพุทธองค์และหลวงพ่อวัดท่าซุงเสมอ
ขอให้ท่านโชคดี
ผมคนที่ยังเลวอยู่มาก
tamsak
21-06-2008, 07:23 AM
พยายามตัดหรือละสังโยชน์ 10 ประการนี้ให้ได้
ก็จะเป็นธรรมะที่เป็นเครื่องลดละกิเลส
เมื่อละสังโยชน์ทั้ง 10 ได้แล้วก็จะสิ้นอาสวะกิเลสเป็นสมุทเฉทปหาร
เป็นปัจจัยให้เข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคลเบี้องสูง คือ พระอรหันต์
และเข้าสู่พระนิพพานในที่สุด
.
อุดรเทวะ
21-06-2008, 08:19 AM
พยายามตัดหรือละสังโยชน์ 10 ประการนี้ให้ได้
ก็จะเป็นธรรมะที่เป็นเครื่องลดละกิเลส
เมื่อละสังโยชน์ทั้ง 10 ได้แล้วก็จะสิ้นอาสวะกิเลสเป็นสมุทเฉทปหาร
เป็นปัจจัยให้เข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคลเบี้องสูง คือ พระอรหันต์
และเข้าสู่พระนิพพานในที่สุด
.
เห็นด้วยทุกประการครับ สาธุ (||)(||)(||)
แสวงหาความจริง
21-06-2008, 10:35 AM
จะหลุดพ้นได้ขึ้นอยู่กับตัวเองครับ บุญบารมีที่ทำมาครบหรือยัง มีปัญญาเข้าใจแค่ไหน พระธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องบอกทางให้หลุดพ้น สัตว์โลกต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง พระธรรมท่องบ่นมากเท่าไร ก็ไม่ช่วยอะไร ถ้า ไม่ปฏิบัติ ไม่เข้าใจ ก็ไม่มีทางถึงพระนิพพาน
หญ้าคา
21-06-2008, 10:50 AM
[quote=pommaibike;1294336]ขอแสดงความเห็นที่แตกต่างครับ ถูกของท่านถ้า ..(บุคคลอื่นจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า บุคคลแต่ละประเภทนั้น ละสังโยชน์ได้จริงหรือไม่ เพราะเพียงแค่พฤติกรรมภายนอกไม่สามารถนำมาเป็นเครื่องวัดแห่งการสำเร็จธรรม บรรลุสุ่อริยะบุคคลในชั้นต่างๆได้).. ถ้าดูแค่ภายนอกบอกไม่ได้ว่าละหรือยัง ท่านที่ละแล้วก็ไม่มีใครมาประกาศแน่นอนถ้าประกาศก็ยังละไม่ได้แน่นอน แล้วคนธรรมดาแบบเราๆจะเอาอะไรไปรู้กับท่านที่ละแล้วในเมื่อเรายังเลวอยู่มาก อุปมาเหมือนเด็กอนุบาลจะรู้คำตอบของผู้ใหญ่มหาลัยได้อย่างไร
ธรรมทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจไม่ใช่รูปกายขันธ์ห้าที่มองเห็นภายนอก เมื่อไหรที่เรายังทำไม่ถึงย่อมไม่ทราบเป็นธรรมดา
ขอแสดงความเห็นที่แตกต่าง ผมยังเชื่อคำสอนตรงของพุทธองค์และหลวงพ่อวัดท่าซุงเสมอ
ขอให้ท่านโชคดี
ผมคนที่ยังเลวอยู่มาก (ผมก็เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้าอนุโมทนาสาธุ)(||)(||)(||)
แสวงหาความจริง
21-06-2008, 11:07 AM
คิริมานนทสูตรนำมาบางตอน
ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ไม่รู้แจ้ง ไม่เข้าใจพระนิพพาน ไม่ควรจะสั่งสอนพระนิพพานแก่ท่านผู้อื่น ถ้าขืนสั่งสอนก็จะพาท่านหลงทาง จักเป็นบาปเป็นกรรมแก่ตน ควรจะสั่งสอนแต่เพียงคลองแห่งทางมนุษย์สุคติ สวรรค์สุคติ เป็นต้น ว่าสอนให้รู้จักทาน ให้รู้จักศีล ๕ ศีล ๘ ให้รู้คลองแห่งกุศลกรรมบถ ให้รู้จักปฏิบัติมารดาบิดา ให้รู้จักอุปัชฌาย์อาจารย์ ให้รู้จักก่อสร้างบุญกุศลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น เพียงเท่านี้ก็อาจจะได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติพอสมควรอยู่แล้ว ส่วนความสุขในโลกกุตตรนิพพานนั้น ผู้ใดต้องการจริง ต้องรักษาศีล ๕ ศีล ๑๐ ศีลพระปาติโมกข์เสียก่อน จึงชื่อว่าเข้าใกล้ทาง มีโอกาสที่จักได้ถึงโลกกุตตรนิพพานโดยแท้ แม้ผู้จะเจริญคลองพระนิพพานนั้น ก็ให้รู้จักท่านผู้เป็นครูว่ารู้แจ้งทางพระนิพพานจริง จึงไปอยู่เล่าเรียน ถ้าไปอยู่เล่าเรียนในสำนักของท่านผู้ไม่รู้แจ้ง เรียนได้ด้วยยากยิ่งนัก ด้วยเหตุสัตว์ยินดีอยู่ในกามคุณ อันเป็นข้าศึกแก่พระนิพพานโดยมากฯ
telwada
21-06-2008, 07:07 PM
ท่านทั้งหลาย ทำไมไม่อ่านกระทู้ให้ดี อ่านแล้วทำไม ไม่คิดพิจารณาให้ถ่องแท้
แต่ท่านทั้งหลาย กลับบิดเบือน คำสอน ไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร บางคนถึงกับกล่าวคำไม่เหมาะสมต่อพระสงฆ์ คุณไปว่าพระสงฆ์ เป็นเดียรถีย์ (นักบวชนอกศาสนา) แล้วตัวคุณละ เป็นอะไร เป็นท้ังเดียรถีย์ เป็นทั้งพวกจัณฑาล สันดานบาปหยาบช้า การศึกษาต่ำ ความคิดอ่านต่ำ
บางคนก็โอ้อวดความรู้ ยังมีหน้าสอนให้ละสังโยชน์
ถามหน่อยเถอะ ทำอย่างไรจึงจะละสังโยชน์ได้ละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
สังโยชน์ทั้งหลายเหล่านั้น เกิดจากอะไรกันละ ถ้ามันเกิดสังโยชน์เราจะขจัดมันออกไปได้อย่างไรกันละ
และขณะเมื่อเราขจัด สังโยชน์ เหล่านั้น จะรู้ได้อย่างไรกันละว่า ขจัดได้แล้ว ตนเองจะรู้ได้อย่างไรละ แล้วผู้อื่นจะรู้ได้อย่างไรละ
หลักธรรม คำสอน ถูกพวกคุณบิดเบือน ด้วยความอวดรู้ อวดฉลาด แต่ความจริงแล้ว ไม่รู้อะไรเลย
ดีแต่เรียนแบบ ไม่ได้คิดตามแบบ ให้เกิดความเข้าใจ อย่างถ่องแท้
ฮ่า ฮ่า ฮ่า อ่านให้ดี อ่านให้ดี แล้วก็คิดให้ดีด้วย
tamsak
21-06-2008, 07:31 PM
ท่านทั้งหลาย ทำไมไม่อ่านกระทู้ให้ดี อ่านแล้วทำไม ไม่คิดพิจารณาให้ถ่องแท้
แต่ท่านทั้งหลาย กลับบิดเบือน คำสอน ไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร บางคนถึงกับกล่าวคำไม่เหมาะสมต่อพระสงฆ์ คุณไปว่าพระสงฆ์ เป็นเดียรถีย์ (นักบวชนอกศาสนา) แล้วตัวคุณละ เป็นอะไร เป็นท้ังเดียรถีย์ เป็นทั้งพวกจัณฑาล สันดานบาปหยาบช้า การศึกษาต่ำ ความคิดอ่านต่ำ
บางคนก็โอ้อวดความรู้ ยังมีหน้าสอนให้ละสังโยชน์
ถามหน่อยเถอะ ทำอย่างไรจึงจะละสังโยชน์ได้ละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
สังโยชน์ทั้งหลายเหล่านั้น เกิดจากอะไรกันละ ถ้ามันเกิดสังโยชน์เราจะขจัดมันออกไปได้อย่างไรกันละ
และขณะเมื่อเราขจัด สังโยชน์ เหล่านั้น จะรู้ได้อย่างไรกันละว่า ขจัดได้แล้ว ตนเองจะรู้ได้อย่างไรละ แล้วผู้อื่นจะรู้ได้อย่างไรละ
หลักธรรม คำสอน ถูกพวกคุณบิดเบือน ด้วยความอวดรู้ อวดฉลาด แต่ความจริงแล้ว ไม่รู้อะไรเลย
ดีแต่เรียนแบบ ไม่ได้คิดตามแบบ ให้เกิดความเข้าใจ อย่างถ่องแท้
ฮ่า ฮ่า ฮ่า อ่านให้ดี อ่านให้ดี แล้วก็คิดให้ดีด้วย
ความรู้นี้เป็นความรู้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านำมาสอน
และครูบาอาจารย์ที่เป็นที่เคารพของผมท่านได้นำมาสอนไว้
ผมเองเพียงแต่นำมาถ่ายทอดอีกชั้นหนึ่ง
คำสอนขององค์สมเด็จฯ หากใครปฏิบัติตามก็จะทราบผลได้ด้วยตนเอง
ผมไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียงกับผู้ที่คิดตั้งตนเป็นศาสดาอย่างคุณ
เออหนอ...ผู้ที่คิดตั้งตนเป็นศาสดายังมาถามคำถามแบบนี้อีกว่า
"ทำอย่างไรจึงจะละสังโยชน์ได้"
หากอยากทราบคำตอบที่ถามมาอย่างละเอียดก็ลองหาศึกษาเอาในเว็บพลังจิตแห่งนี้ดู
มีครูบาอาจารย์หลายท่านที่สอนไว้
โดยเฉพาะคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
ถ้าคุณ telwada ยังทำตัวเกเรเที่ยวระรานจาบจ้วงคนอื่นอยู่อย่างนี้
เท่ากับเป็นการไม่เคารพกฎ กติกา มารยาท การใช้พื้นที่ในเว็บพลังจิต
ต่อไปจะไม่มีโอกาสได้เข้ามาโพสต์อะไรในเว็บพลังจิตอีก
ขอเตือนด้วยความหวังดี
.
telwada
21-06-2008, 08:14 PM
ฮ่า ฮ่า ฮ๋า
คำว่าบิดเบือนที่ข้าพเจ้ากล่าวถึง หมายถึงพวกคุณ ไม่ใด้หมายถึง พระไตรปิฏก
พระไตรปิฎก สอนอย่างหนึ่ง แต่พวกคุณเข้าใจไป อีกอย่างหนึ่ง
ถูกต้องข้าพเจ้าคือศาสดาแห่งศาสนา จึงได้ถามพวกคุณไป ที่ถาม ก็เพื่อจะได้กำหราบพวกคุณ ได้เตือนสติ พวกคุณ ได้เปิดก๊อกความฉลาดของคุณออกมา
คุณทีมงานผู้ใช้ัชื่อว่า Tamsak คุณบอกว่า ในเวบพลังจิตนีี้ มีวิธีการที่ทำให้ละสังโยชน์ได้
และคุณยังเขียนใต้ชื่อคุณว่า ทีมงานพระไตรปิฎก อีกด้วย
ข้าพเจ้าก็จะถามคุณว่า "ที่คุณว่า ในเวบฯนีี้ มีวิธีการทำให้ละสังโยชน์ได้ ข้าพเจ้าก็อยากจะรูู้ว่า
ตัววฺิธีการ ที่ทำให้ละสังโยชน์ เป็นธรรมะ
หรือว่า สังโยชน์เป็นธรรมะ
คุณต้องตอบนะ เพื่อสมาชิก จะได้เกิดความเข้าใจ เอาสั้นๆก็ได้ ว่า วิธีการ ฯ เป็นธรรมะ หรือ สังโยชน์ เป็นธรรมะ หรือจะอธิบายให้ละเอียดก็ได้ ตามแนวกระทู้นี้
ปัดโธ่ เรียนแบบได้อย่างเดียว แต่คิดไม่เป็น มันก็แค่เศษกระดาษ ปึกหนึ่ง เท่านั้นแหละคุณ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ข้าพเจ้านี้แหละ ศรีอาริยเมตไตรย ของจริงละ คุณทีมงาน
tamsak
21-06-2008, 08:59 PM
ให้มาตอบ ก็จะมาตอบให้
วิธีการละสังโยชน์ที่ "พระ" ท่านสอนไว้และทำได้ง่ายๆ นั้นมีอยู่ แต่จะขอนำมากล่าวเฉพาะที่ตนพอจะทำได้บ้างนิดหน่อยก็คือ
1. ตัดสักกายทิฎฐิ โดยพิจารณาให้เห็นว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย เราเป็นเพียงดวงจิตที่มาอาศัยอยู่ในร่างกายนี้เท่านั้น ร่างกายเป็นเพียงธาตุสี่ที่มาประชุมรวมกัน ไม่มีความจีรังยั่งยืน ย่อมเสื่อมและสลายไปตามกาลเวลา ดังนั้น เราจึงไม่ควรไปยึดติดกับร่างกายหรือขันธ์ห้านี้
ขึ้นชื่อว่าการเกิดไม่ว่าจะเกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิ เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์ที่มีขันธ์ห้าก็ดี เกิดเป็นเทวดา หรือเป็นพรหมก็ดี จะไม่มีในเราอีกต่อไป ตายจากความเป็นคนในชาตินี้ขอไปพระนิพพานเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
2. วิจิกิจฉา ตัดความลังเลสงสัยในพระคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระคุณของพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระคุณของพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย มีใจเคารพในพระรัตนตรัยด้วยความจริงใจ ปฏิบัติตามคำสั่งและคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด
3. สีลัพพตปรามาส ให้ตั้งใจรักษาศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 หรือ ศีล 227 ข้ออย่างจริงจัง
มาถึงตรงนี้ ก็จะแถมการทำกำลังใจเพิ่มให้หน่อยหนึ่งว่า ให้คิดไว้เสมอว่า ตายจากความเป็นคนเมื่อไรขอไปพระนิพพานในชาตินี้เอาไว้เสมอๆ ทั้งยามก่อนนอนและก่อนลุกจากที่นอนในตอนเช้า
วิธีที่กล่าวมาข้างต้นเป็นวิธีการละสังโยชน์ 3 ประการแรก ซึ่งผมพอจะปฏิบัติได้ จึงได้นำมาบอกเล่าสู่กันอ่าน วิธีที่เหลือก็ให้หาอ่านศึกษาเอาเอง ส่วนวิธีการที่ทำให้ละสังโยชน์จะเป็นธรรมะหรือตัวสังโยชน์เป็นธรรมะหรือไม่ ก็พิจารณาเอาเอง
ผมว่า ประโยชน์ที่ได้น่าจะน้อยเกินไป สู้เอาเวลาที่จะไปพิจารณานั้นมาปฏิบัติตามที่ "พระ" ท่านสอนไว้ไม่ดีกว่าหรือท่านผู้หลงเข้าใจว่าตนเป็น "ศรีอริยเมตไตรย"
.
tamsak
22-06-2008, 09:01 AM
ขนาดลงทุน log in เข้ามาตอบนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ
การเขียนตอบบนเว็บกับการปฏิบ้ติจริงมันละเอียดอ่อนกว่ากันมาก
จะให้เขียนบรรยายให้ละเอียดเท่ากับการปฏิบัตินั้นคงเป็นไปไม่ได้
เอาเป็นว่า ถ้าเป็นผู้ที่เคารพพระรัตนตรัยจริงก็ย่อมทราบกันดีว่า
การปฏิบัติด้วยศรัทธาแท้จริงน่ะเป็นอย่างไร
จะดูแค่ตัวอักษรแล้วมาสรุปว่านี่แค่ลูบคลำศีลเท่านั้น คงจะยังไม่ได้หรอก
ทั้งหลายทั้งปวงมันขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของแต่ละบุคคล
ส่วนการตั้งอารมณ์ใจให้เกาะพระนิพพานแล้วบอกว่านี่เป็นกิเลส
ถ้าเป็นกิเลสแล้วพาไปสู่พระนิพพานได้ ผมก็ยินดีเกาะกิเลสตัวนี้ครับ
เพิ่มเติมอีกนิด
อันที่จริงที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้ตั้งอารมณ์ใจให้เกาะพระนิพพานนั้น
เป็นอุปเท่ห์เบื้องต้นให้ผู้ปฏิบัติละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว
เพื่อมุ่งหวังสู่พระนิพพาน
การมีอารมณ์ใจเกาะพระนิพพานหรือการนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์
จัดได้ว่าเป็น "อุปสมานุสสติกรรมฐาน" เป็นกรรมฐานหนึ่งในสี่สิบกอง
ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไว้
.
พลรัฐ
22-06-2008, 09:26 AM
....ของยากๆ แปลไม่ค่อยออก มันขลัง......
...เมื่อทำให้เข้าใจง่ายๆ แปลความชัด กลับไม่น่าเชื่อ ...มันไม่ขลัง....
ธรรมดาๆๆๆ...คนล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร...สติมา ปัญญาเกิด..เมื่อใดก็เมื่อนั้น
......ไม่จำกัดกาล....รู้เห็นได้เฉพาะตน....แล้วจึงประกาศว่า จงมาดูเถิด...
telwada
22-06-2008, 09:42 AM
ท่านทั้งหลาย
ธรรมดาของมนุษย์ ย่อมมีสมองสติปัญญา การเรียนรู้ ความจำ การปรุงแต่ง ปฏิภาณไหวพริบ ที่แตกต่างจากกัน บ้าง ก็มีมาก บ้างก็มีน้อย
สมองสติปัญญา ความรู้ ความจำ มีมาก บวกกับสภาพสภาวะจิตใจที่มีธรรมะในทางศาสนา ก็ย่อมสามารถทำความเข้าใจ หรือน้อมนำเอาคำสอน คำแนะนำที่ถูกต้อง เข้าไว้ในสมองได้รวดเร็ว และแตกฉาน
ถ้าสมองสติปัญญา ความรู้ ความจำ มีมาก แต่สภาพสภาวะจิตใจมีธรรมะในทางศาสนาน้อย หรือ มีความเข้าใจธรรมในทางที่ไม่ถูกต้อง ก็ย่อมไม่สามารถทำความเข้าใข ไม่สามารถน้อมนำเอาคำสอนคำแนะนำ ที่ถูกต้อง เข้าไว้ในสมอง คือ ไม่ยอมรับนั่นแหละ
ดังนั้น จากการที่ ผุ้ใช้ชื่อว่า "Tamsak" ได้เขียนอธิบาย วิธีการ ละสังโยชน์ มาให้ 3 ข้อ
ท่านที่สมองสติปัญญาดี ก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจได้ในทันที่ว่า อันไหน คือ ธรรมะ อันไหน ไม่ใช่ธรรมะ
ถ้าจะกล่าวถึงหลักธรรมศรีอาริย์แล้ว วิธีการที่เขาเขียนมา 3 ข้อ แท้จริง ก็คือ หลักธรรมศรีอาริย์ ในข้อ "ระลึก ดำระ" รวม กับ ข้อ "การครองเรือน การให้ทาน" รวมกับข้อ กตัญญุ เจรจา"
เพราะทุกข้อสัมพันธ์กัน หรือถ้าจะกล่าวถึงสภาพสภาวะจิตใจอีกรุปแบบหนึ่ง ก็คือ การที่จะละสังโยชน์(ไม่ใช่ตัวธรรมะ) ก็ต้องมีธรรมะ ในข้อ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา , ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
ร่วมกัน สำหรับการปฏิบัติ เพื่อให้หลุดพ้นจากสิ่งที่เรียกว่าสังโยชน์
ถ้าไม่มีธรรมะทีได้กล่าวไป ก็ไม่สามารถละสิ่งที่เรียกว่าสังโยชน์ได้
ดังนั้น สังโยชน์ จึงไม่ใช่หลักธรรมะ แต่เป็นเพียงคำบอกเล่า หรือคาดคะเน หรือบอกลักษณะอาการภายในบางอย่างของอริยะบุคคล คือ เล่าให้ฟังว่า พระอริยะบุคคล จะไม่มีสภาพสภาวะจิตใจรูปแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า สังโยชน์ นั่นแหละให้คิดให้ดี อย่าเอาแต่เถียงข้างๆคู คู แล้วจะรู้แจ้งเห็นจริง
และ คำสอนข้างต้น คือ คำสอนให้ท่านท้ังหลายได้คิดพิจารณา ตามหลักเหตุผล แห่งช้าพเจ้า
ศรีอาริยเมตไตรย ของจริง ไม่ใช่หลงตัวเองว่าเป็นดอกนะ เพราะข้าพเจ้าเคยบอกหลายครั้งแล้วว่า ข้าพเจัาไม่ได้มีเพียงความรู้ตามหลักวิชชาทางศาสนาเท่าน้น ข้าพเจัายัง ฝึกปฏิบัติ ได้ผลจนสามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลสได้ และบุคคลอื่่นๆ ก็สามารถรู้ได้ว่าข้าพเจ้าสามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลสได้จริง ด้วยตาของแต่บุคคลเอง ฉะนี้
tamsak
22-06-2008, 09:55 AM
เฮ้อ....ตูละหน่าย....
หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันแท้ๆ
ยังบิดเบือนไปได้...
.
taengmostudio
22-06-2008, 03:55 PM
ผมขอยืนยันนอนยัน เลยครับ สังโยชน์ 10 เป็นคำสอนที่ถูกต้องถูกตรง การละสังโยชน์ 10 คือการเดินโพชฌงค์ 7 อย่างถูกต้องครับ เมื่อเราเดินโพชฌงค์เป็นและถูกก็จะทำให้การปฏิบัติโพธิปัตขิยธรรม ครบรอบ ทำให้การละสังโยชน์ 10 เป็นเรื่องที่ทำได้ และผู้ที่ละได้จริงจะเป็นผู้ที่รู้เองและพฤติกรรมภายนอกก็สามารถพิสูจน์ได้ ผู้ที่ปฏิบัติมรรคองค์ 8 ไม่เป็นจะไม่มีทางรู้และรู้จักสังโยชน์ 10 นี้เลย การที่คุณเทวดามาตีทิ้ง สังโยชน์ 10 ก็ไม่แปลก เพราะคำว่าศรีอาริยะเมตไตรย ยังแปลความหมายไม่ออก ที่ท่านเรียกว่าศรีอาริยะเมตไตรยนั้นไม่ใช่ชื่อคนครับ แต่เป็นสภาวะพฤติกรรม อขงพระพุทธเจ้าในอนาคตครับ (เหมือนพระพุทธโคดมท่านก็ไม่ได้ชื่อว่าโคดม ท่านชื่อสิทธัตถะ)ไม่รู้เขียนถูกหรือเปล่า เมือเราเดิน สติสัมโพชฌงค์ และธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ฯ ปัญญาของเราก็จะพัฒนาขึ้นศีลก็จะบริสุทธิ์ขึ้น เพราะเข้าใจประโยชน์ของศีล ศีลจไม่ด่างไม่พร้อย ขอให้ปฏิบัติมากกว่านึกคิคเดาเอานะครับ แค่การพลกผันคำมันไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอก หวังดีครับ....ไม่อยากให้หลงมากว่าที่เป็นอยู่............
jinny95
22-06-2008, 04:07 PM
ธรรมเป็นขั้นเป็นตอนเป็นลำดับอยู่แล้ว สังโยชน์มีไว้อธิบายฐานะหรือสิ่งร้อยรัดที่อยู่ในวัฏสงสารครับ ^-^
ขันธ์
22-06-2008, 04:38 PM
จริงๆ ท่าน เทวาด่า เอายกมาก็ถูกต้องนะ เพราะ สังโยชน์ 10 นั้นเป็นเพียงตัวชี้ว่า เราสามารถละ หรือ ตัด สายแห่งปฏิจสมุปบาทได้หรือไม่
แต่ตัวดับกิเลสจริงๆ นั้น ต้องเป็น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค โดย สังเกตุทุกข์ด้วย มหาสติ และ ใช้ปัญญาที่เห็นว่า ทุกๆ สิ่งเป็นไตรลักษณ์ นั้นแหละ จึงจะดับทุกข์ได้
tamsak
22-06-2008, 08:24 PM
อยากทราบว่าคุณ telwada บิดเบือนคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรงไหนครับ ช่วยให้ความกระจ่างด้วย เท่าที่อ่านและเข้าใจ คุณtelwada เขาพยายามอธิบายว่าสังโยชน์ซึ่งแปลว่าเครื่องรัดรึงนั้นไม่ใช่ 'วิธี' การละ แต่เป็น 'สิ่ง' ที่ควรละและการที่ละสิ่งรัดรึงได้นั้นคือผลอันเกิดจากการปฏิบัติ ไม่ใช่ตัววิธีการปฏิบัติ สัตว์โลกที่ไม่เข้าใจ ก็อาจยึดเอาสังโยชน์ไปเป็นตัวมรรค คุณtelwada เขาก็พยายามอธิบายสะกิดเตือนผู้ที่ยังอาจหลง บางคนกลับไปด่าพระสงฆ์ ซึ่งท่านไม่ได้รู้ได้เห็นอะไรด้วย บางคนก็หลับตาว่า telwada เขาบิดเบือนเพียงเพราะเห็นว่าเป็นการโพสโดยชื่อtelwada เท่านั้น แต่กลับละเลยสะกิดเตือนผู้ที่กล่าวว่าร้ายพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ ลืมตาแล้วอ่านข้อความที่เขาพยายามอธิบายแล้วจะเข้าใจวัตถุประสงค์ของเขา
สำหรับผู้ที่ลูบคลำศีลและพระรัตนตรัยนั้นเรียกว่าสีลพพตตุปาทาน คือกระทำไปโดยมีอุปาทานเป็นตัวนำ
บิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า เป็นคำสอนของตน ซึ่งเป็น "ศรีอาริยเมตไตรย" ยังไงละครับ
ถ้าจะกล่าวถึงหลักธรรมศรีอาริย์แล้ว วิธีการที่เขาเขียนมา 3 ข้อ แท้จริง ก็คือ หลักธรรมศรีอาริย์ ในข้อ "ระลึก ดำระ" รวม กับ ข้อ "การครองเรือน การให้ทาน" รวมกับข้อ กตัญญุ เจรจา"
เพราะทุกข้อสัมพันธ์กัน
คำสอนข้างต้น คือ คำสอนให้ท่านท้ังหลายได้คิดพิจารณา ตามหลักเหตุผล แห่งช้าพเจ้า
ศรีอาริยเมตไตรย ของจริง ไม่ใช่หลงตัวเองว่าเป็นดอกนะ เพราะข้าพเจ้าเคยบอกหลายครั้งแล้วว่า ข้าพเจัาไม่ได้มีเพียงความรู้ตามหลักวิชชาทางศาสนาเท่าน้น ข้าพเจัายัง ฝึกปฏิบัติ ได้ผลจนสามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลสได้ และบุคคลอื่่นๆ ก็สามารถรู้ได้ว่าข้าพเจ้าสามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลสได้จริง ด้วยตาของแต่บุคคลเอง ฉะนี้
.
.
เมทิกา
25-06-2008, 12:28 AM
เรายึดพระธรรมเป็นสรณะดีกว่านะ เดี๋ยวจะไม่จบ ^^"
สังโยชน์ 10 มีความหมายตาม พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับ เจ้าคุณธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต
ดังนี้
กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ อย่าง คือ
ก.โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้แก่
๑.สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน
๒.วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
๓.สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต
๔.กามราคะ ความติดใจในกามคุณ
๕.ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ
ข.อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ได้แก่
๖.รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต
๗.อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม
๘.มานะ ความถือว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่
๙.อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
๑๐.อวิชชา ความไม่รู้จริง;
พระโสดาบัน ละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นได้,
พระสกิทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ ให้เบาบางลงด้วย,
พระอนาคามี ละสังโยชน์ ๕ ข้อต้นได้หมด,
พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อ; ใ
นพระอภิธรรมท่านแสดงสังโยชน์อีกหมวดหนึ่ง คือ ๑.กามราคะ ๒.ปฏิฆะ ๓.มานะ ๔.ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ๕.วิจิกิจฉา ๖.สีลัพพตปรามาส ๗.ภวราคะ (ความติดใจในภพ) ๘.อิสสา (ความริษยา) ๙.มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ๑๐.อวิชชา
เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่าน ความหมายของสังโยชน์ไปแล้วข้างต้น ก็จงคิดพิจารณาให้ดี ว่า จุดมุ่งหมายของสังโยชน์ คือ อะไร เพื่ออะไร
สังโยชน์ ไม่ใช่ข้อธรรมะ แต่เป็นเพียง คำบอกเล่า หรือ การคาดคะเน ถึงลักษณะอาการ บางอย่าง ของบุคคลแต่ละประเภท ซึ่งแท้จริงแล้ว บุคคลอื่นจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า บุคคลแต่ละประเภทนั้น ละสังโยชน์ได้จริงหรือไม่ เพราะเพียงแค่พฤติกรรมภายนอกไม่สามารถนำมาเป็นเครื่องวัดแห่งการสำเร็จธรรม บรรลุสุ่อริยะบุคคลในชั้นต่างๆได้
ที่ข้าพเจ้าเขียนไปนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะคัดค้าน แต่ต้องการให้ท่านทั้งหลายได้หูตาสว่าง ได้ใช้สมองสติปัญญา คิดพิจารณา ให้เป็นไปตามหลักความจริงว่า
สังโยชน์ ไม่สามารถ นำมาใช้เป็นข้อธรรมะ เพื่อการหลุดพ้นใดใด เป็นเพียงคำบอกเล่า หรือคาดคะเน ถึงลักษณะแห่งสภาพสภาวะจิตใจของ บุคคลผุ้บรรลุสู่ชั้นอริยะบุคคลเท่านั้น
เพราะหลักธรรมที่จะทำให้หลุดพ้น หรือสามารถทำให้ขจัดอาสวะแห่งกิเลสนั้นมีอยู่ แล้ว ในที่นี้ไม่สอน
;aa44เห็นด้วยคร๊าบ ;2;aa44
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2009, Jelsoft Enterprises Ltd.