PDA

View Full Version : พารานอยด์ จิตหลอน สยองลึก


WebSnow
10-11-2004, 09:26 PM
ถ้าจะมาเที่ยวทะเลแล้วละก็ควรมาช่วงเดือนตุลาคม เพราะเป็นช่วงต่อระหว่างฤดูฝนกับฤดูหนาวหรือที่เรียกกันว่า “ปลายฝนต้นหนาว” เพราะอากาศเย็นท้องฟ้าโปร่งปราศจากเมฆฝนดำ น้ำทะเลจึงมีสีครามสดใส ยามคลื่นกระทบฝั่ง ปลายคลื่นน้ำทะเลซัดเรี่ยชายหาดเป็นระลอกอย่างนิ่มนวล เม็ดทรายสะท้อนแสงดุจเปลวทอง ที่บรรยายมานี้ไม่ได้เกินความจริง เป็นเวลา 2 ปีกว่าที่ผมคลุกคลีกับที่นี่ ได้รู้ ได้เห็น ใกล้ชิดแทบทุกวัน และวันนี้ผมก็ได้กลับมาสัมผัสที่ที่ผมเคยจากไปอย่างอาวรณ์ ณ บริเวณที่ผมยืนอยู่ติดสระว่ายน้ำ มีกำแพงคอนกรีตหรือรีเทนนิ่งวอลล์กั้นส่วนที่เป็นหน้าผาสูงและชายหาดส่วนตัว… หาดตะวันรอน

“เฮ้ รีบลงมาเล่นน้ำก่อนพรรคพวก”

“ขอดูพระอาทิตย์ตกดินหน่อยนะ เดี๋ยวโดดลงไป”

ไพชยนต์หรือชื่อเล่นเต้ยเพื่อนผมคงไม่ทราบถึงความประทับใจเก่า ๆ ที่ผมมีต่อที่นี่เพียงใด ดวงอาทิตย์กลายเป็นทรงกลมสีชมพูขณะคล้อยจมเวิ้งน้ำมหาสมุทร ซึ่งกว้างไกลสุดสายตา ผมค่อย ๆ เดินจากขอบสระมาถึงสปริงบอร์ดเทคตัวกระโดดพุ่งลงสระว่ายน้ำ ลึกลง ลึกลงอีก มือเกือบแตะขอบสระ แต่คงเป็นภาพหลอกตาจากแว่นกันน้ำเพราะเอื้อมมือลงไปยังห่างพื้น กระเบื้องสีขาวของสระว่ายน้ำอยู่ดี แล้วผมก็ปล่อยให้ตัวลอยโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำสูดอากาศหายใจเข้าเปลี่ยนเป็นท่าฟรีสไตล์ว่ายขึ้นไปลอยคอบริเวณน้ำตื้นแค่เอว ส่วนบนของสระต่อเนื่องเป็นรูปทรงกลมเรียกว่าสระเด็กดูค่อนข้างตื้นทำบ่าที่นั่งในน้ำให้ด้วย ไฟใต้น้ำหรือดาวน์ไลท์ส่องสว่างขึ้นมา ผมถึงรู้ว่าความมืดได้ย่างกรายมาเยือน เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ เต้ยเกาะราวบันไดสเตนเลสขอบสระขึ้นไปนอนแผ่บนเก้าอี้พลาสติกสีขาว มองออกไปท่ามกลางความมืดมิดของเวิ้งน้ำ แสงไฟจากโป๊ะของชาวประมงปรากฏเป็นจุด ๆ รวมทั้งแสงไฟจากเรือประมงแต่ละลำลอยล่องไปตามแรงส่งของลมทะเล

“ทำไมรีบขึ้นมาเร็วจัง น่าจะว่ายเป็นเพื่อนกันสักครู่”ผมกระเซ้าเต้ย

“ไม่ไหว กลัวเป็นตะคริว เพราะน้ำในสระเริ่มเย็นลงน่ะ”

เต้ยหยิบเอาผ้าขนหนูแล้วเดินไปอาบน้ำฝักบัว ผมผุดลุกขึ้นจากใช้เท้าตีน้ำเล่นที่สระเด็กตามไปอาบน้ำจืดที่ฝักบัวเช่นกัน

“รู้มั้ยว่าผมซื้อคอนโดที่นี่ได้ในราคาถูกมาก” เต้ยพูดขณะที่ยังใช้มือสระผม “ตารางเมตรละหมื่นกว่าจากเดิมราคาตารางเมตรละสามหมื่นเก้า ยิ่งชั้นสูง ๆ ขึ้นที่จริงยิ่งแพงนะจะบอกให้ แต่ผมซื้อได้ในราคาประมูลโคตรถูก แบบไร้คู่แข่ง” เต้ยกล่าวด้วยความภูมิใจ ผมได้แต่อมยิ้ม ในใจนึกถึงตอนประชุมไซ้ต์มีตติ้งที่สำนักงานขายปากทาง ผมเคยขอโบรชัวร์อาคารชุดแห่งนี้เอาหน้าปกภาพวาดเพอร์สเป็คทีฟไปทำรายงานประจำเดือนประกอบเอกสารการเบิกเงินงวด ในโบรชัวร์มีตารางบอกจำนวนแต่ละยูนิตแต่ละฟลอร์ และราคาพื้นที่ต่อตารางเมตร เมื่อก่อนนั้นผมดูแล้วราคาค่อนข้างแพงมาก เว่อร์เกินไป แต่คิดอีกทีในเมื่อราคาที่ดินโก่งขึ้นเป็นร้อยล้านพอ ๆ กับมูลค่างานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กตึก 32 ชั้น แล้วจะไม่ให้ปรับราคาเอากำไรกับลูกค้าอีกทอดได้ยังไงไหว

เราใส่ชุดผ้าขนหนูคลุมตัวก่อนเดินกลับไปนั่งเก้าอี้ตัวเดิมริมขอบสระ พอมีเด็กๆลงจากอาคารทยอยมาเล่นน้ำกันกลุ่มให_่ ผมเลยชวนเต้ยไปเดินเล่นริมหน้าผาเลาะไปที่ศาลาก่อนเดินข้ามสะพานไปประภาคาร ซึ่งจะมีลิฟท์ลงไปที่ชายหาด ผมเห็นตัวลิฟท์ปิด ป้ายเขียนไว้ว่า งดใช้บริการชั่วคราว ก็เลยพาเต้ยเดินลงบันไดเวียนแทนให้เท้าเปล่าสัมผัสผืนทรายมีคลื่นน้ำทะเลซัดเข้ามาเบา ๆ สูงเพียงข้อเท้า ไม่อยากเดินลงไปลึกนัก มองขึ้นมาเห็นหน้าผาทำเป็นเนินขั้นบันไดลดหลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ กันดินพังทะลายจากน้ำฝนเซาะ ผมเคยสั่งให้ใช้รถแบ็คโฮกดเข็มไม้เป็นแนวยาวช่วยป้องกันอีกชั้นคิดว่าได้ผล เพราะถึงเวลานี้มีต้นไม้และห_้าขึ้นปกคลุม ดูสวยงาม

“เต้ยรู้มั้ยว่า คอนโดหลังนี้สร้างเสร็จมาแล้วนานแค่ไหน”

“อืมม์… คง 5-6 ปีมั้ง ได้ยินเซลส์ บอกอย่างนั้น”

ขืนฝ่ายขายบอกว่าสร้างมาได้ 10 ปีมีหวังหาลูกค้ายาก ผมคิดในใจ

“ตอนประมูลนี่ยกล็อตให_่ 50 ยูนิตสุดท้าย ราคาเริ่มต้นตั้งไว้แบบหาที่ไหนไม่ได้ เหมือนได้เปล่าผมเลยรีบซื้อ เฟอร์นิเจอร์บิลท์อินใช้ได้คุณภาพวัสดุชั้นดี เอ..ผมว่าพอ ๆ กับโรงแรมมีระดับในเมืองพัทยา แต่จะให้ได้ของดีราคาถูกมันไม่มีที่ไหนหรอก” เต้ยแค่นหัวเราะตอนท้ายประโยค

แล้วเราก็เดินขึ้นมากลับเข้าไปในคอนโดตรงชั้นล็อบบี้ สังเกตเห็นเด็ก ๆ รีบขึ้นจากเล่นน้ำตามต้อย ๆ มาเป็นพรวน ผมหยุดดูภาพเขียนสีน้ำมัน ผลงานของอาจารย์ประเทือง เอมเจริ_ รูปดอกบัวสี่เหล่า สะท้อนถึงระดับปั__าของคน 4 จำพวก อย่างผมน่าจะเป็นพวกบัวเหนือน้ำ… เมื่อก่อนผมนึกอย่างนั้น ผมเดินนำเต้ยไปขึ้นลิฟท์แบบไฮสปีด คือ ไม่จอดในช่วงระหว่างชั้น 1-16 ข้ามไปที่ชั้น 17-32 และดาดฟ้าคือชั้นสุดท้ายที่เราจะขึ้นไป ผมกดปุ่มสัมผัสบอกสั_ลักษณ์รู้ฟฟลอร์ ไม่กี่วินาทีหูก็เริ่มอื้อ เพราะปรับตัวไม่ทัน ดาดฟ้ามีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ยกพื้นขึ้นสูงอีกระดับหนึ่งเท่าระดับแท็งค์น้ำ ผมเดินขึ้นบันไดเหล็กไปบริเวณที่มีรูปตัวเอชในวงกลมมหึมาสีขาว มันคือจุดสูงสุดแห่งความใฝ่ฝัน และมีความหมายในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างอาคารสูงแห่งนี้ ลมกระโชกแรงรู้สึกคล้ายตัวอาคารโงนเงนไปมา ผมอยากจะยืนอยู่ ณ จุดนี้ตราบนานเท่านาน แต่เห็นท่าทีเต้ยเริ่มอึดอัด คงอยากลงไปเปลี่ยนชุดใส่เสื้อผ้าที่ห้องมากกว่า ค่ำนี้คงได้ตะลอนเที่ยวตัวเมืองพัทยากันตามที่นัดหมายไว้

เรากลับลงมาเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าที่ห้องพักชั้นที่ 25 ลงลิฟท์ระบบธรรมดา ตัวเลขดิจิตอลเรืองแสงบอกเลขชั้นสีแสดจาก 25..24..23..รวดเร็วราวกะพริบตา…20…15…14 แล้วอยู่ ๆ ลิฟท์ก็สะดุดกึกไฟเพดานบนตะแกรงในตู้ลิฟท์ดับมืดลง พร้อมกับพัดลมดูดอากาศหยุดทำงาน และต่อมาลิฟท์ก็หยุดนิ่งสนิทตัวเลขบอกชั้น 12B ไม่กี่วินาทีแสงไฟเหนือเพดานสว่างขึ้นอีกครั้ง ลิฟท์ค่อย ๆ รูดลงด้วยระบบฉุกเฉิน ถึงแม้เต้ยจะตื่นตระหนกไปบ้างแต่เมื่อมองเห็นผมนิ่งเฉยรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจึงไม่ปริปากพูดอะไร ถึงชั้นกราวนด์ประตูลิฟท์เปิดออกปกติ เต้ยถอนหายใจเฮือกให_่

“เฮ้อ…นึกว่าลิฟท์ค้างซะแล้ว”

2

ลานจอดรถมีพื้นที่กว้างพอจอดรถได้พร้อมกัน 125 คัน ยังไม่รวมพื้นที่สำรองไหล่ถนนโครงการ เบ๊นซ์สปอร์ตคันงามส่งสั__าณไฟหน้ากะพริบ เมื่อรีโมทอินฟราเรดบังคับเซ็นทรัลล็อคของประตูเปิดออก จากนั้นหลังคาก็ลู่พับลงซ่อนในกระโปรงท้ายรถ เปิดประทุนรับกลิ่นอายคลื่นลมทะเล ริมถนนเลียบชายหาดเมืองพัทยา แสงไฟจากบาร์เบียร์ ป้ายโฆษณาต่าง ๆ ส่องกะพริบวูบวาบจนตาลาย พัทยาไม่เคยหลับจริง ๆ … ผู้คนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินไปมาขวักไขว่ริมบาทวิถี เสียงเชื้อเชิ_ของพนักงานต้อนรับห_ิงหน้าบาร์หรือดิสโก้เธ็คเจื้อยแจ้วฟังไม่ได้ศัพย์ เต้ยหาที่จอดรถริมถนนพัทยาสาย 2 ก่อนลงไปแวะทานข้าวที่ร้านอาหาร 13 เหรีย_ใกล้ ๆ กัน โคมไฟสลัว ๆ เสียงเพลงป๊อปสากลดังแผ่วเบาพอได้ยิน สเต็กที่นี่ฝีมือยังคงเส้นคงวา ถ้าผมเป็นนักท่องเที่ยวมาจากยุโรปคงไม่ต้องกังวลมากนักที่จะหั่นเนื้อ แล้วใช้ช้อนส้อมจิ้มยัดเข้าปาก โรควัวบ้าแถบนั้นยังมีข่าวปรากฏอยู่ทางสื่อต่าง ๆ แม้กระแสจะเริ่มแผ่วไม่คึกโครมนักเหมือนช่วงแรก พอกับข่าวสารพัดเชื้อไวรัสร้ายแรงจากกาฬทวีปที่ระบาดมาถึงเอเชียซึ่งเป็นผลเสียทางจิตวิทยาต่อธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะดึงเม็ดเงินตราต่างประเทศเข้ามา น้ำแข็งในแก้วเบียร์ดาวแดงไฮเนเก้นของผมค่อย ๆ ละลายเล็กลง ๆ ทีละก้อน

“เอาหน่อยน่า ดื่มหมดแก้วนี้เลยนะ” เต้ยยกแก้วมาชน ผมยกเบียร์ขึ้นจิบอย่างขัดเสียไม่ได้

“พรุ่งนี้เช้าเราจะขึ้นไปชมวิวที่หอคอย พัทยาพาร์คเทาเวอร์ จากนั้นผมจะกระโดดหอคอยให้ดู คุณไปรอรับที่ปลายเชือกข้างล่างได้เลย”

“อย่าดีกว่า เดี๋ยวหัวใจวาย แค่ลิฟท์รูดลงมาไม่กี่สิบชั้นก็แย่แล้ว”

เราทั้งสองคนหัวเราะพร้อม ๆ กัน

ขากลับเราแวะขึ้นถนนเขาพระตำหนัก จอดรถที่ลานนาฬิกาดอกไม้ 13.00 น. หรือ 01.00 น. เข็มนาฬิกายังมั่นคง ตรงเป๊ะ ไม่ผิดพลาดมาเกือบสิบปี เมื่อเทียบเวลากับนาฬิกาข้อมือสวิสเรือนทองของผม แต่เข็มวินาที นาทีและเข็มชั่วโมงของนาฬิกาผมคงเดินต่อไป เข็มนาฬิกาดอกไม้ยักษ์หยุดเดินสนิท แสงไฟยามค่ำคืนในตัวเมืองยังส่องสว่างไปแทบทุกจุด ไม่ว่าถนนหนทาง ตัวอาคาร ห้องพักในโรงแรม ราวกับผู้คนที่นี่ไม่รู้จักค่ำคืนหรือเวลาหลับนอน คุณอย่าแปลกใจที่หนังรอบสุดท้ายเริ่มตี 1 และเลิกเกือบตี 3 เป็นธรรมดาของเมืองท่องเที่ยว

ผมหลับสนิทไปไม่รู้ว่าตัวเองกลับมาถึงห้องพักในคอนโดได้ยังไง คลับคล้ายจำได้ว่าบนเขาพระตำหนัก เมื่อผมหันหน้ากลับจากมองทิวทัศน์แสงไฟในตัวเมืองจากที่สูง ผมเห็นเต้ยนั่งฟุบหลับคารถเปิดประทุนอยู่ก่อนแล้ว คงเมาอ้อแอ้ขับรถต่อไม่ไหวแน่ เป็นหน้าที่ผมอยู่ดีที่ต้องขับรถกลับ เร่งความเร็วเข้าไว้ให้ลมปะทะหน้าจะได้ไม่ง่วง ไม่กี่นาทีก็มาถึงที่พักจนได้…เสียงเปิดประตูทำให้ผมหรี่ตามองไปรอบๆห้อง ไม่เห็นเต้ยบนเตียงนอน ผมรู้สึกหนักศีรษะ จะลุกขึ้นก็ไม่ไหว เผลอหลับไปอีกครั้ง มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อถูกมือใครบางคนเขย่าที่หัวไหล่

“ตื่นได้แล้วครับคุณชาย จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน”

ผมค่อย ๆ ขยับเปลือกตา มันช่างลำบากยากเย็นกว่าทุกวัน คงเป็นเพราะมีขี้ตาเกาะติดแน่นโดยรอบ แม้จะลืมตาขึ้นได้ก็ถึงกับแสบตามากเมื่อเผชิ_แสงแดดที่สว่างจ้าลอดเข้ามาจากผ้าม่านเต็ม ๆ พอได้ลงแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำสักพักก็พอทุเลา ไม่อยากเชื่อว่าผมจะเมาเบียร์จนออกอาการแฮ้งค์ ทั้งที่แค่จิบเข้าไปไม่กี่แก้ว รถขับลัดเลาะจากถนนสุขุมวิทมาโผล่ที่ริมหาดจอมเทียน ฝั่งตรงข้ามชายหาดปรากฏอาคารสูงเป็นคอนโดมิเนียมมหึมาราวยักษ์ปักหลั่น ไล่ประชันจากซันเซตทวินเทาเวอร์, เมโทรจอมเทียน หรือ เทาเวอร์อาเขต จากหัวหาดไปท้ายหาดผุดขึ้นเป็นสิบ ๆเทาเวอร์ไม่น่าเชื่อว่านี่คือเมืองไทย เราแวะทานอาหารทะเลสุดชายหาดที่ร้านลุงไสว โต๊ะและเก้าอี้ไม้ไผ่หลังคามุงจากดูเป็นธรรมชาติ คลื่นลมแรงที่กระโชกเข้ามาทำให้ผมสั่นแทบจับไข้

“เมื่อคืนผมรู้สึกแปลก ๆ นอนไม่หลับ ลงลิฟท์มา ก็สดุดจอดเองที่ชั้น 12B พอประตูลิฟท์เปิด ผมเดินออกมาเห็นผู้ห_ิงยืนตะคุ่ม ๆ ทีแรกนึกว่าเมดทำความสะอาดคอนโด แต่ดูเสื้อผ้าที่แกใส่ไม่น่าจะใช่เพราะแกนุ่งผ้าซิ่นมีผ้าโพกหัวปิดหน้าสวมหมวกฟาง ใส่ถุงมือผ้า ดูคล้าย ๆ คนงานก่อสร้างมากกว่า เห็นกำลังทำอะไรอยู่หน้าประตูลิฟท์คอร์ปีกขวา พอผมจะเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ แกก็หายตัวแว้บไปเลย มองหารอบคอร์ริดอร์ของช่องเปิดกลางอาคารยังไงก็ไม่เจอ ผมเลยกลับขึ้นมานอน แต่ก็ไม่ค่อยหลับหรอก”

“ผมว่าคุณตาฝาดมากกว่ามั้ง”

“ก็อยากจะคิดอย่างนั้น…เออ..ทานข้าวผัดปูก่อนดีกว่า ประเดี๋ยวจะเย็นจืดชืดหมด” พูดจบเต้ยใช้ทัพพีตักข้าวแบ่งมาที่จานให้ผม สีหน้ายังปกปิดความสงสัยไปไม่พ้น ขืนผมโพล่งปากบอกความจริงออกไป กลัวว่าทริปนี้งานจะกร่อย แต่ความทรงจำเก่า ๆ ผุดมโนภาพขึ้นมา ร่างผู้ห_ิงคนงานฟุบหน้าลงกับพื้นบริเวณก้นบ่อลิฟท์หรือลิฟท์พิท เลือดไหลออกจากจมูก ปาก และรูหู ไม่ไหวติง ขณะที่ช่องเปิดข้าง ๆ ผนังประตูกำแพงคอนกรีตมีเพื่อนคนงานมาชะโงกหัวมุงดูข้างบนอยู่หลายชั้น ข้าง ๆ ร่างของเธอและรถเข็นปรากฏเศษขยะปูนและฝุ่นคลุ้งขึ้นมา สอบถามหัวหน้าคนงานบอกว่าขณะเธอเข็นขยะเศษปูนจะดั้มทิ้งลงที่ช่องลิฟท์ตามปกติ บังเอิ_รถเข็นพุ่งพรวดจะหล่นช่องลิฟท์ เธอพยายามใช้มือฉุดดึงขึ้นกลับมามันเลยรั้งตัวให้หล่นลงไปทั้งรถทั้งคน จากชั้น 13 ลงถึงข้างล่างเกือบ 50 เมตร คงรอดยาก หลังจากนำร่างเธอขึ้นมาได้ ระหว่างทางนำส่งโรงพยาบาลเธอก็หมดลมหายใจไปแล้ว…

ผมกินข้าวได้แค่ครึ่งจาน รู้สึกจุกในลำคอจนต้องรีบดื่มน้ำอัดลมตามลงไป ใครจะรู้ความจริงบ้างว่าในท่ามกลางความเจริ_ทางวัตถุมันได้คร่าชีวิตผู้คน…คนใช้แรงงานไปเท่าไหร่ บริเวณบัลโกนี่หรือพื้นระเบียงยื่นชมวิวทะเลจากตัวห้องหรืออาคารสูงที่เคยตั้งนั่งร้านให้คนงานฉาบปูนเก็บงานภายนอก มักเกิดอุบัติเหตุทำให้คนงาน
ร่วงตกตึกตายอยู่เสมอ คนงานบางคนไม่ยอมคาดเข็มขัดนิรภัยขณะฉาบปูนภายนอกอาคาร อ้างว่าไม่ถนัดหรืออาจจะด้วยความประมาทเลินเล่อ จึงเป็นเหตุนำมาซึ่งความสู_เสียแก่ชีวิต ยังดีที่เต้ยไม่ตาฝาดมองเห็นคนตัวเท่ามดไต่ยั้วเยี้ยนอกอาคารสูงเสียดฟ้าเต็มไปหมดเหมือนกับที่ผมกำลังมองเห็นกลางวันแสก ๆ ตอนนี้ พอกันที ไฮ -ไรสบิลดิ้ง หมดยุคเรียลเอสเตทแล้วจริง ๆ

3

นายแพทย์ปรีชาพยายามเพ่งวิเคราะห์ลักษณะตัวอักษร เขียนด้วยปากกาหมึกซึมสีดำ ลายมือตวัดปลายตัวหนังสือดูแหลมคมซ่อนความก้าวร้าวอยู่ในที ตัวหนังสือโย้หน้าโย้หลัง ระยะช่องไฟห่างบ้างใกล้บ้างไม่พอดี ขาดระเบียบ สะท้อนความสับสนในจิตใจผู้เขียนเหลือประมาณ ประโยคตอนท้าย “พอกันทีไฮ-ไรส บิลดิ้ง หมดยุคเรียลเอสเตทแล้วจริง ๆ” น้ำหนักเส้นเบาบางคล้ายหมึกจะหมด ขาดพลัง เหมือนกับอาการคนไข้ซึ่งอยู่ต่อหน้าเขาขณะนี้ ไพชยนต์ดูเงียบเฉยคล้ายอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด มารดาเล่าให้ฟังว่า

“เป็นปีแล้วค่ะคุณหมอ ที่ลูกไม่ยอมพูดจากับใคร เมื่อก่อนพาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลประสาท หมอให้ยากินวันละกำมือ ฉันไปเยี่ยมลูกเห็นปากบิดเบี้ยว ตาเหลือก หัวสั่นไปมา รักษาอยู่ได้ 6 เดือน รู้สึกว่ายิ่งหนักกว่าเก่า ฉันทนดูไม่ไหวรีบพากลับมาอยู่บ้าน” พูดจบเธอถึงกับปล่อยโฮกลั้นน้ำตาไม่อยู่ “ฉันสงสารลูกจริง ๆ กลัวมันจะตายเพราะยาและหมอเฮงซวยที่รักษาผิดวิธีนี่แหละค่ะ”

“ตามที่คุณป้าเล่าให้ฟัง ก่อนนั้นผู้ป่วยเคยทำงานเป็นเทคนิคเชี่ยนในโรงงานหล่อแผ่นพรีคาสท์ ต่อมาเจ้านายฝรั่งส่งไปเรียนต่อระดับปริ__าตรีเอ็นจิเนียริ่ง(วิศวกรรมศาสตร์)ที่ออสเตรเลียได้แค่หนึ่งปีก็ถูกเรียกตัวกลับ เพราะวิกฤตเศรษฐกิจส่อเค้ารุนแรงเมื่อปลายปี 40 ถูกบีบให้ลาออกหรือเลย์ออฟ แล้วโรงงานก็ปิด…เจ๊งสนิท!” หมอปรีชาสรุปทบทวน

“ค่ะ เค้าตั้งความหวังไว้มาก ที่จะคว้าปริ__าตรีจากเมืองนอก ได้เป็นนายช่างทำงานก่อสร้างที่เค้ารัก” น้ำตายังคลอเบ้าผู้เป็นมารดา “แต่ทุกสิ่งมันเลวร้ายพังทลายลงไปในพริบตา ไม่มีใครทำใจได้หรอกค่ะ”

“จากเรื่องที่ผู้ป่วยเขียนให้หมออ่าน ดูเหมือนเค้าสำคั_ตัวผิดคิดว่าตัวเองเป็นไซ้ท์เอ็นจิเนียร์มากกว่าเทคนิคเชี่ยนในโรงงาน ที่จริงประสบการณ์เค้าแค่ทำงานโรงงานหล่อแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปหรือพรีคาสท์นี่อย่างเดียว ไม่เคยทำงานก่อสร้างอาคารหรือตึกสูง ไม่น่าจะรู้รายละเอียดทางเทคนิคคอนสตรั๊คชั่น” หมอปรีชาตั้งข้อสังเกต คิดในใจว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจทางการเงินรุนแรงเมื่อปลายปี 40 มาถึง ปัจจุบันนี้ตุลาคม 43 หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 2.8 ล้านล้านบาทหรือ 57.6% ของจีดีพี ขณะที่เอ็นพีแอลคงอยู่ที่ 22.30% หรือพูดง่าย ๆ ว่าในจำนวนเงินปล่อยกู้ 5 ล้านบาทนี่ถูกชักดาบแน่ ๆ 1 ล้าน แล้ววิกฤติสังคมจะขนาดไหนคนไม่แห่เป็นบ้าเต็มบ้านเต็มเมืองก็บุ_โขแล้ว

“ฉันว่าคงถูกผีสิง” ผู้เป็นมารดาออกความเห็น “ตอนก่อนถูกวิ__าณเข้าสิง เต้ยมักจะยกมือขึ้นโบกไปมา ยิ้มทักทายเหมือนเห็นใครบางคนที่รู้จักดี จากนั้นบุคลิกจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยค่ะ”

“หมอว่าตามหลักวิชาการผู้ป่วยคงมีอาการประสาทหลอนหรือพารานอยด์มากกว่า ยิ่งผสมกับอาการซึมเศร้าต่อไปอาจจะคิดสั้นได้ง่าย”

“ช่วยรักษาลูกอีชั้นให้ได้นะคะหมอ หมดเท่าไหร่เท่ากัน มีลูกชายอยู่คนเดียวจะได้สืบทอดมรดก”

“คิดว่าคงต้องใช้วิธีจิตบำบัดหรือสะกดจิตแทนการใช้ยาในระยะแรกก่อน วันนี้ผมก็ได้ข้อมูลจากคนไข้มากพอสมควร ต้องขอตัวลาก่อนนะครับ”

พูดจบนายแพทย์ปรีชาเก็บเอกสารใส่กระเป๋าลุกขึ้นยืน มารดาผู้ป่วยยกมือไหว้พร้อมเดินมาส่งที่รถหน้าประตูบ้าน หมอปรีชาสังเกตเห็นผู้ป่วยยกมือขึ้นโบกไปมายังเขา..แต่ไม่ใช่ สายตาผู้ป่วยจ้องมองไปที่ที่นั่งท้ายรถที่เขากำลังจะสตาร์ทเครื่องมากกว่า หมอปรีชาเหลียวมองไปเบาะหลังเห็นว่างเปล่าไม่มีอะไร ใจนึกหวาดหวั่นอยู่ในที มารดาผู้ป่วยไม่น่าพูดไซโคเรื่องผีเรื่องสางอะไรนี่ขึ้นมาเลย ถึงจะเป็นเรื่องเหลวไหล แต่ใครเลยจะไม่กลัวในสิ่งที่ตนเองสัมผัสไม่ได้ พอสตาร์ทรถได้กำลังขยับตัว เครื่องก็ดับ พลอยทำให้หมอปรีชาลนลาน สตาร์ทใหม่อีกครั้งอย่างใจเย็นขับออกไป พระอาทิตย์เพิ่งตกดิน ท้องฟ้าดูโพล้เพล้ยังไงชอบกล อาทิตย์ทอแสงสั่งลาเป็นสีแดงเพลิงสลับเหลืองทอง ขณะความมืดคืบคลานเข้ามา ราวผีตากผ้าอ้อม เป็นสำนวนเปรียบเปรยของคนรุ่นปู่รุ่นทวด ถนนจากบางปูจะเข้าตัวเมืองยังอยู่อีกไกล สภาพผิวถนนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อหลายช่วง คงเนื่องจากรถบรรทุกสิบล้อบรรทุกน้ำหนักเกินถนนเลยชำรุดเร็ว ดีที่ไม่บ้าจี้เสนอกฎหมายเพิ่มน้ำหนักบรรทุกขึ้นมาอีก ข้างทางมีงานวางท่อระบายน้ำเป็นช่วง ๆ รองรับการขยายพื้นที่ มีแสงไฟสูงกะพริบขอทางจากด้านหลัง หมอปรีชาขับรถชิดซ้ายทันที รถบรรทุกสิบล้อขับแซงปาดหน้าขึ้นมาไม่ทันระวังตัว ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว กะว่าจะเร่งกลับไปแซงคืน พลันสายตาที่มองกระจกหลังก็เห็นแขกไม่ได้รับเชิ_นั่งอยู่ เป็นชายวัยกลางคนสวมหมวกพลาสติกสีขาว เสื้อซาฟารีสีน้ำเงิน มือถือแบบพิมพ์เขียวกางอยู่ “ไอ้หมอนี่มานั่งเต๊ะจุ๊ยในรถกูตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” หมอปรีชาคิดในใจ

“ขอโทษครับที่ขึ้นมาอาศัยรถคุณโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า ผมเป็นวิศวกรโยธาคุมงานก่อสร้างอยู่แถวนี้ ข้างหน้าระวังหน่อยนะครับ มีรถโมบายเครนยกแบบเหล็ก”

พอไฟเบรคสีแดงของรถสิบล้อข้างหน้าสว่างจ้าขึ้น หมอปรีชาเหยียบเบรคทันที พลันก็มองเห็นเฟรมแผ่นเหล็กตกลงมาที่หลังคารถบรรทุกคันนั้น

“เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ” พูดพลางหมอปรีชาหันกลับมาข้างหลัง จะกล่าวขอบคุณคนแปลกหน้าที่เตือน ร่างชายที่เคยนั่งเบาะหลังก็หายลับไป

“อืมม์…นายช่างคนนี้นึกจะมาจะไปก็ไม่บอกกล่าวให้รู้ตัวบ้าง หรือว่าเขาเป็น..ผะ..ผะ..ผี!! ..ไม่เอาน่าเรื่องเหลวไหล ตั้งใจขับรถกลับบ้านดีกว่า”


http://geocities.com/pichate1964/paranoid.html

tuckei
11-11-2004, 11:56 PM
555555555555555555555555555
จาน่ากลัวดีมั้ยเนี๊ย :[