ลีลาวดี
12-06-2008, 06:39 AM
[/URL] (http://www.fungdham.com/history01.html) (http://www.fungdham.com/images/monk-pic/aum/01.jpg) (http://www.fungdham.com/images/monk-pic/prasit-tha/01.jpg) (http://www.fungdham.com/images/monk-pic/junram/01.jpg) (http://www.fungdham.com/images/monk-pic/sakhon/01.jpg) (http://www.fungdham.com/images/monk-pic/luim/01.jpg)[URL="http://www.fungdham.com/images/monk-pic/luis/1.jpg"]http://www.fungdham.com/images/luis/01.jpg (http://www.fungdham.com/images/monk-pic/awan/01.jpg)
หลวงปู่หลุย จันทสาโร
ได้ส่ำสัตว์เป็นอารมณ์กรรมฐาน
------------------------------------------
หลวงปู่หลุย จันทสาโร ท่านได้พักกลางกลดที่พระบาทคอแก้ง เขตอำเภอศรีเชียงใหม่
ในราตรีนั้น...พระจันทร์ส่องแสงสว่างลงมายังพื้นพิภพอย่างแจ่มใส จิตใจของหลวงปู่ตอนนั้นท่านได้เล่าให้ศิษย์ฟังในตอนหลัง ว่ามีความเบิกบานแบบสงบในธรรม
ธรรมชาติบนขุนเขาในยามราตรีจันทร์แจ่มฟ้า มีความงามคล้ายเป็นแดนทิพย์เมืองสวรรค์
กระแสลมนั้นเล่าก็พัดจากแม่น้ำโขงมิได้ขาด เป็นการพัดที่รวยรินเย็นสบาย ทำให้รู้ว่า...โอ...!...เจ้าธรรมชาตินี่หนอ บางเวลาเจ้าก็มีความนุ่มนวลอย่างนึกไม่ถึงเหมือนกัน
คืนนั้น...ขณะที่หลวงปู่เดินจงกรม ได้มีฝูงกระต่ายกระโดดออกมาจากป่า มาสู่ดงหญ้า มาหากินและเล่นเดือนหงาย
พวกกระต่ายมันกระโดดโลดเต้น หยอกล้อกันไปมาบ้างก็หยุดยืนดูหลวงปู่หลุย โดยไม่แสดงอาการเกรงกลัวท่าน เลยทำให้ท่านเกิดคิดรำพึงขึ้นมาว่า...
"เออหนอ!...ธรรมดาของส่ำสัตว์ในโลกนี้ จะเป็นสัตว์เดรัจฉานชนิดใดก็ตามที เมื่อมีอาหารการกินพอได้อิ่มปากอิ่มท้องแล้ว ก็มีความสบายกายใจตามประสาของเขา..."
"ส่วนคนเรา...กินเท่าไร ไม่อิ่ม มีทรัพย์สมบัติเท่าไรไม่รู้พอ
ดุจประหนึ่งแม่น้ำมหาสมุทร ไม่รู้จักเต็ม พร่องอยู่เสมอ ๆ พระบาลีที่กล่าวไว้ว่า..."
"นัตถิ ตัณหา สมานะที..." แปลว่า "แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี"
ต้องแปลเป็นไทยอีกว่า... "อันว่าแม่น้ำนั้น จะมีน้ำมากสักเพียงใดก็ตาม...ก็ไม่มากไปกว่าตัณหาของคน!"
คืนนั้น หลวงปู่หลุยได้น้อมเอาชีวิตความเป็นอยู่ของกระต่ายป่ามาเป็นอารมณ์กรรมฐาน พิจารณาไป...พิจารณาไป ดูแล้วก็คิดสงสารมัน สัตว์น้อย ๆ เหล่านี่ เมื่อหากินยอดหญ้าอิ่มแล้วก็แล้วกันไป จะไปทางไหนก็แล้วแต่จ่าฝูง...หรือบางทีก็ไปเป็นฝูง บางทีก็ไปเป็นคู่...ดุจชายหนุ่มหญิงสาวที่รักใคร่กัน !"
"อันธรรมดาของสัตว์โลกอันได้แก่ มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายย่อมอยู่ด้วยกันด้วยอารมณ์ข้องเกี่ยวกันคือ ราคะ..."
"อันตัณหาราคะจริตนี้ ย่อมมีอยู่ทั่วทุกสรรพสัตว์ ซึ่งใคร ๆ จะหลีกหนีไม่พ้น ยกเว้นแต่พระอริยบุคคลเท่านั้น !"
ณ ราตรีนั้น ท่านรู้สึกว่าจิตของท่านผ่องแผ้ว และสละสงบอย่างประหลาด ผิดกว่าแต่ก่อนแต่ไรมา ซึ่งท่านจะไม่ลืมราตรีนั้นเลย
หลวงปู่หลุยได้เจริญสมณธรรมอยู่ที่พระบาทคอแก้ง หลายวัน การบิณฑบาต ในละแวกหมู่บ้านบริเวณใกล้เคียง ไม่สู้ขัดสนจนเกินไปนัก
อยู่ไปได้ระยะหนึ่ง ท่านก็ลงจากพระบาทคอแก้ง แสวงหาที่วิเวกต่อไป โดยไม่ยึดติดสถานที่
ชีวิตธุดงค์ของหลวงปู่หลุย ท่านได้ออกวิเวกตามป่าเขาเสียเป็นส่วนใหญ่ คราวเมื่อท่านบวชได้ ๑๖ พรรษานั้น ท่านได้กลับมาจำพรรษาอยู่กับท่านพระอาจารย์ใหญ่หลวงปู่มั่น ภูริทัตตะมาหาเถระ ที่วัดป่าโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นระยะที่พระอาจารย์มั่นเพิ่งเดินทางกลับมาจากจังหวัดเชียงใหม่ได้ไม่นาน...
ตอนหนึ่งท่านได้วิเวกไปอยู่ที่ภูบัวบิด จังหวัดเลย ซึ่งที่นั่นกันดารน้ำมาก เวลาที่หลวงปู่จะใช้น้ำ ท่านต้องใช้อย่างประหยัด ใช้ทั้งฉันและจะสรงก็ชุบผ้าเช็ดตัวเอาแต่พออยู่ได้
การบำเพ็ญสมณธรรมที่ภูบัวบิดต้องประหยัดเรื่องน้ำ...อย่างที่สุด ยิ่งกว่าที่อื่น ๆ
หลวงปู่หลุยเคยเล่าให้ศิษย์ฟังว่า การเข้าถึงแก่นแท้ของธรรมะนั้น...การอยู่ท่ามกลางอันตรายก็เป็นอุบายธรรมวิธีหนึ่งที่ธรรมชาติธรรมชาติได้ ประทานมาให้
ตอนหนึ่งท่านเล่าว่า...
"สถานที่แห่งนั้น คือ หนองสระใน เขตอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร..."
หลวงปู่หลุย ได้บำเพ็ญเพียรอยู่ที่นั่นถึง ๓ เดือน ได้ปรากฏมีเสือใหญ่ลายพลาดกลอนเข้ามาเยี่ยมท่าน...ถึงในถ้ำ !
"แต่ก่อนนี้...ไปเจริญภาวนาที่ไหน ๆ จิตก็ยังประหวัดส่งออกไปข้างนอกอยู่บ่อย ๆ แต่เมื่อเวลาไปอยู่หนองสระใน มีเสือใหญ่ขึ้นมาหา...!"
"จิตมันกลัวตาย... จิตมันเลยอยู่กับตัวตลอดเวลา ไม่แลบไม่แวบออกไปข้างนอกอีกเลย !"
ความหวาดกลัวเสือ จิตจึงเร่งภาวนาพุทโธ... พุทโธ... พุทโธ... เอาพุทโธเป็นที่พึ่ง !
"จิตเลยเข้าถึงพุทโธ...เห็นอำนาจของพุทโธ หายสงสัยในพุทโธ... เพราะได้เสือเป็นอาจารย์ !"
"...เสือใหญ่ ดุร้ายแต่นัยน์ตาและใบหน้า และเสียงคำรามก้องของมัน และความใหญ่โตของมัน ไม่รู้ว่าเป็นเสือจริงหรือเสือเทวดาแปลงจำแลงมา... มันจึงไม่ทำอันตราย มันก็เคารพพระพุทโธ...เลยกลายเป็นมิตรกันอย่างลึกลับที่สุด !"
หลังจากที่พระอาจารย์ใหญ่ของท่าน... คือ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้ละสังขารแล้ว...หลวงปู่หลุย จึงได้แยกทางจากหมู่คณะธุดงค์ ท่านได้แสวงหาความวิเวกไปแต่เพียงลำพังรูปเดียว โดดเดี่ยวมาตลอด เช่น แถวบ้านน้ำขุ่น หมู่บ้านภูไท เขตอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
หลวงปู่หลุยได้กล่าวยกย่องการปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาของแม่ชีสองท่านคือ... "แม่ชีจันทร์" และ "แม่ชีนารีการุณ" ว่า...
"การปฏิบัติธรรมจนเห็นธรรมได้ !"
ซึ่งแม่ชีผู้ปฏิบัติธรรมจนหลวงปู่หลุย จันทสาโร ท่านยกย่องนี้ พำนักอยู่ที่จังหวัดสกลนคร เป็นแม่ชีที่มีชื่อเสียงยิ่งในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
ด้วยสมณธรรม ในความสันโดษของหลวงปู่หลุย เป็นที่ซาบซึ้งกันในหมู่พระกรรมฐาน สมัยแรกที่เป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น อันเป็นพระอาจารย์ใหญ่ว่า...
"หลวงปู่หลุยชอบธุดงค์วิเวกไปในที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย อาทิ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ..."
หลวงปู่หลุย จันทสาโร
ได้ส่ำสัตว์เป็นอารมณ์กรรมฐาน
------------------------------------------
หลวงปู่หลุย จันทสาโร ท่านได้พักกลางกลดที่พระบาทคอแก้ง เขตอำเภอศรีเชียงใหม่
ในราตรีนั้น...พระจันทร์ส่องแสงสว่างลงมายังพื้นพิภพอย่างแจ่มใส จิตใจของหลวงปู่ตอนนั้นท่านได้เล่าให้ศิษย์ฟังในตอนหลัง ว่ามีความเบิกบานแบบสงบในธรรม
ธรรมชาติบนขุนเขาในยามราตรีจันทร์แจ่มฟ้า มีความงามคล้ายเป็นแดนทิพย์เมืองสวรรค์
กระแสลมนั้นเล่าก็พัดจากแม่น้ำโขงมิได้ขาด เป็นการพัดที่รวยรินเย็นสบาย ทำให้รู้ว่า...โอ...!...เจ้าธรรมชาตินี่หนอ บางเวลาเจ้าก็มีความนุ่มนวลอย่างนึกไม่ถึงเหมือนกัน
คืนนั้น...ขณะที่หลวงปู่เดินจงกรม ได้มีฝูงกระต่ายกระโดดออกมาจากป่า มาสู่ดงหญ้า มาหากินและเล่นเดือนหงาย
พวกกระต่ายมันกระโดดโลดเต้น หยอกล้อกันไปมาบ้างก็หยุดยืนดูหลวงปู่หลุย โดยไม่แสดงอาการเกรงกลัวท่าน เลยทำให้ท่านเกิดคิดรำพึงขึ้นมาว่า...
"เออหนอ!...ธรรมดาของส่ำสัตว์ในโลกนี้ จะเป็นสัตว์เดรัจฉานชนิดใดก็ตามที เมื่อมีอาหารการกินพอได้อิ่มปากอิ่มท้องแล้ว ก็มีความสบายกายใจตามประสาของเขา..."
"ส่วนคนเรา...กินเท่าไร ไม่อิ่ม มีทรัพย์สมบัติเท่าไรไม่รู้พอ
ดุจประหนึ่งแม่น้ำมหาสมุทร ไม่รู้จักเต็ม พร่องอยู่เสมอ ๆ พระบาลีที่กล่าวไว้ว่า..."
"นัตถิ ตัณหา สมานะที..." แปลว่า "แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี"
ต้องแปลเป็นไทยอีกว่า... "อันว่าแม่น้ำนั้น จะมีน้ำมากสักเพียงใดก็ตาม...ก็ไม่มากไปกว่าตัณหาของคน!"
คืนนั้น หลวงปู่หลุยได้น้อมเอาชีวิตความเป็นอยู่ของกระต่ายป่ามาเป็นอารมณ์กรรมฐาน พิจารณาไป...พิจารณาไป ดูแล้วก็คิดสงสารมัน สัตว์น้อย ๆ เหล่านี่ เมื่อหากินยอดหญ้าอิ่มแล้วก็แล้วกันไป จะไปทางไหนก็แล้วแต่จ่าฝูง...หรือบางทีก็ไปเป็นฝูง บางทีก็ไปเป็นคู่...ดุจชายหนุ่มหญิงสาวที่รักใคร่กัน !"
"อันธรรมดาของสัตว์โลกอันได้แก่ มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายย่อมอยู่ด้วยกันด้วยอารมณ์ข้องเกี่ยวกันคือ ราคะ..."
"อันตัณหาราคะจริตนี้ ย่อมมีอยู่ทั่วทุกสรรพสัตว์ ซึ่งใคร ๆ จะหลีกหนีไม่พ้น ยกเว้นแต่พระอริยบุคคลเท่านั้น !"
ณ ราตรีนั้น ท่านรู้สึกว่าจิตของท่านผ่องแผ้ว และสละสงบอย่างประหลาด ผิดกว่าแต่ก่อนแต่ไรมา ซึ่งท่านจะไม่ลืมราตรีนั้นเลย
หลวงปู่หลุยได้เจริญสมณธรรมอยู่ที่พระบาทคอแก้ง หลายวัน การบิณฑบาต ในละแวกหมู่บ้านบริเวณใกล้เคียง ไม่สู้ขัดสนจนเกินไปนัก
อยู่ไปได้ระยะหนึ่ง ท่านก็ลงจากพระบาทคอแก้ง แสวงหาที่วิเวกต่อไป โดยไม่ยึดติดสถานที่
ชีวิตธุดงค์ของหลวงปู่หลุย ท่านได้ออกวิเวกตามป่าเขาเสียเป็นส่วนใหญ่ คราวเมื่อท่านบวชได้ ๑๖ พรรษานั้น ท่านได้กลับมาจำพรรษาอยู่กับท่านพระอาจารย์ใหญ่หลวงปู่มั่น ภูริทัตตะมาหาเถระ ที่วัดป่าโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นระยะที่พระอาจารย์มั่นเพิ่งเดินทางกลับมาจากจังหวัดเชียงใหม่ได้ไม่นาน...
ตอนหนึ่งท่านได้วิเวกไปอยู่ที่ภูบัวบิด จังหวัดเลย ซึ่งที่นั่นกันดารน้ำมาก เวลาที่หลวงปู่จะใช้น้ำ ท่านต้องใช้อย่างประหยัด ใช้ทั้งฉันและจะสรงก็ชุบผ้าเช็ดตัวเอาแต่พออยู่ได้
การบำเพ็ญสมณธรรมที่ภูบัวบิดต้องประหยัดเรื่องน้ำ...อย่างที่สุด ยิ่งกว่าที่อื่น ๆ
หลวงปู่หลุยเคยเล่าให้ศิษย์ฟังว่า การเข้าถึงแก่นแท้ของธรรมะนั้น...การอยู่ท่ามกลางอันตรายก็เป็นอุบายธรรมวิธีหนึ่งที่ธรรมชาติธรรมชาติได้ ประทานมาให้
ตอนหนึ่งท่านเล่าว่า...
"สถานที่แห่งนั้น คือ หนองสระใน เขตอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร..."
หลวงปู่หลุย ได้บำเพ็ญเพียรอยู่ที่นั่นถึง ๓ เดือน ได้ปรากฏมีเสือใหญ่ลายพลาดกลอนเข้ามาเยี่ยมท่าน...ถึงในถ้ำ !
"แต่ก่อนนี้...ไปเจริญภาวนาที่ไหน ๆ จิตก็ยังประหวัดส่งออกไปข้างนอกอยู่บ่อย ๆ แต่เมื่อเวลาไปอยู่หนองสระใน มีเสือใหญ่ขึ้นมาหา...!"
"จิตมันกลัวตาย... จิตมันเลยอยู่กับตัวตลอดเวลา ไม่แลบไม่แวบออกไปข้างนอกอีกเลย !"
ความหวาดกลัวเสือ จิตจึงเร่งภาวนาพุทโธ... พุทโธ... พุทโธ... เอาพุทโธเป็นที่พึ่ง !
"จิตเลยเข้าถึงพุทโธ...เห็นอำนาจของพุทโธ หายสงสัยในพุทโธ... เพราะได้เสือเป็นอาจารย์ !"
"...เสือใหญ่ ดุร้ายแต่นัยน์ตาและใบหน้า และเสียงคำรามก้องของมัน และความใหญ่โตของมัน ไม่รู้ว่าเป็นเสือจริงหรือเสือเทวดาแปลงจำแลงมา... มันจึงไม่ทำอันตราย มันก็เคารพพระพุทโธ...เลยกลายเป็นมิตรกันอย่างลึกลับที่สุด !"
หลังจากที่พระอาจารย์ใหญ่ของท่าน... คือ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้ละสังขารแล้ว...หลวงปู่หลุย จึงได้แยกทางจากหมู่คณะธุดงค์ ท่านได้แสวงหาความวิเวกไปแต่เพียงลำพังรูปเดียว โดดเดี่ยวมาตลอด เช่น แถวบ้านน้ำขุ่น หมู่บ้านภูไท เขตอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
หลวงปู่หลุยได้กล่าวยกย่องการปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาของแม่ชีสองท่านคือ... "แม่ชีจันทร์" และ "แม่ชีนารีการุณ" ว่า...
"การปฏิบัติธรรมจนเห็นธรรมได้ !"
ซึ่งแม่ชีผู้ปฏิบัติธรรมจนหลวงปู่หลุย จันทสาโร ท่านยกย่องนี้ พำนักอยู่ที่จังหวัดสกลนคร เป็นแม่ชีที่มีชื่อเสียงยิ่งในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
ด้วยสมณธรรม ในความสันโดษของหลวงปู่หลุย เป็นที่ซาบซึ้งกันในหมู่พระกรรมฐาน สมัยแรกที่เป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น อันเป็นพระอาจารย์ใหญ่ว่า...
"หลวงปู่หลุยชอบธุดงค์วิเวกไปในที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย อาทิ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ..."