PDA

View Full Version : ปาฏิหาริย์แห่งองค์พระผู้ทรงอริยคุณ หลวงปู่จันทา ถาวโร


joni_buddhist
17-06-2008, 11:54 PM
ปาฏิหาริย์แห่งองค์พระผู้ทรงอริยคุณ หลวงปู่จันทา ถาวโร
<HR style="COLOR: #ffffff; BACKGROUND-COLOR: #ffffff" SIZE=1><!-- / icon and title --><!-- message -->พระผู้ทรงอริยคุณ หลวงปู่จันทา ถาวโร
http://photos1.hi5.com/0011/177/685/fslk.u177685-02.jpg

<SUP>วัดป่าเขาน้อย ต.วังทรายพูน อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร</SUP>
<SUP>โดย...รณธรรม ธาราพันธุ์</SUP>
<SUP>คณะศิษยานุศิษย์ ในร่มเงาแห่งแก่นธรรมแท้ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ นั้นมีมากมายเกินจะกล่าวได้หมด บ้างก็ลือชื่อ บ้างก็เงียบสนิท บางองค์ซุกซ่อนเร้นกายอยู่ตามเงี้อมผา ป่า ถ้ำ ไม่ปรารถนาพบใคร มุ่งแต่ทำความเพียรเผากิเลส
ณ กาลปัจจุบันคณะศิษย์ของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ในชั้น ‘ลูก’ คงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด อาทิ พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสัมปันโน), พระสุธรรมคณาจารย์ (เหรียญ วรลาโภ) (ปัจจุบัน มรณภาพแล้ว) เป็นต้น แต่คณะศิษย์ ในชั้น “หลาน” ยังคงมีมากมายเป็นที่อบอุ่นใจแก่ศรัทธาผู้ปรารถนาพระภิกษุที่เป็นพระสุปฏิปันโนแท้จริง
ประมาทชั้น “หลาน” ก็ไม่ได้เจียวหนา
เพราะมหาเถระประเภท “ลูกศิษย์” ของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ผู้ได้รับคำ “ยกย่อง” ในภูมิจิต ภูมิธรรมถึงขั้นพ้นโลกจากพระอาจารย์ใหญ่ ยังออกปากรับรอง “หลานศิษย์” ของท่านพระอาจารย์มั่นแบบเน้นย้ำก็มากองค์
หลวงปู่จันทา บวชเมื่อปี พ.ศ. 2490 แล้วได้ถวายองค์เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี (อ.เมือง จ.หนองบัวลำภูปัจจุบัน) การประกอบพากเพียรของหลวงปู่จันทาเป็นไปอย่างเอาจริงเอาจังในทุกแง่มุม การเที่ยววิเวกเดินธุดงค์ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาท่าน ผิดกับเราผู้มองป่าดิบดงทึบเป็นแดนอันตรายที่บรรจุความน่าพรั่นพรึงไว้ทุกก้าวย่าง
จิตที่สงบเย็นและวาสนาบารมีเก่า ซึ่งบำเพ็ญมาอย่างพร้อมพรัก ทำให้หลวงปู่มองเห็นและติดต่อผู้อยู่ต่างภพทั้งในเบื้องสูงและเบื้องต่ำได้เกือบตลอดเวลา ท่านประจักษ์ใจชัดแจ้งกับการพิสูจน์ผลของการบำเพ็ญคุณความดี และผลบาปที่กดถ่วงจิตใจผู้ก่ออย่างน่าสังเวช
เหล่าเทพซึ่งมาเฝ้าแหนหลวงปู่จันทาในทุกครั้งที่ท่านบำเพ็ญสมณธรรม ได้เล่าถึงบุพกรรมฝ่ายกุศล ซึ่งตนได้อุตส่าห์สั่งสมไว้ยามเป็นมนุษย์กระทั่งตายจึงส่งผลให้เกิดดีถึงสุข ด้วยคราวหนึ่งหลวงปู่ไปภาวนาอยู่ที่ถ้ำเป็ด ภูผาเหล็ก อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ณ ที่แห่งนี้ได้รับการศิโรราบกราบยอมจากพระ-เณร ที่เคยไปอยู่ตลอดจนถึงนายพราน และชาวบ้านป่าทั้งปวง หามีใครหาญกล้าไปพัก ไปหลบแดดฝนใดๆ
ทุกผู้คนต่างโบกมือส่ายหน้าให้กับอาถรรพณ์และความเฮี้ยนทั้งในและนอกถ้ำ ขนาดกลางวันแสกๆยังไม่มีใครยอมเฉียดเข้าไปแม้อยู่ในระยะสายตาจะพอมองเห็นถ้ำไกลๆ
ยังไม่เงยหน้ามอง...
อะไรจะขนาดนั้น!
แต่กับหลวงปู่จันทาแล้ว ที่นี่คือสนามสอบซึ่งมีองค์ท่านเองเป็นกรรมการคุมสอบ จะได้ประกาศนียบัตรหรือไม่ก็อยู่ที่ท่านทุกขั้นตอน เหตุใดหลวงปู่จึงไม่หวาดกลัวภัยมืดที่อาจคุกคาม มีคำตอบเดียวคือ ศีล ความมั่นใจต่อการรักษาศีลของหลวงปู่ว่าตั้งใจดีแล้วโดยแท้ ศีลบริสุทธิ์แท้ ทำให้จิตเกิดความกล้าหาญไม่หวาดระแวงตัวของตัวว่ามีข้อบกพร่อง
คืนหนึ่ง ขณะที่ท่านเดินจงกรมอยู่เดียวดายใต้โคมเทียนอันริบหรี่ พลันบังเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวประดุจแผ่นดินถล่มทลาย คลื่นเสียงอันกึกก้องสะเทือนสะท้านไปทั้งหุบเขาราวกับภูผาเหล็กทั้งภูกำลังถล่มยุบพังลงมา หลวงปู่กำหนดฟังอยู่ครู่หนึ่งจนเสียงน่าพรั่นพรึงค่อยจางไป จึงเงยหน้าขึ้นดู
ทุกสิ่งปกติ
ภูผาเหล็กยังคงตระหง่านดำทะมึนในท่ามกลางความมืด แลเห็นเป็นแนวยาวดำสนิทยิ่งกว่าความมืด ซึ่งโรยอยู่รอบตัว ท่านเหลียวมองทางไหนก็ไม่ปรากฏต้นเหตุของเสียงเลย ถ้าไม่เพราะมีสติมั่นคงแล้ว คงเตลิดวิ่งออกไปเป็นแน่
ครั้นไม่พบสิ่งผิดปรกติหลวงปู่จึงทำความเพียรต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กระทั่งหลังเที่ยงคืนไปแล้วท่านได้เข้าที่นั่งภาวนา เมื่อจิตรวมสู่อุปจารธรรม ก็บังเกิดนิมิตเห็นหมู่เทพยดาเหาะลอยลงมาจากยอดภูเขาใหญ่ เหล่าเทพนั้นเรืองรองด้วยรัศมีแห่งบุญอยู่กลางหาว ดูงดงามไม่ต่างอะไรกับจันทร์ในวันเพ็ญ พอลอยเลื่อนลงถึงแผ่นดินเทวะหลายร้อยองค์นั้นก็พร้อมเพรียงกันกราบหลวงปู่อย่างนอบน้อม
ผู้เป็นหัวหน้าได้กล่าววาจาขอรับพระไตรสรณคมน์ และรับศีล 5 หลวงปู่จึงถามดูว่า จะรับไปทำไม เขาตอบทันทีว่า
“โอ... เป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่นะท่าน พวกข้าพเจ้ามีไตรสรณคมน์ ศีล 5 ศีล 8 และกุศลกรรมบถ 10 ประจำชีวิตนั่นแหละ อบายจึงไม่ได้ไป ไฟนรกจึงไม่ได้ไหม้ มีแต่สุคติโลกสวรรค์ เป็นที่ไปล้วนๆ ดังนั้นเมื่อเห็นท่านมาเจริญสมณธรรม จึงพากันมาขอรับพระไตรสรณคมน์และศีล 5 เพื่อไม่ให้ของเก่านั้นเศร้าหมอง”
เมื่อเทวบุตรชี้แจงอย่างฉลาดจบลง หลวงปู่ก็เมตตาให้ไตรสรณคมน์และศีล 5 พวกเขาก็ขอฟังธรรมอีก หลวงปู่จึงเทศน์ให้ฟัง ครั้นเทศน์จบท่านก็ฉุกคิดถึงเรื่องเมื่อยามดึกจึงเอ่ยถามว่า
“โยม...ขณะที่อาตมาเดินจงกรมตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึง 5 ทุ่มนั้น ได้ยินเสียงดังสนั่นราวกับว่าภูผาเหล็กมันจะพังลงมานั้นเป็นเสียงอะไร”
เขากราบเรียนว่า
“เป็นเสียงที่พวกข้าพเจ้าสาธุการส่วนบุญกับท่าน การเดินจงกรมมีบุญเยอะนะท่านท่องพุทโธ ก้าวขาลงสู่พื้นดินนั่นดังตึงนะ แหม! บุญมากอัศจรรย์ใจ พวกข้าพเจ้าจึงมาสาธุการส่วนบุญด้วย”
เล่าถึงตรงนี้หลวงปู่สรุปว่า
“นั่นแหละ บุญในศาสนาพุทธ คือเดินจงกรม ยืนภาวนา นั่งสมาธิ ไหว้พระสวดมนต์ นั่นแหละได้บุญเยอะ”
จากประสบการณ์ต่างๆที่เล่ามานั้น ทำให้หลวงปู่เชื่อในบุญบาปแน่วแน่ เร่งทำความเพียรฆ่ากิเลสอย่างไม่ห่วงธาตุขันธ์ ตอนที่ท่านขึ้นไปภาวนาที่ถ้ำผาบิ้ง ในป่าใหญ่ของวัดถ้ำกลองเพล ท่านถึงกับอดข้าวอดอาหาร ดื่มแต่น้ำเปล่า และถือเนสัชชิกธุดงค์ (คือการไม่นอน) ตลอด 7 วัน 7 คืน
ด้วยความเพียรอย่างอุกฤษฎ์นี้ ปรากฏผลคือท่านนั่งสมาธิภาวนาได้ตลอดคืนยันรุ่ง จิตใจได้รับความปีติอิ่มเอิบยิ่งนัก ความสุขอันเกิดจากคามสงบสว่าง เยือกเย็น ละเอียดอ่อน ยากแก่การพรรณนา ท่านรู้สึกว่าจิตเป็นอิสระ เบาสบาย ไม่เกาะเกี่ยวกับอะไร รุ่งเช้าท่านเดินทางมาถวายการอุปัฎฐากหลวงปู่ขาว หลวงปู่มองหน้าแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ทา...พ้นทุกข์หรือยัง ผมเข้าใจว่าท่านพ้นทุกข์แล้ว เพราะเห็นท่านนั่งภาวนาแล้วมีรัศมีรุ่งโรจน์ คืนยันรุ่งนะท่าน”
โอ! แสดงว่าการบำเพ็ญธรรมของหลวงปู่จันทา อยู่ในข่ายญาณอันวิสุทธิ์ของหลวงปู่ตลอดเวลา ท่านรู้สึกอัศจรรย์ใจในองค์อาจารย์ยิ่งนัก แต่ก็กราบเรียนหลวงปู่ขาวไปตามความรู้สึกในขณะนั้นว่า
“ยังหรอกครับหลวงปู่ แต่ว่าตั้งแต่ผมทำความเพียรกับหลวงปู่มาหลายปี รู้สึกว่าเมื่อคืนนี้จะสำคัญที่สุดกว่าทุกคืนครับ จิตรวมลงเห็นธรรม น่าเลื่อมใสแปลกประหลาดใจ จนถวายชีวิตพรหมจรรย์ได้ไม่หวั่นไหวทั้งนั้น ไม่กลับโลกอีกแล้ว”
คำว่า “ไม่กลับโลกอีกแล้ว” ตีความหมายได้หลายนัย นัยหนึ่งอาจหมายถึง การไม่หวนคืนสู่ชีวิตฆราวาส ไม่ว่าเพราะสาเหตุใดก็ตาม เป็นอันว่าหลวงปู่หันหลังให้โลกสิ้นเชิง มุ่งหน้าพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว อีกนัยหนึ่งอาจหมายถึง ท่านมีจิตที่อยู่เหนือโลก พ้นไปจากโลกเสียแล้ว ความเป็นอิสระเช่นนี้ย่อมไม่อาจนำจิตกลับมาสู่ครรภ์ของสัตว์ใดๆ ในสามแดนโลกธาตุนี้ได้อีก
คุณสมบัตินี้มีตั้งแต่ “พระอนาคามี” ขึ้นไป
สำหรับผมจะเชื่อเช่นไร ขออุบไว้คนเดียวเดี๋ยวจะกลายเป็นขายโง่เจ้าของไปเสีย แต่แบไต๋ในฐานะคนกันเองว่า ผมเชื่อหลวงปู่ขาว อนาลโย นี้ประการหนึ่ง เมื่อเปิดดูพระไตรปิฏก “อนาคามี” แปลความได้ว่า
“ผู้ไม่กลับมาอีก”
เพราะชันษาที่มากเข้า ประกอบกับศิษย์ที่มากขึ้น หลายหมู่เหล่าเป็นศิษย์ประเภทขาดกำลังใจ จิตอ่อนแอ จึงร้องขอ “อะไร” สักอย่างที่จะเป็นเครื่องแทนองค์หลวงปู่ไว้พึ่งพาทางใจในยามจวนตัว เพราะเมตตาใหญ่ที่เจริญรอยตามองค์อาจารย์ คือ หลวงปู่ขาว จึงอนุญาตให้ศิษย์ทำของที่ระลึกขึ้น เป็นบางคราว ศิษย์ก็หวังจะได้เห็นอภินิหารในของ “ของ” นั้นบ้างในบางครั้ง
แล้วก็เห็นกันจนได้ในคราวหนึ่ง
ส.จ.จังหวัดพิจิตรคนหนึ่งไปกราบเยี่ยมหลวงปู่จันทา ที่วัดเขาน้อย เพราะได้ยินกิตติศัพท์มาก่อน เมื่อเอ่ยปากขอเครื่องมงคล ท่านก็เมตตามอบผ้ายันต์สีแดงให้ผืนหนึ่งภายในบรรจุด้วยรูปหลวงปู่เป็นลายเส้น และยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้ากับคาถาพระไตรสรณคมน์ ทั้ง 3 บท ของหลวงปู่
ครั้นกราบลาแล้วก็ขับเก๋งคู่ใจ มุ่งตรงมาแวะจอดทำธุระที่ตลาด ขณะที่ยืนไขกุญแจล็อกประตูรถด้านคนขับนั่นเอง ปรากฏชายฉกรรจ์ 2 คน ซ้อนมอเตอร์ไซค์ขี่มาหยุดอยู่ข้างๆ และโดยไม่มีสัญญาณใดๆทั้งสิ้น ชายผู้ซ้อนหลังก็หยิบปืนออกจากเอวเบนปากกระบอกไปยังเป้านิ่งที่ยืนตะลึงตรงหน้า แล้วลั่นไก ปัง... ปัง...ออกไปราว 3-4 นัด จากนั้นก็บึ่งรถหายลับไป บนถนนราวกับภูตผี
ร่าง ส.จ. เคราะห์ร้ายรูดลงไปกองอยู่กับพื้น เป็นเป้าสายตาที่ใครต่อใครต่างกรูกันเข้ามา พอประคองลุกขึ้นจะส่งโรงหมอ ก็ให้ประหลาดใจที่ไม่เห็นเลือดนองดังคิด ไม่เห็นความเจ็บปวดอะไรบนใบหน้านอกจากแววตาที่ตื่นตระหนกเมื่อรุมล้อมซักถาม ได้ความว่า ยมทูตทั้ง 2 ยื่นความตายให้ไม่ถึงตัว ห่างกันไม่พอ 2 เมตร กลับยิงไม่ถูกเลยสักนัด ต่อให้คนไม่เคยยิงปืน มันก็น่าจะถูกบ้าง
เลยเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่แคล้วคลาดได้ ต่างซักถามถึงพระดีว่าแขวนอะไร ส.จ.เคราะห์ร้ายผู้กลับมาเคราะห์ดีบอกว่า ไม่ได้แขวนพระอะไร แต่มีผ้ายันต์ ผืนหนึ่ง เพิ่งรับมาจากหลวงปู่จันทาสดๆ ร้อนๆ ไทยมุงก็ขอชมเป็นบุญตา เขาก็ล้วงจากกระเป๋าเสื้อออกมาคลี่ให้คนชม
หัวกระสุนทั้ง 4 นัด นอนกลิ้งอยู่กลางผ้ายันต์ !!
เสียงอื้ออึงก็สนั่นขึ้นอีก รวมถึง ส.จ.คนนั้น ที่แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง กระสุนปืนที่ถูกยิงออกมามีความรุนแรงแค่ไหนใครก็รู้ ไม่ถูกยังพอว่า นี่กลับมาอยู่ในผ้ายันต์ที่พับเป็นสี่เหลี่ยมไว้ในกระเป๋าเสื้อ
เป็นไปได้อย่างไร?
เหตุการณ์นี้ทำให้ผ้ายันต์ผืนดังว่าหมดพรึ่บไปจากวัด หลวงปู่เองก็แจก...แจก...แจก...อยู่แล้ว แต่ไหนแต่ไรไม่เคยให้เช่า แล้วอะไรจะเหลือล่ะครับ
สำหรับเราผู้ไกลปืนเที่ยงแต่มีศรัทธา โปรดจำหน้าตาของผ้ายันต์แดงวิเศษนี้ให้แม่น พบเจอที่ไหนจงคว้าไว้เลย เจอบ้านเราคว้าบ้านเรา เจอบ้านเพื่อนให้บอกเพื่อนก่อนค่อยคว้านะ เพราะที่วัดทุกวันนี้ก็ไม่มี หลวงปู่เองก็เขียนไม่ไหว หากต้องการไปกราบเยี่ยมทำบุญกับพระสุปฏิปันโนเช่นท่าน เชิญได้ทุกเวลา ถ้าหลวงปู่อยู่วัดเป็นอันได้พบแน่
แต่ถ้าจะขอของขลังโปรดเผื่อใจผิดหวังไว้ด้วย ทว่าหลวงปู่ต้องแจกสิ่งที่ดีที่สุดให้ทุกคนที่ไปแน่นอนที่สุด นั่นคือ “ธรรม”
ณ เวลานี้ก็ได้แต่ขอบารมีของหลวงปู่จันทา ถาวโร พระอริยเจ้าผู้เลิศคุณองค์หนึ่งในดวงใจผม โปรดอภิบาลรักษาทุกท่านปลอดอันตรายทุกอย่าง ให้พบแต่ความสุขและรุ่งเรืองในทุกกาลสถานที่ด้วยเทอญ..</SUP>
<SUP>ที่มา http://www.suankhung.com/index.php?l...439198&Ntype=6 (http://www.suankhung.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=439198&Ntype=6).</SUP>
<!-- / message --><!-- sig -->__________________

joni_buddhist
17-06-2008, 11:55 PM
ประมวลภาพถวายเงินร่วมสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้า5พระองค์แด่หลวงปู่จันทาครั้งที่4
<HR style="COLOR: #ffffff; BACKGROUND-COLOR: #ffffff" SIZE=1><!-- / icon and title --><!-- message -->วันนี้ผมได้นำเงินที่ทุกท่านในเว็ปพลังจิตมีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้า5พระองค์ไปถวายหลวงปู่จันทา ถาวโร ณวัดป่าเขาน้อย พิจิตร โดยในครั้งนี้ได้นำเงินจำนวน 29999 บาทไปถวายแด่องค์หลวงปู่ท่าน เพื่อสมทบทุนสร้างพระมหาเจดีย์ฯ และนอกจากนี้ยังได้ถวายปัจจัยเป็นค่ารักษาพยาบาลองค์หลวงปู่จันทา อีก15000บาท โดยพี่maliและครอบครัวเป็นผู้ร่วมบริจาคในส่วนนี้ ก็ขอโมทนาบุญมาด้วยครับ ส่วนความคืบหน้าตอนนี้มีการตอกเสาเข็มพระมหาเจดีย์แล้วตั้งแต่วันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ดังที่ผมเอารูปมาลงให้ชม ในส่วนอาการป่วยขององค์หลวงปู่จันทานั้น อาการท่านดีขึ้นเป็นลำดับทักทายญาติโยมได้เป็นคำสั้นๆแต่สีหน้าองค์หลวงปู่ท่านดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ที่ผมไปท่านหัวเราะให้ข้อคิดธรรมะในเรื่องอารมณ์เย็นแก่ผม ก่อนกลับหลวงปู่ท่านให้พรสั้นๆว่าไปๆมาๆดีทุกอย่างก็ถือว่าเป็นพรอันประเสริฐจากองค์หลวงปู่นำมาให้โมทนาสาธุกันครับ ขอขอพระคุณพี่น้องชาวพลังจิตทุกท่านที่ร่วมบุญกันจนสำเร็จไปอีกครั้งหนึ่ง และกองบุญนี้ยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายดังปรารถนาขององค์หลวงปู่จันทา จึงขออนุโมทนาบุญมายังพี่น้องชาวพลังจิตทุกท่าน และ ขอขอบพระคุณมาณ โอกาสนี้ครับ
<!-- / message --><!-- attachments --><FIELDSET class=fieldset><LEGEND>รูปขนาดเล็ก</LEGEND>http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331800&stc=1&thumb=1&d=1211985603 (http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331800&d=1211985603) http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331801&stc=1&thumb=1&d=1211985603 (http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331801&d=1211985603) http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331802&stc=1&thumb=1&d=1211985603 (http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331802&d=1211985603)

http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331803&stc=1&thumb=1&d=1211985603 (http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331803&d=1211985603) http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331804&stc=1&thumb=1&d=1211985603 (http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331804&d=1211985603) http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331805&stc=1&thumb=1&d=1211985603 (http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331805&d=1211985603)

http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331806&stc=1&thumb=1&d=1211985603 (http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331806&d=1211985603) http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331807&stc=1&thumb=1&d=1211985603 (http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=331807&d=1211985603)
</FIELDSET>

joni_buddhist
17-06-2008, 11:56 PM
ประมวลภาพถวายปัจจัยโอกาสพิเศษแด่ องค์หลวงปู่จันทา ถาวโร
<HR style="COLOR: #ffffff; BACKGROUND-COLOR: #ffffff" SIZE=1><!-- / icon and title --><!-- message -->วันนี้เป็นวันเกิดของคุณแม่ผมผมจึงพาคุณแม่ไปทำบุญที่วัดในจังหวัดพิจิตร และได้ถือโอกาสไปกราบองค์หลวงปู่จันทา ถาวโรที่วัดป่าเขาน้อยด้วย และผมในฐานะตัวแทนเว็ปไซด์พลังจิตได้รวบรวมปัจจัยจำนวน5000บาท ถวายแด่องค์หลวงปู่จันทาในนามเว็ปไซด์พลังจิต เพื่อเป็นค่ายาค่าใช้จ่ายอันเป็นส่วนองค์ของหลวงปู่ จึงขอแจ้งประกาศให้เพื่อนพ้องพลังจิตทุกท่านมาร่วม อนุโมทนาบุญ ในครั้งนี้ด้วยนะครับ
และขอให้ทุกท่านประสบความสุขเจริญด้วยพร4ประการทุกท่านครับ และขอขอบพระคุณพี่maliและพี่หนุ่ม36ที่ร่วมบุญและส่งพระมาร่วมบุญในกองบุญนี้ตลอดมาครับ ขออนุโมทนาทุกท่านมาด้วยครับ
ภาพการนำปัจจัยไปถวายหลวงปู่จันทา ถาวโร
<!-- / message --><!-- attachments --><FIELDSET class=fieldset><LEGEND>รูปขนาดเล็ก</LEGEND>http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=339852&stc=1&thumb=1&d=1213279074 (http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=339852&d=1213279074) http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=339853&stc=1&thumb=1&d=1213279074 (http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=339853&d=1213279074) http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=339854&stc=1&thumb=1&d=1213279074 (http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=339854&d=1213279074)

http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=339855&stc=1&thumb=1&d=1213279074 (http://board.palungjit.com//attachment.php?attachmentid=339855&d=1213279074)
</FIELDSET>

แดนโลกธาตุ
18-06-2008, 02:47 PM
ขออนุโมทนาครับ

joni_buddhist
18-06-2008, 11:19 PM
http://photos1.hi5.com/0036/536/636/YmZ83v536636-02.jpg

ชาติกำเนิด

ท่านพระอาจารย์จันทาเป็นชาวร้อยเอ็ด เกิดที่บ้านแดง หมู่ที่ ๘ ตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองจังหวัดร้อยเอ็ด อยู่ห่างจากวัดในเมืองไปประมาณ ๔ กม. ไม่ไกล วัดบูรพานี้สังเกตง่าย เพราะมีพระพุทธรูปยืนสูงที่สุดในประเทศไทย
ท่านเกิด พ.ศ.๒๔๖๕ (สองพันที่ร้อยหกสิบห้า) วันเสาร์ เดือน ๓ เป็นปีกระต่ายอดหญ้า เหตุเพราะว่าเป็นหน้าร้อนแห้งแล้งมากหญ้าตายหมด กระต่ายเลยอดอยากไม่มีหญ้ากิน
โยมพ่อชื่อ นานสังข์ ไชยนิตย์
โยมมารดาชื่อ นางเหลี่ยม ชมภูวิเศษ
มีบุตรธิดา ๖ คน เป็นหญิง ๑ ท่านพระอาจารย์จันทาเป็นบุตรคนที่ ๔
อาชีพของครอบครัวทำนา เมื่อถึงหน้าแล้งก็ปลูกแตง ปลูกผักสวนครัว ปลูกยาสูบ และออกทอดแหหาปลาในแม่น้ำชี พวกเด็ก ๆ ส่วนมากเลี้ยงวัวเลี้ยงควายเป็นงานหลัก
สมัยนั้นเมื่อ ๖๐ กว่าปีมาแล้ว บ้านเมืองยังไม่เจริญ การเรียนหนังสือตามบ้านนอกชนบทหัวเมืองไกล อาศัยเรียนตามวัดกับพระสงฆ์องค์เจ้า โรงเรียนประถมศึกษามีน้อย และทางราชการก็ไม่ค่อยบังคับเข้มงวดให้เรียนหนังสือเท่าไรนัก
จึงปรากฏต่อมาว่า คนเฒ่าคนแก่ส่วนมากอ่านหนังสือไม่ได้ เพราะตอนเป็นเด็กไม่ได้เข้าเรียนหนังสือนั่นเอง
ตอนเป็นเด็กท่านพระอาจารย์จันทา ไม่ได้เรียนหนังสือเหมือนกัน มัวแต่ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ๆ เลี้ยงวัวเลี้ยงควายอยู่ตามทุ่งนา จึงอ่าน ภ. ข. ก.กา ไม่กระดิกหูเอาเสียเลย โทษของการที่ไม่ได้เรียนหนังสือ
ต่อมาพอเป็นผู้ใหญ่จะบวชพระก็แทบบ้าตาย เพราะต้องท่องคำขานนาค ต้องท่องเจ็ดตำนาน ท่องคำไหว้พระสวดมนต์และอาราธนาศีล คนอ่านหนังสือบ่ได้จะท่องได้ยังไง
แล้วทำยังไงถึงได้บวช ?
ยังไม่ตอบข้อนี้ เล่าถึงการเจริญวัยของท่านต่อไปเสียก่อน
ชีวิตลูกทุ่งที่ราบสูงผ่านไปตามฤดูกาล ปีแล้วปีเล่า ร้อน ฝนและหนาว ได้ปั้นท่านให้เป็นชายหนุ่มร่างบึกบึนคนหนึ่ง ไม่หล่อ แต่ก็ไม่ขี้ริ้ว รูปร่างหน้าตาพอไปวัดไปวาได้ ทำงานเข้มแข็งขยัน
ทำงานได้ทั้งวันขุดดินทำคันนา แบกพร้าเข้าป่าตัดฟืนเลื่อยไม้ไม่มีเหนื่อย จนเป็นที่เล่าลือไปทั่วหมู่บ้านในเรื่องความขยันขันแข็งของท่าน
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm (http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm)
ขอนำประวัติหลวงปู่มาเล่าให้ฟังอีกครั้งในกระทู้นี้นะครับโดยจะเล่าไปเรื่อยและตามข้อมูลใหม่ที่ได้มาจากประวัติหลวงปู่ฉบับพิมพ์ใหม่ปีนี้ครับ

joni_buddhist
18-06-2008, 11:21 PM
http://photos1.hi5.com/0038/589/605/pLYCdt589605-02.jpg

หลวงปู่จันทาผจญฤทธิ์แม่ม่าย

<TABLE id=table3 width="20%" align=left border=0><TBODY><TR><TD>http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/pic-monk/lp-chanta-04.jpg</TD></TR><TR><TD>พระอาจารย์เพ็ง พุทธธัมโม


</TD></TR></TBODY></TABLE>
อายุได้ ๒๓ ปี เป็นหนุ่มฉกรรจ์กำยำเต็มตัว ปีนั้น พ.ศ. ๒๔๘๘ กามเทพเล่นกลเอากับชีวิตเข้าให้ เกิดไปรักไปชอบแม่ม่ายผัวตาย มีลูกติด ๓ คน !
เป็นแม่ม่ายอายุมากกวาก็จริง แต่ก็มีฐานะร่ำรวย ได้สมบัติจากพ่อแม่ไว้มากมายแต่ผู้เดียว !
“เราเป็นผู้บ่าวหรือพ่อหนุ่มบ้านนอก ความรู้บ่มี อ่านหนังสือบ่ออก ไม่ได้เป็นคนฉลาดอะไร ก็คิดว่าได้แม่ม่ายเป็นเมียแล้ว สมบัติของนางต้องตกมาเป็นของเราวันยังค่ำ
ไอ้เรามันคิดอยากจะได้ครองสมบัติเขา ก็เลยตัดสินใจแต่งงานกับแม่ม่ายลูกสาม”
ท่านพระอาจารย์จันทาเล่าถึงตอนนี้พลางหัวเราะน้อย ๆ ท่านพระอาจารย์เพ็ง พุทธธัมโม วัดเทิง (เสาหิน) ที่นั่งรวมอยู่ด้วยได้เอ่ยขึ้นยิ้ม ๆ ว่า
“ผู้บ่าวหนุ่มลูกทุ่ง คิดหวังรวยทางลัด”
ท่านพระอาจารย์จันทาหัวเราะตอบว่า
“แม่นแล้ว ! เป็นผู้บ่าวจ้อย ๆ ได้แม่ม่ายเป็นเมีย สงสัยชาติก่อนผมจะเคยเป็นญาติกับนางอมิตดา เมียของพราหมณ์เฒ่าชูชก
ตามตำนานว่านางอมิตดาเคยเอาดอกไม้เหี่ยว ๆ ไปบูชาพระในชาติก่อน พอมาเกิดในชาติต่อมานางอมิตดาเลยได้ผัวแก่ คือเฒ่าชูชก !
ชาติก่อนโน้นผมอาจจะเคยบูชาพระด้วยดอกไม้เหี่ยว ๆ ก็ได้ ชาตินี้เลยมาได้แม่ม่ายอายุแก่กว่าเป็นเมีย
แต่งงานอยู่กินมีความสุขกับแม่ม่ายแล้ว หนุ่มจันทาวัย ๒๓ ไม่ได้ลดละความขยันขันแข็งในการทำมาหากิน ตอนนั้นเมียมีท้องตั้งครรภ์ได้ ๓ เดือน ท่านได้ไปทอดแหที่แม่น้ำชีกับชาวบ้านจำนวน ๒๐ คน ใช้แหขนาด ๑๐ ศอก จำนวน ๒๐ ปาก ลอยเรือหลายลำออกไปที่วังน้ำปลาชกชุม
“พวกเราหว่านแหลงไป ๒๐ปากเป็นวงกว้าง ฝูงปลาใหญ่น้อยวิ่งชนแหดังตึ้กตั้กมากมาย ต่างก็ร้องไชโยโห่ฮิ้วดีไจกันใหญ่ว่า รวยปลาแน่แล้ววันนี้
แต่เมื่อลากเอาแหขึ้นมา น่าอัศจรรย์ ไม่ได้ปลาสักตัว ปลาหนีออกจากร่างแหไปได้หมด ไม่น่าเป็นไปได้เลย ทั้งๆ ที่แหก็ไม่ได้ขาดแต่อย่างใด”
ท่านพระอาจารย์จันทาเล่า ได้ทำการทอดแหอยู่ตลอดวันยังค่ำ ปลาติดแหทุกครั้ง ดิ้นพล่าน ส่งเสียงร้องเหมือนฝูงอึ่ง แปลกมาก ครั้นลากแหขึ้นทีไร ปลาหายหมด จนเพื่อนบางคนเข้าใจว่าผีน้ำพรายน้ำกลั่นแกล้งเอา ทำให้ไม่ได้ปลาสักตัว
ค่ำมืดแล้วพากันกลับบ้านหน้าเหี่ยวผิดหวังไม่ได้ปลา เมื่อมาถึงบ้าน เมียแม่ม่ายเห็นไม่ได้ปลาสักตัว ก็ร้องด่าหนุ่มจันทาเสีย ๆ หาย ๆ เป็นการใหญ่ หาว่าทอดแหไม่เป็น ทำมาหากินไม่เจริญ เป็นผัวเฮงซวย โง่เซอะเป็นกระบือ เป็นหมู เป็นอะไรต่ออะไร เรียกว่า ด่าไม่เลี้ยง
“โอ ! นี่คือทุกข์ครั้งแรก ทุกข์ทางใจอันแสบเผ็ด ที่ได้รับจากเมียรัก
เราทั้งเหนื่อยทั้งหิวข้าว เพราะที่ทำงานหนักทอดแหมาทั้งวัน เมื่อมาโดนเมียด่าสาดเสียเทเสียเช่นนี้ มันชอกช้ำ หัวใจเหี่ยวเหมือนใบตองกล้วยถูกน้ำร้อนลวก”
ท่านพระอาจารย์จันทาเล่าถึงความหลังในอดีตยิ้ม ๆ
แต่แล้วเราก็ต้องตกตะลึง เมื่อแม่เมียรักเอาของสำหรับใส่ปลาของเราไปวางลง แล้วนางก็ขึ้นยืนคร่อม ถลกผ้าซิ่นขึ้น แล้วปัสสาวะลงใส่ข้องใส่ปลา เสียงปัสสาวะของนางดังซ่า ๆ นางก็แผดเสียงร้องว่า มันต้องอย่างนี้ถึงจะได้มีโชคได้ปลาเต็มข้อง กูปัสสาวะใส่ให้มึงเอาโชคเอาชัยนะยะ ต่อไปนี้ปลาในแม่น้ำชีจะต้องกระโดดเข้าใส่ข้องเพราะหลงเสน่ห์ของกู !
การกระทำของเมียแม่ม่ายอายุแก่กว่าครั้งนี้ ทำให้หนุ่มจันทาทั้งตื่นตระหนกตกใจ และเศร้าเสียใจอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่ก็ไม่กล้าปริปากโต้เถียงเพราะตนอายุน้อยกว่า และยังเกรงศักดิ์ศรีของเมียอีกด้วย
ก็ได้แต่เฝ้ากล้ำกลืนฝืนใจข่มความเศร้าโศกไว้ในอก พูดไม่ออกเหมือนคนใบ้ ร้องไห้ก็ไม่ได้เพราะตนเป็นลูกผู้ชาย !
วันรุ่งขึ้นก็ไปทอดแหที่แม่น้ำชีอีกกับเพื่อนบ้าน ปลาติดแหมากมายดิ้นพล่านส่งเสียงร้องเหมือนฝูงอึ่ง แต่พอลากแหขึ้นมาปลาก็หนีหายหมดเหมือนเมื่อวานนี้ เป็นอยู่อย่างนี้ทั้งวันจนค่ำ
กลับถึงบ้านไม่ได้ปลาเลยสักตัว เมียก็ด่าอีกอย่างสาดเสียเทเสียและยังลากเอาของใส่ปลาไปปัสสาวะใส่อีก !
หนุ่มจันทาแสนจะช้ำใจ แต่ก็พูดไม่ออก ร้องไห้ก็ไม่ได้
ต่อมาวันที่ ๓ ไปทอดแหที่แม่น้ำชีอีก เหตุการณ์เหมือนวันก่อน คือไม่ได้ปลาอีก เหมือนมีอาถรรพณ์อะไรเช่นนั้น ! เมื่อกลับถึงบ้านก็โดนเมียด่าไม่เลี้ยงอีกเช่นเคย และปัสสาวะรดข้องปลาอีก !
คราวนี้หนุ่มลูกทุ่งจันทาเหลืออดเหลือทน สุดที่จะอดกลั้นต่อไป ขันติก็กลายเป็นขันแตก ศักดิ์ศรีความเป็นชายชาตรีก็ระเบิดตูมหมดสิ้นความกลัวเมียอีกต่อไปแล้ว จึงกระโดดเข้าถีบข้องใส่ปลาปลิวกระเด็นไป พร้อมกับร้องด้วยโมโหโทโสว่า
“ทำบัดสีบัดเถลิงแบบนี้ ผีสางเทวดาต้องสาปแช่งแน่ ๆ แกกับฉันอยู่กินกันต่อไปก็ไม่มีทางเจริญดอก เลิกรากันเสียเถอะ !
ฝ่ายเมียแม่ม่ายกำลังมีโทสะแรงกล้าก็สวนตอบมาทันที
“ดีแล้ว ! เลิกกันก็เลิก ไม่เป็นไร ผัวก็เหมือนเสื้อผ้า กูหาเอาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ เชิญแกไปจากบ้านกูเร็ว ๆ !”
ก็เป็นอันว่า ชีวิตความรักและการแต่งงานก็พังพินาศลงเพียงเท่านี้ อยู่กินกันได้ปีเดียวเท่านั้น ตอนเลิกกันนี้เมียกำลังตั้งครรภ์ได้ ๓ เดือน เรียกว่าทิ้งลูกฝากไว้ในท้องเมียให้นางเลี้ยงดูเอาเอง
"ตอนเลิกกับเมียเราอายุได้ ๒๔ พออายุ ๒๕ เราก็ออกบวชเลย ชีวิตนี้พอแล้วสำหรับความรัก ไม่ขอรักใครอีกแล้ว ไม่อยากมีเมียอีกแล้วในชาตินี้ เราบอกตัวเองตอนนั้นนะ”
ท่านพระอาจารย์จันทาเล่ายิ้ม ๆ ท่านพระอาจารย์เพ็ง พุทธธัมโม ได้กล่าวแทรกขึ้นเสียงดัง ๆ ว่า
“ถ้าเมียไม่ปัสสาวะใส่ตะกร้าข้องปลาท่านก็ไม่ได้บวช ควรถือว่าเมียมีส่วนช่วยส่งเสริมบารมีธรรมให้เจริญในชาตินี้ !”
ท่านพระอาจารย์จันทายิ้มน้อย ๆ
“เมื่อบวชแล้วก็สบาย มันเบาโหวงโล่งอกโล่งใจไปหมดเลย
คนเรานี่นะ ขอให้กล้าตัดสินใจเลิกละเรื่องกามราคะให้มันเด็ดขาดลงไปจริง ๆ เถอะ เมื่อเลิกได้แล้ว มันหมดห่วงหมดความเร่าร้อนทุรนทรายไปหมดสิ้นเลย สบาย สบายจริง ๆ ถ้าไม่เชื่อจะทดลองดูก็ได้นะโยม”
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm (http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm)

joni_buddhist
19-06-2008, 11:39 PM
อุปสรรคสำคัญในวันบวช

http://photos1.hi5.com/0039/487/616/dcDTTs487616-02.jpg

ตอนนี้มาเล่าถึงเวลาจะบวช
ปีนั้นหนุ่มจันทาอายุได้ ๒๕ ตรงกับ พ.ศ.๒๔๙๐ เมื่อจะบรรพชาอุปสมบทก็เอาขันดอกไม้ใส่ธูปเทียนไปเที่ยวขอขมาลาโทษผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านตามธรรมเนียม
จากนั้นโยมพ่อโยมแม่ก็พาหนุ่มจันทาไปที่วัดบ้านแดง มอบตัวให้กับหลวงพ่อนัน ตาปโส เจ้าอาวาสเพื่อฝึกขานนาค ถือศีล ๘ อยู่วัดหัดท่องหนังสือสวดมนต์เจ็ดตำนาน ตลอดจนพิธีสงฆ์ต่าง ๆ
“ถ้าท่องไม่ได้หมด ก็บวชไม่ได้ !”
หลวงพ่อนันบอกอย่างนี้ เพราะเป็นธรรมเนียมการบรรพชาอุปมบททางอีสานถือเคร่งครัดมาก
กรรมละซีทีนี้ !
จะทำยังไง อ่านหนังสือไม่ออกสักตัว เพราะไม่ได้เข้าเรียนหนังสือที่ไหนมาก่อน จะท่องบ่นคำสวดมนต์ไหว้พระ คำขานนาคได้อย่างไรกัน ?
ร้อนถึงพระเณรในวัด ที่อ่านหนังสือได้ท่องสวดมนต์ได้คล่องแล้ว ต้องมาช่วยหนุ่มจันทาด้วยการสอนด้วยปากเปล่า ให้หนุ่มจันทาท่องปากเปล่า
คนไม่เคยเรียนหนังสือ ไม่เคยท่องบ่นจดจำอะไรมาก่อนเลยตั้งแต่เกิดมาจนอายุได้ ๒๕ เข้าเกณฑ์เบุญจเพส อยู่ ๆ ให้ท่องหนังสือ มันจะไหวหรือ ?
“ตอนนั้นอาตมากลุ้มใจมาก ทุกข์มาก ท่องหนังสือแล้วมันจำไม่ได้เอาเสียเลย นี้คือวิบากกรรมหรือโทษที่ไม่ได้เรียนหนังสือแท้ๆ ”
ท่านพระอาจารย์เพ็ง พุทธธัมโม ได้กล่าวแทรกขึ้นว่า
“หลวงปู่บัว สิรินปุณโณ บิดาของอาตมา ตอนที่หลวงปู่บัวจะบวซนั้นท่านอ่านหนังสือบ่ได้เหมือนกัน เพราะไม่เคยเรียนหนังสือ
อาตมาเป็นพระแล้วตอนนั้นต้องสอนท่านให้หัดอ่านหนังสือหัดท่องขานนาค สอนยังไงหลวงปู่บัวก็จำไม่ได้ อาตมาสอนจนอ่อนใจจนเผลอหลับไปทุกครั้ง”
“หลวงปู่บัวท่องอยู่นานไหมขอรับถึงได้บวช?”
ผู้เขียนเรียนถาม ท่านพระอาจารย์เพ็งตอบว่า
“หลวงปู่บัวต้องไปเรียนไปฝึกอยู่กับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ที่เขาสะแกราช จังหวัดนครราชสีมาอยู่ถึง ๓ ปี จึงสามารถอ่านหนังสือได้ ท่องขานนาคได้ ท่องสวดมนต์ได้จึงได้บรรพชาอุปสมบท”
“กว่าจะได้บวชถึง ๓ ปี นับว่าหลวงปู่บัวมีความเพียรมาก”
"หลวงปู่บัวเล่าให้อาตมาฟังในภายหลังว่า ชาติก่อนโน้นหลวงปู่บัวเคยเกิดเป็นหมู เอาแต่กินแต่นอน มันสมองมีน้อย โง่มาก ครั้นพอมาเกิดเป็นคนชาตินี้ก็เลยโง่อีก ไม่ได้เรียนหนังสือ กว่าจะเรียนเขียนอ่านออกได้แทบแย่”
หนุ่มจันทาถึงแม้จะหัวสมองทึบ แต่ก็มีความตั้งใจแรงกล้าศรัทธาที่จะบวชเรียนให้ได้ จึงพากเพียรฝึกหัดท่องจำคำขานนาคและสวดมนต์ไหว้พระอย่างหามรุ่งหามค่ำอยู่เป็นเวลานานพอสมควร ในที่สุดก็สามารถท่องจำได้สำเร็จ
จากนั้นได้เดินทางไปบรรพชาอุปสมบทที่วัดบ้านปลาฝา อยู่ใกล้ ๆ กับวัดบ้านแดง
หลวงพ่อเภา เป็นพระอุปัชฌาย์ จำฉายาของท่านไม่ได้ พระอนุสาวนาจารย์และกรรมวาจาจารย์ก็จำชื่อไม่ได้
“อาตมาบวชสมัยนั้น บวชบ้านนอก เป็นพระบ้านนอก อุปัชฌาย์ก็เป็นพระโบราณ ไม่ได้ถือเคร่งทางภาคปฏิบัติธรรม ท่านก็ไม่ค่อยจะสนใจอาตมา ฝ่ายอาตมาก็จำฉายาท่านไม่ได้
แม้แต่เวลาอาตมาไปขอเอาใบสุทธิ ท่านก็ไม่ยอมให้เพราะกลัวอาตมาจะหนีไปอยู่วัดอื่น ต่อมาอาตมาก็ต้องแอบหนีไปจริง ๆ จึงได้ไปธุดงค์”
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm (http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm)

joni_buddhist
20-06-2008, 10:55 PM
หลวงปู่จันทาเริ่มเรียนพระกรรมฐาน

http://www.watpa.com/images_subforum/5803.jpg

ท่านพระอาจารย์จันทา จำพรรษาอยู่วัดบ้านแดง บ้านเกิด ๒ ปี ได้พยายามหัดเขียนเขียนอ่านหนังสืออย่างเต็มความสามารถ โดยมีพระเณรในวัดช่วยเป็นครูสอน แต่ก็เขียนอ่านไม่ได้เลย จำได้แต่คำสวดมนต์ไหว้พระเท่านั้น
ปีต่อมา ได้ย้ายไปอยู่วัดบ้านขมิ้นใกล้ ๆ กัน ๑ พรรษา
ที่วัดบ้านขมิ้นนี้มีผู้เล่าให้ฟังว่า
หลวงปู่ทับ วัดป่าแพงศรี อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีฤทธิ์เดชเก่งกล้ามาก อยู่สายปฏิบัติกรรมฐานสำเร็จลุน แต่ตอนหลังยอมลดทิฐิมานะลงยอมรับนับถือเอาหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตเป็นครูกรรมฐานสายโลกุตระ
สมควรที่พระอาจารย์จันทาจะได้ไปฝากตัวอยู่กับหลวงปู่ทับ เพื่อศึกษาเล่าเรียนเป็นพระธรรมกรรมฐาน จึงจะเจริญ อย่ามัวมาเป็นพระบ้านนอกไร้การศึกษาอยู่อย่างนี้เลย จะขาดทุนสูญโญหมด บวชแล้วก็ตายเปล่า ๆ ไม่ได้ประโยชน์ตน และไม่ได้ประโยชน์ทางเผยแผ่สืบทอดพระศาสนาเลย
พระอาจารย์จันทาได้ฟังแล้วก็เห็นจริงด้วยทุกประการ เห็นจะเป็นด้วยบุพวาสนาแต่หนหลังดลบันดาล ทำให้เกิดความร้อนใจใคร่จะได้เดินทางไปนมัสการหลวงปู่ทับเป็นที่สุด !
วันต่อมา เมื่อเตรียมเครื่องบริขารพร้อมแล้ว ก็รีบออกเดินทางจากวัดบ้านขมิ้นไปยังอำเกอกมลาไสย ข้ามทุ่งนาป่าดอนไปด้วยจิตใจอันปลื้มปีติยินดี ที่จะได้พบกับครูบาอาจารย์ผู้เป็นนักปราชญ์บัณฑิตคงแก่เรียนและทรงคุณวิเศษมีฤทธิ์เดช
เมื่อไปถึงวัดป่าแพงศรี ก็เข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ทับด้วยความเคารพเลื่อมใสปลาบปลื้มใจจนแทบจะพูดอะไรไม่ออก ดูคล้ายกับว่าหลวงปู่ทับจะรู้ล่วงหน้าแล้ว ท่านให้การต้อนรับแสดงความเมตตากรุณารับไว้เป็นลูกศิษย์ โดยไม่มีข้อแม้แต่ประการใดเลย
ตอนที่ท่านพระอาจารย์จันทาไปอยู่ด้วยนั้น ท่านหลวงปู่ทับอายุได้ ๗๐ เศษแล้ว อายุอ่อนกว่าท่านหลวงปู่มั่น ท่านพระอาจารย์จันทาเล่าว่า
“หลวงปู่ทับมีเมตตากรุณามาก ท่านสอนกรรมฐานให้อาตมาตามแนวของท่านหลวงปู่มั่นทุกอย่าง ท่านสอนอย่างละเอียดลออจริง ๆ
สอนคนบ้านนอกพระบ้านนอกอย่างอาตมาให้เกิดใหม่เป็นคนใหม่ เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่อาตมาไม่เคยรู้มาก่อนเลย”
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm (http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm)

vanco
20-06-2008, 11:02 PM
http://board.palungjit.com/images/anumotana.gif อนุโมทนาอย่างยิ่งครับhttp://board.palungjit.com/images/anumotana.gif

joni_buddhist
23-06-2008, 12:15 AM
http://photos1.hi5.com/0038/589/605/pLYCdt589605-02.jpg
หลวงปู่จันทาแผ่เมตตาช่วยมารดาพ้นขุมนรก
ปี ๒๔๙๐ ก็เลยได้ออกบวช ครั้นเมื่อออกบวชแล้วก็ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมด้วยการเดินจงกรม ยืนภาวนา นั่งสมาธิ ไหว้พระสวดมนต์ เสร็จแล้ว ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม ก็อุทิศส่วนบุญไปให้ทุกวันว่า “แม่ข้าพเจ้าชื่อว่า นางเลี่ยม ชมพูวิเศษ ตายแล้วไปตกอยู่สถานที่ใดหนอ เป็นสุขหรือทุกข์ประการใด ขอบุญกุศีลส่วนนี้จงไปถึง และช่วยเหลือให้พ้นจากสถานที่ทุกข์ร้อนด้วยเกิด”
นั่นแหละ กระทำอยู่อย่างนั้นตั้งแต่ปี ๒๔๙๐ มาเป็นระยะ ๆ จนอายุพรรษาล่วงมาได้ ๘ พรรษา
ในสมัยหนึ่งได้ไปภาวนาอยู่ที่ วัดป่าหนองแซง อ หนองวัวซอ จ อุดรธานี กับหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น วันนั้นทำความเพียรอย่างหนัก ไม่ฉันอาหาร เดินจงกรมวันยังค่ำ พอค่ำมาก็เข้าที่นั่งสมาธิ ตลอดทั้งคืน ไม่ยอมนอน พอล่วงไปถึง ๔ ทุ่มความทุกข์เกิดขึ้น ความร้อนเกิดขึ้น จนถึงเที่ยงคืนจึงดับพอตี ๑ ความร้อนแสบเย็นเกิดขึ้นอีกเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งแจ้งเป็นวันใหม่ นั่งอยู่อย่างนั้น ไม่กระดุกกระดิก
มาวันหลังเข้าที่นั่งสมาธิอีก จิตก็สงบ พอจิตสงบลงไปก็เกิดนิมิตเห็นสัตว์ทั้งหลาย มีกบเขียดปูหอยนกหนูปูปีกที่ตนได้ฆ่าเขามาแล้วนั้น ทั้งวัวและหมูก็ได้ทำมาแล้วแต่ควายไม่ได้ทำ และมนุษย์ก็ไม่ได้ทำ สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นหลั่งไหลมาเต็มสถานที่นั้น จึงกำหนดจิตถามไปว่า
“มาทำอะไรกันมากมายเช่นนี้ ?”
เขาก็ตอบว่า “ได้ทราบข่าวว่าท่านมาบวชในศาสนาแล้ว จึงมาขอรับส่วนบุญ ขอท่านจงแบ่งส่วนบุญให้ด้วย เพราะท่านเมื่อสมัยที่เป็นฆราวาสนั้นได้ฆ่าพวกข้าพเจ้ากินเป็นอาหาร ฉะนั้น ถ้าไม่แบ่งส่วนบุญให้ จะขอจองเวรจองกรรมนะ ขอให้เป็นผู้ได้ประสบพบปะแต่เหตุเภทร้าย อายุสั้นพลันตาย ประกอบด้วยโรคภัยนานาชนิด ไม่มีวันจบสิ้น”
เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น ก็เลยตั้งจิตอุทิศแบ่งส่วนบุญไปให้และให้เขารับพระไตรสรณคมน์ และศีล ๕ แล้วก็บอกให้เขามารับทุกวัน
เขาก็ว่า “ดีแล้ว นับว่าเป็นโชคลาภอันดี จะได้มีโอกาสไปเกิดเป็นมนุษย์ เพราะภพชาติของพวกข้าพเจ้านี้ต่ำช้าลามก ไม่มีอิทธิพลใด ๆ ทั้งสิ้น”
ก็เลยอุทิศส่วนบุญไปให้อย่างนั้นไม่ลดละ จนกระทั่งอายุพรรษาล่วงมาได้ ๒๐ พรรษา ไม่พบเห็นสัตว์เหล่านั้นมาหาอีกเลย จึงได้ไปกราบเรียนถามหลวงปู่บัว
ท่านก็ว่า “ผมเองก็เหมือนกัน เมื่อภาวนาจนจิตสงบลงไปแล้ว จะเห็นฝูงสัตว์ทั้งหลายมากันสนั่นหวั่นไหวหลั่งไหลมาขอรับส่วนบุญ เมื่ออุทิศให้แล้ว เขาก็รับ แล้วไปเกิดเป็นมนุษย์ เขาไม่มาจองเวรจองกรรมอีกต่อไปเพราะเขาเห็นว่า ภพชาติสังขารของเขานั้นมันต่ำช้าลามก ไม่เหมือนกับพวกมนุษย์ มนุษย์เป็นภพชาติสูงส่งยิ่งกว่าใด ๆ ทั้งหมด สามารถทำคุณงามความดีได้ยิ่งเลิศประเสริฐทุกอย่าง”
นั่นแหละ ที่เรียกว่า การบวชบำเพ็ญบุญล้างบาป เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้นแล้วก็สิ้นสงสัย
ทีนี้เรื่องการอุทิศส่วนบุญให้แม่นั้น พออายุพรรษาล่วงมาได้ ๒๕ พรรษา แม่ก็พ้นจากนรกมืดมาเกิดกับหลานสาว พออายุได้ ๒ ปี ก็พูดจาได้ความ รู้เรื่อง
แม่ยายเขาเรียกใช้ว่า “อีหล้า ไปหยิบของมาให้แม่หน่อย”
“มึงอย่ามาเรียกกูว่า อีหล้า กูเป็นแม่มึงนะ”
“เป็นแม่ได้อย่างไร เพิ่งเกิดมาได้ ๒ ปี”
สมบัติร่างกายนี้ไม่ใช่แม่หรอก เป็นหลาน แต่ว่า ใจของฉันนั้นเป็นแม่ของพวกท่าน”
นั่นแหละ เขาก็เลยมานิมนต์ให้ไปซักไซ้ไต่ถามดู ก็เลยได้ความว่า เคยเป็นแม่ในชาติก่อน เมื่อถามว่า เป็นแม่นั้น มีบุตรกี่คน
เขาก็ตอบได้ว่า มีบุตร ๖ คน คนที่ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, และ ๖ เขาก็ไล่ชื่อเสียงเรียงนามได้หมด รวมทั้งสามีภรรยา ญาติมิตรสายโลหิต ปู่ ย่า ตา ยาย เพื่อนบ้าน เขาบอกได้ถูกต้องทุกอย่าง ตลอดจนเรื่องเรือกสวนไร่นานั้น ก็บอกได้ถูกต้อง รวมทั้งหลักฐาน เครื่องหมายต่าง ๆ ก็บอกได้ไม่ผิด แต่แล้วก็ยังไม่ลงเอยก้นนะ จึงได้ถามเขาต่อไปอีกว่า
“หลวงพ่อ คิดถึงเจ้านั่นแหละ จึงได้ออกบวช แล้วอุทิศส่วนบุญไปให้ ได้รับหรือไม่ ?”
เขาว่า “ได้รับ ได้รับแต่ตอนกลางคืน ๕ ทุ่ม ได้รับทุกคืน แต่ตอนเช้าไม่ได้รับ ไปอยู่ที่ไหนเล่า ?” เขาต่อว่ากลับมาอีก
“โอ๋...ตอนเช้าหลวงพ่อทำบุญน้อย พอตี ๒ ก็ลุกขึ้นมาทุกวัน แล้วนั่งสมาธิตั้งแต่นั้นไป จนกระทั่งรุ่งเช้าของวันใหม่ แล้วก็สวดมนต์ทำวัตรเช้า จากนั้นก็ไปทำกิจวัตร จึงไม่ได้อุทิศส่วนบุญไปให้ อุทิศให้เฉพาะตอนเย็นเพราะตอนเย็น เดินจงกรมตั้งแต่ ๖ โมงเย็นไปจนถึง ๕ ทุ่ม ทุกวัน แล้วก็หยุดยืน นั่งสมาธิ ไหว้พระสวดมนต์อุทิศส่วนบุญไปให้ เพราะตอนเย็นนั้นได้บำเพ็ญบุญมาก
เขาว่า “ถ้าได้ทั้งเช้าและเย็น ก็คงจะพ้นจากนรกมืดได้เร็วกว่านี้”
ก็เลยถามเขาต่อไปว่า “ไปอยู่ในนรกมืดนั้นเป็นอย่างไร ?”
เขาก็ว่า “เมื่อขาดใจแล้ว นายนิริยบาลมาคุมตัวไปฝากไว้ในนรกมืด ไม่มีแสงสว่างเลย มืดทั้งวันคืน ไม่ได้เห็นแสงพระอาทิตย์ พระจันทร์เลย”
“ในนรกมีคนมากเท่าไหร่ ?”
“โอ๋...ดวงวิญญาณในนรกมืดนั้นแน่นขนัด อัดแอกันอยู่เหมือนข้าวสารยัดกระสอบนั่นแหละ”
ทีนี้เมื่อพวกท่านอุทิศส่วนบุญไปให้ จ่ายมบาลก็ว่า
“นางเลี่ยม ชมภูวิเศษ จงมารับเอาส่วนบุญ ที่ลูกบวชในศาสนาอุทิศมาให้ทุกวันคืน”
นั่นแหละฉันก็ดีใจ เมื่อรับเอาบุญทุกวันคืน ตั้งแต่ปี ๒๔๙๐ ไปถึง ๒๕ พรรษา ก็เลยพ้นจากกรรมชั่วช้าลามกทั้งหลายทั้งปวงนั้น มาอยู่เหนืออำนาจการบังคับของจ่ายมบาล เพราะอำนาจของบุญนั้นตัดกระแสของบาปกรรมในนรกออกได้ เขาก็ปล่อยไปตามเรื่อง หมดกรรมเวรแล้ว ขอแม่เจ้าจงไปตามเรื่องเถิด จงไปเกิดที่เมืองมนุษย์ แล้วเขาก็เปิดประตูเหล็กให้ เสียงประตูดังสั่นเหมือนฟ้าร้อง ได้เห็นแสงพระอาทิตย์สว่างจ้า ก็ดีใจ แล้วก็หันหน้าไปร้องบอกลาพวกที่ยังอยู่ในนรกว่า
“พี่น้องทั้งหลาย ฉันขอลาไปเกิดเมืองมนุษย์ก่อน”
พวกที่เหลืออยู่ก็ร้องไห้กันสนั่นหวั่นไหว เหมือนอึ่งอ่างในฤดูฝน ไปไหนไม่ได้ เพราะบาปกรรมรึงรัดผูกมัดไว้กับสถานที่นั้น บาปไม่อนุญาตให้ไป เพราะยังไม่หมดเขตเวรกรรม
จากนั้น จ่ายมบาลก็ว่า “ขอให้ไปดี โชคแม่มีแล้วเพราะได้ลูกเป็นนักปราชญ์ชาติเมธี ใจดีมีศีลธรรม ออกบวชบำเพ็ญบุญส่งมาให้ก็ดีมาก นับว่าหาได้ยากในโลกนี้”
นั่นแหละ ก็เห็นอำนาจของการบวชบำเพ็ญบุญ อุทิศส่วนบุญไปให้ แม่ไปตกนรกมืด บุญก็ไปช่วยเหลือให้มาเกิดตระกูลเดิมได้ ก็หมดความห่วงใยอาลัยแล้ว ได้เห็นผลประจักษ์อย่างนั้น
ทีนี้ก็ย้อนมาถามพี่สาวบ้างว่า “ไม่ได้ทำบุญอุทิศไปให้แม่บ้างหรือ ?”
พี่สาวก็ว่า ทำ ๓ ครั้ง น้าสาว (น้องแม่) เขาคิดถึงพี่สาวเขาก็เลยพาหลานสาวทำบุญอุทิศไปให้แม่ ทำถึง ๓ ครั้ง
“ทำอย่างไรเล่า ?”
น้าสาวพาทำบุญใส่เหล้าลงไปครั้งละโหลนะ ครั้งละโหลไหใหญ่ ๆ ฝังไว้ในป่าสับปะรด ป่ากล้วย ฆ่าวัว ฆ่าควาย สมัยนั้นวัวควายราคาถูก ทำบุญแต่ละครั้งหมดวัวควายไป ๔ - ๕ ตัว ตัวละ ๑๐ สลึงก็มี ตัวละ ๖ สลึงก็มี บาทหนึ่งก็มี ๕๐ สตางค์มี สมัยนั้น วัวควายไม่มีราคา
“แล้วพระที่ไปทำบุญด้วยนั้น มีการประพฤติปฏิบัติอย่างไร ?”
“โอ๋...พระเหล่านั้น กินข้าวแลงแกงร้อน (กินข้าวมื้อเย็น) เล่นสีกงสีกานารี ขุดดิน ฟันไม้ ถือเงินบายทองใช้จ่ายเงินทองเยี่ยงฆราวาส ) และที่วัดนั้นมีหมาพรานอยู่คู่หนึ่ง เย็นค่ำขึ้นมาก็พาหมาเข้าป่าไปล่าสัตว์ อีเห็น กระต่าย ได้มาก็เอามาทำอาหารกิน กินเหล้า กินยาต่าง ๆ นานา”
ถ้าทำบุญอย่างนั้นก็ไม่ได้บุญหรอก ถึงจะอุทิศไปให้ก็ไม้ได้รับหรอก เหตุที่อุทิศให้ไม่ถึงก็เพราะ
๑ ฆ่าวัว ฆ่าควาย กรรมของสัตว์นั่นไปขวางไว้
๒ ผู้รับทานนั้น เป็นพระทุศีล พระทุศีลอุทิศให้ไม่ถึงนะ เพราะเครื่องส่งคือศีลนั้นมันขาด ขาดศีลเป็นเครื่องส่งบุญ แม้ตัวพระเองก็ไม่ได้รับ เพราะมีแต่บาป จะรับไทยทานส่งไปให้ผู้อยู่โลกหน้าก็ไม่ถึงทั้งนั้น
นั่นแหละเรื่องการบวชใช้หนี้แทนสินพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้า ก็จบสิ้นบริบูรณ์ทุกอย่าง แล้ว ก็เบาใจ เบากาย นี่แหละ เรื่องการบวชก็ต้องมีเครื่องยึดเครื่องอยากได้ มันจึงจะบวชได้ ยึดอยากได้สวรรค์ นิพพาน มันจึงพอใจออกบวชได้ นอกนั้นไม่มี
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm

Hugostars
23-06-2008, 01:15 AM
ขอกราบนมัสการหลวงปู่จันทา ถาวโร และขออนุโมทนาบุญกับพี่จอนนี่ด้วยครับ

อุดรเทวะ
23-06-2008, 01:18 AM
ขออนุโมทนาสาธุครับ

joni_buddhist
24-06-2008, 11:06 PM
http://photos1.hi5.com/0036/835/880/Qt6A7U835880-02.jpg
หลวงปู่จันทาญัตติเป็นธรรมยุต
ครั้นต่อมา ปี ๒๔๙๓ ได้ญัตติเป็นธรรมยุต แล้วไปอยู่กับหลวงปู่ทับ (เขมโก) เจ้าอาวาสวัดป่าแพงศรี อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ วัดนั้นเป็นวัดป่าช้า ปีนั้นก็ตั้งใจทำความเพียรอย่างเต็มที่ อยู่ด้วยอิริยาบถ ๓ คือ เดิน ยืน นั่ง เท่านั้น เพราะอยากรู้ธรรม เห็นธรรม ไปศึกษาหลวงปู่ทับ ท่านก็ว่า
“ถ้าทำความเพียรอ่อน ก็ไม่เป็นไป เพราะกิเลสกับธาตุขันธ์นั้นมันเหนียวแน่น ผูกมัดรัดรึงดวงจิตไว้ พร้อมทั้งกรรมชั่วช้าลามกนั้น ฉะนั้นจึงต้องทำความเพียรชนิดเอาตายเข้าว่า อย่างอุกฤษฏ์ ไม่ห่วงใยในชีวิตสังขาร เห็นว่า สังขารร่างกายนี้นั้น เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นอสรพิษตัวร้ายกาจ ขบกัดให้เป็นทุกข์อยู่ทุกกาลสมัย นับตั้งแต่วันเกิดเป็นต้นมา”
“อสรพิษใหญ่นั้นคือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย นี่แหละอสรพิษใหญ่ตัวร้ายกาจ ทีนี้จงทำความเพียรเผาจิตให้เร่าร้อนทั้งวันคืน ยืน เดิน นั่ง นอน เพื่อว่าจะเผากิเลสให้มันเร่าร้อน จะนำดวงจิตเข้าสู่สมาธิธรรมได้ เมื่อจิตเข้าสู่สมาธิธรรมได้แล้วนั้น แสงสว่างแห่งธรรมจะเกิดขึ้นแล้วจะได้เปลื้องตนออกจากอสรพิษใหญ่ และจิตจะได้บรรลุธรรม นอกนั้นไม่มี ไม่เป็นไป”
เมื่อหลวงปู่ทับว่าอย่างนั้นแล้ว ก็พอใจ เร่งทำความเพียรในปีแรก (๒๔๙๓) ตลอดไตรมาส ๓ เดือน ไม่นอน เดิน ยืน นั่ง เอาอิริยาบถ ๓ เท่านั้นแหละ ข้าง ก็ ๒ - ๓ วัน ฉันครั้งหนึ่ง ฉันก็ฉันน้อย พอยังชีวิตให้เป็นไปเท่านั้น เดินจงกรม บางวันมันเหนื่อยล้า ก็ยืนภาวนา มันจะหลับ หรืออย่างไรไม่ทราบ ปัสสาวะไหลออกมาไม่รู้ตัวนะ นี่แหละ การทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ไม่หวั่นไหว พอออกเดินไป รู้สึกว่าผ้าเปียก กำผ้ามาดม จึงรู้ว่าเป็นกลิ่นปัสสาวะ นั่นแหละ การทำความเพียรเป็นอย่างนั้น
เดือนที่ ๑ ผ่านไป เดือนที่ ๒ ก็ผ่านไป พอเดือนที่ ๓ จวนจะผ่านไป จิตจึงสงบ เพราะการทำความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน เผาร่างกายให้เร่าร้อนอ่อนเพลียละเหี่ยใจ อาหารของธาตุขันธ์ คือ กิน กับ นอน นั้นไม่มี มีแต่ทำความเพียรอย่างนั้น ทีนี้บางคืน เดินแล้วก็ยืน ยืนนั่น หายใจเข้าว่า พุท หายใจออกว่า โธ ผ่อนลมหายใจเข้าออกให้น้อยลง กายสังขารคือลม (เครื่องปรุงกาย) อานาปานสติ คือ ลม (สติกำหนดลม) นั่นแหละ ต่อแต่นั้นมา จิตก็อ่อนลง ๆ ละเอียดลงไปทุกที สติกับจิต กับลมหายใจเข้าออกมันละเอียดเข้าทุกที บางทีจิตก็สงบ ก่อนที่จิตจะสงบนั้น จิตก็วงพุทโธ พอวางพับ จิตก็รวมพับลงถึงขั้น ขณิกสมาธิ (จิตสงบเล็กน้อย) พอถึงขั้นนั้น ความอ่อนเพลียละเหี่ยใจ หิวโหยเหนื่อยล้าของร่างกายก็หายไปหมด รู้สึกสดชื่นแข็งแรงขึ้น นั่นแหละ อำนาจของความสงบเป็นอย่างนั้น เป็นของอัศจรรย์เลิศประเสริฐสุด แล้วศรัทธาก็เกิดขึ้นพร้อม วิริยะเกิดขึ้นพร้อม สติปัญญาเกิดขึ้นพร้อม เกิดความเห็นชอบว่า
“โอ๋..วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ นั้นจริงแท้ ผู้มีความเพียร จะต้องมีทุกข์ ทุกฺขมจฺเจติ ความทุกข์นั้นมันเผาธาตุขันธ์แล้วก็เผาใจด้วย นั่นแหละ จะล่วงทุกข์ได้ก็เพราะความเพียร เห็นธรรมได้ก็เพราะความเพียร นอกนั้นไม่มี”
นั่นแหละ แน่นอนเป็นของดีเลิศประเสริฐอย่างนั้น รสชาติของความสงบนั้นแสนอร่อยลึกซึ้ง จึงสมกับนามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
“นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ ฯ ความสุขอื่น เสมอด้วยจิตสงบ ไม่มี”
ต่อแต่นั้น จิตก็ไม่หวั่นไหวในโลก ธาตุขันธ์นี้จะแปรปรวนอย่างไรก็ไม่หวั่นไหว เพราะอาหารของจิต เกิดขึ้นแล้ว ในขณะนั้นก็เพ่ง เพ่งกายนั้น เพ่งอนิจจตา ไม่เที่ยง มันเป็นอย่างไร คือ มันแก่ ทุกขตา เป็นทุกข์ มันเป็นอย่างไร คือมันเจ็บ อนัตตตา เป็นอย่างไร คือ มันตาย นี่เพ่งอนุโลม ปฏิโลม เดินหน้า ถอยหลัง กลับขึ้นกลับลงอยู่อย่างนั้น นั่นแหละ แต่แล้วก็ยังไม่เห็นมรณะ อสุภะ เพราอินทรีย์อ่อน ก็เร่งกันอยู่อย่างนั้น
ทีนี้ก็ได้ยินเสียงพูดกัน เสียงร้องครางก็มี มองไปข้างหน้าโน้น เห็นผีทั้งหลายยืนอยู่เป็นกลุ่ม ๆ บางตัวก็คอขาด หัวไม่มี มีตาอยู่ที่หน้าอก บางตัวก็มีตาแหกขึ้นข้างบน น่ากลัวนะ แต่เห็นแล้วก็ไม่กลัวทั้งนั้น เพราะอำนาจจิตสงบ ไม่กลัวใครทั้งนั้น ร้อน หิว หนาว ไม่มี ไม่กลัวทั้งนั้น อยากให้ทุกข์เกิดขึ้น เพราะได้เห็นผลของความสงบเยือกเย็นนั้นเกิดจากทุกข์ ถ้าความเพียรมีทุกข์แล้ว ก็ต้องมีผล คือสุขนั้น จะนำธรรมแปลก ๆ มาให้รู้ให้เห็น ถ้าความเพียรอ่อน ติดสุขแล้ว ไม่เห็น ไม่เป็นไป นี่ข้อสำคัญนะ
จากนั้น ก็กำหนดถามผีเหล่านั้นว่า “พวกท่าน ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ ?”
“โอ๋...ท่านเอ๋ย พวกข้าพเจ้าสมัยเมื่อเป็นมนุษย์นั้น วัดไม่เข้า พระเจ้าไม่นบ (ไหว้) ทาน ศีล ภาวนา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไม่มี ถือศาสนาก็ถือตามเพื่อนบ้านลอยลมไปอย่างนั้น หาขอบเขตความจริงไม่ได้ ข้องดเว้นอย่างจริงจังก็ไม่มี รับพระไตรสรณคมน์ และศีล ๕ ต่อหน้าพระ พอให้หลังก็กินเหล้า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไปเลยตามธรรมดา อยู่กินหลับนอนเหมือนกับวัวกับควายนั่นแหละความดีไม่ห่วงใยอาลัยทั้งนั้น ก็ทำไปตามธรรมดาของโลกที่เขาทำกันอย่างนั้น อ๋อ...โทษที่ไม่มีคอนั้น ก็เพราะไปตัดคอเขา นั่นแหละเป็นเปรต ทั้งหญิงชายก็เป็นอย่างนั้น”
ถามแล้วก็ได้ความว่า เป็นผี เป็นเปรต มาตั้งแต่เริ่มตั้ง อ.กมลาไสย อยากจะพ้นจากเวรกรรมทุกข์ยากนี้ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร
นั้นแหละ เมื่อเป็นธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ก็เกิดความสังเวชสลดใจ แล้วก็น้อมมาเป็นเรื่องของตน เขาเป็นอย่างไรก็เพราะความไม่ดีด้วยกาย วาจา จิต นั่นแหละ จึงได้รับผลเป็นอย่างนั้น
กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์
กิเลส เป็นเหตุให้ทำกรรมชั่วช้าลามก ด้วยกาย วาจา ใจ ต่อไป กรรมวัฏฏ์ ก็ได้กระทำกรรมชั่วช้านั้น และ วิปากวัฏฏ์ ก็ได้เสวยวิบากแห่งกรรมอย่างนั้น
ก็น้อมมาเป็นเรื่องของเรา เขาเป็นฉันใด เราก็เป็นฉันนั้น เพราะเหตุใด เพราะแต่ชาติปางก่อนโน้น เราก็คงเป็นอย่างนี้ หรือในชาตินี้ เราประมาทอยู่อีกต่อไป ภพเบื้องหน้าของเราโน้น ถ้าเรายังตัดกระแสของวัฏฏสงสารไม่ได้เมื่อไร จะต้องเป็นเปรตในวัฏฏสงสารอย่างเขานี่
เปโต แปลว่า เปรต หมายถึง เป็นผู้ต้องเวียนเกิดดับในภพน้อยภพใหญ่ และได้เสวยวิบากอย่างนี้ บางทีก็โชคไม่ดี ไปพบพาลสันดานหยาบ ชักพาให้ทำความชั่วช้าด้วยกาย วาจา ใจ ผิดศีลธรรม เป็นเปรตอย่างนี้ ไม่ได้ตามใจหวังทั้งนั้น อันนี้ข้อสำคัญ สอนตนอย่างนั้น ก็เลยเร่งรีบทำความดีอย่างไม่ลดละ
พอรุ่งขึ้นตอนกลางวัน ก็ไปศึกษากับ หลวงปู่ทับว่า “ผมจิตสงบเมื่อคืนนี้ ผมทำความเพียรมา ๒ เดือน พอเดือนที่ ๓ นี่จวนจะหมดแล้ว จิตจึงสงบ เมื่อจิตสงบแล้ว เห็นฝูงเปรตทั้งหลาย หญิงชายเต็มไปหมด ผมเองก็ไม่กลัวนะ น้อมมาเป็นพี่เป็นน้องทั้งนั้น แล้วก็ศึกษาเป็นธรรมะสอนผมเองว่า ต่อไปก็จะเป็นอย่างนี้ หรือที่ผ่านมา อาจจะเคยเป็นอย่างนี้มาแล้ว นั่นแหละ เห็นอย่างนั้นแล้วจะให้ทำอย่างไร”
หลวงปู่ท่านก็บอกว่า “เห็นแล้ว ก็ให้ซักไซ้ไต่ถามเขา ให้ได้ความสังเวชสลดใจ โอ้...หนอ อนิจจา น่าสังเวช สัตว์บก สัตว์น้ำทุกถ้วนหน้าที่อยู่ในโลกทั้งสาม (กามโลก รูปโลก อรูปโลก) นี่แหละ เพราะทำความชั่วช้าลามกใส่ตนแล้ว ก็ลงสู่อบาย หาความสุขความเจริญไม่มี ก็จะเกิดความสังเวชสลดใจ แล้วจะได้ไม่ประมาท เร่งรีบสะสมคุณงามความดีใส่ตน ให้รอดพ้นไปจากวัฏฏทุกข์เสีย ถึงแม้ไม่ได้ธรรมขั้นสูง ก็ขอให้ได้ตัดกระแสของวัฏฏสงสาร คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ตัดได้ ๓ อย่างนี้ก็พอแล้ว แปลว่าตัดสงสารได้แล้ว ตัดวัฏฏทุกข์ขั้นต้นได้แล้วแน่นอน อบายไม่ได้ไป ไฟนรกไม่ได้ไหม้ จิตสูง จิตเด่น จิตเลิศประเสริฐแท้ในขั้นนี้” ท่านว่าอย่างนั้น
นั่นแหละ เป็นเหตุจะได้เป้าหมาย คือ พระนิพพานต่อไปในเบื้องหน้า อบายอย่างเขาไม่มี
จากนั้น ท่านก็บอกว่า “จงเมตตาเขา ให้เขามารับพระไตรสรณคมน์ และ ศีล ๕ แล้วก็แบ่งส่วนบุญให้เขา เขาจะได้พ้นจากกำเนิดเป็นเปรต แปลว่าเราเป็นผู้มีเมตตาธรรม สงสารให้ส่วนบุญเขา เราก็จะได้อีก คือ ได้สติปัญญา”
นั่นแหละ ทำความเพียร ขยำกันอยู่อย่างนั้น ตั้งแต่นั้นมา จิตใจที่กล้าแข็ง ก็อ่อนโยนลง เพราะเห็นสัตว์อื่น มวลมนุษย์ นาค ครุฑ ที่ประพฤติไม่ดีแล้วได้รับผลอย่างนั้น นั่นแหละ จิตนั้นก็ใฝ่ฝันขยันในการทำความเพียร ไม่ลดละ จนกระทั่งออกพรรษา

เปลือกไม้
25-06-2008, 04:12 PM
ขอกราบนมัสการหลวงปู่จันทา ถาวโร และขออนุโมทนาบุญด้วยครับ

joni_buddhist
25-06-2008, 11:51 PM
ร่วมทางกับพระอาจารย์จันทร์

http://photos1.hi5.com/0038/589/605/pLYCdt589605-02.jpg

ฝึกกรรมฐานอยู่กับหลวงปู่ทับ ๑ ปี เมื่อออกพรรษาแล้วได้กราบลาท่านไปแสวงวิเวกผ่านทุ่งนาป่าดอน ขึ้นภูพานไปทางสกลนคร เดินเท้าเปล่าไปตามทางสัญจรของชาวบ้าน ยังไม่กล้าบุกเข้าป่าทึบดงเสือดงช้าง เพราะความรู้ทางจิตตภาวนายังอ่อนหัดไม่ประมาทในชีวิต
แสวงวิเวกไปถึงบ้านม่วงไข่ผ้าขาว เขตอำเภอสว่างแดนดิน ได้พบปะทำความรู้จักกับพระอาจารย์จันทร์ ซึ่งจาริกธุดงค์มาจากจังหวัดยโสธร
หลังจากได้สัมโมทนียกถาและแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดเห็นในการปฏิบัติธรรม.จนเป็นที่ชอบใจสบอัธยาศัยซึ่งกันและกันแล้ว ก็ตกลงใจร่วมกันเดินธุดงค์ขึ้นไปทางเพชรบูรณ์
พระอาจารย์จันทร์ เป็นชาวบ้านขั้นใดใหญ่ จังหวัดยโสธร บวชเรียนมาได้ ๑๑ พรรษา ส่วนท่านอาจารย์จันทา เพิ่งได้ ๔ พรรษา เมื่อเดินธุดงค์ไปด้วยกันหลายวันเข้าได้อยู่ใกล้ชิดสนิทสนมก็ค่อยได้รู้จักนิสัยใจคอและภูมิจิตภูมิธรรมกันขึ้นเรื่อย ๆ เรียกว่าเริ่มได้เห็น “หน้าตาดั้งเดิม” ได้บ้างแล้ว
ท่านพระอาจารย์จันทาติดขัดการเจริญกรรมฐานข้อใด ก็ได้สอบถามเอาจากพระอาจารย์จันทร์ แต่ปรากฏว่าพระอาจารย์จันทร์อธิบายให้ฟังไม่ได้ แถมยังแสดงความไม่พอใจอีกด้วย ลักษณะของพระอาจารย์จันทร์ดูจะเป็นพระ “นักท่องเที่ยว” มากกว่าที่จะเป็นพระปฏิบัติกรรมฐาน
เมื่อไปถึงเพชรบูรณ์ ได้จำพรรษาอยู่ด้วยกันที่วัดบ้านเฉลียงเป็นสถานที่สัปปายะวิเวกดีพอสมควร เหมาะสำหรับบำเพ็ญกรรมฐาน ท่านพระอาจารย์จันทาได้เร่งความเพียรในพรรษานั้นเดินจงกรมและนั่งสมาธิอย่างมีมานะ เอาจริง
แทนที่จะส่งเสริม การณ์กลับเป็นไปว่า พระอาจารย์จันทร์ชอบเบียดเบียนทางกายและทางวาจา ไม่เห็นด้วยกับการเจริญกรรมฐาน พูดตรง ๆ ก็คือกลั่นแกล้งนั่นแหละ เกรงว่าท่านพระอาจารย์จันทาจะได้ดีมีความรู้เกินหน้าตน !
แต่ท่านพระอาจารย์จันทาก็วางเฉย ใช้ขันติดวามอดกลั้น ไม่แสดงปฏิกิริยาขัดเคืองแต่ประการใด คงให้การเคารพนับถือพระอาจารย์จันทร์เสมอต้นเสมอปลายและให้อภัยในการเบียดเบียนที่ท่านจงใจเจตนากระทำต่อตน
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm (http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm)

joni_buddhist
26-06-2008, 11:03 PM
หลวงปู่จันทาท่องยมโลก
เมื่อออกพรรษาแล้ว ได้กราบลา หลวงปู่ทับ ออกเที่ยววิเวกไปกับท่านพระอาจารย์จันทร์ ซึ่งเป็นคนบ้านกระไดใหญ่ จ.ยโสธร ท่านอาจารย์จันทร์ได้ ๑๑ พรรษา เป็นหัวหน้าพาไป ขณะนั้นเป็นฤดูแล้ง ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้ไปพักอยู่ที่ วัดบ้านเฉลียงลับ อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์
อยู่มาวันหนึ่ง ก็เลยตั้งใจ ฝึกจิตตามวิธีการที่หลวงปู่ทับสอนให้ มีหลายประเด็น ประเด็นหนึ่งก็ ตั้งสัตย์ไว้ว่า จะไม่นอน วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ข้างก็ไม่ฉัน ทำความเพียรอยู่ในอิริยาบถ ๓ คือ เดิน ยืน นั่ง เท่านั้น แล้วตั้งใจมั่น อธิษฐานว่า
“ถ้านรก สวรรค์ นิพพานมีจริง ก็ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงทรงบันดาลให้ได้เห็นในวันนี้ หรือ คืนนี้ จะได้สิ้นสงสัยว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นนายะโก ผู้นำโลก คือหมู่สัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ได้แท้จริง”
จากนั้นก็ออก เดินจงกรม ก้าวขวาว่า พุทโธ ก้าวซ้ายว่า ธัมโม ก้าวขวาว่า สังโฆ เมื่อครบ ๓ รอบแล้ว ก็ย่อคำบริกรรมเป็น ก้าวขวาว่า พุท ก้าวซ้ายว่า โธ ทำอยู่อย่างนั้น ไม่ได้กำหนดเวลา มีแต่เดินกับยืนวันยังค่ำ จนกระทั่งถึง ๖ โมงเย็นจึงหยุด ไปอาบน้ำชำระร่างกาย เสร็จแล้วก็ฉันน้ำร้อน
จากนั้น เวลาเกือบ ๖ โมง ๓๐ นาที แสงอาทิตย์จวนจะหมดแล้ว ก็เอากลดไปกางบนศาลา แล้วเข้าที่อธิษฐาน ตั้งใจมั่นว่า
“คืนนี้จะนั่งภาวนา เพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เอาบุญ และฝึกจิตให้จิตรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมต่าง ๆ นรก สวรรค์ นิพพานมีไหม ขอให้รู้เห็นเป็นไป จะได้สิ้นสงสัย”
อธิษฐานแล้วก็ไหว้พระสวดมนต์ เสร็จแล้วก็อุทิศส่วนบุญ จากนั้นเข้าที่ นั่งสมาธิ ชำระจิตใจให้ผ่องใส ปล่อยวางอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงให้หมดเสียสิ้น นั่งเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ทำกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น เฉพาะหน้า บริกรรม พุทโธ เป็นอารมณ์ของสติ หายใจเข้าว่า พุท หายใจออกว่า โธ
พอจิตยึดมั่นกับ พุทโธ ได้ไม่นาน จิตก็ปล่อยวาง พุทโธ เหลือแต่ผู้รู้ อยู่กับสติ พอจิตรวมลงไปนั้น จะไปนึกฐานอะไรก็ไม่ทราบ มันเป็นฐานใหญ่กว่า ขณิกสมาธิ ที่เคยเป็นมาแล้ว จิตก็วางกาย วางลม วางขันธ์ ลงถึงฐานใหญ่แสงสว่างกระจ่างแจ้งเกิดขึ้น กลางคืน เหมือนกลางวัน สว่างรุ่งโรจน์
ในขณะนั้น มีความสุขและความเยือกเย็นร่าเริงบันเทิงเกิดขึ้นกล้าแข็ง จนรู้สึกแปลกประหลาดใจ นั่นแหละพอลงไปถึงฐานนั้นแล้ว จิตก็เสวยสุขอยู่ในที่นั้นนานพอสมควร ทีนี้ผู้รู้พูดขึ้นมาในหัวใจว่า
“นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ ฯ ความสุขอื่นเสมอด้วยจิตสงบ ไม่มี”
นี่แหละ พูดขึ้นมาอย่างนั้น อันนี้เป็น ภวังคภพภวังคจรณะ ภวังค์ใหญ่กว่าเมื่อครั้งที่อยู่ อ.กมลาไสย อันนี้ใหญ่กว่านั้น จะเป็นอะไรเล่า ถ้าพูดตามหลักธรรมก็เรียกว่า อุปจารสมาธิ พูดขึ้นมาอย่างนั้นว่า นี่แหละคืออุปจารสมาธิ สมาธิธรรมอันมั่นคงหนาแน่นนะ ซึ่งเป็นผลเกิดขึ้นจากการเจริญสมณธรรม
ทีนี้ผู้รู้พูดขึ้นมาอีกว่า “ความสุขนี้ยังเป็นโลกียสุขอยู่ซึ่งไม่แน่นอน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แสงสว่างนี่คือ แสงพระนิพพาน แต่ยังไม่ใช่ตัวจริง เป็นรูปเปรียบเทียบเฉย ๆฉะนั้นอย่าเพิ่งติดสุข นักปราชญ์ พระโยคาวจรเจ้าทั้งหลาย ผู้ได้พบพระนิพพานนั้น เป็นผู้ทำความเพียรเวียนหาความพ้นทุกข์ ไม่ติดสุขทั้งนั้น”
นั่นแหละ เมื่อตั้งมั่นพอสมควรแล้ว ก็มาพิจารณาธาตุขันธ์ ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ น้อมลงสู่ไตรลักษณ์
อนิจจตา ไม่เที่ยง มันไม่เที่ยง แปรปรวน เปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิจ แปรปรวนเปลี่ยนแปลงยักย้ายกลายมาเป็นอื่น ตั้งแต่วันเกิดมาโน่น จนถึงวันนี้ จากวันนี้ก็จะแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปอีกข้างหน้าโน้น
ทุกขตา ก็เป็นทุกข์ ทุกถ้วนหน้า โลก คือหมู่สัตว์ไม่ได้ตามใจหมายทั้งนั้น เพราะเป็นทุกข์ เพราะใจห่วง ใจยึด
อนัตตตา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เราเสียสิ้น นั่นแหละ พิจารณาน้อมลงสู่ไตรลักษณ์ เห็นแจ้งประจักษ์เสมอ มันจึงจะเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด ยึดธาตุขันธ์ว่า ขันธ์เป็นตน ตนเป็นขันธ์ ขันธ์มีในตน ตนมีในขันธ์ ไม่ใช่หรอก เป็นแต่เพียงสัมภาระปัจจัย เครื่องอาศัยชั่วคราว ไม่แน่นอน ไม่นานก็พลัดพรากจากกันไปเท่านั้น เพราะเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทอดทิ้งไว้ อย่าเพิ่งสงสัย ยึดมั่นอยู่เลย ยึดไว้พอเป็นปัจจัย เครื่องอาศัยชั่วคราว เพื่อให้มันได้ตน ได้ธรรม ได้บุญ ได้กุศล มรรคผลที่เกิดขึ้นจากสมบัติอันนี้ แล้วก็พิจารณาอย่างนั้น อนุโลม ปฏิโลม เดินหน้า ถอยหลัง ตัวเองก็แจ้งชัด คนอื่นภายนอกก็แจ้งชัด ก็สิ้นสงสัย
อฑฺฒา เจว ทฬิทฺทา จ สพฺเพ มจฺจุปรายนา ฯ ทั้งจนและมี ดีและชั่ว นอกบ้าน ในบ้าน นอกเมือง ในเมือง ใต้น้ำ บนบก ใต้ดิน บนอากาศทุกถ้วนหน้า เกิดมาแล้วก็แปรปรวนเปลี่ยนแปลง แก่เจ็บตายทอดทิ้งไว้ทุกถ้วนหน้าทั้งหมด นั่นแหละ ได้ยิน ได้ฟังได้เห็นอย่างนั้น จิตก็สังเวชสลดใจจนน้ำตาไหล เกิดความขนัน หมั่นในการทำความเพียรไม่ลดละ
จนกระทั่ง ล่วงไปถึงตีสอง ๓๐ นาที มีนิมิตผ่านเข้ามา เป็น นายนิริยบาล ๘ คน เดินทางออกมาจากบ้านเฉลียงลับ รูปร่างสูงใหญ่มหึมา ขนาดมนุษย์เรา ๖ คน จึงจะเท่ากับเขา ๑ คนนะ ผิวเนื้อดำแดง สวมเสื้อผ้าสีแดง และมีผ้าแดงเคียนที่ศีรษะ มือถือง้าวปลายแหลม เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างประมาณ ๒ - ๓ วาเท่านั้น
คนที่เป็นหัวหน้าก็กล่าวว่า “ท่านอาจารย์ พวกข้าพเจ้าทั้ง ๘ คนนี้เป็นนายนิริยบาล มาจากเมืองนรก มาเอาบุคคลผู้สิ้นอายุสังขาร ซึ่งเป็นหญิงสาวอายุ ๑๖ ปี หมดเกษียณภพชาติแล้ว พวกข้าพเจ้าได้ไปทำลายธาตุขันธ์ให้สิ้นลมแล้ว เดี๋ยวเขาจะตามมาภายหลัง”
“พวกท่านเป็น นายนิริยบาล มาจากเมืองนรกจริงหรือ ?”
“จริง ! ...ผู้ที่ทำงานอยู่ในเมืองนรกเหมือนกับพวกข้าพเจ้านี้ เรียกว่า นายนิริยบาล นายนิริยบาลเปรียบเสมือนกับพลตำรวจก็มี และมี จ่ายมบาล ซึ่งเปรียบเสมือนอธิบดีกรมตำรวจ คอยควบคุมบัญชาการอีกที”
ถามเขาไปอีกว่า “พวกท่านที่ได้ไปทำงานอยู่ในเมืองนรกนั้น ทำคุณงามความดีหรือความชั่วอย่างไร ?”
เขาก็บอกว่า “ความดีก็ทำ ความชั่วก็ทำ เอาหมดทั้งนั้น ไม่เลือก เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว กรรมดีและชั่วนั้นจึงพาไปอุบัติบังเกิดเป็นนายนิริยบาล ทำงานอยู่ในเมืองนรก”
จากนั้นก็ถามเขาอีกว่า “นรกนั้นอยู่ที่ไหนเล่า ?”
เขาก็บอกว่า “นรกนั้นอยู่ใต้ภูเขาเทวดาลงไป เป็นอีกเมืองหนึ่งต่างหาก อยู่ระหว่างกึ่งกลางของ ๓ จังหวัด คือ เลย ชัยภูมิ และเพชรบูรณ์”
“นรกนั้น เป็นสุข หรือ เป็นทุกข์ ประการใด ?”
“เป็นทุกข์ หาสุขไม่มี”
“ทุกข์อย่างไร ?”
“ทุกข์เพราะถูกต้มด้วยน้ำร้อน และถูกสังหารด้วยหอกด้ามกล้า พร้าด้ามคม ของนายนิริยบาล เป็นทุกข์อย่านั้น หาสุขไม่มี”
“พวกท่านที่ทำงานอยู่ในเมืองนรกนั้นเล่า เป็นสุข หรือเป็นทุกข์ ประการใด ?”
“เป็นทุกข์ครึ่งหนึ่งของสัตว์นรกเหล่านั้น”
“เป็นทุกข์อย่างไร ?”
“เป็นทุกข์ในขณะที่ไปสังหารสัตว์นรก ตรวจตราสัตว์นรก ถูกไฟนรกปลิวขึ้นมาไหม้ ถูกน้ำร้อนกระเด็นขึ้นมา ลวกแทบจะตาย นี่เป็นเพราะกรรมชั่วที่สะสมไว้เมื่อครั้งยังชาติเป็นมนุษย์โน้น จึงให้ผลเป็นทุกข์อย่างนั้น ครั้นพอเลิกจากงาน ก็กลับมาอยู่ปราสาทราชมณเฑียร กินของทิพย์อยู่สุขสบาย เพราะบุญกรรมดีสะสมไว้แต่ครั้งยังชาติเป็นมนุษย์ทั้งนั้น”
“คนในเมืองไทยนี่ ก็คงจะไปนรก กันหมดทุกคนใช่ไหม ?”
“เปล่า !... คนที่มี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลธรรมนั้น ไม่ได้ไป ถึงไปแล้วก็ไม่ได้ลงนรก”
“ฉะนั้น แสดงว่า คนในเมืองไทยนี้ ไม่ว่าอยู่ใกล้หรือไกล เมื่อตายแล้ว พวกท่านไปนำเขามาทั้งหมด ใช่หรือไม่ ?”
“ใช่ !... คนในเมืองไทยนี้ ไม่ว่าชาติใด ภาษามด ทั้งนั้นมีรายชื่ออยู่ในบัญชีของจ่ายมบาลทั้งหมด เขาไปจดไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในที่ลี้ลับซับซ้อนอย่างไรก็ตามที จะโกหกพกลมไม่ได้ทั้งนั้น”
ถามเขาไปอีกว่า “นรกนั้น มีมากน้อยเท่าไหร่ ?”
เขาก็ตอบว่า “เฉพาะในเมืองไทยนี่ก็มีหลายขุม ๔ ภาค ก็คงจะ ๔ ขุมใหญ่ ๆ นั่นแหละ”
อาตมาก็เคยเห็นใน มหาวิบากสูตร และใน พระมาลัยสูตร กล่าวว่า นรกในโลกมนุษย์นี้มีทั้งหมด ๔๕๖ ขุม ทีนี้ก็เลยถามเขาต่อไปอีกว่า
“เอาเฉพาะคนในเมืองไทยนี่แหละ เพราะต่างคนต่างอวดว่า ศาสนาของตัวนั้นเป็นของดีเลิศประเสริฐแท้ ศาสนาพุทธ ก็ว่า ผู้ถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งแล้ว อบายไม่ได้ไป ไฟนรกไม่ได้ไหม้ ส่วนศาสนาอื่น ๆ เขาก็ว่า ฆ่าสัตว์ไม่บาป และไปสวรรค์ได้ เมื่อทำบาปหยาบช้าทั้งหลายทั้งปวงลงไป พระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์นั้นจะเป็นผู้รับแทนทั้งหมด และว่า พระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์เป็นผู้สร้างโลก มันจะเป็นจริงอย่างเขาว่านั้นหรือไม่ ?”
“ไม่หรอกท่าน...พูดอย่างนั้นก็เป็นเรื่องของคนหูหนวกตาบอดพูด พูดหลอกลวงโลก และคนอื่นให้หลงตามกันเท่านั้น เพราะเมื่อทำความชั่วลงไปแล้ว ก็ต้องได้รับผลของความชั่วนั้น และเมื่อทำความดีลงไปแล้ว ก็ต้องได้รับผลของความดีนั้น เรื่องของกรรมดีหรือบุญนั้น จะส่งผลให้เห็นว่า ทางไปมนุษย์และสวรรค์นั้น สะอาดเตียนดี เหมือนกับเขาถางไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องของบาปหรือกรรมชั่วนั้น จะส่งผลให้เห็นว่า ทางไปนรกนั้น สะอาด เตียนดี เปลวไฟในในนรกที่ลุกรุ่งโรจน์ ก็สำคัญว่าเป็นกองดอกไม้ สัตว์ร้องครางร้องไห้คร่ำครวญเลือดอาบตัวอยู่ ก็สำคัญว่า เป็นสายสร้อยสังวาลสนุกสนาน นั่นก็เพราะบาปกรรมทำให้เห็นเป็นอย่างนั้น ส่วนทางไปมนุษย์หรือไปสวรรค์นั้น กลับมองเห็นเป็นป่ารกชัฏ เป็นขวากหนาม นั่นแหละเรื่องของบาป”
ได้ซักถามเขาต่อไปอีกว่า “สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ต่างศาสนากัน เมื่อตายไป และถูกท่านนำไปสู่เมืองนรกแล้ว ทำอย่างไรต่อไป ?”
เขาตอบว่า “เมื่อถึงสถานที่นั้นแล้ว จ่ายมบาล จะถามว่า เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ทำกิจการงานใดเลี้ยงชีพ บางคนก็ตอบว่า ค้าขาย บ้างก็ว่า ทำไร่ ทำนา บ้างก็ว่า รับราชการ ต่าง ๆ กันไป”
จากนั้น จ่ายมบาลจะถามต่อไปว่า “นับถือศาสนาอะไร ?” บางพวกก็ตอบว่า ศาสนาพุทธ บางพวกก็ว่า ศาสนาคริสต์ อิสลาม สิกข์ และฮินดู แตกต่างกันไป
ทีนี้ จ่ายมบาลจะถามถึง เทวทูตทั้ง ๕ (ทูตะ แปลว่า เครื่องส่ง เครื่องรับรอง) คือ ๑. ชาติ ความเกิด ๒. ชรา ความแก่ ๓. พยาธิ ความปวดไข้ ๔. มรณะ ความตาย และ ๕. นักโทษในเรือนจำ นั้น ท่านพิจารณาเห็นเป็นอย่างไร โดยถามไปทีละศาสนา ตอนแรกก็ถามศาสนาพุทธก่อน
ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธทั้งหญิงชาย ก็ตอบว่า “เป็นทุกข์” ทั้งนี้เพราะอำนาจของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น ฝังอยู่ที่ใจของเขา จึงดลบันดาลจิตใจให้เป็นปราชญ์ฉลาดรู้สิ่งทั้งปวงนั้น โดยไม่เก้อเขิน ไม่เดือดร้อนอาทรใจ องอาจกล้าหาญชาญชัยอย่างนั้น
ต่อจากนั้น จ่ายมบาล ก็จะถามอีกว่า “วัตร ๖ กก ๕ และสีมาทั้ง ๘ นั้นเป็นอย่างไร ตลอดจนหลักของพุทธศาสนาอื่น ๆ อีก เช่น วัตร ๓ วัตร ๔ วัตร ๕ วัตร ๖ โพชฌงค์ ๗ สมถวิปัสสนากรรมฐาน และ ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น ท่านพิจารณาเห็นเป็นอย่างไร
ด้วยอำนาจของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ฝังอยู่ในใจ ของผู้ที่นับถือ ศาสนาพุทธ เขาก็ตอบได้ว่า
“วัตร ๓ คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ”
“วัตร ๓ คือ ทาน ศีล ภาวนา”
“วัตร ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา”
“วัตร ๓ คือ กาย (กายสุจริต)
วาจา (วาจาสุจริต)
ใจ (มโนสุจริต)”
“วัตร ๔ คือ อริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย สิโรธ มรรค”
“วัตร ๕ คือ อินทรีย์ ๕ ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา”
“กก ๕ คือ หัว ๑ แขน ๒ ขา ๒”
“กก ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ”
ศาสนาพุทธสอนว่า เป็น อนิจจตา ไม่เที่ยง ทุกขตา ก็เป็นทุกข์ อนัตตา ก็ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เรา
วัตร ๖ คือ อินทรีย์ ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ศาสนาพุทธสอนว่า ให้สำรวมให้ดี ตา เห็นรูป หู ฟังเสียง จมูก ดมกลิ่น ลิ้น ลิ้มรส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม กาย จับต้องสัมผัส เย็นร้อน อ่อน แข้ง มโน น้อมนึกในธรรมารมณ์นั้น ๆ ศาสนาพุทธสอนให้สำรวมให้ดี ไม่ให้ยินดียินร้ายในของเหล่านั้น ถ้ายินดียินร้าย ก็เป็นเหตุให้ใจเศร้าหมอง เป็นทุกข์
วัตร ๗ คือ โพชฌงค์ ๗ เป็นองค์เครื่องตรัสรู้ ได้แก่ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และ อุเบกขาสัมโพชฌงค์
วัตร ๗ คือ อริยทรัพย์ ๗ ได้แก่ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ และ ปัญญา
สีมา ๘ คือ มรรค ๘ เป็นเครื่องดำเนินให้ถึงซึ่งความดับทุกข์ มรรค ๘ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ สัมมาวาจา กล่าววาจาชอบ สัมมากัมมันโต การงานชอบ สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีวิตชอบเพียรละบาป บำเพ็ญบุญชอบ สัมมาสติ ระลึกชอบ และ สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ มรรค ๘ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้ใดดำเนินตาม จะนำให้ถึงซึ่งความดับทุกข์ ไปถึงปรมัตถสุข คือ พระนิพพานเป็นที่แล้ว
สมถวิปัสสนากรรมฐาน เป็นที่ตั้งสำหรับฝึกกาย และจิต ให้จิตมีสติ มีปัญญา ให้นำจิตเข้าสู่ความสงบได้ และเป็นเครื่องกลั่นกรองกิเลสทั้งหมดออกจากดวงจิตได้
นั่นแหละ ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ เขาก็ตอบได้ถูกต้องทุกอย่าง จากนั้น จ่ายมบาลจึงว่า
พวกท่านเป็นนักปราชญ์ลาดรู้ รู้จักศาสนาที่ดี เป็นศาสนาที่ล้างบาป เป็นศาสนาที่กลั่นกรองกิเลส เป็นศาสนาที่บำเพ็ญบุญกุศล คุณงามความดีให้เกิดมีขึ้น เป็นศาสนาที่ป้องกันโลก คือหมู่สัตว์ไม่ให้ไปอบาย ถึงไปก็ไม่ได้เสวยทุกขวิบากในอบายนั้น ฉะนั้น พวกท่านจึงไม่ต้องตกนรก แต่จะได้กลับไปเกิดในเมืองมนุษย์อีก”
นี่แหละ เพราะอำนาจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลธรรมที่ได้ประพฤตินั้นติดตามรักษาอยู่เป็นนิจ จึงสมกับคำกล่าวที่ว่า
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ผู้ประพฤติธรรม ธรรมย่อมรักษา ไม่ให้ตกไปในโบกที่ชั่ว
ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว อบายไม่ได้ไป ไฟนรกไม่ได้ไหม้ จะมีแต่สุคติเป็นที่ไปล้วน ๆ
จากนั้น จ่ายมบาล ก็สั่งให้นายนิริยบาล นำผู้ที่นับถือศาสนาพุทธนั้นกลับไปเกิดยังเมืองมนุษย์อีก
ต่อมา จ่ายมบาล ก็หันมาซักถามผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ๆ ว่า “ศาสนาของท่านสอนอย่างไร ?”
ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นนั้นก็ตอบว่า “ไม่รู้”
จ่ายมบาล ก็ถามเรื่อง วัตร ๖ กก ๕ สีมาทั้ง ๘ และหลักพระพุทธศาสนาทั้งหมด ก็ตอบเขาไม่ได้ ดังนั้น จ่ายมบาล จึงว่า
“พวกท่านทั้งหลาย จะถูกหรือผิดก็เป็นเรื่องของพวกท่านนะ วันนี้จะได้ลงนรกแล้ว เพราะกรรมของพวกท่านทำเอง”
อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ
อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ
ทำบาปเองย่อมเศร้าหมองเองนะ ไม่ทำบาปเองย่อมหมดจดเอง ความหมดจดและความเศร้าหมองเป็นของเฉพาะตน คนอื่นยังคนอื่นให้หมดจดและเศร้าหมองหาได้ไม่ ฉะนั้น บุญก็ดี บาปก็ดี ตนของตนเองนะ เป็นผู้สะสมใส่ตนไว้ เมื่อสะสมใส่ตนไว้แล้วนั่น บุญนั่นแหละจะนำพาไปสู่สุคติ คือ สวรรค์ ส่วนบาปนั้น จะพาดวงจิตของโลก คือหมู่สัตว์ไปสู่ทุคติ มีอบายภูมิเป็นที่ไปเบื้องหน้า คือ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน ๔ สถานนี้ เป็นที่ไปของบุคคลผู้ทำบาป ไม่มีศีล ไม่มีธรรม
ฉะนั้น พวกท่านวันนี้จะได้ลงนรกแน่นอน ไม่ได้กลับเมืองมนุษย์แล้ว เพราะเครื่องรับรองป้องกัน คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่มีในหัวใจของพวกท่าน ศีลธรรมคำสอนของนักปราชญ์ผู้ดีทั้งหลาย ไม่มีในหัวใจของท่าน พวกท่านเป็นโมฆมนุษย์ เพราะเมื่อไปเกิดเป็นมนุษย์ ก็ไปพบกับคนพาลสันดานหยาบ ชักนำให้ทำความชั่วช้าลามาก ถือศาสนาผิด ศาสนามหาโจรใหญ่ นั่นแหละ หลอกลวงตนและบุคคลอื่น ทำความชั่วอยู่เป็นนิจ เพราะครูผู้สอนนั้น ก็ล้วนแต่เป็นคนมีกิเลสทั้งนั้น
“เอ้า นายนิริยบาล คุมตัวไปลงนรก”
นายนิริยบาล ก็ขับลงนรกหมดเสียสิ้น เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านดวงวิญญาณของโลก คือหมู่สัตว์ไปอยู่ในสถานที่นั้น นั่นแหละ พวกที่นับถือศาสนาอื่น ๆ ที่ทำบาปหยาบช้า ก็ลงนรกหมดเสียสิ้น ไม่ได้กลับมาเมืองมนุษย์อีก หมดเพียงแค่นั้น
นั่นแหละ ไปเสวยวิบากอยู่ในนรกขุมนั้นนานเท่าใด ก็แล้วแต่กรรมของสัตว์นั้นว่ามีมากน้อยเพียงใด บางจำพวกก็พันปี บางจำพวกก็หมื่นปี บางจำพวกก็แสนปี ถูกต้มด้วยน้ำร้อนและถูกสังหารด้วยหอกด้ามกล้าพร้าด้ามคม ของนายนิริยบาล เป็นทุกข์ไปจนกว่าจะพ้นจากสถานที่นั้น
เมื่อพ้นจากนรกแล้วไปไหนอีก
พ้นจากนรกก็ไปเป็นเปรต พ้นจากเปรตแล้วไปเป็นอสุรกาย พ้นจากอสุรกายแล้วไปเป็นสัตว์เดรัจฉานต่าง ๆ นานา ท่องเที่ยวเกิดดับในภพน้อยภพใหญ่ ใช้กรรมใช้เวรอยู่อย่างนั้น ไม่มีวันจบสิ้นได้ เป็นทุกข์ยากลำบากเข็ญใจ ไร้ทรัพย์อับปัญญา เพราะความดีไม่มี
นั่นแหละ นายนิริยบาล ได้เล่าเรื่องเมืองนรกให้ฟังอย่างนั้น และก่อนจะจากไป เขาก็บอกว่า
“ท่านอาจารย์บวชในศาสนาแล้ว ก็จงไปเทศน์แนะนำพร่ำสอนพี่ป้าน้าอาทั้งหลาย ให้เขาทั้งหลายเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งเด๊อ บำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนา อย่าได้ลดละ พิจารณาธาตุขันธ์ว่าเป็น ของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อยู่เสมอ จิตใจนั้นจึงจะเกิดความเบื่อหน่าย ไม่ยินดีในโลกสงสารอีกต่อไป จิตใจนั้น จะเห็นว่าธาตุขันธ์ไม่พอกับความต้องการ ไม่นานก็จะพลัดพรากจากกันไปเท่านั้น แล้วให้เร่งรีบ ตุริตะ ตุริตัง สีฆะสีฆัง รีบด่วน เร็วพลัน อย่าผัดวันประกันพรุ่ง รีบสะสมแต่บุญกุศล ทาน ศีล ภาวนา เดินจงกรม ยืนภาวนา นั่งสมาธิ กอบโกย เอาบุญกุศลใส่ตนไว้ อันนั้นแหละ เป็นของดีเลิศประเสริฐแท้”
“สำหรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ แม้เพียงน้อยนิดถึงไปแล้วก็ไม่ได้ตกนรก ส่วนผู้ที่นับถือมากนั้น ไม่ได้ไปนรก เพราะรายชื่อในบัญชีของ จ่ายมบาล ก็ถูกลบออกไปหมด เมื่อตายแล้ว เขาเหล่านั้นมีสวรรค์และพรหมโลกเป็นที่ไปเบื้องหน้า สำหรับผู้บุญพาวาสนาส่ง สะสมบุญกุศลไว้มาก ตั้งแต่ชาติปางก่อนโน้น และมาชาตินี้ ได้ประสบพบปะกับนักปราชญ์ชาติเมธี ใจดีมีศีลธรรม แล้วก็ประพฤติวัตรปฏิบัติบำเพ็ญสมถะวิปัสสนากรรมฐาน ยังจิตใจเข้าสู่อุปจารธรรมได้ และวิปัสสนาญาณก็เกิดขึ้น พิจารณาเห็นทุกข์ในภพน้อยภพใหญ่ ก็ล้วนมีแต่ตาย ตายแล้วก็เปื่อยเน่าสาบสูญ ไม่มีอะไรเป็นเขาเป็นเรา นั่นแหละ ก็รื้อถอนกิเลสออกจากดวงจิต หมดเหตุหมดปัจจัยเมื่อไร ก็จะได้บรรลุวิมุตติวิโมกขธรรมอันยิ่งใหญ่ ได้ชื่อว่าเป็น นิยโตมนุษย์ เป็นมนุษย์อันเยี่ยมเลิศประเสริฐแท้ เมื่อพวกเขาเหล่านั้นดับขันธ์แล้ว เข้าสู่พระนิพพาน พ้นทุกข์จากโลกสงสาร ไม่กลับมาเวียนเกิด เวียนตายอีก หมดเพียงแค่นั้น”
จากนั้นพวกนายนิริยบาลก็ลาจากไป
ต่อมาไม่นาน มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านเฉลียงลับ มาถึงก็กราบแล้วพูดว่า “ท่านอาจารย์ ดิฉันหมดเกษียณภพชาติมนุษย์ จะได้ไปสู่เมืองนรก ใจร้อนเหมือนไฟ ขออนุโมทนาส่วนบุญกับท่านบ้างเถอะ”
ก็เลยอุทิศส่วนบุญให้ว่า “แม่หนูน้อย จงตั้งใจรับส่วนบุญกับหลวงพ่อนะ บุญกุศลที่ได้บำเพ็ญมา ขอแบ่งครึ่งให้นะ แม่หนูน้อย จงรับเอาไปเถิด”
“สาธุ ! ...” แล้วเขาก็ว่า
“ใจร้อน ๆ เมื่อได้รับส่วนบุญจากหลวงพ่อแล้วใจก็เย็นสบายดี จะไปตกนรกไหมหนอ ?”
“ไม่ตกหรอก แม่หนูน้อย จงบริกรรม พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไปเสมอนะ อย่าได้ลดละ อย่าได้ประมาท เมื่อไปถึงนรกแล้ว จ่ายมบาล เขาจะซักไซ้ไต่ถามเรื่องเทวทูต ๕ นะ และอำนาจของ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ที่ฝังอยู่ที่ใจของแม่หนูน้อยนั้น จะตอบได้โดยเร็วพลัน สมบัติทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็เกิดขึ้นจากพุทโธ ธัมโม สังโฆ ทั้งนั้น”
เขาก็ว่า “เจ้าค่ะ” จากนั้นก็กราบ ๓ ที แล้วขอลาออกเดินทางตามนายนิริยบาลไป
ก็จดจำ รูปร่างลักษณะของแม่หนูน้อยคนนั้นไว้ เป็นคนผิวขาว ไว้ผมยาว ใบหน้ารูปใบโพธิ์ สวมเสื้อผ้ากลางเก่ากลางใหม่ มีผ้าขาวเฉลียงบ่า นุ่งผ้าซิ่นมีลวดลายที่ปลายทั้งสอง
ขณะนั้นเป็นเวลาตี ๓ กว่าแล้ว จิตก็เลยถอน เมื่อจิตถอนออกแล้ว ได้ยินเสียงร้องไห้มาจากบ้านเฉลียงลับ วัดกับบ้านอยู่ไม่ไกลกันนะ
พอตื่นเช้า ก็ออกภิกขาจารบิณฑบาต พอกลับมาถึงวัด ก็มีโยมทายกนำอาหารมาถวาย แล้วก็พูดว่า
“ท่านอาจารย์ เมื่อคืนนี้ ลูกสาวของข้าพเจ้าขาดใจตายแล้ว เมื่อตอนตี ๓”
ตอนที่หญิงสาวไปหาในนิมิตนั้น ก็เป็นเวลาตี ๓ พอดี ถูกต้องตรงกันนะ ก็เลยพูดกับโยมไปว่า
“อาตมาเพิ่งมาอยู่ใหม่ ไม่เคยพบเห็นลูกสาวของโยม แต่ก็จะแถลงไขให้ทราบ ลูกของโยมคนนั้น หมดเกษียณภพชาติเพียงแค่นั้น เพราะบุญเก่าเขาเอามาน้อย มีนายนิริยบาล ๘ คน มาเอาตัวไป พวกนายนิริยบาลก็มาสนทนากับอาตมาอยู่ที่วัดนี่แหละ เขาบอกว่า หญิงสาว อายุ ๑๖ ปี หมดเกษียณภพชาติเพียงแค่นั้น ทีนี้ลูกสาวของโยมเป็นคนผิวขาว ไว้ผมยาว ใบหน้ารูปใบโพธิ์ สวมเสื้อกลางเก่ากลางใหม่ มีผ้าเฉลียงบ่า นุ่งผ้าซิ่นมีลายคล้ายงูเหลือม ใช่ไหม ?”
“ใช่แล้ว...ไม่ผิดหรอก”
“ลูกของโยมเป็นคนมีกิริยามารยาทเรียบร้อย ท่าทางเป็นนักปราชญ์ ใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว...ลูกของข้าพเจ้า เมื่อเกิดมาพอรู้เดียงสา ถ้าไม่ได้ทำบุญแล้ว จะไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่ว่าจะมีงานบุญบวช บุญกฐิน หรือบุญอะไรที่ไหน ใกล้หรือไกล ที่บ้านน้อยเมืองใหญ่ เป็นต้องไปร่วมทั้งนั้น บางทีก็ไปนานเป็น ๑๐ วัน ๒๐ วัน แล้วกลับมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แจ่มใส พ่อแม่ก็ไม่ว่าไร เคยถามเขาว่า ทำไมจึงทำอย่างนี้ ?”
ลูกก็ตอบว่า “พ่อแม่ นี้เป็นสมบัติเบื้องหน้า สมบัติข้าวของเงินทองก็เป็นสมบัติมาหาได้ใหม่ ไม่ใช่เป็นสมบัติติดตามมาแต่ภพชาติปางก่อนโน้น ภพชาติปางก่อนโน้นของฉันเป็นเหตุ ถ้าฉันดีแล้ว อะไรก็ดีหมด พ่อแม่ก็ดี ถ้าฉันชั่วแล้ว อะไรก็ชั่วหมดทั้งนั้น ฉะนั้นฉันจึงไม่หวั่นไหว เห็นว่าบุญกุศลให้ผลเป็นสุข พาให้พ้นทุกข์ นั่นแหละ จะส่งผลมาให้ได้พ่อแม่ที่ดี ไม่อดไม่อยาก ไม่ยากไม่จน เพราะกรรมดีของฉันสะสมไว้แต่ปางก่อนโน้น มาชาตินี้ จึงมาได้พ่อแม่ที่ดี ส่วนสมบัติข้าวของเงินทองก็เป็นสมบัติมาหาได้ใหม่ ไม่นานก็จะจากกันไปเท่านั้น เมื่อจากกันแล้วก็ทอดทิ้งไว้ เอาไปด้วยไม่ได้ ทั้งสมบัติภายในและสมบัติภายนอก”
นั่นแหละ พอฉันเช้าเสร็จแล้ว เขานิมนต์ไปทำพิธีเผาศพลูกสาวที่ป่าช้า ไปแต่เช้าเลยนะ ถามเขาว่า
“ทำไมจึงรีบเผาแต่เช้า ?” เขาก็ว่า “ต้องรีบปลงภาระหนัก เจ้าของร่างเขาปลงภาระหนักไปแล้ว เราผู้ยังอยู่ ก็ต้องรีบปลงภาระหนัก เมื่อเสร็จแล้ว ต่างคนต่างหมดภาระหนัก”
เมื่อไปถึงป่าช้า เปิดฝาโลงดู ก็เห็นศพมีรูปร่างเหมือนอย่างที่เขาไปหาในนิมิต เมื่อคืนนั่นแหละ พอทำกิจพิธีทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็เผาทิ้ง ไม่มีอะไร หมดเพียงแค่นั้น นั่นแหละ ดีหรือชั่ว ก็หมดเพียงแค่นั้น ถูกไฟเผาแล้วก็หมดทุกอย่าง
นี่แหละ ไปเห็นเป็นอย่างนั้น ก็น่าอัศจรรย์ใจนะ เห็นว่านรกนั้นมีแท้แน่นอน เพราะได้เห็นทูตานุทูต คือ นายนิริยบาล เป็นผู้ส่งข่าวสารให้ทราบ พร้อมทั้งมีคนตายให้เห็นเป็นพยานอีก ก็สิ้นสงสัย
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm

joni_buddhist
26-06-2008, 11:04 PM
หลวงปู่จันทาท่องยมโลก
เมื่อออกพรรษาแล้ว ได้กราบลา หลวงปู่ทับ ออกเที่ยววิเวกไปกับท่านพระอาจารย์จันทร์ ซึ่งเป็นคนบ้านกระไดใหญ่ จ.ยโสธร ท่านอาจารย์จันทร์ได้ ๑๑ พรรษา เป็นหัวหน้าพาไป ขณะนั้นเป็นฤดูแล้ง ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้ไปพักอยู่ที่ วัดบ้านเฉลียงลับ อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์
อยู่มาวันหนึ่ง ก็เลยตั้งใจ ฝึกจิตตามวิธีการที่หลวงปู่ทับสอนให้ มีหลายประเด็น ประเด็นหนึ่งก็ ตั้งสัตย์ไว้ว่า จะไม่นอน วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ข้างก็ไม่ฉัน ทำความเพียรอยู่ในอิริยาบถ ๓ คือ เดิน ยืน นั่ง เท่านั้น แล้วตั้งใจมั่น อธิษฐานว่า
“ถ้านรก สวรรค์ นิพพานมีจริง ก็ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงทรงบันดาลให้ได้เห็นในวันนี้ หรือ คืนนี้ จะได้สิ้นสงสัยว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นนายะโก ผู้นำโลก คือหมู่สัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ได้แท้จริง”
จากนั้นก็ออก เดินจงกรม ก้าวขวาว่า พุทโธ ก้าวซ้ายว่า ธัมโม ก้าวขวาว่า สังโฆ เมื่อครบ ๓ รอบแล้ว ก็ย่อคำบริกรรมเป็น ก้าวขวาว่า พุท ก้าวซ้ายว่า โธ ทำอยู่อย่างนั้น ไม่ได้กำหนดเวลา มีแต่เดินกับยืนวันยังค่ำ จนกระทั่งถึง ๖ โมงเย็นจึงหยุด ไปอาบน้ำชำระร่างกาย เสร็จแล้วก็ฉันน้ำร้อน
จากนั้น เวลาเกือบ ๖ โมง ๓๐ นาที แสงอาทิตย์จวนจะหมดแล้ว ก็เอากลดไปกางบนศาลา แล้วเข้าที่อธิษฐาน ตั้งใจมั่นว่า
“คืนนี้จะนั่งภาวนา เพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เอาบุญ และฝึกจิตให้จิตรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมต่าง ๆ นรก สวรรค์ นิพพานมีไหม ขอให้รู้เห็นเป็นไป จะได้สิ้นสงสัย”
อธิษฐานแล้วก็ไหว้พระสวดมนต์ เสร็จแล้วก็อุทิศส่วนบุญ จากนั้นเข้าที่ นั่งสมาธิ ชำระจิตใจให้ผ่องใส ปล่อยวางอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงให้หมดเสียสิ้น นั่งเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ทำกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น เฉพาะหน้า บริกรรม พุทโธ เป็นอารมณ์ของสติ หายใจเข้าว่า พุท หายใจออกว่า โธ
พอจิตยึดมั่นกับ พุทโธ ได้ไม่นาน จิตก็ปล่อยวาง พุทโธ เหลือแต่ผู้รู้ อยู่กับสติ พอจิตรวมลงไปนั้น จะไปนึกฐานอะไรก็ไม่ทราบ มันเป็นฐานใหญ่กว่า ขณิกสมาธิ ที่เคยเป็นมาแล้ว จิตก็วางกาย วางลม วางขันธ์ ลงถึงฐานใหญ่แสงสว่างกระจ่างแจ้งเกิดขึ้น กลางคืน เหมือนกลางวัน สว่างรุ่งโรจน์
ในขณะนั้น มีความสุขและความเยือกเย็นร่าเริงบันเทิงเกิดขึ้นกล้าแข็ง จนรู้สึกแปลกประหลาดใจ นั่นแหละพอลงไปถึงฐานนั้นแล้ว จิตก็เสวยสุขอยู่ในที่นั้นนานพอสมควร ทีนี้ผู้รู้พูดขึ้นมาในหัวใจว่า
“นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ ฯ ความสุขอื่นเสมอด้วยจิตสงบ ไม่มี”
นี่แหละ พูดขึ้นมาอย่างนั้น อันนี้เป็น ภวังคภพภวังคจรณะ ภวังค์ใหญ่กว่าเมื่อครั้งที่อยู่ อ.กมลาไสย อันนี้ใหญ่กว่านั้น จะเป็นอะไรเล่า ถ้าพูดตามหลักธรรมก็เรียกว่า อุปจารสมาธิ พูดขึ้นมาอย่างนั้นว่า นี่แหละคืออุปจารสมาธิ สมาธิธรรมอันมั่นคงหนาแน่นนะ ซึ่งเป็นผลเกิดขึ้นจากการเจริญสมณธรรม
ทีนี้ผู้รู้พูดขึ้นมาอีกว่า “ความสุขนี้ยังเป็นโลกียสุขอยู่ซึ่งไม่แน่นอน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แสงสว่างนี่คือ แสงพระนิพพาน แต่ยังไม่ใช่ตัวจริง เป็นรูปเปรียบเทียบเฉย ๆฉะนั้นอย่าเพิ่งติดสุข นักปราชญ์ พระโยคาวจรเจ้าทั้งหลาย ผู้ได้พบพระนิพพานนั้น เป็นผู้ทำความเพียรเวียนหาความพ้นทุกข์ ไม่ติดสุขทั้งนั้น”
นั่นแหละ เมื่อตั้งมั่นพอสมควรแล้ว ก็มาพิจารณาธาตุขันธ์ ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ น้อมลงสู่ไตรลักษณ์
อนิจจตา ไม่เที่ยง มันไม่เที่ยง แปรปรวน เปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิจ แปรปรวนเปลี่ยนแปลงยักย้ายกลายมาเป็นอื่น ตั้งแต่วันเกิดมาโน่น จนถึงวันนี้ จากวันนี้ก็จะแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปอีกข้างหน้าโน้น
ทุกขตา ก็เป็นทุกข์ ทุกถ้วนหน้า โลก คือหมู่สัตว์ไม่ได้ตามใจหมายทั้งนั้น เพราะเป็นทุกข์ เพราะใจห่วง ใจยึด
อนัตตตา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เราเสียสิ้น นั่นแหละ พิจารณาน้อมลงสู่ไตรลักษณ์ เห็นแจ้งประจักษ์เสมอ มันจึงจะเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด ยึดธาตุขันธ์ว่า ขันธ์เป็นตน ตนเป็นขันธ์ ขันธ์มีในตน ตนมีในขันธ์ ไม่ใช่หรอก เป็นแต่เพียงสัมภาระปัจจัย เครื่องอาศัยชั่วคราว ไม่แน่นอน ไม่นานก็พลัดพรากจากกันไปเท่านั้น เพราะเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทอดทิ้งไว้ อย่าเพิ่งสงสัย ยึดมั่นอยู่เลย ยึดไว้พอเป็นปัจจัย เครื่องอาศัยชั่วคราว เพื่อให้มันได้ตน ได้ธรรม ได้บุญ ได้กุศล มรรคผลที่เกิดขึ้นจากสมบัติอันนี้ แล้วก็พิจารณาอย่างนั้น อนุโลม ปฏิโลม เดินหน้า ถอยหลัง ตัวเองก็แจ้งชัด คนอื่นภายนอกก็แจ้งชัด ก็สิ้นสงสัย
อฑฺฒา เจว ทฬิทฺทา จ สพฺเพ มจฺจุปรายนา ฯ ทั้งจนและมี ดีและชั่ว นอกบ้าน ในบ้าน นอกเมือง ในเมือง ใต้น้ำ บนบก ใต้ดิน บนอากาศทุกถ้วนหน้า เกิดมาแล้วก็แปรปรวนเปลี่ยนแปลง แก่เจ็บตายทอดทิ้งไว้ทุกถ้วนหน้าทั้งหมด นั่นแหละ ได้ยิน ได้ฟังได้เห็นอย่างนั้น จิตก็สังเวชสลดใจจนน้ำตาไหล เกิดความขนัน หมั่นในการทำความเพียรไม่ลดละ
จนกระทั่ง ล่วงไปถึงตีสอง ๓๐ นาที มีนิมิตผ่านเข้ามา เป็น นายนิริยบาล ๘ คน เดินทางออกมาจากบ้านเฉลียงลับ รูปร่างสูงใหญ่มหึมา ขนาดมนุษย์เรา ๖ คน จึงจะเท่ากับเขา ๑ คนนะ ผิวเนื้อดำแดง สวมเสื้อผ้าสีแดง และมีผ้าแดงเคียนที่ศีรษะ มือถือง้าวปลายแหลม เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างประมาณ ๒ - ๓ วาเท่านั้น
คนที่เป็นหัวหน้าก็กล่าวว่า “ท่านอาจารย์ พวกข้าพเจ้าทั้ง ๘ คนนี้เป็นนายนิริยบาล มาจากเมืองนรก มาเอาบุคคลผู้สิ้นอายุสังขาร ซึ่งเป็นหญิงสาวอายุ ๑๖ ปี หมดเกษียณภพชาติแล้ว พวกข้าพเจ้าได้ไปทำลายธาตุขันธ์ให้สิ้นลมแล้ว เดี๋ยวเขาจะตามมาภายหลัง”
“พวกท่านเป็น นายนิริยบาล มาจากเมืองนรกจริงหรือ ?”
“จริง ! ...ผู้ที่ทำงานอยู่ในเมืองนรกเหมือนกับพวกข้าพเจ้านี้ เรียกว่า นายนิริยบาล นายนิริยบาลเปรียบเสมือนกับพลตำรวจก็มี และมี จ่ายมบาล ซึ่งเปรียบเสมือนอธิบดีกรมตำรวจ คอยควบคุมบัญชาการอีกที”
ถามเขาไปอีกว่า “พวกท่านที่ได้ไปทำงานอยู่ในเมืองนรกนั้น ทำคุณงามความดีหรือความชั่วอย่างไร ?”
เขาก็บอกว่า “ความดีก็ทำ ความชั่วก็ทำ เอาหมดทั้งนั้น ไม่เลือก เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว กรรมดีและชั่วนั้นจึงพาไปอุบัติบังเกิดเป็นนายนิริยบาล ทำงานอยู่ในเมืองนรก”
จากนั้นก็ถามเขาอีกว่า “นรกนั้นอยู่ที่ไหนเล่า ?”
เขาก็บอกว่า “นรกนั้นอยู่ใต้ภูเขาเทวดาลงไป เป็นอีกเมืองหนึ่งต่างหาก อยู่ระหว่างกึ่งกลางของ ๓ จังหวัด คือ เลย ชัยภูมิ และเพชรบูรณ์”
“นรกนั้น เป็นสุข หรือ เป็นทุกข์ ประการใด ?”
“เป็นทุกข์ หาสุขไม่มี”
“ทุกข์อย่างไร ?”
“ทุกข์เพราะถูกต้มด้วยน้ำร้อน และถูกสังหารด้วยหอกด้ามกล้า พร้าด้ามคม ของนายนิริยบาล เป็นทุกข์อย่านั้น หาสุขไม่มี”
“พวกท่านที่ทำงานอยู่ในเมืองนรกนั้นเล่า เป็นสุข หรือเป็นทุกข์ ประการใด ?”
“เป็นทุกข์ครึ่งหนึ่งของสัตว์นรกเหล่านั้น”
“เป็นทุกข์อย่างไร ?”
“เป็นทุกข์ในขณะที่ไปสังหารสัตว์นรก ตรวจตราสัตว์นรก ถูกไฟนรกปลิวขึ้นมาไหม้ ถูกน้ำร้อนกระเด็นขึ้นมา ลวกแทบจะตาย นี่เป็นเพราะกรรมชั่วที่สะสมไว้เมื่อครั้งยังชาติเป็นมนุษย์โน้น จึงให้ผลเป็นทุกข์อย่างนั้น ครั้นพอเลิกจากงาน ก็กลับมาอยู่ปราสาทราชมณเฑียร กินของทิพย์อยู่สุขสบาย เพราะบุญกรรมดีสะสมไว้แต่ครั้งยังชาติเป็นมนุษย์ทั้งนั้น”
“คนในเมืองไทยนี่ ก็คงจะไปนรก กันหมดทุกคนใช่ไหม ?”
“เปล่า !... คนที่มี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลธรรมนั้น ไม่ได้ไป ถึงไปแล้วก็ไม่ได้ลงนรก”
“ฉะนั้น แสดงว่า คนในเมืองไทยนี้ ไม่ว่าอยู่ใกล้หรือไกล เมื่อตายแล้ว พวกท่านไปนำเขามาทั้งหมด ใช่หรือไม่ ?”
“ใช่ !... คนในเมืองไทยนี้ ไม่ว่าชาติใด ภาษามด ทั้งนั้นมีรายชื่ออยู่ในบัญชีของจ่ายมบาลทั้งหมด เขาไปจดไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในที่ลี้ลับซับซ้อนอย่างไรก็ตามที จะโกหกพกลมไม่ได้ทั้งนั้น”
ถามเขาไปอีกว่า “นรกนั้น มีมากน้อยเท่าไหร่ ?”
เขาก็ตอบว่า “เฉพาะในเมืองไทยนี่ก็มีหลายขุม ๔ ภาค ก็คงจะ ๔ ขุมใหญ่ ๆ นั่นแหละ”
อาตมาก็เคยเห็นใน มหาวิบากสูตร และใน พระมาลัยสูตร กล่าวว่า นรกในโลกมนุษย์นี้มีทั้งหมด ๔๕๖ ขุม ทีนี้ก็เลยถามเขาต่อไปอีกว่า
“เอาเฉพาะคนในเมืองไทยนี่แหละ เพราะต่างคนต่างอวดว่า ศาสนาของตัวนั้นเป็นของดีเลิศประเสริฐแท้ ศาสนาพุทธ ก็ว่า ผู้ถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งแล้ว อบายไม่ได้ไป ไฟนรกไม่ได้ไหม้ ส่วนศาสนาอื่น ๆ เขาก็ว่า ฆ่าสัตว์ไม่บาป และไปสวรรค์ได้ เมื่อทำบาปหยาบช้าทั้งหลายทั้งปวงลงไป พระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์นั้นจะเป็นผู้รับแทนทั้งหมด และว่า พระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์เป็นผู้สร้างโลก มันจะเป็นจริงอย่างเขาว่านั้นหรือไม่ ?”
“ไม่หรอกท่าน...พูดอย่างนั้นก็เป็นเรื่องของคนหูหนวกตาบอดพูด พูดหลอกลวงโลก และคนอื่นให้หลงตามกันเท่านั้น เพราะเมื่อทำความชั่วลงไปแล้ว ก็ต้องได้รับผลของความชั่วนั้น และเมื่อทำความดีลงไปแล้ว ก็ต้องได้รับผลของความดีนั้น เรื่องของกรรมดีหรือบุญนั้น จะส่งผลให้เห็นว่า ทางไปมนุษย์และสวรรค์นั้น สะอาดเตียนดี เหมือนกับเขาถางไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องของบาปหรือกรรมชั่วนั้น จะส่งผลให้เห็นว่า ทางไปนรกนั้น สะอาด เตียนดี เปลวไฟในในนรกที่ลุกรุ่งโรจน์ ก็สำคัญว่าเป็นกองดอกไม้ สัตว์ร้องครางร้องไห้คร่ำครวญเลือดอาบตัวอยู่ ก็สำคัญว่า เป็นสายสร้อยสังวาลสนุกสนาน นั่นก็เพราะบาปกรรมทำให้เห็นเป็นอย่างนั้น ส่วนทางไปมนุษย์หรือไปสวรรค์นั้น กลับมองเห็นเป็นป่ารกชัฏ เป็นขวากหนาม นั่นแหละเรื่องของบาป”
ได้ซักถามเขาต่อไปอีกว่า “สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ต่างศาสนากัน เมื่อตายไป และถูกท่านนำไปสู่เมืองนรกแล้ว ทำอย่างไรต่อไป ?”
เขาตอบว่า “เมื่อถึงสถานที่นั้นแล้ว จ่ายมบาล จะถามว่า เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ทำกิจการงานใดเลี้ยงชีพ บางคนก็ตอบว่า ค้าขาย บ้างก็ว่า ทำไร่ ทำนา บ้างก็ว่า รับราชการ ต่าง ๆ กันไป”
จากนั้น จ่ายมบาลจะถามต่อไปว่า “นับถือศาสนาอะไร ?” บางพวกก็ตอบว่า ศาสนาพุทธ บางพวกก็ว่า ศาสนาคริสต์ อิสลาม สิกข์ และฮินดู แตกต่างกันไป
ทีนี้ จ่ายมบาลจะถามถึง เทวทูตทั้ง ๕ (ทูตะ แปลว่า เครื่องส่ง เครื่องรับรอง) คือ ๑. ชาติ ความเกิด ๒. ชรา ความแก่ ๓. พยาธิ ความปวดไข้ ๔. มรณะ ความตาย และ ๕. นักโทษในเรือนจำ นั้น ท่านพิจารณาเห็นเป็นอย่างไร โดยถามไปทีละศาสนา ตอนแรกก็ถามศาสนาพุทธก่อน
ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธทั้งหญิงชาย ก็ตอบว่า “เป็นทุกข์” ทั้งนี้เพราะอำนาจของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น ฝังอยู่ที่ใจของเขา จึงดลบันดาลจิตใจให้เป็นปราชญ์ฉลาดรู้สิ่งทั้งปวงนั้น โดยไม่เก้อเขิน ไม่เดือดร้อนอาทรใจ องอาจกล้าหาญชาญชัยอย่างนั้น
ต่อจากนั้น จ่ายมบาล ก็จะถามอีกว่า “วัตร ๖ กก ๕ และสีมาทั้ง ๘ นั้นเป็นอย่างไร ตลอดจนหลักของพุทธศาสนาอื่น ๆ อีก เช่น วัตร ๓ วัตร ๔ วัตร ๕ วัตร ๖ โพชฌงค์ ๗ สมถวิปัสสนากรรมฐาน และ ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น ท่านพิจารณาเห็นเป็นอย่างไร
ด้วยอำนาจของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ฝังอยู่ในใจ ของผู้ที่นับถือ ศาสนาพุทธ เขาก็ตอบได้ว่า
“วัตร ๓ คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ”
“วัตร ๓ คือ ทาน ศีล ภาวนา”
“วัตร ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา”
“วัตร ๓ คือ กาย (กายสุจริต)
วาจา (วาจาสุจริต)
ใจ (มโนสุจริต)”
“วัตร ๔ คือ อริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย สิโรธ มรรค”
“วัตร ๕ คือ อินทรีย์ ๕ ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา”
“กก ๕ คือ หัว ๑ แขน ๒ ขา ๒”
“กก ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ”
ศาสนาพุทธสอนว่า เป็น อนิจจตา ไม่เที่ยง ทุกขตา ก็เป็นทุกข์ อนัตตา ก็ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เรา
วัตร ๖ คือ อินทรีย์ ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ศาสนาพุทธสอนว่า ให้สำรวมให้ดี ตา เห็นรูป หู ฟังเสียง จมูก ดมกลิ่น ลิ้น ลิ้มรส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม กาย จับต้องสัมผัส เย็นร้อน อ่อน แข้ง มโน น้อมนึกในธรรมารมณ์นั้น ๆ ศาสนาพุทธสอนให้สำรวมให้ดี ไม่ให้ยินดียินร้ายในของเหล่านั้น ถ้ายินดียินร้าย ก็เป็นเหตุให้ใจเศร้าหมอง เป็นทุกข์
วัตร ๗ คือ โพชฌงค์ ๗ เป็นองค์เครื่องตรัสรู้ ได้แก่ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และ อุเบกขาสัมโพชฌงค์
วัตร ๗ คือ อริยทรัพย์ ๗ ได้แก่ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ และ ปัญญา
สีมา ๘ คือ มรรค ๘ เป็นเครื่องดำเนินให้ถึงซึ่งความดับทุกข์ มรรค ๘ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ สัมมาวาจา กล่าววาจาชอบ สัมมากัมมันโต การงานชอบ สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีวิตชอบเพียรละบาป บำเพ็ญบุญชอบ สัมมาสติ ระลึกชอบ และ สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ มรรค ๘ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้ใดดำเนินตาม จะนำให้ถึงซึ่งความดับทุกข์ ไปถึงปรมัตถสุข คือ พระนิพพานเป็นที่แล้ว
สมถวิปัสสนากรรมฐาน เป็นที่ตั้งสำหรับฝึกกาย และจิต ให้จิตมีสติ มีปัญญา ให้นำจิตเข้าสู่ความสงบได้ และเป็นเครื่องกลั่นกรองกิเลสทั้งหมดออกจากดวงจิตได้
นั่นแหละ ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ เขาก็ตอบได้ถูกต้องทุกอย่าง จากนั้น จ่ายมบาลจึงว่า
พวกท่านเป็นนักปราชญ์ลาดรู้ รู้จักศาสนาที่ดี เป็นศาสนาที่ล้างบาป เป็นศาสนาที่กลั่นกรองกิเลส เป็นศาสนาที่บำเพ็ญบุญกุศล คุณงามความดีให้เกิดมีขึ้น เป็นศาสนาที่ป้องกันโลก คือหมู่สัตว์ไม่ให้ไปอบาย ถึงไปก็ไม่ได้เสวยทุกขวิบากในอบายนั้น ฉะนั้น พวกท่านจึงไม่ต้องตกนรก แต่จะได้กลับไปเกิดในเมืองมนุษย์อีก”
นี่แหละ เพราะอำนาจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลธรรมที่ได้ประพฤตินั้นติดตามรักษาอยู่เป็นนิจ จึงสมกับคำกล่าวที่ว่า
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ผู้ประพฤติธรรม ธรรมย่อมรักษา ไม่ให้ตกไปในโบกที่ชั่ว
ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว อบายไม่ได้ไป ไฟนรกไม่ได้ไหม้ จะมีแต่สุคติเป็นที่ไปล้วน ๆ
จากนั้น จ่ายมบาล ก็สั่งให้นายนิริยบาล นำผู้ที่นับถือศาสนาพุทธนั้นกลับไปเกิดยังเมืองมนุษย์อีก
ต่อมา จ่ายมบาล ก็หันมาซักถามผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ๆ ว่า “ศาสนาของท่านสอนอย่างไร ?”
ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นนั้นก็ตอบว่า “ไม่รู้”
จ่ายมบาล ก็ถามเรื่อง วัตร ๖ กก ๕ สีมาทั้ง ๘ และหลักพระพุทธศาสนาทั้งหมด ก็ตอบเขาไม่ได้ ดังนั้น จ่ายมบาล จึงว่า
“พวกท่านทั้งหลาย จะถูกหรือผิดก็เป็นเรื่องของพวกท่านนะ วันนี้จะได้ลงนรกแล้ว เพราะกรรมของพวกท่านทำเอง”
อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ
อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ
ทำบาปเองย่อมเศร้าหมองเองนะ ไม่ทำบาปเองย่อมหมดจดเอง ความหมดจดและความเศร้าหมองเป็นของเฉพาะตน คนอื่นยังคนอื่นให้หมดจดและเศร้าหมองหาได้ไม่ ฉะนั้น บุญก็ดี บาปก็ดี ตนของตนเองนะ เป็นผู้สะสมใส่ตนไว้ เมื่อสะสมใส่ตนไว้แล้วนั่น บุญนั่นแหละจะนำพาไปสู่สุคติ คือ สวรรค์ ส่วนบาปนั้น จะพาดวงจิตของโลก คือหมู่สัตว์ไปสู่ทุคติ มีอบายภูมิเป็นที่ไปเบื้องหน้า คือ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน ๔ สถานนี้ เป็นที่ไปของบุคคลผู้ทำบาป ไม่มีศีล ไม่มีธรรม
ฉะนั้น พวกท่านวันนี้จะได้ลงนรกแน่นอน ไม่ได้กลับเมืองมนุษย์แล้ว เพราะเครื่องรับรองป้องกัน คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่มีในหัวใจของพวกท่าน ศีลธรรมคำสอนของนักปราชญ์ผู้ดีทั้งหลาย ไม่มีในหัวใจของท่าน พวกท่านเป็นโมฆมนุษย์ เพราะเมื่อไปเกิดเป็นมนุษย์ ก็ไปพบกับคนพาลสันดานหยาบ ชักนำให้ทำความชั่วช้าลามาก ถือศาสนาผิด ศาสนามหาโจรใหญ่ นั่นแหละ หลอกลวงตนและบุคคลอื่น ทำความชั่วอยู่เป็นนิจ เพราะครูผู้สอนนั้น ก็ล้วนแต่เป็นคนมีกิเลสทั้งนั้น
“เอ้า นายนิริยบาล คุมตัวไปลงนรก”
นายนิริยบาล ก็ขับลงนรกหมดเสียสิ้น เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านดวงวิญญาณของโลก คือหมู่สัตว์ไปอยู่ในสถานที่นั้น นั่นแหละ พวกที่นับถือศาสนาอื่น ๆ ที่ทำบาปหยาบช้า ก็ลงนรกหมดเสียสิ้น ไม่ได้กลับมาเมืองมนุษย์อีก หมดเพียงแค่นั้น
นั่นแหละ ไปเสวยวิบากอยู่ในนรกขุมนั้นนานเท่าใด ก็แล้วแต่กรรมของสัตว์นั้นว่ามีมากน้อยเพียงใด บางจำพวกก็พันปี บางจำพวกก็หมื่นปี บางจำพวกก็แสนปี ถูกต้มด้วยน้ำร้อนและถูกสังหารด้วยหอกด้ามกล้าพร้าด้ามคม ของนายนิริยบาล เป็นทุกข์ไปจนกว่าจะพ้นจากสถานที่นั้น
เมื่อพ้นจากนรกแล้วไปไหนอีก
พ้นจากนรกก็ไปเป็นเปรต พ้นจากเปรตแล้วไปเป็นอสุรกาย พ้นจากอสุรกายแล้วไปเป็นสัตว์เดรัจฉานต่าง ๆ นานา ท่องเที่ยวเกิดดับในภพน้อยภพใหญ่ ใช้กรรมใช้เวรอยู่อย่างนั้น ไม่มีวันจบสิ้นได้ เป็นทุกข์ยากลำบากเข็ญใจ ไร้ทรัพย์อับปัญญา เพราะความดีไม่มี
นั่นแหละ นายนิริยบาล ได้เล่าเรื่องเมืองนรกให้ฟังอย่างนั้น และก่อนจะจากไป เขาก็บอกว่า
“ท่านอาจารย์บวชในศาสนาแล้ว ก็จงไปเทศน์แนะนำพร่ำสอนพี่ป้าน้าอาทั้งหลาย ให้เขาทั้งหลายเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งเด๊อ บำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนา อย่าได้ลดละ พิจารณาธาตุขันธ์ว่าเป็น ของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อยู่เสมอ จิตใจนั้นจึงจะเกิดความเบื่อหน่าย ไม่ยินดีในโลกสงสารอีกต่อไป จิตใจนั้น จะเห็นว่าธาตุขันธ์ไม่พอกับความต้องการ ไม่นานก็จะพลัดพรากจากกันไปเท่านั้น แล้วให้เร่งรีบ ตุริตะ ตุริตัง สีฆะสีฆัง รีบด่วน เร็วพลัน อย่าผัดวันประกันพรุ่ง รีบสะสมแต่บุญกุศล ทาน ศีล ภาวนา เดินจงกรม ยืนภาวนา นั่งสมาธิ กอบโกย เอาบุญกุศลใส่ตนไว้ อันนั้นแหละ เป็นของดีเลิศประเสริฐแท้”
“สำหรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ แม้เพียงน้อยนิดถึงไปแล้วก็ไม่ได้ตกนรก ส่วนผู้ที่นับถือมากนั้น ไม่ได้ไปนรก เพราะรายชื่อในบัญชีของ จ่ายมบาล ก็ถูกลบออกไปหมด เมื่อตายแล้ว เขาเหล่านั้นมีสวรรค์และพรหมโลกเป็นที่ไปเบื้องหน้า สำหรับผู้บุญพาวาสนาส่ง สะสมบุญกุศลไว้มาก ตั้งแต่ชาติปางก่อนโน้น และมาชาตินี้ ได้ประสบพบปะกับนักปราชญ์ชาติเมธี ใจดีมีศีลธรรม แล้วก็ประพฤติวัตรปฏิบัติบำเพ็ญสมถะวิปัสสนากรรมฐาน ยังจิตใจเข้าสู่อุปจารธรรมได้ และวิปัสสนาญาณก็เกิดขึ้น พิจารณาเห็นทุกข์ในภพน้อยภพใหญ่ ก็ล้วนมีแต่ตาย ตายแล้วก็เปื่อยเน่าสาบสูญ ไม่มีอะไรเป็นเขาเป็นเรา นั่นแหละ ก็รื้อถอนกิเลสออกจากดวงจิต หมดเหตุหมดปัจจัยเมื่อไร ก็จะได้บรรลุวิมุตติวิโมกขธรรมอันยิ่งใหญ่ ได้ชื่อว่าเป็น นิยโตมนุษย์ เป็นมนุษย์อันเยี่ยมเลิศประเสริฐแท้ เมื่อพวกเขาเหล่านั้นดับขันธ์แล้ว เข้าสู่พระนิพพาน พ้นทุกข์จากโลกสงสาร ไม่กลับมาเวียนเกิด เวียนตายอีก หมดเพียงแค่นั้น”
จากนั้นพวกนายนิริยบาลก็ลาจากไป
ต่อมาไม่นาน มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านเฉลียงลับ มาถึงก็กราบแล้วพูดว่า “ท่านอาจารย์ ดิฉันหมดเกษียณภพชาติมนุษย์ จะได้ไปสู่เมืองนรก ใจร้อนเหมือนไฟ ขออนุโมทนาส่วนบุญกับท่านบ้างเถอะ”
ก็เลยอุทิศส่วนบุญให้ว่า “แม่หนูน้อย จงตั้งใจรับส่วนบุญกับหลวงพ่อนะ บุญกุศลที่ได้บำเพ็ญมา ขอแบ่งครึ่งให้นะ แม่หนูน้อย จงรับเอาไปเถิด”
“สาธุ ! ...” แล้วเขาก็ว่า
“ใจร้อน ๆ เมื่อได้รับส่วนบุญจากหลวงพ่อแล้วใจก็เย็นสบายดี จะไปตกนรกไหมหนอ ?”
“ไม่ตกหรอก แม่หนูน้อย จงบริกรรม พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไปเสมอนะ อย่าได้ลดละ อย่าได้ประมาท เมื่อไปถึงนรกแล้ว จ่ายมบาล เขาจะซักไซ้ไต่ถามเรื่องเทวทูต ๕ นะ และอำนาจของ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ที่ฝังอยู่ที่ใจของแม่หนูน้อยนั้น จะตอบได้โดยเร็วพลัน สมบัติทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็เกิดขึ้นจากพุทโธ ธัมโม สังโฆ ทั้งนั้น”
เขาก็ว่า “เจ้าค่ะ” จากนั้นก็กราบ ๓ ที แล้วขอลาออกเดินทางตามนายนิริยบาลไป
ก็จดจำ รูปร่างลักษณะของแม่หนูน้อยคนนั้นไว้ เป็นคนผิวขาว ไว้ผมยาว ใบหน้ารูปใบโพธิ์ สวมเสื้อผ้ากลางเก่ากลางใหม่ มีผ้าขาวเฉลียงบ่า นุ่งผ้าซิ่นมีลวดลายที่ปลายทั้งสอง
ขณะนั้นเป็นเวลาตี ๓ กว่าแล้ว จิตก็เลยถอน เมื่อจิตถอนออกแล้ว ได้ยินเสียงร้องไห้มาจากบ้านเฉลียงลับ วัดกับบ้านอยู่ไม่ไกลกันนะ
พอตื่นเช้า ก็ออกภิกขาจารบิณฑบาต พอกลับมาถึงวัด ก็มีโยมทายกนำอาหารมาถวาย แล้วก็พูดว่า
“ท่านอาจารย์ เมื่อคืนนี้ ลูกสาวของข้าพเจ้าขาดใจตายแล้ว เมื่อตอนตี ๓”
ตอนที่หญิงสาวไปหาในนิมิตนั้น ก็เป็นเวลาตี ๓ พอดี ถูกต้องตรงกันนะ ก็เลยพูดกับโยมไปว่า
“อาตมาเพิ่งมาอยู่ใหม่ ไม่เคยพบเห็นลูกสาวของโยม แต่ก็จะแถลงไขให้ทราบ ลูกของโยมคนนั้น หมดเกษียณภพชาติเพียงแค่นั้น เพราะบุญเก่าเขาเอามาน้อย มีนายนิริยบาล ๘ คน มาเอาตัวไป พวกนายนิริยบาลก็มาสนทนากับอาตมาอยู่ที่วัดนี่แหละ เขาบอกว่า หญิงสาว อายุ ๑๖ ปี หมดเกษียณภพชาติเพียงแค่นั้น ทีนี้ลูกสาวของโยมเป็นคนผิวขาว ไว้ผมยาว ใบหน้ารูปใบโพธิ์ สวมเสื้อกลางเก่ากลางใหม่ มีผ้าเฉลียงบ่า นุ่งผ้าซิ่นมีลายคล้ายงูเหลือม ใช่ไหม ?”
“ใช่แล้ว...ไม่ผิดหรอก”
“ลูกของโยมเป็นคนมีกิริยามารยาทเรียบร้อย ท่าทางเป็นนักปราชญ์ ใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว...ลูกของข้าพเจ้า เมื่อเกิดมาพอรู้เดียงสา ถ้าไม่ได้ทำบุญแล้ว จะไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่ว่าจะมีงานบุญบวช บุญกฐิน หรือบุญอะไรที่ไหน ใกล้หรือไกล ที่บ้านน้อยเมืองใหญ่ เป็นต้องไปร่วมทั้งนั้น บางทีก็ไปนานเป็น ๑๐ วัน ๒๐ วัน แล้วกลับมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แจ่มใส พ่อแม่ก็ไม่ว่าไร เคยถามเขาว่า ทำไมจึงทำอย่างนี้ ?”
ลูกก็ตอบว่า “พ่อแม่ นี้เป็นสมบัติเบื้องหน้า สมบัติข้าวของเงินทองก็เป็นสมบัติมาหาได้ใหม่ ไม่ใช่เป็นสมบัติติดตามมาแต่ภพชาติปางก่อนโน้น ภพชาติปางก่อนโน้นของฉันเป็นเหตุ ถ้าฉันดีแล้ว อะไรก็ดีหมด พ่อแม่ก็ดี ถ้าฉันชั่วแล้ว อะไรก็ชั่วหมดทั้งนั้น ฉะนั้นฉันจึงไม่หวั่นไหว เห็นว่าบุญกุศลให้ผลเป็นสุข พาให้พ้นทุกข์ นั่นแหละ จะส่งผลมาให้ได้พ่อแม่ที่ดี ไม่อดไม่อยาก ไม่ยากไม่จน เพราะกรรมดีของฉันสะสมไว้แต่ปางก่อนโน้น มาชาตินี้ จึงมาได้พ่อแม่ที่ดี ส่วนสมบัติข้าวของเงินทองก็เป็นสมบัติมาหาได้ใหม่ ไม่นานก็จะจากกันไปเท่านั้น เมื่อจากกันแล้วก็ทอดทิ้งไว้ เอาไปด้วยไม่ได้ ทั้งสมบัติภายในและสมบัติภายนอก”
นั่นแหละ พอฉันเช้าเสร็จแล้ว เขานิมนต์ไปทำพิธีเผาศพลูกสาวที่ป่าช้า ไปแต่เช้าเลยนะ ถามเขาว่า
“ทำไมจึงรีบเผาแต่เช้า ?” เขาก็ว่า “ต้องรีบปลงภาระหนัก เจ้าของร่างเขาปลงภาระหนักไปแล้ว เราผู้ยังอยู่ ก็ต้องรีบปลงภาระหนัก เมื่อเสร็จแล้ว ต่างคนต่างหมดภาระหนัก”
เมื่อไปถึงป่าช้า เปิดฝาโลงดู ก็เห็นศพมีรูปร่างเหมือนอย่างที่เขาไปหาในนิมิต เมื่อคืนนั่นแหละ พอทำกิจพิธีทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็เผาทิ้ง ไม่มีอะไร หมดเพียงแค่นั้น นั่นแหละ ดีหรือชั่ว ก็หมดเพียงแค่นั้น ถูกไฟเผาแล้วก็หมดทุกอย่าง
นี่แหละ ไปเห็นเป็นอย่างนั้น ก็น่าอัศจรรย์ใจนะ เห็นว่านรกนั้นมีแท้แน่นอน เพราะได้เห็นทูตานุทูต คือ นายนิริยบาล เป็นผู้ส่งข่าวสารให้ทราบ พร้อมทั้งมีคนตายให้เห็นเป็นพยานอีก ก็สิ้นสงสัย
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm (http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm)

Mr.Kim
27-06-2008, 09:08 PM
ดีแล้ว ชอบแล้ว สาธุ สาธุ อนุโมทามิ
<!-- / message -->

joni_buddhist
27-06-2008, 09:14 PM
http://photos1.hi5.com/0039/487/616/dcDTTs487616-02.jpg
เมื่อหลวงปู่จันทาสิ้นลมเพราะพิษไข้
ที่วัดบ้านเฉลียงปีนั้น ตรงกับเดือน ๑๐ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันเพ็ญ หลังจากฉันข้าวเข้าแล้ว เวลาประมาณ ๗ โมง อากาศหนาวเย็นไม่มากนัก พอสบาย ๆ ท่านพระอาจารย์จันทากำลังยืนห่มคลุมผ้าให้เรียบร้อยเป็นปริมณฑลเตรียมตัวจะไปฟังเทศนาธรรมซึ่งเป็นวันธรรมสวนะ
ทันใดนั้น โรคไข้มาลาเรียทีซุ่มซ่อนอยู่ในสังขารร่างกายก็กำเริบขึ้นกะทันหัน พิษไข้มาลาเรียแล่นขึ้นสู่สมองอย่างแรงกล้าทำให้ท่านพระอาจารย์จันทาปัสสาวะหลั่งไหลเรี่ยราดออกมาพร้อมกับล้มตึงลงทั้งยืนสิ้นสติสัมปชัญญะ !
“ครูบาเป็นอะไร?”
สามเณรน้อยรูปหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ร้องขึ้นด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ท่านพระอาจารย์จันทาได้เล่าถึงเหตุการณ์ตอนนี้ให้ผู้เขียนฟังว่า
“อาตมาไม่รู้เรื่องเลย พิษไข้มาลาเรียมันกำเริบวูบขึ้นมาแล้วทำให้หมดสติไปเฉย ๆ
ก่อนจะหมดสติล้มลงนั้น ไม่มีอาการหนาว ไม่มีอาการสั่นแต่อย่างใดทั้งสิ้น มันเป็นมาลาเรียประเภทร้ายแรงขึ้นสมอง ทำให้สมองหยุดทำงานทันทีทันใดเหมือนเราดับเครื่องยนต์ของรถยนต์ทำนองนั้นแหละ
พอสมองหยุดทำงานอาตมาก็ล้มตึงเหมือนต้นไม้ถูกโค่นให้ล้มลง ไม่รู้สึกตัวเลยจริง ๆ ”
อุบาสิกานวลจันทร์ ภราดรเสรี เป็นพยาบาลระดับปริญญา ที่นั่งบันทึกเทปอยู่นั้นได้นมัสการเรียนให้ท่านพระอาจารย์จันทาทราบว่า
“ตามหลักวิชาการแพทย์ คนเป็นไข้มาลาเรียขึ้นสมอง ถ้าหากไปอาบน้ำจะเกิดอาการกำเริบขึ้นฉับพลันทันที ล้มลงหมดสติไปเลยเจ้าค่ะ”
ท่านพระอาจารย์จันทาเล่าต่อไป
“เมื่ออาตมาล้มลงไปแล้วเณรได้วิ่งไปตะโกนบอกพระ บอกญาติโยมที่ศาลาว่า ครูบาจันทาล้มหมดสติ ไม่รู้เป็นอะไร ทั้งพระทั้งญาติโยมก็พากันวิ่งมามุงดู ตกอกตกใจไปตามกัน โยมคนหนึ่งวิ่งไปตามหมอมาดูอาการ
หมอยาคนนี้เป็นตำรวจเก่าอยู่ในหมู่บ้านนั้นเอง รักษาโรคฉีดยาได้พอสมควร จะเป็นหมอเถื่อนหรือเปล่าไม่รู้
พระเณรและญาติโยมเล่าให้อาตมาฟังทีหลังว่า หมอตำรวจเก่าตรวจดูอาการ เอาหูฟังเสียงหัวใจเต้นแล้วบอกว่า ครูบาจันทาถูกมาลาเรียขึ้นสมอง เล่นงานเอาเสียแล้ว หัวใจเต้นอ่อนแทบไม่ได้ยิน ยังอีกประมาณ ๕ นาที ก็จะหมดลมถึงแก่มรณภาพอย่างแน่นอน
โยมอาวุโสคนหนึ่งบอกหมอว่า ไหน ๆ ก็จะหมดลมถึงแก่มรณภาพอยู่แล้ว จัดการฉีดยาเลย ลองเสี่ยงดู บางทีอาจจะไม่ตายก็ได้พระเณรก็สนับสนุนให้ฉีดยา หมอก็ลงมือฉีดยาให้อาตมา
พอฉีดยาปั๊บ อาตมาก็หมดลมเลย หมอเอาเครื่องฟังตรวจดูก็บอกว่าหัวใจหยุดเต้นแล้ว
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm (http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm)

kong_sorakrit
27-06-2008, 09:44 PM
ขออนุโมทนา

joni_buddhist
30-06-2008, 11:36 PM
http://photos1.hi5.com/0036/536/636/YmZ83v536636-02.jpg

เพื่อนนำทางหลังความตายของหลวงปู่จันทา

พอหมดลม หัวใจหยุดเต้นแล้ว แต่ดวงใจหรือจิตของอาตมายังอยู่ในร่างกาย จิตยังไม่ได้ออกไปจากร่าง จิตมันยังห่วงอาลัยจะกลับคืนร่างอีก
ทีนี้ไม่นานมีเพื่อนคนหนึ่งมาจากไหนไม่รู้ มายืนอยู่ใต้กุฏิกุฏินี้ไม่สูงไม่ต่ำ เป็นกุฏิ ๒ ห้องเพื่อนที่มายืนอยู่ข้างล่างนี้ รูปร่างเขาสวยงามมาก
เพื่อนรูปร่างสวยงามคนนี้ได้ร้องบอกอาตมาว่า เพื่อน ๆ ออกจากเรือนไฟไหม้ มันจะไหม้ทับหัวอยู่แล้ว รีบ ๆ ออกมา !
พอได้ยินเช่นนี้ ดวงใจหรือกายทิพย์ก็ออกจากร่างอาตมาปั๊บเลย กายทิพย์ของอาตมาออกไปยืนอยู่ข้าง ๆ เพื่อนรูปร่างสวยงามคนนั้นแหละ
เพื่อนคนนั้นบอกว่า ร่างกายนี่แหละคือเรือนที่เราอาศัยอยู่มาตั้งแต่วันแรกเกิดจนถึงวันนี้ ตอนนี้มันถูกไฟไหม้แล้ว หมดที่พึ่งพิงอาศัยต่อไปไม่ได้แล้ว เรือนกายนี้ถูกไฟพยาธิเผาไหม้เอา
ตอนนี้เอง กายทิพย์ของอาตมาก็ได้เห็นว่า พวกญาติโยมชาวบ้านช่วยกันจัดการกับซากศพของอาตมาที่นอนตายอยู่นั้นพวกเขาได้เอาสบงจีวรออกแล้วอาบน้ำให้ศพ เอาน้ำหอมน้ำขมิ้นมาชโลมลูบไล้ และทำอะไรต่ออะไรตามวิธีทำศพนั่นแหละ กายทิพย์ของอาตมาก็ยืนมองดูอยู่อย่างนั้นแหละ ความรู้สึกตอนนั้นเฉย ๆ
พวกชาวบ้านหามศพอาตมาออกจากกฏิ เอาไปนอนที่บนศาลาเอามุ้งมากางให้หนึ่งหลังป้องกันแมวไม่ให้เข้าไปรบกวนศพ กายทิพย์ของอาตมาได้ถามเพื่อนรูปร่างสวยงามนั้นว่า เราจะไปไหนอีกล่ะ?
เพื่อนผู้นั้นก็บอกว่า เราพากันไปเที่ยวชมภูมิประเทศตามยถากรรมกันดีกว่า อาตมาก็ตกลงไป
รู้สึกว่าไปสบาย เดินสบายกายไม่หนัก กายเบาว่องไว ไม่เหนื่อย ไม่หิวโหย ไม่ร้อนไม่หนาว
ไปถึงระหว่าง ๒ หมู่บ้านทางโน้นเป็นภูเขาด้านหนึ่ง ทางนี้เป็นดงเป็นป่าบ้านหนึ่ง แต่มีสนามเล่นอยู่ตรงกลางกว้างมาก เพื่อนบอกอาตมาว่า เราหยุดเล่นกับเขาที่สนามนี้เสียก่อนเถอะ อย่าเพิ่งรีบร้อนไปที่อื่นเลย
อาตมาก็เล่นกับพวกเขา ซึ่งก็คือพวกผีนั่นแหละ เล่นสนุกกันไปจนถึงตี ๓ ตี ๔ ของเมืองผีกลางวันของเราเป็นกลางคืนของเขา
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm (http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm)

แคท
30-06-2008, 11:58 PM
ขออนุโมทนา

joni_buddhist
02-07-2008, 12:00 AM
หลวงปู่จันทาฟื้นคืนชีพ
http://photos1.hi5.com/0010/594/649/WGP0gc594649-02.jpg
พวกเขาบอกว่าเล่นมาจนจะค่ำแล้วเลิกเถอะ เขาก็เลิกกันกลับไปหมด อาตมาก็ถามเพื่อนว่า ทีนี้เราจะไปไหนกันอีกดีล่ะ?
เพื่อนก็บอกว่า ไม่รู้ซี เรามาใหม่ไม่รู้ทางไป ถ้าไปข้างหน้าก็ปีนป่ายเป็นดง ไปข้างหลังก็เป็นภูเขาใหญ่ เรากลับคืนสู่เรือนหลังเก่าเดี๋ยวนี้ดีกว่า เพราะเรือนหลังเก่ามีบุญก้อนหนึ่งรักษาไว้ ไม่ให้เรือนเน่าเปื่อย เหมือนเกลือเค็มหมักเนื้อสดไว้ไม่ให้เน่านั่นแหละ
แต่เราหนีมาเที่ยวไกลมากนะ ถ้าเดินกลับไปจะไม่ทัน เพราะชาวบ้านเขาจะเอาไฟเผาเรือนของเราหรือฝังเสียก่อน เอ้า ! เรารีบวิ่งกลับไปกันเร็วเข้า
อาตมาก็วิ่งตามเพื่อนกลับไปรู้สึกยิ่งไม่หนักเลย ตัวเบาหวิวเหมือนปุยนุ่นถูกลมพัดปลิวไปเร็วที่สุด แล้วข้ามดงข้ามภูเขาเลากามาแบบลมพัด
พอมาถึงซากศพที่นอนอยู่ในมุ้งบนศาลาวัด เพื่อนก็บอกอาตมาว่า เข้าไปนั่งใกล้ ๆ เรือนกายซิ ตั้งสติให้นึกถึงพุทโธ ธัมโม สังโฆ ตลอดจนคุณของบิดามารดา อุปัชฌาย์ ครูบาอาจารย์ ขอให้ช่วยให้เข้าเรือนกายได้สำเร็จ ให้นึกถึงบุญเก่าด้วย บุญเก่าที่เคยสร้างสืบมาแต่ปางก่อนด้วยนะ
นึกถึงบุญเก่าให้ดี ๆ บุญเก่าที่เราเคยสร้างไว้ในครั้งสมัยศาสนาพระพุทธเจ้าสิขี นั่นเป็นบุญกุศลก้อนแรก หรือปฐมครั้งแรกของเราได้สร้างบารมีเป็นสัตว์โลก ได้ถือบวชเนกขัมมะบารมีตลอดจนวันตาย ชาวบ้านช่วยกันห่อศพของเราด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ เข้ากองไฟเผาไหม้ไป
เราสร้างสมบารมีไว้เต็มเปี่ยมในชาติโน้น มารวมกันเข้ากับชาตินี้ที่ได้บวชเป็นพระอีกได้ ๕ พรรษานี้แล จะช่วยให้เราเข้าสู่เรือนร่างเดิมได้ อาตมาก็ตั้งสติระลึกตามที่เพื่อนผู้นั้นบอก
พอตั้งสติได้ก็เข้าร่างไปปั๊บเลยทีเดียว เรียกว่ากายทิพย์กลับเข้าสู่ร่างเดิมที่ปฎิสนธิ
ตอนที่กายทิพย์ของอาตมาเข้าร่างเดิมแล้ว ก็ได้หันมาทางข้างหลังดูเพื่อนผู้นั้น ปรากฏว่าเพื่อนได้หายวับไป ความรู้สึกบอกว่า เพื่อนผู้นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน หากคือบุญก้อนเก่าและบุญก้อนใหม่ของอาตมานั่นเอง
บุญก้อนที่ว่านี้ได้เนรมิตเป็นรูปเพื่อนขึ้นมา จะเรียกว่าเป็นภูตเทียมอีกกายหนึ่งของอาตมาก็ได้เพราะจิตเป็นธาตุรู้อันมหัศจรรย์มันย่อมจะทำอะไร ๆ ได้แปลกประหลาดมหัศจรรย์ได้เสมอ
เพื่อนผู้นั้นหรือภูตเทียมได้หายวับเข้ามาอยู่ในเรือนกายหยาบของอาตมานี้เอง โดยที่เพื่อนได้แปรเปลี่ยนเป็นเตโชไฟธาตุสำหรับเผาเรือนกายให้เกิดความอบอุ่นขึ้น บุญกุศลทั้งเก่าและใหม่ได้ช่วยกันโยงใยไม่ให้ร่างเปื่อยเน่า
บุญกุศลที่เราสร้างไว้จึงสำคัญยิ่งนัก เมื่ออาตมาล้มตายไปบุญก็ได้เนรมิตภูตเทียมขึ้นร่างหนึ่งให้เป็นเพื่อน พาเที่ยวไปให้ความรู้ และบุญอีกส่วนก็ทำหน้าที่รักษาร่างกายที่หมดลมแล้วให้สดชื่นไว้ไม่ให้เน่าเปื่อย”
ฟื้นคืนชีพ

“เมื่อภูตเทียมเข้าร่างกายกลายเป็นเตโชธาตุเผากายให้อบอุ่นแล้ว อาตมาก็เริ่มรู้สึกทางกายหยาบว่า ตรงปลายเท้าทั้งสองข้าง เกิดอาการคันยุบยิบซู่ซ่าคล้ายตะคริวหรือเหน็บชากำลังจะคลายออกอย่างนั้นแหละ อาการนี้แผ่ไปทั่วร่างกาย เริ่มเคลื่อนไหวร่างที่เป็นซากศพได้
ลืมตาขึ้นพบว่า เป็นเวลารุ่งอรุณของวันใหม่ ท้องฟ้ากำลังรุ่งสางสว่างแจ้ง เสียงนกแซงแซวมันร้องว่า สายแล้ว แจ้งแล้วสว่างแล้ว ตื่นเถอะ ตื่นเถอะ สว่างแล้ว !
อาตมารู้สึกประหลาดใจที่นกแซงแซวร้องเป็นภาษาคนได้มารู้ตอนหลังว่า ฟังภาษานกออกเพราะเกิดญาณรู้ขึ้นเองในตอนนั้น”
อาตมาหัวใจหยุดเต้น สิ้นลมหายใจตายไปเมื่อวานนี้ เวลาเช้า ตอน ๗ โมงเศษ ได้ตายมา๑ วัน ๑ คืนหย่อน ๆ
ขณะที่อาตมานอนฟังเสียงนกแซงแซวร้องนี้ก็เป็นเวลาเดียวกับพวกโยมชาวบ้านหลายคน ที่อยู่เฝ้าศพคบงันเล่นหมากรุกหมากเสือกินหมูกันมาทั้งคืน ได้ปรึกษากันเอ็ดอึงว่า สว่างแล้วจะเผาศพหรือจะฝังลงหลุมดี
ญาติโยมชาวบ้านส่วนใหญ่ลงความเห็นกันว่า ต้องรอให้พระอาจารย์จันทร์กลับมาจากธุระเสียก่อน เมื่อพระอาจารย์จันทร์สั่งให้เผาก็เผา สั่งให้ฝังก็ต้องฝัง เพราะอาจารย์จันทร์กับอาจารย์จันทาธุดงค์มาด้วยกัน
อาจารย์จันทร์เป็นชาวยโสธรส่วนอาจารย์จันทาเป็นชาวร้อยเอ็ดไม่รู้อยู่บ้านไหน ญาติพี่น้องเป็นใครก็ไม่รู้
อาตมา ฟื้นแล้วนอนฟังญาติโยมปรึกษากันเรื่องจัดการศพของอาตมา ก็ให้นึกขำเกือบหัวเราะ แล้วก็นึกคิดต่อไปว่า อัศจรรย์จริงหนอ เราหมดลมตายไปตั้งแต่เมื่อเช้าวานนี้ จิตวิญญาณออกจากร่างไปเที่ยวกับเพื่อนซึ่งเป็นภูตเทียมหรือกายทิพย์อีกร่างหนึ่ง ไปเที่ยวทั้งวันทั้งคืนเพิ่งจะกลับมาเข้าร่างแล้วก็ฟื้นขึ้น
การที่เราสามารถกลับมาเข้าร่างเดิมได้ ก็เป็นด้วยอำนาจลึกลับมหัศจรรย์ของบุญกุศลที่สร้างไว้แท้ ๆ นอกจากบุญกุศลแล้วไม่มีสิ่งอื่นใดจะพาจิตวิญญาณของเรากลับคืนเข้าสู่ร่างได้อีกเลย ! บุญจึงมีความสำคัญยิ่งใหญ่มหาศาลด้วยประการฉะนี้ !
ต่อไปนี้เราจะทำแต่บุญกุศลจะไม่ทำบาปด้วยประการทั้งปวงอย่างเด็ดขาด เพราะได้เห็นอานิสงส์ของบุญกุศลมากมายถึงปานนี้
อาตมาได้ตั้งจิตปฏิญาณในใจว่า ต่อแต่นี้ไปเราจะถวายชีวิตพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนาตลอดวันสิ้นลมปราณ
ข้อ ๒ ขึ้นชื่อว่าความชั่วใด ๆ เราจะละเว้นให้หมดสิ้น
ข้อ ๓ ความดีใด ๆ อันที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้คนอื่นและตนเอง ได้รับแต่ผลดีงามถูกต้องในศีลธรรม เราจะแนะนำพร่ำสอนเขาละเราเองให้กระทำ
ข้อ ๔ เราจะทำแต่บุญกุศลเท่านั้นในชีวิตนั้นไม่ทำสิ่งอื่นอย่างเด็ดขาด เพราะเราได้เห็นพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของบุญกุศลแล้วจนหมดสิ้นความสงสัยใด ๆ
ข้อ ๕ ชาวโลกเขาว่าโลกเจริญพัฒนาสูงสุดอย่างไร และโลกเสื่อมทรามลงอย่างไร เราจะไม่ตื่นเต้นในธรรมคู่คือเจริญและเสื่อม จะวางเฉยด้วยตปธรรม
เราจะปีติปราโมทย์สาราญเบิกบานใจ ในการสร้างสมบุญกุศลในศีลวินัยนี้เท่านั้น เมื่อสร้างสมได้เต็มเปี่ยมแล้วเราก็จะปล่อยวางบุญกุศล ดำเนินภาวนาเข้าสู่พรมแดนโลกุตรธรรม
เมื่ออาตมาอธิษฐานปฏิญาณเสร็จแล้ว จึงลุกขึ้นนั่งอย่างโงกเงกตามแบบคนเพิ่งฟื้นไข้บ่มีแรงนั่นแหละ อาการลุกขึ้นนั่งของอาตมาทำให้มุ้งไหวยวบ เท่านั้นเองใครคนหนึ่งก็ร้องขึ้นว่า
ผีครูบา !
ญาติโยมที่คุยกันเอ็ดอึงอยู่นั้นคงจะเหลียวมาดูพร้อมกัน ตอนนี้แหละเสียงตึงตังบนศาลาแย่งกันวิ่งหนีกระโจนโครมครามลงจากศาลา หลายคนร้องไม่เป็นภาษาด้วยความตกใจกลัว วิ่งกันสนั่นหวั่นไหวไปทั่วลานวัด
ผีครูบาจันทาเฮี้ยนโว้ย ลุกขึ้นเป็นผีดิบ !
พวกญาติโยมที่วิ่งตาแหกแตกตื่นหนีเข้าหมู่บ้านไปก็มี ที่วิ่งขึ้นกุฏิปิดประตูเงียบก็มี ที่วิ่งไปตั้งหลักอยู่ตรงประตูวัดก็มี
นานเกือบครึ่งชั่วโมงนั่นแหละถึงได้มีโยมใจกล้าคนหนึ่งเดินเลียบ ๆ เคียง ๆ เข้ามาใกล้ศาลาแล้วร้องเรียกอาตมาว่า ครูบา ๆ เป็นคนหรือเป็นผี.
อาตมาก็ออกจากมุ้งยืนขึ้นบอกไปว่า เป็นคนน่ะซี่ !
โยมร้องถามเสียงสั่น ๆ อีกว่า ครูบาสบายดีแล้วหรือ? อาตมาก็ตอบว่า เออ ! สบายดีแล้ว ฟื้นขึ้นมาแล้ว บ่แม่นผีดิบผีสุกอีหยังดอก !
โยมยกมือไหว้ปลก ๆ ร้องว่าแหม ! ผมใจหายหมดเกือบตาย กลัวผีครูบามากเกือบจะวิ่งหนีเข้าบ้านแล้วซี ไปอย่างไรมาอย่างไรกันเนี่ย? ตายไปวันหนึ่งคืนหนึ่งตัวเย็นเหมือนน้ำแข็งแบบนี้ไม่เคยเห็นมีใครฟื้นคืนชีพได้เลย ครูบาเป็นผีไปแล้วกลับมาได้อย่างไรกัน?
บุญกุศลน่ะซี พากลับมาส่งจากเมืองผี
เมื่อท่านพระอาจารย์จันทาบอกอย่างนั้น โยมแกก็ยกมือขึ้นเหนือเกล้าโมทนาสาธุด้วยความปีติยินดี
ตอนนี้เองญาติโยมที่พากันแตกตื่นวิ่งหนีแทบเหยียบกันตายเริ่มทยอยกลับมา ต่างก็หัวร่อขบขันซึ่งกันและกันที่ตาแหกแตกตื่นกลัวผีท่านครูบา
เมื่อท่านพระอาจารย์จันทาตายไปแล้วฟื้นคืนชีพกลับมาในปีนั้น เป็นที่โจษขานเล่าลือกันมากในเพชรบูรณ์
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm (http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm)

joni_buddhist
03-07-2008, 09:30 PM
ฟื้นคืนชีพ

http://photos1.hi5.com/0036/536/636/YmZ83v536636-02.jpg

“เมื่อภูตเทียมเข้าร่างกายกลายเป็นเตโชธาตุเผากายให้อบอุ่นแล้ว อาตมาก็เริ่มรู้สึกทางกายหยาบว่า ตรงปลายเท้าทั้งสองข้าง เกิดอาการคันยุบยิบซู่ซ่าคล้ายตะคริวหรือเหน็บชากำลังจะคลายออกอย่างนั้นแหละ อาการนี้แผ่ไปทั่วร่างกาย เริ่มเคลื่อนไหวร่างที่เป็นซากศพได้
ลืมตาขึ้นพบว่า เป็นเวลารุ่งอรุณของวันใหม่ ท้องฟ้ากำลังรุ่งสางสว่างแจ้ง เสียงนกแซงแซวมันร้องว่า สายแล้ว แจ้งแล้วสว่างแล้ว ตื่นเถอะ ตื่นเถอะ สว่างแล้ว !
อาตมารู้สึกประหลาดใจที่นกแซงแซวร้องเป็นภาษาคนได้มารู้ตอนหลังว่า ฟังภาษานกออกเพราะเกิดญาณรู้ขึ้นเองในตอนนั้น”
อาตมาหัวใจหยุดเต้น สิ้นลมหายใจตายไปเมื่อวานนี้ เวลาเช้า ตอน ๗ โมงเศษ ได้ตายมา๑ วัน ๑ คืนหย่อน ๆ
ขณะที่อาตมานอนฟังเสียงนกแซงแซวร้องนี้ก็เป็นเวลาเดียวกับพวกโยมชาวบ้านหลายคน ที่อยู่เฝ้าศพคบงันเล่นหมากรุกหมากเสือกินหมูกันมาทั้งคืน ได้ปรึกษากันเอ็ดอึงว่า สว่างแล้วจะเผาศพหรือจะฝังลงหลุมดี
ญาติโยมชาวบ้านส่วนใหญ่ลงความเห็นกันว่า ต้องรอให้พระอาจารย์จันทร์กลับมาจากธุระเสียก่อน เมื่อพระอาจารย์จันทร์สั่งให้เผาก็เผา สั่งให้ฝังก็ต้องฝัง เพราะอาจารย์จันทร์กับอาจารย์จันทาธุดงค์มาด้วยกัน
อาจารย์จันทร์เป็นชาวยโสธรส่วนอาจารย์จันทาเป็นชาวร้อยเอ็ดไม่รู้อยู่บ้านไหน ญาติพี่น้องเป็นใครก็ไม่รู้
อาตมา ฟื้นแล้วนอนฟังญาติโยมปรึกษากันเรื่องจัดการศพของอาตมา ก็ให้นึกขำเกือบหัวเราะ แล้วก็นึกคิดต่อไปว่า อัศจรรย์จริงหนอ เราหมดลมตายไปตั้งแต่เมื่อเช้าวานนี้ จิตวิญญาณออกจากร่างไปเที่ยวกับเพื่อนซึ่งเป็นภูตเทียมหรือกายทิพย์อีกร่างหนึ่ง ไปเที่ยวทั้งวันทั้งคืนเพิ่งจะกลับมาเข้าร่างแล้วก็ฟื้นขึ้น
การที่เราสามารถกลับมาเข้าร่างเดิมได้ ก็เป็นด้วยอำนาจลึกลับมหัศจรรย์ของบุญกุศลที่สร้างไว้แท้ ๆ นอกจากบุญกุศลแล้วไม่มีสิ่งอื่นใดจะพาจิตวิญญาณของเรากลับคืนเข้าสู่ร่างได้อีกเลย ! บุญจึงมีความสำคัญยิ่งใหญ่มหาศาลด้วยประการฉะนี้ !
ต่อไปนี้เราจะทำแต่บุญกุศลจะไม่ทำบาปด้วยประการทั้งปวงอย่างเด็ดขาด เพราะได้เห็นอานิสงส์ของบุญกุศลมากมายถึงปานนี้
อาตมาได้ตั้งจิตปฏิญาณในใจว่า ต่อแต่นี้ไปเราจะถวายชีวิตพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนาตลอดวันสิ้นลมปราณ
ข้อ ๒ ขึ้นชื่อว่าความชั่วใด ๆ เราจะละเว้นให้หมดสิ้น
ข้อ ๓ ความดีใด ๆ อันที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้คนอื่นและตนเอง ได้รับแต่ผลดีงามถูกต้องในศีลธรรม เราจะแนะนำพร่ำสอนเขาละเราเองให้กระทำ
ข้อ ๔ เราจะทำแต่บุญกุศลเท่านั้นในชีวิตนั้นไม่ทำสิ่งอื่นอย่างเด็ดขาด เพราะเราได้เห็นพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของบุญกุศลแล้วจนหมดสิ้นความสงสัยใด ๆ
ข้อ ๕ ชาวโลกเขาว่าโลกเจริญพัฒนาสูงสุดอย่างไร และโลกเสื่อมทรามลงอย่างไร เราจะไม่ตื่นเต้นในธรรมคู่คือเจริญและเสื่อม จะวางเฉยด้วยตปธรรม
เราจะปีติปราโมทย์สาราญเบิกบานใจ ในการสร้างสมบุญกุศลในศีลวินัยนี้เท่านั้น เมื่อสร้างสมได้เต็มเปี่ยมแล้วเราก็จะปล่อยวางบุญกุศล ดำเนินภาวนาเข้าสู่พรมแดนโลกุตรธรรม
เมื่ออาตมาอธิษฐานปฏิญาณเสร็จแล้ว จึงลุกขึ้นนั่งอย่างโงกเงกตามแบบคนเพิ่งฟื้นไข้บ่มีแรงนั่นแหละ อาการลุกขึ้นนั่งของอาตมาทำให้มุ้งไหวยวบ เท่านั้นเองใครคนหนึ่งก็ร้องขึ้นว่า
ผีครูบา !
ญาติโยมที่คุยกันเอ็ดอึงอยู่นั้นคงจะเหลียวมาดูพร้อมกัน ตอนนี้แหละเสียงตึงตังบนศาลาแย่งกันวิ่งหนีกระโจนโครมครามลงจากศาลา หลายคนร้องไม่เป็นภาษาด้วยความตกใจกลัว วิ่งกันสนั่นหวั่นไหวไปทั่วลานวัด
ผีครูบาจันทาเฮี้ยนโว้ย ลุกขึ้นเป็นผีดิบ !
พวกญาติโยมที่วิ่งตาแหกแตกตื่นหนีเข้าหมู่บ้านไปก็มี ที่วิ่งขึ้นกุฏิปิดประตูเงียบก็มี ที่วิ่งไปตั้งหลักอยู่ตรงประตูวัดก็มี
นานเกือบครึ่งชั่วโมงนั่นแหละถึงได้มีโยมใจกล้าคนหนึ่งเดินเลียบ ๆ เคียง ๆ เข้ามาใกล้ศาลาแล้วร้องเรียกอาตมาว่า ครูบา ๆ เป็นคนหรือเป็นผี.
อาตมาก็ออกจากมุ้งยืนขึ้นบอกไปว่า เป็นคนน่ะซี่ !
โยมร้องถามเสียงสั่น ๆ อีกว่า ครูบาสบายดีแล้วหรือ? อาตมาก็ตอบว่า เออ ! สบายดีแล้ว ฟื้นขึ้นมาแล้ว บ่แม่นผีดิบผีสุกอีหยังดอก !
โยมยกมือไหว้ปลก ๆ ร้องว่าแหม ! ผมใจหายหมดเกือบตาย กลัวผีครูบามากเกือบจะวิ่งหนีเข้าบ้านแล้วซี ไปอย่างไรมาอย่างไรกันเนี่ย? ตายไปวันหนึ่งคืนหนึ่งตัวเย็นเหมือนน้ำแข็งแบบนี้ไม่เคยเห็นมีใครฟื้นคืนชีพได้เลย ครูบาเป็นผีไปแล้วกลับมาได้อย่างไรกัน?
บุญกุศลน่ะซี พากลับมาส่งจากเมืองผี
เมื่อท่านพระอาจารย์จันทาบอกอย่างนั้น โยมแกก็ยกมือขึ้นเหนือเกล้าโมทนาสาธุด้วยความปีติยินดี
ตอนนี้เองญาติโยมที่พากันแตกตื่นวิ่งหนีแทบเหยียบกันตายเริ่มทยอยกลับมา ต่างก็หัวร่อขบขันซึ่งกันและกันที่ตาแหกแตกตื่นกลัวผีท่านครูบา
เมื่อท่านพระอาจารย์จันทาตายไปแล้วฟื้นคืนชีพกลับมาในปีนั้น เป็นที่โจษขานเล่าลือกันมากในเพชรบูรณ์
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm (http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm)

joni_buddhist
04-07-2008, 09:50 PM
http://photos1.hi5.com/0010/594/649/WGP0gc594649-02.jpg
ผีกินผี
สมัยหนึ่ง (ปี ๒๔๙๖) ไปวิเวกอยู่ที่ถ้ำเป็ด ภูเหล็ก อ.สว่างแดนดิน (ปัจจุบันเป็น อ.ส่องดาว จ.สกลนคร) กับหลวงพ่อไค ๆ เป็นคนภูไท อายุมากแล้ว (๖๐ – ๗๐ ปี) จึงบอกว่า
“หลวงพ่อไค ที่นี่ผีมันร้ายนะ คนไม่กล้ามาทำไร่ ทำสวน เพราะผีมันกวน ฉะนั้น เวลาจะถ่ายปัสสาวะให้นั่งถ่ายใส่รางให้เป็นที่เป็นทางนะ อย่าไปถ่ายเรี่ยราดทั่วไป ไม่ดี เดี๋ยวผีมันจะดึงหำเอา” (หำ คือ อัณฑะ)
หลวงพ่อไคก็ว่า “ผมมันแก่แล้ว เวลาปวดปัสสาวะแล้วมันก็ไหลเลย”
วันหนึ่งได้ยินเสียงหลวงพ่อไคร้อง “โอ๊ย ! ...”
จึงถามไปว่า “เป็นอะไร ?”
หลวงพ่อไคก็ว่า “ผีมันดึงหำ”
“นั่นแหละ บอกแล้วไม่ฟังก็เป็นอย่างนั้น ลูกหลานเขาหยอกคนแก่หรอก นี่แหละ โทษฐานที่ถ่ายปัสสาวะไม่เป็นที่ ไม่เป็นทาง”
จากนั้น อยู่มาวันหนึ่ง นั่งภาวนาอยู่ในป่าจนถึง ๖ ทุ่ม ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องว่า
“พี่น้อง...มาช่วยฉันเถอะว้า ผีปอบมากินลูกฉัน ฉันคลอดลูกใหม่ ๆ ผีปอบมากินเลย”
อ้าว ! ... มันอะไรกัน มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ตอนกลางวัน ไม่เห็นมีอะไร โอ๋...ดอนป่าไม้นี้ มีผีอยู่ที่นั่นกลุ่มหนึ่ง ร้องเรียกบักทิดบักจารย์ มาช่วยกันขับไล่ผีปอบ ผีเหล่านั้นก็ออกมาจากพุ่มไม้ กอไม้ ต้นไม้ต่ำ ๆ เป็นปราสาทที่อยู่ มาแล้วก็ขับไล่กันทุกอย่าง ก็ไม่ออก
เมื่อไม่ออกแล้วทำอย่างไร หมดคาถาแล้ว คาถาของเรานี้ แต่ก่อนก็คมกล้าดี แต่มาระยะนี้ มาอยู่กับผู้หญิง อาถรรพ์ของผู้หญิงนั้นกล้า คาถาดีเท่าไหร่ก็เสื่อมหมด ฉะนั้นจงไปขอน้ำมนต์จากพระที่ท่านมาเจริญธรรมที่ถ้ำนะ เพราะศีลของท่านดี ท่านไม่ได้อยู่กับผู้หญิง ไม่ได้กินเหล้าสุรานารีอะไร
ยายคนนั้น คนแก่ ๆ ดำ ๆ สูง ๆ ก็เลยเอาขันน้ำมาหา แล้วว่า
“หลวงพ่อ ขอจงเมตตาช่วยเหลือข้าพเจ้าเถอะว้า ผีปอบกินลูกของอิฉันนะ คลอดบุตรใหม่ ๆ ผีมากินแล้ว”
ก็เลยทำน้ำมนต์ให้ ใช้คาถาธรรมพระไตรสรณคมน์นั่นแหละ ให้เอาไปกิน พอกินแล้วก็อาเจียนออกมาเลย นั่นแหละ ผีมันออกแล้ว
จากนั้น พวกนี้ก็กลับไปอยู่ตามถ้ำแคบ ๆ เล็ก ๆ ตามกอไม้กอหญ้าต่ำ ๆ จึงถามว่า
“ทำไมไม่ไปอยู่ในถ้ำใหญ่ ๆ ?”
เขาตอบว่า “ไปอยู่ไม่ได้นะท่าน เข้าไปแล้วมันร้อนเหมือนไฟ เพราะสมัยที่มีภพชาติเป็นมนุษย์โน้น พ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายายพากันนับถือผี เมื่อถึงฤดูกาลก็บวงสรวง เซ่นไหว้ผีหมอ ผีฟ้า ผีต่าง ๆ ทุกอย่าง น้อมเอาผีมาเป็นที่พึ่งทั้งนั้น แม้ว่านักปราชญ์จะป่าวร้องเชิญชวนให้เข้าวัดฟังธรรม จำศีล เจริญภาวนา สร้างถนนหนทาง สร้างน้ำบ่อก่อศาลาก็ไม่ยินดี ถือว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีพอแล้ว ไม่อดไม่อยาก ไม่ยากไม่จน ใครยังไม่พอก็ทำไปเถอะ”
“นั่นแหละ ฆ่าวัว ฆ่าควาย กินเหล้ากินยา สุรานารี ไม่ถือผัวถือเมีย เสพกามกันไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าลูกเขาเมียใคร ไม่ถือกันทั้งนั้น ดังนั้น เมื่อตายแล้วพวกข้าพเจ้าจึงมาเกิดเป็นผีอยู่ที่นี่ ไปไหนมาไหนไม่ได้ ร้องไห้บ่นเพ้อละเมอใจ เป็นทุกข์ทรมาน หนอนเจาะของลับ น้ำเน่าไหล อาศัยอยู่ในถ้ำแคบ ๆ แสนทุกข์ยากลำบาก ครั้นเดือน ๔ เดือน ๕ ก็มีไฟไหม้ป่ามา ต้องขนข้าวของหนี ฉิบหายทุกปีแหละท่าน”
นั่นแหละ เคยเห็นแต่ผีปอบกินคน แต่นี่ ทำไมหนอ ผีจึงมากินผี จึงกำหนดถามพระธรรม ๆ ก็พูดขึ้นมาที่ใจว่า
“เจ้าอุ้มลุ่ม เจ้าผู้ตุ้มผ้าดำ แสนจะหนีไปลี้ภูเขา ถ้ำใหญ่ก็ดีถ่อน กรรมเวร เวรกรรม หากสินำซอกใช้ กินไส้บ่หร๋อเจ้าเอย”
(คนใจบาปหยาบช้า ถึงจะหลบหนีไปอยู่ที่ใด บาปกรรมก็จะตามไปสังหารให้เดือดร้อนอาทรใจเสมอ)
นั่นแหละ ไปเห็นมาอย่างนั้นแล้วก็สิ้นสงสัย คนที่มีนิสัยเคยถือผีถือสางคางแดงมาแต่ครั้งเมื่อเป็นมนุษย์ เมื่อตายไปก็ไปเกิดเป็นผีตกทุกข์ได้ยาก ถึงจะช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ มันก็ไม่สนใจหรอก ควรที่จะมาขอรับพระไตรสรณคมน์ และศีล ๕ ก็ไม่มา นิสัยเคยถือผีสางอย่างนั้น ถึงจะพ้นทุกข์ได้ก็ไม่อัศจรรย์อะไรหรอก นี่แหละ โทษของการนับถือผีก็เป็นอย่างนั้น
นั่นแหละ ไปเห็นอย่างนั้นก็ได้ธรรมะ คือ คนที่นับถือผี เมื่อตายไปแล้ว ก็ไปเกิดเป็นผีอย่างนั้นแน่นอน จะไปมนุษย์หรือสวรรค์ไม่ได้ เพราะไม่มีศีลธรรมอันดีงาม มีแต่กรรมชั่วช้าลามก คือ โลภะ โทสะ โมหะฉาบทาจิตใจ ตายแล้วไปเกิดเป็นผีอย่างนั้น นั่นแหละ ก็ได้ความสังเวชสลดใจ ได้วิชาปัญญาความรู้
ที่มา http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm (http://www.dharma-gateway.com/monk-home-hist-index-page.htm)

joni_buddhist
07-07-2008, 10:05 PM
http://photos1.hi5.com/0010/594/649/WGP0gc594649-02.jpg
เมื่อเทวดามาขอรับพระไตรสรณคมน์กับหลวงปู่จันทา
เมื่อผีเหล่านั้นกลับไปหมดแล้ว ในขณะที่นั่งภาวนาอยู่นั้น ไม่นานก็มีฝูงเทพบุตรเทพยดามาจากภูเขาใหญ่ รูปร่างสวยงามเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ มาเป็นร้อย ๆ มากราบไหว้ แล้วก็ขอรับพระไตรสรณคมน์ และศีล ๕
ก็เลยถามว่า “จะรับไปทำไม ?”
เขาก็ตอบว่า “โอ๋...เป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่นะท่าน พวกข้าพเจ้ามีพระไตรสรณคมน์ ศีล ๕ ศีล ๘ และกรรมบถ ๑๐ ประจำชีวิต นั่นแหละ อบายจึงไม่ได้ไป ไฟนรกจึงไม่ได้ไหม้ มีแต่สุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไปล้วน ๆ ดังนั้น เมื่อเห็นท่านมาเจริญสมณธรรม จึงพากันมาขอรับพระไตรสรณคมน์ และศีล ๕ เพื่อจะไม่ให้ของเก่านั้นเศร้าหมอง
เมื่อให้พระไตรสรณคมน์และศีล ๕ แล้ว เขาก็ขอฟังธรรมะ ก็เทศน์ให้ฟังอย่างย่อ ๆ ว่า
“เย เกจิ พุทฺธํ สรณํ คตาเส น เต คมิสฺสนฺติ อปายภูมึ”
นรชาติหญิงชายทั้งหลาย เมื่อเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งแล้ว อบายไม่ได้ไป สิ้นแสนกัปดับขันธ์แล้ว จะมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไปเบื้องหน้า เอวัง”
เทศน์ให้เขาฟังเท่านั้นแหละ แล้วถามเขาว่า
“โยม...ขณะที่อาตมาเดินจงกรมตั้งแต่ ๖ โมงเย็น จนถึง ๕ ทุ่มนั้น ได้ยินเสียงดังสนั่นราวกับว่าภูเขาเหล็กมันจะพังลงมา นั่นเป็นเสียงอะไร ?”
“โอ๋...เป็นเสียงที่ข้าพเจ้า สาธุการส่วนบุญกับท่าน การเดินจงกรมมีบุญมากนะท่าน ก้าวขวาลงสู่พื้นดินนั่น พุทโธ ดังตึ้งนะ แหมบุญมากอัศจรรย์ใจ พวกข้าพเจ้าจึงมาสาธุการส่วนบุญด้วย”
นั่นแหละ บุญในศาสนาพุทธ คือ เดินจงกรม ยืนภาวนา นั่งสมาธิ ไหว้พระสวดมนต์ นั่นแหละได้บุญเยอะ จากนั้นก็ถามเขาต่อไปอีกว่า
“เมื่ออาตมา ไหว้พระสวดมนต์ว่า อรหัง สัมมา สัมพุทโธ ภควาฯ...แล้ว เสียงที่เคยดังนั้นเงียบหายไป นั่นเป็นเพราะเหตุไร ?”
“โอ๋...พวกข้าพเจ้าหยุดส่งเสียงไม่ให้ไปกระทบ อรหัง สัมมา สัมพุทโธฯ นั้น กลัวจะเป็นบาป ได้แต่อนุโมทนาสาธุการส่วนบุญเท่านั้น ไม่ให้มีเสียงไปกระทบ อรหัง ผู้ไกลจากข้าศึกคือกิเลส สัมมาสัมพุทโธ เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ จะอุบัติบังเกิดในโลกแต่ละกัปแต่ละกัลป์นั้นก็เป็นของยาก เพราะการสร้างบารมีเป็นพระพุทธเจ้านั้นแสนยาก นั่นแหละ เมื่อมีขึ้นแล้วก็เป็นโชคลาภอย่างดี จะไปสวดที่สวรรค์ก็ชนะทั้งนั้น จะไปสวดที่พรหมโลกก็ชนะทั้งนั้น จะไปสวดที่นรกอเวจี ไฟนรกก็ดับ น้ำร้อนแสบเย็นเค็ม ก็กลับกลายเป็นน้ำหวานให้สัตว์นรกได้กินเป็นอาหาร”
“อันชื่อเสียงเรียงนามของ อรหังฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ สัมมาสัมพุทโธ นั้นเป็นของดีเลิศแท้นะท่าน พวกข้าพเจ้าถึงแม้ว่าจะได้ไปสวรรค์แล้ว ก็ไม่ลืมไหว้พระ สวดมนต์ ภาวนา เดินจงกรม บูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยึดเอาพระนิพพานเป็นที่ไปอยู่เป็นนิจ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เป็นธรรมที่ส่งผลให้ไปพระนิพพานได้ อย่างต่ำก็ไปสวรรค์ อย่างกลางก็พรหมโลก อย่างสูงที่สุด วิมุตติหลุดพ้น คือ พระนิพพาน เบื้องหน้า มีเท่านั้นแหละ ฉะนั้น พวกข้าพเจ้าจึงไม่ให้มีเสียงกระทบ นี่ข้อสำคัญมั่นหมาย”
นั่นแหละ เทวดาเขาก็เป็นสักขีพยานนะว่า การเดินจงกรมเป็นบุญใหญ่ ยืนภาวนาก็เป็นบุญใหญ่ ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิก็เป็นบุญใหญ่หลวงนะ
จากนั้นเขาก็ว่า “ท่านอาจารย์ สัญจรไปตามบ้านน้อยเมืองใหญ่ ขอฝากธรรมะไปเทศน์โปรดแม่ ป้า น้า อา บ้างเถิด” เขาพูดเป็นภาษาอีสานว่า
“๔ คนหาม ๓ คนแห่ คนหนึ่งนั่งตะแคร่ (เตียงไม้ไผ่) มองทาง ใครแก้ปริศนาธรรมะนี้ได้ เป็นปราชญ์ฉลาดรู้ เห็นฮ่องคลองธรรม ไปสู่โลกหน้าก็ไม่ข้องคา มาสู่โลกนี้ก็ไม่ติด สร้างบุญสร้างกุศลใส่ตนไว้ เป็นพี่เป็นน้องกัน เดินทางไกลพอได้พึ่งพิงอาศัย มื้อเช้าส่งแกง มื้อแลงส่งป่น สายพอเพล (เที่ยงวัน) พอได้จ้ำแจ่วก็ดีหลาย ข้าวสักปั้น เกลือสักก้อนก็ไม่มี เต็มทีมาก”
อย่างพวกที่ประมาทลืมตน ถือผีสางคางแดงเป็นที่พึ่ง ตายแล้วมาเกิดเป็นผีอย่างนั้น ไม่มีสิทธิอำนาจอะไร เทวดาก็เหยียดหยามคนชั้นต่ำ คือผีนั้น นั่นแหละ เมื่อเขาต่อว่าติเตียนแล้วก็หมดสิทธิ ไม่มีอำนาจอะไรจะไปต่อต้านทั้งนั้น สมขี้หน้า
“๔ คนหาม ได้แก่ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ หามเราไป เรา คือ ใจ”
“๓ คนแห่ ได้แก่ ตัณหา ๓ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา มันหามมันแห่เรา ไปสู่ที่ไหนมันก็แห่เราไปอย่างนั้น”
“๑ คน นั่งตะแคร่มองทาง คือ ใจ ตะแคร่ คือ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ นี่แหละ”
นั่นแหละ ไขปริศนาปัญหานี้ได้ ก็เป็นปราชญ์ฉลาดรู้เห็นฮ่องคลองธรรม
อันนี้แหละ ๔ คนหาม ได้แก่ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ นั้น มันจะต้องแก่ เจ็บ ตาย นั่นแหละ อนิจจตา ไม่เที่ยง ทุกขตา ก็เป็นทุกข์ อนัตตตา ก็ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เราแน่นอน เพราะมันเกิดจากเหตุปัจจัยทั้งนั้น
เหตุธรรม ปัจจัยธรรม ได้แก่ ตัณหา อวิชชา นั่นแหละ เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น เราก็ต้องน้อมเอา สมถธรรม วิปัสสนาธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ๘ โพชฌงค์ ๗ มาปราบ ๓ คนแห่ คือ ตัณหา ๓ และ อวิชชา นั้นให้ตกออกไปจากใจ แล้วเราก็จะพ้นไปจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย หมดเพียงแค่นั้น
นั่นแหละ นี่ข้อสำคัญ ทำไว้ให้พร้อมทุกอย่าง เมื่อเราอบรมศีลธรรม ทำคุณงามความดีใส่ตนไว้แล้ว ก็จะบันดาลจิตใจให้เป็นปราชญ์ฉลาดรู้ ว่าสิ่งใดหนอ เป็นเสบียง เป็นปัจจัยของเรานั้น เราจะได้เร่งรีบขวนขวาย สะสมบุญกุศลใส่ตนไว้ นอกนั้นไม่มี จริงแท้แน่นอน
แล้วเขาก็พูดว่า “เมื่อท่านสะสมบุญใส่ตนไว้พร้อมแล้ว เป็นของดีเลิศประเสริฐแท้ หาสิ่งใดเสมอเหมือนไม่มี เปรียบอุปมาเหมือนกับเรามีกระติกน้ำใหญ่ติดตัวไว้ในเวลาเดินทางไกล ไปถึงร่มไทรก็จะได้ล้างหน้า ไปถึงร่มหว้าก็จะได้ส่วยคิง (เช็ดตัว) ไปถึงที่แจ้ง ๆ แดดร้อน ๆ ก็จะได้อาบเย็นสบาย อันนี้ฉันใด บุญก็ฉันนั้น ไปถึงสถานที่ใดก็เป็นอย่างนั้น สบายดีเลิศประเสริฐสุด นอกนั้นไม่มี”

joni_buddhist
08-07-2008, 02:12 AM
วันนี้นำรูปเก่าสมัยเมื่อ20ปีที่แล้วที่คุณพ่อและคุณแม่ผมไปช่วยหลวงปู่จันทาสร้างวัดป่าเขาน้อยผมเองก็ไม่นึกไม่ฝัน20ปีให้หลังจะมาช่วยหลวงปู่จันทาท่านสร้างเจดีย์อีกครั้งหนึ่งครับ
<!-- / message --><!-- attachments --><FIELDSET class=fieldset><LEGEND>รูปขนาดเล็ก</LEGEND>http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=354623&stc=1&thumb=1&d=1215460595 (http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=354623&d=1215460595)
</FIELDSET>

joni_buddhist
08-07-2008, 10:11 PM
http://photos1.hi5.com/0016/220/781/MBxsG1220781-02.jpg
หลวงปู่จันทาโปรดแสดงธรรมให้ ผียักษ์กลับใจ
เจริญสมณธรรมอยู่ที่ถ้ำเป็ด ไตรมาส ๓ เดือน ไม่นอนทั้งวันคืนนะ เร่งรัดพัฒนาทำความเพียร เดิน ยืน นั่ง อยู่อย่างนั้นก็ได้รับผลเป็นที่น่าพอใจ เมื่อจิตสงบลงไปแต่ละครั้งแล้วมันลืม มันหมดความแสบ ความร้อน ความหิวกระหายก็ไม่มี หิวข้าวก็หายหมด หิวนอนก็หายหมด มีแต่ความสุข ร่าเริงบันเทิงใจ นี่ข้อสำคัญนะ สำหรับผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม กินธรรมเป็นอาหารก็ดีอย่างนั้น เป็นของดีเลิศประเสริฐแท้
ไม่นาน อยู่มาวันหนึ่ง จิตสงบลงได้แล้ว กลางคืนนะ ราวเที่ยงคืน มีผียักษ์ตนหนึ่ง เขี้ยวยาว ถือตะบองเหล็กเข้ามาหา แล้วว่า
“ท่านมาทำอะไรอยู่ที่นี่ อวดดีหรืออย่างไร ?”
“อ๋อ...มาเจริญสมณธรรมดอกท่าน”
“อะไรคือ สมณธรรม ?”
“พุทโธ ธัมโม สังโฆ สมณธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา สมณธรรม มรรค ๘ โพชฌงค์ ๗ สมถวิปัสสนา นี่คือ สมณธรรม”
“สมณธรรมอย่างนี้ ดีอย่างไร ?”
“ดี ! ...ล้างบาปได้ ถอนกิเลสออกจากดวงใจได้ ไม่มีสิ่งใดที่จะชนะได้ ดีเลิศประเสริฐแท้ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นเจ้าของ ของสมณธรรมนั้น พระองค์ว่า จงไปเจริญสมณธรรมในสถานที่ต่าง ๆ อยู่เป็นนิจ จิตใจจะสว่างผ่องใส นั่นแหละจึงได้มาทำอย่างนี้”
“ไม่กลัวตายหรือ ?”
“ไม่ ! ...เรื่องตายเป็นของเล็กน้อย เรื่องความตายอยู่เบื้องหลัง ไม่เอามาขวางหน้า ไม่หวั่นไหว จะเป็นจะตายอย่างไร ไม่กลัวทั้งนั้น”
“ไม่กลัวหรือ ! ...เอ้า ...จะทำอย่างไรก็ทำเถิด ไม่กลัวทั้งนั้น ท่านเป็นผียักษ์ใหญ่ เป็นเปรตครึ่งหนึ่ง เป็นผียักษ์ครึ่งหนึ่ง เป็นสัตว์โลกครึ่งหนึ่ง เป็นสัตว์เดรัจฉานครึ่งหนึ่ง เป็นสัตว์พเนจรมีแต่ไปอยู่ทางนั้น ทำแต่บาปหยาบช้าลามกใส่ตน หาความดีไม่ได้ ถึงจะมีอาคมกล้าอย่างไรก็ตามเถอะ เมื่อทำบาปหยาบช้าลงไปแล้ว ทุศีล ทุธรรม ก็ฉิบหายวายป่วง จะได้ประสบแต่เหตุเภทร้าย นั่นแหละ อยากดีไหมเล่า ?”
“อยากดี !”
“อยากดี จะสอนให้เอาไหม ?”
“เอา”
“เอา...ก็ตั้งใจนะ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” ว่าตาม เขาก็ว่าตาม ถึง ทุติฯ ตติฯ แล้วก็มอบศีล ๕ ให้อีกนั่นแหละ
“ตั้งใจนะ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้จะพาท่านพ้นจากความเป็นผียักษ์ เป็นสัตว์โลก (สัตวะ แปลว่า เป็นผู้ข้องอยู่ด้วยความอยากและความหลง) เป็นเปรตในวัฏสงสาร (เปโต แปลว่า เปรต) นั่นแหละ อดอยาก ทุกข์ยากลำบาก ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งอาศัย มีแต่ทุกข์กับทุกข์ มีแต่ยากกับยาก มีแต่ร้อนกับร้อน มีแต่หนาวกับหนาว มีแต่หิวโหยกระหายอยู่อย่างนั้น นั่นแหละเพราะไม่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จะอวดอ้างว่าดีก็ตามเถอะว้า”
นั่นแหละ เทศน์ให้ฟัง จนใจของผียักษ์มันอ่อนโยน อ่อนลง สบาย
“โอ๋...ไม่เคยได้ยินได้เห็นอย่างนี้ ต่อไปจะขอประพฤติปฏิบัติตามอย่างที่ท่านสอน”
“เออ ดีมาก จะได้ชื่อว่า ตโม โชติปรายโน เบื้องต้นประพฤติธรรมอันมืดดำมา เป็นเปรต เป็นผี เบื้องปลายมาพบปราชญ์ชาติเมธี ใจดี มีศีลธรรมให้โอวาท จิตใจอ่อนน้อมอ่อนโยน มาประพฤติปฏิบัติธรรม ก็จะมีสุคติเป็นที่ไปเบื้องหน้านะ ไม่ต้องสงสัย”
เมื่อได้ยินได้ฟังอย่างนั้น ผียักษ์มันก็ยอมเลย ต่อแต่นั้น มันก็ตั้งตนเป็นอุบาสก เป็นผีที่ดี ละชั่ว ไม่ยอมประพฤติชั่วช้าด้วยกาย วาจา ใจแล้ว พอใจประพฤติปฏิบัติธรรมตลอดไป

joni_buddhist
09-07-2008, 01:15 AM
http://photos1.hi5.com/0047/209/579/rc3mqY209579-02.jpg
เอาภาพขยายใหญ่มาให้ชมเสื้อแดงอุ้มตุ๊กตานี่ก็เป็นผมเองครับ

joni_buddhist
09-07-2008, 11:23 PM
http://photos1.hi5.com/0047/209/579/rc3mqY209579-02.jpg

เที่ยวเมืองชาวทะเลกับหลวงพ่อห้อ

การตายแล้วฟื้นครั้งนั้น ทำให้อาการป่วยไข้หายไป ร่างกายแข็งแรงดีขึ้น ท่านพระอาจารย์จันทาอยากจะออกเที่ยววิเวกอีกครั้นเมื่อออกพรรษาแล้วจึงไดกราบลาพระอาจารย์จันทร์ เที่ยววิเวกไปตามลำพังตามสมณวิสัยของพระธุดงคกรรมฐาน
ได้ขึ้นรถไฟไปเชียงใหม่เที่ยววิเวกอยู่ ๙ วันแถวป่าเขาดอยสุเทพ ได้อารมณ์ภาวนาดีมาก จิตรวมเป็นสมาธิเป็นประจำและได้นิมิตแปลก ๆ แต่แล้วพิษมาลาเรียได้กำเริบขึ้นอีก
หมอที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ฉีดยาให้จนหายดีแล้ว จึงขึ้นรถไฟกลับมาลงที่สถานีบ้านภาชี พักอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีหนึ่งคืน พอวันรุ่งขึ้นก็ขึ้นรถไฟไปลงที่ขอนแก่น ค่าโดยสารรถไฟแต่ละเที่ยวนั้น ทางศรัทธาชาวบ้านเป็นผู้ซื้อตั๋วโดยสารให้ทุกครั้ง
เมื่อลงรถไฟที่ขอนแก่นจะไปสกลนคร ไม่มีผู้ใดจ่ายค่าโดยสารรถให้จึงเดินแสวงวิเวกไปเรื่อย ๆ ตั้งใจปรารภความเพียรอย่างหนัก
ในระหว่างทางได้พบกับหลวงพ่อห้อ เที่ยวธุดงค์มาจากอำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรฯ ได้สนทนาแลกเปลี่ยนธรรมปฏิบัติเป็นที่สบอัธยาศัยกัน
หลวงพ่อห้อบอกว่า กำลังจะไปจำพรรษาที่ศรีราชา เป็นการเปลี่ยนสถานที่วิเวกจากดงดอยป่าหนาดงทึบทางภาคอีสานและภาคเหนือ เป็นไปทางทะเลเสียบ้าง ถ้าท่านพระอาจารย์จันทาอยากจะไปด้วยก็ไม่ขัดข้อง
พระอาจารย์จันทาตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยเห็นทะเล เคยเห็นแต่ในรูปภาพ ก็คิดอยากจะเห็นทะเลและภูมิประเทศบ้านเมืองขนบธรรมเนียมประเพณีทางหัวเมืองชายทะเลบ้าง จึงตกลงใจขอไปด้วย
หลวงพ่อห้อ พาขึ้นรถไฟที่ขอนแก่นไปลงกรุงเทพฯ ต่อรถยนต์ไปชลบุรีในวันนั้นเลยทีเดียวถึงชลบุรีตอน ๖ ทุ่ม หลวงพ่อห้อพาเข้าพักที่วัดใหญ่แห่งหนึ่งในตัวเมือง จำชื่อวัดไม่ได้
รุ่งเช้าขึ้นจะออกไปบิณฑบาตแต่เจ้าอาวาสวัดนี้ได้ห้ามไว้ว่า
“อย่าไปบิณฑบาตเลย ไม่ได้ข้าวหรอก ผมอยู่วัดนี้มา ๓๐ ปีแล้ว ผมไปบิณฑบาตไม่ได้อะไรเลย ข้าวสักทัพพีก็ไม่ได้
คนเมืองชลบุรีใจบุญสุนทานมีน้อย ส่วนมากไม่สนใจในการทำบุญทางพระศาสนา เพราะคนส่วนมากชาติก่อนเป็นปลาในทะเลได้มาเกิดเป็นมนุษย์อยู่เมืองชลบุรีในชาตินี้ ดังนั้นทางวัดต้องอาศัยโรงครัวจึงพอมีข้าวเลี้ยงพระเณรในวัดไปวัน ๆ ”
ท่านพระอาจารย์จันทาได้ยืนยันที่จะไปบิณฑบาต เพราะการออกบิณฑบาตนี้ ตามพุทธประวัติกล่าวไว้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตทุกเช้าเป็นพุทธจริยาที่จะทรงโปรดประชากรทุกชั้นวรรณะมิได้เลือกหน้า
พระภิกษุสงฆ์ผู้เป็นสมณศากยบุตรลูกของพระพุทธเจ้าโดยทางธรรม จักต้องเจริญรอยตามบาทพระพุทธองค์ คือออกโคจรบิณฑบาตเช่นเดียวกัน เพื่อรับการใส่บาตรจากชาวบ้านชาวเมือง กระทำทานได้บุญกุศล
เจ้าอาวาสได้กล่าวอีกว่า
“เมื่อพวกท่านจะไปบิณฑบาตจริง ๆ ก็นิมนต์เสี่ยงบารมีไปดูเถอะ”
ท่านพระอาจารย์จันทาและหลวงพ่อห้อ ก็ออกจากวัดไปบิณฑบาตในเมืองชลบุรี ปีนั้นตรงกับ พ.ศ.๒๔๙๔ (สองพันสี่ร้อยเก้าสิบสี่) หรือเมื่อ ๓๖ ปีมาแล้ว สมัยนั้นเมืองชลบุรียังไม่เจริญรุ่งเรืองใหญ่โตเหมือนปัจจุบันนี้ ยังเป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่
ออกจากวัดมาได้ไม่ไกลก็เลี้ยวเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่ง เห็นศพคนตายอยู่ในห้องแถวเก่า ๆ มีญาติพี่น้องเฝ้าศพอยู่ ท่าทางเศร้าโศกเงียบหงอย เพื่อพวกเขามองมาเห็นพระบิณฑบาตก็ทำเฉย ๆ ท่านพระอาจารย์จันทากับหลวงพ่อห้อเดินผ่านไป
“อาตมารู้สึกประหลาดใจที่บ้านมีคนตายแต่พวกญาติพี่น้องเห็นพระแล้วไม่ใส่บาตรทำบุญให้กับคนตาย ถ้าเป็นทางเหนือทางอีสานแล้ว เขาจะร้อง นิมนต์ก่อน ตุ๊เจ้า นิมนต์ก่อน ครูบา แล้วรีบเอาข้าวมาใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย แต่รายนี้ที่เมืองชลพวกเขาเฉย ๆ ”
ท่านพระอาจารย์จันทากล่าวแต่ท่านพระอาจารย์เพ็งได้ให้ความเห็นว่า ครอบครัวคนตายนั้น อาจจะเป็นคนจีนที่ไม่ได้นับถือพุทธศาสนา จึงไม่สนใจหรือไม่เข้าใจในเรื่องทำบุญตักบาตรให้คนตาย
การเที่ยวบิณฑบาตในเช้าวันนั้น ได้ไปทั่วทุกตรอกซอกซอยในเมืองชลบุรี และเลยลงไปถึงหมู่บ้านแถบชายทะเลด้วยแต่ก็ไม่ได้ข้าวสักทัพพีเดียว ไม่มีคนใส่บาตรเลย
ครั้นกลับมาถึงทางสี่แยกใกล้วัด จึงมีชายหนุ่มคนหนึ่งใสบาตรให้ข้าว ๑ ทัพพี เขาพนมมือถามนอบน้อมว่า
“ผมไม่เคยเห็นท่านอาจารย์ทั้งสององค์มาก่อนเลย ท่านอาจารย์นุ่งสบงห่มจีวรสีดำคล้ำ สะพายบาตรใบใหญ่อย่างนี้ เป็นพระมาจากไหนขอรับ?”
ท่านพระอาจารย์จันทาตอบฉันเมตตาจิต
“มาจากภาคอีสานเมืองบนโน้น ที่นั่งห่มสีกรักนี้เป็นพระธุดงคกรรมฐานสายของท่านหลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ”
ชายหนุ่มคนนั้นสีหน้าตื่นเต้นปีติปราโมทย์ร้องว่า
“โอ! เคยได้ยินแต่ชื่อเสียงเพิ่งเห็นตัวจริงพระธุดงค์สายท่านพระอาจารย์มั่นวันนี้เอง ผมขอบุญด้วยขอรับ”
“ขอให้บุญจงเป็นของคุณโยมเถิด”
ท่านพระอาจารย์จันทา และหลวงพ่อห้อ บิณฑบาตกลับถึงวัดเวลาประมาณ ๙ โมงเช้า เจ้าอาวาสวัดมาเปิดฝาบาตรดูแล้วหัวเราะกล่าวว่า
“ผมบอกท่านทั้งสองแล้ว คนเมืองนี้ไม่ชอบทำบุญใส่บาตรหรอก ผมได้สั่งทางโรงครัวของวัดให้ทำอาหารไว้เรียบร้อยแล้วเพื่อถวายพวกท่าน ขอให้ผมได้ทำบุญกับพระธุดงคกรรมฐานอย่างพวกท่านเถิด”
ท่านพระอาจารย์จันทาเล่าว่า เจ้าอาวาสวัดนี้น้ำใจดีงามเหลือเกิน ใจบุญใจกุศล รูปร่างคล้ายพวกขุนนางในวัง
เมื่อฉันอาหารเสร็จแล้วเจ้าอาวาสยังได้ถวายค่ารถโดยสารให้อีก เป็นพระบ้านหรือคามวาสีที่น่าเคารพเลื่อมใสมาก
หลังจากปีนั้นมา พุทธศาสนาในชลบุรีรุ่งเรืองขึ้นเป็นอันมากทางราชการ พ่อค้า คหบดี และประชาชนได้ร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟูพัฒนาพระศาสนาอย่างขนานใหญ่
ชาวบ้านชาวเมืองหันมาเลื่อมใสศรัทธาในพระศาสนามากมาย นิยมทำบุญตักบาตรพระเณรได้ข้าวปลาอาหารคาวหวานล้นบาตรทุกวัน พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญของชาวชลบุรี
เมื่อชาวชลบุรีทำบุญตักบาตรกันทุกวันนี้ก็เหมือนหว่านข้าวกล้าลงในเนื้อนา ข้าวกล้าย่อมงอกเงยไพบูลย์งอกงาม คือย่อมได้บุญได้กุศลใหญ่ เป็นเหตุปัจจัยให้ร่ำรวยเจริญรุ่งเรืองทันตาเห็นในชาตินี้
ดังจะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ชลบุรีเจริญพัฒนารุ่งเรืองเป็นหัวเมืองชั้นเอก ชาวบ้านชาวเมืองอยู่ดีกินดีมีสุข พระพุทธศาสนาก็รุ่งเรืองประเทืองใจ ควรแก่การโมทนาสาธุการ

joni_buddhist
10-07-2008, 10:13 PM
http://photos1.hi5.com/0016/220/781/MBxsG1220781-02.jpg

พระอาจารย์ลุน วัดวิเวการาม

ที่ศรีราชาหลวงพ่อห้อพาไปจำพรรษาอยู่ที่วัดวิเวการาม เจ้าอาวาสวัดชื่อ พระอาจารย์ลุน เป็นพระธุดงคกรรมฐานชาวจังหวัดอุบล ฯ
ท่านพระอาจารย์จันทากล่าวว่า ท่านทำความเพียรได้รับความสงบดีมาก แต่แปลกที่ว่าธาตุขันธ์ไม่ถูกกันกับอาหารไทยแบบภาคกลาง ฉันข้าวหุงและอาหารจืดอาหารผัดต่าง ๆ แล้วท้องเสีย แต่ถ้าวันใดได้ฉันข้าวเหนียวกับปลาร้า ธาตุขันธ์ท้องไส้จะดีมาก ร่างกายกระชุ่มกระชวยซาบซ่านแข็งแรงแปลกพิลึก
เมื่อออกพรรษาแล้ว ได้กราบลาท่านพระอาจารย์ลุน เดินทากลับมาพักอยู่วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่อยู่วัดวิเวการามศรีราชาแล้วท้องร่วงท้องเสียเพราะอาหารไทย เมื่อมาถึงวัดป่าสาลวันแทบไม่มีแรงเดินบิณฑบาต
แต่เมื่อแข็งใจไปบิณฑบาตในตลาดโคราชได้ข้าวเหนียวกับปลาร้ามาฉันแล้ว ปรากฏอัศจรรย์ว่า ร่างกายแข็งแรงขึ้นทันตาเห็นอาการท้องเสียหายไปเป็นปลิดทิ้ง

joni_buddhist
11-07-2008, 11:39 PM
รับโอวาทจากหลวงปู่บัว

http://photos1.hi5.com/0016/220/781/MBxsG1220781-02.jpg

<TABLE id=table2 width=168 align=left border=0><TBODY><TR><TD width=162>http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/pic-monk/lp-chanta-03.jpg</TD></TR><TR><TD width=162>หลวงปู่บัว สิริปุณโณ


</TD></TR></TBODY></TABLE>
พักอยู่วัดป่าสาลวัน ๒-๓ วัน ได้ขึ้นรถไฟมาลงที่จังหวัดอุดรฯ จากนั้นก็ขึ้นรถยนต์ไปอำเภอหนองวัวซอ ลงจากรถเดินไปยังวัดบ้านหนองแซง นมัสการหลวงปู่บัว สิริปุณโณ (บิดาของท่านพระอาจารย์เพ็ง พุทธธัมโม)
ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมรับการอบรมจากท่านหลวงปู่บัวพอประมาณ สอนเน้นหนักเรื่อง “สติ” ท่านกล่าวว่า
“การปฏิบัติธรรมมุ่งหวังความพ้นทุกข์ ขอให้มีสติรู้เท่าทันเป็นปัจจุบันอารมณ์อยู่ทุกลมหายใจเข้าออกเถอะน่า สติรู้ตัวเดียวนี้แหละจะทำให้เราเกิดญาณจักษุรู้แจ้งหมดโลกหมดจักรวาล”
ท่านหลวงปู่บัว สิริปุณโณเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูงที่ได้รับคำชมเชยจาก หลวงปู่ขาว อนาลโยวัดถ้ำกลองเพลว่า
“ท่านบัวนี้ เป็นผู้วิเศษองค์หนึ่งนะ !”
ปีที่ท่านพระอาจารย์จันทาไปรับการอบรมอยู่กับหลวงปู่บัวนี้ พ.ศ.๒๔๙๕ และต่อมาอีก ๒๓ ปี (ยี่สิบสามปี) ท่านหลวงปู่บัวได้อำลาสังขารมรณภาพในปี พ.ศ.๒๕๑๘ อัฐิของท่านได้กลายเป็นพระธาตุ

joni_buddhist
13-07-2008, 10:17 PM
http://photos1.hi5.com/0047/209/579/rc3mqY209579-02.jpg
สาวงามชาวภูไทชวนให้สึก

ท่านพระอาจารย์จันทาพักรับการอบรมจากหลวงปู่บัวไม่นาน ก็กราบลาท่านออกธุดงค์ต่อไป เที่ยววิเวกไปตามแถวภูพานสกลนคร และได้เข้าจำพรรษาอยู่กับ ท่านพระอาจารย์สีลา โพธิโก วัดป่าโชติการาม ตั้งอยู่เชิงเขาภูเหล็ก สมัยนั้นท่านพระอาจารย์วัน อุตตโม ยังไม่ได้ไปอยู่ที่ภูเหล็ก (วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม)
วัดป่าโชติการามเชิงเขาภูเหล็ก เป็นที่สัปปายะสงัดวิเวกดีมาก ท่านพระอาจารย์จันทาอยู่ที่นี่ถึง ๓ พรรษา แถบย่านภูเหล็กนี้มีชาวภูไทอยู่กระจัดกระจายเคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาดีมาก สาวภูไทนั้นงามนักเหมือนสาวทางเชียงใหม่ทางลำพูน ผิวขาวปานไข่ปอก
สาวภูไทมาถวายจึงหันในตอนเช้า มีหลายนางที่งามแบบสาวบ้านป่าตาหวานเยิ้ม ส่งสายตาให้ แล้วนิมนต์ให้ท่านพระอาจารย์จันทาลาสิกขาสึกออกไปเป็นฆราวาส
“จะให้อาตมาสึกไปทำอีหยังล่ะโยม ?”
ท่านพระอาจารย์จันทาถามแต่คำตอบที่ได้รับนั้นทำเอาสะดุ้งเพราะสาวภูไทตอบว่า
“จะเอาไปเป็นผัว !”
ท่านพระอาจารย์จันทาตอบว่า
“ฮ่วย ! ผู้ชายหนุ่ม ๆ มีมากมายหลายหมู่บ้าน ทำไมพวกโยมไม่เอาเขาเป็นผัว ?อาตมาเป็นพระ กว่าจะได้บวชก็ยาก บวชมาแล้วก็ศึกษาภาวนาด้วยความยากลำบาก ขอให้พวกโยมช่วยกันหวงแหนอาตมาไว้ในพระศาสนาให้เป็นพระสงฆ์องค์เจ้าเอาบุญต่อไปเถอะ”
สาวงามภูไทตอบเสียงหวานตามประสาซื่อตรงไม่มีจริตมายาว่า
“ไม่อยากได้ผู้ชายชาวบ้านเป็นผัว เพราะไม่ทำให้เจริญ อยากได้แต่ครูบาไปเป็นผัว จะพาร่ำรวยเจริญรุ่งเรือง ครูบาเป็นผู้มีบุญ เป็นเจ้าศีลเจ้าธรรม ผู้ใดได้ไปเป็นผัว ถือว่ามีวาสนาสูงแท้”
“ก่อนที่จะมาบวชนี้ อาตมามีครอบครัวแล้วนะโยม มีลูกชาย๑ คน อาตมาจึงไม่ใช่หนุ่มสด ๆ หากเป็นพ่อม่ายมาบวชเป็นพระ”
คำตอบนี้ทำให้สาวงามภูไทหน้าเสียกราบลากลับไป และไม่มาวัดอีกเลย เพราะธรรมเนียมทางภาคพื้นนั้น สาว ๆ มีความรังเกียจพ่อม่ายไม่อยากเข้าใกล้เพราะถือว่า พ่อม่ายเป็นตัวอัปมงคลนั่นเอง !

joni_buddhist
14-07-2008, 11:19 PM
ภูเหล็กแตนศักดิ์สิทธิ์

http://photos1.hi5.com/0047/209/579/rc3mqY209579-02.jpg

ภูเหล็ก นี้ ตามประวัติเล่าว่าแต่ก่อนเคยศักดิ์สิทธิ์และสำคัญมาก ที่ถ้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่งห่างจากถ้ำพวงประมาณ ๑๐ เมตร เคยมีพระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อ “พระนรสีห์” มานิพพานที่นั่น
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตสมัยไปวิเวกที่บนภูเหล็ก เวลาจะเข้าใกล้ถ้ำที่พระนรสีห์อรหันต์นิพพาน ท่านพระอาจารย์มั่นจะสั่งให้ลูกศิษย์ถอดรองเท้าตามอย่างท่าน เป็นการแสดงความคารวะสถานที่อย่างเคร่งครัดเพราะถือว่ามีเทพยดาเฝ้ารักษาสถานที่แห่งนี้อยู่
และที่บริเวณถ้ำพวง ภูเหล็ก ก่อนนี้มีช่องหนึ่งลึกลงไปใต้ภูเขาท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโมเคยไปวิเวกที่นั่น พบด้วยญาณจักษุว่า ช่องใหญ่ลึกมาก อยู่ไม่ไกลจากถ้ำพวง เป็นถ้ำพญานาคมันพ่นพิษใส่ท่านเป็นการขับไล่ ท่านเลยเอาก้อนหินมาปิดช่องทางนั้นอย่างแน่นหนา แต่ตอนหลังไม่ทราบอยู่ตรงไหนเพราะพื้นราบเรียบกันไปหมด
ท่านพระอาจารย์จันทาเล่าว่า
“อาตมาไปเจริญภาวนาที่ภูเหล็ก ตรงที่นั้นเป็นหน้าผาดิ่งลงมาอยู่คนละด้านภูเขากับถ้ำพวงสมัยนั้นเป็นดงหนาป่าทึบกว้างใหญ่ มีพวกโซ่ พวกภูไทอยู่กันห่าง ๆ กระจัดกระจาย”
ป่าใหญ่แถวนั้นผีสางเทวดาดุร้ายมาก จะไม่เชื่อก็ไม่ได้ เพราะอาตมาได้ประสบมาจริง ๆ เรื่องผีเรื่องเทพนี้อาตมาเจอมามากจนหายสงสัยแล้ว”
“ป่าภูเหล็ก อำเภอส่องดาว (สมัยนั้นเป็นเพียงตำบล) ชาวบ้านกลัวกันมาก ใครขืนไปถางป่าทำไร่หรือตัดไม้มาปลูกบ้านเป็นต้องถูกฝูงผีรุมเล่นงานตายทันตาเห็นในวันนั้น ถ้าไม่ตายก็ป่วยเรื้อรังเป็นปี ๆ ผอมหัวโต”

joni_buddhist
15-07-2008, 11:42 PM
http://photos1.hi5.com/0010/594/649/WGP0gc594649-02.jpg

นิมิตสมาธิ

“อาตมาจะขอนำนิมิตในสมาธิมาเล่าให้ฟัง เพื่อให้ผู้อ่านถือเอาเป็นคติไว้พิจารณาศึกษาต่อไป
คืนหนึ่งตอนเที่ยงคืน อาตมาทำความเพียรภาวนาจิตรวมสงบลงเป็นสมาธิธรรม ได้ยินนิมิตเสียงผู้หญิงหลายคนร้องไห้ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งป่า
จากนั้นก็เป็นนิมิต พวกผู้คนชาวบ้านทั้งหญิงและชายจำนวนมาก ถือคบไต้จุดสว่างไสวเดินออกจากป่ามาพบอาตมา พวกเขาเล่าให้ฟังว่า ผู้หญิงในหมู่บ้านออกลูก แต่แล้วก็ถูกผีปอบกินเด็กที่คลอดใหม่ ๆ พวกหมอมนต์คาถาอาคมในหมู่บ้านไล่ผีปอบไม่ออก อยากจะขอนำมนต์ของอาตมาไปไล่ผีปอบ
นิมิตนี้แปลกมาก จิตบอกอาตมาว่าพวกเขาเป็นผี แต่เหตุใดในหมู่พวกผีถึงได้มีผีปอบเข้าสิงพวกผีด้วยกันอีก มันเป็นเรื่องผีซ้อนผี อาตมาก็ทาน้ำมนต์ให้ไป
เมื่อพวกเขากลับไปก็มองเห็นว่า บ้านเมืองของพวกเขาอยู่ตามกอหญ้า อยู่ตามต้นไม้ อยู่ตามซอกหินแคบ ๆ อยู่ตามถ้ำใหญ่ ๆ ต้นไม้ทุกต้นมีบ้านเรือนใหญ่บ้างเล็กบ้าง อยู่แน่นไปหมด
อาตมาได้กำหนดจิตถามพวกเขาก็ได้คำตอบว่า พวกผีที่มีบ้านเรือนอยู่ตามกอหญ้า เป็นเพราะมีควรมีกรรม ถ้าไปอยู่ต้นไม้ใหญ่ก็เกิดอาการร้อนเหมือนอยู่ในกองไฟ อยู่ไม่ได้ เพราะวาสนาไม่ถึง
พวกผีที่อยู่บนต้นไม้ใหญ่ ๆ เป็นพวกมีบุญพอสมควร เป็นกึ่งผีกึ่งเทวดา พวกที่อยู่ในถ้ำเป็นเทวดาก็มี เป็นกึ่งเทวดาก็มี เป็นเปรตอสุรกายก็มี พวกนี้หน้าตาท่าทางการแต่งกายเหมือนคนบ้านนอกทั่วไป
เมื่อพวกนี้ไปแล้ว นิมิตที่เห็นเป็นปราสาทเงินปราสาททองงามระยิบระมับลอยอยู่เหนือยอดเขาภูเหล็ก พวกที่อยู่บนปราสาทนี้หน้าตาผ่องใส แต่งตัวเรียบร้อยมีสง่าราศีเหมือนชาวกรุง ไม่ได้ใส่ชฎาแต่งองค์ทรงเครื่องเหมือนยี่เก แต่งเหมือนชาวกรุงสมัยใหม่ดี ๆ นี่เอง พวกเขาลงมาจากปราสาทเหมือนเดินมาธรรมดา
พอมาถึงพวกเขาก็กราบไหว้อาตมา กิริยามารยาทเรียบร้อย พูดจาพาทีอ่อนโยนทั้งหญิงและชาย ขอไตรสรณคมน์ปฏิญาณตนนับถือพระรัตนตรัย และขอศีล ๕ ไปปฏิบัติ
เหตุเพราะว่าสมัยเป็นมนุษย์เคยรักษาศีล ๕ เคร่งครัด ทำบุญให้ทาน เมื่อตายแล้วจึงได้มาเกิดอยู่บนวิมานเงินวิมานทองลอยอยู่เหนือภูเหล็ก
เมื่ออาตมาให้พระไตรสรณคมน์และศีล ๕ แล้ว พวกเขาก็กราบลาไป พวกนี้เป็นเทวดาชั้นอากาศเทวา
เมื่อพวกเทพกลับไปบนภูเหล็กแล้ว นิมิตมาอีกเป็นผู้หญิงชาวบ้าน ใช้ด้ามเสียมคอนตะกร้าเดินผ่านหน้าอาตมาไป พลางเอื้อนแอ่วเสียงไพเราะเศร้า ๆ ว่า ผู้ข้าจะขึ้นไปเก็บใบหม่อนไปเลี้ยงตัวไหม ใครผู้ใดอยากจะมาเล่นแอ่วหมอลำให้สนุก กินแกงปลาร้าอึ่งกับนางก็เชิญได้ นางร้องแอ่วลำขึ้นไปบนภูเหล็ก
“นิมิตบอกว่า ผู้หญิงนางนี้เป็นผีพวกหนึ่ง สมัยเป็นมนุษย์เป็นหมอฟ้อนรำ ผีฟ้าแบบเข้าทรงครั้นเมื่อตายจากมนุษย์ก็มาเกิดเป็นผีอาภัพ จะไปเป็นเทวดาก็ไปไม่ได้ จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกก็ไม่ได้”
นิมิตที่เล่ามานี้ จะเป็นเพราะจิตละเอียดสุขุมปรุงแต่งเล่นสนุก ๆ หรือเป็นเรื่องจริง ก็ขอให้ท่านผู้อ่านผู้มีปัญญาไปศึกษาภาวนาพิสูจน์ดูเอาเองเถิด

joni_buddhist
19-07-2008, 09:41 PM
ประมวลภาพถวายเงินร่วมสร้างเจดีย์แด่องค์หลวงปู่จันทา ถาวโร ครั้งที่5
<HR style="COLOR: #ffffff; BACKGROUND-COLOR: #ffffff" SIZE=1><!-- / icon and title --><!-- message -->เนื่องจากในวันนี้(17กรกฎาคม2551)เป็นวันอาสาฬหบูชาผมและครอบครัวได้ถือโอกาสไปทำบุญเลี้ยงอาหารผู้มาทำบุญและซื้อจักรยานแจกนักเรียนที่ยากจนพร้อมทั้งถวายผ้าอาบน้ำฝนและเทียนจำนำพรรษาและหลอดไฟ ที่วัดท่าหลวง จังหวัดพิจิตร ในเช้าที่ผ่านมาและเนื่องจากเป็นช่วงใกล้เข้าพรรษาผมและครอบครัวโดยคุณแม่ของผมเป็นตัวแทนผู้มอบปัจจัยซึ่งเป็นปัจจัยที่พี่น้องชาวเว็ปไซด์พลังจิตทุกท่านร่วมบุญเพื่อร่วมสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้า5พระองค์ จำนวน29999บาทไปถวายแด่องค์หลวงปู่จันทา ถาวโร ณ วัดป่าเขาน้อย พิจิตรจึงขอแจ้งให้ทราบเพื่อให้ทุกท่านร่วมอนุโมทนาบุญมาในโอกาสนี้ครับ ส่วนความคืบหน้าพระมหาเจดีย์นี้ ตอนนี้เริ่มมีการตอกเสา เกลี่ยพื้นที่ และวางโครงพระมหาเจดีย์ พร้อมกับการปรับภูมิทัศน์โดยรอบไปด้วย โดยการก่อสร้างเริ่มรุดหน้าไปมากแล้วครับ ก็ขออนุโมทนาบุญในการสร้างพระมหาเจดีย์แก่พี่น้องชาวพลังจิตทุกท่านครับ ขอให้ทุกท่านเจริญไปด้วย มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และ นิพพานสมบัติทุกท่านเทอญ
การร่วมบุญยังคงเปิดให้ร่วมบุญอยู่นะครับโดยจะเปิดให้ร่วมบุญจนกว่าพระมหาเจดีย์จะเสร็จ โดยครั้งหน้าจะนำปัจจัยไปถวายในช่วง ออกพรรษาแล้วนะครับขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน
ภาพการถวายปัจจัยแด่องค์หลวงปู่จันทา
<!-- / message --><!-- attachments --><FIELDSET class=fieldset><LEGEND>รูปขนาดเล็ก</LEGEND>http://board