View Full Version : ธรรมะจากหลวงพ่อชา
TupLuang
12-06-2008, 06:51 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>สามในหนึ่ง</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี </TD></TR></TBODY></TABLE>
ปัญญา กับ สมาธิ เมื่อเราพูดแยกกันออก ก็คล้ายๆ คนละตัว แต่ความเป็นจริง เป็นตัวเดียวกัน
นั่นเองแหละ ปัญญาเป็นเครื่องเคลื่อนไหวของสมาธิเท่านั้น มันออกจากจิตอันนี้เอง แต่แยก
กันออกไปเป็นคนละลักษณะเหมือนมะม่วงใบหนึ่ง เมื่อมันเล็กก็ใบนี้ เดี๋ยวมันก็โตขึ้น เดี๋ยวมัน
ก็สุก คือมะม่วงใบเดียวกันไม่ใช่คนละใบ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็คือของอันเดียวกัน เหมือน
มะม่วงนั่นแหละ เพียงแต่มันเป็นคนละอาการ
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk40.php
TupLuang
12-06-2008, 06:55 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>กล้วย - มะพร้าว</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี </TD></TR></TBODY></TABLE>
เปรียบง่ายๆให้ฟัง เราไปซื้อกล้วยหรือซื้อมะพร้าวใบหนึ่งจากตลาด แล้วก็เดินหิ้วมา
อีกคนหนึ่งก็ถาม "ท่านซื้อกล้วยมาทำไม ?"
"ซื้อไปรับประทาน"
"เปลือกมันต้องรับประทานด้วยหรือ ?"
"เปล่า"
"ไม่เชื่อหรอก ไม่รับประทานแล้วเอาไปทำไมเปลือกมัน ?"
หรือเอามะพร้าวใบหนึ่งมาก็เหมือนกัน
"เอามะพร้าวไปทำไม ?"
"จะเอาไปแกง"
"เปลือกมันแกงด้วยหรือ ?"
"เปล่า"
"จะเอาไปทำไมล่ะ ?"
เอ้า จะว่าอย่างไรล่ะ จะตอบปัญหาเขาอย่างไรด้วยความอยาก ถ้าไม่อยาก เราก็ไม่ได้ทำให้มัน
มีปัญญานะ การทำความเพียรก็เป็นเช่นนั้น คือทำด้วยการปล่อยวาง อย่างกล้วย อย่างมะพร้าว
เอาไปทำไมเปลือกมัน ? ก็เพราะว่ายังไม่ถึงเวลาเอามันทิ้ง มันก็ห่อเนื้อในมันไปอยู่นั้น ยังไม่ถึง
เวลาจะทิ้ง ก็ถือมันไว้ก่อนการประพฤติปฏิบัติก็เหมือนกัน สมมติ วิมุตติ ก็ต้องปนกันอยู่อย่างนั้น
เหมือนมะพร้าว มันจะปนอยู่ทั้งเปลือก ทั้งกะลา ทั้งเนื้อ เราก็เอามาทั้งหมดแหละ เขาจะหาว่า
เรากินเปลือกมะพร้าวอย่างไรก็ช่างเขา เรารู้จักของเราอยู่
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk39.php
TupLuang
12-06-2008, 06:58 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>ไฟไหม้น้ำท่วม</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี </TD></TR></TBODY></TABLE>
พระพุทธองค์ท่านก็ทรงสอนว่า ร่างกายจิตใจนี้ มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น มันจะเป็นของมันอยู่
อย่างนั้น มันจะไม่เป็นไปอย่างอื่น คือเริ่มเกิดขึ้นมา แล้วก็แก่ แก่มา แล้วก็เจ็บ เจ็บมา แล้วก็ตาย
อันนี้เป็นความจริงเหลือเกินเป็นสัจธรรมอยู่แล้ว ก็มองดูมันด้วยปัญญา ให้เห็นมันเสียเท่านั้น
ถึงแม้ว่าไฟมันจะมาไหม้บ้านของเราก็ตาม ถึงแม้ว่าน้ำมันจะท่วมบ้านของเราก็ตามก็ให้มัน
เป็นเฉพาะบ้านเฉพาะเรือน
ถ้าไฟมันไหม้ ก็อย่าให้มันไหม้หัวใจเรา ถ้าน้ำมันท่วม ก็อย่าให้มันท่วมหัวใจเรา ให้มันท่วมแต่
บ้าน ให้มันไหม้แต่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกกายของเรา ส่วนจิตใจของเรานั้น ให้มันมีการปล่อย
วาง เพราะในเวลานี้มันสมควรแล้ว มันสมควรที่จะปล่อยแล้ว
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk38.php
TupLuang
12-06-2008, 06:59 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>ตัวหนังสือกับของจริง</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี </TD></TR></TBODY></TABLE>
หยุดเอาความรู้ปริยัติใส่หีบใส่ห่อไว้เสีย อย่าเอามาพูด ไม่ใช่ความรู้พวกนั้นจะเข้ามาอยู่นี่หรอก
มันพวกใหม่ เวลาเป็นขึ้นมามันไม่เป็นอย่างนั้น
เหมือนกับเราเขียนหนังสือว่า ความโลภ เวลามันเกิดขึ้นในใจ ไม่เหมือนตัวหนังสือเวลาโกรธก็
เหมือนกัน เขียนใส่กระดานดำก็เป็นอย่างหนึ่ง มันเป็นตัวอักษร เวลามันเกิดในใจอ่านอะไรไม่ทัน
หรอกมันเป็นขึ้นมาที่ใจเลย สำคัญนัก สำคัญมาก
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk37.php
TupLuang
12-06-2008, 07:01 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>ให้ถูกกับจริต</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี </TD></TR></TBODY></TABLE>
อารมณ์ของสมถกรรมฐานนี้ ถ้าไม่ถูกจริตของเรา มันก็ไม่สลด ไม่สังเวช อันใดที่ถูกกับจริต
อันนั้นก็จะประสบบ่อยๆ มีความรู้สึกนึกคิดในอาการนั้นบ่อยๆ แต่เราไม่ค่อยจะได้สังเกตจึงควร
สังเกตเพื่อให้ได้ประโยชน์
เปรียบเหมือนกับอาหาร ที่เขาจัดมาให้สำรับหนึ่ง มันก็มีหลายอย่าง เราก็ชิมไปทุกถ้วยทุกอย่าง
นั่นแหละแล้วก็จะรู้เองว่า อาหารอย่างไหนที่เราชอบ อย่างไหนที่เราไม่ชอบอย่างไหนชอบ ก็ว่ามี
รสชาติอร่อยกว่าอย่างอื่น นี่พูดถึงอาหาร นี่ก็เทียบให้เห็นกับจริตของคนเรา กรรมฐานที่ถูกกับ
จริต มันก็สบาย
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk36.php
TupLuang
12-06-2008, 07:07 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>เปรียบไปก็คล้ายน้ำ</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี </TD></TR></TBODY></TABLE>
ใจของเรามันเป็นปกติอยู่ เปรียบเหมือนน้ำฝน เป็นน้ำที่ใสสะอาด มีความใสสะอาดบริสุทธิ์
เป็นปกติ ถ้าเราเอาสีเขียวใส่ลงไป เอาสีเหลืองใส่เข้าไป น้ำก็จะกลายเป็นสีเขียว สีเหลืองไปจิต
ของเรานี้ก็เหมือนกัน เมื่อไปถูกอารมณ์ที่ชอบใจ ใจก็ดี ใจก็สบายเมื่อถูกอารมณ์ที่ไม่ชอบใจแล้ว
ใจนั้นก็ขุ่นมัว ไม่สบาย เหมือนกันกับน้ำที่ถูกสีเขียว ก็เขียวไปถูกสีเหลืองก็เหลืองไป เปลี่ยนสีไป
เรื่อย
จิตนี้ก็เหมือนกัน ถ้าถูกอารมณ์มาถูก มันก็กวัดแกว่งไปตามอารมณ์ ยิ่งมันไม่รู้เรื่องธรรมะ
แล้ว ก็ยิ่งปล่อยไปตามอารมณ์ของเจ้าของเรื่อยไป อารมณ์สุขก็ปล่อยไปตามไป วุ่นวายไปเรื่อยๆ
จนมนุษย์ทั้งหลายเป็นโรคประสาท
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk35.php
TupLuang
12-06-2008, 07:18 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>อยู่กับงูเห่า</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี </TD></TR></TBODY></TABLE>
ขอให้โยมจำไว้ในใจ อารมณ์ ทั้งหลายนั้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ที่พอใจก็ตาม หรือ อารมณ์ที่
ไม่พอใจก็ตาม อารมณ์ทั้งสองอย่างนี้ มันเหมือน งูเห่า ซึ่งมีพิษมาก ถ้ามันฉกคนแล้ว ก็ทำให้ ถึง
แก่ความตายได้ อารมณ์นี้ ก็เหมือนงูเห่า ที่มีพิษร้ายนั้น อารมณ์ที่พอใจก็มีพิษมาก อารมณ์ที่ไม่
พอใจก็มีพิษมาก มันทำให้จิตใจของเรา ไม่เสรี ทำให้จิตใจ ไขว้เขว จาก หลักธรรม ของ
พระพุทธเจ้า
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk34.php
TupLuang
12-06-2008, 07:19 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>ปล่อยงูพิษไป</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี </TD></TR></TBODY></TABLE>
อารมณ์ทั้งหลาย เหมือนกับงูเห่าที่มีพิษร้าย ถ้าไม่มีอะไรขวาง มันก็เลื้อยไปตามธรรมชาติ
ของมัน แม้พิษมันจะมีอยู่ มันก็ไม่แสดงออกมา ไม่ได้ทำอันตรายเรา เพราะ เราไม่ได้เข้าไปใกล้
มัน งูเห่าก็เป็นไปตามเรื่องของงูเห่ามันก็อยู่อย่างนั้น ถ้าหากเป็นคน ที่ฉลาดแล้ว ก็จะปล่อยหมด
สิ่งที่ดี ก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ชั่ว ก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ชอบใจก็ปล่อยมันไป เหมือนอย่างเรา ปล่อยงู
เห่า ตัวที่มีพิษร้ายนั้น ปล่อยให้มันเลื้อยของมันไป มันก็เลื้อยไป ทั้งที่มี " พิษ " อยู่ในตัวมัน
นั่นเอง
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk33.php
TupLuang
12-06-2008, 07:19 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>มีด</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี </TD></TR></TBODY></TABLE>
การฝึกจิตให้มีกำลัง กับ การฝึกกายให้มีกำลัง มีลักษณะอันเดียวกัน แต่มี วิธีต่างกัน การฝึกกาย
ให้มีกำลัง เราต้องเคลื่อนไหวอวัยวะ แต่ การฝึกจิตให้มีกำลัง คือ ทำจิตให้ " ห ยุ ด " ให้พัก
ผ่อนเช่น ทำสมาธิ พยายามปล่อยวางสิ่งทั้งหลาย ไม่ปล่อยจิตให้คิดอย่างนั้นอย่างนี้สารพัด ให้
มีอยู่อารมณ์เดียว จิตก็จะมีกำลัง ปัญญาก็จะเกิด เช่นเดียวกับ มี มีด เล่มหนึ่ง เราลับไว้ดีแล้วมัว
แต่ฟันหิน ฟันอิฐ ฟันหญ้าทั่วไป ฟันไม่เลือก มีด ก็จะหมดความคม
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk32.php
TupLuang
12-06-2008, 07:21 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>ผู้มีสติ</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี </TD></TR></TBODY></TABLE>
ผู้ใดมีสติอยู่ทุกเวลา ผู้นั้นก็จะได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าเมื่อตา
มองเห็นรูปก็เป็นธรรมะ หูได้ยินเสียงก็เป็นธรรมะ จมูกได้กลิ่นก็เป็นธรรมะ ลิ้นได้รสก็เป็น
ธรรมะ ธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ นึกขึ้นได้เมื่อใดเป็นธรรมะเมื่อนั้น
ฉะนั้น ผู้มีสติจึงได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน มันมี
อยู่ทุกเวลาเพราะอะไร ? เพราะเรามีความรู้อยู่
ในเวลานี้ เราจึงเรียนอยู่กลางธรรมะ จะเดินไปข้างหน้าก็ถูกธรรมะ จะถอยไปข้างหลังก็ถูก
ธรรมะ ท่านจึงให้มีสติถ้ามีสติแล้ว มันจะเห็นกำลังใจของตน เห็นจิตของตน ความรู้สึกนึกคิด
ของตัวเองเป็นอย่างไรก็ต้องรู้ รู้ถึงที่แล้ว ก็รู้แจ้งแทงตลอดเมื่อมันรอบรู้อยู่เช่นนี้ การประพฤติ
ปฏิบัติมันก็ถูกต้องดีงามเท่านั้นแหละ
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk29.php
TupLuang
12-06-2008, 07:23 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>วัด กับทางมาวัด</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี </TD></TR></TBODY></TABLE>
ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี ทั้ง ๓ ประการนี้ ท่านเรียกว่า มรรค
มรรค นี้ยังมิใช่ศาสนา อีกทั้งยังไม่ใช่สิ่งที่พระศาสดาทรงต้องการอย่างแท้จริงเลย แต่ก็เป็น
หนทางที่จะดำเนินเข้าไปเหมือนกับท่านมาจากกรุงเทพ จะมาวัดหนองป่าพง ท่านคงไม่ต้อง
การหนทาง ต้องการจะถึงวัดต่างหาก แต่หนทางก็จำเป็นสำหรับท่านที่จะต้องมา
ฉะนั้น ถนนที่ท่านมาก็ไม่ใช่วัด มันเป็นเพียงถนนมาวัดเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมาตามถนน จึง
จะถึงวัดได้ ศีล สมาธิ ปัญญา คือถนนที่จะเข้าไปถึงความสงบ ซึ่งเป็นจุดที่ต้องการ
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk21.php
TupLuang
12-06-2008, 07:25 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>หยุดแล้ว</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี</TD></TR></TBODY></TABLE>
เมื่อมันรู้เห็นหมดแล้ว ธรรมะก็ไม่ได้แบกเอาไปด้วย อย่างเลื่อยคันนี้ เขาจะเอาไปตัดไม้ เมื่อ
เขาตัดไม้หมดแล้ว อะไรก็หมดแล้ว เลื่อยก็เอาวางไว้เลย ไม่ต้องไปใช้อีก เลื่อยคือธรรมะ
ธรรมะต้องเอาไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุมรรคผล ถ้าหากว่ามันเสร็จแล้ว ธรรมะ ที่อยู่ก็วางไว้
เหมือนเลื่อยที่เขาตัดไม้ ท่อนนี้ก็ตัด ท่อนนี้ก็ตัด ตัดเสร็จแล้ว ก็วางไว้ที่นี่ ย่างนั้นเลื่อยก็ต้อง
เป็นเลื่อย ไม้ก็ต้องเป็นไม้
นี่เรียกว่าถึงหยุดแล้ว ถึงจุดของมันที่สำคัญแล้วสิ้นการตัดไม้ ไม่ต้องตัดไม้ ตัดพอแล้ว เอา
เลื่อยวางไว้
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk20.php
TupLuang
12-06-2008, 07:27 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>ต้องรู้อยู่ตลอด</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี </TD></TR></TBODY></TABLE>
ถ้าหากว่า เราเผลอไปนาทีหนึ่ง ก็เป็นบ้านาทีหนึ่ง เราไม่มีสติสองนาที เราก็เป็นบ้าสองนาที
ถ้าไม่มีสติครึ่งวัน เราก็เป็นบ้าอยู่ครึ่งว้น เป็นอย่างนี้
สตินี้คือความระลึกได้ เมื่อเราจะพูดอะไร ทำอะไร ต้องรู้ตัวเราทำอยู่ เราก็รู้ตัวอยู่ ระลึกได้อยู่
อย่างนี้คล้ายๆกับเราขายของอยู่ในบ้านเรา เราก็ดูของของเราอยู่คนจะเข้ามาซื้อของ หรือขโมย
ของของเรา ถ้าเรา สะกดรอยมันอยู่เสมอเราก็รู้เรื่องว่าคนๆนี้ มันมาทำไม เราจับอาวุธ ของเราไว้
อยู่อย่างนี้ คือเรามองเห็นพอขโมยมันเห็นเรา มันก็ไม่กล้าจะทำเรา อารมณ์ก็เหมือนกัน ถ้ามีสติรู้
อยู่ มันจะทำอะไรเราไม่ได้อารมณ์มันจะทำให้เรา ดีใจอยู่อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ มันไม่แน่นอน
หรอก เดี๋ยวมันก็หายไป จะไป ยึดมั่นถือมั่นทำไม อันนี้ฉันไม่ชอบ อันนี้ก็ไม่แน่นอนหรอก...
ถ้าอย่างนี้ อารมณ์นั้นก็เป็นโมฆะเท่านั้น เราสอนตัวของเราอยู่ เรามีสติอย่างนี้เราก็รักษาอย่างนี้
เรื่อยๆ ไป ตอนกลางวัน ตอนกลางคืน ตอนไหนๆ ก็ตาม
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk15.php
TupLuang
12-06-2008, 07:28 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>เหนื่อยก็ไม่พัก หนักก็ไม่วาง</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : ( หลวงพ่อชา สุภัทโท ) วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี </TD></TR></TBODY></TABLE>
โลกนี้มันก็สม่ำเสมอดีอยู่หรอก ที่มันไม่สม่ำเสมอนั้น เพราะจิตของเราหลงไปอุปาทานมั่น
หมายมัน เสียแล้วเช่นต้นไม้ในป่านี้แหละ ต้นนี้มันโตไป ต้นนี้มันเล็กไป ต้นนี้มันสูงไปต้นนี้มัน
เตี้ยไป นี่เราก็พูดแต่เรื่องของเรา ต้นไม้มันก็ไม่ว่าของมันยาวหรือสั้น มันก็เป็นของมันอยู่อย่าง
นั้นอารมณ์ เกิดมาจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็เป็นอยู่ของ มัน อยู่อย่างนั้น ถ้าจิตมันรู้เรื่อง
แล้วก็ปล่อยๆมันไป ทางตาก็ดี ทางหูก็ดี ทางจมูกก็ดี ทางลิ้นก็ดี ทางกายก็ดี ทางใจก็ดี ถ้าเห็น
สภาพมันเป็น อย่างนั้น มันก็ ปล่อย รับรู้แล้ว มันก็ปล่อย อารมณ์ทั้งหลายนั้น มันก็เสมอกัน ไม่มี
อะไรดี ไม่มีอะไรชั่ว มันจะดี หรือมันจะชั่ว
ก็เพราะเราไปมีอุปาทาน มั่นหมายมันเท่านั้นตัวอารมณ์มัน เป็นอยู่อย่าง นั้นของมันถูกสมมติ
ขึ้นมาในจิตใจของเรา เราก็ไปสำคัญ มั่นหมายว่า มันเป็นที่จิตอย่างนั้น จากนั้นเราไปแบกมัน
มันก็หนัก ความ หนักนั้นก็ทำ ให้เกิดทุกข์ขึ้นมา ทีนี้จะวางก็วางไม่ได้... ทำไมจึงวางไม่ได้? ก็
เพราะนึกว่า ของหนักนั้นมันดี คิดว่าวางแล้ว มันจะไม่ได้ดี จึงไม่ยอมวาง มัน อย่าง บุรุษคน
หนึ่งแบกต้นไม้มาถามว่าหนักไหม? หนักก็วางมันเสีย ที่นี่ เขาไม่ ยอมวาง เพราะกลัวจะไม่ได้
สิ่งที่ได้จากการวางนั้นมีอยู่ แต่เขาไม่เห็น... มันก็แบกไป ดันไปจนกว่าจะตายนั่นเอง
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk8.php
TupLuang
12-06-2008, 07:29 AM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=550 align=center bgColor=#eeeeee border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ff9933 height=22>เถาวัลย์</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffcc66 height=22> โ ด ย : หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี </TD></TR></TBODY></TABLE>
เด็กๆก็เหมือนกับเถาวัลย์นั่นแหละ เมื่อเถาวัลย์เกิดขึ้น ณ ที่ใด มันจะต้องหาต้นไม้ ที่จะเลื้อย ขึ้นไปเสมอในเมื่อต้นไม้ ต้นหนึ่งอยู่ใกล้ ๑๕ เซ็นติเมตร ถ้าอีกต้นหนึ่งอยู่ห่าง ๑๐ เมตร คุณว่ามันจะเลื้อยขึ้นต้นไหน ?
มันก็จะเลื้อยขึ้น ต้นที่อยู่ใกล้ที่สุดนั่นแหละ ต้นที่อยู่ห่าง ๑๐ เมตรโน่นมันคงไม่เลื้อยไปหรอก เพราะมันไกล เกินไป ฉะนั้น ครูเป็นผู้ที่ใกล้ชิดของเด็กๆ ทั้งหลายนั่นเองแหละ เป็นผู้ที่เด็กๆ ทั้งหลายจะถือเอาเป็นแบบอย่าง จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องมีการประพฤติจรรยามารยาท เครื่องละเว้น เครื่องบำเพ็ญให้เด็กดู อย่าสอนเขาแต่ปากการยืน การเดิน การนั่ง การเคลื่อนไหว การพูดจา อะไรทุกอย่าง เราต้องทำให้เป็นการสอนเขาทั้งนั้น เด็กๆเขาจะทำตามเพราะเด็กนั้นไว เขาไวกว่าผู้ใหญ่
http://www.dhammathai.org/store/talk/talk2.php
ธรรมวิวัฒน์
12-06-2008, 08:04 AM
สาธุในธรรมทานในครั้งนี้ครับ
ขอให้ท่านมีแต่ความสุขความเจริญนะครับ
ฝึกอยู่
12-06-2008, 12:07 PM
โมทนาสาธุในธรรมทานนี้
เปลือกไม้
12-06-2008, 12:38 PM
อนุโมทนาในธรรมครับ ธรรมมะของหลวงพ่อชาท่านลึกซึ้งมากครับ หลายๆประโยคจะโดนใจมากครับ แต่บางครั้งต้องอ่านซ้ำหลายๆเที่ยวถึงจะเข้าไปในใจครับ
jaroenthai
12-06-2008, 01:03 PM
อนุโมทนา..สาธุ ในธรรมทานครั้งนี้ด้วยนะครับ
ลีลาวดี
12-06-2008, 03:00 PM
อนุโมทนา
เจ้าฟ้าจินดา
13-06-2008, 12:12 AM
ธรรมะนั้น ย่อมรักษาผูประพฤติธรรม
คำสอนทั้งหลาย ชอบแล้ว ดีแล้ว ข้าพเจ้า ขออนุโมทนาในบุญกุศลทั้งหลายด้วยนะครับ
TupLuang
17-06-2008, 06:07 AM
ลูกถีบหลวงปู่ชา…
เรื่องมีอยู่ว่ามีลูกศิษย์ที่เป็นพระฝรั่งองค์หนึ่ง...พระอาจารย์ญาณธัมโม ชาวออสเตรเลีย...เล่าให้ฟังว่า...
"….วันหนึ่ง อาตมามีเรื่องขัดใจกับพระรูปหนึ่ง รู้สึกโกรธ หงุดหงิดอยู่ทั้งวัน รุ่งเช้าไปบิณฑบาตก็เดินคิดไปตลอดทางขากลับเข้าวัด พอดีเดินสวนทางกับหลวงพ่อ ท่านยิ้มและทักทายเป็นภาษาอังกฤษว่ากู๊ด มอร์นิ่ง!!! ซึ่งทำให้อารมณ์ของอาตมาเปลี่ยนทันที….ที่กำลังขุ่นมัวหงุดหงิด กลับเบิกบานปลื้มปิติที่หลวงพ่อทักเรา
ถึงเวลาสวดมนตร์เย็นทำวัด หลวงพ่อให้อาตมาเข้าไปอุปัฏฐากถวายการนวดที่กุฏิของท่านเป็นการส่วนตัว อาตมารู้สึกตื่นเต้นดีใจมากกับโอกาสใกล้ชิดอยู่สองต่อสองที่หาได้ยากอย่างนั้น แต่ขณะที่กำลังถวายการนวดอย่างตั้งอกตั้งใจและปลื้มปิติ ทันใดนั้นเอง อย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว หลวงพ่อก็ถีบเปรี้ยงเข้าที่ยอดอกซึ่งกำลังพองโตด้วยความรู้สึกภาคภูมิของอาตมาจนล้มก้นกระแทก แล้วท่านก็ตำหนิว่า "…..จิตใจไม่มั่นคง พอไม่ได้ดังใจก็ขุ่นเคืองหงุดหงิด เมื่อได้ตามปรารถนาก็ฟูฟ่อง…." ผมฟังท่านดุไปหลายๆอย่างแล้วร้องให้เลย...ไม่ใช่เพราะโกรธหรือเสียใจ แต่เพราะซาบซึ้งในพระคุณของท่าน หลวงพ่อเมตตามากที่ช่วยชี้กิเลสของเรา ไม่เช่นนั้นเราก็คงมือบอดมองไม่เห็น คงเป็นคนหลงอารมณ์ไปอีกนาน….."
(เรื่องนี้ หารายละเอียดอ่านได้ในหนังสืออุปลมณี น.363)
http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=14646
TupLuang
17-06-2008, 06:07 AM
หลวงปู่ช่วยด้วย!!!…แต่กลับไปไหว้แอร์โฮสเตส!!!
วันที่ 6 พค. 2520 (บันทึกการเดินทางจาริกไปต่างประเทศครั้งแรก) บินต่อถึงเมืองการาจีประเทศปากีสถาน บินผ่านอิตาลีถึงกรุงลอนดอน
ในขณะที่บินอยู่ เครื่องบินได้เกิดอุบัติเหตุ ยางระเบิด1เส้นบนอากาศ เครื่องบินมีอาการเอียงวูบ ๆ พนักงานบินจึงได้ประกาศให้ผู้โดยสารเตรียมตัวรัดเข็มขัด มีฟันปลอมก็ต้องถอดออก แม้กระทั่งแว่นตาหรือรองเท้าหรือเครื่องบริขารทุกอย่าง ต้องเตรียมพร้อมหมด ผู้โดยสารทุกคนเมื่อเก็บบริขารทุกอย่างหมดแล้ว ต่างคนต่างก็เงียบ คงคิดว่าเป็นวาระสุดท้ายของพวกเราทุกคนเสียแล้ว ทางหอบังคับการบิน ได้เตรียมเฮลิคอปเตอร์ รถดับเพลิงพร้อมสรรพ
หลวงปู่ชาท่านได้เล่าไว้ว่า "….เป็นครั้งแรกที่เราได้เดินทางมาเมืองนอกเพื่อสร้างประโยชน์แก่พระศาสนา จะเป็นผู้มีบุญอย่างนี้เทียวหรือ? เมื่อระลึกได้เช่นนี้แล้ว ตั้งสัตย์อธิฐาน มอบชีวิตให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็กำหนดจิตรวมลงในสถานที่ควรอันหนึ่ง แล้วก็ได้รับความสงบเยือกเย็น ดูคล้ายกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พักในที่ตรงนั้น จนกระทั่งเครื่องบินได้ลดระดับลงมาถึงแผ่นดินด้วยความปลอดภัย….." ฝ่ายผู้โดยสารก็ปรบมือกันด้วยความดีใจ คงคิดว่าเราปลอดภัยแล้ว
สิ่งที่แปลกก็คือ ขณะเมื่อเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุ ต่างคนก็ร้องเรียกว่า "หลวงพ่อช่วยปกป้องคุ้มครองพวกเราทุกคนด้วย" แต่เมื่อพ้นอันตรายแล้ว เดินลงจากเครื่องบินเห็นประนมมือไหว้พระเพียงคนเดียวเท่านั้น นอกนั้นไหว้แอร์โฮสเตสทั้งหมด!!!
(เรื่องนี้ หารายละเอียดอ่านได้ในหนังสืออุปลมณี น.504 และหนังสือร่มเงาวัดหนองป่าพง น.24)
TupLuang
17-06-2008, 06:08 AM
คนตายแล้วไปไหน
ครั้งหนึ่งมีแหม่มฝรั่งมาถามปัญหาโลกแตกกับหลวงปู่
แหม่มฝรั่ง "…คนตายแล้วไปไหน…."
หลวงปู่จึงเป่าเทียนเล่มที่อยู่ใกล้นั้นให้ดับและถามกลับไปว่า "….เทียนดับแล้วไปไหน….."
แหม่มฝรั่งรู้สึกงุนงงในคำตอบของท่านมาก แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ท่านจึงถามอีกว่า "….พอใจหรือยังที่ตอบปัญหานี้…"
แหม่มตอบว่า"….ไม่พอใจ…."
ท่านจึงตอบว่า"….เราก็ไม่พอใจในคำถามของเธอเหมือนกัน…."
(จากหนังสืออุปลมณี น.524)
TupLuang
17-06-2008, 06:08 AM
เพลงของพระพุทธเจ้า
สมัยหนึ่งเพลงลูกทุ่ง "มัน บ่ แน่ดอกนาย"กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ไปถึงไหนๆก็ต้องได้ยิน วันหนึ่งหลวงพ่อบังเอิญมีธุระผ่านเข้าเมือง ก็พลอยได้ยินไปกับชาวบ้านเขาด้วย และเมื่อกลับถึงวัดท่านได้ปรารภเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์ฟัง ในระหว่างการอบรมว่า "...เออ นั่นมันร้องเพลงของพระพุทธเจ้าเลยน่ะนั่น...."
(จาก .อุปลมณี น.306)
TupLuang
17-06-2008, 06:09 AM
รูปแบบภายนอก VS จิตใจภายใน
พระอาจารย์ทองรัตน์ กันตสีโลซึ่งเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกๆของหลวงปู่มั่นเป็นผู้ที่หลวงปู่ชายกย่องเป็นอาจารย์และเคารพอย่างสูงสุด พระอาจารย์ทองรัตน์เป็นผู้มีปัญญาบารมีและอารมณ์ขัน แต่มักมีพฤติกรรมแปลกๆ แผลงๆ เป็นต้นว่ามารยาทในการฉันอาหารซึ่งดูไม่งดงามเลย ทั้งๆที่พระอาจารย์สอนลูกศิษย์ให้ฉันสำรวม
และครั้งหนึ่งเมื่อไปบิณฑบาตในหมู้บ้าน ท่านก็ไปหยุดยืนที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เมื่อเจ้าของบ้านเหลือบมาเห็นพระก็ร้องขึ้นว่า "ข้าวยังไม่สุก"
แทนที่ท่านอาจารย์ทองรัตน์จะเดินผ่านไป ท่านกลับร้องบอกว่า "บ่เป็นหยังดอกลูก พ่อสิท่า ฝ่าว ๆ เร่งไฟเข้าเด้อ" (ไม่เป็นไรลูก พ่อจะคอย เร่งไฟเข้าเด้อ )
มีอีกเรื่องหนึ่ง ระหว่างพำนักอยู่กับหลวงปู่มั่น และไม่ค่อยได้ฟังเทศน์ พระอาจารย์ทองรัตน์ก็มีอุบายหลายอย่างที่ทำให้หลวงปู่มั่นต้องแสดงธรรมให้ฟังจนได้!!! อย่างเช่นครั้งหนึ่งไปบิณฑบาต ท่านก็เดินแซงหน้าหลวงปู่มั่น แล้วก็ควักแตงกวาจากบาตรออกมากัดดังกร้วมๆ และอีกครั้งหนึ่งท่านไปส่งเสียงเหมือนกำลังชกมวย เตะถีบต้นเสาอย่างอุตลุตใต้ถุนกุฏิหลวงปู่มั่นนั่นเอง ในขณะที่เพื่อนสหธรรมมิกต่างก็กลัวกันหัวหด ผลก็คือ ตกกลางคืน ลูกศิษย์ลูกหาต่างได้ฟังเสียงหลวงปู่มั่นอบรมด้วยเทศน์กัณฑ์ใหญ่ทั้งสองครั้ง!!! หลวงปู่ชาเล่าว่า พระอาจารย์ทองรัตน์ เป็นผู้อยู่อย่างผ่องแผ้วจนวาระสุดท้าย
(จาก อุปลมณี น.116)
TupLuang
17-06-2008, 06:09 AM
พระอรหันต์ไม่สมบูรณ์ 100% เพราะอธิวาสนา
เรื่องนี้หลวงปู่ชาเล่าให้ฟังถึง พระอาจารย์ทองรัตน์
หลวงปู่ชาตอนฝึกออกปฏิบัติเที่ยวธุดงค์อยู่นั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปกราบท่านอาจารย์ทองรัตน์ด้วยได้ยินชื่อเสียง (ไม่เคยพบกันมาก่อน) เมื่อไปกราบท่าน ท่านอาจารย์ทองรัตน์ทักทายว่า " ชา...มาแล้วหรือ" ซึ่งแปลกมากเพราะไม่เคยพบกันมาก่อนเลย!!!
ท่านกล่าวไว้ว่า "...คนเรานั้นเป็นคนเหมือนกันจริง แต่ก็ไม่เหมือนกันทั้งหมด.....ในด้านของพฤติกรรม เพราะเหตุปัจจัยที่ผ่านเข้ามาสร้างเป็นจริตนิสัยนั้นต่างกัน เมื่อทำอะไรบ่อย ๆ เข้ารวมเป็นนิสัย ทำซ้ำบ่อย ๆ มากขึ้นกลายเป็นอุปนิสัย (นิสัยที่แน่นอนหรือสันดาน) อุปนิสัยก็ยิ่งพอกพูนเป็นเรื่องอธิวาสนา คือเป็นพฤติกรรมประจำตัวที่แก้ไม่ได้....***ผู้ที่จะแก้อธิวาสนาได้ มีเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้น แม้นพระอรหันต์ก็ไม่สามารถแก้อธิวาสนาได้***...."
(จากอุปลมณี น.๒๙๘)
TupLuang
17-06-2008, 06:10 AM
ธรรมแท้ต้องออกจากใจ สด ๆ
ท่าน อ.โรเบิร์ต สุเมโธ ท่านเมตตาเล่าให้ฟังว่า
"....การจัดให้ลูกศิษย์ขึ้นเทศน์นี้ หลวงพ่อมีกติกาอยู่ข้อหนึ่งคือ ห้ามเตรียมตัวเตรียมเนื้อหาของเรื่องที่จะเทศน์ แต่ให้แสดงออกถึงสิ่งที่มีอยู่ในใจขณะนั้น ท่านสอนไม่ให้หวังอะไรจากการเทศน์ ไม่ใช่พูดเพื่อให้ใครนับถือ หรือเกิดความชอบใจซาบซึ้ง ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้มีอัตตาแอบเข้าไปในการแสดงธรรม...
มีอยู่ครั้งหนึ่งผมดื้อมาก เตรียมคำเทศน์ไว้ก่อนอย่างละเอียด ล้วนแต่เรื่องดี ๆ ทั้งนั้น เมื่อเทศน์จบผมก็หลงภูมิใจตนเองว่าเทศน์ได้ดีมาก แต่พอลงจากธรรมาสน์เข้าไปกราบหลวงพ่อ ท่านทำหน้าขรึมแล้วก็ดุว่า "...ไม่เข้าท่า อย่าทำอย่างนี้อีกต่อไป...."
(จาก อุปลมณี น.357)
TupLuang
17-06-2008, 06:10 AM
อายกันคนล่ะแบบ
หลวงปู่ชามีความรักและเคารพต่อข้อวัตรปฏิบัติของท่านมาก จนกระทั่งเคยบอกศิษย์ว่า "...ถ้าจะให้ผมละเมิดพระวินัย ผมยอมตายก่อน ไม่เสียดายชีวิตเท่าเสียดายพระวินัย..."
ครั้งหนึ่งหลวงปู่ชาได้รับนิมนต์ไปฉันจังหันในพระบรมมหาราชวัง ขณะลงจากรถ ได้พบกับเจ้าคุณรูปหนึ่งพอดี ท่านเจ้าคุณรูปนั้นมองเห็นว่าหลวงปู่สะพายบาตรอยู่ ก็ถามอย่างเยาะหยันว่า "คุณชา ไม่อายในหลวงหรือ สะพายบาตรเข้าวัง"
หลวงปู่ตอบว่า"....ท่านเจ้าคุณไม่ละอายพระพุทธองค์หรือครับ ไม่สะพายบาตรเข้าวัง..."
(จากอุปลมณี น.113)
http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=14646
TupLuang
17-06-2008, 06:10 AM
จงใจใช้กรรมให้หมดสิ้น
ปกติเรื่องที่พิสูจน์ยาก หลวงปู่ชามักจะเลี่ยงที่จะพูดถึง และบางครั้งก็จะไม่อธิบายไปเลย เรื่องนี้เกี่ยวกับตาเสยที่เป็นลูกศิษย์ คนหนึ่งได้เล่าไว้
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อตาเจ็บ ผมเห็นแล้วทนไม่ได้ พยายามหายามาถวาย แต่ท่านไม่ยอมใส่ยาแถมบอกว่า " เอาวางไว้นั่นแหละ ถ้ายาดีจริง ไม่ใส่มันก็หาย"
ผม(ตาเสย)จนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรเลยร้องไห้ ก็โดนท่านดุไปด้วยสอนไปด้วยว่า
" แก่จะตายแล้วยังร้องไห้อีก หัวเราะซี มันเจ็บก็ตาต่างหากที่เจ็บ เราต้องหัวเราะเหมือนไม่เจ็บ ต้องสู้ตาย เอาให้มันเลยตายไปโน่น"
อีกสองวันต่อมา หลวงพ่อคงนึกได้ ให้ผม (ตาเสย) ไปหาใบกุยช่ายมาขยี้แล้วป้ายตาให้ท่าน จึงหาย "นี่แหละกรรม" ท่านเล่าให้ฟัง "รู้อยู่หรอกว่าเป็นผลกรรมที่สร้างไว้ สมัยเด็กๆเห็นตุ๊กแกเป็นไม่ได้ ต้องทิ่มตาโปนๆของมันทุกที แล้วก็จับเอาไปสับกับหัวหอม ปิ้งไฟ อร่อยดีแท้ๆ....ทีนี้มันตามมาทันซิ...."
(จากอุปลมณี น.501)
TupLuang
17-06-2008, 06:11 AM
ปฏิจจสมุปบาทแบบคนตกต้นไม้
หลวงปู่ชาจะเปรียบเทียบธรรมที่ลึกซึ้งด้วยการเปรียบเทียบอย่างง่ายๆ เช่นในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท แต่ในขณะเดียวกันท่านก็ไม่เคยปฏิเสธเรื่องบาป-บุญ หรือเรื่องบางอย่างที่พิสูจน์ได้ยาก เพียงแต่ท่านบอกว่ามันไม่ใช่เรื่อง ลึกซึ้งอะไร ไม่ควรสนใจมากเพราะไม่ใช่แนวการดับทุกข์โดยตรง ผมคัดลอกการอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทมาให้อ่านเผื่อว่ามีคนจะอยากอ่าน
(จากบทเทศนา กุญแจภาวนา)
....มันจะเกิดยินร้ายก็เป็นสังขาร มันอยากจะไปโน่นไปนี่ก็เป็นสังขาร ถ้าไม่รู้เท่าสังขารก็วิ่งตามมันไป เป็นไปตามมัน เมื่อจิตเคลื่อนเมื่อใดก็เป็นสมมติสังขารเมื่อนั้น ท่านจึงให้พิจารณาสังขารคือจิตมันเคลื่อนไหวนั่นเอง
เมื่อมันเคลื่อนออกไปก็เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ท่านให้พิจารณาอันนี้ ท่านจึงให้รับทราบสิ่งเหล่านี้ไว้ ให้พิจารณาสังขารเหล่านี้ ปฏิจจสมุปบาทธรรมก็เหมือนกัน....
อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญ-ญาณ
วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปฯลฯ
เราเคยเล่าเรียนมาศึกษามาก็เป็นจริงคือท่านแยกเป็นส่วนๆไปเพื่อให้นักศึกษารู้ แต่เมื่อมันเกิดมาจริง ๆ แล้วท่านมหานับไม่ทันหรอก
อุปมาเหมือนเราตกจากยอดไม้ก็ตุ๊บถึงดินโน่น ไม่รู้ว่ามันผ่านกิ่งไหนบ้าง จิตเมื่อถูกอารมณ์ปุ๊บขึ้นมาถ้าชอบใจก็ถึงดีโน่น อันที่ติดต่อกันเราไม่รู้มันไปตามที่ปริยัติรู้นั่นเองแต่มันก็ไปนอกปริยัติ ด้วย มันไม่บอกว่าตรงนี้เป็นอวิชชาตรงนี้เป็นสังขารตรงนี้เป็นวิญญาณตรงนี้เป็นนามรูปมันไม่ได้ให้ท่านมหาอ่านอย่างนั้นหรอกเหมือนกับการตกจากต้นไม้ท่านพูดถึงขณะจิตอย่างเต็มที่ของมันจริงๆอาตมาจึงมีหลักเทียบว่าเหมือนกับการตกจากต้นไม้ท่านพูดถึงขณะจิตอย่างเต็มที่ของมันจริงๆอาตมาจึงมีหลักเทียบว่าเหมือนกับการตกจากต้นไม้เมื่อมันพลาดจากต้นไม้ไปปุ๊บมิได้คณนาว่ามันกี่นิ้วกี่ฟุตเห็นแต่มันตูมถึงดินเจ็บแล้ว
ทางนี้ก็เหมือนกันเมื่อมันเป็นขึ้นมาเห็นแต่ทุกข์โสกะปริเทวะทุกข์โน่นเลยมันเกิดมาจากไหนมันไม่ได้อ่านหรอกมันไม่มีปริยัติที่ท่านเอาสิ่งละเอียดนี่ขึ้นมาพูดแต่ก็ผ่านไปทางเส้นเดียวกันแต่นักปริยัติเอาไม่ทัน
TupLuang
17-06-2008, 06:12 AM
เรื่องเกี่ยวกับน้ำมนต์
วันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งมากราบนมัสการหลวงพ่อ ตอนจะลากลับเขาคลานเขาคลานเข้าไปหมอบอยู่แทบเท้าท่าน และขอให้ท่านรดน้ำมนต์ให้ สักครู่หนึ่งหลวงพ่อจึงพูดออกมาว่า"….วันนี้ไม่ได้ต้มน้ำร้อน….."
อีกเรื่องหนึ่ง…มีนายทหารท่านหนึ่งมาคุยสนทนาธรรมกับหลวงพ่ออยู่สองชั่วโมง ก่อนที่เขาและลูกน้องจะกลับเขาก็พูดว่า "...หลวงพ่อครับพวกผมจะลากลับแล้วน่ะครับ ขอรดน้ำมนต์หน่อย..."
หลวงปู่ชา "….รดแล้ว…."
นายทหารทักท้วง "….รดที่ไหนครับหลวงพ่อ ผมเป็นคนรับผมต้องรู้สิ…."
หลวงปู่ชา"….รดมาตั้งสองชั่วโมงแล้วคุณยังไม่รู้สึกอีกหรือ…"
(จากหนังสือ อุปลมณี น.434)
TupLuang
17-06-2008, 06:12 AM
พ่อพ่วงสิ้นใจ
เรื่อง"พ่อพ่วงสิ้นใจ" นี้ผมอ่านพบในหนังสือบุญญฤทธิ์พระโพธิญาณเถระ พิมพ์โดย ชมรมกลุ่มหญ้าคา มีคุณ อำพล เจน เป็นบก. อ่านแล้วประทับใจมาก เลยเอามาเผยแผ่เป็นธรรมทาน (มีการตัดแต่งข้อความให้สั้นลงเล็กน้อยเพราะผมพิมพ์ช้ามาก แต่ประโยคที่เป็นคำพูดของหลวงปู่ชาจะไม่ตัดแต่งใด ๆ เพื่อความสมบูรณ์ของสาระสำคัญ)
ก่อนอื่นควรทราบว่าพ่อพ่วง แม่แตง สมหมาย สองสามีภรรยาผู้ชรานี้เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการอุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสามเณรวัดหนองป่าพงมาตั้งแต่สมัยแรก พ่อพ่วงเคยปฏิบัติธรรมบวชกับหลวงปู่ชา1 พรรษา สึกออกมาแล้วก็ยังคงเป็นผู้รักษาศีล-ฟังธรรมอยู่ในวัดมาตลอด พ่อพ่วงศรัทธาหลวงปู่ชามากถึงกับได้ถวายร่างกายให้วัดโดยให้เอากระดูกของท่านมาให้คนอื่นพิจารณาธรรมซึ่งหลวงปู่ชาก็ได้รับคำ
มกราคม 2508 พ่อพ่วงป่วยกระเสาะกระแสะ เข้า-ออกโรงบาลหลายครั้ง หลวงปู่ชาก็ได้หาโอกาสไป เยี่ยมอยู่หลายครั้ง
12 มค.08 พ่อพ่วงอาการหนักมาก ขากรรไกรแข็ง พูดไม่ได้ ไม่ลืมตา มีเพียงเสียงครางฮือๆ อยู่ในลำคอ
14 มค.08 หลวงปู่ชาและพระอาจารย์จันทร์ อินทวีโร พร้อมพระลูกศิษย์อีก 2 - 3 รูป รับนิมนต์ไปฉันภัตตาหารเช้าที่กรมทหาร หลังจากฉันเสร็จ หลวงปู่ได้บอกกับผู้กองบุญสมว่า อยากจะไปเยี่ยมพ่อพ่วง ให้ช่วยหารถคันใหญ่ ๆ สักคันไปได้ไหม
ผู้กองบุญสม "…ไปเยี่ยมพ่อพ่วงไม่กี่คน เอาคันเล็กไปก็ได้นี่ครับ…"
หลวงปู่ชายังคนยืนยัน "….เอาคันใหญ่ ๆ นั้นแหละ…"
นายหนู (ลูกศิษย์ ที่อดีตเคยเป็นศัตรูของหลวงปู่ชา) "….จะไปเยี่ยมหรือไปรับพ่อพ่วงกันแน่…."
หลวงปู่ชาตอบ "…ไปรับ."
นายหนูแย้งขึ้นว่า "….ไปรับได้ยังไง ก็แกยังไม่ตาย ลูกหลานเขาจะให้มาหรือ…"
หลวงปู่ชานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดเด็ดขาดว่า "….ตายไม่ตายก็ไปรับเอาวันนี้แหละ ไปกันเถอะพ่อพ่วงกำลังรอ…"
คณะของหลวงปู่ชาเดินทางถึงบ้านพ่อพ่วงเวลา 12.15น. หลวงปู่ชาเข้าไปนั่งลงบนเตียงข้างตัวพ่อพ่วง มองดูพ่อพ่วงอย่างเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งจึงเอาฝ่ามือลูบใบหน้าพ่อพ่วงเบาๆ และเรียกชื่อพ่อพ่วง พ่อพ่วงลืมตาขึ้นทั้งที่ไม่ลืมตามาตลอดเวลามาหลายวันแล้ว
หลวงปู่ชาถาม "…จำอาตมาได้ไหม…."
พ่อพ่วงพยักหน้าน้อยๆ และน้ำตาก็ไหลคลอออกมาทันที เสียงครางในลำคอก็ดังขึ้นมาอีก หลวงพ่อวางฝ่ามือทาบลงที่หน้าผากพ่อพ่วงแล้ว ให้โอวาทว่า "….พ่อพ่วงเราเป็นนักปฏิบัติน่ะ เราเคยสู้มันมาตลอด สู้มานาน ถึงเวลาเขามาเอาก็ให้เขาเอาไป มันของเขา จะหวงเอาไว้ทำไม….เอาของเขามาแล้วก็ส่งเขาคืนไป เก็บเสียงไว้ข้างในสิ ปล่อยออกมาข้างนอกทำไม…" พ่อพ่วงเงียบกริบ หลวงปู่ชาให้โอวาทต่อ "…สังขารนี้มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน รูปนี้มันไม่งาม มันเก่าแล้วเพราะว่ามันใช้มานาน ไปหาเอารูปใหม่กายใหม่ ไปยังสถานที่ที่เคยเห็นโน้นน่ะ...."
ไม่มีใครเข้าใจแน่ชัดว่าหลวงปู่ชาหมายถึงสถานที่อะไร คงมีแต่หลวงปู่ชากับ พ่อพ่วงเท่านั้นที่รู้ความหมายที่แท้จริง.!!!
หลวงปู่ชาหันมาถามผู้กองสมบุญ "….ตอนนี้เวลาเท่าไรแล้ว…."
ผู้กองสมบุญถวายคำตอบ "….เที่ยงห้าสิบห้านาที…."
หลวงปู่ชาพึมพำพอได้ยินทั่วกัน "….อีกห้านาทีพ่อพ่วงก็จะไปแล้ว…."
หลวงปู่ชาใช้มือลูบใบหน้าพ่อพ่วงอย่างแผ่วเบาไปเรื่อยๆเปลือกตาของพ่อพ่วงก็ค่อย ๆ ปิดลงจนสนิทในเวลา13.00น!!!.
พ่อพ่วงสิ้นใจด้วยอาการอันสงบต่อหน้าหลวงปู่ชา
หลวงปู่ชารับเอาศพพ่อพ่วงกลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดหนองป่าพงทันที ส่วนกระดูกของพ่อพ่วง หลวงปู่ชาไม่ได้รับเอาไว้ เพราะเกรงจะกระเทือนจิตใจลูกหลานพ่อพ่วงจนเกินไป
http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=14646
TupLuang
17-06-2008, 06:12 AM
ช่วยเด็กตกน้ำ
คุณกมล สินธุเชาน์ เล่าว่า ครั้งหนึ่งหลวงพ่อสั่งให้เฮียเหมาออกไปที่นอกวัด ให้ไปบอกรถคันหนึ่งจอดอยู่หน้าวัดหนองป่าพงว่าอย่าไปไหนหลวงพ่อจะออกไปทำธุระ จะต้องใช้รถ คุณกมลนึกแย้งในใจว่าหน้าวัดจะมีรถที่ไหน วัดหนองป่าพงสมัยนั้นเรื่องจะมีรถผ่านไปมายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร แต่ขัดคำสั่งไม่ได้ต้องออกไปดู พบว่ามีรถยนต์จอกอยู่คันหนึ่งจริงๆ!!! จึงบอกกล่าวแก่เจ้าของรถตามบัญชาหลวงพ่อ
เมื่อกลับมารายงานเรื่องรถถวายหลวงพ่อแล้ว ท่านลุกขึ้นครองจีวรและกล่าวว่า
" ไปวัดเขื่อนจักคราว "(จักคราว หมายถึง สักนิดหน่อย, สักเดี๋ยว,สักครู่)
วัดเขื่อนคือวัดวนโพธิญาณ สาขาวัดหนองป่าพง ตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสิรินธร อ.พิบูลมังสาหาร.
"ไปทำไมหลวงพ่อ" เฮียเหมาสงสัย
"ไปช่วยเด็กตกน้ำ" หลวงพ่อตอบ
ระยะทางจากวัดหนองป่าพงไปถึงวัดเขื่อนราวๆ 80 กว่า กม. สมัยนั้นใช้เวลาวิ่งเกือบสองชั่วโมงจึงถึง เมื่อไปถึงก็เป็นเวลาพอดีกับครอบครัวของนายอำเภอ ปรีชา ณ ศีลวันต์ กำลังเล่นน้ำที่ริมฝั่งวัดเขื่อน ขณะนั้นเกิดอุบัติเหตุขึ้นทันที ลูกของท่านนายอำเภอจมหายลงไปในน้ำ ภรรยาของท่านนายอำเภอก็โผตามไปช่วย เลยมีอันจมหายไปด้วยกันทั้งคู่
หลวงพ่อซึ่งไปถึงวัดพอดีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ท่านไม่ได้เดินไปที่ริมฝั่งเกิดเหตุแต่อย่างใด ท่านเพียงเดินขึ้นไปศาลาวัดเหมือนมีธุระกับทางวัดและนั่งลงพักที่นั่น ครู่เดียวก็ได้ทราบข่าวอุบัติเหตุ แม่ลูกจมน้ำจะตาย แต่กลับปลอดภัยดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ…..รายละเอียดการรอดตายไม่ทราบชัดว่ารอดขึ้นมาได้อย่างไร…..คงทราบแต่ว่าเมื่อแม่ลูกปลอดภัยแล้ว หลวงพ่อก็กลับวัดหนองป่าพงทันที….
เป็นการเดินทางไปถึงแล้วนั่งพักแป๊บเดียวแล้วก็กลับดังคำที่ท่านบอกว่า "จะไปช่วยเด็กตกน้ำ"!!!
(จากหนังสือ บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ ชมรมกลุ่มหญ้าคาพิมพ์ น.53)
TupLuang
17-06-2008, 06:13 AM
พระเครื่องเสด็จมาเอง
พระอาจารย์มหาอมร เขมจิตโต เจ้าอาวาสวัดป่าวิเวกธรรมชาน์ ได้บันทึกจากปากคำของร้อยเอกสมบุญ บุญญรังสรรค์ (ยศขณะ พ.ศ.2510) เรื่องมีอยู่ว่าผู้กองเพิ่งย้ายมาอยู่อุบลใหม่ๆ ก็ถามไถ่ใครต่อใครว่ามีอาจารย์เก่งที่ไหนบ้าง เนื่องจากว่าเป็นผู้สนใจในเรื่องเครื่องรางของขลังอยู่เป็นนิสัย จึงมีผู้บอกให้ไปหาหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง
วันแรกที่ได้พบหลวงพ่อ ก็เพียงสนทนาธรรมทั่วไป จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธา แต่ยังไม่กล้าขออะไรจากท่าน อีกสัปดาห์ก็กลับมาใหม่และกราบขอของดี แต่หลวงพ่อกลับบอกว่าอาตมาไม่มีของดีอะไร ของที่ดียิ่งกว่าของดีทั้งหลายคือธรรมะ ผู้ปฏิบัติตามธรรมะแล้วสามารถคุ้มครองตนเองได้
ถึงยังงั้นแล้วผู้กองสมบุญยังคงรบเร้าจะเอาให้ได้ หลวงพ่อจึงบอกว่า อาตมาเคยมีพระเครื่องเหมือนกัน 12 องค์ เหตุที่มีนั้นเกิดจากโยมคนหนึ่งนำกระเป๋าที่ลูกสาวเคยใช้มาถวายเพราะลูกสาวตาย คิดถึงลูกสาวมากทุกครั้งที่เห็นกระเป๋าใบนี้ หลวงพ่อไม่รู้จะเอากระเป๋าไปทำอะไรเพราะเป็นของที่พระใช้ไม่ได้ แต่เพื่อรักษาน้ำใจจึงรับเอาไว้ ตั้งใจจะเอาไว้ใส่เข็มเย็บผ้ากับด้าย เปิดดูแล้วไม่มีอะไรในกระเป๋าจึงเอาไปแขวนไว้ข้างฝาด้านหัวนอน
หลายวันต่อมาเห็นกระเป๋าแกว่งไปแกว่งมา เข้าใจว่าลูกหนูคงเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วออกไม่ได้ จึงลุกไปเปิดกระเป๋าดูและเห็นพระเครื่องรูปใบโพธิ์อยู่ในกระเป๋า12 องค์ ไม่ทราบว่ามาอยู่ในกระเป๋าได้อย่างไร!!! ต่อมามีผู้ทราบเรื่องและมาทยอยขอไปจนหมดไม่เหลือ ผู้รับพระเครื่องไปบอกว่าเป็นพระเครื่องหลวงพ่อลี วัดอโศการาม ปากน้ำ!!!
(จากหนังสือ บุญญฤิทธิ์ พระโพธิญาณเถระ ชมรมกลุ่มหญ้าคาพิมพ์ น.41)
TupLuang
17-06-2008, 06:13 AM
ซ่ามา เลยเจอสวนกลับ (นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่)
วันหนึ่งหลวงพ่อพาพระเณรขนดินขึ้นไปใส่ในสนามหญ้ารอบโบสถ์. พอดีขณะที่ท่านยืนสั่งงานอยู่นั้น มีหนุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งมาเที่ยวชมวัด เดินมาพบท่านเข้า พวกเขาเข้ามายืนใกล้ๆท่านทำท่าแบบฝรั่งวัยรุ่น กิริยาไม่สู้จะอ่อนน้อมเท่าใดนัก. หนึ่งในคณะของเขา ถามท่านหลายอย่าง และท้ายที่สุดเขาจึงถามทำนองรุกไล่ว่า "ทำไมท่านไม่พาพระเณรนั่งสมาธิ ชอบพาทำงานอยู่เรื่อย?"
หลวงพ่อตอบออกไปทันควันว่า "นั่งมากมันถ่ายไม่ออกว่ะ"
พวกนั้นรู้สึกงุนงงต่อคำตอบของท่าน ทันทีท่านยกไม้เท้าขึ้นชี้ไปยังคนถามปัญหา และสั่งสอนว่า
"......ที่ถูกนั้นนั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่ เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่ ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง และทำความรู้ความเห็นให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที อย่างนี้จึงจะถูก....กลับไปเรียนมาใหม่ นี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด มันจะขายขี้หน้าตัวเอง"
(จาก อุปลมณี น.317)
TupLuang
17-06-2008, 06:14 AM
พิสูจน์นักวิทยาศาสตร์
พระอุปัฏฐากหลวงพ่อรูปหนึ่งเล่าให้ฟังว่า
" มีอยู่ครั้งหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์เขามากราบหลวงพ่อ ตอนนั้นผมอยู่ที่กุฏิหลวงพ่อด้วย เขาบอกว่า พุทธศาสนาไม่มีอะไรที่พิสูจน์ได้ คงจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร วิทยาศาสตร์เขาดีกว่า ทำอะไรเขาก็พิสูจน์ได้เยอะ ทำอะไรออกมาก็ปรากฏให้เห็นได้ พุทธศาสนาพิสูจน์ไม่ได้ "
หลวงพ่อตอบว่า "...เฮ้ย เรายังไม่ทันถึงพุทธศาสตร์ก็ได้เว้ย ก็เหมือนกับว่ามือเรามันสั้น แต่รูมันลึกลงไป เราล้วงมือลงไป มือมันสั้น มันสุดแค่นี้ แต่รูมันยังลึกเข้าไปอีก เราจะปฏิเสธว่า เอ๊ะ รูมันหมดแค่นี้เอง มันจะถูกต้องตามความเป็นจริงหรือเปล่า ความจริงมือเรามันสั้น เราไม่ได้คิดว่ารูมันลึกเข้าไปกว่านั้น หรือบางทีสายตาของเรามันสั้น เหมือนกับว่า เครื่องบินมันบินไป เครื่องบินนั้นมีอยู่ แต่สายตาของเรามันหมดเสียก่อน ก็เลยไม่เห็นเครื่องบิน แต่เครื่องบินมันยังมีและยังบินไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งปฏิเสธว่ามันไม่มี นี้เป็นกุศโลบาย"
<!-- / message --><!-- sig -->
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2009, Jelsoft Enterprises Ltd.