PDA

View Full Version : ...คติธรรมคำสอนของหลวงปู่มั่น...


TupLuang
16-06-2008, 06:54 AM
http://www.dhammajak.net/gallery/albums/userpics/normal_ajmun1.jpg

1. ผู้สนใจศึกษาปฏิบัติธรรม
คือ ผู้สนใจหาความรู้ความฉลาด
เพื่อคุณงามความดีทั้งหลายที่โลกเขาปรารถนากัน
เพราะคนเราจะอยู่และไป โดยไม่มีเครื่องป้องกันตัว
ย่อมไม่ปลอดภัยต่ออันตรายทั้งภายนอกภายใน
เครื่องป้องกันตัว คือ หลักธรรม
มีสติปัญญาเป็นอาวุธสำคัญ
จะเป็นเครื่องมั่นคงไม่สะทกสะท้าน
มีสติปัญญาแฝงอยู่กันตัวทุกอิริยาบถ
จะคิด-พูด-ทำ อะไร ๆ ไม่มีการยกเว้น
มีสติปัญญา สอดแทรกอยู่ด้วยทั้งภายในและภายนอก
มีความเข้มแข็ง อดทน
มีความเพียรที่จะประกอบคุณงามความดี
คนอ่อนแอโง่เง่า เต่าตุ่น วุ่นวายอยู่กับอารมณ์
เครื่องผูกพันด้วยความนอนใจ
และเกียจคร้านในกิจการที่จะยกตัวให้พ้นภัย

2. การตำหนิติเตียนผู้อื่น
ถึงเขาจะผิดจริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเอง
ให้ขุ่นมัวไปด้วยความเดือดร้อน
วุ่นวายใจที่คิดแต่ตำหนิผู้อื่น จนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น
นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรมไม่มีดีเลย
จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝัน
การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง
เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์
จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน
งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย
ความทุกข์เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว
แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทำไมพอใจสร้างขึ้นเอง
เมื่อเกิดมาอาภัพชาติแล้ว อย่าให้ใจอาภัพอีก
ผู้เกิดมาชาตินี้อาภัพแล้ว อย่าให้ใจอาภัพ
คิดแต่ผลิตโทษทำบาปอกุศลเผาผลาญตน
ให้ได้ทุกข์เป็นบาปกรรมอีกเลย
คนชั่ว ทำชั่วได้ง่าย และติดใจไม่ยอมลดละแก้ไขให้ดี
คนดี ทำดีง่าย และติดใจกลายเป็นคนรักธรรมตลอดไป

3. เราต้องการของดี คนดีก็จำต้องฝึก
ฝึกจนดี จะพ้นการฝึกไปไม่ได้
งานอะไรก็ต้องฝึกทั้งนั้น
ฝึกงาน ฝึกคน ฝึกสัตว์ ฝึกตน ฝึกใจ
นอกจากตายแล้ว จึงหมดการฝึก
คำว่า ดี จะเป็นสมบัติของผู้ฝึกดีแล้วแน่นอน

4. ผู้เห็นคุณค่าของตัว จึงควรเห็นคุณค่าของผู้อื่น
ว่ามีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่เบียดเบียนทำลายกัน
ผู้มีศิลสัตย์ เมื่อทำลายขันธ์ไปในสุคติในโลกสวรรค์
ไม่ตกต่ำ เพราะอำนาจศึลคุ้มครองรักษาและสนับสนุน
จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะพากันรักษาให้บริบูรณ์
ธรรมสั่งสอนแล้ว ควรจดจำให้ดี ปฏิบัติให้มั่นคง
จะเป็นผู้ทรงคุณสมบัติทุกอย่างแน่นอน

5. ศีลนั้นอยู่ที่ไหน มีตัวตนเป็นอย่างไร
ใครเป็นผู้รักษาแล้วก็รู้ว่า ผู้นั้นเป็นตัวศีล ศีลก็อยู่ที่ตนนั้น
เจตนาเป็นตัวศีล เจตนา คือ จิตใจ
คนเราถ้าจิตใจไม่มี ก็ไม่เรียกว่า คน มีแต่กายจะทำอะไรได้
ร่างกายกับจิตต้องอาศัยซึ่งกันและกัน
เมื่อจิตไม่เป็นศีล กายก็ประพฤติไปต่าง ๆ มีโทษต่าง ๆ
ผู้มีศีลแล้วไม่มีโทษ จะเป็นปกติแนบเนียนไม่หวั่นไหว ไม่มีเรื่อง
หลงหา หลงขอ คนที่หา คนที่ขอ ต้องเป็นทุกข์
ขอเท่าไหร่ยิ่งไม่มี ยิ่งอดอยากยากเข็ญ
กายกับจิต เราได้มาแล้ว มีอยู่แล้ว
ได้มาจากบิดา มารดา พร้อมบริบูรณ์แล้ว
จะทำให้เป็นศีลก็รีบทำ
ศีลมีอยู่ที่เรานี้แล้ว รักษาได้ไม่มีกาล ได้ผลไม่มีกาล
ผู้มีศีล ย่อมเป็นผู้องอาจกล้าหาญ
ผู้มีศีลย่อมมีความสุข
ผู้จักมั่นคง บริบูรณ์-สมบูรณ์ ไม่อด-ไม่อยาก
ไม่ยาก-ไม่จน ก็เพราะรักษาศีลได้สมบูรณ์
จิตดวงเดียว เป็นศีล-เป็นสมาธิ-เป็นปัญญา
ผู้มีศีลแท้เป็นผู้หมดเวร-หมดภัย


(คัดลอกจากหนังสือเคล็ดปฏิบัติสมาธิ "หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ")

ที่มา...
http://goldfish.wimutti.net/tesana/ajmun01.html (http://goldfish.wimutti.net/tesana/ajmun01.html)


http://larndham.net/index.php?showtopic=28361

TupLuang
16-06-2008, 06:57 AM
คำสอน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ได้ใจแล้ว คือ ได้ธรรม
เห็นใจแล้ว คือ เห็นธรรม
รู้ใจแล้ว คือ รู้ธรรมทั้งมวล
ถึงใจตนแล้ว คือ ถึงพระนิพพาน

คติธรรมจากหลวงปู่
การรักษาศีลธรรม โดยไม่มีใจเป็นตัวประธาน ผลก็คือ
ไม่เป็นศีลธรรมอันน่าอบอุ่นแก่ผู้รักษา และ ไม่น่าเลื่อมใสแก่ผู้อื่น
ศีล คือ รั้วกั้นความเบียดเบียน ร่างกาย และจิตใจ ของกันและกัน
ศีล คือ พืชแห่งความดีงามอันยอดเยี่ยม
ร่างกายกับจิตใจ ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน
เมื่อจิตใจไม่เป็นศีล กายก็ประพฤติไปต่างๆ มีโทษต่างๆ
ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จะแยกกันไม่ได้
หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ต้องอิงอาศัยกันอยู่ฉันใดก็ดี . . . ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ก็อาศัยกันอยู่อย่างนั้น
สัทธรรมสามอย่างนี้ จะแยกกันไม่ได้เลย
ดีใด ไม่มีโทษ ดีนั้นชื่อว่า ดีเลิศ
ได้สมบัติทั้งปวงไม่ประเสริฐเท่าได้ตน เพราะตัวตนเป็นที่เกิดแห่งสมบัติทั้งปวง
การบำรุงรักษาตน คือใจเป็นเยี่ยมในโลก (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
การบำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลก การบำรุงรักษาตนคือใจเป็นเยี่ยม
จุดที่เยี่ยมยอดของโลกคือใจ ควรบำรุงรักษาด้วยดี
ได้ใจแล้วคือได้ธรรม เห็นใจตนแล้วคือเห็นธรรม
รู้ใจแล้วคือรู้ธรรมทั้งมวล ถึงใจตนแล้วคือถึงพระนิพพาน
ใจนี้คือสมบัติอันล้ำค่า จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมองข้ามไป คนพลาดใจคือไม่สนใจปฏิบัติต่อใจดวงวิเศษในร่างนี้ แม้จะเกิดสักร้อยชาติพันชาติก็คือผู้เกิดผิดพลาดอยู่นั่นเอง
ผู้ปฏิบัติพึงใช้อุบายปัญญาฟังธรรมเทศนาทุกเมื่อ...


<!--emo&:09:-->http://larndham.net/forum/html/emoticons/09.gif<!--endemo--> <!--emo&:09:-->http://larndham.net/forum/html/emoticons/09.gif<!--endemo--> <!--emo&:09:-->http://larndham.net/forum/html/emoticons/09.gif<!--endemo-->

ธรรมคำสอน...หลวงปู่มั่น โอวาทธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร
บันทึกธรรมโดย หลวงปู่หลุย จันทสาโร
พ.ศ. ๒๕๘๓ ณ วัดป่าโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี
( จากหนังสือ " บูรพาจารย์ " โดยมูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๔๔ )

http://larndham.net/index.php?showtopic=28361

wara43
16-06-2008, 10:31 AM
ขอกราบโมทนาสาธูครับ สาธุ...

junior phumivat
16-06-2008, 07:01 PM
ขออนุโมทนาบุญกับทุกๆท่านครับ ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงพบแล้ว ขอธรรมนั้น จงสำเร็จแก่ท่านทั้งหลายโดยเร็วด้วยเถิด สาธุ สาธุ สาธุ
อิทัง ปุญญะผะลัง ผลบุญใด ที่ข้าพเจ้า ได้บำเพ็ญแล้ว ตั้งแต่ต้นชาติ จนถึงปัจจุบันชาติ ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่เคยล่วงเกินมาแล้ว แต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงโมทนา ส่วนกุศลนี้ ขอจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า ตั้งแต่บัดนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน และขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เทพเจ้าทั้งหลาย ที่ปกปักรักษาข้าพเจ้า และเทพเจ้าทั้งหลาย ทั่วสากลพิภพ และพระยายมราช ขอเทพเจ้าทั้งหลาย และพระยายมราช จงโมทนาส่วนกุศลนี้ ขอจงเป็นสักขีพยาน ในการบำเพ็ญกุศล ของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเถิด และขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่ท่านทั้งหลาย ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี เสวยความทุกข์อยู่ก็ดี เป็นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี ขอท่านทั้งหลาย จงโมทนาส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ ความสุข เช่นเดียวกับข้าพเจ้า จะพึงได้รับ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด หากท่านทั้งหลายยังไม่มีโอกาสได้อนุโมทนาเพียงใด ขอเทพเจ้าทั้งหลายและพระยายมราชจงเป็นสักขีพยานให้แก่ข้าพเจ้าด้วย เจอเธอเมื่อใด ขอให้เธอได้อนุโมทนาส่วนกุศลนี้ด้วยเถิด ผลบุญใด ที่ข้าพเจ้า ได้บำเพ็ญแล้ว ตั้งแต่ต้นชาติ จนถึงปัจจุบันชาตินี้ ขอผลบุญนี้ จงเป็นปัจจัย ให้ข้าพเจ้า ได้เข้าถึง ซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเถิด หากแม้นยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด ขอคำว่าไม่รู้ ไม่มี จงอย่าได้บังเกิดแก่ข้าพเจ้าเลย ขอผลบุญทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้า ได้กระทำแล้ว จงบังเกิดผล ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด

อดุลย์ เมธีกุล
16-06-2008, 08:38 PM
การบำรุงรักษาตน คือใจเป็นเยี่ยมในโลก (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)

การบำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลก การบำรุงรักษาตนคือใจเป็นเยี่ยม

จุดที่เยี่ยมยอดของโลกคือใจ ควรบำรุงรักษาด้วยดี

ได้ใจแล้วคือได้ธรรม เห็นใจตนแล้วคือเห็นธรรม

รู้ใจแล้วคือรู้ธรรมทั้งมวล ถึงใจตนแล้วคือถึงพระนิพพาน

ใจนี้คือสมบัติอันล้ำค่า จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมองข้ามไป คนพลาดใจ

คือไม่สนใจปฏิบัติต่อใจดวงวิเศษในร่างนี้ แม้จะเกิดสักร้อยชาติพัน

ชาติก็คือผู้เกิดผิดพลาดอยู่นั่นเอง

สาธุ ลึกซึ้งมากครับ ขอกราบแทบเท้าพระมหาเถระผู้ทรงคุณูปาการ

พ่อแม่ครูอาจารย์พระเดชพระคุณหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

poprock
17-06-2008, 03:59 AM
อนุโมทนา สาธุ๊ _//\\_

TupLuang
19-06-2008, 06:53 PM
http://blufiles.storage.live.com/y1pllVwT87UwV4AF4wHLAH9zTdYgBEvMW05-rddjkEgzR5KBpwfAvu2geldqTEGB6P4jwlMjlH1-6E

"ผู้ปฏิบัติพึงใช้อุบายปัญญาฟังธรรมเทศนาทุกเมื่อ ถึงจะอยู่คนเดียวก็ตาม..คืออาศัยสำเหนียก กำหนดพิจารณาธรรมอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน..
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นรูปธรรมที่มีอยู่ปรากฎอยู่..รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สัมผัส) ก็มีอยู่ปรากฎอยู่..ได้เห็นอยู่ ได้ยินอยู่ ได้สูดดม ลิ้มเลีย และสัมผัสอยู่..จิตใจเล่า ก็มีอยู่ ความคิดนึกรู้สึกในอารมณ์ต่างๆ ทั้งดีและร้ายก็มีอยู่..ความเสื่อม ความเจริญ ทั้งภายนอกภายในก็มีอยู่..ธรรมชาติอันมีอยู่โดยธรรมดาเขาแสดงความจริง คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ให้ปรากฎอยู่ทุกเมื่อ..เช่น ใบไม้มันเหลืองหล่นร่วงลงจากต้น ก็แสดงความไม่เที่ยงให้เห็นดังนี้เป็นต้น
เมื่อผู้ปฏิบัติมาพินิจพิจารณาด้วยสติปัญญา โดยอุบายนี้อยู่เสมอแล้วชื่อว่าได้ฟังธรรมอยู่ทุกเมื่อ ทั้งกลางวันและกลางคืนแลฯ"

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=icyiceberg&date=17-06-2006&group=2&gblog=12

พามมะวดี
12-11-2008, 02:52 PM
อนุโมทนา สาธุ

ครอบเเดนไตรโลกธาตุ
12-11-2008, 02:59 PM
อนุโมทนา สาธุๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

Lacuna
18-11-2008, 08:45 PM
อนุโมทนา สาธุ

vilawan
19-11-2008, 08:53 AM
อนุโมทนาคะ

พามมะวดี
22-11-2008, 08:50 PM
อนุโมทนา สาธุ

nunnapath
23-11-2008, 08:53 PM
ขออนุโมทนาในคำสั่งสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ด้วยค่ะ

"ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว แผ่นดินนับวันแคบ
มนุษย์แม้จะถึงตายก็นับวันมากขึ้น นโยบายในทางโลกีย์ใด ๆ
ก็นับวันประชันขันแข่งกันขึ้น พวกเราจะปฏิบัติกันลำบาก
ในอนาคต เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม เป็นไร่เป็นนา
จะไม่วิเวกวังเวง
ศาสนาทางมิจฉาทิฐิก็นับวันจะแสดงปกฏิหาริย์ คนที่โง่เขลา
ก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย ฉะนั้น
พวกเราทั้งหลายจงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแต่ธรรม
เหมือนไฟกำลังไหม้เรือน จงรีบดับเร็วพลันเถิด"
(จากสุดยอดธรรมะฉบับพินัยกรรม 2)