View Full Version : หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล : ธรรมสากัจฉา
ลีลาวดี
12-06-2008, 01:26 PM
http://kamalo.50megs.com/images/luangpu_2.jpg
หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล
วัดป่าสันติกาวาส บ้านหนองตูม ต.ไชยวาน อ.หนองหาน จ.อุดรธานี
ธรรมสากัจฉา
เวลาที่หลวงปู่ไปโปรดญาติโยมในสถานที่ต่างๆ จะมีผู้สนใจมากราบนมัสการและสนทนาธรรมกับท่านเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้ที่เพิ่งเริ่มสนใจปฏิบัติภาวนาและผู้ที่ปฏิบัติมาแล้ว ทำให้คำถามมีความหลากหลาย ตามแต่ปัญหาที่มีอยู่ในใจของแต่ละท่าน แต่ละคน
ส่วนคำตอบของหลวงปู่ก็มีความชัดเจน และอธิบายได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง สามารถนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติภาวนาได้อย่างเป็นที่ลงใจว่า ไม่ผิดทางอริยมรรคอย่างแน่นอน
http://kamalo.50megs.com/images/rabbit.jpg
<TABLE width=750 align=center border=0><TBODY><TR class=style2 vAlign=top align=left borderColor=#ffffff bgColor=#b3deff><TD width=82 bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD width=658>ดิฉันมีเรื่องอยากกราบเรียนถามท่าน ดิฉันบางครั้งทำงานต้องใช้สัตว์ทดลอง ที่ทดลองเพื่อจะให้ได้งาน มันไม่ใช่ทดลองให้ตาย เจตนาเราทดลองแล้วเอาประโยชน์ไปสำหรับช่วยมนุษย์ อย่างนี้บาปไหมคะ โดยที่สัตว์นั้นตาย โดยที่ไม่ได้เจตนา </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD bgColor=#d7eeff>หลวงปู่</TD><TD>เอ้า! ถ้าไม่มีเจตนา เราจะทำได้หรือ </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left borderColor=#ffffff bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>ไม่ได้เจตนาค่ะ เราทำเพื่อจะให้ผลออกมาใช้กับมนุษย์ บาปไหมคะ? </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ก็บาปเหมือนกัน บาปทั้งนั้นแหละ เลี่ยงไม่ได้ เราจะทดลองแบบไหนก็ช่าง ได้ชื่อว่าเราเป็นผู้ทรมาน ทรมานสัตว์นั่นเอง ถึงแม้ว่าตายหรือไม่ตาย ถ้าไม่ถึงตายก็ได้ชื่อว่าทรมานเขา ถ้าถึงตายก็ได้ชื่อว่าเราทำลายชีวิตของเขา ก็เป็นบาป </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left borderColor=#ffffff bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD bgColor=#b3deff>นั่นหมายความว่า เรามีเจตนาที่ว่า เราต้องการเอาเขามาตรวจโรคมนุษย์ก็ไม่ได้หรือ บาปเหมือนกันหรือคะ </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ก็บาปเหมือนกัน ท่านว่าบาปเหมือนกัน เอาอย่างนี้ สมมติอย่างเรา เขาอยากจะมาทดลองเรา เพื่อจะเอาเราไปทำประโยชน์อย่างหนึ่ง เราจะยอมให้เขาทำไหม?</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left borderColor=#ffffff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD bgColor=#b3deff>ถ้าชดเชยโดยเอาไปทำประโยชน์เพื่อใช้ชีวิตมนุษย์ล่ะคะ?</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>เอ้า! ไม่น่าจะชดเชย</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left borderColor=#ffffff bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>คิดว่า จำเป็นทำเหมือนอย่างทหารที่ถูกสั่งให้ไปฆ่าข้าศึกจะบาปไหมคะ? </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>อย่างทหารหรือ ถ้าเรามีเจตนาก็บาปเหมือนกัน เป็นทหารก็ดี เว้นเสียแต่เราทำอย่างนี้ เมื่อเจตนา เอ้า! เรายิงไปโน้น เราไม่เจตนาจะยิ่งอะไรทั้งหมด เรายิงไปเฉยๆ เรามีเจตนาอย่างนั้นก็พอที่จะบรรเทาได้ ถ้าหากว่าเรามีเจตนาว่าจะยิ่งให้มันถึงตายเลยทีเดียว หรือตั้งใจว่าจะยิงให้มันถูก มันก็เว้นไม่ได้ คิดดูเช่นตัวอย่าง ยังมีนิทานเรื่องหนึ่งว่า ยังมีภิกษุรูปหนึ่ง และยังมีนายพรานคนหนึ่งเดินทางไป ภิกษุนั้นเดินก่อนเดินข้างหน้า ภิกษุองค์นั้นก็เลยเห็นว่านายพรานนั้นจะตามทำร้าย ว่าอย่างนั้น ภิกษุก็เลยหลบหลีกลี้เข้าไปอยู่ในพุ่มไม้ นายพรานนั้นก็ถือหอก พอดีไปถึงในระยะนั้นพอดี พอเหมาะพอดีกับภิกษุองค์นั้นซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ นายพรานก็เดินไป พอเดินไปก็เลยเห็นว่าพระ ไม่รู้ว่าไปที่ไหน ก็เลยคิดว่าภิกษุองค์นี้คงกลัวเรา ก็เลยเอาหอกซัดลงไปในพุ่มไม้ ก็เลยไปถูกภิกษุ พอไปถูกภิกษุก็เลยถึงแก่ความตาย พอเมื่อเวลาถึงแก่ความตายแล้ว นายพรานก็ได้รับผลกรรมอยู่ตลอดโดยที่ไม่มีเจตนา พอเมื่อเวลากลับชาติมา ภิกษุนั้นมาเกิดเป็นมนุษย์ นายพรานนั้นไปเกิดเป็นกบ พอเมื่อเวลาไปเกิดเป็นกบแล้ว ภิกษุนี้ก็เลยหาอยู่กินเป็นอาชีพ ก็ไม่นึกไม่ฝันว่าจะไปถูกไปทำลาย ก็พอดีมีไม้แหลมอันหนึ่ง พอดีเสียบแทงลงไปก็เลยไปถูกกบตาย กรรมอันนี้ย่อมนำสนับสนุนกันอยู่อย่างนี้
</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>อย่างนี้ฆ่าโดยไม่เจตนา มิต้องตามฆ่าทุกชาติหรือครับ? </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>เขาก็พยาบาทอยู่อย่างนั้นเอง เมื่อเวลาเขาถูกทำให้เจ็บแล้ว เขาต้องคิดพยาบาทปองร้ายเราอยู่เหมือนกัน มันเป็นอย่างนี้ </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>ถ้าเราปฏิบัติธรรมแล้ว จะลบล้างไปได้ไหมเจ้าคะ?</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ก็พอได้ ถ้าหากว่าเราประพฤติปฏิบัติกันจริงๆ ได้เหมือนกัน ทำจริงปฏิบัติจริงก็พอบรรเทาเบาบางได้เหมือนกัน เมื่อเวลาเรารู้สึกแล้วอย่างนี้ เราก็พยายามทาทางหลบหลีก ปล่อยวาง เอาประโยชน์ตน อย่าเอาประโยชน์ผู้อื่น เอาประโยชน์ตนดีกว่าเอาประโยชน์ผู้อื่น เมื่อเวลาได้ประโยชน์ตนแล้ว ประโยชน์ผู้อื่นก็ไม่สำคัญ อย่าไปทำกรรมแทนคนอื่นได้ยินไหมล่ะ? ไปทำกรรมแทนคนอื่นไม่เหมาะ เราพยายามทำความดีนั้นแหละ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD bgColor=#b3deff>อย่างนี้ครับหลวงปู่ครับ สมมติว่าสัตว์เล็กๆน้อยๆ เทียบกับสัตว์ใหญ่เช่น เราตีมดหรือไส้เดือน เราทำเขาตายไป สมมติเราแผ่หรือทำบุญให้เขา สัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างนี้ เราไม่ต้องทำมาก แต่ว่าสัตว์ใหญ่ต้องทำมาก อย่างนั้นหรือเปล่าครับ? </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>มันก็จิตใจเท่ากันแหละ สัตว์ประเภทไหนก็จิตใจเท่าๆกันแหละ มันก็โตแต่ร่างของเขาเท่านั้น เรื่องของจิตใจมันก็เท่าๆกันนั้นแหละ
</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>แต่ทุกครั้งที่เราทำ ใจมันก็ไม่สบาย เรามีเจตนาดี ตั้งใจดี แต่เราก็จิตใจไม่สบาย </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>สบายไหมล่ะ เวลาทำลง </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>ก็มันไม่สบาย ไม่อยากทำ แต่ด้วยความจำเป็น แต่ไม่เชิงจำเป็น คือทำงานอย่างนี้แล้วได้ประโยชน์ สมมติเราได้ของมาชิ้นหนึ่ง เราคิดว่ามีประโยชน์มากแล้วเราไปทำต่อ ซึ่งเอาไปฉีดสาร เพื่อให้ได้ยาเอามาตรวจคนซึ่งเป็นโรค ซึ่งคนนั้นจะต้องตาย เราได้อันนี้มาแล้วได้ประโยชน์ มันบาปไหมคะ? </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>มันก็บาปเหมือนกัน</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>ถ้าเรากลัวบาปก็ไม่ต้องทำ?</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>มันอยู่ที่เจตนาของเรา</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>เจตนาของเรา เราเจตนาดี </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>แต่ว่าในส่วนธรรมะ ท่านไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เจตนาไม่ได้หมายอย่างนั้น คือเจตนาทางธรรมะ ทางศาสนา ท่านไม่ให้เบียดเบียนหรือทรมานใครทั้งนั้นแหละ เป็นอย่างนั้น </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>คือปลวกน่ะเจ้าค่ะ ทำแล้วจิตเราไม่สบาย</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ปลวก ทำอย่างไรปลวก?</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>เขาโทรมา จะมาทำได้หรือยัง (กำจัด) เลยบอกว่าเอาไว้ก่อน มันไม่สบายใจเลยค่ะ </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>อันนี้เขาโทรมา?</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>เขามาตรวจดู ถ้าเจอแล้วเขาใส่ยา อันนี้เป็นไปได้ไหมครับ เขาใส่ยา ถ้าตัวไหนมีบุญอยู่ก็ไม่มาโดน</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>เอาอย่างนี้ดีกว่า เราทำอย่างนี้ด้วยเจตนานั้น เราทำนี้โดยที่เราไม่มีตัวของมันทำไว้แค่นี้ เพื่อกันไม่ให้มันมา เราไม่มุ่งถึงตาย ถึงให้มันตาย เราไม่มีเจตนาจะให้ตาย เราเพื่อป้องกันไม่ให้เขามาในที่นี้ เรามีเจตนาอย่างนี้คงจะพออนุโลม </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>เจตนาผู้มาทำ จะเป็นอย่างไรก็ช่างเขานะคะ </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>เรื่องของเขา ผู้ที่เขาทำเรื่องของเขา เขาจะมีเจตนาอย่างไรก็ตาม มันเป็นอย่างนี้ เราต้องใช้อุบายเหมือนอย่างที่ภิกษุนั่นแหละ คือสมมติว่า ภิกษุมีขโมยมาขโมยของมาในที่นี้ ภิกษุนั่งอยู่ในที่นี้ พอนั่งอยู่ในที่นี้แล้ว เห็นเขาฉกเอาข้าวของหรือเอาวัวเอาควาย หรือเอาอะไรมาผ่านไปผ่านหน้าเราไป เราทำอย่างไร เราจึงจะพ้นจากกรรม เราจึงจะไม่ได้โกหก เราต้องเคลื่อนที่จากนี้ไปอยู่ในร่มไม้ต้นหนึ่ง เมื่อเวลาเจ้าของเขาตามมา เขาจะมาถามเรา เพื่อแก้ปัญหา เมื่อเวลามาถาม "พระเป็นเจ้าอยู่ที่นี้เห็นเขาขโมยของผ่านมาในสถานที่นี้ไหม" เราต้องกำหนดในสถานที่เราเคลื่อนออกไปนั้น "อาตมามาอยู่ที่นี้ไม่เห็น" </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>ดิฉันสงสัย เชื้อโรคมีชีวิต ทีนี้ดิฉันถวายยา ถวายยาท่านก็ได้กุศลท่านก็เอาไปกินฆ่าเชื้อโรค ดิฉันก็ได้บุญ ดิฉันก็เลยสงสัย </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>เชื้อโรคอะไรที่มีชีวิต</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>มีชีวิตทุกอย่าง เพราะพิสูจน์แล้วมันก็เจริญเติบโตมีชีวิต </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่ </TD><TD>เราไม่ได้รับรู้ว่าเขามีชีวิต โรคในกายของเรา เราไม่ได้รับรู้ว่ามันมีชีวิตหรือมีวิญญาณ </TD></TR></TBODY></TABLE>
ลีลาวดี
12-06-2008, 01:27 PM
http://kamalo.50megs.com/images/sky_1.jpg
<TABLE width=750 align=center border=0><TBODY><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD width=82>โยม</TD><TD width=658>หลวงปู่คะเป็นไปได้ไหมคะ ว่าก่อนตายเราตั้งใจว่าจะไปเกิดเป็นอะไรได้ไหมคะ?</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ก็ได้ นี่ก็เป็นการตั้งอุปาทานของตน...ตั้งใจว่าจะเกิดเป็นอะไรล่ะ? </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>เกิดเป็นเมฆค่ะ ไม่อยากเป็นคน ไม่อยากเป็นอะไร เป็นเมฆได้ไหมคะ?</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left><TD bgColor=#d7eeff>หลวงปู่</TD><TD bgColor=#d7eeff>ไปเป็นเมฆหมอกทำไม ทำไม่ได้ เมฆหมอกนั้นไม่มีวิญญาณ </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>ถ้าอย่างนั้นตายแล้วไปไหน ตายแล้วต้องเกิดมาทุกครั้งหรือคะ ? </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ก็ต้องเกิด เราไม่อยากเกิดแล้วจะไปไหนล่ะ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD bgColor=#b3deff>แล้วตายแล้วไปไหนคะ?</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ก็แล้วแต่เรา ว่าประพฤติคุณงามความดี ประพฤติศีลสมาธิอะไร ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ทำความบริสุทธิ์โดยเฉพาะตัวของเราบริสุทธ์แล้ว ถ้าสิ้นลมหายใจ จะไปเกิดเป็นพกามาวจร ไปเกิดเป็นเทพธิดา ถ้าอย่างต่ำนะ ถ้าสูงขึ้นไปเป็นพรหม จากชาติเหล่านั้นก็ก้าวขึ้นไปพระนิพพาน มันก็ปรารถนาอยากมาเกิดอีก มันเป็นทุกข์อยู่อย่างนั้น เป็นเมฆหมอกมันก็เป็นทุกข์อีก อย่าเอาอย่างนั้น ดูที่ใจของเรามันมีอะไร อันนั้นมันเป็นสัญญา ไม่ต้องคิด ไม่ต้องนึก มันเสียดายความเกิด ยังอยากจะเกิดอยู่ ยังไม่เบื่อหรือ? </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>เบื่อค่ะ ไม่อยากเกิดแล้ว </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ไม่อยากเกิด ทำไมอยากเป็นเมฆ </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>ก็เห็นเกิดเป็นโน่นเป็นนี่ น่าเบื่อค่ะ </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ไม่มีทางที่จะไปเป็นเมฆหมอกอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ให้เราไปสู่พกามาวจร บนสวรรค์นั่นอย่างน้อย อย่างที่เก่งกล้าพอจะไปสู่พรหมโลกหรือไปสู่พระนิพพาน ทำไมล่ะ? คิดไปอย่างนั้น นึกว่าเป็นก้อนเมฆนั้นจะสบายอย่างนั้นหรือ เลิกจากความคิดอันนี้เสียนะ ไม่ต้องคิดอีก บำเพ็ญที่ใจ ไม่ต้องคิดอย่างอื่น คิดอย่างอื่นทำไม ยุ่งให้เสียเวลา เข้าใจไหม? </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>เข้าใจค่ะ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>นี้ก็เนื่องจากความไม่รู้ เนื่องจากความไม่ฉลาด คิดไปในแง่ต่างๆก็เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็เลยคิดไปอย่างนั้น สำหรับพวกเรา เคยได้ยินได้ฟังการอบรมจากครูบอาจารย์นั้นก็ค่อยยังชั่ว บางคนก็ว่าแต่บางคนชั่ว คนที่ทำความชั่วก็มีเหมือนกันกับเรา อย่าไปเป็นชั่วดี อย่างนี้ก็มี นี่พูดมานี้ไม่ใช่เทศน์ เทศน์ก็ตั้งท่านะโมก็ได้ เดี๋ยวรีบกระเสือกกระสนแล้ว กลัวจะค่ำ มันก็ค่ำอยู่อย่างนี้ มันก็แจ้งอยู่อย่างนี้ จะไปกลัวทำไม กลัวแล้ว กลัวมืด มันมืดอยู่ตลอดเวลา มันแจ้งอยู่ตลอด นับแต่เราเกิดขึ้นมา มันเป็นอยู่อย่างนั้น </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>กลัวหลวงปู่เหนื่อยเจ้าค่ะ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>สมมติขึ้นมาอย่างนั้น กลัวเราจะเหน็ดเหนื่อย ว่าอย่างนั้น ความคิดน่ะ ก็เลิกกันไปซิ แต่เราไม่เป็นไร ความจริงเราน่ะร้อนกว่าลูกศิษย์ลูกหา นี่หาทางออก ใช่ไหมล่ะ? การฟังก็ให้ได้ความไม่น้อยก็มาก ถึงอย่างไรก็อุตส่าห์พยายามมาแล้ว ครูบาอาจารย์ก็อุตส่าห์ มิใช่ว่าพูดกันเล่นเฉยๆ พยายามพูดให้ฟังเพื่อจะให้เข้าอกเข้าใจ เพื่อจะให้รู้จักแนวทางการปฏิบัติ พูดกันเพื่อให้รู้จักเรื่องเหตุและผล พูดเพื่อให้รู้จักแนวทางการปฏิบัติเอาเป็นของตน หรือไม่อยากพ้นทุกข์ ว่าไง? </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>อยากได้แนวทางที่นำกลับไปปฏิบัติครับ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left><TD colSpan=2>
http://kamalo.50megs.com/images/sugar-cane.jpg
</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD bgColor=#d7eeff>อย่าไปติดสวน ทำสวนให้ลูก ทำไร่ทำนาก็ให้รู้ละ อาศัยสิ่งไหน ให้รู้ละสิ่งนั้น ไม่ต้องยึดไม่ต้องถือ เราทำไปก็เพื่อยังชีพให้มีอยู่มีกิน แต่สิ่งเหล่านี้เราเป็นแต่เพียงว่าอาศัยชั่วขณะชีวิตของเรานี้ เราไม่ไปติดจนแยกกันไม่ได้ ให้รู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ มันก็เป็นของที่เกินตัวเหมือนกัน มันก็ต้องทำลายเหมือนกัน อย่าเอาเหมือนอย่างภรรยากับสามีนะ เกาะกันอยู่อย่างนั้น เดี๋ยวก็ไปเกิดเป็นสุกร เอาอย่างนั้นไม่ได้ นี้ไปเป็นชาวสวน เดี๋ยวไปเกาะต้นนาข้าวหรือต้นพืช หรือต้นไม้ในเรือกสวนของเรา เราจะไปเป็นอะไรอย่างนั้น
เหมือนอย่างนิทานท่านเล่าว่า เศรษฐีปลูกอ้อยไว้กอหนึ่ง ในกาลครั้งนั้น เศรษฐีก็กำลังป่วย พอเมื่ออาการหนักแล้ว จิตก็เลยไปเกาะอยู่ที่กออ้อย ไปติดอย่างนั้น พอเมื่อไปติดอย่างนั้น พอลมหายใจสิ้นปุ๊บ ดวงวิญญาณก็ไปเกาะอย่างนั้น ไปเกิดเป็นตัวด้วงอยู่ที่อ้อย ตอนแรกบอกในครอบครัวว่า ถ้าหากว่าเราตายนั้น เราทำกองทรายของเรา เวลากองทรายของเราดันขั้น นั้นได้ชื่อว่าเราไปเกิดในสวรรค์ สัญญาอันนี้ผลสุดท้ายในเวลาตอนนั้น เมื่อสิ้นลมหายใจ ใจมันไปเกาะที่อ้อย เลยไปเกิดเป็นด้วงอยู่ที่อ้อย พวกภริยาหรือลูกๆหลานๆ เคยได้ยินได้ฟังมา ก็เลยคอยแล้วคอยเล่าก็ไม่ได้ยินเสียงเลย พ่อของเราไปเกิดที่ไหน ท่านให้สัญญาว่า ถ้าไปอยู่สวรรค์แล้วกองทรายก็คงดันขึ้น ก็ไม่ได้ยินเสียงเลย ผลสุดท้ายก็เลยไม่ได้ยินเสียง ต่อมาก็เลยกราบทูลถามพระพุทธเจ้าของเรา "เศรษฐีเมื่อเวลาสิ้นลมหายใจแล้วว่าจะไปอยู่พกามาวจร แล้วก็ให้สัญญาว่า ถ้าไปอยู่สวรรค์แล้วกองทรายก็จะดันขึ้น ก็จะเป็นดินร่วน นี้ก็ยังไม่ได้ยินเสียง ขอพระองค์ทรงแสดง" พระองค์บอกว่า "เศรษฐียังไม่ได้ไปนี่ ไปดูที่อ้อยนะ" พระองค์ก็ไม่ได้แนะนำให้ตัด ก็กลับไปดู ทำไมพระพุทธเจ้าของเราแสดงอย่างนั้น พอดีอยู่ต่อมาเขาก็ไปตัดอ้อยต้นนี้ พอตัดอ้อยก็ไปถูกตัวด้วงตาย พอเมื่อตัวด้วงตายก็เลยวิญญาณนั้น ลอยขึ้นไปสู่พกามาวจรสวรรค์ กองทรายจึงดันขึ้นมา จึงรู้จากพระพุทธเจ้าของเรา รู้ว่าเศรษฐีไปติดอยู่ในอ้อย ถึงแม้ว่าทำความดี ถ้าจิตของเราไม่ระมัดระวังในเวลาตาย ถ้ามันไปเกาะที่ไหน มันก็ต้องไปอยู่ที่นั้น นี่เพราะฉะนั้นพวกเรารู้จักพยายามฝึกหัดการภาวนา ไม่ให้เอาใจของเราไปเกาะ คนที่ไม่เคยรู้ ไม่ประพฤติปฏิบัติ ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง ระวังให้ดี เดี๋ยวจะไปเกาะโน้นเกาะนี้ ไม่ได้ไปสู่สุคติ จะไปสู่ทุคติ เอ้า! เหนื่อยไหม?
</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>ไม่เหนื่อยค่ะ ฟังหลวงปู่พูด </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>หลวงปู่พูดมาหลายวันแล้ว ถ้ามีคนก็ต้องพูด เพราะเมตตาอุตส่าห์พยายามแยกแยะแนวทาง เพื่อให้เข้าใจรู้จักการประพฤติปฏิบัติด้วยความเมตตาสงสาร เหมือนอย่างหลวงปู่ฝั้น เคยไปหรือเปล่า </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>ไม่เคยค่ะ ไม่ทันค่ะ </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>หลวงปู่ฝั้นท่านอุตส่าห์พยายาม เมื่อเวลาท่านมีเสียง ลูกศิษย์ลูกหาเข้าไปอย่างนี้ ถึงท่านนอนป่วยอยู่ อาการหนักอยู่ก็ลุกมาเทศน์มาสอน เพราะเมตตาจึงอุตส่าห์พยายาม แต่ถึงอย่างนั้นก็มีผู้ที่คอยประคับประคอง ไม่อยากให้ท่านพยุงตัวขึ้นพูดกับใคร เทศน์ให้ใคร เพราะว่าเป็นวาระสุดท้าย แต่ท่านก็ยังไม่ขาดความเมตตาสงสาร อยากให้เข้าใจ อยากให้ได้รับความสุข มีสุคติ ไม่อยากให้ไปทุคติ ทุคติคือเป็นเปรตอสุรกาย เป็นสัตว์นรก สุคตินับแต่มนุษย์ของเราขึ้นไป ท่านเมตตาอย่างนี้ เราจะรับเมตตาไหม? </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD bgColor=#b3deff>รับค่ะ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ถ้ารับก็ต้องอุตส่าห์พยายามทำ อย่าไปกลัวตายเท่านั้น พูดอย่างนี้หาว่าดุหาว่าด่า เหมือนอย่างคุณหมอ...สามีไปถามอย่างนั้นอย่างนี้ ผมยังไม่เข้าใจ ก็เลยเล่าเรื่อง ท่านอาจารย์มหาบัวเทศน์ให้คุณหญิง ท่านเวลาเทศน์ไปๆ เลยถามคุณหญิงว่า "เป็นยังไงคุณหญิง เข้าใจไหม" "ยังเจ้าค่ะ" ก็เลยอธิบายอีก พอเมื่อเวลาอธิบายไป ก็ถามว่า "เป็นยังไง เข้าใจหรือเปล่า" "ยังเจ้าค่ะ" ก็เลยอธิบายอีก ก็อยากให้เข้าใจ แล้วก็ถามอีก "เข้าใจรึเปล่า" "ยังเจ้าค่ะ" "ก็บ้าล่ะซิ" พอพูดอย่างนี้ แกเลยว่า "แหม! ท่านอาจารย์หาเรื่องด่า" "ไม่ใช่ นี้เล่าเรื่องให้ฟังต่างหาก ท่านอาจารย์มหาบัวท่านเทศน์อย่างนี้ ท่านพูดอย่างนั้น" "ไม่ใช่ ท่านต้องหาเรื่องด่าผม" อย่างนั้น พูดยังไงก็ไม่ยอม เลยบอกว่า "ถ้าหากว่าเป็นลูกศิษย์ของอาตมา อาตมาก็พูดอย่างนั้น นี่อาตมาถือว่าเป็นลูกศิษย์ของอาตมา จึงกล้าพูดอย่างนี้ คุณจะไม่ถือว่าเป็นลูกศิษย์ของอาตมาหรือ" จึงยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นมา ผลสุดท้ายก็เลยติดตามมาถึงที่นี่ ก็เลยถามว่า "เป็นยังไง โกรธท่านอาจารย์ไหม" "ผมไม่โกรธ ผมเลิกแล้ว ผมรู้สึกว่าภูมิใจมาก ท่านเมตตา" "เออ! ถ้าอย่างนั้นก็เป็นลูกศิษย์กันได้ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ก็ไม่เป็นลูกศิษย์กันอีกต่อไป เลิกกันแล้ว ไม่ถือกันเป็นครูบาอาจารย์เป็นลูกศิษย์กัน" แต่นั้นมาก็รู้สึกว่าภูมิใจ พวกเราถ้าเข้าใจอย่างนั้นก็ตามใจ ครูบาอาจารย์ว่าอะไรก็ไม่ต้องมาอีกก็ได้ ได้ยินไหม? </TD></TR></TBODY></TABLE>
ลีลาวดี
12-06-2008, 01:28 PM
http://audio.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=14417&d=1180498538
<TABLE cellPadding=0 width=750 align=center border=0><TBODY><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD width=82 bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD width=662>หลวงปู่คะ เวลาอยู่คนเดียวอยากจะทำใจสงบ แต่มันมีเสียงเหมือนอย่างคนเดิน จะทำอย่างไรคะ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD bgColor=#d7eeff>หลวงปู่</TD><TD>เราสมมติขึ้นมาว่าเราได้ยินเสียง สมมติขึ้นมาว่า ผีหลอกๆ เราสมมติขึ้นมาหลอกตัวเอง เราเป็นผู้สมมติขึ้นมาหลอกเราเอง </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>ไม่ทราบว่าลางดีไหมคะ พออยู่คนเดียว หลับตาได้ยินเสียงจากใจทุกที </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>เราต้องทำความรู้เท่า อันนี้เป็นเรื่องจิตเจตสิก มันสมมติมาหลอกเราให้เรากลัว คิดปรุงขึ้นมาเอง เรียกว่าจิตเจตสิก ไม่จำเป็นต้องไปเรียนอภิธรรม จิตเจตสิกอยู่ในนี้ ท่านบัญญัติไว้เป็นปริยัติธรรม เราไปท่องจำเอาเฉยๆ เอามาจากที่ไหน ก็จากนี่ ฉปัญญัติ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขันธปัญญัติ ฉปัญญัติ อายตนปัญญัติ มีอยู่ที่กายที่ตัวของเรานี้ เราจะไปมองดูข้างนอก มันก็ไม่เห็นสักที เราต้องมองดูข้างในจึงจะรู้ จึงจะเห็น เจ้าผี 2 ตัว มันอยู่ปากถ้ำ มันกระทบกันอยู่ทุกวันๆ ผีตัวหนึ่งมันอยู่นี่ มันสมมติขึ้นมา มันอยู่ปากถ้ำ เมื่อเวลาเราสมมติขึ้นมาก็กลัวมัน </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>แต่ผีมีจริงนี่คะ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>มันก็เรื่องของผีต่างหาก เรื่องมันก็เป็นไปตามเรื่องของเขา เราอยู่เฉพาะตัวเรา ผีก็อยู่ตามเรื่องของผี </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>แล้วเราจะต้องทำยังไงคะ </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ไม่ต้องไปรับรู้ อะไรมากระทบมันก็มีเสียงขึ้นมา ไม่ต้องไปกลัวเสียง </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>เลยไม่กล้าหลับตาค่ะ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ต้องรู้เท่าทัน อันนี้มันไม่ใช่ของดี เราจะไปกลัวตายทำไม เราเกิดมาเพื่อตาย เราจะไปกลัวตายทำไม มันจะตายอยู่แล้ว เราจะไปกลัวทำไม ไม่พ้นจากความตายแล้ว มันจะตายก็ปล่อยให้มันตาย ขอแต่ว่าให้เรามีสติ เราเคยพิจารณาอะไร หรือเคยบริกรรมอะไร เคยบริกรรมว่า พุทโธ หรือธัมโม หรือว่าสังโฆ ก็ว่าไปเลย ให้สติของเรา ใจของเราแน่ เราอย่าเพิ่งไปส่งออกข้างนอก
เราสมมติขึ้นมา เราก็เป็นคนกลัวเอง เราสมมติขึ้นมาแล้วก็กลัวเอง จะว่าคนโง่หรือฉลาด เพราะฉะนั้นใจของเราไม่อยู่เป็นปกตินัก ไม่อยู่เป็นสมาธินัก...ฝึกอบรมสติของเราได้เรียกว่า สติสัมปชัญญะ รู้ตัวอยู่นั้น ไม่ต้องไปสมมติ ดูที่ใจของเรานี้ กายของเรามันสมมติขึ้นมาเป็นรูปร่างขึ้นมา มันเป็นยังไง
</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>หลวงปู่อธิบายเรื่องพิจารณากายด้วยครับ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>การพิจารณากาย เราจะตั้งสติในฐานที่ไหน มีหลายแห่ง ฐานที่ตั้งสตินั้น อยู่บนกระหม่อมแห่งหนึ่ง ที่ระหว่างคิ้วของเราอีกแห่งหนึ่ง ปลายจมูกนี้แห่งหนึ่ง ที่คอหอย ที่ลิ้นปี่ แล้วแต่เราแต่ท่าน เมื่อเวลาเราตั้งอยู่ในฐานไหน ให้กำหนดรู้เฉพาะในฐานนั้นก่อน นี้สำหรับเราเป็นผู้ฝึกจนกว่ามันจะชำนิชำนาญ หรือสติของเรามันกล้าพอ เมื่อเวลาตั้งในฐานนั้นมีการเกิดขึ้นมา เห็นมันมีอาการแปรปรวน เป็นต้นว่ามีการเปื่อยเน่าลงไปอย่างนี้ ถ้าปรากฏขึ้นอย่างนี้ เราก็เอาฐานที่นั้นเป็นหลักตลอดไป พิจารณาอยู่อย่างนั้นเมื่อเวลาเห็นความแปรปรวนอย่างนั้นก็ตั้งสติ กำหนดดูอยู่ ถ้าหากว่า ร่างคลี่คลายออก เราจะต้องรู้เองเห็นเอง ไม่มีใครบอก เราเห็นเองรู้เอง ถ้ามันคลี่คลายออก เราต้องเลือกเองให้ถูกต้องตามจริตนิสัยของเรา เมื่อเวลาพิจารณาไป มันขยายไปทั่วทางกายทั้งหมดของเราเอง มันเปื่อยเน่าลงไปเหลือแต่ร่างโครงกระดูก เมื่อเวลาเหลือแต่ร่างโครงกระดูก เรากำหนดละลายกระดูกลงไปอีก ให้มันกลายเป็นดินเป็นธาตุก็ดี นี่เป็นการพิจารณา พอเมื่อเวลากลายไปเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ เรากำหนดสลายออกไปอีกก็ยังดี ส่วนธาตุเหล่านี้มันกระจายออกไปหมดแล้ว มันจะเหลืออะไรอีก เหลือแต่อมตธรรมเท่านั้น อมตธรรม คือ สิ่งที่ไม่ตาย ก็คือ ใจ นั่นแหละ มีแต่ใจล้วนๆ ใจบริสุทธิ์ เมื่อเวลาใจมันไม่มีอะไรมาเจือปนแล้ว มันจะผ่องใสแจ้งสว่าง มันก็ปรากฏอยู่ที่นั้น นี้เป็นการพิจารณา
แต่ว่าส่วนอื่นนั้นมันจะคลี่คลาย ตัวของปัญญามันจะเกิดขึ้นมาเอง เราคอยระมัดระวังติดตามอยู่ตลอด มันจะเกิดอะไรขึ้นมา นี้เรียกว่าวิจยะ ความสอดส่องในธรรม แต่ว่าคนเรามันกลัวเวทนา เช่น นั่งสมาธิ คอยแต่จะขยับ ไม่เกินความเจ็บเลย ปล่อยให้ความเจ็บทับถมอยู่อย่างนั้น ไม่เคยเขยื้อนอยู่อย่างนั้น ผลสุดท้ายก็เลยกลายเป็นนิสัย กลายเป็นนิสัยก็เลยไม่เป็นเลยที่นี้ กลายเป็นหมัน มันก็ไม่มีอะไรอยู่ หมายความว่า มันมีปัญญา แต่มันติดภพอยู่อย่างนั้น เมื่อเรานั่งเราเกิดเวทนา เกิดปวดเมื่อยขึ้นมา จะให้ผ่านจุดนี้ไปได้อย่างไร ต้องอาศัยความอดทน ขันติ-ความอดทน ต่อสู้ มันไม่เลยตายไปหรอก ให้นึกอย่างนี้ อย่างมากแค่ตายเท่านั้นแหละ ตั้งสติให้ดีๆ แล้วนั่งสงบอยู่เฉพาะจิต ไม่ต้องยึดว่ามันเจ็บที่นั้นปวดที่นี่ ใจไม่มีเวทนา เวทนาไม่ใช่ใจ ใจไม่ใช่เวทนา ความเจ็บไม่ใช่ใจ ใจไม่ใช่ความเจ็บ แยกออกเป็นส่วนๆไป ต้องแก้วิธีนี้ เมื่อใดจิตเรารวมก็หายไปเลย เวทนามันก็ไม่ปรากฏขึ้นมา เพราะใจมันปล่อยวางอุปาทานขันธ์ เมื่อเวลามันปล่อยวางมันก็ไม่มีเจ็บ ใจของเรามันถอนจากสมาธิ จึงจะปรากฏความเจ็บขึ้นมา นี้อุปาทานขันธ์เกิดขึ้นอีกแล้ว มันเป็นอย่างนั้น แต่ว่าจะให้มันหายไปเลย นั้นก็ไม่ได้ มันมีอยู่อย่างนี้ เพราะว่าเรามีธาตุขันธ์อยู่แล้ว มันก็ต้องปรากฏอยู่อย่างนั้น เรียกว่า ธรรมแสดงอยู่ทุกเวลา อกาลิโก ไม่มีกาลไม่มีเวลา แต่ว่าผู้ที่จะใช้ ผู้ที่จะเอานั้นก็เอาได้ ถ้าไม่เอาก็เฉยๆอยู่ได้
</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>หลวงปู่คะ ก่อนนั่งจะทำยังไง หนูยังไม่เคยทำค่ะ </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ก่อนนั่งเราต้องไหว้พระ เสร็จแล้วเจริญเมตตา เสร็จแล้วเราก็นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ตั้งสติกำหนดบริกรรมว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ 3 จบ แล้วก็นึกเอาคำเดียว นึกพุทโธๆ หรือว่าเอาธัมโมๆ คำเดียว แต่ว่าไม่ให้ว่าหลายคำ ถ้าว่าหลายคำ เรียกว่า สาธยาย ตั้งคำบริกรรมภาวนา นึกคำบริกรรมภาวนาอยู่อย่างนั้น คอยระมัดระวัง มีสติรอบอยู่เสมอ ไม่ต้องส่งจิตออกไปข้างนอกไปตามสัญญาอารมณ์ อันนี้สติกับใจเท่านั้นครอบคลุมอยู่ เมื่อเวลาบริกรรมอย่างนั้นก็เอาจนตลอด เมื่อเวลาทำไปเราต้องสังเกตให้ดี ถ้าหากว่าจิตของเราสงบได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นขณิกกะก็ตาม อุปจาระ อัปปนา อย่างนี้เป็นต้น ถ้ารวมได้ในขณะนั้น ถ้าเป็นสมาธิอยู่ได้นาน หรือถ้ารวมเป็นขณะๆไปก็ตาม ถือว่าสิ่งนั้นถูกต้องกับจริตนิสัยของตน เราเคยบริกรรมภาวนาอะไร เมื่อเวลาจิตของเราถอนออกจากสมาธิแล้ว ต้องคอยเฝ้าดู เบื้องต้น เราเคยบริกรรมอะไร จิตของเรามันจึงรวมได้อย่างนี้ ให้รู้จักเบื้องต้น เมื่อรู้จักเบื้องต้นในอาการที่เราทำแล้ว เราต้องจำไว้แล้ว เราไม่ต้องเอาอย่างอื่นอีก เพราะมันเหมือนอย่างที่เราเคยทำแล้ว ถ้าเอาอย่างอื่นๆอีก ก็เขวไปอีก ลบเลือนไปอีก ถ้าเป็นโน้นถ้าเป็นนี้ ว่าภาวนาอย่างโน้นดี ว่าภาวนาอย่างนี้ดี นี้กระเสือกกระสน อยากจะทำตามท่านองค์โน้นองค์นี้ มันก็ลบเลือน แต่ความเป็นจริง ถึงแม้ว่าจะทำตามทำนองไหนก็ตาม เราต้องเอาที่นี้เป็นหลัก ขอแต่ว่าเราได้เบื้องต้นว่า เราทำอย่างไรจิตของเราจึงสงบได้ เราต้องเอาที่นี้เป็นหลัก เดี๋ยวก็เรียนบริกรรมเดี๋ยวก็เรียนโน้น เดี๋ยวก็เรียนนี้ ในอันที่สุดนี้เลยกลายเป็นคนขี้โลภไปอีก ก็เลยไม่เป็นอะไรสักอย่าง </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>หลวงปู่คะ เวลามันปวดขึ้นมา ทำอย่างไรจะหายเองคะ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>เราจะหายเองถ้าจิตของเรามันวางแล้ว วางจากสัญญาอารมณ์แล้ว คลายจากความยึดถือแล้วก็หายไปเอง ถ้าไม่วางก็ปวดอยู่อย่างนั้น อุปาทานขันธ์ ความยึดมั่นถือมั่น ในการเจ็บมันก็เป็นอยู่อย่างนั้น จิตไม่สงบ เราไม่จำเป็นที่จะไปบังคับให้มันหาย ขอแต่ว่าใจของเรามันขาดจากอุปาทานขันธ์ มันก็ปล่อยวางเอง ไม่ต้องบังคับ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นการบังคับ แต่ว่าบังคับก็ได้ เพราะว่าเราอดทน มีขันติบารมี คือมีความอดทนอันนั้น </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>ทีนี้ถ้าเกิดมันลืมนึกถึงพุทโธล่ะคะ มันกลับมาปวดอีก </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>นั่นสติไม่พอ สติยังไม่กล้า เมื่อเวลามันปวดขึ้นมา สติมันก็ไม่มี เรียกว่าสติอ่อน ถึงอย่างไรก็ตามมันเกิดขึ้นมาก็ตาม เราก็ไม่หยุดอย่างไรก็ตาม เราจะต้องอยู่อย่างนี้ เราจะอดทนอยู่อย่างนี้ จี้อยู่อย่างนั้นแหละ คล้ายๆกับว่าเราตอกไม้ จับจนตลอด จนทะลุไปเลย ถ้าเราจับแล้วยังไม่ทะลุก็ไปหยุดเสีย มันก็ไม่ทะลุเสียที เดี๋ยวก็ไปจับโน้น เดี๋ยวก็ไปจับนี่ มันก็ไม่มีทางที่จะทะลุได้ นี้ก็เหมือนกัน การภาวนาก็เหมือนกัน ถ้าทำกันไป แล้วไม่ทะลุปรุโปร่งก็เลยหยุด มันก็เลยกลายเป็นนิสัยไปอีก เคยทำแค่นี้ มันก็มาถึงแค่นี้ ก็เลยหยุด อย่างนี้มันก็ไม่เป็นอะไรได้ซักคำ
</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>ถ้าเราตั้งใจใหม่ล่ะคะ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ตั้งใจใหม่ก็เหมือนเก่า...ถ้าเราสติอ่อน เมื่อเวลาเวทนาบีบบังคับ เราก็ถอยอีก เพราะฉะนั้นต้องอาศัยขันติบารมีบังคับ อย่าไปปล่อยมัน เรามามอบกายถวายชีวิตแด่พระรัตนตรัย ถึงอย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ตายในสมาธิ ขอบูชาระลึกอย่างนั้น เพราะว่า ความดีอันนี้ ธรรมะอันนี้ เป็นของมีคุณค่ามากเหลือเกิน ต้องเอาชีวิตแลกเปลี่ยนจึงได้ ถ้าไม่เอาชีวิตแลกเปลี่ยนจะไม่ได้ ลองคิดดูซิ ตัวอย่างคือพระพุทธเจ้าของเรานี้ ทรงทรมานบำเพ็ญทุกรกิริยา อดข้าวอดปลา 49 วัน เราเคยทำไหม พระพุทธเจ้าพระองค์ทำถึงขนาดนั้น ถ้าพูดถึงความเพียรของท่าน อุตส่าห์พยายามทำจึงได้บรรลุธรรม ท่านเอาชีวิตแลกเปลี่ยน ร่างกายมันจะซูบซีดยังไงก็ตาม ก็ไม่สนใจ ขอแต่ว่าให้เห็นธรรมเท่านั้นก็พอ นี่พระพุทธเจ้าของเรา เป็นครูเป็นอาจารย์ เป็นตัวอย่าง ต่อจากนั้น ก็มีสาวกเจ้าทั้งหลายเป็นครูเป็นอาจารย์ต่อมาอีก ก็มีครูบาอาจารย์ของเราที่มาประพฤติปฏิบัติ ในสมัยปัจจุบันนี้มีหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ เป็นต้น ต่อมาก็มีครูบาอาจารย์ หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ขาว หลวงปู่คำดี หลวงปู่แหวน เป็นทอดๆมา ล้วนแล้วแต่ท่านฝ่าฟันอุปสรรคมาทั้งนั้น ท่านสู้อดทนมา เสือช้างมันจะทำลายก็ไม่กลัว มอบกายถวายตัว ขอแต่ว่าเราจะปฏิบัติธรรม เสือจะกินก็มา ท่านมอบกายถวายตัวถึงขนาดนั้น ต่อมาในระยะนี้ก็รู้สึกว่าครูบาอาจารย์ก็รู้สึกว่าดีแล้ว ต่อไปเราจะไม่มีครูบาอาจารย์ จะมีใครมาแนะนำสั่งสอนอีก เดี๋ยวท่านก็ล่วงลับไปหมดแล้ว เราจะไปหาที่ไหนทีนี้ นอกจากว่าจะอาศัยตนของตนเอง พึ่งตนเอง อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน เราต้องพี่งเราเอง ปฏิบัติไปอย่างนี้ อย่าไปกลัวตายเท่านั้น ถ้าพูดถึงความตายแล้วมันก็กลัว </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD>โยม</TD><TD>ไม่กลัวตายเจ้าค่ะ แต่ห่วงภาระเรื่องลูก </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ถ้าเรายังมีห่วงอาลัย ก็ชื่อว่าเรายังมีอุปาทาน ยังยึดถือว่าลูกหลานของเรา บ้านช่องของเรา เดี๋ยวก็จะเป็นนกกะทุงนา เขาว่าอะไรก็ของกู อะไรก็ของกู ลูกก็ลูกกู หลานก็หลานกู บ้านก็บ้านกู เมื่อเวลาหมดลมหายใจเอาไปได้ไหมล่ะ เคยเห็นใครหาบหิ้วเอาไปไหม บ้านช่องของใครเอาไปด้วย ผืนแผ่นดินน่ะมีใครเอาไปด้วย ผลสุดท้ายผืนแผ่นดินก็เอาเราไปกินอีก เราอย่าไปห่วง ให้ถือว่าเป็นธรรมดา เราอาศัยอยู่ชั่วระยะเท่านี้ก็พอ บุตรของเราเกิดขึ้นมา เขาเป็นหน้าที่ของเขาต่างหาก ถ้ามีวาสนาของเขาเอง เขาก็ทำตัวของเขาให้ดีได้ ไม่ใช่ว่าเราจะไปปรุงไปแต่งให้เขาดี เขาทำเขาเอง ด้วยบุญกุศลของเขาที่ได้บำเพ็ญมา ถ้าหากว่าบุญกุศลของเขา ไม่เคยได้บำเพ็ญมาแล้ว เราจะไปปรุงไปแต่งเราจะไปทำอย่างไร มันก็ไม่เป็นไปได้ </TD></TR></TBODY></TABLE>
ลีลาวดี
12-06-2008, 01:29 PM
<TABLE width=750 align=center border=0><TBODY><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD width=82 bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD width=658>การที่นั่งสมาธิ แล้วตัดกิเลส ตัดอะไรมันตัดไม่ได้ คือเราเพียงแต่พยายามข่ม แต่ถ้าหากว่าเมื่อไหร่เรารู้จริง หมายถึงพอเรามองไปปุ๊บ บอกว่านี่เป็นปูนเป็นบ้าน แต่ถ้าเรามองออกไปแล้วเห็นความจริงว่ามันไม่ใช่บ้าน แต่จริงๆแล้วมันเป็นธาตุเป็นอะไรอย่างนี้ คือเห็นทุกสิ่งให้มันเป็นจริง อันนี้อยากจะให้มันเห็น ทีนี้เรามองอะไรเนี่ยตั้งแต่เล็กโตขึ้นมาเนี่ย สิ่งแวดล้อมมันสอนเราว่า อ้อ แบบนี้มันเป็นแบบนี้ มันเป็นเหมือนละครไปหมดค่ะ แต่เมื่อไหร่ที่เห็นสิ่งเหล่านั้นให้เป็นจริง ไม่ใช่อย่างที่เราถูกฝึกมา มันก็คงจะดี มันก็คงจะไปเร็ว ทีนี้ทำอย่างไร วิธีของท่านทำอย่างไรจึงจะแลเห็นให้เห็นจริงๆ อันนี้แหละที่อยากทราบ ให้ท่านช่วยสอนวิธี เมื่อกี้ท่านบอกอันนึงแล้วว่าให้ใช้เวทนา ถ้าเลยเวทนานั่นไปแล้วถึงจะพบ แต่มันก็จะเป็นแบบสมถะ คือพอนั่นแล้วมันก็เพียงแต่ว่า ที่ท่านบอกว่าเย็นๆสบายๆ ทีนี้มันก็ไม่เห็นจริงๆ คืออยากให้เห็นของที่มันแท้ๆ </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD bgColor=#d7eeff>ก่อนที่จะเห็นก่อนที่จะรู้ ต้องทำจิตของตนให้สงบได้เสียก่อน ต้องถามใจตัวเองว่าทำจิตของเราให้สงบได้หรือเปล่า ถามเราดู หลวงปู่ก็เป็นแต่เพียงแนะแนวทางให้ฟัง ส่วนผู้ที่จะปฏิบัตินั้นก็เป็นหน้าที่ของเรา แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ไปดลดาลจิตใจของใคร ให้รู้ให้เห็นเองให้เห็นได้ ก็ทุกคนผู้ปฏิบัติจะพึงรู้ได้ พึงเห็นเอง สันทิฏฐิโก เป็นผู้รู้เองเห็นเอง เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นจึงว่าให้ทำจิตของเราให้สงบได้ ถ้าจิตของเราไม่สงบแล้วมันก็ไม่เห็นไม่รู้อะไร มันก็มืดอยู่อย่างนั้น "ตโม โลโก" โลกอยู่ที่หัวใจมันมืด มันมืดอยู่ที่นั่น ลองเมื่อใครกำจัดความมืดนั้นออกจากใจแล้วจึงจะแจ้งจึงจะใส เปรียบอุปมาเหมือนพระอาทิตย์ เป็นสิ่งที่ใสบริสุทธิ์ ถ้ามีเมฆเข้ามาปิดบังแล้วแสงพระอาทิตย์จะส่องลงมาได้ไหม? ไม่ได้ แต่ส่วนพระอาทิตย์มันยังส่องสว่างไสวเฉพาะดวงพระอาทิตย์ ฉันใดก็ดี จิตของเราอันบริสุทธิ์นั้นก็มีความแจ้งความสว่างอยู่เฉพาะ ต่อเมื่อมีอวิชชาตัณหา หรือโลภ โกรธ หลง เข้ามาปิดบังแล้ว มันก็มืดเหมือนมีเมฆเข้ามาปิดบังพระอาทิตย์ ไม่สามารถที่จะส่องหรือแจ้งให้สว่างได้ เพราะฉะนั้นท่านจึงให้อาศัยขันติ ขันติ-ความอดทน วิริยะ-ความเพียร ให้ทำ สู้อดสู้ทนไป นี่แหละจะทำให้คนแจ้ง ก่อนที่คนจะทำให้พระนิพพานให้แจ้งก็ต้องให้มันกำจัดความมืดออกจากใจเสียก่อน จึงจะแจ้ง จึงจะเห็นของจริง มีแต่เราอยากรู้อยากเห็นเฉยๆ อันนี้มันพูดกันยาก
คิดดูความเพียรของพระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยเจ้าก็ดี เช่นตัวอย่าง พระเดินจนเท้าแตก พระจักขุบาล โน่นความเพียรของท่านทั้งอดหลับทั้งอดนอนด้วย อันนี้จะแสดงให้เห็นได้ว่า ความเพียรของท่านนั้นแหละเป็นสายกลางของท่าน เมื่อเวลาตาของท่านแตกออกแล้วนั่น ก็พร้อมกันนั้นนั่นแหละ เห็นธรรมรู้ธรรมได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์โน่น นี่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา พวกเราเนี่ยนั่งเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นแลหะ จะเป็นมัชฌิมาปฏิปทาที่ไหนได้ เพียง 5 นาทีเท่านั้นแหละ เห็นมั้ยล่ะจะเป็นมัชฌิมาปฏิปทา เป็นสายกลางได้ไหม นี่ให้เราเข้าใจอย่างนั้น ความจริงถ้าเป็นผู้มีความปรารถนาดี เร่งเอาเองปฏิบัติเอาเอง เราจะรู้เองเห็นเอง ไม่ต้องสงสัย สันทิฏฐิโก นั้นก็จะเกิดก็จะมีขึ้นแก่ใจของเราได้ ต้องเกิดได้ทุกคนไปสำหรับผู้ปฏิบัติ สันทิฏฐิโกเนี่ยเห็นด้วยตนเอง รู้ด้วยตนเองแจ่มแจ้ง ความสิ้นไปหมดไปแห่งกิเลสหรือตัณหาเราก็รู้จัก ไม่ต้องถามคนอื่น ไม่ต้องสงสัย เรารู้เองเห็นเอง ถ้ายังถามคนอื่นอยู่นั้น ท่านจัดได้ชื่อว่ายังไม่หมดยังไม่สิ้น เอาอย่างนั้น ถ้าอยากพ้นทุกข์กันจริงๆ ไม่เห็นว่าโลกอันนี้มันงามวิจิตรพิสดารอยู่ อยากหนีจากโลก จริงๆมันติดอยู่ในโลก เอาอย่างนั้น สำหรับโลกนั้นแหละผูกมัดสัตว์ไว้ไม่ให้หนีจากทุกข์ได้ วนเวียนอยู่อย่างนี้ ก็ยังสำคัญมั่นหมายว่าเรายังมีความสุขความสบายอยู่
ให้เข้าใจอย่างนั้น ทีนี้ต้องอดทน เอา 2 อย่างเท่านั้นแหละขันติ - ความอดทน วิริยะ - ความเพียร ข้าพเจ้าจะนั่งจนตลอดสว่างนั่นแหละ เอาอย่างนั้น ตั้งสัตย์ลงไปให้มันเป็นความสัตย์ความจริง ลองดู ถ้าหากว่ายังไม่เป็นยังไม่สงบได้ ข้าพเจ้าจะไม่ถอนจากสมาธิ พอตั้งสัตย์แล้วก็ทำจริงๆ ให้มันได้ตามความตั้งสัตย์เอาไว้ นี่รับรองเลยทีเดียว ถ้าไม่สงบเพียงคืนเดียวเท่านั้นไม่ต้องพูดถึง 7 วัน 7 คืน ถ้าหากว่าทำไม่ได้เช่นนั้นแล้วไม่รับรอง หรือจะนั่งอยู่คนเดียวแล้วก็พลิกโน่นพลิกนี่ ก็ยังไม่ยอมรับเหมือนกันนะ ไม่ยอมรับรอง
</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>ต้องไม่ขยับเลยหรือคะ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ต้องไม่ขยับเลย อยู่ท่าเดียวเลย </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>ทั้งคืนเลยหรือคะ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ทั้งคืนนั่นแหละ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>เอาแค่ทีละชั่วโมงก่อนไม่ได้หรือคะ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ก็ได้ แต่เดี๋ยวเขาจะหลอกเรานะ กิเลสหลอก ย่อลงมาเพียงครึ่งชั่วโมงเสียก่อน ถอยลงมาจนไม่ทำเสียเลย </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>ตัวอย่างเดียวใช่ไหมคะ หมายถึงเดินก็ไม่ได้ต้องนั่งอย่างเดียว </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>อย่างเดียวนั่นแหละ เอาท่าเดียวนั่นแหละ </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>ถ้ายืนก็ยืนอย่างเดียว สงสัยจะโดนท่านอน </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>นั่นต้องกำจัดออกให้ได้</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>ขั้นแรกบอกว่านอนท่าเดียวตลอดทั้งคืน</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>นอนท่าเดียวไม่พลิกก็ได้ ถ้าพลิกอย่างนี้ก็ต้องให้รู้สึกให้รู้ตัว มันอยากพลิกไปข้างโน้นข้างนี้ก็ให้มีสติ ไม่ต้องพลิก พอระลึกขึ้นมาก็ให้รู้ว่าเรานอนท่านี้มันปวดมันเจ็บ เราอยากจะพลิกไปข้างโน้น ไม่ยอมพลิกเนี่ย เอาท่าเดียวเอาอย่างนั้น</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>อย่างนั้นท่านี้คงจะต้องเริ่มก่อนแล้วค่อยเขยิบไปท่าอื่น เอาท่านอนก่อน </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>เอาท่านอนก็รู้สึกว่ามันสบายหน่อย เดี๋ยวมันก็หลับไปเลยนะ </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>มันก็ยังค่อยมีกำลังใจค่ะ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>เราจะฝึกอย่างนั้นก่อนก็ได้ สำหรับเราฝึก ลองทดลองดูว่ามันจะเป็นอย่างไร เรื่องจิตใจของเรามันจะกล้าหาญเพียงแค่ไหน หรือเรื่องสติของเรามันจะเข้มแข็งขนาดไหน เราต้องทดสอบดูเสียก่อนก็ได้ แต่ว่าการทำอย่างนี้น่ะ โดยมากชอบอยากจะลดละลงไป ถูกเขาหลอกลวงแล้วก็เชื่อเขาไปเลย เชื่ออะไร เชื่อกิเลส ไม่เชื่อธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เชื่อกิเลสเป็นส่วนมาก เขาว่าอย่างไรก็ตามเขานั่น ตามกิเลส พระพุทธเจ้าว่า "สัจจัง เว อมตะวาจา" เราได้กล่าววาจาไว้แล้ว เราจะไม่ให้คลาดเคลื่อน ไม่ยอมเอาเลย โน่นมันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงว่าไม่เชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อกิเลส เอากิเลสเป็นศาสดา </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>ขอไปทดลองค่ะ</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD>ทดลองก็ทดลองได้ ไม่เป็นไร </TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#b3deff><TD bgColor=#b3deff>โยม</TD><TD>ท่านบอกพอรู้สึกตัวไม่ให้ขยับไม่ให้เปลี่ยนท่า</TD></TR><TR class=style2 vAlign=top align=left bgColor=#d7eeff><TD>หลวงปู่</TD><TD bgColor=#d7eeff>คุณ.....ภรรยาของทนาย..... ว่าจะอดนอนตลอดคืนว่าอย่างนั้น ไม่หลับเลยว่าอย่างนั้น พอค่อนคืนค่อนไปสักหน่อย เอาแล้ว มันรบกวน แหม! ทนไม่ไหวก็ลงเลยทีเดียว หลับไม่รู้ตัวทีเดียว หลับมันทั้งนั่งทั้งยืนนี่แหละ มันเป็นอย่างนั้น เรื่องเหล่านี้มันเป็นเพราะอะไร? เพราะสติของเรามันไม่กล้าพอ สติของเรามันไม่เข้มแข็งมันก็เลยเป็นอย่างนั้น
พากันตั้งอกตั้งใจทำจึงจะเป็นสมบัติของตัวอันแท้จริง ถ้าใครมีความอดทนได้ สู้อดสู้ทนได้ นั้นแหละเราจะเห็นอานิสงส์ หรือจะเห็นผลเกิดขึ้นเฉพาะตัวเรา ถ้าใครไม่มีความอดทน ขี้เกียจขี้คร้าน ไม่มีหวังไม่มีทาง เพราะฉะนั้นท่านจึงว่า "วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ" คนเราจะล่วงทุกข์ไปได้เพราะความเพียร อดเอาทนเอา เราเกิดมาต่อสู้ความทุกข์ความยากแล้วต้องสู้ ไม่ต้องกลัว ไหนๆก็ต้องแตกสลายทำลายแล้ว สังขารร่างกายอันนี้แหละ ไม่มีเหลือ แต่คนเรามาหลง มาหลงว่าเราจะไม่แตกไม่ดับทำลายง่าย นึกว่าจะอยู่เป็นกัปเป็นกัลป์โน่น ก็เลยลืมเนื้อลืมตัวไปเสีย ลืมจิตลืมใจไปเสีย นี้แหละคนเราจึงนิ่งนอนใจอยู่ เอาความสุขที่เจือปนด้วยอามิสนั่นแหละมา อยากนอนก็นอน อยากทานให้อิ่มก็ทาน อยากไปที่ไหนตามความต้องการ ก็ไปอยู่อย่างนั้น มันก็เลยเคยตัว ทีนี้ก็เลยลอยนวลอยู่ในโลกนี้ ลอยนวลอยู่ในอารมณ์นี้ ไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าคุณงามความดีเป็นยังไง ความชั่วเป็นยังไงไม่รู้จัก บางครั้งบางคราวก็เกิดอิดหนาระอาใจขึ้นมา ก็เบื่อหน่ายในการประพฤติปฏิบัติก็มี ถึงแม้ว่าเราทำไปก็ไม่เห็นผลอะไร เกิดอิดหนาระอาใจขึ้นมาก็เลยไม่ทำเลยก็มี เราทำมาพอแล้วไม่เห็นอะไรไม่เห็นผลอะไร เลยโทษอย่างนั้นก็มี มันเหมือนกับรู ท่านว่า รู้มันจะลึกเท่าไหน เราต้องแขนหรือว่าเอามือของเราสอดเข้าไป ก็เลยถือว่ารูนั้นมันลึกโน่น มันลึกเหลือที่สุด แขนของเราก็สอดเข้าไปก็ไม่ถึงก็เลยเลิกเสีย ก็เลยไม่ทำ ถอนตัวออก แต่ความจริงแล้วรู้นั้นมันก็ไม่ลึกเท่าไหร่ ถ้าเรามีความเพียรแล้ว มีขันติความอดทนแล้ว เดี๋ยวมันก็ถึง ไม่ว่ามันจะลึกแค่ไหน เรามันไปตีตนตายก่อนไข้ ท่านว่า ตนของตนปฏิบัติไม่ถึงแล้วก็เลยถือว่ามันเหลือวิสัย นี้เลยหยุด นี้ได้ชื่อว่าตีตนตายก่อนไข้ ย่อท้อไม่ทำต่อไปอีก ตั้งใจให้ดี อยากรู้อยากเป็นไม่เหลือวิสัย สิ่งที่เหลือวิสัยพระพุทธเจ้าของเราไม่เอามาสอนพุทธบริษัท สิ่งที่พอที่จะประพฤติปฏิบัติได้นั้น พระพุทธเจ้าจึงนำมาทรงสั่งสอนแก่พุทธบริษัทหรือเวไนยสัตว์ทั้งหลาย
เอ้า จะทดสอบตัวเองก็ลองดู ใครจะทดสอบก็เอา ต้องฝึกฝนอบรมตน สู้อดสู้ทน คุณงามความดีไม่ได้อยู่นอกเหนือจากกายวาจาใจของเรา อยู่ที่นี่ทั้งนั้น เราจะมองข้ามตัวของเราไปไม่ได้ เราทำลงเมื่อไร จะเป็นผลเป็นประโยชน์กับตัวเราทั้งนั้น เราไม่ทำเมื่อไรก็ขาดผลประโยชน์จากเราทั้งนั้น เราจะไปเอาที่ไหน เอาชาตินี้หรือชาติหน้า อันนี้มันไกล เดี๋ยวก็อ้างว่าเอาชาติหน้าเถอะ อย่างนั้นอย่างนี้ หรือบางทีก็อวดอ้างว่าให้เราแก่เสียก่อน เราจึงจะประพฤติปฏิบัติศีลธรรม จึงจะรักษาศีลโน่น เมื่อเวลาแก่มาแล้วก็ถือว่าตนแก่ ปวดหลังปวดเอว ตาก็ไม่เห็นหน ไปที่ไหนก็ลำบาก ผลสุดท้ายก็เลยไม่ไปเลย โน่น เลยเสียเวลาไป เดี๋ยวก็หมดลมหายใจเท่านั้นเอง หมดสิ้นเลยลมหายใจ เปล่าประโยชน์ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ที่มา : http://kamalo.50megs.com/qanda.htm
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2009, Jelsoft Enterprises Ltd.