View Full Version : การทำบุญนั้นนั้นไม่ต้องอธิษฐานเพราะถ้าอธิษฐานแล้วเชื่อว่าเป็นการโลภ หรือหวังผลตอบแทน
ผู้รู้น้อย
10-11-2004, 12:10 PM
หลวงพ่อตอบปั_หา
พระภาวนาวิริยคุณ
ถาม:
นมัสการหลวงพ่อครับ บางคนคิดว่า การทำบุ_นั้นไม่ต้องอธิษฐาน เพราะถ้าอธิษฐานแล้ว เชื่อว่าเป็นการโลภ หรือหวังผลตอบแทน ไม่ทราบจะแก้ความเข้าใจผิดตรงนี้ได้อย่างไรครับ
ตอบ:
หลวงพ่อก็ได้ยินอย่างนี้มานานแล้ว เมื่อตอนเด็กๆ เขาว่าทำบุ_แล้วอธิษฐานรู้สึกว่าเป็นความโลภชนิดหนึ่ง เพราะหวังผลตอบแทน หลวงพ่อก็เชื่อเขานะ เพราะเป็นผู้ให_่พูด จนกระทั่งมาเข้าวัดเต็มตัว แล้วมาเจอคุณยายอาจารย์ของเรา ท่านตอบปั_หาเรื่องนี้ให้กับหลวงพ่อชัดเจนเลยว่า
ในทางโลก เวลาเขาจะสร้างบ้าน ยิ่งหลังให_่เท่าไร ยิ่งต้องมีพิมพ์เขียว ถ้าไม่มีพิมพ์เขียว พอถึงเวลาไปสร้าง เดี๋ยวเถอะได้สร้างไป รื้อไป ทุบไป กว่าจะสร้างเสร็จละก็ยุ่งเลย แต่ถ้ามีพิมพ์เขียวเสร็จเรียบร้อย จะสร้างบ้านรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ กว้างยาวเท่านั้นเท่านี้ มีกี่ห้อง มีห้องน้ำห้องนอนเท่าไรก็ว่าไป กำหนดไว้ชัดเจน ถึงเวลาก็สร้างตามนั้น โอกาสผิดพลาด ยาก แต่โอกาสจะได้ผลดีและประหยัดมีมาก
สร้างบ้านต้องมีแผนฉันใด การทำบุ_ก็ต้องมีแผนฉันนั้น เพราะเมื่อเราทำบุ_แล้ว บุ_เกิดขึ้นแน่นอน แต่พอถึงเวลาจะส่งผล ถ้าไม่กำหนดทิศทางให้ดี อาจเป็นอันตรายต่อตัวเองได้
เป็นต้นว่า เราทำทานไป ผลแห่งการทำทานจะทำให้ผู้ที่ทำทานนั้น วันใดวันหนึ่งจะรวยขึ้นมาได้ เมื่อรวยขึ้นมาแล้ว แต่ไม่ได้ตั้งผังไว้ให้ดีว่า รวยแล้วจะใช้ทรัพย์ไปทำอะไร เพราะฉะนั้น บางคนพอรวยแล้วก็ตกอยู่ในความประมาท เอาทรัพย์ไปใช้ในทางที่ผิด เช่น เอาไปเล่นพนันบอล อย่างนี้เรียกว่า หาบุ_ได้ ใช้บุ_ไม่เป็น ใช้บุ_ไปหานรกเสียอีกด้วย ตรงนี้ต้องระวัง
แต่ถ้าเราทำบุ_ทำทาน รู้แล้วว่าวันหนึ่งเราจะรวย ตั้งผังไว้เลย "ถ้าเรารวยเมื่อไรขอให้เราสามารถใช้ทรัพย์ในทางที่ถูกที่ควร ตั้งแต่เอาทรัพย์นั้นไปใช้สร้างฐานะให้ยิ่งขึ้นไป เอาไปบำรุงพระศาสนา เอาไปตอบแทนบุ_คุณพ่อแม่ เลี้ยงดูท่านให้ดี หรือเอาไปทำในสิ่งที่ถูกที่ควร"
พูดง่ายๆ เอาคำอธิษฐานเป็นแผนงานระยะยาวที่จะประกอบความดีต่อไป เอาบุ_ที่ทำได้นั้นมาเป็นงบประมาณ เมื่อมีทั้งแผน มีทั้งงบประมาณ โอกาสจะพลาดมันยาก เมื่อเราทำบุ_แล้วเราอธิษฐาน นี่เป็นเรื่องของการสร้างผังสำเร็จไว้รอข้างหน้า และตอนนั้นใจกำลัง เป็นบุ_ ผังสำเร็จดี ๆ แน่นอนเลย คุณอธิษฐานเข้าไป อย่ากลัว ไม่พลาดแน่
มีไหมที่เขาอธิษฐานผิดๆ มี หลวงพ่อจะเล่าให้ฟัง มีผู้ห_ิงคนหนึ่ง ทำบุ_ทำทานกี่ครั้งๆ ก็อธิษฐานผิดๆ ว่า "ด้วยอำนาจผลบุ_นี้ ขอให้สวยเช้งวับเลย สตรีใดในโลกสู้ไม่ได้ คิดจะเป็น มิสยูนิเวอร์ส (Miss Universe) แม้ชายใดได้เห็นให้งงงันไปหมด" เจ้ากรรมถึงเวลาเข้า แกก็สวยจริงๆ ใครเห็นแกเข้า เขาก็งงงันกันไปหมด มีอยู่วันหนึ่ง ทหารทั้งกองทัพ ทั้งกองร้อยไปซ้อมรบกลับมา ไปเจอแกเข้า ก็งงงันกันหมด เลยแย่งกัน พระราชาเลยตั้งเธอคนนั้นไว้ในตำแหน่งของกลาง คือ กลายเป็นโสเภณีประจำเมืองไป นี่เป็นเรื่องของการอธิษฐานผิดๆ คืออธิษฐานอยู่ด้วยอำนาจของกิเลส พอถึงเวลานั้นก็ส่งผลออกมาเสียหายอย่างนี้
แต่ถ้าจะอธิษฐานให้ถูก อย่างมหาอุบาสิกาวิสาขาในอดีตชาติ ทำบุ_ทำทานก็อธิษฐานเลยว่า "ด้วยอำนาจทานที่ข้าพเจ้าได้ ทำนี้ จะบังเกิดในภพชาติใดๆ ขอให้สมบัติเกิดขึ้น ไหลมาเทมาอย่างคลื่นในมหาสมุทร แล้วให้เอาทรัพย์นั้นมาบำรุงพระสงฆ์องค์เจ้ากันทั้งแผ่นดิน ใครมาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ให้เลี้ยงให้ได้ทั้งหมดเถอะ มามากเป็นร้อยเป็นล้านเลี้ยงได้หมดเลย "
อย่างนี้ตั้งผังสำเร็จตั้งโปรแกรมดีเหลือเกิน ท่านทำของท่านออกมาทำนองนั้น เพราะฉะนั้น ในชาติสุดท้ายก็มาเกิดเป็นมหาอุบาสิกาวิสาขา ที่บำรุงพระ บำรุงผู้มีศีลมีธรรมอย่างดีเยี่ยมของในยุคสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา
การอธิษฐานมีความสำคั_อย่างนี้ เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า การอธิษฐานเป็นหนึ่งในบารมีทั้ง ๑๐ ของพระองค์ เพราะช่วยให้พระองค์สามารถบำเพ็_บารมี สร้างความดีอย่างรัดกุม ไม่มีผิด ไม่มีพลาด
คุณโยม นับแต่นี้ไป ทำบุ_แล้วอธิษฐานทุกครั้งนะ แต่อย่าไปอธิษฐานผิดๆ ว่าให้หล่อๆ รวยๆ แล้วมีแม่บ้านเยอะๆ อะไรแบบนั้น เราอธิษฐานให้หล่อให้แข็งแรงได้ ถ้าได้ลักษณะ มหาบุรุษยิ่งดี ไม่ว่าสตรีใดไม่ว่าชายใดเห็น ขอให้ออกบวชตามข้าพเจ้าให้หมดเลย อย่างนี้ถึงเรียกว่า อธิษฐานเป็น
Fat man
10-11-2004, 04:45 PM
ชอบครับ
ธุลีดิน
10-11-2004, 05:10 PM
แต่ก่อนก็เคยเข้าใจผิด
ดีมากๆนะครับ เอามาลงอีก(f)
Star Platinum
10-11-2004, 05:28 PM
กระทู้นี้ให้5ดาวครับ!!!
กระเจียว
10-11-2004, 05:50 PM
โหวตด้วยคนนะ:cool:
น้องไข่แมงสาบ
14-11-2004, 06:24 PM
ขอบคุณค่ะ
artty
18-11-2004, 08:08 AM
dee mark mark leau ja:cool:
Candle
18-11-2004, 08:40 AM
ขอบคุณนะครับ(verygood)
มันยอดมากเลย จ๊อออออออออออต!
อลัชชี
18-11-2004, 12:35 PM
เป็นเรื่องงี่เง่าเรื่องหนึ่ง ฟังก็เหมือนไม่ได้ฟัง จรรโลงใจเฉพาะผู้มีใจ
ไม่จรรโลงใจผู้ที่ไม่มีใจ ไม่มีใจแบ่งเป็นสองอย่าง ไม่มีเพราะไม่เข้าใจ
และไม่มีเพราะใจดับแล้ว ใจที่ดับแล้วปรุงแต่งไม่เป็น บุ_จึงไม่เป็นบุ_
เพราะการกระทำของเขาไม่เป็นกรรม เป็นเพียงกิริยา เพราะจิตใจนอก
เหตุเหนือผลแล้วจึงไม่มีเหตุผลในการกระทำ แต่ทำไม่อรรถาของเขาจึงฟังเป็นเหตุเป็นผล นั่นสิไม่พูดดีกว่า อ่านแล้วหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดีก็ดีนะ 5555 :p
ผู้รู้น้อย
18-11-2004, 09:32 PM
เราไม่ได้บอกต้องทำเช่นนี้ เช่นนั่น ไม่ได้มาบอกให้เชื่อ อ่านแล้วตรองดูเอาเอง ด้วยสติปั__าของแต่ละท่าน แล้วแต่จิตของแต่ละคน
เพราะการอธิษฐาน คือ ความตั้งใจนั่นแหละคุณ เช่น เราตั้งใจเก็บเงินสักก้อน อยากมีบ้าน การอธิษฐานก็ประเภทเดียวกัน
ใจคนเรามันยังไม่ใช่พระผู้ตรัสรู้แล้ว หรือบรรลุธรรมใดๆ แล้วนะ อยากให้มันดับมันก็ยังไม่ยอมดับ ทำไงล่ะ ก็ต้องหาเหตุให้ใจมันสบายนะ จะด้วยวิธีการใดๆก็แล้วแต่เหอะ แต่ไม่ใช่การไปเที่ยวเตร่ เที่ยวแบบอยากลงอบายอะ นั้นมันแค่สบายชั่วคราว แต่ลำบากอีกยาวนานในอบาย หากทำเป็นอาจิณ ลงแน่ๆ และยาวนานด้วย
เมื่ออธิษฐานแล้วสบายใจก็ทำไป บางคนไม่อธิษฐานแล้วสบายใจก็ทำไป ยึดความรู้สึกว่า สบายใจกันไป
คุณ อลัชชี ข้อความของคุณ อ่านแล้วสับสนจริงๆเน้อ ด้วยยังเป็นผู้รู้น้อย ตกลงเนี่ยะคุณเห็นด้วยกับการอธิษฐานหรือเปล่าค่ะ ไม่ต้องไปพูดถึงท่านที่บรรลุธรรมขั้นสูง ๆ หรอกนะค่ะ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น กาย วาจา ใจมันเป็นไปเอง เอาแบบเราๆ ปุถุชนธรรมดาสามั_
------------------------
ตรงข้อความของคุณอลัชชีเนี่ยะ คุณหมายถึงอรรถาของใคร ของพระอรหันต์ที่ท่านบรรลุแล้วเหรอ หรือ ข้อความที่คุณบรรยายการดับของจิต หรือ อรรถาของหลวงพ่อค่ะ งงเน้อ
แต่ทำไม่อรรถาของเขาจึงฟังเป็นเหตุเป็นผล นั่นสิไม่พูดดีกว่า อ่านแล้วหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดีก็ดีนะ 5555
---------------------------------
ด้วยตัวเรา ยังเป็นผู้รู้น้อย
จิตในพระพุทธศาสนา มีดับด้วยเหรอ ขอความรู้จากท่านผู้รู้จริงด้วยค่ะ
ตามความคิดเราถึงแม้เข้าพระนิพพานแล้ว ก็ใช่ว่า จะดับ หรือ ความคิดเราผิดล่ะ! ++
หากจิตดับ ก็คงเท่ากับ ตายแล้วสู_นะซิ
งั้นพระนิพพานจะมีไปทำไหม เพื่อให้จิตดับ แล้วสู_ไป แล้วจิตตัวจิตเราจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ ขนาดเมื่อตายยังต้องมีที่ไป จะสวรรค์หรือนรกก็ตามแต่กรรมแต่ละคน จะส่งผลกันไป ขนาดศาสนาอื่น ๆ ยังไปเฝ้าพระเจ้าของเค้าเลยใช่เปล่า ไปรับใช้พระเจ้าเค้าเลยใช่มั๊ยค่ะ ก็คือ มีที่ไปอยู่ให้จิตไปอยู่ใช่ไหมค่ะ แล้วจะให้ทางพระพุทธศาสนา ไปลอยเคว้งกลางห้วงมหรรณพที่ไหนล่ะ?
แต่เมื่อจิตได้เข้าพระนิพพานแล้วไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ให้จิตอยู่ จะมีนิพพานไปทำไม เคยอ่านมานะ ถึงมีบางท่านบอกว่า จิตสลายไปเลย อ้าว! สลายไปไหนล่ะ?
คำว่าจิตดับของคุณอลัชชี มีความหมายอย่างไรค่ะ
หากจิตดับจากกิเลสอาสวะ นี่พอฟังขึ้นนะ แต่ดับเหมือนเราดับไฟเนี่ยะ
ก็เท่ากับสู_ไม่มีเหลือ
ท่านใดที่อยู่ในศาสนาอื่น ๆ หากท่านประสงค์โพสตในเวปกรุณาแจ้งด้วยว่า หลักธรรมที่ท่านพูดถึง คือ หลักธรรมของศาสนาใด
เพื่อเราจะได้เข้าใจ เพราะทุกคนทุกศาสนาทุกลัทธิ สามารถแลกเปลี่ยนแนวคิด ความคิดกันได้ในทุกศาสนา
เพราะเว็ปนี้พูดถึงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อจะได้ไม่เข้าใจบิดเบือน เพราะมีผู้ศึกษาใหม่ๆ เด๊ยวจะหลงผิดไปได้
หากเป็นความคิดของศาสนาอื่นๆ หรือ ลัทธิไหน กรุณาระบุด้วยนะค่ะ
คุณอลัชชี เมืองชลเค้าเรียก ไอ้ฟายครับ
wit31749
19-11-2004, 12:38 AM
อนุโมทนาบุ_กับเจ้าของกระทู้ด้วยครับ
น้องไข่แมงสาบ
19-11-2004, 06:48 AM
หนูชอบจ้ะ และขออนุโมทนาบุ_ค่ะ (||)
Originally posted by อลัชชี
เป็นเรื่องงี่เง่าเรื่องหนึ่ง ฟังก็เหมือนไม่ได้ฟัง จรรโลงใจเฉพาะผู้มีใจ
ไม่จรรโลงใจผู้ที่ไม่มีใจ ไม่มีใจแบ่งเป็นสองอย่าง ไม่มีเพราะไม่เข้าใจ
และไม่มีเพราะใจดับแล้ว ใจที่ดับแล้วปรุงแต่งไม่เป็น บุญจึงไม่เป็นบุญ
เพราะการกระทำของเขาไม่เป็นกรรม เป็นเพียงกิริยา เพราะจิตใจนอก
เหตุเหนือผลแล้วจึงไม่มีเหตุผลในการกระทำ แต่ทำไม่อรรถาของเขาจึงฟังเป็นเหตุเป็นผล นั่นสิไม่พูดดีกว่า อ่านแล้วหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดีก็ดีนะ 5555 :p
คิดได้น่ารักมาก ...........123เห็นด้วย(f)
อันนี้เคยคุยกันไปแล้วครั้งหนึ่ง เห็นด้วยครับกับการ ทำบุ_ แล้วอนิษฐาน เป็นการกำหนดเป้าหมาย ที่เราต้องการ
ถ้าเราไม่อนิษฐาน ก็ไม่เห็นเป็นไร เหมือนกับเราเก็บสะสมเข้าไปในธนาคารบุ_ เก็บเอาไว้อนิษฐานทีหลังก็ได้
ผู้รู้น้อย
19-11-2004, 06:47 PM
เพราะคนเราย่อมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป ทำให้มนุษย์มีทั้งส่วนดีและส่วนเสียต่างกันไป โลกได้รับการพัฒนาต่างๆมา เพราะความคิดที่แตกต่างกันเนี่ยะแหละ
ซึ่งเราก็แค่เพียงแนะนำ ใครจะทำเช่นไรก็ต้องปล่อยเค้าล่ะค่ะ
เพราะสักวัน เค้าจะคิดได้เอง ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ทำบุ_ก็เคยอธิษฐานเช่นกัน เพราะไม่รู้จะอธิษฐานอะไรมั่งด้วยส่วนหนึ่ง พอมารู้ตอนหลัง
ก็อธิษฐาน เพียงสั้นๆ คือ ด้วยบุ_นี้กุศลนี้ ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ต้องทุกข์ให้พ้นทุกข์ ท่านที่ได้สุขขอให้มีความสุขยิ่งๆขึ้นไป
อลัชชี
19-11-2004, 08:10 PM
เรารู้ว่าเราเป็นคนดีเพราะเรายึดถือ ยกย่องความดี ข้าพเจ้าขอถามว่า
หากเราไม่ยึดถือความดีแปลว่าเรายึดถือความชั่วหรือ เหตุไฉนคนเรา
จึงคับแคบอย่างนี้ หากในมือซ้ายไม่กำถั่ว มือขวาไม่กำแตง จะแปลว่า
มือซ้ายกำแตง มือขวากำถั่วอย่างนั้นหรือ มีใครบ้างที่จะมองเห็นว่ามือทั้งสองข้างไม่ถืออะไรเลยข้าพเจ้าจะอรรถาดังนี้ว่า
เป็นการถูกต้องที่เมื่อเริ่มต้นจะเป็นคนดี คนเราต้องมีศีลซึ่งมีไว้เพื่อ
กวดขันและย้อนมองส่องตน เพราะว่าเบื้องต้นนั้นเรายังไม่มีปั__า
_าณแบ่งแยกว่าเราควรยึดถือสิ่งใดจึงสมมติเอาศีลเป็นเครื่องกำหนด
เส้นทาง เมื่อมีศีลเราก็ตรวจสอบตัวเองได้ว่าการกระทำของเราเที่ยง
ตรงหรือไม่ ต่อเมื่อปั__า_าณเราบังเกิดแยกแยะได้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว
(หมายความว่าเราซื่อตรงต่อธรรมชาติของจิตเพียงพอแล้ว เรายอมรับ
ว่าเราหลอกหรือไม่หลอกตัวเอง นั้นเรียกว่ารู้จัก รู้เท่าทันใจตน)เวลานั้น
เป็นคนดีก็ไม่ต้องมีศีลเพราะจากนี้ไปการกระทำของเรา ลมหายใจของ
เรา ชีพจรของเราเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติมีความเมตตาเป็นที่ตั้ง มี
ความกรุณาและความมุทิตาเป็นท่ามกลาง และมีความอุเบกขาเป็นบั้น
ปลาย(เมตตาเป็นขั้นเจริ_สติ กรุณามุทิตาเป็นขั้นปฏิบัติ อุเบกขาเป็น
ผลซึ่งอุเบกขาแปลว่าการวางใช่หรือไม่)นั้นแลเมื่อเรารู้เท่าทันใจตนเรา
ก็วางศีลลง เพราะจากนี้ไปน้อยคนนักจะผ่านไปได้ เราเข้าใจกันว่าศีล
เป็นสิ่งที่ต้องยึดถือท่านไม่รู้ว่าถือไปถือมาจะกลายเป็นยึดมั่นถือมั่น ถึง
แม้ว่าเป็นการถือที่ดีแต่ก็ไม่อาจบรรลุธรรมที่สูงกว่านี้ได้เพราะติดตุ้ม
ถ่วงอยู่
ท่านอาจจะกำลังแคลงใจอรรถาของข้าพเจ้าว่าเหตุใดจึงให้คนวางศีล
ลงทั้งๆที่โพธิสัตว์ภูริทัตต์(หนึ่งในทศชาติ)ยังสมาทานศีลจนลมหายใจ
สุดท้ายจนชาติหนึ่งบรรลุอรหันตธรรมเป็นพระพุทธเจ้า นั่นเพราะคนเรา
ในปัจจุบันมีมิจฉาทิตฐิ(เขียนถูกรึเปล่าหนอ)
คนในปัจุบันขาดปั__ามีแต่มิจฉาศรัทธาเชื่อในสิ่งผิดๆซ้ำยังชอบ
เลียนแบบผู้ที่ประสบความสำเร็จเห็นว่าเขาเดินมาทางนี้แล้วเห็ทางออก
จึงเดินตามเขามา หารู้ไม่ว่าธรรมชาติของจิตใจคนเราต่างกัน แม้ว่าคนชั่วทำความดีเช่นคนดีก็ใช่ว่าจะบรรลุธรรม เป็นเช่นนั้นเพราะเขาไม่ได้
ผ่านความทุกข์ยากมาอย่างคนดีเขาจะเดินเข้ามาเอาคำตอบไปเลย หา
รู้ไม่ว่าคำตอบนั้นไม่มีค่าสำหรับเขาเลย สิ่งมีค่าที่สุดคือการผ่านความ
ทุกข์ยากมาได้โดยไม่ทุกข์ต่างหาก
คนในปัจจุบันถ้าบอกให้ถือก็จะถือไม่ยอมวางนั่นแหละจึงไม่อยากให้
ถือ(ไว้ตลอดเวลา) ที่ถูกต้องขณะที่ถือท่านต้องเป็นหนึ่งเดียวกับศีล ไม่
ใช่ศีลคือศีล ท่านคือท่าน หรือท่านจะต้องถือศีล ท่านจะต้องทำศีลให้
หายไปโดยทำให้ตนเอง(อัตตา)หายไปก่อน
ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า"เป็นเรื่องงี่เง่าเรื่องหนึ่ง ฟังก็เหมือนไม่ได้ฟัง
จรรโลงใจเฉพาะผู้มีใจไม่จรรโลงใจผู้ที่ไม่มีใจ ไม่มีใจแบ่งเป็นสอง
อย่าง ไม่มีเพราะไม่เข้าใจและไม่มีเพราะใจดับแล้ว ใจที่ดับแล้ว
ปรุงแต่งไม่เป็นบุ_จึงไม่เป็นบุ_เพราะการกระทำของเขาไม่เป็นกรรม
เป็นเพียงกิริยาเพราะจิตใจนอกเหตุเหนือผลแล้วจึงไม่มีเหตุผลในการกระทำ แต่ทำไม่อรรถของเขาจึงฟังเป็นเหตุเป็นผล นั่นสิไม่พูดดีกว่า อ่านแล้วหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดีก็ดีนะ 5555"นั่นก็เพราะข้าพเจ้า
เห็นว่าสิ่งที่ท่านพูดเต็มไปด้วยการยึดมั่นถือมั่น คนที่วางลงได้เขาอาจ
จะกล่าวแก่ท่านว่าอย่างนี้ก็ได้ 555 อีกครั้ง
อธิฐานก็ดี แต่ดีไม่เท่ายกคุณความดีให้ผู้อื่น ไม่เช่นนั้นคงไม่มีการแผ่
ส่วนกุศลหรอก อย่างที่อริยะเจ้าท่านกล่าวไว้อย่าเอาดีเข้าตัวเองเอาแต่
ความดีเข้าตัวเองก็เพียงพอแล้ว
ส่วนที่ท่านยกมาว่านางวิสาขามหาอุบาสิกาอธิฐานว่าขอให้มีเงินทอง
ไม่ขาดมือ"เพื่อที่จะได้ใช้จ่ายเป็นทานและบำรุงศาสนา"นั้นใจความมัน
คือเพื่อประโยชน์สุขของตนหรือไม่
อีกอย่างนะธรรมะไม่มีของศาสนาไหนหรอก ธรรมะคือแสงสว่าง
ศาสนาเป็นเทียนไม่ว่าเทียนแท่งไหนก็มีแสงสว่างสีเดียวกัน ธรรมะเป็น
ของธรรมชาติ พระพุทธองค์เป็นเพียงผู้มองเห็นไม่ใช่ผู้สร้างขึ้นมา ว่า
ไปแล้วเราห่างไกลจากธรรมชาติไปหรือเปล่า
ธรรมชาติไม่ใช่หมายความว่าต้นไม้ป่าไม้นะ ธรรมชาติอาจจะเป็น
อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องปรุงแต่ง แต่การปรุงแต่งก็เป็นธรรมชาตินะธรรมชาติ
ของการเกิดขึ้น แต่ที่สำคั_ธรรมชาติของจิตเราเองเราเองเข้าใจสักแค่
ไหน
อีกย่างนิพพานไม่มีสภาวะ ไม่เป็นบ้านไม่เป็นเรือน ไม่เป็นตัว ไม่เป็น
ตน ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นสุข ไม่เป็นอารมณ์ และไม่ไร้อารมณ์ เป็นสิ่งที่
ไม่พูดถึง ส่วนมหานครนิพพานที่อยู่ในไตรภุมิกถา ท่านผู้รู้ท่านได้กล่าว
ไว้เป็นกุศโลบายให้คนทำความดี เพราะจิตใจของคนสมัยก่อนมีศรัทธา
ปสาทะ(เขียนถูกไหมหนอ)แต่ยังขาดปั__า
ศาสนาพุทธมีเสื่อมนะครับ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงและ
ดับไปไม่เว้นแต่ศาสนาเอง หากเราไม่เกิด เราก็ไม่ตาย อย่ายึดมั่นกับ
อุดมการณ์ทางศาสนามากเกินไป ศึกษาธรรมให้มากๆอย่าแบ่งแยกว่า
ศาสนานั่นศาสนานี่ อย่าเปรียบเทียบว่าอะไรดีที่สุด ต่อให้ท่านยืนอยู่ที่ๆ
สูงที่สุดก็ใช่ว่าท่านจะมองเห็นได้กว้างที่สุดหากทัศนะของท่านยังคับ
แคบอยู่ พุทธทำนายที่ว่าราชสีห์ล้มลงตายเองแล้วมีหนอนไชออกมา
จากข้างในนั่นหมายความว่าคนที่ขึ้นชื่อว่าชาวพุทธทำให้จิตใจของตน
เสื่อมเอง
อลัชชี
19-11-2004, 08:50 PM
ขอประทานอภัยครับที่วิพากษ์ว่ากระทู้นี้งี่เง่า ความจริงความอยากของ
คนเป็นสิ่งที่งี่เง่าที่สุด โดยเฉพาะอยากรู้เรื่องที่งี่เง่าอาทิเรื่องอิทธิฤทธิ
ปาฏิหาริย์ ข้าพเจ้าขอถาม อะไรคือสรณะของท่าน พระพุทธะ หรืออิท
ธิฤทธิ์ กระทู้บนหน้าจอหลายกระทู้งี่เง่าสิ้นดี
ปาฏิหาริย์เดียวที่ข้าพเจ้าอยากมีคือ อนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ จะได้ชี้ข้อ
ธรรมให้ตนเองและสัตว์โลกรู้ตื่นได้ ท่านลองถามใจตนเองดูว่า ท่าน
บำเพ็_เพื่อความเหนือเลิศกว่าคนอื่น หรือเพื่อความรู้แจ้งของคน ท่าน
มีอภิ__าเพื่ออะไร เพื่อประโยชน์สุขของใคร
ทุกครั้งที่เข้าร้านหนังสือแล้วเห็นหนังสือ 3 ประเภท ข้าพเจ้าจะรู้สึกว่า
จิตใจของคนตกต่ำลงทุกที
1.หนังสือผีและวิ__าณ
2.หนังสือลามก
3.หนังสือของขลังและอิทธิฤทธิ์
Sounds
20-11-2004, 04:20 AM
ฤทธิ์ฌานสมาบัติก็เป็นความดีอย่างหนึ่งนี่
อย่างนี้เขาเรียกว่า *คนดีด่าคนดีหรือ
poysian
20-11-2004, 03:57 PM
ดีๆ..poysian ชอบ....สำหรับpoysian บางทีก็ไม่ได้ตั้งความปราถนา..บางทีก็ตั้งใจปราถนาอธิษฐาน..แล้วแต่วัน..แต่ก็ดีๆ..ชอบ...ชอบที่ทุกคนชอบทำบุ_ .อย่างนี้ .เจ๋งเลยพวก .ชอบๆ
ผ่านมาผ่านไป
20-11-2004, 10:53 PM
การอธิษฐานเรียกว่าการโปรแกรมจิตไงครับ
เวลาไปเกิดใหม่ได้นำเอาอุปนิสัยที่ตั้งใจไว้ไปเกิดตามด้วย
ใครใคร่เชื่อๆ ใครไม่เชื่อก้อทิ้งไว้ตรงนั้นแหละ
ทุกอย่างอยู่ที่ใจขอให้ใจเป็นสุขนั่นก็ถึงนิพพานในชาตินี้ไม่ต้องรอให้หมดกรรมจึงไปนิพพานได้ทำบุ_จะหวังผลหรือไม่แล้วแต่บุคคลไม่มีใครผิดและถูก
ผู้รู้น้อย
21-11-2004, 07:21 PM
ตราบใดยังไม่ถึงพระนิพพานหรือที่สุดแห่งธรรม
ตราบนั้น กระแสจิตอธิษฐาน ย่อมต้องมี เพื่อตั้งความปราถนา
ขนาดเราตั้งความปราถนาไว้ คิดว่ามั่นคงแล้ว มันยังสั่นคลอนได้เลย
เพราะหากไม่มีการอธิษฐานจิต(ถึงแม้บางท่านคิดว่า เป็นเรื่องงี่เง่า
แต่มันจะเป็นเหมือนกุศโลบายให้ใจอยู่ในบุ_) ไม่เช่นนั้น จะมีคำว่า "อธิษฐานบารมี"
คงไม่มีใครอธิษฐานจิตให้ตัวเองเจอแต่สิ่งเลวหรอกนะค่ะ ทุกคนย่อมต้องการสิ่งที่ดีในชีวิตทั้งนั้น
พวกผี พวกอิทธิฤทธิ์ต่างๆ มันคู่กับมนุษย์มานานแสนนานแล้ว ก่อนสมัยพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้จะเชื่อแบบสนิทใจ เมื่อเจอกับตัวเองเท่านั้นแหละค่ะ แต่ท่านไม่สอนให้เรา หลงงมงายเท่านั้นเอง
ผู้รู้น้อย
21-11-2004, 07:24 PM
นั่นแหละ คือข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุด หากไม่มี ไม่เกิดอีกแล้ว ความดีที่สั่งสมมาก็สู_ไปกับเรา แต่ความดีทั้งหลายทั้งปวงที่มนุษย์อย่างเราๆสร้างกันมา ย่อมไม่สู_หายไปจากโลกนี้ เพราะย่อมมีมนุษย์ยุคต่อๆ ไป
ก็เผื่อจรรโลงโลกนี้ให้น่าอยู่ต่อไป
ผู้รู้น้อย
21-11-2004, 07:35 PM
ทั้งๆที่มีคนหลายคนบอกว่า ทำบุ_ทำทานที่ไหนกับใครก็เหมือนกัน
ไม่ว่าจะสงเคราะห์หรือพระสงฆ์ ทำความดีกับใครก็แล้วแต่ ฯลฯ ได้บุ_ได้กุศล ได้ความสบายจิตสบายใจเหมือนกัน
แล้วทำไหม? คนถึงมีฐานะรูปร่างหน้าตาสุขภาพร่างกาย สติปั__า
อารมณ์จิตใจ ลักษณะความละเอียดความหยาบของจิต แตกต่างกันไป
อะไรคือ เบื้องหลังของสิ่งเหล่านี้ค่ะ ขอความรู้จากคุณอลัลชีทีค่ะ
ผู้รู้น้อย
21-11-2004, 08:02 PM
แต่หากผู้ที่บารมียังอ่อน ถึงโค-ตระอ่อน ก็อาจจะคิดว่า ก็ไม่ต้องไปทำมันเลย จะไปถือให้มันเหนื่อยทำมั๊ย?! ลำบากต่อการทำมาหากิน ไปยึดมันไว้ทำไหม บางคนทำดี ถือศีล แล้วไม่ได้สิ่งดีๆตอบแทนก็มี ฯลฯ คนเหล่านี้ก็จะพลางไม่ถือศีลไป โลกคงวุ่นวายกว่านี้อีกเยอะเลย เพราะคิดไม่ออกว่า ศีลไม่ใช่แค่ถือแต่เพียงลมปาก หรือยึดไว้เหมือนถือของ แต่มันคือการตั้งใจกระทำตามที่ตัวเองตั้งใจไว้ ด้วยความเคร่งครัดแต่ต้องไม่เคร่งเครียด จึงอาจต้องมีกุศโลบาย แล้วมันก็ไม่ใช่สิ่งผิด ถึงแม้จะดูเหมือนยึดอัตตาก็ตามเถอะค่ะ แต่เราเชื่อว่า เมื่อใดจิตที่คุ้นเคยชินกับศีล มันจะกลายเป็นการกระทำไปเอง จนคิดว่า ตนไม่ได้ถือศีล แต่จิตมันถือไว้แล้ว อย่างเช่นหลานสาว ตอนเล็ก ๆ สักสี่ห้าขวบได้มั่ง ตอนนี้เริ่มเป็นสาวแหละ ป้าของเรา (ป้าของเรา=ยายของหลานสาว)เราให้ฟังว่า "ยุงมันก็ไม่ตบ มดมันก็ไม่บี้" จนป้าเรากระเซ้าหลานสาว ว่า "....มันกระแดกจริงๆ ยุงมันก็ไม่ฆ่า มดไม่มันก็บี้" ซึ่งป้าเราก็ไม่รู้ว่า เด็กมันศีล 5 อยู่ในจิตใจมัน ซึ่งหลานสาวคนนี้ แม่แท้ของเค้าก็ไม่เลี้ยง อยู่กับยาย พ่อก็มีเมียใหม่ มีลูกใหม่ แต่ก็ยังโชคดี ส่งเสียเลี้ยงดู พอดีมีโอกาส เลยซื้อมงคลชีวิต 38 ประการให้ เมื่อตอนเด็กอยู่สัก ป.3 ป.4 ได้มั่งค่ะ ให้อ่าน กลัวค่ะ กลัวหลานเสียคน เพราะสิ่งแวดล้อมที่หลานอยู่ ก็ไม่ดีมาก แต่เจอครั้งล่าสุด ประมาณ ต้นปี เจอแบบเจอตัวเด็กนะค่ะ เด็กคนนี้ ยังอ่านหนังสือ เล่มนี้อยู่ เราก็บอกหลานว่า "ดีแล้ว แต่ต้องเอาไปกระทำด้วยนะ"
และอีกตัวอย่าง ขนาดเพื่อนๆของเราเอง ชวนเข้าวัดถือศีล 8 ยังไม่ไปเลย แค่มันเรื่องง่ายจะตายไป คุณอาจคิดว่า ฉันสาวไส้ให้กาฟัง แต่นี่คือ เรื่องจริง ในชีวิตของฉัน
ส่วนเรื่องจะบรรลุหรือไม่บรรลุยังไม่อยากคิดค่ะ เมื่อไรบรรลุก็เมื่อนั่นแหละค่ะ
ผู้รู้น้อย
21-11-2004, 08:08 PM
อันนี้ถูกต้องเปล่าค๊า
ธุลีดิน
23-11-2004, 05:30 AM
คุณผู้รู้(ไม่)น้อย พูดได้ดีมาก เอาดอกไม้ไปหนึ่งหอบครับ(f)
นาคราช
24-11-2004, 02:14 AM
(f) (f) (f) (f) (f) (f)
สาธุครับ ขอให้ข้าพเจ้าได้บุ_กุศลเท่าคนตั้งกระทู้ครับ (f) (f)
ทำอย่างไรถึงจะชื่อว่าวางใจได้ดี เป็นผู้มีโยนิโสมนสิการในทาน ทำให้การให้นั้นเป็นทานเป็นบุ_จริง ๆ ถ้าหากว่าทานไม่มีอานิสงส์เกี่ยวกับความสุขเกี่ยวกับการป้องกันภัยในวัฏฏะ ช่วยให้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คงจะไม่มีใครทำ เพราะไม่ได้อะไรตอบแทนเป็นการสิ้นเปลืองเปล่า แต่ถ้าต้องการในผลเป็นโลภะทำให้ไม่ใช่บุ_ หรือทำไปเถอะจะมีผลหรือไม่ไม่สนใจ ก็ไม่ถูกอีก จะวางใจอย่างไรให้เป็นบุ_
พระพุทธเจ้าตรัสอานิสงส์ของทานไว้เป็นอเนกประการ ตรัสถึงโทษของการไม่ยอมสละบริจาคไว้เป็นอเนกประการ ส่วนทานตรัสไว้เกี่ยวกับสุคติโลกสวรรค์มากมายหลายสูตร ตรัสอย่างนี้มิได้มีพระประสงค์ชักชวนให้คนเกิดอยากได้ในอานิสงส์ของทาน เพียงแต่ทรงชี้ให้เห็นว่า การกระทำนี้มีผล ไม่ใช่ไม่มีผล เหมือนอย่างมิจฉาวาทะที่บอกว่า ทาน ไม่มีผล การบูชาไม่มีผล เป็นต้น (ในบรรดามิจฉาทิฏฐิ 10 อย่าง) เมื่อมีความเข้าในแล้วก็เก็บความรู้ไว้ แต่ในเวลาจะทำจริง ๆ อย่าตั้งจุดมุ่งหมายในอานิสงส์ไว้ล่วงหน้า ในเวลานั้นถ้าหากจะให้แก่คนที่ขาดแคลน ก็ด้วยกรุณาเท่านั้น ไม่ได้เล็งเอาที่อานิสงส์เป็นสำคั_ในการกระทำแต่ละครั้ง รู้ก็รู้ไป ในที่สุดก็ให้พิจารณาทานที่ได้บำเพ็_แล้วก่อนหน้านั้นว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ได้มีสาระอะไรอื่นที่ยิ่งไปกว่าการช่วยให้ชีวิตดำเนินไปได้สะดวกในทุกภพทุกชาติที่เกิดมาเท่านั้น ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถจะช่วยให้เราพ้นจากเกิดแก่เจ็บตายไปได้ จะได้ไม่ยึดมั่นถือมั่นจนเกินไปว่าจะนำประโยชน์สุขวิเศษมาให้อย่างนั้นอย่างนี้
การนึกถึงอานิสงส์เป็นเหตุให้คนเกิดกำลังใจขวนขวายทำกรรมดี จากตั้งแต่ชั้นต่ำ ๆ ขึ้นไปเป็นปัจจัยแก่ชั้นสูง ๆ เท่านั้นเอง ในที่สุดแม้ทานการให้ก็ตกอยู่ในอำนาจพระไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทานช่วยให้เข้าสู่สุคติโลกสวรรค์ เกิดเป็นเทวดา นางฟ้าในสวรรค์ได้ก็จริง แต่ในที่สุดก็ต้องแก่ต้องตายไปเป็นธรรมดา เช่นเดียวกับเกิดเป็นสัตว์ในภูมิอื่น เพียงแต่ว่าหากได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์แล้วโอกาสที่จะได้ทำบุ_ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนถึงธรรมที่ดับทุกข์นั้นมีมากกว่าเท่านั้น
ขั้นตอนการเทศนาของพระพุทธเจ้ามีอยู่ และทรงเล็กอุปนิสัยคนฟังด้วย บางคนต้องแสดงอานิสงส์ของทาน ให้ขวนขวายในทานเสียก่อน ต่อไปจึงทรงแสดงให้เห็นว่า แม้ทานนี้ก็ไม่เป็นสาระอะไร ไล่กันต่อไปตามลำดับ ไม่ใช่ให้หยุดนิ่งอยู่กับการจ้องที่จะเอาอานิสงส์ในทานแต่อย่างเดียว
คัดลอกจาก หนังสือ บุ_ จัดพิมพ์เผยแผ่โดย มูลนิธิปราณี สำเริงราชย์ พิมพ์ครั้งที่ 4 เมษายน 2547
อวกาศธาตุ
17-12-2004, 08:25 PM
คุณอลัชชี กล่าวได้แจ่มในคคห. ที่ 19
ลองดูที่คุณอลัชชียกตัวอย่าง
...ส่วนที่ท่านยกมาว่านางวิสาขามหาอุบาสิกาอธิฐานว่าขอให้มีเงินทอง
ไม่ขาดมือ"เพื่อที่จะได้ใช้จ่ายเป็นทานและบำรุงศาสนา"นั้นใจความมัน
คือเพื่อประโยชน์สุขของตนหรือไม่"
ทุกท่านปิ๊งไหม ว่าหมายความว่ายังไงเกี่ยวกับการอธิฐาน
ใครไม่เข้าใจลอง อ่านทวนข้อความที่ 19 ทั้งหมดอีกครั้ง
ถ้ายังไม่เข้าใจไม่เป็นไร มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา พิจารณา
อ้อ อีกข้อความหนึ่ง ของคุณอลัชชี
... พุทธทำนายที่ว่าราชสีห์ล้มลงตายเองแล้วมีหนอนไชออกมา
จากข้างในนั่นหมายความว่าคนที่ขึ้นชื่อว่าชาวพุทธทำให้จิตใจของตน
เสื่อมเอง..
เป็นเรื่องที่ขาวพุทธในเวบบอร์ดนี้ ต้องพึงสำรวจตนไว้บ้าง
เราหลงอะไรกันไปบ้างรึเปล่า
รู้เท่าทันเป็นการมีสติที่แท้จริง
หมาธาตุ
18-12-2004, 04:01 AM
เห็นด้วยครับ ว่าทำบุญแล้วอธิษฐานจะดีกว่าไม่อธิษฐาน
พฤติจิต
18-12-2004, 04:14 PM
ขออนุญาตกล่าวซ้ำอีกครั้งนะครับในการแนะนำคุณ เทวดา หรือไม่ก็ อลัชชีเนี่่ย ไป พบ จิตแพทย์ด่วนที่สุด มิเช่นนั้นแก้ไขยากส์มากๆๆนะครับ
ขอสรุปประวัติและการประเมิน mental status ของคุณ อลัชชีดังนี้นะครับ
ตั้งแต่อ่านกระทู้มาในฐานะผู้มาเยือนหลายต่อหลายกระทู้สังเกตได้ว่า ผู้ป่วยมีพฤติกรรมต่อต้านกับกระทู้ทุกๆกระทู้ที่ตั้งขึ้นมา (โดยพื้นฐานอาจจะมี Personality disorder ที่เป็น Antisocial อยู่หนะครับ มากกว่านั้นยังอ้างตนว่าบรรลุธรรมก็เป็นลักษณะของ Nacisissus persalitydisorder ที่กล่าวว่าเป็น disorder ก็เพราะว่ามีคนเตือนหลายครั้งยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนะครับ
ซึ่งจนผมมาเจอกระทู้นี้เข้ายิ่งจำเป็นจะต้องเตือนในฐานะเพื่อนร่วมโลกจะสรุปเลยว่าท่านเทวดาหรือลัชชี ต้องการความช่วยเหลือด่วนจากจิตแพทย์เพราะ
1.out of reality
2.behavioral chage
3.no(ไม่ใช่ Poor) insight
ควรจะได้ Hadol ซัก 10 mg. stat แล้วรีบรักษาจะดีขึ้นครับเชื่อผมเถอะ เป็นห่วงจริงๆนะถ้าใครรู้จักเค้าเป็นการส่วนตัวรีบเตือนๆซะก่อนที่จะมากกว่านี้
พฤติจิต
18-12-2004, 04:19 PM
สาธุสาธุ ผู้รู้ไม่น้อย ผู้รู้จริง.....อนุโมทนามิครับ อย่าเอาอายตนะของเราไปรับสิ่งที่มันทำให้เกิดความรำคาญเลยแต่เมื่อมันบังเอยรับรู้ก็คิดเสียว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ฝึกมันได้ .....ได้ฟังได้อ่านได้เห็นได้สัมผัส....ไม่พอใจ....ทุกข์....ทุกข์ไม่ดี.....โยนทิ้งไป
Palmnaraks
18-02-2005, 07:56 PM
...................
อืมม ทุกท่านที่เข้ามาโพสกระทู้นี้ ให้ข้อคิดที่ดีมากๆเลยครับ แม้จะมีความเห็นต่างกัน แต่ผมก็อ่านของทุกท่านและก็เห็นด้วยในทุกๆคำตอบ
ผมอ่านข้อความที่ 19 ของคุณอลัชชี อย่างละเอียดและพิจารณา (เฉพาะกระทู้นี้นะครับ) ผมว่าภูมิธรรมไม่ธรรมดาทีเดียว ถ้าคุณเข้าใจได้เช่นนี้จริงๆและโพสกระทู้ด้วยความบริสุทธิใจปรารถนาที่จะสนทนาธรรมก็ขออนุโมทนาด้วย
เจ้าของกระทู้ก็นำธรรมะมาเผยแพร่ด้วยความตั้งใจดี และธรรมที่เสนอก็มีเหตุผลและมีประโยชน์ ขออนุโมทนาสาธุด้วยครับ
การสนทนาธรรม และการปรับทิฐิเป็นบุญนะครับ (แล้วก็เป็นการปรับจิตด้วย) อยากเห็นทุกท่านสนทนาธรรมเพื่อเป็นสะสมบุญเป็นเสบียง เพื่อละสังโยชน์มุ่งสู่นิพพาน มากกว่าการโต้แย้งหรือส่อเสียดที่จะยังผลตรงข้ามครับ
ศุกร์
19-02-2005, 09:32 PM
เห็นด้วยกับคุณ R2D2 ค่ะ การให้ข้อคิด แง่มุม ที่ต่างกัน จะทำให้เรามองอะไรได้กว้างขึ้น รอบทิศทางสุดรอบขอบทุกทิศรวมทั้งทิศบนล่าง ค่ะ ไม่โยนสิ่งร้อนใส่กันดึงจิตกลับมาในนิ่งน๊ะค่ะ ปัญหาคือการประคับประคองจิตใจไม่จับมาเป็นอารมณ์ นิ่งได้ ไม่โกรธ และทรงฌานต่อไปได้หรือจิตนิ่งได้ด้วยดี และขออนุโมทนา สาธุฯ กับความตั้งใจดี ความเมตตาจิตที่ทุกท่านมีให้แก่กันในที่นี้ด้วยน๊ะค่ะ (เทวดารอบตัวเราก็ฟังไปด้วยเลย แบบ อืมมมมม...แล้วก็ได้แง่คิดกันตั้งหลายๆ องค์ ด้วยค่ะถือได้ว่าเทวดาที่อยู่รอบๆ บริเวณเราได้กุศลจิตคราวนี้ด้วยค่ะ ^o^ )
พฤติจิต
12-03-2005, 11:08 AM
บุญญานุภาพเกื้อ ศิริเอื้อนุกูลผล
กล่าวแจ้งแถลงกล ทศทัศน์ธปารมี
หนึ่งคืออธิษฐาน ประสิทธิ์สานพลศรี
หนทางนฤบดี แห่งบรมศาสดา
ปุถุผู้รู้น้อย วาจาพร่อยมานะหนา
กล่าวตู่พระสัมมา ด้วยมรรคาแห่งตนเอง
ทุกขติเป็นที่หวัง เป็นที่ตั้งอย่าจงหนี
บาปเคราะห์วิบากมี แด่ผู้นั้นให้มั่นใจ
koymoo
23-03-2005, 10:57 AM
ใช่ค่ะ ทำบุญทำทานทุกครั้งต้องอธิษฐาน อย่างก้อยไปบริจาคเลือดนะ ตอนก้อยให้เลือดอยู่ก็อธิษฐานให้ครอบครัวก้อยมีความสุข แล้วที่สำคัญคือขอให้คนที่เขาเอาเลือดก้อยไปใช้ หายจากเจ็บป่วย มีอาการเป็นปกติ ในทศบารมี(หรือเปล่า) ของพระพุทธเจ้า 1 ในนั้นก็มี "อธิษฐานบารมี" ด้วยนะคะ คือ เราอธิษฐานไม่ได้ทำไปเพื่อความโลภ แต่ทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะการทำบุญยังไงก็ได้บุญอยู่แล้ว แต่จะมีอานิสงส์มากขึ้น ถ้าอธิษฐานค่ะ (แต่ต้องอธิษฐานอย่างถูกด้วยนะ)
ตอน นี้ ทำบุญ แล้วก้อ ตั่งอธิฐาน
แต่ก่อน ทำแล้ว ไม่เคยอธิฐานเลย
แบบ ทำแล้วก้อ สบายใจ เท่านั่นเอง
Palmnaraks
04-05-2005, 08:52 PM
..............................
Palmnaraks
04-05-2005, 09:25 PM
คนเรามีหลายนิสัยหลายจริต ย่อมมีวิธีในการเข้าถึงธรรมต่างกัน คุณอลัชชี บางคนทำมาด้านปัญญา บางคนทำมาด้านศัทธา มันต่างกันครับ อลัชชีน่าจะเป็นเพียงคนที่ศึกษาธรรมะไม่ใช่คนที่ปฏิบัติจริง ศึกษาและหยิบมายกกล่าว ศึกษายังไม่จบหลักสูตรพูดพล่ามซะแล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงสอน ให้เราทำความดี ละเว้นชั่ว จากนั้นทำใจให้บริสุทธิ์ คือละออกทั้งดีทั้งชั่ว ไม่ติดอะไรทั้งสิ้น แต่การที่จะไปถึงจุดๆนั้นได้ เราก็ต้องปฏิบัติโดยอาศัยธรรมหลายๆตัวเกื้อกูลกัน
เดี๋ยวก็กลายเป็นว่าไม่ยึดมั่นอะไรแล้ว ร่างกายก็ไม่ใช่ของเรา อะไรก็ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนทั้งนั้น แล้วไม่กินข้าวไม่กินน้ำ ไม่อาบน้ำไป เพราะไม่ยึดอะไรเลยกลายเป็นวิปลาสไป
Mr.Nobody
05-05-2005, 05:08 AM
อนุโมทนากับคุณผู้รู้น้อย การอธิฐานนั้นผมว่าสำคัญไม่เบาทีเดียว อย่าลืมว่าในบารมีทั้งสิบทัศ อธิฐานบารมีเป็นหนึ่งในนั้น
อีกย่างนิพพานไม่มีสภาวะ ไม่เป็นบ้านไม่เป็นเรือน ไม่เป็นตัว ไม่เป็น
ตน ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นสุข ไม่เป็นอารมณ์ และไม่ไร้อารมณ์ เป็นสิ่งที่
ไม่พูดถึง ส่วนมหานครนิพพานที่อยู่ในไตรภุมิกถา ท่านผู้รู้ท่านได้กล่าว
ไว้เป็นกุศโลบายให้คนทำความดี เพราะจิตใจของคนสมัยก่อนมีศรัทธา
ปสาทะ(เขียนถูกไหมหนอ)แต่ยังขาดปั__า
นิพพานสูญในใจท่าน ท่านจึงสูญจากเมืองนิพพาน
ขอบคุณครับ
เลิศ
lordchicken
12-07-2005, 11:34 PM
จะจำไปใช้บ้างครับ..อ่านแล้วรู้สึกเปิดหมอกเห็นแสงตะวันเลยที่เดียว
aelovejack
15-07-2005, 02:26 AM
5
ผ่านมาจริงๆ
29-07-2005, 03:50 PM
อธิษฐานจ้า
อธิษฐานว่า
ศรัทธาของข้าพเจ้าบริสุทธิ์ ปัจจัยของข้าพเจ้าก็บริสุทธิ
ขอกลั่นบุญให้ใส กลั่นใจให้เป็นบุญ
น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สัมฆบูชา บูชาต่อพ่อแม่ครูอาจารย์
ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีส่วนในบุญกุศลของข้าพเจ้า จงมีส่วนในธรรมะของข้าพเจ้า
ขอให้กุศลของข้าพเจ้านี้จงเป็นเสบียงลำเลียงส่งให้ข้ามพ้นไปถึงฝั่งพระนิพพาน
หากข้าพเจ้ายังไปไม่พ้นจากวัฏฏะสงสาร ขอกุศลนี้จงเป็นพละปัจจัยให้ถึงพร้อมในความ
เป็น อยู่ มี ทั้งหลายทั้งปวงนับแต่ปัจจุบันชาตินี้เป็นตันไป
หลวงปู่ฯ สอนว่า
"บุญเป็นเครื่องให้ถึงพร้อมในความสำเร็จทั้งหลายทั้งปวง
พระพุทธเจ้าสำเร็จความเป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยอธิษฐานบารมีประกอบกับบารมีอื่นๆ "
วันนี้ที่ยังอยู่ดี ก็ได้เพราะมีบุญให้อาศัย ลำบากด้วยกรรมให้เป็นไป
บางคนเกิดมาก็คิดดี อยู่ในสภาวะแวดล้อมเลวอย่างไร ก็ยังเด็ดเดี่ยวที่จะพูด จะทำ แต่ในสิ่งดี ตั้งแต่เล็กแต่น้อย น่าจะตั้งใจ(อธิษฐาน)มา(แต่ปางก่อน)
บางคนก็มีมิจฉาทิษฐิไม่เสื่อมคลาย เป็นไปตามสภาพแวดล้อม
คงไม่ได้ตั้งใจ (อธิษฐาน) มา (แต่ปางก่อน)
แบบนี้เรียกว่า ไปตามยถากรรม
ผ่านมาจริงๆ
29-07-2005, 04:05 PM
<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
<o:p>
ทานที่หวังผล และทานที่ไม่หวังผล
<o:p>- คัดลอกมาจากการตอบปัญหาธรรมของคุณดังตฤณ</o:p>
<o:p> </o:p>
เมื่อวานเห็นคนมากมายถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ผู้เป็นนาบุญ
ทานนั้นเป็นของดีแน่นอน หลวงปู่เหรียญและหลวงปู่จันทร์โสมนั้นเป็นพระแท้แน่นอน
ใจคนถวายก็เป็นใจที่ประกอบด้วยความคิดเป็นทานแน่นอน
แต่...
ใจ บางคน คิดด้วยความโลภว่าดีจริง ได้ถวายทานกับอริยเจ้า
คงได้บุญ ได้กุศลตอบแทนเหลือหลาย
นี่คือตัวอย่างของทานที่ประกอบด้วยความโลภ
ทำทีไร ท่าทางจะคิดอย่างนี้ทุกครั้ง
จิตเป็นทานจริง จะได้ผลจากทานจริง
อาจเกิดในสวรรค์ชั้นต้นๆ
อาจเกิดเป็นคนรวย เป็นคนใหญ่คนโต
แต่คงไม่ผิดอะไรกับนักธุรกิจหน้าเลือดที่เห็นๆกัน
สร้างบุญไว้เตรียมทำบาปแท้ๆ
(ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิต
ผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้
เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหาย
แห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่
แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ --- ทานสูตร)
ใจ หลายคน ไม่ประกอบด้วยความละโมบ
แต่ก็ไม่ประกอบด้วยความโสมนัส
เพราะไม่พิจารณาด้วยความเลื่อมใส ว่าของนี้มอบแด่พระผู้ปฏิบัติดี
หรือไม่พิจารณาด้วยความเลื่อมใส ว่าของนี้เราได้มาด้วยความบริสุทธิ์
ถวายด้วยใจที่บริสุทธิ์
หรือไม่พิจารณาด้วยความเลื่อมใส ว่าเราทำอย่างนี้ตลอดชีวิต
ถ้าชีวิตนี้ไม่ถึงนิพพาน ชีวิตหน้าก็จะได้มีโอกาสอุปถัมภ์พระศาสนาอีก
เกิดมาใต้ร่มโพธิ์พุทธอีก
หรือแค่ง่ายๆ ไม่ทำความรู้สึกดีๆขณะถวาย
แต่แค่มีการขยับมือไม้ ยกประเคนตามพิธี ไม่คิดอะไรมาก
สักแต่ทำๆไปด้วยความเคยชิน
ตอนแรกๆอาจมีความสุข เบิกบาน แต่ด้วยอำนาจความเคยชิน
จะเห็นว่าความสุขลดลงใกล้เคียงความเฉย
น่าเสียดายใจที่สะอาด แต่ขาดโสมนัส ทำเรื่อยๆเฉื่อยๆ
บางทีฟุ้งซ่านปนๆไปสารพัดเรื่อง (ซึ่งก็ด้วยอำนาจความเคยชินอีกนั่นเอง)
อย่างนี้ถ้าได้ร่ำรวย ก็ร่ำรวยไม่กว้างขวาง สมบัติไม่สุกสว่างเอี่ยมอ่องเท่าไหร่
เพราะฤทธิ์ของใจไม่แน่วไปในทาน
(ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มี
จิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไป
แล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทาน
นั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาสิ้น
กรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่
ความเป็นอย่างนี้ ฯ --- ทานสูตร)
พวกเราเรียนรู้ ดูจิตดูใจตัวเอง หลายคนดูเป็นและรู้จริง
แต่บางทีก็ไม่เอามาประยุกต์ใช้กับงานบุญงานกุศล
อาจเห็นว่าเป็นของตื้น เพราะเราไม่ค่อยคุยกันเรื่องทาน เรื่องศีลกันมาก
ซึ่งว่าที่จริงทานกับศีลนั้นเป็นของใกล้ตัว ทำดีง่าย ทำได้แน่
เพราะรู้จักสภาวะ รู้ทันความคิดตัวเองกันแล้ว
ไม่หลอกตัวเองด้วยภาพลักษณ์หรือโมหะหยาบๆแล้ว
ทานกับศีลนั้นหล่อเลี้ยงให้ใจเปิด ใจสะอาด และลงเป็นสมาธิได้ง่าย
บางคนบ่นว่าทำสมาธิไม่ค่อยขึ้น จิตฟุ้งซ่านบ่อย
ก็จะแก้โดยการนั่งสมาธิให้นานขึ้น หรือใส่ความเพ่ง ความเกร็งให้มากกว่าเดิม
แทนที่จะเอาทางตรงที่พระพุทธองค์ประทานไว้
คือกรุยทางให้ใจเปิดด้วยทาน ให้ใจสะอาดด้วยศีล
อาการสุ่มของจิตที่สัดส่ายเป็นความฟุ้งซ่านก็ลดลงไปเอง
บอกอย่างนี้ก็ไม่ค่อยเชื่อ เพราะดูเหมือนไม่ค่อยอาศัยความเก่ง ไม่ต้องใช้ความสามารถเท่าไหร่
ในการทำทาน ในการรักษาศีล
ไม่เหมือนทำสมาธิให้ได้รวม ให้ได้สว่าง
ไม่เหมือนดูจิตแล้วมาเล่าว่าปล่อยวางได้ สอยกิเลสร่วงได้กราว กราว
เอาไว้บอกเล่าเก้าสิบกัน
ทานนั้น ทำเสมอๆเหมือนกัน เป็นอาจิณณกรรมเหมือนกัน แต่ให้ผลต่างกัน
ก็เพราะความฉลาดทางจิต ความฉลาดในการประกอบบุญกุศลผิดแผกจากกัน
ลักษณะจิตที่ทำงานเป็นการฟังธรรมก็เหมือนกัน
ส่วนใหญ่คิดไม่ถึง ว่าฟังด้วยนิสัยอย่างไร ก็จัดเป็นอาจิณณกรรม
ให้ผลแตกต่างเช่นกัน
บางคนฟังด้วยใจจดจ่อ ฟังทุกคำ
แต่ฟังไปคิดแย้งไป ท่านพูดตรงนี้ไม่ชัด ท่านว่าตรงนี้ไว้คลาดเคลื่อนจากบัญญัติ
อย่างนี้เรียกว่าฟังด้วยปัญญาเชิงโลก
ฟังด้วยใจที่ปิด
บางคนฟังด้วยใจจดจ่อ ฟังทุกคำ
ด้วยใจที่นอบน้อมเคารพ และคิดว่าจะเชื่อที่ท่านสอน
จะทำคำสอนที่ชอบ ที่ดีมาประทับไว้ในใจ กับทั้งจะทำตาม ปฏิบัติให้เป็นไปดังนั้น
อย่างนี้เรียกว่าฟังด้วยปัญญาเชิงธรรม
ฟังด้วยใจที่เปิด
ฟังด้วยใจที่ปิด ควรเอาไว้ฟังนักการเมือง หรือพระที่ย่อหย่อน ไม่ปฏิบัติดี ไม่ปฏิบัติตรง
จะได้ไม่รับกระแส ไม่ได้ส่วนเลวมาคลุกใจ
ฟังด้วยใจที่เปิด ควรเอาไว้ฟังบัณฑิต หรือพระที่เข้มแข็ง ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง
จะได้รับกระแส ได้ส่วนแห่งความศักดิ์สิทธิ์ อบอุ่น เชื่อมั่น มาประดับ ประทับใจ
ยิ่งสมาธิดีเท่าไหร่ สว่างกว้างขวางแค่ไหน ใจก็ยิ่งเปิดรับเต็มๆ
ชัดเจน คมลึกในมิติของความศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
(การนั่งสมาธิภาวนาขณะฟังธรรม จึงเป็นอุบายเปิดจิตรับเทศนาธรรมอันเลิศสุด)
ส่วนที่จะหายสงสัย ว่าพระไหนดีหรือไม่ดี
อันนี้ต้องขึ้นกับภูมิหลัง พื้นเพจิตใจและสติปัญญาของแต่ละคนประกอบไปด้วย
ใครมีแนวทางมาอย่างไร ก็เห็นบัณฑิต หรือพระดีตามวิธีจำแนกแห่งตน
บังคับใจให้เชื่อกัน หรือคล้อยตามด้วยน้ำหนักเหตุผลของแต่ละฝ่ายไม่ได้
ฟันธงไว้ให้เฉพาะพวกเราที่คุ้นหน้านะครับ
ใครเปิดใจรับเทศนาธรรม น้ำหนักเสียง จังหวะจะโคนของหลวงปู่เหรียญเต็มๆเป็นประจำ
ถึงแม้พลาดนิพพานในชาตินี้
ก็จะได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระ แบบเดียวกัน กับหลวงปู่เหรียญอีก
เมื่อพบ เมื่อเจอพระแบบท่าน ก็จะไม่ลังเล ไม่สงสัย และปักใจเชื่อง่าย
ไม่มีเหตุมาทำให้ไขว้เขวกวัดแกว่ง
เพราะได้สัญญาณนำร่องไว้ดีแล้วจากชีวิตปัจจุบัน
อาจิณณกรรม --- กรรมที่ทำจนคุ้น ทำจนเป็นนิสัยของจิต
ทำจนจิตไม่ต้องเลือกตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุกระทบ
ทำจนเป็นแนวโน้มที่จิตจะเลือกทำเสมอๆเองด้วยความเต็มใจ ไม่มีใครบอกหรือบังคับ
ทั้งความคิดเงียบๆเองตามลำพัง ทั้งคำพูดที่หูคนอื่นได้ยิน
ทั้งการลงมือทำที่คนอื่นได้เห็น
อาจิณณกรรมฝ่ายกุศลควรทำให้เกิด ให้มากขึ้น ให้เพิ่มพูน ให้เติบกล้า
อาจิณณกรรมฝ่ายอกุศลควรทำให้หมด ให้น้อยลง ให้ลดถอย ให้อ่อนกำลัง
มือใหม่เริ่มดูจิตดูใจจากกรอบของทานและศีลก็จะง่ายเข้านะครับ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
การอธิษฐานในทาน<o:p></o:p>
<o:p> <o:p>- คัดลอกมาจากการตอบปัญหาธรรมของคุณดังตฤณ</o:p></o:p>
การอธิษฐานทุกชนิดตั้งอยู่บนสภาพจิตหนึ่งๆ
ถ้าจิตกำลังแจ่มใส ร่าเริงในทาน
ก็ยากหน่อยครับที่จิตจะตก
แต่หากจิตแช่มชื่นธรรมดา ไม่มีกำลังสมาธิอุดหนุนมากนัก
(ซึ่งก็คือภาวะจิตภาวะใจของคนทั่วไป)
ก็เป็นไปได้ ที่เมื่อเปลี่ยนอาการ ระลึกในทาน ไปเป็น อธิษฐานในทาน
จิตจะซึมลง เพราะการอธิษฐานต้องใช้ความนึก ความคิด
แต่หาก อธิษฐานเป็นประจำ
อธิษฐานจิตจะอยู่ในรูปของสัญญา
คือระลึกนิดเดียว ดิ่งไปตามกระแส ทานสัญญา อันเป็นไปเพื่อความสละวาง
แต่งจิตไปในทิศทางจ่ายออก สละวาง
ความแช่มชื่นจะไม่มีลดลงเลย
จิตจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกระแสทานชนิดนั้น ไม่มีเคลื่อนครับ
เพราะฉะนั้น กล่าวได้ว่าสิ่งสำคัญ
คืออธิษฐานในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเป็นประจำ
จนไม่ต้องคิดเป็นคำพูด แต่ระลึกเป็นกระแส
ที่สุดก็จะเกิดความเคยชิน
ทานที่เป็นอาจิณณกรรมนั้นๆกลายเป็นกระแสจิตของเราไป
และกระแสนั้นจะรวมเด่น โฟกัสแแน่นิ่งได้นาน
ขณะลงมือถวายทานจริง
</o:p>
บัณฑิตใหม่
08-08-2005, 06:40 AM
เหตุไม่มี ผลไม่มี แต่มีปัญญานำให้เกิดการกระทำที่เป็นเพียงกิริยา ที่ถูกต้อง ดีงาม และเป็นไปในทางเอื้อประโยชน์ และอนุเคราะห์คนด้วยกรุณาที่บริสุทธิ์
ผู้พูดคิดว่าเหตุและผลที่อธิบายได้ในผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในทางมรรคจริงๆ จนบรรลุผลสูงสุดนั้น มาจากปัญญาค่ะ และการดำรงตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นนั้น เกิดจากกรุณาที่แผ่กว้างไม่มีประมาณค่ะ หากผิดพลาดประการใด ขอท่านผู้รู้โปรดอภัย และโปรดกรุณาชี้แจงค่ะ
บัณฑิตใหม่
08-08-2005, 06:58 AM
เห็นด้วยกับท่าน ผู้รู้(ไม่) น้อย :) ในความเห็นที่ 28 ด้วยค่ะ ในการแสดงธรรม หรือสนทนาธรรมนั้น จะต้องมีสับปุรสธรรม 7ประกอบด้วยค่ะ คือ รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้บุคคล และรู้ชุมชน
ในเวบบอร์ดนี้ มีผู้ที่ปฏิบัติได้มากน้อยต่างกันไป หลายระดับปัญญาและความรู้ธรรม (จะนับเฉพาะการรู้ธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติพิจารณาอย่างถ่องแท้ด้วยตนเอง หรือฟังจากกัลยารมิตรและเพียรปฏิบัติตามเท่านั้น) การสนทนาธรรมจึงควรเป็นไปโดยแยบคาย มีอุบาย มีการโยนิโสมนสิการให้เหมาะกับคนโดยรวม แต่เข้าใจค่ะ ว่าเป็นเรื่องที่ยาก ซึ่งต้องอาศัยการขัดเกลา การบ่มอบรมปัญญาของแต่ละท่านผู้รู้เองค่ะ
Attawat_Rx
06-10-2005, 11:42 PM
อืม....ครับ...แล้วแต่จริต แล้วแต่ปัญญามองเห็น แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนละกันครับ คนเราไม่เหมือนกัน ชอบไม่เหมือนกัน แต่สำหรับชาวพุทธภูมิ ควรมีอธิษฐานบารมีครับ พุทธภูมิส่วนใหญ่รู้ดี เป็นแนวทางที่สร้างรากฐานการคล่องตัวในการบำเพ็ญเพียรในภายหน้า ให้ตรงและย่นย่อเวลาได้มากทีเดียว ถ้าขาดข้อนี้ บารมีก็ไม่ครบ 30 ทัศครับ
vBulletin® v3.7.1, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.