lepus
19-06-2008, 08:48 PM
เมื่อเล่าผลของการปฏิบัติถวายให้หลวงปู่ฟังแล้ว จากนั้นก็สนทนากันแบบย้อนหลังกันเล่น ๆ เท่านั้น หลวงปู่ถามว่า ในสถานที่ที่ได้รู้ธรรมนั้นได้พิจารณาดูไหมว่าในที่นั้นเราเคยเกี่ยวข้องอะไรบ้าง จึงขอโอกาสหลวงปู่ว่าในที่นั้น กระผมเคยได้เป็นหมามาตายอยู่ที่นั้นมาแล้ว หลวงปู่ก็หัวเราะข้าพเจ้าก็ได้ถามหลวงปู่คืนไปว่า ขอโอกาส ที่หลวงปู่ได้รู้ธรรมที่โหล่งขอดนั้นมีความเกี่ยวข้องในที่แห่งนั้นอย่างไรบ้าง หลวงปู่บอกว่าแต่ก่อนเฮาเคยเป็นอีเก้งอาศัยอยู่ในที่นั้นมาแล้วและได้แก่เฒ่าตายอยู่ในที่แห่งนั้น หลวงปู่ถามอย่างนี้เพื่อหยั่งเชิงดูว่าจะรู้เรื่องความเป็นมาของตัวเองหรือไม่ เมื่อตอบหลวงปู่ไปได้ หลวงปู่ก็เข้าใจ
แต่หลวงปู่ก็ได้ถามในเรื่องใหม่อีก ถามว่า ท่านสร้างบารมีอะไรเป็นหลักสำคัญและสร้างมาตั้งแต่เมื่อไร ในยุคไหน เมื่อหลวงปู่ได้ถามเรื่องต่างๆ มาอย่างลึกๆเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็เล่าถวายให้หลวงปู่ฟังตามที่รู้ว่า ขอโอกาสหลวงปู่ในสมัยก่อนที่ล่วงเลยมานาน คือในสมัยนั้น กระผมได้สร้างนิสัยส่วนตัวในเรื่องสัจจะจะทำอะไรต้องทำจริง จะพูดอะไรก็ฝึกตัวให้เป็นคนที่พูดจริงมีสัจจะในตัวเองและมีสัจจะกับคนอื่นๆ แม้การงานที่ทำก็มีสัจจะในการทำงานและมีความซื่อสัตย์ต่อคนทั่วไป จึงเป็นสัจบารมีเป็นอันดับหนึ่ง ต่อมาก็มีปัญญาบารมีเมตตาบารมี ศีลบารมี ตามมาเป็นลำดับ เรื่องที่ว่าได้สร้างบารมีมาตั้งแต่เมื่อไรนั้นต้องได้พูดกันยาว กระผมขอลำดับเรื่องเท่าที่รู้มาให้หลวงปู่ฟังว่า
ในยุคหนึ่ง กระผมได้เกิดร่วมในปลายพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าพุทธสิขีในสมัยนั้น กระผมเป็น อารามิกวัตร (ผู้อุปฐากพระเณรและดูแลเสนาสนะภายในวัด) ได้ปรนนิบัติพระอรหันต์เป็นจำนวนมาก ปรนนิบัติด้วยความเคารพเชื่อถือในทุกๆ รูปตลอดทั้งสามเณรทุกรูปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในวัดนั้นมีพระเณรรวมกันไม่ต่ำกว่าห้าร้อยรูปกิจวัตรประจำคือต้มน้ำร้อนให้พระเณรฉันและต้มน้ำร้อนให้พระมหาเถระสรงนำเอาน้ำร้อนเครื่องฉันต่างๆ ไปถวายพระมหาเถระตามกุฏิอุปฐากพระเณรที่เจ็บป่วยภายในวัดด้วยความเต็มใจ ดูแลความสะอาดที่กุฏิพระเถระทำความสะอาดศาลาและภายในวัดด้วยความตั้งใจ ฝึกตัวเองให้ตรงต่อเวลาอยู่ตลอดเวลาเวลาไหนควรทำอะไร ความตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำอะไรต้องตั้งใจทำให้สำเร็จและตั้งใจไว้ว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของพระเณรทุกองค์ ทำตัวเป็นผู้ว่านอนสอนง่ายไม่ให้พระเณรภายในวัดมีความหนักใจ แสดงความเคารพเชื่อฟังต่อพระเณรทุกรูปฝึกตนให้เป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตัวต่อพระเณรทั้งหมด<O:p</O:p
<O:p> </O:p>
ในครั้งนั้นรู้สึกว่ามีความเหนื่อยมากแต่ก็อดทน ตั้งสัจจะต่อตัวเองว่าจะปรนนิบัติพระเณรอย่างนี้ไปตลอด ถึงชีวิตจะสิ้นไปเพราะความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็ขอบูชาพระพุทธเจ้าพุทธสิขี พร้อมด้วยพระธรรม และพระอริยสงฆ์ด้วยสัจวาจาที่ได้อธิษฐานนี้ ขอจงเป็นนิสัยเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมของพระพุทธเจ้าองค์ข้างหน้าโน้นเทอญส่วนปัญญาบารมีนั้น ก็ฝึกตัวให้เป็นผู้มีความรู้รอบในเหตุผลอยู่เสมอในสมัยนั้นก็มีความอยากหลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพานเป็นอันว่าได้สร้างบารมีเพื่อมรรคผลนิพพานนับแต่กาลครั้งนั้นเป็นต้นมาหลวงปู่พูดขึ้นมาว่า เรื่องการสร้างบารมีเพื่อมรรคผลนิพพานนั้นต้องมีสัจจะอธิษฐานภายในใจด้วยว่า จะสร้างบารมีเพื่อมรรคผลนิพพานเป็นจุดสำคัญไม่ใช่ทำบุญกุศลแล้วปรารถนาหวังเอาลาภยศสรรเสริญ และหาความสุขในกามคุณ
เมื่อเล่าเรื่องในการสร้างบารมีถวายหลวงปู่ฟังแล้วก็ขอโอกาสถามหลวงปู่ดูบ้างว่า เคยสร้างบารมีมาอย่างไรมีบารมีข้อไหนที่หลวงปู่มีความหนักแน่นเป็นพิเศษ หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า ในสมัยนั้นเฮาก็ได้เกิดร่วมในศาสนาของพระพุทธเจ้าพุทธสิขีเหมือนกันเฮาเป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียน มีลูกน้องเป็นจำนวนมาก การค้าขายในครั้งนั้นจะมีสินค้าหลักคือข้าวสาลี และมีสินค้าอย่างอื่นเสริมไปบ้างต่อมาได้พาลูกน้องเตรียมสิ่งของใส่เกวียนไปขายต่างเมืองและซื้อของต่างเมืองกลับมาขายในเมืองตัวเอง ในช่วงนั้นเป็นปลายฤดูฝนทางเดินจึงไม่แห้งทั้งหมด พอดีเกวียนเฮาติดหล่ม วัวก็ลากเกวียนขึ้นจากหล่มไม่ได้จึงใช้ไม้เรียวตีวัวอย่างแรง เพื่อบังคับให้วัวลากเกวียนขึ้นจากหล่มให้ได้วัวก็ดันอย่างเต็มแรง แต่ก็ไม่สามารถฉุดเกวียนขึ้นจากหล่มได้
ในช่วงนั้นใช้ไม้เรียวตีวัวอย่างรุนแรง และตีอย่างใช้โทสะมาก วัวก็ร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ไม่ฟังเสียง มีแต่เอาไม้เรียวตีวัวอย่างเดียวและเรียกลูกน้องมาช่วยผลักดันเกวียน จนในที่สุดก็สามารถลากเกวียนขึ้นจากหล่มได้หลังจากนั้น จึงพาลูกน้องจอดเกวียนพักในที่แห่งหนึ่ง เมื่อลงมาปลดวัวออกจากเกวียนได้มองเห็นน้ำตาวัวทั้งสองตัวไหลลงอาบแก้ม จึงเกิดความคิดเมตตาสงสารวัวขึ้นมาทันทีจึงจูงวัวไปกินน้ำกินหญ้าและได้มองดูน้ำตาวัวอยู่ตลอดเวลา เกิดความคิดในใจว่าวัวมันก็ลากเกวียนหนัก ทั้งเกวียนก็ติดหล่มกำลังจึงไม่พอที่จะลากเกวียนขึ้นจากหล่มได้ถึงจะบังคับจะตีก็จะตายอยู่กับหล่มนั้นเอง จึงคิดน้อมเข้ามาหาตัวเองว่าถ้าเราเป็นวัวลากเกวียนหนักอย่างนี้และเกวียนยังติดหล่มทั้งเจ้าของเกวียนก็ตีอย่างรุนแรง เราจะมีความทุกข์มากขนาดไหนหนอ
จากนั้นมาก็คิดเมตตาสงสารวัวเป็นอย่างมากทีเดียว เมื่อทำการค้าขายเสร็จแล้วก็พากันกลับเมืองตัวเอง ตลอดทางก็คิดอยู่ในใจเสมอว่า เรานี้เอาเปรียบวัวเกินไปทั้งลากเกวียนให้แล้ว เรายังมานั่งทับเกวียนให้หนักคอวัวอีกเมื่อกลับถึงบ้านเมืองของตัวเองแล้วก็นึกพิจารณาว่าไปค้าขายแต่ละครั้งก็จำเป็นต้องอาศัยกำลังวัวทั้งหมด เมื่อเราคิดเมตตาสงสารต่อวัวเราก็ต้องเลิกจากการค้าขาย จากนั้น ก็หยุดในการค้าขายทั้งหมดและได้ตั้งใจเอาไว้ว่าจะเข้าวัดเพื่อบำเพ็ญกุศลหลังจากเข้าวัดและได้ฟังธรรมจากพระอรหันต์ ท่านก็พรรณนาเรื่องความเมตตาความสงสารต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานให้ฟังว่า มนุษย์เราต้องมีธรรมประจำใจคือความเมตตาสงสารต่อกัน ทุกคนทุกตัวสัตว์ต้องการความเมตตาสงสารด้วยกันทั้งนั้นเราเป็นมนุษย์ที่รู้จักผิดถูกชั่วดีกว่าสัตว์ดิรัจฉาน ดังนั้นเราต้องให้อภัยแก่สัตว์ดิรัจฉานทุกตัวไป ไม่ว่าสัตว์ประเภทไหนในโลกนี้ ในครั้งนั้นหลวงปู่ได้เจริญเมตตาให้เกิดขึ้นที่ใจและฝึกใจให้มีความเมตตาอยู่เป็นนิจจนตลอดวันตายเฮาจึงได้สร้างเมตตาบารมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยพระพุทธเจ้าชื่อว่าพุทธสิขีในครั้งนั้นเหมือนกันนั้นแล
แต่หลวงปู่ก็ได้ถามในเรื่องใหม่อีก ถามว่า ท่านสร้างบารมีอะไรเป็นหลักสำคัญและสร้างมาตั้งแต่เมื่อไร ในยุคไหน เมื่อหลวงปู่ได้ถามเรื่องต่างๆ มาอย่างลึกๆเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็เล่าถวายให้หลวงปู่ฟังตามที่รู้ว่า ขอโอกาสหลวงปู่ในสมัยก่อนที่ล่วงเลยมานาน คือในสมัยนั้น กระผมได้สร้างนิสัยส่วนตัวในเรื่องสัจจะจะทำอะไรต้องทำจริง จะพูดอะไรก็ฝึกตัวให้เป็นคนที่พูดจริงมีสัจจะในตัวเองและมีสัจจะกับคนอื่นๆ แม้การงานที่ทำก็มีสัจจะในการทำงานและมีความซื่อสัตย์ต่อคนทั่วไป จึงเป็นสัจบารมีเป็นอันดับหนึ่ง ต่อมาก็มีปัญญาบารมีเมตตาบารมี ศีลบารมี ตามมาเป็นลำดับ เรื่องที่ว่าได้สร้างบารมีมาตั้งแต่เมื่อไรนั้นต้องได้พูดกันยาว กระผมขอลำดับเรื่องเท่าที่รู้มาให้หลวงปู่ฟังว่า
ในยุคหนึ่ง กระผมได้เกิดร่วมในปลายพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าพุทธสิขีในสมัยนั้น กระผมเป็น อารามิกวัตร (ผู้อุปฐากพระเณรและดูแลเสนาสนะภายในวัด) ได้ปรนนิบัติพระอรหันต์เป็นจำนวนมาก ปรนนิบัติด้วยความเคารพเชื่อถือในทุกๆ รูปตลอดทั้งสามเณรทุกรูปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในวัดนั้นมีพระเณรรวมกันไม่ต่ำกว่าห้าร้อยรูปกิจวัตรประจำคือต้มน้ำร้อนให้พระเณรฉันและต้มน้ำร้อนให้พระมหาเถระสรงนำเอาน้ำร้อนเครื่องฉันต่างๆ ไปถวายพระมหาเถระตามกุฏิอุปฐากพระเณรที่เจ็บป่วยภายในวัดด้วยความเต็มใจ ดูแลความสะอาดที่กุฏิพระเถระทำความสะอาดศาลาและภายในวัดด้วยความตั้งใจ ฝึกตัวเองให้ตรงต่อเวลาอยู่ตลอดเวลาเวลาไหนควรทำอะไร ความตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำอะไรต้องตั้งใจทำให้สำเร็จและตั้งใจไว้ว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของพระเณรทุกองค์ ทำตัวเป็นผู้ว่านอนสอนง่ายไม่ให้พระเณรภายในวัดมีความหนักใจ แสดงความเคารพเชื่อฟังต่อพระเณรทุกรูปฝึกตนให้เป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตัวต่อพระเณรทั้งหมด<O:p</O:p
<O:p> </O:p>
ในครั้งนั้นรู้สึกว่ามีความเหนื่อยมากแต่ก็อดทน ตั้งสัจจะต่อตัวเองว่าจะปรนนิบัติพระเณรอย่างนี้ไปตลอด ถึงชีวิตจะสิ้นไปเพราะความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็ขอบูชาพระพุทธเจ้าพุทธสิขี พร้อมด้วยพระธรรม และพระอริยสงฆ์ด้วยสัจวาจาที่ได้อธิษฐานนี้ ขอจงเป็นนิสัยเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมของพระพุทธเจ้าองค์ข้างหน้าโน้นเทอญส่วนปัญญาบารมีนั้น ก็ฝึกตัวให้เป็นผู้มีความรู้รอบในเหตุผลอยู่เสมอในสมัยนั้นก็มีความอยากหลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพานเป็นอันว่าได้สร้างบารมีเพื่อมรรคผลนิพพานนับแต่กาลครั้งนั้นเป็นต้นมาหลวงปู่พูดขึ้นมาว่า เรื่องการสร้างบารมีเพื่อมรรคผลนิพพานนั้นต้องมีสัจจะอธิษฐานภายในใจด้วยว่า จะสร้างบารมีเพื่อมรรคผลนิพพานเป็นจุดสำคัญไม่ใช่ทำบุญกุศลแล้วปรารถนาหวังเอาลาภยศสรรเสริญ และหาความสุขในกามคุณ
เมื่อเล่าเรื่องในการสร้างบารมีถวายหลวงปู่ฟังแล้วก็ขอโอกาสถามหลวงปู่ดูบ้างว่า เคยสร้างบารมีมาอย่างไรมีบารมีข้อไหนที่หลวงปู่มีความหนักแน่นเป็นพิเศษ หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า ในสมัยนั้นเฮาก็ได้เกิดร่วมในศาสนาของพระพุทธเจ้าพุทธสิขีเหมือนกันเฮาเป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียน มีลูกน้องเป็นจำนวนมาก การค้าขายในครั้งนั้นจะมีสินค้าหลักคือข้าวสาลี และมีสินค้าอย่างอื่นเสริมไปบ้างต่อมาได้พาลูกน้องเตรียมสิ่งของใส่เกวียนไปขายต่างเมืองและซื้อของต่างเมืองกลับมาขายในเมืองตัวเอง ในช่วงนั้นเป็นปลายฤดูฝนทางเดินจึงไม่แห้งทั้งหมด พอดีเกวียนเฮาติดหล่ม วัวก็ลากเกวียนขึ้นจากหล่มไม่ได้จึงใช้ไม้เรียวตีวัวอย่างแรง เพื่อบังคับให้วัวลากเกวียนขึ้นจากหล่มให้ได้วัวก็ดันอย่างเต็มแรง แต่ก็ไม่สามารถฉุดเกวียนขึ้นจากหล่มได้
ในช่วงนั้นใช้ไม้เรียวตีวัวอย่างรุนแรง และตีอย่างใช้โทสะมาก วัวก็ร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ไม่ฟังเสียง มีแต่เอาไม้เรียวตีวัวอย่างเดียวและเรียกลูกน้องมาช่วยผลักดันเกวียน จนในที่สุดก็สามารถลากเกวียนขึ้นจากหล่มได้หลังจากนั้น จึงพาลูกน้องจอดเกวียนพักในที่แห่งหนึ่ง เมื่อลงมาปลดวัวออกจากเกวียนได้มองเห็นน้ำตาวัวทั้งสองตัวไหลลงอาบแก้ม จึงเกิดความคิดเมตตาสงสารวัวขึ้นมาทันทีจึงจูงวัวไปกินน้ำกินหญ้าและได้มองดูน้ำตาวัวอยู่ตลอดเวลา เกิดความคิดในใจว่าวัวมันก็ลากเกวียนหนัก ทั้งเกวียนก็ติดหล่มกำลังจึงไม่พอที่จะลากเกวียนขึ้นจากหล่มได้ถึงจะบังคับจะตีก็จะตายอยู่กับหล่มนั้นเอง จึงคิดน้อมเข้ามาหาตัวเองว่าถ้าเราเป็นวัวลากเกวียนหนักอย่างนี้และเกวียนยังติดหล่มทั้งเจ้าของเกวียนก็ตีอย่างรุนแรง เราจะมีความทุกข์มากขนาดไหนหนอ
จากนั้นมาก็คิดเมตตาสงสารวัวเป็นอย่างมากทีเดียว เมื่อทำการค้าขายเสร็จแล้วก็พากันกลับเมืองตัวเอง ตลอดทางก็คิดอยู่ในใจเสมอว่า เรานี้เอาเปรียบวัวเกินไปทั้งลากเกวียนให้แล้ว เรายังมานั่งทับเกวียนให้หนักคอวัวอีกเมื่อกลับถึงบ้านเมืองของตัวเองแล้วก็นึกพิจารณาว่าไปค้าขายแต่ละครั้งก็จำเป็นต้องอาศัยกำลังวัวทั้งหมด เมื่อเราคิดเมตตาสงสารต่อวัวเราก็ต้องเลิกจากการค้าขาย จากนั้น ก็หยุดในการค้าขายทั้งหมดและได้ตั้งใจเอาไว้ว่าจะเข้าวัดเพื่อบำเพ็ญกุศลหลังจากเข้าวัดและได้ฟังธรรมจากพระอรหันต์ ท่านก็พรรณนาเรื่องความเมตตาความสงสารต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานให้ฟังว่า มนุษย์เราต้องมีธรรมประจำใจคือความเมตตาสงสารต่อกัน ทุกคนทุกตัวสัตว์ต้องการความเมตตาสงสารด้วยกันทั้งนั้นเราเป็นมนุษย์ที่รู้จักผิดถูกชั่วดีกว่าสัตว์ดิรัจฉาน ดังนั้นเราต้องให้อภัยแก่สัตว์ดิรัจฉานทุกตัวไป ไม่ว่าสัตว์ประเภทไหนในโลกนี้ ในครั้งนั้นหลวงปู่ได้เจริญเมตตาให้เกิดขึ้นที่ใจและฝึกใจให้มีความเมตตาอยู่เป็นนิจจนตลอดวันตายเฮาจึงได้สร้างเมตตาบารมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยพระพุทธเจ้าชื่อว่าพุทธสิขีในครั้งนั้นเหมือนกันนั้นแล