PDA

View Full Version : เอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง


TupLuang
11-06-2008, 10:02 AM
<TABLE style="BORDER-COLLAPSE: collapse" borderColor=#aca21e cellSpacing=4 cellPadding=4 width="97%" align=center bgColor=#ffffff border=2><TBODY><TR><TD width="100%">สุพจน์นั่งอยู่ในร้านกาแฟชื่อดัง แต่แทนที่จะมีความสุขกับคาปูชิโนรสโปรด กลับมีสีหน้าขุ่นเคือง ไม่เสบยเอาเสียเลยเพื่อนคนหนึ่งเผอิญเดินเข้าไปในร้าน เห็นอาการของสุพจน์แล้ว แปลกใจจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น

"ก็เจ้าพนักงานเก็บเงินที่เคาน์เตอร์น่ะสิ" สุพจน์ตอบ " ดูสายตาของมันสิ"

"ทำไมเหรอ เขาก็ดูปกติดีนี่" เพื่อนว่า

"แกไม่รู้อะไร มันรังเกียจคนอีสาน ดูมันมองฉันสิ "

"เพิ่งรู้ว่าแกเป็นคนอีสาน"

"ใครว่า หน้าตาฉันแค่เหมือนอีสาน แต่ฉันเป็นคนกรุงเทพ ฯ ทั้งแท่ง"

ถ้าคุณเป็นเพื่อนของสุพจน์ คงอดงงงวยไม่ได้ พนักงานคนนั้นดูถูกคนอีสานจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ถึงจะจริง สุพจน์ก็ไม่น่าจะไปหัวเสีย ก็ในเมื่อตัวเองไม่ได้เป็นอีสานสักหน่อย จะไปเดือดร้อนทำไม ถ้าจะทุกข์ร้อนแทนคนอีสานก็ว่าไปอย่าง แต่นี่กลับไปรับสมอ้างว่าเป็นคนอีสาน แล้วก็เลยทุกข์เสียเอง

ฟังเรื่องของสุพจน์แล้ว ใคร ๆ ก็ต้องบอกว่าเขาหาเรื่องใส่ตัวแท้ ๆ อยู่ดีไม่ว่าดี

แต่เอ๊ะ บ่อยครั้งเราก็เป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ เวลาคนอื่นเข้าใจผิดคิดเราว่าคดโกง ไม่รับผิดชอบ เห็นแก่ตัว ฯลฯ ทำไมเราถึงโกรธในเมื่อเราก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดสักหน่อย เหตุใดเราถึงไปรับสมอ้างว่าเป็นอย่างเขาว่า

ลองคิดดูว่าวันหนึ่ง ๆ เราเป็นทุกข์เพราะไปรับสมอ้างในเรื่องที่เราไม่ได้เป็น กี่สิบกี่ร้อยครั้ง ใหม่ ๆ ก็รับสมอ้างด้วยความเผลอ แต่ในที่สุดก็อาจปักใจเชื่อว่าตัวเองแย่อย่างที่เขาว่าจริง ๆ ไม่มีอะไรที่แย่กว่านี้อีกแล้ว

มีเหมือนกันที่บางครั้งเรารู้ดีว่าตัวไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า แต่ก็ยังทุกข์อยู่ ถามว่าเป็นเพราะอะไร คำตอบก็คือ เราทนไม่ได้ที่เขาเห็นเราแย่ เราเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าคนอื่นเห็นเราอย่างไร "เป็น" กับ "เห็น"นั้นต่างกันมาก แต่บ่อยครั้งเรากลับให้ค่ากับความเห็นหรือสายตาของคนอื่น ยิ่งกว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่จริง ๆ

นี้คือปัญหาของตัวตนที่ครอบงำใจเรา ตัวตนหรืออัตตานั้นปรารถนาการพะเน้าพะนอ ไม่มีอะไรที่ทำให้มันพองโตเท่ากับคำยกย่องสรรเสริญหรือการพินอบพิเทา เมื่อมีคนชื่นชม เราไม่ค่อยสนใจเหตุผลของเขามากเท่ากับคำว่า "คุณเก่ง" หรือ "คุณสวย" ในทำนองเดียวกันเมื่อมีคนตำหนิ เหตุผลของเขามีความหมายต่อเราน้อยกว่าคำว่า "เธอแย่" หรือ "เธอขี้เหร่" ตัวตนใหญ่โตเท่าไหร่ ก็เจ็บมากเท่านั้น เพราะรับเอาแรงกระแทกไปเต็ม ๆ ทั้ง ๆ ที่หลบได้ แต่ไม่หลบเพราะไปยึดถือเอาคำต่อว่านั้นมาเป็น "ของฉัน" หรือ "ของกู" ที่จริงเหตุผลของเขาอาจจะดี แต่พอไปคิดแค่ว่า "เขาว่าฉัน ๆๆ" ก็เลยได้แต่ฟูมฟาย ไม่เอาเหตุผลของเขามาพิจารณาว่าถูกต้องหรือไม่

เป็นธรรมดาของตัวตนที่ชอบยึดถือสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็น "ของฉัน" เช่น บ้านของฉัน แฟนของฉัน ชื่อเสียงของฉัน ปัญหาก็คือ พอยึดจนเคยตัวแล้ว ของไม่ดีก็ยึดว่าเป็นของฉันด้วย ผลก็คือแบกเอาคำตำหนิติเตียนมาไว้ในใจทั้งวันทั้งคืน จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ จะวางก็วางไม่เป็น เพราะยึดไว้เป็นนิสัยเสียแล้ว

พอยึดถือหนักเข้า ทีนี้อะไรที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แม้ไม่เกี่ยวข้องกับตัว ก็ไปยึดไปแบกเอาไว้จนเป็นทุกข์ เพียงแค่มีเสียงดังเท่านั้น ก็ไปคว้าเอาเสียงนั้นมาเล่นงานตัวเอง เสร็จแล้วก็ไปต่อว่าเจ้าของเสียงนั้น แทนที่จะหันมาดูจิตใจของตัวเอง

คราวหนึ่งหลวงปู่บุดดา ถาวโรได้รับนิมนต์ไปฉันเพลที่บ้านโยมในกรุงเทพ ฯ เมื่อฉันเสร็จโยมก็นิมนต์ให้ท่านเอนกายพักผ่อนก่อนเดินทางกลับวัดที่สิงห์บุรี

ระหว่างที่ท่านพัก ก็มีเสียงเกี๊ยะดังมาจากข้างบ้านซึ่งเป็นร้านขายของ ศิษย์คนหนึ่งซึ่งอุปัฏฐากท่านอยู่ก็บ่นขึ้นมาดัง ๆ ว่า "แหม เดินเสียงดังเชียว"

หลวงปู่แม้จะหลับตาอยู่ แต่ก็รับรู้ตลอด จึงพูดขึ้นมาเบา ๆ ว่า "เขาเดินของเขาอยู่ดี ๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง"

ไม่ใช่หูเท่านั้น แต่ตาของเราก็ชอบหาเรื่องไม่ใช่ย่อย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะใจของเรานั่นเองที่ชอบเผลอไปยึดไปแบกอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน ปล่อยวางเสียบ้าง แล้วอะไรต่ออะไรจะดีเอง

</TD></TR></TBODY></TABLE>


http://dharma.thaiware.com/dharma_article.php?id=15

ธรรมวิวัฒน์
11-06-2008, 02:54 PM
เป็นปริศนาธรรมที่ดีมากครับ