thanan
10-11-2004, 10:31 PM
<li>ในอดีตกาล พระเจ้ากาสีพระนามว่า กลาปุ ทรงครองราชสมบัติ อยู่ในนครพาราณสี. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ มีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิ เป็นมาณพชื่อว่า กุณฑลกุมาร.
<li>เจริญวัยแล้ว ได้เล่าเรียนศิลปะทุกอย่างในนครตักกศิลา แล้วรวบรวมทรัพย์สมบัติตั้งตัว เมื่อบิดามารดาล่วงลับไป. จึงมองดูกองทรัพย์ แล้วคิดว่า ญาติทั้งหลายของเราทำทรัพย์ให้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ถือเอาไปเลย แต่เราควรจะถือเอาทรัพย์นั้นไป
<li>จึงจัดแจงทรัพย์ทั้งหมด ให้ทรัพย์แก่คนที่ควรให้ ด้วยอำนาจการให้ทาน. แล้วเข้าไปยังป่าหิมพานต์ บวชยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยผลาผลไม้ อยู่เป็นเวลาช้านาน.
<li>เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว จึงไปยังถิ่นมนุษย์ ถึงนครพาราณสี โดยลำดับ แล้วอยู่ในพระราชอุทยาน. วันรุ่งขึ้น เที่ยวภิกขาจารไปในนคร ถึงประตูนิเวศน์ของเสนาบดี.
<li>เสนาบดีเลื่อมใสในอิริยาบถของพระโพธิสัตว์นั้น จึงให้เข้าไปยังเรือนโดยลำดับ ให้บริโภคโภชนะที่เขาจัดไว้เพื่อตน ให้รับปฏิญญาแล้ว ให้อยู่ในพระราชอุทยานนั้น นั่นเอง.
<li>อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้ากลาปุทรงมึนเมาน้ำจัณฑ์ มีนางนักสนมห้อมล้อม เสด็จไปยังพระราชอุทยาน ด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่่. ให้ลาดพระที่บรรทมบนแผ่นศิลาอันเป็นมงคล แล้วบรรทมเหนือตักของหญิิงที่ทรงโปรดคนหนึ่ง หญิงนักฟ้อนทั้งหลายผู้ฉลาดในการขับร้อง การประโคม และการฟ้อนรำ ก็ประกอบการขับร้อง เป็นต้น.
<li>พระเจ้ากลาปุได้มีสมบัติ ดุจของท้าวสักกเทวราช ก็ทรงบรรทมหลับไป. ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้น พากันกล่าวว่า พวกเราประกอบการขับร้องเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่พระราชาใด พระราชานั้นก็ทรงบรรทมหลับไปแล้ว. ประโยชน์อะไรแก่พวกเรา ด้วยการขับร้องเป็นต้น จึงทิ้งเครื่องดนตรี มีพิณเป็นต้น ไว้ในที่นั้นๆ เอง. แล้วหลีกไปยังพระราชอุทยาน ถูกดอกไม้ ผลไม้ และใบไม้เป็นต้น ล่อใจ จึงอภิรมย์อยู่ในพระราชอุทยาน.
<li>ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์นั่งอยู่ ดุจช้างซับมันตัวประเสริฐ. ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุขในบรรพชาอยู่ ณ โคนต้นสาละมีดอกบานสะพรั่งในพระราชอุทยานนั้น.
<li>ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้นหลีกไปยังพระราชอุทยานแล้วเที่ยวไปอยู่ ได้เห็นพระโพธิสัตว์นั้น จึงกล่าวกันว่า มาเถิดท่านทั้งหลาย พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา เป็นบรรพชิตนั่งอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง พวกเราจักนั่งฟังอะไรๆ ในสำนักของพระผู้เป็นเจ้านั้น ตราบเท่าที่พระราชายังไม่ทรงตื่นบรรทม จึงได้ไปไหว้นั่งล้อม แล้วกล่าวว่า ขอท่านโปรดกล่าวอะไรๆ ที่ควรกล่าวแก่พวกดิฉันเถิด.
<li>พระโพธิสัตว์จึงกล่าวธรรมแก่หญิงเหล่านั้น. ครั้งนั้น หญิงคนนั้นขยับตัวทำให้พระราชาตื่นบรรทม. พระราชาทรงตื่นบรรทมแล้ว ไม่เห็นหญิงพวกนั้น จึงตรัสว่า พวกหญิงถ่อยไปไหน. หญิงคนโปรด นั้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช หญิงเหล่านั้นไป นั่งล้อมดาบสรูปหนึ่ง. พระราชาทรงกริ้วถือพระขรรค์ ได้รีบเสด็จไป ด้วยตั้งพระทัยว่า จักตัดหัวของชฎิลโกงนั้น. ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้นเห็น พระราชาทรงกริ้วกำลังเสด็จมา. ในบรรดาหญิงเหล่านั้น หญิงคนที่โปรดมาก ไปแย่งเอาพระแสงดาบจากพระหัตถ์ของพระราชา ให้พระราชาสงบระงับ. พระราชานั้นเสด็จไปประทับยืน ในสำนักของพระโพธิสัตว์ แล้วตรัสถามว่า สมณะ แกมีวาทะว่ากระไร ?
พระโพธิสัตว์ทูลว่า <font color=blue>มหาบพิตร อาตมามี ขันติวาทะ กล่าวยกย่องขันติ. </font>
พระราชา <font color=red>ที่ชื่อว่า ขันตินั้น คืออะไร ? </font>
พระโพธิสัตว์ <font color=blue>คือ ความไม่โกรธในเมื่อเขาด่าอยู่ ประหารอยู่ เย้ยหยันอยู่. </font>
พระราชาตรัสว่า <font color=red>ประเดี๋ยว เราจักเห็นความมีขันติของแก. </font>
แล้วรับสั่งให้เรียกเพชฌฆาตผู้ฆ่าโจรมา. เพชฌฆาตนั้นถือขวาน และแซ่หนามตามจารีตของตน นุ่งผ้ากาสาวะ สวมพวงมาลัยแดง มาถวายบังคมพระราชา แล้วกราบทูลว่า <font color=brown>ข้าพระองค์จะทำอะไร พระเจ้าข้า ? </font>
พระราชาตรัสว่า <font color=red>เจ้าจงจับดาบสชั่วเยี่ยงโจรนี้ ฉุดให้ล้มลงพื้น แล้วเอาแซ่หนามเฆี่ยนสองพันครั้ง ในข้างทั้งสี่ คือ ข้างหน้า ข้างหลัง และด้านข้างๆ ทั้งสองด้าน. </font>
เพชฌฆาตนั้นได้กระทำเหมือนรับสั่งนั้น. ผิวของพระโพธิสัตว์ขาด หนังขาด เนื้อขาดโลหิตไหล.
พระราชาตรัสถามอีกว่า <font color=red>เจ้ามีวาทะว่ากระไร ? </font>
พระโพธิสัตว์ทูลว่า <font color=blue>มหาบพิตร อาตมามีวาทะยกย่องขันติ ก็พระองค์สำคัญว่า ขันติมีในระหว่างหนังของอาตมา. ขันติไม่ได้มีในระหว่างหนังของอาตมา. มหาบพิตร ก็ขันติของอาตมาตั้งอยู่เฉพาะภายในหทัย ซึ่งพระองค์ไม่อาจแลเห็น. </font>
เพชฌฆาตทูลถามอีกว่า <font color=brown>ข้าพระองค์จะทำอะไร ? </font>
พระราชาตรัสว่า <font color=red>จงตัดมือทั้งสองข้างของดาบสโกงผู้นี้. </font>
เพชฌฆาตนั้นจับขวานตัดมือทั้งสองข้างแค่ข้อมือ. ทีนั้น พระราชาตรัสกะเพชฌฆาตนั้นว่า จงตัดเท้าทั้งสองข้าง. เพชฌฆาตก็ตัดเท้าทั้งสองข้าง. โลหิต ไหลออกจากปลายมือและปลายเท้า เหมือนรดน้ำครั่งไหลออกจากหม้อทะลุ ฉะนั้น.
พระราชาตรัสถามอีกว่า <font color=red>เจ้ามีวาทะว่ากระไร ? </font>
พระโพธิสัตว์ทูลว่า <font color=blue>มหาบพิตร อาตมามีวาทะยกย่องขันติ. ก็พระองค์สำคัญว่า ขันติมีอยู่ที่ปลายมือปลายเท้าของอาตมา. ขันตินั่นไม่มีอยู่ที่นี้ เพราะขันติของอาตมาตั้งอยู่เฉพาะภายในหทัย อันสถานที่ลึกซึ้ง. </font>
พระราชานั้นตรัสว่า <font color=red>จงตัดหูและจมูกของดาบสนี้. </font>
เพชฌฆาตก็ตัดหูและจมูก. ทั่วทั้งร่างกายมีแต่โลหิต.
พระราชาตรัสถามอีกว่า <font color=red>เจ้ามีวาทะกระไร ? </font>
พระโพธิสัตว์ทูลว่า <font color=blue>มหาบพิตร อาตมามีวาทะยกย่องขันติ แต่พระองค์ได้สำคัญว่า ขันติตั้งอยู่เฉพาะที่ปลายหู ปลายจมูก. ขันติของอาตมาตั้งอยู่เฉพาะภายในหทัยอันลึก.</font>
พระราชาตรัสว่า <font color=red>เจ้าชฎิลโกง เจ้าเท่านั้นจงนั่งยกเชิดชูขันติของเจ้าเถิด. </font>แล้วเอาพระบาทกระทืบยอดอก แล้วเสด็จหลีกไป.
<li>เมื่อพระราชานั้นเสด็จไปแล้ว เสนาบดีเช็ดโลหิตจากร่างกายของพระโพธิสัตว์ แล้วเก็บรวบรวมปลายมือ ปลายเท้า ปลายหู และปลายจมูกไว้ที่ชายผ้าสาฎกค่อยๆ ประคองให้พระโพธิสัตว์นั่ง แล้วไหว้ ได้นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าท่านจะโกรธ ควรโกรธพระราชาผู้ทำผิดในท่าน ไม่ควรโกรธผู้อื่น. เมื่อจะอ้อนวอน จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- <font color=olive>
ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ผู้ใดให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของท่าน ท่านจงโกรธผู้นั้นเถิด อย่าได้ทำรัฐนี้ให้พินาศเสียเลย. </font>
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาวีร แปลว่า ผู้มีความเพียรใหญ่หลวง. บทว่า มา รฏฺํ วินสฺส อิทํ ความว่า ท่านอย่าทำกาสิกรัฐ อันหาความผิดมิได้ นี้ให้พินาศ.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- <font color=blue>
พระราชาพระองค์ใดรับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของอาตมภาพ ขอพระราชาพระองค์นั้น จงทรงพระชนม์ยืนนาน. บัณฑิตทั้งหลาย เช่นกับอาตมภาพ ย่อมไม่โกรธเคืองเลย. </font>
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาทิสา ความว่า บัณฑิตทั้งหลายผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งขันติ เช่นกับอาตมา ย่อมไม่โกรธว่า ผู้นี้ด่า บริภาษ เย้ยหยัน ประหารเรา ตัดอวัยวะทำลายเรา.
<li>ในกาลที่พระราชาเสด็จออกจากพระราชอุทยาน ลับคลองจักษุของพระโพธิสัตว์เท่านั้น มหาปฐพีอันหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์นี้ ก็แยกออก ประดุจผ้าสาฎกทั้งกว้างทั้งแข็งแตกออก ฉะนั้น. เปลวไฟจากอเวจีนรก แลบออกมาจับพระราชา เหมือนห่มด้วยผ้ากัมพลแดง ที่ตระกูลมอบให้. พระราชาเข้าสู่แผ่นดินที่ประตูพระราชอุทยานนั่นเอง แล้วตั้งอยู่เฉพาะในอเวจีมหานรก. พระโพธิสัตว์ก็ได้ทำกาละ ในวันนั้นเอง. ราชบุรุษและชาวนครทั้งหลายถือของหอม ดอกไม้ ประทีป และธูป มากระทำฌาปนกิจสรีระของพระโพธิสัตว์. ส่วนเกจิอาจารย์กล่าวว่า พระโพธิสัตว์กลับไปยังหิมวันตประเทศนั่นเอง. คำของเกจิอาจารย์นั้นไม่จริง. มีอภิสัมพุทธคาถาทั้งสองคาถา นี้อยู่ว่า :-
<li>สมณะผู้สมบูรณ์ด้วยขันติ ได้มีมาในอดีตกาลนานแล้ว พระเจ้ากาสีได้รับสั่ง ให้ห้ำหั่นสมณะนั้น ผู้ดำรงอยู่เฉพาะในขันติธรรม. พระเจ้ากาสีหมกไหม้อยู่ในนรก เสวยวิบากอันเผ็ดร้อนของกรรม ที่หยาบช้านั้น.
<li>บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตีตมทฺธานํ แปลว่า ในอดีตกาลอันยาวนาน. บทว่า ขนฺติทีปโน ได้แก่ ผู้เพียบพร้อมด้วยอธิวาสนขันติ. บทว่า อเฉทยิ ได้แก่ รับสั่งให้ฆ่า. แต่พระเถระพวกหนึ่งกล่าวว่า มือและเท้าของพระโพธิสัตว์ต่อติดได้อีก. คำนั้นไม่จริงเหมือนกัน. บทว่า สมปฺปิโต ได้แก่ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วจึงทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้ขี้โกรธบรรลุพระอนาคามิผล.
<li>พระเจ้ากาสีพระนามว่า กลาปุ ในครั้งนั้น ได้เป็น พระเทวทัต.
เสนาบดีในครั้งนั้น ได้เป็น พระสารีบุตร.
ส่วนดาบสผู้มีวาทะยกย่องขันติ ในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
(เอามาจากเว็บคนเมืองบัว)
<li>เจริญวัยแล้ว ได้เล่าเรียนศิลปะทุกอย่างในนครตักกศิลา แล้วรวบรวมทรัพย์สมบัติตั้งตัว เมื่อบิดามารดาล่วงลับไป. จึงมองดูกองทรัพย์ แล้วคิดว่า ญาติทั้งหลายของเราทำทรัพย์ให้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ถือเอาไปเลย แต่เราควรจะถือเอาทรัพย์นั้นไป
<li>จึงจัดแจงทรัพย์ทั้งหมด ให้ทรัพย์แก่คนที่ควรให้ ด้วยอำนาจการให้ทาน. แล้วเข้าไปยังป่าหิมพานต์ บวชยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยผลาผลไม้ อยู่เป็นเวลาช้านาน.
<li>เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว จึงไปยังถิ่นมนุษย์ ถึงนครพาราณสี โดยลำดับ แล้วอยู่ในพระราชอุทยาน. วันรุ่งขึ้น เที่ยวภิกขาจารไปในนคร ถึงประตูนิเวศน์ของเสนาบดี.
<li>เสนาบดีเลื่อมใสในอิริยาบถของพระโพธิสัตว์นั้น จึงให้เข้าไปยังเรือนโดยลำดับ ให้บริโภคโภชนะที่เขาจัดไว้เพื่อตน ให้รับปฏิญญาแล้ว ให้อยู่ในพระราชอุทยานนั้น นั่นเอง.
<li>อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้ากลาปุทรงมึนเมาน้ำจัณฑ์ มีนางนักสนมห้อมล้อม เสด็จไปยังพระราชอุทยาน ด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่่. ให้ลาดพระที่บรรทมบนแผ่นศิลาอันเป็นมงคล แล้วบรรทมเหนือตักของหญิิงที่ทรงโปรดคนหนึ่ง หญิงนักฟ้อนทั้งหลายผู้ฉลาดในการขับร้อง การประโคม และการฟ้อนรำ ก็ประกอบการขับร้อง เป็นต้น.
<li>พระเจ้ากลาปุได้มีสมบัติ ดุจของท้าวสักกเทวราช ก็ทรงบรรทมหลับไป. ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้น พากันกล่าวว่า พวกเราประกอบการขับร้องเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่พระราชาใด พระราชานั้นก็ทรงบรรทมหลับไปแล้ว. ประโยชน์อะไรแก่พวกเรา ด้วยการขับร้องเป็นต้น จึงทิ้งเครื่องดนตรี มีพิณเป็นต้น ไว้ในที่นั้นๆ เอง. แล้วหลีกไปยังพระราชอุทยาน ถูกดอกไม้ ผลไม้ และใบไม้เป็นต้น ล่อใจ จึงอภิรมย์อยู่ในพระราชอุทยาน.
<li>ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์นั่งอยู่ ดุจช้างซับมันตัวประเสริฐ. ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุขในบรรพชาอยู่ ณ โคนต้นสาละมีดอกบานสะพรั่งในพระราชอุทยานนั้น.
<li>ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้นหลีกไปยังพระราชอุทยานแล้วเที่ยวไปอยู่ ได้เห็นพระโพธิสัตว์นั้น จึงกล่าวกันว่า มาเถิดท่านทั้งหลาย พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา เป็นบรรพชิตนั่งอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง พวกเราจักนั่งฟังอะไรๆ ในสำนักของพระผู้เป็นเจ้านั้น ตราบเท่าที่พระราชายังไม่ทรงตื่นบรรทม จึงได้ไปไหว้นั่งล้อม แล้วกล่าวว่า ขอท่านโปรดกล่าวอะไรๆ ที่ควรกล่าวแก่พวกดิฉันเถิด.
<li>พระโพธิสัตว์จึงกล่าวธรรมแก่หญิงเหล่านั้น. ครั้งนั้น หญิงคนนั้นขยับตัวทำให้พระราชาตื่นบรรทม. พระราชาทรงตื่นบรรทมแล้ว ไม่เห็นหญิงพวกนั้น จึงตรัสว่า พวกหญิงถ่อยไปไหน. หญิงคนโปรด นั้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช หญิงเหล่านั้นไป นั่งล้อมดาบสรูปหนึ่ง. พระราชาทรงกริ้วถือพระขรรค์ ได้รีบเสด็จไป ด้วยตั้งพระทัยว่า จักตัดหัวของชฎิลโกงนั้น. ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้นเห็น พระราชาทรงกริ้วกำลังเสด็จมา. ในบรรดาหญิงเหล่านั้น หญิงคนที่โปรดมาก ไปแย่งเอาพระแสงดาบจากพระหัตถ์ของพระราชา ให้พระราชาสงบระงับ. พระราชานั้นเสด็จไปประทับยืน ในสำนักของพระโพธิสัตว์ แล้วตรัสถามว่า สมณะ แกมีวาทะว่ากระไร ?
พระโพธิสัตว์ทูลว่า <font color=blue>มหาบพิตร อาตมามี ขันติวาทะ กล่าวยกย่องขันติ. </font>
พระราชา <font color=red>ที่ชื่อว่า ขันตินั้น คืออะไร ? </font>
พระโพธิสัตว์ <font color=blue>คือ ความไม่โกรธในเมื่อเขาด่าอยู่ ประหารอยู่ เย้ยหยันอยู่. </font>
พระราชาตรัสว่า <font color=red>ประเดี๋ยว เราจักเห็นความมีขันติของแก. </font>
แล้วรับสั่งให้เรียกเพชฌฆาตผู้ฆ่าโจรมา. เพชฌฆาตนั้นถือขวาน และแซ่หนามตามจารีตของตน นุ่งผ้ากาสาวะ สวมพวงมาลัยแดง มาถวายบังคมพระราชา แล้วกราบทูลว่า <font color=brown>ข้าพระองค์จะทำอะไร พระเจ้าข้า ? </font>
พระราชาตรัสว่า <font color=red>เจ้าจงจับดาบสชั่วเยี่ยงโจรนี้ ฉุดให้ล้มลงพื้น แล้วเอาแซ่หนามเฆี่ยนสองพันครั้ง ในข้างทั้งสี่ คือ ข้างหน้า ข้างหลัง และด้านข้างๆ ทั้งสองด้าน. </font>
เพชฌฆาตนั้นได้กระทำเหมือนรับสั่งนั้น. ผิวของพระโพธิสัตว์ขาด หนังขาด เนื้อขาดโลหิตไหล.
พระราชาตรัสถามอีกว่า <font color=red>เจ้ามีวาทะว่ากระไร ? </font>
พระโพธิสัตว์ทูลว่า <font color=blue>มหาบพิตร อาตมามีวาทะยกย่องขันติ ก็พระองค์สำคัญว่า ขันติมีในระหว่างหนังของอาตมา. ขันติไม่ได้มีในระหว่างหนังของอาตมา. มหาบพิตร ก็ขันติของอาตมาตั้งอยู่เฉพาะภายในหทัย ซึ่งพระองค์ไม่อาจแลเห็น. </font>
เพชฌฆาตทูลถามอีกว่า <font color=brown>ข้าพระองค์จะทำอะไร ? </font>
พระราชาตรัสว่า <font color=red>จงตัดมือทั้งสองข้างของดาบสโกงผู้นี้. </font>
เพชฌฆาตนั้นจับขวานตัดมือทั้งสองข้างแค่ข้อมือ. ทีนั้น พระราชาตรัสกะเพชฌฆาตนั้นว่า จงตัดเท้าทั้งสองข้าง. เพชฌฆาตก็ตัดเท้าทั้งสองข้าง. โลหิต ไหลออกจากปลายมือและปลายเท้า เหมือนรดน้ำครั่งไหลออกจากหม้อทะลุ ฉะนั้น.
พระราชาตรัสถามอีกว่า <font color=red>เจ้ามีวาทะว่ากระไร ? </font>
พระโพธิสัตว์ทูลว่า <font color=blue>มหาบพิตร อาตมามีวาทะยกย่องขันติ. ก็พระองค์สำคัญว่า ขันติมีอยู่ที่ปลายมือปลายเท้าของอาตมา. ขันตินั่นไม่มีอยู่ที่นี้ เพราะขันติของอาตมาตั้งอยู่เฉพาะภายในหทัย อันสถานที่ลึกซึ้ง. </font>
พระราชานั้นตรัสว่า <font color=red>จงตัดหูและจมูกของดาบสนี้. </font>
เพชฌฆาตก็ตัดหูและจมูก. ทั่วทั้งร่างกายมีแต่โลหิต.
พระราชาตรัสถามอีกว่า <font color=red>เจ้ามีวาทะกระไร ? </font>
พระโพธิสัตว์ทูลว่า <font color=blue>มหาบพิตร อาตมามีวาทะยกย่องขันติ แต่พระองค์ได้สำคัญว่า ขันติตั้งอยู่เฉพาะที่ปลายหู ปลายจมูก. ขันติของอาตมาตั้งอยู่เฉพาะภายในหทัยอันลึก.</font>
พระราชาตรัสว่า <font color=red>เจ้าชฎิลโกง เจ้าเท่านั้นจงนั่งยกเชิดชูขันติของเจ้าเถิด. </font>แล้วเอาพระบาทกระทืบยอดอก แล้วเสด็จหลีกไป.
<li>เมื่อพระราชานั้นเสด็จไปแล้ว เสนาบดีเช็ดโลหิตจากร่างกายของพระโพธิสัตว์ แล้วเก็บรวบรวมปลายมือ ปลายเท้า ปลายหู และปลายจมูกไว้ที่ชายผ้าสาฎกค่อยๆ ประคองให้พระโพธิสัตว์นั่ง แล้วไหว้ ได้นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าท่านจะโกรธ ควรโกรธพระราชาผู้ทำผิดในท่าน ไม่ควรโกรธผู้อื่น. เมื่อจะอ้อนวอน จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- <font color=olive>
ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ผู้ใดให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของท่าน ท่านจงโกรธผู้นั้นเถิด อย่าได้ทำรัฐนี้ให้พินาศเสียเลย. </font>
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาวีร แปลว่า ผู้มีความเพียรใหญ่หลวง. บทว่า มา รฏฺํ วินสฺส อิทํ ความว่า ท่านอย่าทำกาสิกรัฐ อันหาความผิดมิได้ นี้ให้พินาศ.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- <font color=blue>
พระราชาพระองค์ใดรับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของอาตมภาพ ขอพระราชาพระองค์นั้น จงทรงพระชนม์ยืนนาน. บัณฑิตทั้งหลาย เช่นกับอาตมภาพ ย่อมไม่โกรธเคืองเลย. </font>
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาทิสา ความว่า บัณฑิตทั้งหลายผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งขันติ เช่นกับอาตมา ย่อมไม่โกรธว่า ผู้นี้ด่า บริภาษ เย้ยหยัน ประหารเรา ตัดอวัยวะทำลายเรา.
<li>ในกาลที่พระราชาเสด็จออกจากพระราชอุทยาน ลับคลองจักษุของพระโพธิสัตว์เท่านั้น มหาปฐพีอันหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์นี้ ก็แยกออก ประดุจผ้าสาฎกทั้งกว้างทั้งแข็งแตกออก ฉะนั้น. เปลวไฟจากอเวจีนรก แลบออกมาจับพระราชา เหมือนห่มด้วยผ้ากัมพลแดง ที่ตระกูลมอบให้. พระราชาเข้าสู่แผ่นดินที่ประตูพระราชอุทยานนั่นเอง แล้วตั้งอยู่เฉพาะในอเวจีมหานรก. พระโพธิสัตว์ก็ได้ทำกาละ ในวันนั้นเอง. ราชบุรุษและชาวนครทั้งหลายถือของหอม ดอกไม้ ประทีป และธูป มากระทำฌาปนกิจสรีระของพระโพธิสัตว์. ส่วนเกจิอาจารย์กล่าวว่า พระโพธิสัตว์กลับไปยังหิมวันตประเทศนั่นเอง. คำของเกจิอาจารย์นั้นไม่จริง. มีอภิสัมพุทธคาถาทั้งสองคาถา นี้อยู่ว่า :-
<li>สมณะผู้สมบูรณ์ด้วยขันติ ได้มีมาในอดีตกาลนานแล้ว พระเจ้ากาสีได้รับสั่ง ให้ห้ำหั่นสมณะนั้น ผู้ดำรงอยู่เฉพาะในขันติธรรม. พระเจ้ากาสีหมกไหม้อยู่ในนรก เสวยวิบากอันเผ็ดร้อนของกรรม ที่หยาบช้านั้น.
<li>บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตีตมทฺธานํ แปลว่า ในอดีตกาลอันยาวนาน. บทว่า ขนฺติทีปโน ได้แก่ ผู้เพียบพร้อมด้วยอธิวาสนขันติ. บทว่า อเฉทยิ ได้แก่ รับสั่งให้ฆ่า. แต่พระเถระพวกหนึ่งกล่าวว่า มือและเท้าของพระโพธิสัตว์ต่อติดได้อีก. คำนั้นไม่จริงเหมือนกัน. บทว่า สมปฺปิโต ได้แก่ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วจึงทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้ขี้โกรธบรรลุพระอนาคามิผล.
<li>พระเจ้ากาสีพระนามว่า กลาปุ ในครั้งนั้น ได้เป็น พระเทวทัต.
เสนาบดีในครั้งนั้น ได้เป็น พระสารีบุตร.
ส่วนดาบสผู้มีวาทะยกย่องขันติ ในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
(เอามาจากเว็บคนเมืองบัว)