TupLuang
14-06-2008, 07:18 AM
<HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph__2_159.jpg
ประวัติและปฏิปทา
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม
ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์
๐ ชีวิตในปฐมวัย
หลวงปู่ถือกำเนิด ณ บ้านปราสาท อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะนั้น พระยาสุรินทร์ (ม่วง) ยังเป็นเจ้าเมืองอยู่ แต่ไปช่วยราชการอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากเมืองอุบลฯ และกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ต้องไปราชการทัพเพื่อปราบฮ่อ
บิดาของท่านชื่อ นายแดง มารดาชื่อ นางเงิม นามสกุล ดีมาก แต่สาเหตุที่ท่านนามสกุลว่า เกษมสินธุ์ นั้น ท่านเล่าว่า เมื่อท่านไปพำนักประจำอยู่ที่วัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเวลานาน มีหลานชายคนหนึ่งชื่อพร้อมไปอยู่ด้วย ท่านจึงตั้งนามสกุลให้ว่า เกษมสินธุ์ ตั้งแต่นั้นมาท่านก็เลยใช้นามสกุลว่า เกษมสินธุ์ ไปด้วย
ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๕ คนด้วยกัน คือ
คนแรก เป็นหญิง ชื่อ กลิ้ง
คนที่ ๒ เป็นชาย ชื่อ ดูลย์ (คือตัวท่าน)
คนที่ ๓ เป็นชาย ชื่อ แดน
คนที่ ๔ เป็นหญิง ชื่อ รัตน์
คนที่ ๕ เป็นหญิง ชื่อ ทอง
พี่น้องของท่านต่างพากันดำรงชีวิตไปตามอัตภาพเท่าวัยชราและถึงแก่กรรมไปก่อนที่จะมาถึงอายุ ๗๐ ปีทั้งหมด หลวงปู่ผู้เดียวที่ครองอัตภาพมาได้ยาวนานถึง ๙๖ ปี
ชีวิตของหลวงปู่เมื่อแรกรุ่นเจริญวัยนั้น ก็ถูกกำหนดให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของสังคมในสมัยนั้น แม้ท่านจะเป็นลูกคนที่สอง แต่ก็เป็นบุตรชายคนโต ดังนั้นท่านจึงต้องมีภารกิจมากกว่าเป็นธรรมดาโดยต้องทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน งานในบ้าน เช่น ตักน้ำ ตำข้าว หุงหาอาหาร และเลี้ยงดูน้องๆ ซึ่งมีหลายคน งานนอกบ้าน เช่น ช่วยแบ่งเบาภาระของบิดาในการดูแลบำรุงเรือสวนไร่นาและเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย เป็นต้น
บรรดาเด็กรุ่นเดียวกันในละแวกบ้านนั้น ท่านเป็นผู้ได้เปรียบในเรื่องรูปสมบัติ คือ นอกจากจะมีร่างกายแข็งแรง มีอนามัยดีแล้ว ยังมีผิวพรรณหมดจด รูปร่างได้สัดส่วน น่ารักน่าเอ็นดู และยังมีอุปนิสัยเยือกเย็นอ่อนโยน ความประพฤติเรียบร้อยมาแต่เยาว์ จึงได้รับคำยกย่องชมเชยจากบรรดาญาติพี่น้องและผู้ที่ได้พบเห็นโดยทั่วไป
ด้วยเหตุที่ท่านมีรูปร่างงดงามดังกล่าวแล้วนี่เอง ท่านเจ้าเมืองสุรินทร์สมัยนั้น จึงมีบัญชาให้นำตัวท่านมาร่วมแสดงละครนอก โดยมีคุณตาจินต์เป็นพระเอก ส่วนท่านเป็นนางเอก
สำหรับเรื่องราวชีวิตในอดีตนั้น นานแสนนานกว่าท่านจะเล่าให้ฟังสักครั้งหนึ่ง เมื่อมีโอกาสดีเวลาว่าง ท่านก็เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์เมืองสุรินทร์ ลำดับถึงบุคคลสำคัญๆ ตลอดจนถึงเครือญาติในสมัยนั้น
ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๔ พระยาสุรินทร์ฯ (ม่วง) เจ้าเมืองสุรินทร์ผู้ชักชวนให้คุณตาของท่านตั้งบ้านเรือนเป็น บ้านปราสาท ขึ้นมาได้ถึงแก่อนิจกรรม กรมหลวงพิชิตปรีชากร ข้าหลวงใหญ่ ทรงแต่งตั้งพระพิไชยณรงค์ภักดี (บุนนาก) น้องชายพระยาสุรินทร์ฯ (ม่วง) ดำรงตำแหน่งแทนเป็นเจ้าเมืองลำดับที่ ๖
ตอนที่หลวงปู่อายุประมาณ ๖ ขวบ ในช่วงนี้เกิดเหตุการณ์ตื่นเต้นสำคัญ คือ เกิดกรณีพิพาทเรื่องดินแดนฝั่งซ้ายมือของแม่น้ำโขงกับฝรั่งเศสเรียกว่า เหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ชายฉกรรจ์ลูกสุรินทร์ ๘๐๐ คน เข้ารับการฝึกหัดในกองกำลังรบและถูกส่งไปตรึงแนวรบด้านอุบลฯ ร่วมกับกองกำลังจากเมืองอื่นๆ เพื่อต่อต้านการรุกรานของฝรั่งเศส แต่แล้วหลังจากการปะทะกันเพียงเล็กน้อย ก็ตกลงทำสัญญาสงบศึกกัน หลังจากเสร็จกรณีพิพาทไม่นาน พระพิไชยณรงค์ภักดี (บุนนาก) ก็ถึงแก่กรรมเสียก่อนที่จะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสุรินทร์ภักดีศรีผไทสมันต์ ตามตำแหน่งเจ้าเมือง
กรมหลวงพิชิตปรีชากรจึงทรงแต่งตั้งพระพิไชยนครบวรวุฒิ (จรัญ) หลานปู่ ของพระยาสุรินทร์ฯ (ตี) เจ้าเมืองคนที่ ๒ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองสุรินทร์ลำดับที่ ๗ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่พระยาสุรินทร์ภักดีศรีไผทสมันต์ เจ้าเมืองคนนี้ถึงแก่กรรมเมื่อหลวงปู่มีอายุประมาณ ๑๓ - ๑๔ ปี กำลังเข้าสู่วัยรุ่น ต่อจากนี้ พระพิไชยณรงค์ภักดี (บุญจันทร์) ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองลำดับที่ ๘ เป็นที่พระยาสุรินทร์ภักดีศรีผไทสมันต์ตามตำแหน่งด้วย เจ้าเมืองคนนี้แหละที่มีบัญชาให้นำตัวท่านมาเล่นละคร
ท่านเล่าย้อนถึงชีวิตของท่านเมื่อครั้งยังเป็นนางเอกละคร แล้วบอกว่าสมัยนั้นคนนิยมดูละครกันมาก ถามท่านว่า แสดงกันได้ดีนักหรือจึงมีคนนิยมดูมาก ท่านบอกว่า สมัยนั้นมีธรรมเนียมอยู่ว่าถ้าเป็นละครของเจ้าเมืองในหัวเอง ต้องเอาผู้ชายแสดงทั้งหมด โดยสมมุติเป็นพระเป็นนางเอา ถ้าเป็นละครหลวงหรือละครของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้แสดงต้องเป็นผู้หญิงล้วน สมมุติเป็นพระเป็นนางเอาเหมือนกัน เรื่องที่ท่านเคยแสดงก็มีเรื่องไชยเชษฐ์ เรื่องลักษณวงษ์ เรื่องจันทรกุมาร เป็นต้น จำได้ชื่อหนึ่งว่า ท่านเคยแสดงเป็นนางชื่อ นางรัมภา ไม่ทราบว่ามีอยู่ในวรรณคดีเรื่องใดหรือไม่ ระหว่างที่แสดงละครเหล่านั้นท่านมีโอกาสได้เล่าเรียนเขียนอ่านหนังสือไทยบ้าง จากท่านผู้รู้ช่วยสอนให้ เพราะยังไม่มีโรงเรียนสอนหนังสือไทยในขณะนั้น
ท่านเล่าว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ อายุประมาณ ๑๘ ปี ได้ลงไปกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก เพื่อไปซื้อเครื่องแต่งละครนั่นเอง เพราะเป็นตัวนางเอก ต้องมาลองเครื่องแต่งละครนั่นเอง เพราะเป็นตัวนางเอก ต้องมาลองเครื่องเลือกให้ได้เหมาะเจาะสมตัวเดินทางโดยขี่ช้างจากสุรินทร์ใช้เวลา ๔ วัน ๔ คืน จึงถึงเมืองโคราช พักช้างไว้ที่นั้นแล้วขึ้นรถไฟต่อเข้ากรุงเทพฯ เนื่องจากขณะนั้น รถไฟมีแค่ระยะกรุงเทพฯ โคราช เท่านั้น
เมื่อลงจากรถไฟที่สถานีหัวลำโพงแล้วเห็นกรุงเทพฯ สมัยนั้นไม่ได้มีตึกรามบ้านช่องผู้คนมากมายอะไร จะไปไหนมาไหนเมื่อปวดท้องหนักท้องเบา ก็สามารถแวะเข้าป่าสะแกสาบเสือข้างทางได้อย่างสบาย น้ำท่าแต่ละลำคลองก็ใสสะอาดดี อาบดื่มได้อย่างสนิทใจ เมื่อกลับถึงสุรินทร์แล้วก็ให้รู้สึกกระหยิ่มว่ามีบุญวาสนามิใช่น้อยที่ได้ไปถึงและได้เห็นบางกอกด้วยสายตา เพราะในสมัยนั้นน้อยคนนักที่จะได้เห็นกรุงเทพฯ
คนสมัยโน้นกับคนสมัยนี้ ไม่มีอะไรแตกต่างกันนักในเรื่องการคลั่งดารา หรือชอบสนิทสนมกับนักแสดง นี้เป็นข้อสรุปที่ได้มาจากเรื่องที่หลวงปู่เล่าให้ฟังขำๆ ว่า ครั้งหนึ่งหลังจากที่คณะละครของท่านเลิกหรือจบการแสดงแล้ว มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องทำท่าตีสนิท คงคิดจะทอดไมตรีผูกเป็นมิตรสหายกัน ซึ่งแค่นี้ก็นับว่าแก่นกล้ามิใช่น้อย เมื่อคิดถึงสภาพสังคมสมัยนั้น
ขณะนั้นท่านนางเกละครกำลังค่อยๆ ถอดเครื่องทรงอลงกรณ์ออกทีละชิ้นสองชิ้น ทั้งแท้และเทียม สุภาพสตรีท่านนั้นเมื่อทราบว่าท่านเป็นชาย ก็อายมาก รีบกระโดดลงจากเวที วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วเหมือนกระต่ายป่า นี้แสดงว่าหลวงปู่ของเราเป็นนักแสดงชั้นเยี่ยมจริงๆ เมื่อแสดงเป็นตัวนางเอก ผู้หญิงแท้ๆ ก็ยังหลงนึกว่าเป็นผู้หญิงจริงๆ
แม้นี้มีส่วนชี้ให้เห็นว่า เด็กหนุ่มสาวสมัยนั้นเขามีจิตสำนึกในอันที่จะป้องกันมิให้เกิดความเสื่อมเสีย และระวังในเรื่องระหว่างเพศเป็นอย่างดี ไม่ให้เกิดความมัวหมองในชีวิตหนุ่มสาวของตนมิฉะนั้นจะต้องถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากสายตาของสังคม หลวงปู่ท่านกล่าวว่า ชีวิตวัยหนุ่มของท่านตลอด ๒๒ ปี บริสุทธิ์ผุดผ่องไม่เคยพ้องพานแตะต้องสตรีเพศเลยแม้แต่น้อย ตราบเท่าเข้าสู่เพศพรหมจรรย์ ดำรงชีพอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งผ้ากาสาวพัสตร์รวดเดียวตลอดสาย
๐ ใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์
แม้ว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใครๆ ก็ต้องรู้สึกว่าเพลิดเพลินและน่าลุ่มหลงอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะอยู่ในวัยกำลังงามแล้วยังเป็นนักแสดงที่มีผู้นิยมชมชอบมากอีกด้วย ถึงกระนั้นหลวงปู่ก็มิได้หลงใหลในสิ่งเหล่านั้นเลย ตรงข้ามท่านกลับมีอุปนิสัยโน้มเอียงไปทางเนกขัมมะ คือ อยากออกบวช จึงพยายามขออนุญาตจากบิดามารดา และท่านนั้นคัดค้านเรื่อยมา โดยเฉพาะฝ่ายบิดามารดาไม่อยากให้บวช เนื่องจากขาดกำลังทางบ้าน ไม่มีใครช่วยเป็นกำลังสำคัญในครอบครัว ทั้งท่านก็เป็นบุตรชายคนโต
แต่ในทีสุด บิดามารดาก็ไม่อาจขัดขวางความตั้งใจจริงของท่านได้ ต้องอนุญาตให้บวชได้ตามปรารถนาที่แน่วแน่ไม่คลอนแคลนของท่าน พร้อมกับเสียงสำทับจากบิดาว่า เมื่อบวชแล้วต้องไม่สึกหรืออย่างน้อยต้องอยู่จนได้เป็นเจ้าอาวาส ทั้งนี้เนื่องจากปู่ของท่านเคยบวชและได้เป็นเจ้าอาวาสมาแล้ว และคงเป็นเพราะเหตุนี้ด้วยกระมังท่านจึงมีอุปนิสัยโน้มเอียงไปทางบรรพชาตั้งแต่ยังเยาว์ คือมีอุปนิสัย รักบุญ เกรงกลัวบาป มิได้เพลิดเพลินคึกคะนองในวัยหนุ่มเหมือนบุคคลอื่น
ครั้นเมื่อได้รับอนุญาตจากมารดาเรียบร้อยแล้วอย่างนี้ ท่านจึงได้ละฆราวาสวิสัยย่างเข้าสู่ความเป็นสรณะตั้งแต่กาลนั้น เมื่อท่านมีอายุได้ ๒๒ ปี โดยมีพวกตระกูลเจ้าเมืองที่เคยชุบเลี้ยงท่านเป็นผู้แจ้งในเรื่องการบวชให้คบถ้วนทุกอย่าง ท่านได้บรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดชุมพลสุทธาวาส ในเมืองสุรินทร์ โดยมี
พระครุวิมลศีลพรต (ทอง) เป็นพระอุปัชฌาย์
พระครูบึก เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระครูฤทธิ์ เป็นพระอนุวสาวนาจารย์
ประวัติและปฏิปทา
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม
ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์
๐ ชีวิตในปฐมวัย
หลวงปู่ถือกำเนิด ณ บ้านปราสาท อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะนั้น พระยาสุรินทร์ (ม่วง) ยังเป็นเจ้าเมืองอยู่ แต่ไปช่วยราชการอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากเมืองอุบลฯ และกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ต้องไปราชการทัพเพื่อปราบฮ่อ
บิดาของท่านชื่อ นายแดง มารดาชื่อ นางเงิม นามสกุล ดีมาก แต่สาเหตุที่ท่านนามสกุลว่า เกษมสินธุ์ นั้น ท่านเล่าว่า เมื่อท่านไปพำนักประจำอยู่ที่วัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเวลานาน มีหลานชายคนหนึ่งชื่อพร้อมไปอยู่ด้วย ท่านจึงตั้งนามสกุลให้ว่า เกษมสินธุ์ ตั้งแต่นั้นมาท่านก็เลยใช้นามสกุลว่า เกษมสินธุ์ ไปด้วย
ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๕ คนด้วยกัน คือ
คนแรก เป็นหญิง ชื่อ กลิ้ง
คนที่ ๒ เป็นชาย ชื่อ ดูลย์ (คือตัวท่าน)
คนที่ ๓ เป็นชาย ชื่อ แดน
คนที่ ๔ เป็นหญิง ชื่อ รัตน์
คนที่ ๕ เป็นหญิง ชื่อ ทอง
พี่น้องของท่านต่างพากันดำรงชีวิตไปตามอัตภาพเท่าวัยชราและถึงแก่กรรมไปก่อนที่จะมาถึงอายุ ๗๐ ปีทั้งหมด หลวงปู่ผู้เดียวที่ครองอัตภาพมาได้ยาวนานถึง ๙๖ ปี
ชีวิตของหลวงปู่เมื่อแรกรุ่นเจริญวัยนั้น ก็ถูกกำหนดให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของสังคมในสมัยนั้น แม้ท่านจะเป็นลูกคนที่สอง แต่ก็เป็นบุตรชายคนโต ดังนั้นท่านจึงต้องมีภารกิจมากกว่าเป็นธรรมดาโดยต้องทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน งานในบ้าน เช่น ตักน้ำ ตำข้าว หุงหาอาหาร และเลี้ยงดูน้องๆ ซึ่งมีหลายคน งานนอกบ้าน เช่น ช่วยแบ่งเบาภาระของบิดาในการดูแลบำรุงเรือสวนไร่นาและเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย เป็นต้น
บรรดาเด็กรุ่นเดียวกันในละแวกบ้านนั้น ท่านเป็นผู้ได้เปรียบในเรื่องรูปสมบัติ คือ นอกจากจะมีร่างกายแข็งแรง มีอนามัยดีแล้ว ยังมีผิวพรรณหมดจด รูปร่างได้สัดส่วน น่ารักน่าเอ็นดู และยังมีอุปนิสัยเยือกเย็นอ่อนโยน ความประพฤติเรียบร้อยมาแต่เยาว์ จึงได้รับคำยกย่องชมเชยจากบรรดาญาติพี่น้องและผู้ที่ได้พบเห็นโดยทั่วไป
ด้วยเหตุที่ท่านมีรูปร่างงดงามดังกล่าวแล้วนี่เอง ท่านเจ้าเมืองสุรินทร์สมัยนั้น จึงมีบัญชาให้นำตัวท่านมาร่วมแสดงละครนอก โดยมีคุณตาจินต์เป็นพระเอก ส่วนท่านเป็นนางเอก
สำหรับเรื่องราวชีวิตในอดีตนั้น นานแสนนานกว่าท่านจะเล่าให้ฟังสักครั้งหนึ่ง เมื่อมีโอกาสดีเวลาว่าง ท่านก็เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์เมืองสุรินทร์ ลำดับถึงบุคคลสำคัญๆ ตลอดจนถึงเครือญาติในสมัยนั้น
ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๔ พระยาสุรินทร์ฯ (ม่วง) เจ้าเมืองสุรินทร์ผู้ชักชวนให้คุณตาของท่านตั้งบ้านเรือนเป็น บ้านปราสาท ขึ้นมาได้ถึงแก่อนิจกรรม กรมหลวงพิชิตปรีชากร ข้าหลวงใหญ่ ทรงแต่งตั้งพระพิไชยณรงค์ภักดี (บุนนาก) น้องชายพระยาสุรินทร์ฯ (ม่วง) ดำรงตำแหน่งแทนเป็นเจ้าเมืองลำดับที่ ๖
ตอนที่หลวงปู่อายุประมาณ ๖ ขวบ ในช่วงนี้เกิดเหตุการณ์ตื่นเต้นสำคัญ คือ เกิดกรณีพิพาทเรื่องดินแดนฝั่งซ้ายมือของแม่น้ำโขงกับฝรั่งเศสเรียกว่า เหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ชายฉกรรจ์ลูกสุรินทร์ ๘๐๐ คน เข้ารับการฝึกหัดในกองกำลังรบและถูกส่งไปตรึงแนวรบด้านอุบลฯ ร่วมกับกองกำลังจากเมืองอื่นๆ เพื่อต่อต้านการรุกรานของฝรั่งเศส แต่แล้วหลังจากการปะทะกันเพียงเล็กน้อย ก็ตกลงทำสัญญาสงบศึกกัน หลังจากเสร็จกรณีพิพาทไม่นาน พระพิไชยณรงค์ภักดี (บุนนาก) ก็ถึงแก่กรรมเสียก่อนที่จะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสุรินทร์ภักดีศรีผไทสมันต์ ตามตำแหน่งเจ้าเมือง
กรมหลวงพิชิตปรีชากรจึงทรงแต่งตั้งพระพิไชยนครบวรวุฒิ (จรัญ) หลานปู่ ของพระยาสุรินทร์ฯ (ตี) เจ้าเมืองคนที่ ๒ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองสุรินทร์ลำดับที่ ๗ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่พระยาสุรินทร์ภักดีศรีไผทสมันต์ เจ้าเมืองคนนี้ถึงแก่กรรมเมื่อหลวงปู่มีอายุประมาณ ๑๓ - ๑๔ ปี กำลังเข้าสู่วัยรุ่น ต่อจากนี้ พระพิไชยณรงค์ภักดี (บุญจันทร์) ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองลำดับที่ ๘ เป็นที่พระยาสุรินทร์ภักดีศรีผไทสมันต์ตามตำแหน่งด้วย เจ้าเมืองคนนี้แหละที่มีบัญชาให้นำตัวท่านมาเล่นละคร
ท่านเล่าย้อนถึงชีวิตของท่านเมื่อครั้งยังเป็นนางเอกละคร แล้วบอกว่าสมัยนั้นคนนิยมดูละครกันมาก ถามท่านว่า แสดงกันได้ดีนักหรือจึงมีคนนิยมดูมาก ท่านบอกว่า สมัยนั้นมีธรรมเนียมอยู่ว่าถ้าเป็นละครของเจ้าเมืองในหัวเอง ต้องเอาผู้ชายแสดงทั้งหมด โดยสมมุติเป็นพระเป็นนางเอา ถ้าเป็นละครหลวงหรือละครของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้แสดงต้องเป็นผู้หญิงล้วน สมมุติเป็นพระเป็นนางเอาเหมือนกัน เรื่องที่ท่านเคยแสดงก็มีเรื่องไชยเชษฐ์ เรื่องลักษณวงษ์ เรื่องจันทรกุมาร เป็นต้น จำได้ชื่อหนึ่งว่า ท่านเคยแสดงเป็นนางชื่อ นางรัมภา ไม่ทราบว่ามีอยู่ในวรรณคดีเรื่องใดหรือไม่ ระหว่างที่แสดงละครเหล่านั้นท่านมีโอกาสได้เล่าเรียนเขียนอ่านหนังสือไทยบ้าง จากท่านผู้รู้ช่วยสอนให้ เพราะยังไม่มีโรงเรียนสอนหนังสือไทยในขณะนั้น
ท่านเล่าว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ อายุประมาณ ๑๘ ปี ได้ลงไปกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก เพื่อไปซื้อเครื่องแต่งละครนั่นเอง เพราะเป็นตัวนางเอก ต้องมาลองเครื่องแต่งละครนั่นเอง เพราะเป็นตัวนางเอก ต้องมาลองเครื่องเลือกให้ได้เหมาะเจาะสมตัวเดินทางโดยขี่ช้างจากสุรินทร์ใช้เวลา ๔ วัน ๔ คืน จึงถึงเมืองโคราช พักช้างไว้ที่นั้นแล้วขึ้นรถไฟต่อเข้ากรุงเทพฯ เนื่องจากขณะนั้น รถไฟมีแค่ระยะกรุงเทพฯ โคราช เท่านั้น
เมื่อลงจากรถไฟที่สถานีหัวลำโพงแล้วเห็นกรุงเทพฯ สมัยนั้นไม่ได้มีตึกรามบ้านช่องผู้คนมากมายอะไร จะไปไหนมาไหนเมื่อปวดท้องหนักท้องเบา ก็สามารถแวะเข้าป่าสะแกสาบเสือข้างทางได้อย่างสบาย น้ำท่าแต่ละลำคลองก็ใสสะอาดดี อาบดื่มได้อย่างสนิทใจ เมื่อกลับถึงสุรินทร์แล้วก็ให้รู้สึกกระหยิ่มว่ามีบุญวาสนามิใช่น้อยที่ได้ไปถึงและได้เห็นบางกอกด้วยสายตา เพราะในสมัยนั้นน้อยคนนักที่จะได้เห็นกรุงเทพฯ
คนสมัยโน้นกับคนสมัยนี้ ไม่มีอะไรแตกต่างกันนักในเรื่องการคลั่งดารา หรือชอบสนิทสนมกับนักแสดง นี้เป็นข้อสรุปที่ได้มาจากเรื่องที่หลวงปู่เล่าให้ฟังขำๆ ว่า ครั้งหนึ่งหลังจากที่คณะละครของท่านเลิกหรือจบการแสดงแล้ว มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องทำท่าตีสนิท คงคิดจะทอดไมตรีผูกเป็นมิตรสหายกัน ซึ่งแค่นี้ก็นับว่าแก่นกล้ามิใช่น้อย เมื่อคิดถึงสภาพสังคมสมัยนั้น
ขณะนั้นท่านนางเกละครกำลังค่อยๆ ถอดเครื่องทรงอลงกรณ์ออกทีละชิ้นสองชิ้น ทั้งแท้และเทียม สุภาพสตรีท่านนั้นเมื่อทราบว่าท่านเป็นชาย ก็อายมาก รีบกระโดดลงจากเวที วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วเหมือนกระต่ายป่า นี้แสดงว่าหลวงปู่ของเราเป็นนักแสดงชั้นเยี่ยมจริงๆ เมื่อแสดงเป็นตัวนางเอก ผู้หญิงแท้ๆ ก็ยังหลงนึกว่าเป็นผู้หญิงจริงๆ
แม้นี้มีส่วนชี้ให้เห็นว่า เด็กหนุ่มสาวสมัยนั้นเขามีจิตสำนึกในอันที่จะป้องกันมิให้เกิดความเสื่อมเสีย และระวังในเรื่องระหว่างเพศเป็นอย่างดี ไม่ให้เกิดความมัวหมองในชีวิตหนุ่มสาวของตนมิฉะนั้นจะต้องถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากสายตาของสังคม หลวงปู่ท่านกล่าวว่า ชีวิตวัยหนุ่มของท่านตลอด ๒๒ ปี บริสุทธิ์ผุดผ่องไม่เคยพ้องพานแตะต้องสตรีเพศเลยแม้แต่น้อย ตราบเท่าเข้าสู่เพศพรหมจรรย์ ดำรงชีพอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งผ้ากาสาวพัสตร์รวดเดียวตลอดสาย
๐ ใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์
แม้ว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใครๆ ก็ต้องรู้สึกว่าเพลิดเพลินและน่าลุ่มหลงอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะอยู่ในวัยกำลังงามแล้วยังเป็นนักแสดงที่มีผู้นิยมชมชอบมากอีกด้วย ถึงกระนั้นหลวงปู่ก็มิได้หลงใหลในสิ่งเหล่านั้นเลย ตรงข้ามท่านกลับมีอุปนิสัยโน้มเอียงไปทางเนกขัมมะ คือ อยากออกบวช จึงพยายามขออนุญาตจากบิดามารดา และท่านนั้นคัดค้านเรื่อยมา โดยเฉพาะฝ่ายบิดามารดาไม่อยากให้บวช เนื่องจากขาดกำลังทางบ้าน ไม่มีใครช่วยเป็นกำลังสำคัญในครอบครัว ทั้งท่านก็เป็นบุตรชายคนโต
แต่ในทีสุด บิดามารดาก็ไม่อาจขัดขวางความตั้งใจจริงของท่านได้ ต้องอนุญาตให้บวชได้ตามปรารถนาที่แน่วแน่ไม่คลอนแคลนของท่าน พร้อมกับเสียงสำทับจากบิดาว่า เมื่อบวชแล้วต้องไม่สึกหรืออย่างน้อยต้องอยู่จนได้เป็นเจ้าอาวาส ทั้งนี้เนื่องจากปู่ของท่านเคยบวชและได้เป็นเจ้าอาวาสมาแล้ว และคงเป็นเพราะเหตุนี้ด้วยกระมังท่านจึงมีอุปนิสัยโน้มเอียงไปทางบรรพชาตั้งแต่ยังเยาว์ คือมีอุปนิสัย รักบุญ เกรงกลัวบาป มิได้เพลิดเพลินคึกคะนองในวัยหนุ่มเหมือนบุคคลอื่น
ครั้นเมื่อได้รับอนุญาตจากมารดาเรียบร้อยแล้วอย่างนี้ ท่านจึงได้ละฆราวาสวิสัยย่างเข้าสู่ความเป็นสรณะตั้งแต่กาลนั้น เมื่อท่านมีอายุได้ ๒๒ ปี โดยมีพวกตระกูลเจ้าเมืองที่เคยชุบเลี้ยงท่านเป็นผู้แจ้งในเรื่องการบวชให้คบถ้วนทุกอย่าง ท่านได้บรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดชุมพลสุทธาวาส ในเมืองสุรินทร์ โดยมี
พระครุวิมลศีลพรต (ทอง) เป็นพระอุปัชฌาย์
พระครูบึก เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระครูฤทธิ์ เป็นพระอนุวสาวนาจารย์