PDA

View Full Version : กบเฝ้าดอกบัว หลวงปู่หล้า เขมปัตโต


TupLuang
19-06-2008, 03:23 PM
http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/oldcity/udonthani42.jpg
กบเฝ้าดอกบัว
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อ. คำชะอี จ. มุกดาหาร

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 006132
จากคุณ : ไก่แก้ว [ 23 ส.ค. 2545 ]


ชาวโลกทุกถ้วนหน้าที่เคารพ พวกเราอย่าได้เป็นกบเฝ้าดอกบัว และอย่าได้เป็นกบเลือกนายเลย นายของพวกเราคือพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำสอนที่ทรงพระเหตุผล สมต้นสมกลางสมปลายบริบูรณ์ดีพอแล้ว พร้อมทั้งฆราวาสและบรรพชิต สอนจิตสอนใจของพวกเราให้ละเอียดสูงส่งตรงไปให้ ชนะความเมาความหลงของเจ้าตัว สอนไม่ให้เข้าข้างตัวโดยฝ่ายเดียว สอนให้แลเหลียวดูใจท่านผู้อื่นและให้เอาตนเป็นพยานก่อน ยกอุทาหรณ์เรื่องเกี่ยวกับชีวิต เรารักชีวิตเรายิ่งกว่าใดๆทั้งสิ้น มีผู้มาเฆี่ยนตีบีโบย ทำร้ายล้างผลาญเราก็ไม่พอใจเลยแม้แต่ขณะจิตเดียว สัตว์อื่นท่านผู้อื่นนั้นเล่า เขาก็ถือว่าชีวิตของเขาเป็นของหวง และมีค่า


เหตุนั้นการละเมิดปาณาติบาต ทำชีวิตสัตว์ให้ถึงปวดเจ็บตายจึงไม่ควรทำเลยขาดตัว เมื่อเห็นข้อนี้เป็นพยานเด่นชัดแล้ว ข้ออื่นๆ ในด้านที่ว่าศีลทั้งห้าข้ออันเป็นพรหมจรรย์เบื้องต้นของพระพุทธศาสนา อันเป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนาจะมั่นคงถาวรอยู่ที่พระนครหลวงใจก็มีเหตุผลเป็นอันเดียวกัน เป็นการเข้าใจกันได้ง่ายๆ ไม่ลี้ลับเลยๆ เราไม่พอใจส่วนใด ท่านผู้อื่นก็ไม่พอใจส่วนนั้นๆ การพูดโกหกพกลมก็ไม่พอใจทั้งสองฝ่าย เสียประโยชน์ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง เสียเวลาตลอดจนถึงขั้นสูงของอันตรายฉิบหาย กาเมกาโมก็โดยนัย เขาล่วงประเวณีเราในลูกเมียผัวหรือหลานเหลน เราก็เกิดโมโหไม่ชอบ "เขาก็เหมือนกัน" สุราเล่าแต่ไม่กินมันก็เมาอยู่แล้ว คือเมากิเลสไม่สร่าง ศีลห้าสี่ข้อข้างท้าย ถ้าลองระเบิดมากหนักเข้าหนักเข้า (ก็ตกลง"ฆ่า" มารวมอยู่ข้อต้นอีกละถูกมั้ย)


ถ้าชาวโลกพร้อมกันมีศีลห้าบริบูรณ์แล้ว ไม่ต้องมีตำรวจทหารและเวรยามให้ลำบาก กฎหมายของประเทศชาติตลอดกฎหมายโลกก็ไม่ต้องตั้งขึ้นมากหลายมาตราให้ท่องจำมาก เสียเวลา หลับนอนไปก็ไม่สะดุ้งผวาเพราะไม่มีเวรอยู่รอบด้าน จิตใจชาวโลกก็เบิกบานหรรษาหน้าตาผ่องใสผิวพรรณวรรณะผุดผ่อง หน้าก็ไม่นิ้วคิ้วก็ไม่ขมวด เป็นมนุษย์และเทวดาเต็มภูมิ เสียงระเบิดตูมๆตามๆก็ไม่มี มีแต่เสียงสวัสดีคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพ่อคุณแม่ คุณลุงคุณป้า คุณน้าคุณอา คุณพี่คุณน้อง คุณลูกคุณหลานคุณเหลน คุณมิตรคุณสหาย คุณครูบาคุณอาจารย์คุณครูคุณพระ คุณพระมหากษัตริย์ คุณรัฐธรรมนูญ คุณพระพุทธคุณพระธรรมคุณพระสงฆ์ (ไม่มีเสียงเปรี้ยวเสียงเผ็ด) มีแต่เสียงสมานมิตรสมานฉันท์ อารมณ์อาหารของใจก็เบิกบานหรรษา ไฟโทสะก็บรรเทาหรือระงับ การตายโหงด้วยศาสตราวุธตามตรอกห้วยราวดอยดงดอนรั้วสวนไร่นาในบ้านในเมืองในกรุง และตามถนนหนทาง ฯลฯ ก็จะไม่มี จะสมฐานะว่าเป็นโลกมนุษย์เต็มภูมิ ส่วนสัตว์โลกเล่าก็จะเบาลงอีก เวรภัยนานาอเนกก็ลดน้อยลงมาก จะไม่มีเสียเลยก็ว่าได้ หนทางไปพระนิพพานก็โล่งโถงตรงไป สิ้นลมปราณวันใดก็จะทรงวิญญาณไปดีเพราะไม่ได้หอบเวรภัยไปด้วย ไปแบบเบาๆแบบเย็นๆไม่เข็ญใจ ประตูใจไปนรกและเปรตปิดดีแล้ว ไม่ได้สร้างขึ้นไว้ ก็มีคติเป็นสอง ไม่มนุษย์ก็สวรรค์เท่านั้นเองละ


เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็เป็นผู้รูปสวยตระกูลสูง อายุยืนทั้งมีทรัพย์ภายนอกและภายใน และไม่มีใครมาทำอันตรายต่อทรัพย์สิน ไม่มีใครมาล่วงประเวณีและไม่มีใครมาโกหกพกลมต้มตุ๋น ไม่ได้เป็นคนบ้าใบ้เสียจริตผิดมนุษย์ เพราะไม่ได้ล่วงละเมิดศีลห้า เพราะศีลเป็นทรัพย์ถาวรมาก ผู้ไม่เชื่อศีลไม่เชื่อธรรม ก็คือผู้ไม่เชื่อตนในสิ่งที่ควรเชื่อนั่นเอง กรรมและผลของกรรมฝ่ายดำนำสนองจองอยู่ในอู่ของขุมมืดตื้อ เป็นของเหลือวิสัยที่พระอาจารย์จะเทศน์เอาได้ ก็ต้องปล่อยไว้ใช้อุเบกขา แต่ก็ชักจะเป็นอุเบกขวาง ของนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาบ้าง แต่ผู้ใจสูงธรรมสูงมีวิธีหลีกได้ไม่เป็นไร มีหน้าที่ทำใจให้สูงกว่าผู้ที่ยังอินทรีย์อ่อนอยู่ ให้อภัยร่ำไปก็ได้ การให้อภัย ในใจและออกเสียงก็ดีมันก็เป็นธรรมะ อันไม่หมกเวรภัยไว้ในโลกอยู่แล้ว และก็เป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอีกด้วย


ผู้เขียนลงเอยเห็นชัดไปเข้าข้างพระธรรมแท้ว่า ถ้าชาวโลกทุกถ้วนหน้าถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมะเจ้าพระสงฆะเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่ปฏิบัติบูชา ผูกขาดจองขาดไม่เอาลัทธิอื่นมาปนเปสร้างปัญหา พร้อมทั้งทรงศีลห้าบริบูรณ์แล้ว โลกมนุษย์ทั้งโลก จะเป็นโลกุตตระโลก สงบเย็นปราศจากสรรพเวรสรรพภัยให้เห็นประจักษ์แก่ตานอกและตาใน จะพากันผินหน้าจิตใจพร้อมทั้งเจตนามุ่งหน้า สูงส่งตรงไปสู่ธรรมอันไม่ตายคือพระนิพพาน โดยมิได้มีพระอาจารย์ภายนอกมาชักจูงเลย เพราะอำนาจพระอาจารย์อันทรงอยู่มีอยู่ที่อู่ของขันธสันดาน ที่เรียกว่าสันทิฏฐิโกและปัจจัตตัง จะเป็นพลังธรรมะทิพย์ ใจทิพย์ สติทิพย์ ปัญญาทิพย์ เกิดขึ้นไม่ต้องสงสัยสามัคคีกันไปในธรรม ไม่ตายแลฯ


****************************
คัดลอกจากหนังสือ "ธรรมะหลวงปู่หล้า เขมปัตโต"
วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ)

TupLuang
19-06-2008, 03:31 PM
เจตนา


หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อ. คำชะอี จ. มุกดาหาร


โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 007145 - โดยคุณ : ไก่แก้ว [ 19 พ.ย. 2545]
<?:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:o
ผู้ปฏิบัติพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นไปตามเจตนาของตนเจตนาเป็นแม่เหล็กดึงดูดสำคัญมาก เจตนาว่าโดยย่อก็มีสองจำพวกจำพวกที่ต้องการพ้นทุกข์ในสงสารโดยแท้ย่อมเป็นโลกุตระเจตนาเจตนานั้นเล่าไม่มีท่านผู้ใดจะรับรองเจตนาได้จะเท็จจริงประการใดก็ต้องเอาเจ้าตัวเป็นพยานเว้นไว้แต่พระอรหันต์ที่ทรงเจโตปริยะญาณเท่านั้นจะรู้จักเจตนาของท่านผู้อื่นได้โดยชัดแจ้งเหลือนอกนั้นคาดคะเนเดาด้นผิดๆ ถูกๆ ทั้งนั้นและก็เดาผิดและด้นผิดนั้นแหละเป็นส่วนมากนัก
<?XML:NAMESPACE PREFIX = O /><O:P></O:P>
ถึงแม้ว่าจะเจตนาพ้นทุกข์ในสงสารโดยจริงจังก็ดี แต่ทว่าปฏิบัติผิดก็เนิ่นช้าอีกถึงจะขยันหมั่นเพียรสักเพียงไรก็ตาม ถ้าปฏิปทาไปทางผิดแล้วก็ไม่คุ้มค่าไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงได้โดยง่าย เช่นการเจริญกรรมะฐานไม่ถูกกับจริตเป็นต้นและข้อวัตรต่างๆ บกพร่อง หรือขาดพระอาจารย์ที่ปฏิบัติถูกปฏิบัติชอบแนะนำหรือขาดกัลยามิตรสหายที่ดีปลุกจิตใจให้ และสถานที่ไม่อำนวยอัตคัดฝืดเคืองเกินไปหรูหราเกลื่อนกล่นเกินไปไม่วิเวกวังเวงคลุกคลี
<O:P></O:P>
จะอย่างไรก็ตาม เมื่อผู้หวังพ้นทุกข์ในสงสารโดยแท้แล้วสิ่งที่ขัดข้องภายนอกแล้ว ย่อมเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเพราะจะช้าหรือเร็วก็ไม่มีการถอยหลังเสียแล้ว หนักก็เอาเบาก็สู้ สู้ทั้งนั้นเพราะตีความหมายว่าสู้กับกิเลสของตน กิเลสนั้นมันชวนสู้ในสิ่งที่ไม่ควรสู้มันชวนถอยในสิ่งที่ไม่ควรถอย มันมีมายามากกว่าล้านๆ นัยยะแต่ก็เหลือวิสัยของสติปัญญาไปไม่ได้ที่ว่าบาปไม่ชนะบุญนั้น เป็นของจริงผูกขาดอยู่แต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ไม่ต้องสงสัยเจตนาโลกุตระชนะเจตนาโลกีย์ไปไม่ขบถคืน ปัญหาของโลกีย์จะรวมพลมาจากไหนก่อนจะเลื่อมใสในโลกุตระเล่าก็มิใช่ตื่นข่าว เป็นอจละศรัทธาอยู่ในตัวแล้วเห็นภัยเกิดแก่เจ็บตายวิโยคพลัดพรากจิปาถะสารพัดฝังใจอยู่มิได้คุ้นเชื่องพอที่จะลืมใจลืมธรรมลืมตัวตนอะไรเลยความเพลินในโลกใดๆ ก็ผยองไม่ขึ้นเป็นตัวศีลสมาธิปัญญากลมกลืนเป็นกองทัพธรรมสามัคคีอยู่ไม่ได้แตกแยกกันไปเข้าตู้เข้าหีบภายนอกที่ไหน ยิ่งสำเหนียกพิจารณาติดต่อเนืองๆ สติปัญญาก็สูงขึ้น ฝนตกอยู่บ่อยๆ แผ่นดินก็ชุ่มน้ำก็ขังขึ้นขังขึ้นภาชนะไม่รั่ว หงายรับฝน ทนไม่ได้ก็ต้องเต็มด้วยน้ำพิจารณาไตรลักษณ์เห็นประจักษ์แจ้งพร้อมลมออกเข้าอยู่พร้อมด้วยอู่สติปัญญาไม่สุ่มเดาคาดคะเนไม่เรียงแบบเห็นแยบคายกลมกลืนกันในปัจจุบันของธรรมและจิตติดต่ออยู่ไม่มีอันใดก่อนไม่มีอันใดหลัง เป็นพลังจิตพลังธรรมแน่นหนามั่นคงตัวหลงๆ เหลงๆ อวิชชาตัณหาอุปาทานเป็นต้น มันจะขี่ช้างสูบบุหรี่ถือขอถือง้าวมาจากทิศไหนอีกเล่าขอแต่ว่าเชื่อธรรม เชื่อวินัย เชื่อจิต เชื่อใจ เชื่อสติ เชื่อปัญญาตอนนี้ให้พออย่าได้ส่งส่ายความหน่าย ความคลาย ความหลุด ความพ้นไม่ต้องร้องเรียกหาก็ได้ ฯย้อนหลังคืนมาปรารภจำพวกผู้ที่อุปสมบทหรือบรรพชาในพระพุทธศาสนามาแต่มิได้มีเจตนาพ้นทุกข์โดยด่วนในปัจจุบันชาติ เพราะเหตุใดหนอเพราะเหตุว่าบารมีในชาติก่อนยังอ่อนอยู่มากนักไม่สามารถจะหนุนในปัจจุบันชาติให้แข็งแกร่งแก่กล้าได้ก็ต้องจำเป็นยินดีในม้าก้านกล้วยอยู่นั้นเอง เจตนาและความหวังพอเป็นนิสสัยพอใจเลื่อมใสในอนาคตตะกาล อนาคตตะกาลเบื้องหน้านั้นเทอญ ดังนี้เสมอๆ แต่ก็ยังดีกว่า
ท่านผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาลัทธิถือว่าไม่มีบาปไม่มีบุญอันหาประมาณมิได้และยังดีกว่าท่านผู้เคารพนับถือนอกจากศาสนาพุทธไปอักโขอีกเรื่องท่านผู้อื่นเอามาฝืนปรารภไว้ไฉนจึงเอาเรื่องจำพวกท่านผู้อื่นมาปรารภไว้จะไม่เป็นอวดดียกตนข่มท่านดอกหรือประการใดล่ะคำว่าธรรมก็ต้องยกอุทธาหรณ์กล่าวทั่วไปบ้างเราไม่ออกชื่อพรรคพวกบุคคลเป็นการไม่กระเทือนเลยแม้ถึงอย่างนั้นเรื่องดีเรื่องชั่วก็มีทั่วไปในคำสอนของพระพุทธศาสนาประวัติที่ดีเด่นก็ประวัติพระอริยะ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นเรื่องที่เลวทรามก็มีเรื่องพระเทวทัตเป็นต้น ฯ พระปุคคละปัญญัติก็กล่าวถึงจำพวกบุคคลทั่วไป เรียกว่ากล่าวตามเป็นจริงมิได้ดูหมิ่นกล่าวเท็จเพราะทางใดดีท่านผู้ต้องการดีจะได้พยายามปฏิบัติเอา ถ้าจะปรารภอันใดที่ดีไม่ได้เกรงจะผิดใจแต่ผู้ชอบชั่ว คนดีก็สืบโลกไปไม่ได้คนชั่วบางรายก็ถอนตัวมาเป็นคนดีได้ เพราะเห็นโทษในชั่วของตนคนชั่วก็มาจากคนดีเพราะดียังไม่แน่นอน ไม่เหมือนพระโสดาบันพระโสดาบันดีไปไม่ถอยหลังจนถึงที่สุดทุกข์โดยชอบโลกีย์ดีโลกีย์ชั่วเป็นของไม่แน่นอนหมุนเวียนเปลี่ยนไปมาสาละวนอยู่บรรดาท่านผู้เข้าสู่อนุปาทิเสสะนิพพานไปแล้วก็ไปจากชั่วมาจากชั่วทั้งนั้น พระเทวทัต ก็จะพ้นจากชั่วแล้วจะไปพระปัจเจกในอนาคต ฯ
<O:P></O:P>
ที่กล่าวว่าพระอรหันต์ไม่มีบาปไม่มีบุญนั้นเป็นของจริงแท้ เพราะเหตุว่า พระอรหันต์นั้นสร้างบุญเต็มแล้ว จะเอาบุญไปเทใส่จิตใจขององค์ท่านก็ไหลทิ้งเพราะเต็มแล้วและองค์ท่านก็เว้นบาปพอแล้วเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องควรเข้าใจให้ชัดทั้งนั้นมิฉะนั้นแล้วจะทำตนให้เป็นสุขก่อนห่ามจะเลยเถิดแต่กิเลสความเดือดร้อนทางใจยังเป็นฟืนไฟเผาขันธสันดานอยู่แล้วฟิตตัวเองให้อยู่เหนือบาป เหนือบุญแบบดื้อๆ บุญสร้างยังไม่พอบาปก็เว้นหรือละยังไม่พอ ก็ย่อมอยู่เหนือบาปบุญยังไม่ได้พระอรหันต์ประเภทใดๆ ก็ตาม ไม่มีขณะใจใดจะเดือดร้อนใจเท่าเม็ดงาขาริ้นเลยเพราะมารเดือดมารร้อนตามไม่ถึงใจพระอรหันต์พระอรหันต์ทอดบังสุกุลความเดือดร้อนทางจิตใจแล้วด้วยพระปัญญาญาณอันถ่องแท้เป็นสัมมาญาณะแท้ไม่ปลอมแปลง เป็นสัมมาวิวุติแท้ ไม่มัดใจให้เดือดร้อน
<O:P></O:P>
ท่านผู้ต้องการให้เหือดแห้งจากทะเลหลงต้องพิจารณาวิปัสสนาอยู่แบบบรรจงไม่ลดละได้สมาธิล้วนๆ นั้นไซร้พักอยู่ได้เป็นบางครั้งบางคราว หมดกำลังแล้วก็ถอนออกมาเพราะอยู่ใต้อำนาจอนิจจะตาอันละเอียด หัดให้รู้ทุกกระเบียดแห่งอานิสงส์ไม่ยืนยงคงถาวรถ้านอนใจ จิตติดสมาธิมากไม่อยากจะพอใจพิจารณาสังขารนิพพิทาญาณก็ไม่เปิดประตู เพราะมัวแต่สำคัญว่าดูเราสงบได้ใจชนิดนั้นธรรมชนิดนั้นเป็นขั้นพระพรหมโลก ยังมิได้ข้ามโอฆะแห่งโลกสงสารตัวอุปาทานยังติดต้อยห้อยดูอยู่ เพราะไม่มีการต่อสู้นิ่งอยู่ในหลุมเพาะทางที่เหมาะอย่าได้พักในสมาธินาน เปรียบเหมือนคนทำงานเมื่อพักอยู่นานงานก็นานเสร็จสิ้น เมื่อไม่พักเสียเลยก็ไม่ได้กำลัง จงระวังอย่าให้เนิ่นช้ามุงเรือนยังไม่ทันเสร็จนั้นนา เมื่อฝนตกชุกมาก็หอบผ้าตะลีตะลานหาที่กำบังอนิจจังฯ
<O:P></O:P>
<O:P></O:P>

&ocirc;&ocirc;&ocirc;&ocirc;&ocirc;&ocirc;&ocirc;&ocirc;&ocirc;&ocirc;&ocirc;&ocirc;
<O:P></O:P>


คัดลอกจากหนังสือ "ธรรมะหลวงปู่หล้า เขมปัตโต"<O:P></O:P>


วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) ต. หนองสูงใต้ อ. หนองสูง จ. มุกดาหาร

gatsuja
19-06-2008, 07:35 PM
อนุโมทนาสาธุครับ

TupLuang
20-06-2008, 06:06 AM
ที่มา http://www.watkoh.com/kratoo/forum_posts.asp?TID=149

มีอีกหลายคำสอนครับ

ลูกถ้ำหีบ
29-06-2008, 12:17 AM
อนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ