PDA

View Full Version : นายหลง....ไวน์


ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 10:33 PM
คนหลากสาย...ไวน์หลากสี



<!-- Main --><CENTER>...นับช่วงเวลาได้กว่าสิบปีที่รู้จัก
เขา...ดูจะคุ้นเคยกับไวน์ชั้นอัครเป็นอย่างดี
ในทุกครั้งที่พบ...มักคลุกเคล้าด้วยเสียงหัวเราะสรวลเส...อย่างมีความสุข
และไม่เคยได้ยินเขาสาธยายไวน์ใด...มากไปกว่า
“ดี” หรือ “ดีมาก”
http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1161916913.jpg
Loimer 2003
Spiegel, Gr&uuml;ner Veltliner, QbA Trocken
Kamptal, Austria
Rate : 90
“สีเหลืองทองอ่อน สว่าง กลิ่นมะนาวเจือจาง พริกไทยสดอ่อน ผลไม้สุกจัดปานกลาง โอ๊กสูง กากน้ำตาลบางเฉียบ โครงเนื้อหนาเต็ม ดราย เข้ม อมหวานอมขม มีความชัดลึกและซ่อนความซับซ้อนอยู่ในที แอซิดิตี้สวย ให้ความสดชื่น ซาบซ่าน...เกินความคาดหมาย ช่วงจบยาวปานกลาง”

“รู้มาตั้งแต่เล็กแล้วว่า...เกิดมาเพื่อทำไวน์”
...หลังจบจากวิทยาลัยใน Klosterneuberg
...เขาตระเวนเรียนรู้การทำไวน์ เริ่มด้วยตระเวนตามไร่ใน Nahe ที่ Germany
...ตามด้วย Schug winery ใน Carneros
แล้วจึงกลับมาสร้างชื่อให้ตัวเองยัง Kamptal
...ในตระกองกอดของลำน้ำ Danupe

“ผมยังรู้อีกว่า...ทุกอย่างควรเริ่มต้นอย่างช้าๆ”
...Fred Loimer
......................
...สิบกว่าปีที่ได้พบในงานเลี้ยงนับไม่ถ้วน
เขา...โลดแล่นในวงสังคมชั้นสูง
โดยข้างกายมีไวน์มิซ้ำขวดและนารีมิซ้ำหน้า
แต่ในขณะที่เขาสามารถกล่าวชื่นชมสาวได้หลากหลายคำพูด
ส่วนกับไวน์...เขาไม่เคยพูดได้มากเกินไปกว่า...“เลว” หรือ “ดี”
</CENTER>

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 10:33 PM
http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1161917391.jpg
Domaine de la Marfee 2002
Les Gamines, Vin de Pays de L'Herault
Languedoc, France
Rate : 90
“สีแดงสดอมม่วงอมดำ แต่สดใสสว่างตา ส่งกลิ่นหวานอมฝาดของรากไม้เข้ม หนังอานม้า ท้องร่อง น้ำมันดิน และพริกไทยสด โครงสร้างขององุ่นดี โครงเนื้อหนาเต็ม แอซิดิตี้อยู่ในขั้นดีปานกลาง ผลไม้จัดจ้าน แทนนินหนาและหยาบปานกลาง สมดุลดีพอใช้ ให้ความลงตัวดี แอลกอฮอล์ยังสูง ได้กลิ่นชะเอมในโพรงจมูก ช่วงจบยาวปานกลาง”

“ผมเชื่อว่า Terrior นั้น...สำคัญกว่าองุ่น”
...เพียงห้าปีหลังเลือกหาผืนไร่จนมาสมใจที่กำแพงเก่า...Murviel ใกล้เมือง Monpellier
...ด้วยเชื่อในวิธีคิดบนพื้นฐานเรียบง่ายองุ่นเลวทุกต้นจึงถูกถอนออก
...เก็บเอาไว้แต่ Grenache และ Carignan ชั้นดี
แล้วปล่อยให้ดินและอากาศ...ทำหน้าที่ของมันต่อไป

“แค่ปล่อยให้ไวน์...สำแดงบุคลิกของมันเอง”
...Thierry Hasard
......................
...กว่าสิบห้าปีที่คุ้นเคยกัน
เขา...ใช้ความพยายามหลากหลายวิธี...เพื่อแฝงตัวในวงสังคมชั้นสูง
การสำแดงความรู้ในไวน์คือ...อุปกรณ์ที่ใช้อย่างหนึ่ง
ซึ่งบ่อยครั้ง...ช่างละม้ายคล้ายคลึง
หรือแทบจะถอดความตรงกับไวน์กูรูอเมริกัน
...คนที่ปั่นไวน์จาก “ธรรมดา” จนกลายเป็น “ไม่ธรรมดา”

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 10:33 PM
http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1161917560.jpg
Frankland Estate 2001
Olmo's Reward, Frankland River, Australia
Cabernet Franc 52 %, Merlot 37 %
Cabernet Sauvignon 5 %, Petit Verdot 4 %, Malbec 2 %
Aged 2 Years in French Oak
Rate : 90

“สีเนื้อแดงเข้มอมดำจนดูน่ากลัว ให้กลิ่นผลไม้จัดจ้านปนมากับกล่องซิการ์ กลิ่นบอกว่าดราย ภาพรวมออกมาค่อนข้างดูดี...มีความซับซ้อน ปลอดกลิ่นดินแดงแบบไวน์ออสซี่อื่นๆ โครงเนื้อหนาปานกลางออกมาทางแน่นเล็กน้อย ให้ความสดชื่นพร้อมกับสมดุลที่ดีพอใช้ แทนนินละเอียดสวย มีความชัดลึกและชัดเจนดี แอซิดิตี้ดีทีเดียว ...ช่วงจบยาวปานกลาง”

“เราอยากทำให้ได้...อย่างไวน์ฝรั่งเศส”
...หลังตระเวนชมไร่ไวน์ด้วยความหลงใหล
ทั้งคู่...กลับไป Chateau Senejac ใน Bordeaux อีกครั้งพร้อมขอฝึกงานที่นั่น
...จากนั้นจึงเสาะหาโอกาสทำไวน์
จนมาตัดสินใจบนผืนไร่ที่ Dr. Harold Olmo ระบุว่า...
อุดมด้วยชั้นแร่เหล็กและดินดึกดำบรรพ์
เหนือตลิ่ง...เลียบลำน้ำ Frankland อันหนาวเหน็บ

“ก็แค่ทำทุกอย่างเหมือนที่ฝึกจาก Bordeaux”
...Barrie Smith และ Judi Cullam
......................
...เขา...ใกล้ชิดไวน์มานานกว่าสิบปี
จนกล่าวได้ว่า...เป็นเสี้ยวส่วนชีวิตที่สาหัสสุดๆ
...แต่แทนที่จะมีความรู้ไวน์อย่างเปิดกว้าง...จากการมีร้านเป็นของตัวเอง
เขากลับเอารสนิยมส่วนตัวที่ตีกรอบ...มารวมกับกลไกการตลาด
เขาจึงไม่สามารถแยกแยะได้ว่า
...ไวน์ “ดี” หรือ “เลว” นั้นแตกต่างกันเช่นไร

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 10:34 PM
http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1161917758.jpg
Dunn 1987
Cabernet Sauvignon, Howell Mountain
Napa Valley, California, USA
Aged 30 Months in 50 % French Oak
Rate : 92
“สีไวน์แดงสด สว่าง ทึบลึกปานกลาง ให้กลิ่นผลไม้จัดจ้านปนชะเอม เจือพริกไทยสด แอลกอฮอล์สูงแต่ละเอียด บอกความเจ้ายศเจ้าอย่าง โครงเนื้อหนาปานกลางออกมาทางแน่นเต็ม ผลไม้สุกสดชื่น แทนนินละเอียดและอมหวาน สมดุลกับความลงตัวอยู่ในระดับดีปานกลาง แอซิดิตี้ดีพอใช้ ช่วงจบยาวปานกลาง พร้อมดื่มแล้ว จะอยู่ดีไปไม่เกินปี 2015”

“ปรัชญาการทำไวน์ของผมคือ เล็ก...เรียบง่าย”
...หลังแอบซุ่มทำเองที่บ้าน จน...UC Davis อดรนทนไม่ได้
ต้องเชิญมาเรียนทำไวน์ให้เป็นเรื่องเป็นราว
แต่ด้วยความขัดสนจึงยังคงชีพด้วยการเป็นผู้ช่วยดูแลการคัดองุ่นที่...Caymus ไปพลาง
จนเย็นวันหนึ่งในปี 1985 ...เขาก็แยกตัวออกมาสร้างฝันเป็นของตัวเอง

“ก็ถ้าต้องผลิตมากๆ ...แล้วเรื่องตรวจไร่...ตัดกิ่ง...ซ่อมแซม...งานผลิตและการตลาด ในวันหนึ่ง...จะทำเสร็จได้อย่างไร”
...Randy Dunn
......................
...นับเนื่องจากสามสี่ปีที่รู้ตัวตนกัน
สิ่งที่เห็นคือพวกเขาศึกษาอย่างกระตือรือร้น
เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ตามติดทุกสถานการณ์จนแทบจะไม่มีไวน์ไหนหลุดรอดสายตา
แต่ด้วยเส้นทางไวน์...ไม่มีทางลัด
จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า...ทั้งทรัพย์...เวลา...และสุขภาพที่เสียไป
...มันจะคุ้มค่าหรือไม่กับแค่เพื่อได้รู้ดีกว่าใคร...ว่า
...ไวน์ใด “ดี” หรือ “เลว”

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 10:34 PM
http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1161917982.jpg
Pavie 2000
St.-Emilion, Bordeaux, France
Merlot 60 %, Cabernet Franc 30 %, Cabernet Sauvignon 10 %
Rate : 97
“สีแดงสด ทึบลึกมาก ส่งกลิ่นฟางอ้อย แก่นและรากไม้ ให้ความซับซ้อนสมบูรณ์แบบ สำแดงความเป็นผลไม้แดงดำอย่างเต็มเหยียด แอซิดิตี้กับความลงตัวสมบูรณ์แบบ สมดุลดีมาก โครงเนื้อแน่นเต็มเหยียด อวบหนาอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน เป็นความมหัศจรรย์ที่แตกต่างจากไวน์ St. Emilion โดยสิ้นเชิง ช่วงจบยาวเร้าใจ คงจะพร้อมดื่มปี 2010 และอยู่ยาวเกิน 2050”

“เอาเป็นว่ามาเริ่มเดินกันใหม่...ตั้งแต่ต้นเลย”
...นับเนื่องจากปี 1998
...นอกจากจะสั่งรื้อและวางสัดส่วนพันธุ์องุ่นในไร่ใหม่หมด
...องุ่นทุกเม็ดถูกลำเลียงส่งจนถึงปากถัง
...ผ่านระบบสายพานที่สามารถคัดแยกก้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โรงหมักแห่งใหม่พร้อมถังไม้ใหม่ถูกจัดสร้างคู่กับโรงบ่มขนาดใหญ่
อันทันสมัยที่สุดใน Bordeaux

“เปลี่ยนให้หมด เว้นไว้ก็แต่ชื่อ Pavie”
...Gérard Perse
......................
...เมื่อกว่าสิบปีก่อน...มีโอกาสได้รู้จักคนพิเศษ
...เขาทุ่มเทหมดหน้าตักไปกับการเรียนรู้
พัฒนาการในเรื่องไวน์ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
...แต่ไม่ว่าจะเป็นด้วยความมั่นใจล้นขีดว่ารู้เช่นจนเจนจบ
...หรือ...ค้นพบจนเบื่อหน่ายในสัจธรรม
เขากลับสลัดทิ้งมันไปอย่างเฉียบพลัน
ประหนึ่งว่า...มิเคยได้ไยดี...
มิเคยได้สัมผัสไวน์ “ดี” “เลว” มาก่อน

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 10:35 PM
http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1161918270.jpg
M. Chapoutier 2003
La Bernadine, Chateauneuf du Pape
Southern Rhone, France
Grenache 100 %
Rate : 90
“สีแดงสด เข้มลึก ทึบปานกลาง ให้กลิ่นรากไม้เข้ม แก่นไม้แห้ง และธูปหอม ไอแอลกอฮอล์สูงจัด โครงเนื้อหนาเต็ม แอซิดิตี้และสมดุลลงตัวดีพอใช้ เนื้อน้ำละเอียด แทนนินนุ่มนวล อมหวานอมขม โครงสร้างของผลไม้อยู่ในระดับดี แสดงความสวยงามสง่า และให้ช่วงจบยาวปานกลาง”

“การกรองไวน์...ก็เหมือนกับการถูกบังคับให้ใช้ถุงยางอนามัย”
...ด้วยหลงใหลในสิ่งที่ตนเองเชื่อ
...เขาตัดสินใจใช้หลัก Biodynamic ในทุกแปลงไร่
...เลือกใช้เฉพาะยีสต์ป่าสำหรับกระบวนการหมัก
เลิกใช้ถังบ่มขนาดใหญ่ หันมาใช้ถังโอ๊กขนาดเล็ก
ยกเลิกกระบวนการกรองอย่างสิ้นเชิง
และที่สำคัญคือ...ใช้ Single Grape ในทุกผลิตภัณฑ์

“การปรุงแต่งไวน์ด้วยองุ่นหลากพันธุ์ถือเป็นการลดคุณค่า Terrior”
...Michel Chapoutier
......................
...สิบกว่าปีที่รู้จักผู้คนในวงการ
ได้พบผู้รู้...ผู้ทรงภูมิมากมาย มีโอกาสสัมผัส...แลกเปลี่ยนทัศนะอย่างหลากหลาย
แต่เมื่อทุกครั้งที่ได้เห็นใครสักคน...ใช้ทักษะนั้นมาเป็นเครื่องมือหากิน
...ความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับไวน์ไม่ว่าจะ “ดี” หรือ ”เลว”
...ก็มักค่อยๆ โรยราและลาดลงต่ำเสมอ

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 10:35 PM
http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1161918521.jpg
Domaine de la Romanée-Conti 1993
Echézeaux, Vosne-Romanee
Cote de Nuit, Cote d'Or , Burgundy, France
Rate : 93

“สีแดงสด เข้มลึกปานกลางออกมาทางบาง ให้กลิ่นกุหลาบสีแดงอ่อนปนมากับผลไม้เปรี้ยวสายลูกไหน เข้มลึกปานกลาง โอ๊กละเอียดเนียนและหอมหวาน ให้ความสดชื่นดี โครงเนื้อหนาปานกลางออกมาทางหนาเล็กน้อย ได้กลิ่นลูกไหน-ลูกพลัมสดในเนื้อน้ำ สมดุล ความลงตัวและแอซิดิตี้...ดีพอใช้ เนื้อไม่ลึกนัก แทนนินละเอียดมาก ให้ความซับซ้อนในระดับดี จบยาวปกติ พร้อมดื่มแล้ว และอยู่ดีต่อไปถึงราวปี 2015”
“คุณลักษณะเฉพาะตัวดีที่สุด...จากดินและต้นองุ่น คือ...สิ่งที่เราดึงมันขึ้นมา”

...บนแปลงองุ่นที่มีค่าเกินกว่าทองคำ
...ได้รับการดูแลตามหลัก Biodynamic ...ด้วยพนักงานประจำเพียงแค่ยี่สิบห้าคน
พร้อมทีมพิเศษอีกหกสิบ...ในช่วงเก็บเกี่ยว
องุ่นทุกพวงนำไปหมักโดยไม่เคยรูดก้าน
จากต้นองุ่นเฉลี่ยล้วนเกินสี่สิบห้าปี

“ด้วยองุ่นดีที่สุดเท่านั้น...ถึงจะสร้างเป็นไวน์ชั้นเลิศ”
...Aubert de Villaine
......................

...ถดถอยหรือหยุดนิ่ง...ก้าวหน้าหรือล้าหลัง
...ของดีหรือเลว...ของจริงหรือปลอม
...คือ ความเป็นไปในโลกของ...คนหลากสาย...ไวน์หลากสี<!-- End main-->

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 10:35 PM
ความจริง...ที่เป็นอยู่

<!-- Main --><CENTER>"ไวน์ออสซี่...นี่แหละคุ้มที่สุด" ...คนหนึ่งเอ่ย
"มันทั้งถูก...เข้ม...ลึก...และเร้าใจ"
"มีตัวไหนประทับใจเป็นพิเศษ...." คนข้าง ๆ ถาม
"ก็มี Penfold รุ่น Bin-128...Bin-389...แล้วก้อ...." เขาพูดไม่ทันจบ
"อ๋อ! พวกไวน์ไร้แสตมป์...ถูกสตางค์"
"แถมให้ความมันเร้าใจ ตอนลุ้นว่าเป็น-ของจริงหรือปลอม... คุ้มจริง ๆ"

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1158887375.jpg
Wynns Coonawarra Estate
John Riddoch, 1992
Cabernet Sauvignon, Coonawarra, South Australia
Rate: 93

สีแดงยังดูสด ให้ความเข้มทึบลึกดี
ส่งกลิ่นผลไม้เขียว มะเฟืองสด พร้อมหนังเหนียวปนกลิ่นซิการ์
คลุกเคล้ามากับเปลือกไม้หอมอมหวาน ช๊อกโกแล๊ต เห็ดหอม...เจือน้ำหอมบาง ๆ
โครงเนื้อหนาเต็ม แม้ผลไม้จะจัด แต่ก็ให้สมดุลและแอซิดิตี้ที่ดีมาก
สดชื่น สร้างความลงตัวในระดับปานกลาง
ช่วงจบยาวปานกลาง สนุก

วันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ.1901
หลังจากปักฐานสร้างไร่องุ่นและเก็บเกี่ยวได้เพียงห้าปี
เขาก็สิ้นใจอย่างสงบ...ด้วยวัยเจ็ดสิบสามในแมนชั่นส่วนตัวที่ Yallum Park

ในอีกห้าสิบปีให้หลัง
สองพี่น้องพ่อค้าไวน์จากเมลเบิร์นได้ซื้อไร่องุ่นแปลงนั้น
และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Wynns Coonawarra Estate
แต่มิวายที่จะผลิตไวน์รุ่นพิเศษสุดเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา
John Riddoch
นักบุกเบิกแดนจิงโจ้รุ่นแรก....ชาวสก๊อต

.........................

"ยังไงซะ-มันก็ยังขาดเสน่ห์ ไวน์โลกใหม่ไม่มีทางสู้ทางโลกเก่าได้"
...คนเก่าเอ่ย
"...มันไม่มี-แตรัวร์"
"อ๋อ ! ลักษณะเฉพาะตัวดีเด่นมารวมกันของแต่ละแห่งนะเหรอ"
"...สำเนียงฝรั่งเศสแท้ ๆ ว่า...แตฮัวร์ ไม่ใช่เหรอ"
...มีคนช่วยแก้สำเนียง
"ใช่...มันต้องโลกเก่าอย่างฝรั่งเศสเท่านั้น
ของดีต้องอยู่สภาพแวดล้อมดี ๆ
...เอ่อ...ต้องมี....แตฮัวร์"

...น้ำเสียงคราวนี้เหมือนขาดความมั่นใจ

“อ้าว!...ขาหมูโค้วจั่วฮวด...เกาเหลาเนื้อนายเซี้ย
...ข้าวหมูแดงนายฮุย ...มันไม่มีแตฮัวร์
...งั้นก็ไม่ได้เรื่องสิ ”

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1158887759.jpg
Beringer 1992
Howell Mountain, Bancroft Ranch
Merlot, St. Helena, Napa Valley
California, USA
Rate: 95

...สีแดงเข้มทึบ ลึกมาก อมสีน้ำตาลบางมาก
...หอมกลิ่นรากไม้เข้มลึก กลิ่นซีอิ๊วขาว เห็ดทรุฟ
...กาแฟคั่วบด Roasted แอลกอฮอล์นุ่มนวล กลิ่นเขียวบาง ๆ
...โครงหนาเต็มเหยียดแอซิดสมบูรณ์แบบ ผลไม้ดี
...สมดุลดีมาก สดชื่น อร่อย แต่จบขมบาง ๆ แทนนินดีและนุ่ม
...สดชื่นแอลกอฮอล์สูงจนผ่าวคอ

...ที่ระดับความสูงพันแปดร้อยฟุตเหนือแนวหมอก...เลียบไหล่เขา
...องุ่นทั้งมวลต่างเริงร่าใต้แดดอุ่นแห่งฤดูร้อน
...คลุกเคล้าไอเย็นที่เย็นต่ำกว่าหมู่ไร่เบื้องล่าง
...รากเหง้าต่างชอนไชผ่านชั้นหินภูเขาไฟสู่แหล่งแร่ใต้พิภพ
...จึงได้มาซึ่งผลองุ่นพวงเล็กแน่น...ผิวหนา...แทนนินสูง
...และมีเพียงองุ่นจาก Bancroft Ranch นี่เท่านั้น
...ที่ถูกเลือกไว้เพื่อผลิต Beringer เฉพาะรุ่น Private Reserve

.........................

“เดี๊ยนไม่เอาเลยนะคะ...ไวน์ขาวเนี่ย” เสียงหนึ่งผุดกลางโต๊ะอาหาร
“....มันจืดชืด...ไร้ชีวิต”
“จริงค่ะ หนังสือดี ๆ มันก็ต้องเป็นเล่มที่เราอ่านแล้วชอบ...จริงมั๊ยคะ”
สาวหนึ่งเสริม
“เดี๊ยนไวน์แดงอย่างเดียวค่ะ โดยเฉพาะต้องเป็น...คาเบอเน็ท โซวินยอง”
“อืม...ชอบอ่านแนวเดียว เล่มเดิม อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก
....ไม่เบื่อเลยนะคะ”

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1158887604.jpg
Allegrini 2000
Amarone, Della Valpolicella, Classico, DOC
Veneto, Italia
Rate: 92

...สีแดงสด เข้มลึกปานกลางออกมาทางลึก สว่างสดใส
...ให้กลิ่นแรกเป็นความหืนของซางข้าวโพด
...ตามด้วยน้ำมันสนหวาน รากไม้ น้ำมันดิน มะเฟืองดิบ ซับซ้อนดี
...โครงเนื้อหนาเต็ม แสดงความเป็นผลไม้ออกมาดี
...สอดคล้องกับแอซิดิตี้ แทนนินสูง
...สมดุลและความกลมกลืนดีพอใช้ ให้ความสนุกสนาน
...สดชื่น อร่อย แต่ช่วงจบท้ายกลับไม่ล้ำลึก

ตระกูล Allegrini คหบดีเก่าแห่งเวนิส
เลือกเอาองุ่นสามสายพันธุ์ Corvina, Rondinella และ Molinara
ที่เติบโตจากดินหินภูเขาไฟบนแปลงองุ่นหลักใน Fumane, Sant'Ambrogio และ Marano
หลังเก็บเกี่ยวก็ปล่อยให้แห้งคาสาด แล้วหมักทั้งผิวและเมล็ด
พร้อมบ่มด้วยถังโอ๊กฝรั่งเศสบริสุทธิ์
จึงได้ไวน์เนื้อเข้ม สดชื่น และหนักแน่น...เร้าใจ เหนือไวน์ใด

.........................

“นี่ ! อ่านซะ” ...เขายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้อ่าน
“เขาบอกให้เปิดทิ้งไว้หนึ่งถึงสองวันแล้วค่อยดื่ม”
“อืม ...แล้วต้องเชื่อมั้ย” คนรับถามกลับหลังจากได้อ่านอยู่สักครู่
“นี่ โรเบิรต์ ปาร์กเกอร์ จูเนียร์ เชียวนะ”
“เฮ้ย! ถ้าทำตามแล้วไวน์มันออกมาเลว
เราจะไม่มีทางระลึกชาติย้อนกลับว่า-มันควรจะดียังไงได้เลยนะ”
...เสียงเขาบอกถึงอารมณ์ขุ่น
“แล้วเขาเป็นคนซื้อให้คุณดื่มหรือเปล่าล่ะ... อีตาบ๊อบนี่”

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1158888005.jpg
Mouton Rothschild 2000
Premiere Cru, Pauillac
Medoc, Bordeaux, France
Rate: 96

...สีแดงสด เข้มทึบ ลึกปานกลางออกมาทางมาก สวยสว่างตา
...ให้กลิ่นกาแฟคั่วจาง ๆ น้ำตาลทรายแดง ดินสอแห้ง
...แอลกอฮอล์นุ่ม สาบปนเปรี้ยวอ่อน ๆ
...แต่แฝงด้วยกลิ่นผลไม้แน่นสุด ...สด และละเอียด
...โครงเนื้อหนาเต็ม เข้ม ลึก ให้ความสุกสดแน่นของผลไม้สมบูรณ์แบบเต็มเหยียด
...สดชื่น แอซิดิตี้เยี่ยม แม้แทนนินจะสูง แต่ก็แสดงสมดุลออกมาให้รู้ว่าลงตัวดีมาก
...ยังไม่ใช่เวลาของมัน
...เปิดให้เวลาหายใจสักสองชั่วโมงก็น่าจะเพียงพอ”

Baroness Philippine de Rothschild
จับเอาสัญญลักษณ์เจ้าแกะ Augsburg Ram
มาเดินเส้นลายทองบนขวจนดูสวยสดงดงาม
สาสมกับการเป็นไวน์แห่งมิลเลนเนียม
ทำเอานักวิจารณ์และกูรูไวน์ทั่วหน้า...ต่างสรรเสริญจนแทบจะดูเกินเลย

.........................

“นี่...จะบอกให้” เขาชูแก้วสูง...ท่าทีเขาเหมือนกำลังเล็คเชอร์...
“ไวน์ดี ๆ ตอนเก็บอากาศต้องร้อน องุ่นต้องสุกจัด
ฝนต้องไม่เยอะ ตอนหมักต้องเย็น ตอนบ่มถังโอ๊กต้องใหม่”
“อืม...” หล่อนจิบพร้อมพยักหน้ารับรู้
“กลิ่นต้องแน่น...โครงเนื้อต้องดี...จบต้องเร้าใจ”
เขาพูดต่อด้วยท่าทีสอนสั่ง...จนหล่อนเปลี่ยนทีท่า
“ที่ผ่านมา ชีวิตคุณเคยสมบูรณ์แบบ...อย่างนั้นหรือเปล่า”

.........................

ในโลกลวงใบนี้...
คนมีปัญญา มักใช้ความรู้ส่วนหนึ่งไว้แสวงหาความเป็นจริง

ในขณะเดียวกันก็ใช้ส่วนที่เหลือนั้น...ล้อมกรอบจินตนาการ</CENTER><!-- End main-->

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 10:36 PM
ผูกติด...ยึดมั่น...เปิดกว้าง...เปิดเผย


<!-- Main --><CENTER>...วันที่เริ่มรู้จัก ...เกิดขึ้นในมื้อเที่ยง...ชานเมือง Dijon แคว้น Burgundy

...ภาพวันนั้นคือ ไก่อบราดซอส...ที่เสริฟพร้อม Carafe บรรจุน้ำสีแดงใส...คล้ายน้ำองุ่น

...นั่นคือภาพแรกของความทรงจำใน...ไวน์

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1155349367.jpg

Ornellaia 1998
Tenuta dell’Ornellaia, Bolgheri, DOC
Toscana, Italia
Rate: 93

...แปลกใจที่ไวน์ยังออกสีแดงสดเหมือนใหม่
...ให้ความเข้มลึกปานกลาง ส่งกลิ่นผลไม้สดชื่น
...เป็นผลมะเดื่อสุกนัวเนียมากับเทียนหอม
...โครงเนื้อนั้นหนาเต็ม แทนนินยังอยู่ในระดับสูง
...แอซิดิตี้ดีมากซึ่งให้ความสดชื่นชัดเจน แอลกอฮอล์สูงปานกลาง
...เนื้อผลไม้ดี โครงสร้างโดยรวมออกมาดี หนักแน่น
...ช่วงจบยาว ติดปลายหวาน ดื่มได้ดีแล้ว
...แต่จะเยี่ยมนับจากปี 2008 ถึง ปี 2015 จากนั้นคงลงจากยอดเขา

...ด้วยเลียนโครงสร้างไวน์สาย Pauillac
ที่ละม้ายคล้าย Pichon Longueville Comtesse de Lalande เป็นที่สุด
...องุ่นทุกเม็ดจำต้องผ่านมือสิบสาว
เพื่อคัดแยกเอาแต่เฉพาะผลอันสมบูรณ์ ...ก่อนส่งลงถังหมัก

...วันนี้ Ornellaia จึงได้เป็น...สุดยอดไวน์ขบถ

......................

...ด้วยภาพแรกที่เปลี่ยนชีวิต ...เมื่อกลับถึงบ้านเกิด
...สิ่งที่เริ่มทำคือตระเวนเลือกซื้อไวน์ตาม “ซุปเปอร์มาร์เก็ต”...ชั้นนำ
ซึ่งแน่นอน...ต้องล้วนแล้วแต่เป็นไวน์ฝรั่งเศส

...นั่นคือวันแรก ๆ ของการค้นหาใน...ไวน์

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1155349316.jpg

Masseto 1996
Tenuta dell’Ornellaia, Bolgheri, IGT
Toscana, Italia
Rate: 94

...สียังคงแดงเข้ม ทึบ ลึก สว่างตาสดใส
...ขาไวน์นั้นอ้วน อวบอิ่ม ส่งกลิ่นผลไม้ดำสุก
...เครื่องเทศจาง ๆ กาแฟคั่วอ่อน ๆ บอกความล้ำลึกได้ตั้งแต่ที่ตัวกลิ่น
...โครงสร้างนั้นหนาเต็มเหยียด แม้ความลงตัวและมีแอซิดิตี้ในระดับดีปานกลาง
...แต่กลับให้ความสมดุลและความสดชื่นที่ดีมาก แม้จะติดหวานเล็กน้อย
...ช่วงท้ายตอนจบค่อนข้างยาวและหวานในโคนลิ้น
...จะเยี่ยมยอดในช่วงราวปี 2010 อยู่ต่อไปได้อีกกว่ายี่สิบปี

...ด้วยเลียนการใช้องุ่น Merlot แบบเต็มร้อย ละม้ายคล้ายไวน์สาย Pomerol
...แถมยังบ่มในถังโอ๊กฝรั่งเศสถึงสองปีเต็ม...ก่อนจะบรรจุขวด
...จากนั้นยังจับให้นอนนิ่งอีกหนึ่งปี...ก่อนปลุกออกสู่โลกกว้าง

...วันนี้ Masseto จึงเทียบเคียงได้กับ Petrus น้อยแห่งอิตาลี

........................

...หลังวันแรกแห่งการค้นหา
...เริ่มปรากฏร่องรอยความสูญเสีย...ทั้งเวลาและทรัพย์สิน

...จิตสำนึกกระซิบบอกว่า...ให้เร่งเจาะลึกลงไปที่จุดกำเนิด
...โดยดื่มเป็นแคว้น ๆ ...ให้ซ้ำและย้ำลงไปเป็นเขต ๆ
...เน้นตรงลงไปทุกหมู่บ้าน...แล้วทำความเข้ากับพันธุ์องุ่น

...นั่นคือนิมิตหมายของการเรียนรู้ใน...ไวน์

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1155349257.jpg

Le Cupole di Trinoro 1999
Tenuta di Trinoro,IGT
Maremma, Toscana, Italia
Rate: 90

...สีน้ำนั้นแดงสด แสดงความเข้มลึกในระดับปานกลาง
...ส่งกลิ่นหอมเข้มของผลไม้แดงดำ
...ปนมากับความสดชื่นของกาแฟคั่วบดชั้นดี...สง่างาม

...โครงเนื้อหนาเต็ม ให้แอซิดิตี้ดีมาก สดชื่น แทนนินละเอียด ลึก
...ให้ความสมดุลดี ความกลมกล่อมนั้นดีพอใช้
...แอลกอฮอล์สูง ผ่าวเล็กน้อย ออกขมปลายในช่วงจบ

...ดื่มได้ดีแล้วแต่จะอยู่ต่อไปได้ดีแบบนี้ไม่เกินสิบปี

...ด้วยองุ่น Cabernet Franc เกือบร้อยละแปดสิบ
...ที่เหลือเป็น Merlot และองุ่นพื้นบ้าน Cesanese d’Affile กับ Uva di Troia
...และแน่นอน ! ...ต้องบ่มด้วยโอ๊กฝรั่งเศส

...วันนี้ Le Cupole di Trinoro จึงเปรียบได้ดั่ง Cheval Blanc
...เจ้าหญิงม้าขาวแห่ง St.-Emilion

......................

...หลังได้นิมิต การวนเวียนในไวน์ฝรั่งเศสยังดำเนินไปยาวนาน
...จนวันหนึ่ง...สัมผัสได้ถึงอาการเชื่องช้าและจำเจ
...และที่สุดจึงเปิดโลกทัศน์...ด้วยตัดสินใจเดินบนเส้นทางเดินใหม่ ๆ

...นั่นคือวันเปลี่ยนโลกทัศน์ครั้งใหญ่ใน...ไวน์

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1155349175.jpg

Avignonesi 1992
Vin Santo, Vino da Tavola
Toscana, Italia
Rate: 100

...สีเหลืองปนน้ำตาลทรายแดง เข้มลึก
...ส่งกลิ่นน้ำผึ้งเข้มปนคอนญัก หอมหวานลึกมาก

...โครงเนื้อหนาเต็มเหยียด ได้รสชาติของลูกเกดแห้งหวานลึก
...มาพร้อมกับความสดชื่น แทนนินนุ่มลึก
...ทุกอย่างตั้งแต่ความลงตัว...ความสมดุล...แอซิดิตี้...และแอลกอฮอล์...สมบูรณ์แบบมาก
...ช่วงจบยาวนานเร้าใจ พร้อมดื่มแล้วในวันนี้
...และจะอยู่ต่อไปยาวนานกว่าสี่สิบปี

...ด้วยองุ่น Grechetto Malvasia และ Trebbiano ที่ปล่อยแห้งก่อนหมัก
...บ่มนานแปดปีแล้วปล่อยให้นอนนิ่งในขวดอีกครึ่งปี ...

...วันนี้ Vin Santo จาก Avignonesi จึงเป็นสวรรค์ที่ความเย็นสิบองศา
...บนเพดานบินที่ไม่ต่ำไปกว่าระดับสุดยอดไวน์หวานอย่าง
...d’Yquem แห่ง Sauternes

......................

จากวันนั้น...ถึงวันนี้
...วันที่ผูกติดและยึดมั่น...มาถึงวันที่เปิดกว้างและเปิดเผย

...นั่นคือวันที่รู้สึกเหมือนได้ยืนเหนือเมฆหมอก

...เมื่อรู้ว่า...ไวน์โลกนี้ไม่ได้มีดีแค่ที่...ฝรั่งเศส</CENTER>

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 10:37 PM
คุณพระช่วย

<!-- Main --><CENTER>เย็นนั้น ร้านอาหารฝรั่งเศสข้างวัดสุทัศน์ ฯ
Chateau Figeac 1983 ถูกเลือกสำหรับบรรยากาศเป็นใจ
แต่เพียงชั่วครู่หลังส่งไวน์ให้บริกรสาวหลังเคาน์เตอร์
เสียงอุทานสำเนียงจากที่ราบสูง...ก็ดังขึ้น

“ฮ่วย ! ข่อยแค่จ้ำเบา ๆ ...จุ๊กมั๊นฮวบลงไปเล้ย”

...เมื่อจุดเริ่มต้นไม่เป็นใจ อาหารเย็นจึงกลับมาจบลงที่บ้าน
ด้วยพิซซ่าและไวน์ขวดนั้น โดยจุกก๊อกได้รับการกู้จากเครื่องมือพิเศษ

เจ้าประคุณ ! ถึงเวลาจะผ่านมากว่าสิบปี...วินาทีนี้ยังจำรสชาติไวน์นั้นได้ดี
ร้านอาหารนั้นก็ยังคิดถึงอยู่เสมอ แม้ว่า...ได้ปิดตัวลงไปนานแล้ว

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1153295198.jpg

Ausone 2002
St.-Emilion, Bordeaux, France
Rate: 96

“สีเนื้อแดงเข้มลึก สว่างตา สดใส ให้กลิ่นลึกของผลไม้ดำอมม่วง
ไม้แก่นหวานหอม สดชื่น แอลกอฮอล์นุ่มนวล
ซ่อนกลิ่นหืนบาง ๆ ของฟางข้าว ให้ความสลับซับซ้อนดีมาก
โครงเนื้อหนาปานกลางออกมาทางแน่น ละเอียด
ความชัดลึกและความลงตัวของผลไม้ดีมาก
แอซิดิตี้สมบูรณ์ สดชื่น จบยาว เร้าใจ”

คุณพระช่วย ! เพียงแค่ต้นองุ่นอายุครึ่งศตวรรษ
ด้วย Merlot และ Cabernet Franc อย่างละครึ่ง
...จัดวางบนผืนดินอันร่วนซุยที่ลึกลงไปเป็นหินปูนและชั้นทราย
...ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ไวน์ที่สำแดงความกล่อมกล่อมขั้นสุดยอด
...บ่งบอกความเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์...ได้ถึงปานนี้

........................

...ด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องกับไวน์แคลิฟอร์เนียชื่อดี
“เนินพรหมจรรย์” ที่ได้มาสี่ขวด...สี่วินเทจ
...เย็นวันหนึ่งจึงเลือกเปิดวินเทจลึกสุด แต่กลับพบว่า...เสีย
จึงตัดสินใจเปิดขวดที่สอง...ซึ่งก็เสีย สาม...ก็ยังเสีย ขวดสุดท้าย...มันก็เสีย

“เฮ้ย !...อะไรของมัน ...นี่จะเน่าทั้งล๊อตล่ะมั้ง”

...ด้วยความหงุดหงิดแถมอยากรู้
...ในอีกสองอาทิตย์ให้หลังจึงกลับไปที่ร้านเดิม
สุ่มเลือกมาอีกหนึ่งขวด...แล้วเปิดชิมตรงนั้น
...โชคดีที่ผลออกมาว่า...มันยังเสียอีก เป็นอันว่า...สบายใจ

โถแม่คุณ ! แม้เวลาจะผ่านมาเกือบสิบปี
ก็ยังจำไวน์ชื่อสยิวได้ขึ้นใจ แต่เชื่อหรือไม่ว่า
...ไวน์ชุดเดียวกันยังคงตั้งขายอยู่ตรงมุมเดิม...ร้านเดิม...จนถึงทุกวันนี้

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1153295412.jpg

Almaviva 2000
Puente Alto, Santiago, Chile
Rate: 93

“สีแดงสดดำ ทึบลึก ให้กลิ่นเขียวอมหวานอ่อน ๆ ของรากไม้หยาบและอมเปรี้ยว
หนังอานม้าสไตล์ Pauillacโชยออกมาอย่างมีเสน่ห์
โครงเนื้อหนามาก อ้วน แน่น สมดุลและแอซิดิตี้เข้าขั้นดีมาก
ความลงตัวอยู่ในระดับดี แอลกอฮอล์ยังสูง ช่วงจบยาวปานกลาง ประทับใจ”

คุณพระช่วย ! กับแค่ให้ Patrick Léon จาก Baron Philippe de Rothschild
มาปรุงไวน์ร่วมกับ Enrique Tirado แห่ง Concha y Toro เพียงเท่านั้น
ไม่น่าจะทำให้องุ่น Cabernet Sauvignon เก้าส่วนกับ Carmenère ที่เหลือ
สามารถออกมาเป็นไวน์ชั้นเยี่ยมได้...ถึงเพียงนี้

........................

...ไม่น่าเชื่อว่า เพราะแค่เสื้อยืดสีขาวนวลและยีนส์เก่าตัวเก่ง
...ประกอบกับการเลือก Biondi Santi 1985 และ Tignanello 1990 หย่อนลงในตะกร้า
...จะนำมาซึ่งความคับแค้นใจในมุมแคบของร้านไวน์
เมื่อรีเทลสาวหน้าง้ำที่เดินติดตามประกบทุกฝีก้าว...เอ่ยมธุรสวาจา

“นี่คุณ! ที่หยิบมานั่นน่ะ ดูราคาบ้างหรือเปล่าคะ”

...ด้วยสติสัมปชัญญะที่กำลังพร่องอย่างรวดเร็ว
ไวน์ทั้งสองจึงถูกสอดเก็บยังที่เดิมอย่างเชื่องช้า
ปล่อยตะกร้าว่างเปล่าไว้เดียวดาย

อุแม่เจ้า !
บริการอันจับจิตที่คงความประทับใจมิเสื่อมคลาย...ผ่านไปไม่ถึงสิบปี
บัดนี้...ร้านไวน์ที่เดิมมีอยู่หลายสาขานั้น...ได้ทยอยปิดตัวลงหมดสิ้นแล้ว

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1153295480.jpg

Etude 1999
Cabernet Sauvignon, Napa Valley, California, USA
Rate: 93

“สีเนื้อน้ำแดงอมดำ สว่างสดใส
ให้กลิ่นนุ่มนวล ละเอียดของพริกไทสด ไข่ขาวอ่อน ๆ โอ๊กเยี่ยมสวยงาม
โครงเนื้อหนาปานกลางออกมาทางเกือบเต็ม
แอซิดิตี้สดชื่นดีพอใช้ ดรายปานกลาง ความสมดุลดี
โอ๊กสวย ให้รสชะเอมที่ไม่หวานนักตกค้างหลงอยู่ใน Flavor ช่วงจบยาวใช้ได้”

คุณพระช่วย !
เพียงแค่ปรัชญาตื้น ๆ ว่าจะสร้างไวน์ให้สมบูรณ์แบบ
แต่กลับเน้นผลผลิตด้วยองุ่นสองขั้วอย่าง Pinot Noir และ Cabernet Sauvignon
...หวังจะให้ดีทั้งสไตล์ Burgundy และ Bordeaux
...Tony Soter ไม่ควรจะมีโชคได้...ถึงขนาดนี้

........................

…ในเย็นวันไร้นัดหมาย อาหารเย็นตระเตรียมไว้เพียบพร้อม
...เว้นเพียง Chateaux de Salle 1990 ที่ยังเย็นไม่ได้อย่างใจ
จึงจับยัดในช่องแช่แข็ง...หวังจะวางแค่ห้านาที

“ของพวกนี้...ก็แค่ทำให้ชีวิต...พอเพลิน ๆ”

...เพื่อนบ้านผู้เคร่งธรรม...แวะมาทักทาย
แถมถือวิสาสะเดินพิจารณาตู้ไวน์ พร้อมบรรยายธรรม...บานปลายกว่าครึ่งชั่วโมง

...พระคุณเจ้า !
นี่เวลาล่วงเลยกว่าสิบปี ยังจำอาหารเย็นเลิศรส
...ที่เสริฟพร้อมไวน์วุ้นรสเลิศนั้นได้แม่นยำ
...ส่วนเพื่อนผู้สนทนาธรรมผู้นั้น...บัดนี้อยู่ในสมณะเพศแล้ว

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1153295543.jpg

La Spinetta 2000
Barolo, Versu, Piedmonte, Italia
Rate: 94

“สีเนื้อน้ำดูแดงสด เข้มปานกลาง สว่างตามาก
ให้กลิ่นแน่นหอมหวานเจือผิวไผ่ เครื่องเทศเนียนหอมหวาน
แฝงกลิ่นน้ำมันกลีเซอรีนอ่อน ๆ แต่โครงเนื้อกลับหนาเต็ม
ให้ความสดชื่นด้วยแอซิดิตี้ที่สมบูรณ์แบบ ครบเครื่อง
ความกลมกล่อมและสมดุลออกมาในขั้นดีมาก แทนนินสูงแต่นุ่ม
ช่วงจบนั้นยาวแค่ปานกลาง เป็นไวน์ดื่มสนุก เร้าใจมาก”

คุณพระช่วย !
กับแค่องุ่น Nebbiolo อายุเฉลี่ยห้าสิบปี
...บนแปลงไร่ที่พร้อมใจหันหน้าลาดลงทิศใต้
องุ่นทุกเม็ดเก็บด้วยมือ ปลอดสารเคมีและสิ่งแปลกปลอม
บ่มด้วยถังโอ๊กฝรั่งเศสเต็มร้อย
....ไม่น่าเชื่อว่าจะแหวกขึ้นมาจนเป็นไวน์ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่ง Piedmont กับเขาได้

........................

...บ่อยครั้ง...อะไรดี ๆ เกิดมาได้บนเหตุผลง่าย ๆ
...เพียงเพราะมี...คุณพระช่วย</CENTER><!-- End main-->

k.kwan
22-05-2008, 10:44 PM
ไม่รุ ไม่ชิ ชิมิ ชิมิ
(ping) (ping)

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 10:58 PM
เหมือนกัน...แต่ไม่เท่ากัน


http://www.winescale.com/images/1165225888/1165226059.jpg
คนเราแม้จะมีมือขาเท่าเทียมกัน แต่ด้วยสภาพแวดล้อมอันหลากหลาย จึงอาจทำให้แต่ละคน...มีชีวิตที่ไม่เท่าเทียมกัน<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ผมเที่ยวหาซื้อไวน์ตามที่คอลัมน์ข้าง ๆ เขาเขียนวิจารณ์มาชิมเกือบจะทุกตัว พอดื่มแล้วก็ลองบรรยายตามจินตนาการพร้อมกับให้คะแนนไปด้วย แต่เมื่อเอาไปเทียบแล้วมันไม่เห็นเป็นอย่างที่เขาสาธยายสักเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก <o:p></o:p>
สมนึก / บางลำพู<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ผมว่า คงไม่จำเป็นต้องควานหาว่าใครผิดถูกหรอกครับ เพราะเรื่องการชิมรสชาติไวน์นั้นหาความชัดเจนแน่นอนมิได้ ดูเอาแค่ว่าไวน์แต่ละขวด แม้จะยี่ห้อเหมือนกันแถมยังเป็นปีเดียวกัน คุณยังหาซื้อได้ในราคาแตกต่างกันเลย แล้วก็ลองคิดดูสิว่า การจะให้ไวน์มีรสสัมผัสแบบเดียวกันจากลิ้นของคนหลายคนนั้น ต้องถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่ง<o:p></o:p>
สาเหตุแท้จริงที่ทำให้รสชาติไวน์ออกมาแตกต่างกันออกไปได้นั้น มันมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องเยอะครับ อาทิเช่น<o:p></o:p>
ขบวนการขนส่งตลอดจนกรรมวิธีการจัดเก็บของผู้นำเข้า อาจเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหา<o:p></o:p>
แม้จะมาจากแหล่งผลิตหรือแม้จะเป็นปีเดียวกัน มิได้หมายความว่าเนื้อน้ำไวน์นั้น จะปรากฏผลออกมาเหมือนกันทุกขวด เพราะก่อนที่มันจะมาถึงมือคุณ เราไม่มีทางรู้เลยว่า ก่อนหน้านี้ไปตกระกำลำบากที่ไหนมาบ้าง แถมผู้นำเข้าไวน์ตัวเดียวกันนั้นอาจมีมากกว่าหนึ่งราย ซึ่งตรงนี้เป็นที่แน่นอนว่า ด้วยกรรมวิธีการขนส่งและต้นทุนการดูแลจัดเก็บที่ต่างมาตรฐานกัน ย่อมส่งผลให้ไวน์ตัวนั้นแสดงผลลัพธ์ออกมาไม่เหมือนกัน
<o:p></o:p>
ดื่มไวน์ในห้วงเวลาที่ต่างกัน<o:p></o:p>
ไวน์มีการเจริญเติบโตภายในขวดอยู่ตลอดเวลา มีช่วงเวลาของพักผ่อนนอนหลับ บางช่วงสดใสเริงร่า บางเวลาเก็บตัวเงียบขรึม บางอารมณ์ก็กระโดกกระเดกขาดความสุขุม ฯ ห้วงเวลาในแต่ละอารมณ์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพพื้นฐานการผลิต ซึ่งทำให้ผลลัพธ์แตกต่างกันไป หากคุณมีโอกาสดื่มไวน์ในช่วงสมบูรณ์สุดได้นั้น ย่อมถือเป็นลาภอันประเสริฐ การสังเกตปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้อาจจะยากสักนิด ต้องใช้ประสบการณ์สูงพอควร เป็นเรื่องยากมากสำหรับคอไวน์หน้าใหม่ โดยเซียนไวน์มักจะทราบดีว่า ช่วงไหนไวน์จะสมบูรณ์เต็มที่หรือกำลังอยู่ในช่วงขาลง
<o:p></o:p>
อุณหภูมิไวน์และสถานที่นั้นไม่เหมือนกัน<o:p></o:p>
คอไวน์หน้าใหม่ส่วนใหญ่มักถูกสอนว่า “ให้ดื่มไวน์ที่อุณหภูมิห้อง” ตรงนี้ผิดพลาดกันมาเยอะแล้ว เราต้องแยกแยะคำว่า “อุณหภูมิห้อง” ให้ชัดก่อนนะครับว่า มันอยู่ที่ไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิห้องแบบยุโรป ไม่ใช่ 32 องศาเซลเซียสอย่างบ้านเรา อีกส่วนที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ “อุณหภูมิไวน์” ไวน์แดงควรดื่มที่18 - 20 องศาเซลเซียส ไวน์ขาวอยู่ราว 12 – 15 ส่วนไวน์หวานต้องเย็นขนาด 10 องศาเซลเซียสลงไป ตรงความเย็นสองอย่างที่แตกต่างกันนี่เอง จะโอกาสปิดกั้นความสมบูรณ์ของไวน์ เปลี่ยนสภาพจากเด็กดีเป็นเด็กดื้อไร้ขอบเขต เป็นเด็กแนวไร้เหตุผลไปได้อย่างง่ายดาย
<o:p></o:p>
มาตรฐานอุปกรณ์ทีใช้ดื่มไวน์อาจต่างกัน<o:p></o:p>
ไวน์นั้นมีลักษณะตัวเฉพาะเป็นของตนเอง บางตัวเด่นที่กลิ่น บางตัวเด่นตรงเนื้อน้ำ การเตรียมอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับความแตกต่างนั้น จะส่งผลให้ไวน์สะท้อนลักษณะเด่นออกมาชัดเจนขึ้น อย่างเช่น ไวน์กลิ่นเด่นควรเลือกแก้วลักษณะกระเปาะที่อุ้มกลิ่นได้ดี ปากงุ้มเข้า ซึ่งหากใช้แก้วปากกว้าง กลิ่นจะกระจายตัวรวดเร็วเกินไป จนคุณจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ถ้าไวน์นั้นเด่นเรื่องเนื้อน้ำหรือความหนักแน่น ก็ควรเลือกใช้แก้วขนาดใหญ่พอที่จะแกว่งไกวให้สัมผัสอากาศได้เต็มอิ่ม หากคุณใช้แก้วขนาดเล็กเกินไป ไวน์นั้นก็อาจจะฉายความงามได้ไม่เต็มที่
<o:p></o:p>
เวลาที่ใช้สำหรับให้ไวน์ได้หายใจอาจไม่เท่ากัน<o:p></o:p>
ไวน์แต่ละตัวมีลักษณะเนื้อน้ำหนาบางแตกต่างกัน ปกติแล้วพวกไวน์เนื้อหนา (ไม่ใช่สีหนา) ต้องการเวลาหายใจหลังเปิดขวดนานกว่าไวน์สายเนื้อบาง (ไม่ใช่สีบาง) <o:p></o:p>
เวลาที่ปล่อยให้ไวน์หายใจนั้น โดยทั่วไปให้ถือที่ครึ่งชั่วโมงเป็นหลัก แต่หากเป็นพวกเนื้อหนาพิเศษหรือเป็นไวน์ใหม่มาก ๆ ก็สามารถปล่อยให้ล่วงเลยเป็นชั่วโมงได้ บางตัวที่พิสดารพันลึกอาจเปิดขวดทิ้งไว้ข้ามวันข้ามคืน แต่สำหรับพวกไวน์เนื้อบางพิเศษ อาจรวบรัดเวลาให้สั้นลง ได้เล็กน้อย เพราะหากปล่อยให้เนิ่นนานไป ไวน์นั้นอาจสิ้นใจไปก่อนที่จะได้เชยชมความงดงาม
<o:p></o:p>
สภาวะและประสิทธิภาพการรับรสของแต่ละคนนั้นมีพื้นฐานต่างกัน ปุ่มรับกลิ่นในโพรงจมูกและต่อมรับรสของลิ้น แม้จะมีโครงสร้างหลักเหมือนกันโดยธรรมชาติ แต่ประสิทธิภาพการส่งสัญญาณไปสู่สมองเพื่อประมวลผลนั้น อาจจะออกมาแตกต่างและผิดเพี้ยนกันไป บางคนกลับตกหล่นในรสชาติหรือกลิ่นบางอย่าง บางคนอาจจับรายละเอียดเพิ่มเติมได้มากและล้ำลึกกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามสภาวะของอารมณ์และความสมบูรณ์ของร่างกายด้วย<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
นอกจากความแตกต่างตามสภาพข้างต้น ที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ในหลายรูปแบบแล้ว ยังมีเรื่องของความรู้สึกส่วนตัวสารพัดเข้ามาปะปน บางคนชอบหวานและเกลียดเปรี้ยว บ้างนิยมเนื้อหนาแต่รังเกียจขม เมื่อเอาความรักชอบมาผูกกับรสนิยม ผลที่ออกมาเลยทำให้ยิ่งห่างไกลกันไปใหญ่<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ผมว่าเรื่องเหล่านี้ต้องแล้วแต่อัธยาศัยครับ อย่าได้ไปยึดติดว่าใครถูกใครผิดเลย <o:p></o:p>

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:01 PM
สุดยอดไวน์ กับ สุดยอดอาหาร



<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
สองเดือนก่อน...เจอคนรู้จักที่ไหน มักถูกตั้งคำถามแล้วเสวนาต่อ เรื่องอาหารมื้อละล้านบาทบวกบวก ในร้านอาหารหรูบนยอดตึกสูงของกรุงเทพนี้เอง<o:p></o:p>


ส่วนใหญ่จะคุยในประเด็นทางสังคมบ้าง ทางเศรษฐกิจบ้าง สร้างกระแสเชิงการค้าบ้าง เื้บื้องลึกเบื้องหลังก็มี จะจริงเท็จแค่ไหนผมก็ไม่ทราบ มีน้อยรายที่ว่ากันด้วยมุมมองของการกินการดื่ม ทุกรายมีความเห็นเชิงลบกันถ้วนหน้า ที่ผมกระตือรือร้นทีจะถกด้วย ก็ประเด็นการดื่มกินนี่แหละ เพราะวิจารณ์ได้อย่างมันปากตามประสาคนตะกละ
<o:p></o:p>
กับสุดยอดอาหาร 10 จานจากเชฟมิชิลิน 10 คน และสุดยอดไวน์ฝรั่งเศสอีก 10 ตัว มีมุมมองให้ปุจฉาวิสัชนากันมากมาย คำถามคือเคยกินเคยดื่ม เจ้า 20 รายการที่ว่านี้มาไหม คำตอบของผมคือเคยกินอาหารของ 2 เชฟและเคยดื่มไวน์มา 6 ตัวครับ แต่ทั้ง 8 รายการนี้ ต่างกรรมต่างวาระ ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน
<o:p></o:p>
ไวน์ 6 ตัวที่เคยดื่ม ถามว่าอร่อยมากไหม ต้องบอกว่าอร่อยมากครับ ถามต่อว่าคุ้มราคาหรือเปล่า คำตอบคือ ถ้าเป็นราคาในท้องตลาดปัจจุบัน ต้องบอกว่าไม่คุ้มแน่ เพราะแค่ไม่กี่ปี มันแพงกว่าราคาที่ผมเคยดื่ม 1 - 4 เท่าตัว ก็เป็นธรรมดาของหลักอุปสงค์อุปทาน เพราะไวน์เหล่านี้มีน้อย และยิ่งเหลือน้อยขวดลงทุกวัน
<o:p></o:p>
สิ่งที่ผมอยากจะพูดเกี่ยวกับงานนี้ เป็นมุมมองของคอไวน์ คือการเอาสุดยอดไวน์ทั้ง 10 ตัวมาดื่ม พร้อมกัน ในโอกาสเดียวกัน คอไวน์มีความเห็นอย่างไร ได้ถกกับพรรคพวกในก๊วนเดียวกันตามประสาคนรักไวน์แล้ว มีหลายเหลี่ยมหลายมุมให้มองกันได้ครับ
<o:p></o:p>
หนึ่ง...ถ้าถือเป็นโอกาสทองของชีวิต เพื่อจะได้บันทึกในความทรงจำว่า เคยผ่านเหตุการณ์ชนช้างครั้งสำคัีญของสุดยอดไวน์ และเป็นครั้งเดียวด้วย เพราะคงไม่มีใครกล้าแม้แต่จะคิดเอาไวน์ทั้ง 10 ตัวนี้มาเปิดพร้อมกันอีก แล้วตัวเองมีฐานะดีพอที่จะจ่ายเงินหนึ่งล้านบาท โดยรู้สึกเหมือนแค่ตีตั๋วดูคอนเสิร์ตของนักร้องชื่อก้องโลก มาแสดงในเมืองไทย... อย่างนี้คุ้มครับ ทำไปเถอะ เพราะเป็นโอกาสเดียวทีมีอยู่จริง ๆ
<o:p></o:p>
สอง...ไม่ใช่คอไวน์ แต่อยากกินอาหารจานเด็ดจากเชฟมิชิลิน ไวน์ที่เอามาให้ดื่ม ไม่รู้หรอกว่าเป็นไวน์ดีหรือไม่ ดื่มไวน์ไม่เป็นว่างั้นเถอะ... อย่างนี้ไม่คุ้มค่าแน่ เพราะสิ่งที่บริโภค ให้คุณค่าเพียงแค่ครึ่งเดียวของราคาที่ต้องจ่าย เพราะราคาไวน์ของงานนี้ พอ ๆ กับราคาอาหารที่รวมค่านำเข้าเชฟมิชิลินแล้ว
<o:p></o:p>
สาม...ดื่มสุดยอดไวน์คู่กับสุดยอดอาหาร ต้องเป็นอะไรที่สุดยอดทวีคูณเป็นแน่... อันนี้พรรคพวกในก๊วนผมลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่จริง เพราะจะดื่มไวน์หรือกินอาหารก็เลือกเอาซักอย่าง ถ้าตั้งใจจะกินสุดยอดอาหารของเชฟมิชิลิน ไวน์ที่จับคู่ต้องลดลงมาเป็นตัวเสริม เป็นไวน์ที่ไปได้ดีกับส่วนประกอบของอาหาร แล้วประคองส่งให้อาหารออกรสชาติตามที่เชฟตั้งใจ คนกินจะได้จดจำความอร่อยของอาหารจานนี้ไปอีกนาน จนจำไม่ได้ว่ากินกับไวน์ตัวไหน... แต่ถ้าตั้งใจจะดื่มสุดยอดไวน์ อาหารที่เสิร์ฟ ไม่ควรมีรสชาติโดดเด่นจนบดบังรัศมีทำการของไวน์ ต้องลดมาเป็นเพียงตัวประกอบ เพื่อให้ไวน์ได้เปล่งประกายความสุดยอดของมัน คนดื่มจึงจะประทับใจ เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าของเขากับไวน์ไปอีกนาน... ตกลงงานนี้เลยไม่รู้ว่าเป้าหมายของผู้จัด ต้องการให้ไปกินสุดยอดอาหาร หรือไปดื่มสุดยอดไวน์กันแน่
<o:p></o:p>
สี่...ดื่ม 10 สุดยอดไวน์พร้อมกันในครั้งเดียว เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ 10 ชั้น เพราะไวน์แต่ละตัวที่เลือกมาจะหนุนส่งกันให้ขึ้นไปถึง... มุมนี้ก๊วนผมก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่จริงอีกครับ เพราะการมีโอกาสได้ดื่มสุดยอดไวน์แต่ละครั้ง ต้องให้เกียรติกับไวน์ด้วย จะซดโฮกเหมือนดื่มเบียร์มันไม่เหมาะแน่ ต้องมีเวลาให้เขาและมีความตั้งใจในการดื่ม ต้องละเลียดกับรายละเอียด ซึมซับกับความสุดยอด ให้สมกับที่คนทำไวน์ตั้งใจปรุงแต่ง และธรรมชาติก็เอื้ออำนวยด้วย จึงจะเกิดความประทับใจเหมือนได้ปีนบันไดขึ้นสวรรค์กับไวน์ตัวนั้น การมัดรวมกันมาทั้ง 10 ตัว ให้ดื่มกลั้วกับอาหารภายในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง ต่อให้เป็นแค่การชิมไวน์ ก็ยังเหนื่อยเลยครับ
<o:p></o:p>
จะดื่มสุดยอดไวน์ ไม่ควรมีเกิน 2 สุดยอดในคราวเดียว ที่เหลือควรเป็นเหล่าเสนาอำมาตย์ และทหารองครักษ์ ไวน์ตัวรองจะปูพื้น ล้างปาก ปลุกต่อมรับกลิ่นและรสของคนดื่ม ให้ตื่นตัวเพื่อเตรียมสภาพก่อน แล้วนำทางไปจนถึงไวน์ตัวสำคัญ อวัยวะรับรู้จึงพร้อมจะทำงานอย่างเต็มที่ แต่ถ้าดื่มสุดยอดไวน์ตั้งแต่ตัวแรก ไล่ไปเรื่อย ได้แค่ครึ่งทาง จะรู้สึกได้ดื่มแต่ไวน์อร่อยเหมือนกันไปหมด ไม่มีตัวไหนเด่น ลิ้นชากับความอร่อยจนไม่น่าสนใจ
<o:p></o:p>
ไวน์ทั้ง 10 ตัวมาจากต่างเขต ต่างแคว้น มีบุคลิกที่ต่างกัน กลิ่นรสก็ไม่เหมือนกัน เป็นยอดไวน์ของแต่ละเขต และเป็นปีเยี่ยมของแต่ละตัว การดื่มไวน์ที่มี 10 ความแตกต่างภายในอาหารมื้อเดียว เป็นการยัดเยียดให้คอไวน์ ต้องผ่านไวน์แต่ละตัวไปอย่างลวก ๆ ไม่มีเวลาละเลียดและซึมซับความโดดเด่นของไวน์ไปอย่างน่าเสียดาย แล้วยังต้องพะวงกับรสชาติอาหารชั้นยอดอีก 10 จาน ดื่มกินมื้อนี้เสร็จ จะมีใครจำกลิ่นรสของไวน์แต่ละตัวได้บ้างหรือเปล่า ก็ไม่รู้
<o:p></o:p>
เปรียบไปแล้ว งานนี้เหมือนหนังฟอร์มยักษ์ ที่จับเอา 10 พระเอกชั้นยอดมาประกบ 10 นางเอกชั้นเยี่ยมจนเต็มจอ ไม่มีพระรองนางรองมาหนุนบท ต่างก็เล่นไปตามที่ตัวเองถนัด คนดูเลยไม่รู้จะเลือกโฟกัสที่ตรงไหน มั่วยิ่งกว่าหนังเรื่อง Love Actually เสียอีก เพราะหนังเรื่องนั้นมีแค่ 8 คู่ก็ป่วนเต็มที่แล้ว คิดแล้วสงสารคนดูหนังเรื่องนี้นะครับ
<o:p></o:p>
ถ้าให้ผมเลือกระหว่างไปงานนี้ กับเปิด Chateau Latour 1961 เพียงขวดเดียวที่บ้าน ค่อย ๆ ละเลียดกับไวน์สักสามชั่วโมง ย่างเนื้อ Wagyu ชิ้นบาง ๆ กินกับร้อคเก็ตสลัดราดซอสบัลซัมมิค... ผมจะเลือกอย่างหลังโดยไม่ลังเลเลยครับ

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:05 PM
เมื่อก่อนเรามักได้ยินแบบแผนในการจับคู่ไวน์กับอาหารว่า “ไวน์ขาวคู่กับปลา และไวน์แดงคู่กับเนื้อ” ในวันนี้การจับคู่ไวน์รสเลิศกับอาหารเมนูต่างๆ จะเป็นเรื่องที่คุณต้องโปรดปราน

http://www.siammetro.com/data/images/news/categories/lifestyle/wine/wine_bottle2.jpg
คำแนะนำเบื้องต้น
คำแนะนำเหล่านี้ช่วยให้คุณได้เลือกประเภทของไวน์ที่เหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภท
ก่อนการจับคู่ไวน์กับอาหารให้เหมาะสมนั้น ควรคำนึงถึงการรับรสทั้ง 4 รส ของลิ้นคือ รสเค็ม หวาน ขม และเปรี้ยว เพราะรสชาติของอาหารเป็นปัจจัยหลักในการเลือกไวน์เพื่อมื้อที่สมบูรณ์แบบ

ตามปรกติไวน์และอาหารที่มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน มีความเหมาะสมกันมากที่สุด เช่น ไวน์ของอิตาลีกับอาหารอิตาเลียน เป็นต้น

- Red dinner wine หรือไวน์แดงที่มีรสเข้มถึงเข้มจัดและออกเปรี้ยว เข้ากันได้ดีกับอาหารประเภท เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อกวาง เนื้อเป็ด เนื้อห่าน หรืออาหารประเภทพาสต้า
- White dinner wine เป็นไวน์ขาวที่นิยมดื่มหลังมื้ออาหาร ซึ่งมีรสไม่เข้มมาก อาจจะเปรี้ยวหรือหวาน ควรเสิร์ฟกับอาหารประเภทเนื้อไก่ เนื้อไก่งวง เนื้อปลา หอย แฮม หรือเนื้อลูกวัว
- Ros&eacute; wine เป็นไวน์ชมพู มีสีแดงอ่อนๆ อาจจะหวานหรือไม่หวาน ไวน์ประเภทนี้ควรรับประทานคู่กับแฮม ไก่ทอด หอย เนื้อเย็น อาหารปิกนิก หรืออาหารบุฟเฟ่ต์
- Appetizer wine จัดเป็นไวน์แรงที่นิยมดื่มก่อนมื้ออาหาร ควรเสิร์ฟก่อนมื้ออาหารเพื่อเรียกน้ำย่อย ได้แก่ เวอร์มุธเชอร์รี่ที่ไม่หวาน อาจแช่เย็นก็ได้ ส่วนไวน์รสผลไม้ รสชาตินุ่มคอที่เหมาะสำหรับเรียกน้ำย่อยที่สุดคือ Chenin Blanc
- Dessert wine คือไวน์แรงอีกประเภทที่มีรสชาติเข้มกว่าและหวานกว่า สามารถเสิร์ฟได้เลย หรืออาจจะเสิร์ฟกับผลไม้ ถั่ว พาย ชีสหวาน เค้ก หรือคุ้กกี้
- นอกจากนี้ยังมี nonalcoholic/ dealcoholized wine และ sparkling wine คือไวน์ขาว ไวน์แดง หรือไวน์อัดลม ที่ปราศจากแอลกอฮอล์ ซึ่งมีกระบวนการคั้นผลองุ่นและการหมักเช่นเดียวกับไวน์ทั่วไป แต่ผ่านกระบวนการพิเศษในการขจัดแอลกอฮอล์ออกไป การเสิร์ฟอาหารคู่กับไวน์ปราศจากแอลกอฮอล์นั้น ขึ้นอยู่กับไวน์แต่ละประเภทดังที่กล่าวไป
ไวน์แดง ควรจับคู่กับเนื้อวัว เนื่องจาก สารแทนนินในไวน์แดงสามารถดึงรสชาติของเนื้อออกมาได้ดี ควรดื่ม Cabernet Sauvignon หรือ Petite Sirah หรือ Zinfandel คู่กับเนื้อที่ฉ่ำไปด้วยซอส แต่หากเป็นซี่โครงเนื้อหวานย่างไม่สุกมาก ควรรับประทานคู่กับ Beaujolais
จับคู่แฮมรมควันกับไวน์รสหวานอย่าง Chenin Blanc หรือ Gew&uuml;rztraminer หรือ Riesling หากคุณชื่นชอบไวน์ชมพู หรือไวน์แดง แนะนำ Beaujolais เย็นๆ เพื่อเพิ่มรสชาติมื้ออาหาร
<TABLE cellSpacing=2 cellPadding=2 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD>http://www.siammetro.com/data/images/news/categories/lifestyle/wine/wine_bottle.jpg </TD><TD vAlign=top>หากมื้อในวันหยุดของคุณเป็น ไก่งวง กับเครื่องเคียงที่เป็นของหวาน เช่น แครอทเชื่อม หรือ มันฝรั่งหวานที่โรยหน้าด้วยมาร์ชเมลโล ให้เลือกไวน์ขาวที่มีรสหวานเช่นเดียวกับของหวาน อย่าง Chenin Blanc หรือ Gew&uuml;rztraminer แต่หากมื้ออาหารของคุณมีรสเผ็ด ควรจับคู่กับไวน์อย่าง Johannisberg Riesling หรือ Sauvignon Blanc หรือไวน์ผลไม้อย่าง Chardonnay ก็ได้ และหากมื้อของคุณเป็นไส้กรอก การจิบ Beaujolais หรือ Pinot Nior แช่เย็น ก็เป็นการจับคู่ที่ลงตัวทีเดียว </TD></TR></TBODY></TABLE>
ของหวานและไวน์ ทำให้มื้ออาหารของคุณเป็นมื้อพิเศษ เมื่อน้ำตาลและกรดมีความสมดุลกันแล้ว คุณจะได้ลิ้มรสความกลมกล่อม เช่น ชีสเค้กเหมาะและความหวานของไวน์ที่หมักจากองุ่นสุกจัด หรือเค้กช็อกโกแลตกับไวน์แดงอย่าง Zinfandel หรือ Cabernet Sauvignon ส่วนเค้กผลไม้ ไวน์ที่เหมาะที่สุดต้องเป็น Marsala นอกจากนี้ของหวานที่หวานจัดหรือออกเปรี้ยว จะทำให้ไวน์ส่วนใหญ่มีรสชาติเปรี้ยวโดด

เคล็ดลับในการเลือกซื้อและการเสิร์ฟไวน์

การเลือกซื้อไวน์

- การซื้อไวน์ที่ดี ควรเริ่มจากร้านที่ดี ที่มีไวน์หลากหลายประเภทจำหน่าย ให้พนักงานของร้านช่วยแนะนำการเลือกซื้อ ว่าคุณต้องการรสชาติประเภทไหนและอาหารประเภทไหนที่รับประทานร่วมกับไวน์นั้น

- ปรกติไวน์ขนาด 750 มล. มีวางขายทั่วไป หรือไวน์บางประเภทอาจมีขนาดถึง 1.5 ลิตร ซึ่งมีไว้สำหรับรับรองในงานเลี้ยงใหญ่ๆ ด้วยเหตุนี้ในบางครั้งคุณควรซื้อไวน์ขวดเล็ก ก่อนที่จะไวน์ขวดใหญ่
การเสิร์ฟไวน์
- การเสิร์ฟไวน์ที่อุณหภูมิสูงนั้น อาจทำให้รสชาติของไวน์มีรสเข้มมากขึ้น ดังนั้นไวน์ขาวหรือไวน์ชมพูควรแช่เย็นสักนิด สำหรับไวน์แดงควรเสิร์ฟที่อุณหภูมิราวๆ 18 องศาเซลเซียส
- ในการเสิร์ฟไวน์ที่ดี เมื่อเปิดขวดแล้วควรรินไวน์ทันที ไม่ควรตั้งขวดทิ้งไว้นาน
- ควรรินไวน์ปริมาณครึ่งหนึ่ง ถึงสองส่วนสามของแก้ว เพื่อการรับกลิ่นไวน์ที่ดี สำหรับไวน์แรงที่นิยมดื่มก่อนมื้ออาหาร ควรรินในปริมาณน้อยลงมา
รณชัย พลายมณี เรียบเรียง

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:20 PM
<TABLE cellSpacing=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top><!--Last Update : 16 มีนาคม 2549 16:11:41 น.-->ดื่มไปหา "อาวุธ" อะไร
<!-- Main --><CENTER>
ปกติดิฉันไม่ดื่มแอลกอฮอล์หรอกค่ะ
แต่ได้ยินคนพูดหนาหูเหลือเกินว่า ไวน์ช่วยให้สุขภาพดี
ถามใครก็ไม่มีใครบอกอะไรได้มากกว่านั้น
ช่วยตอบให้หายข้องใจหน่อยเถอะค่ะ
ป้ากุ้ง / มอชอ

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1142497022.jpg

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวไว้ล่วงหน้าว่า ผมไม่ใช่หมอหรือโภชนากร
ที่รู้มาก็รู้เองส่วนหนึ่ง อ้างอิงจากผู้รู้จากตำราก็อีกส่วนหนึ่ง
เป็นข้อมูลที่ทั้งยอมรับและยังคลุมเครืออยู่ทั้งสองส่วน
เอาเป็นว่า เรามาปูพื้นกันก่อนดีกว่า
ไวน์คือน้ำองุ่นหมักจนปนเปื้อนแอลกอฮอล์
ขบวนการผลิตทั้งหมดเป็นไปตามธรรมชาติและ ปราศจากการปลอมปนอื่นใด
ขั้นตอนการผลิตเริ่มจากเก็บเกี่ยวเมล็ดองุ่นสุกได้ที่แล้วนำมาหมัก
จากนั้นนำไปบ่มในถังไม้โอ๊กเพื่อเสริมกลิ่น และบรรจุขวดเป็นไวน์ในที่สุด
http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1142497561.jpg
องค์ประกอบทางเคมีของไวน์นั้น
เป็นคาร์โบไฮเดรท-เอททิลแอลกอฮอล์-กลูโคสและฟรุคโตส
นับเป็นอาหารเหลวที่ให้คุณประโยชน์ต่อขบวนการดูดซึมเกลือแร่ในร่างกาย
มีความสามารถพิเศษในการกระตุ้นต่อมรับรสให้ทำงานอย่างมีประสิทธภาพ ทำให้เจริญอาหาร
ที่สำคัญไวน์ทั้งขาวและแดงต่างให้คุณค่าของธาตุเหล็กสูง
http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1142499543.jpg
...เป็นพันปีมาแล้ว...
ไวน์ถูกใช้ในกิจการสำคัญทั้งด้านการศาสนาการเมืองและสังคม
ชาวยุโรปได้ใช้ไวน์เป็นเครื่องดื่มแทนน้ำและยารักษาโรคมาช้านาน
เพราะด้วยฤทธิ์อำนาจของแอลกอฮอล์และแอซิด
ที่ทำให้เชื้อโรคและแบคทีเรียไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้

ยุคต่อมาไวน์ได้แพร่หลายออกไปตามกระแสแห่งการล่าอาณานิคม
หลังฉากอันหฤโหดของการไล่ล่านอกจากอาวุธเสบียงกรังอาหารแล้ว
กองทัพเรือยังต้องมีลังไวน์อัดแน่นเต็มลำอีกด้วย
http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1142499404.jpg
มาถึงยุคกระแสนิยมพุ่งสูงจนฉุดไม่อยู่
ไวน์กลายเป็นของมีค่าและถูกนับรวมเป็นอาภรณ์ของเหล่าผู้มีอันจะกิน
...จนถึงวันดีคืนดีในปี 1991...
ก็มีรายงานทางการแพทย์จากประเทศฝรั่งเศสว่า
"ไวน์มีคุณประโยชน์ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ"
ก็ยิ่งทำให้ผู้คนต่างบริโภคกันอย่างบ้าคลั่งขึ้นไปอีก
คือ ดูเท่ห์แล้วยังมีสุขภาพดีด้วย จะมีอะไรวิเศษไปกว่านี้

จากรายงานดังกล่าวที่เรียกขานกันภายหลังว่า French Paradox นั้น
อ้างถึงไขมันที่เรารู้รักกันดีในชื่อ Cholesterol
เขาพูดถึงการการสะสมพอกพูนไขมันภายในหลอดเลือดจนเกิดตีบตัน
ซึ่งเป็นที่มาของอาการเส้นโลหิตแตกในสมองไปจนหัวใจวายเฉียบพลัน
http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1142499644.jpg
แล้วไวน์ช่วยลดอาการเหล่านั้นได้อย่างไร

เขาอ้างถึงความวิเศษวิโสของสารพิเศษชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Tannin
ซึ่งพบได้ตามเปลือกผิวต้นไม้และในผลไม้ทั่วไป
แต่สำหรับผลองุ่นนั้นจะพบที่ผิว-เมล็ด-และก้าน
โดยจะมีในองุ่นพันธุ์แดงเป็นส่วนใหญ่

Tannin ถูกอ้างว่ามีบทบาทในการดูดซับ Cholesterol ในเลือด
โดยนำออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ
แถมอ้างว่า
"สามารถลดอัตราเสี่ยงจากอาการหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ 30-50% เลยทีเดียว"

...เมื่อไม่นานมานี้...
ผมยังได้รับข่าวสารทางการแพทย์จากออสเตรเลียหรือไงนี่แหละ
กล่าวถึงประโยชน์จากการดื่มไวน์ว่า
"สามารถลดอัตราเสี่ยงการเป็นมะเร็งรังไข่ได้ถึงครึ่งหนึ่งอีกด้วย"
ว่ากันเข้าไป ช่างวิเศษอะไรปานนั้น เจ้าไวน์นี่

แต่ในทางกลับกันผมก็เคยรวบข้อเสียที่ผ่านหูผ่านตามาได้บ้างเหมือนกันว่า
"ไวน์ไม่เหมาะโดยสิ้นเชิงกับคนที่มีอาการโรคภูมิแพ้"
โดยเฉพาะกับคนที่มีอาการหอบหืด อาการอาจกำเริบหนักขึ้น
เพราะถูกกระตุ้นโดยตรงจากสารกำมะถัน-สารตะกั่ว-ซากยีสต์ที่ตายแล้ว
และโปรตีนตกค้างในขบวนการผลิต
ฟังแล้วน่ากลัวมั้ย

ในกรณีของการดื่มในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง
นอกจากจะทำให้ความดันสูง-ผิวหนังแห้งและหยาบกร้านแล้ว
ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็ง
ทั้งในตับ-ทรวงอก-หลอดอาหารและในโพรงปาก
แล้วยังส่งผลต่อระบบประสาท-กล้ามเนื้อ-หัวใจอีกด้วย
http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1142499761.jpg
ข้อเสียสำหรับสุภาพสตรีที่รักดื่มไวน์
นอกจากจะเป็นเพศที่ซึมซับแอลกอฮอล์ได้ไวกว่าเพศชาย
ซึ่งหมายถึงเมาได้เร็วกว่าแล้ว
เหล่าสาวใหญ่วัยใกล้หมดประจำเดือนก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
เพราะ ไวน์นอกจากจะทำให้อ่อนเพลียง่าย ยังส่งผลให้กระดูกผุเร็วกว่าปกติ
ส่วนในสตรีมีครรภ์ซึ่งไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว
หากดื่มมากเกินเหตุจะทำให้เด็กเกิดมามีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์
ขนาดศรีษะเล็ก-ฐานตาห่าง และจะมีปฏิกริยาการรับรู้ช้ากว่าปกติ
อันนี้อันตรายมากครับ

สำหรับทุกเพศทุกวัยหากดื่มแบบไม่บันยะบันยัง
นอกจากจะครองสติไม่อยู่แล้ว ยังก่อให้เกิดอาการจิตประสาทหลอน
พูดจาไม่อยู่กับร่องรอย ขาดความน่าเชื่อถือ แถมยังดูแก่กว่าวัย

ถามว่า "แล้วดื่มแค่ไหนถึงจะเรียกว่าพอเหมาะ"
http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1142499860.jpg
เรื่องนี้คงหาข้อกำหนดยาก
เพราะขึ้นกับปริมาณแอลกอฮอล์ในไวน์ซึ่งสูงต่ำไม่เท่ากัน
ขนาดของร่างกายคนดื่มที่สูงใหญ่แตกต่างกัน
ขนาดของแก้วแต่ละใบก็อ้วนใหญ่ไม่เหมือนกัน
บอกไม่ได้ถนัดถนี่หรอกครับ

เอาเป็นว่าดื่มแบบพอเหมาะ
ดื่มแบบเข้าสังคมได้พองาม
ดื่มแบบครองสติได้พอดี
และดื่มแบบ ไม่เมาเหมือนสุนัข ก็คงพอแล้วครับ</CENTER>
</TD></TR></TBODY></TABLE>

อิสวาร์ยาไรท์
22-05-2008, 11:21 PM
ไวน์ก็มีประโยชน์ เหมือน กัน นะเนี๊ย
ขอบคุณ ค่ะ

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:32 PM
ห้าสุดยอดไวน์แดง บอร์โดซ์ ประกอบไปด้วย


1. ชาโต้ ลาตูร์ (Chateau Latour)
2.ชาโต้ ลาฟิต-รอธส์ชิลด์ (Chateau Lafite-Rothschild)
3. ชาโต้ มาร์โกซ์ (Chateau Margaux)
4. ชาโต้ โอต์-บรีออง (Chateau Haut-Brion)
5.ชาโต้ มูตอง-รอธส์ชิสด์ (Chateau Mouton-Rothschild)
สุดยอดไวน์แดง เมดอก กรองด์ ครูส์ทั้งห้าhttp://www.geocities.com/winestation/wine100.jpg
สุดยอดไวน์แดง กรองด์ ครูส์ทั้งห้าตัว เขตผลิตไวน์ แหล่งสำคัญได้แก่อำเภอเมดอก (Medoc)

1.ชาโต้ ลาตูร์ (Chateau Latour)
สุดยอดไวน์แดงอันดับแรก ชาโต้ ลาตูร์ (Chateau Latour) ส้นทางเดินของชาโต้ ลาตูร์แม้จะมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็เป็นเรื่องของคนรวยที่ทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด ชาโต้ ลาตูร์กำเนิดในศตวรรษที่ 16 ในตำบลโปอีแญ็ก (Pauillc) ฝีมือของคนตระกลูเซกูรื แรกออกวางตลาดยังเป็นไวน์ที่มีชื่อเสียงไม่โดดเด่นเท่าที่ควร จนกระทั่งในศตวรรษที่ 17 ทายาทของตระกลูเซร์คนหนึ่งได้สมรสกับเจ้าหญิงซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์บังบองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14(ค.ศ. 1638-1715) ชาโต้ ลาตูร์ จึงเป็นไวน์ที่คนกล่าวขวัญถึงในฐานะไวน์ เขยกษัตริย์ ชาโต้ ลาตูร์ที่ทุกรู้จักในวันนี้ คือไวน์แดงที่หอมนุ่มนวลที่สุด ราคาแพง ขวดปีทอง (Vintge Yeas) ราคาเป็นหมื่นๆ บาท

2.ชาโต้ ลาฟิต-รอธส์ชิลด์ (Chateau Lafite-Rothschild)
สุดยอดไวน์แดงอันดับสอง ชาโต้ ลาฟิต-รอธส์ชิลด์ (Chateau Lafite-Rothschild) ถ้าจะระบุว่าสุดยอดใดๆ ในโลกล้วนไม่เคยมีเพียงหนึ่งคงไม่ผิด ดังนั้นไวน์เยี่ยมที่รสชาติละลานใจเป็นเหลือหา จึงไม่มียี่ห้อไหนสามารถผูกขาดอยู่คนเดียว อย่างชาโต้ ลาฟิต-รอธส์ชิลด์ จึคงเป็นไวน์ที่คอไวน์ต่างยกนิ้วให้ http://www.geocities.com/winestation/mtr2.jpg ทั้งยังต้องยืนยันไว้ตรงนี้ด้วยว่า ในขบวนไวน์ระดับปีทองด้วยกันของ สุดยอดไวน์แดงทั้งห้านี้ ชาโต้ ลาฟิตมีราคาแพงกว่าใครอื่น ชาโต้ ลาฟิตเป็นไวน์เก่าแก่ที่กำเนิดมากว่า 8 ศตวรรษแล้ว นายกอมโบ เดอ ลาฟิตจะ มาจากไหนไม่มีใครรู้ จู่ๆ ก็หอบเงินมาลงทุนซื้อไร่องุ่น ที่ตำบลโปอีแญ็กในค.ศ.1234 ผลิตไวน์แดงยี่ห้อลาฟิตขึ้นมา ยุคแรกก็ผลิตได้พอเลี้ยงตัว จวบจนนายกอมโบสิ้นลมปราณก็ยังไม่โดงดัง ทายาทลาฟิตอีกหลายรุ่นดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่อง จนถึงศตวรรษที่14 ชาโต้ ลาฟิตก็กระเดื่องดังในฐานะไวน์เก่าแก่ที่มีรสชาติอร่อยเป็นเหลือหลาย ไวน์ตัวที่ดังที่สุดของโลกซึ่งนายบอมโบ เดอ ลาฟิตเป็นผู้ให้กำเนิดในต้นศตวรรษที่ 13 บัดนี้ผ่านร้อนหนาวมาถึง 634 ปี ก็ตกเป็นสมบัติของตระกูลรอธส์ไชลด์(Rothschild)* ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีหนึ่งในสิบของฝรั่งเศส เป็นเจ้าของธนาคารรอธสไชลด์ที่ร่ำรวยที่มหาศาล เป็นนักทำเหล้ามืออาชีพ เป็นผู้รู้คุณค่าของสรรพสิ่งในโลกที่สุดยอด จากวันนั้นเป็นต้นมา ชาโต้ ลาฟิตจึงต้องเพิ่มชื่อเป็นชาโต้ ลาฟิตรอธส์ชิลต์(*คำ “Rothschild” ถ้าเป็นชื่อไวน์จะอ่าน “รอธส์ชิลด์” ถ้าเรียกชื่อตระกลูจะอ่านว่า “รอธส์ไชลด์”


3.ชาโต้ มาร์โกซ์ (Chateau Margaux)
สุดยอดไวน์แดงอันดับสาม ชาโต้ มาร์โกซ์ (Chateau Margaux) สุดยอดไวน์แดงตัวที่สาม ของกรองด์ ครูส์ระดับชั้นเปรอมีเยร์ ครูส์ คลาสเซ่ ยี่ห้อนี้กำเนิดในศตวรราที่ 15 ที่มหาปราสาทลาโมธ ตำบลมาร์โดซ์ โดยตระกูลดูร์ฟรองต์ซึ่งเป็นเจ้าของชาโต้ ดูร์ฟรองต์-วีวองส์ (Chateau Durfort-Vivens) ไวน์กรองด์ ครูส์ชั้น 2 เป็นผู้ปั้นชาโต้ มาร์โกซ์ให้เติบใหญ่มากับมือ เดิมทีไวน์ตัวนี้มาจากไวน์สองตัว คือมาร์กู และมาร์กูส แล้วยุบให้เหลือเป็นตัวเดียวเป็นมาร์โกซ์ในปี 1750 ตระกูลดูร์ฟอรต์ครอบครองชาโต้ มาโกซ์อยู่หลายศตวรรษจนถึงปี 1836 จึงขายกิจการให้แก่นายวีกอง เด อาโกโด ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของไวน์ตัวนี้ซึ่งกำเนิดจากตระกูลขุนนางผุ้ดี มีศิลปะในหัวใจ จึงได้ทุ่มเทให้เด่นผงาดอยู่ในแวดวงสีน้ำทับทิม ตระกูลอาโกโดได้สร้างตึกมารโกซ์ใหม่ในปี 1836 โดยฝีมือของนายวิคตอร์ ลูอิส สถาปนิกที่ดังที่สุดในยุคนั้น เป็นศิลปกรรมยุคบาบิโลนอันล้ำเลิศ จนกลายเป้นชาโต้ที่สวยที่สุดในเมดอก ตระกูลอาโกโดครอบครองชาโต้ มาร์โกซ์ได้เพียง 43 ปี แล้วก็ขายทิ้งให้แก่ตระกูลกองปีเอ-วีในปี 1879 ย่างเข้าฤดูหนาวปี 1925 ก็ถูกขายอีกครั้งให้แก่ดยุค เดอ ลา เตรมูลา แล้วก็ขายอีกครั้งในปี 1935 ให้แก่นายแฟร์นัว ยีนเนซและผองเพื่อน บนเส้นทางซับซ้อนของธุรกิจน้ำเมานับร้อยล้านพันล้าน ชาโต้ มาร์โกซ์ได้เปลี่ยนมือ เจ้าของและหุ้นส่วนเป็นว่าเล่น จนปี 1949 หุ้นทั้งหมดได้ตกเป็นของตระกูลยีนเนซอย่างเบ็ดเสร็จ ล่าสุด ชาโต้ มาร์โกซืได้เปลี่ยนเจ้าของอีกแล้ว โดยปี 1977 ตระกูลยีนเนซได้ขายให้แก่นายอังเดร มังเซโรปูโล ชาโต้ มาร์โกซ์นอกจากผลิตไวน์แดงจนมีชื่อกระฉ่อนแล้ว ยังผลิตไวน์ขาวยี่ห้อปาวีญอง บลอง ดือ ชาโต้ มาร์โกซ์ (Pavillon Blanc du Chateau Margaux) จนมีชื่อเสียงโดดเด่น ปีทองของไวน์ตัวนี้ที่น่าจดจำคือ 1928,1966,1967,1970 และ 1974

4.ชาโต้ โอต์-บรีออง (Chateau Haut-Brion)
สุดยอดไวน์แดงอันดับที่สี่ ชาโต้ โอต์-บรีออง (Chateau Haut-Brion) แท้จริงแล้วชาโต้ตัวนี้อยู่นอกเขตเมดอก คืออยู่ในเขตกราฟส์ (Graves) แต่ข้างนอกนาตัวนี้มีความดีเด่นและมีรสชาติล้ำเลิศอันเหลือเชื่อ จนได้รับการยกย่องให้มาอยู่ในกลุ่มอรหันต์ของเมดอก หรือเป็นไวน์ระดับกรองด์ ครูส์ชั้นเปรอมีเยร์ ครูส์ คลาสเซ่ เรียกว่าถ้าไม่เป็นของจริง คงไม่สามารถแทรกขึ้นมาอยู่บนแท่นเกียรติยศในกลุ่มเมดอกได้ ประวัติศาสตร์ของชาโต้ตัวนี้ย้อนหลังไปได้กว่า 500 ปี โดยถือกำเนิดในยุคกลางของยุโรป ซึ่งเป็นยุคทองของไวน์ฝรั่งเศส เจ้าของไวน์ตัวนี้คนแรกคือนายแมซอง นอเบลอ เด โอต์-บรีออง ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกต่อไปว่า นายโอต์-บรีอองทำเหล้าตัวนี้สักกี่ปี และลูกหลานสืบทอดมรดกนานแค่ไหน แต่จู่ๆ ในปี ค.ศ. 1525 ไวน์ตัวนี้ก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพลเรือเอกฟิลิปป์ เดอ ชาโบ นายพลผู้หลงใหล ไวน์ได้ครอบครองชาโต้ โอต์-บรีอองอยู่ไม่นานก็ขายให้ตระกูลปองตัก และตระกูลปองตักนี้เองสร้างชาโต้ตัวนี้ให้ไปยิ่งใหญ่ในอังกฤษถึงสามศตวรรษ คือจากศตรวรรษที่ 16-18 จากนั้นชาโต้ โอต์-บรีอองก็เปลี่ยนเจ้าของเป็นว่าเล่น ท้ายที่สุดในปี 1935 ไวน์ตัวนี้ตกเป็นสมบัติของหนุ่มชาวอเมริกันชื่อนายคลาเร้น ดิลลอนซึ่งเป็นมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทไฟแนนช์หลายแห่ง
5.ชาโต้ มูตอง-รอธส์ชิลด์ (Chateau Mouton3Rothschild)
สุดยอดไวน์แดงอันดับห้า ชาโต้ มูตอง-รอธส์ชิลด์ (Chateau Mouton3Rothschild) ขณะที่กรุงปารีสมีการประกาศ 1855 Classification of Medoc เพื่อแบ่งชั้นไวน์ระดับกรองด์ครูส์ของเมดอกออกเป็น 5 ชั้นนั้น ไวน์ที่อยู่ในชั้นหนึ่งแท้จริงแล้วมีเพียง 4 ตัว ส่วนชาโต้ มูตอง รอธส์ชิลด์อยู่ในชั้นที่สอง เพิ่งจะได้รับการเลื่อนชั้นให้มาอยู่ในที่หนึ่งเมื่อปี 1973 หมาดๆ ไวน์ตัวนี้กำเนิดในศตวรรษที่ 14 ชื่อยุคแรกค่อยข้างเชย โดยถูกเรียกว่า ชาโต้ พูยัล ในปีค.ศ. 1430 ยุคแห่งกลูเซตอได้เป็นผู้ซื้อไร่องุ่นแห่งนี้เอาไว้ และตระกูลของเขาดูแลไวน์ตัวนี้อยู่ถึง 423 ปี ก็เกิดความเบื่อหน่ายจึงขายกิจการให้แก่บารอนนา ธาเนียล เดอ รอธส์ไชลด์ในปี 1853 มหาเศรษฐีหนึ่งในสิบของฝรั่งเศส และในปี 1855 ได้รับการประกาสให้เป็นกรองด์ ครูส์ชั้นสอง ตระกูลรอธส์ไชลด์ไม่แฮปปี้กับตำแหน่งนี้ เพราะเขาเชื่อว่าไวน์ของเขาเลิศล้ำพอสมควร พวกเขาจึงเร่งระดมฝีมือเซียนมาผลิตไวน์ตัวนี้อย่างอดทน จนได้รับการเลื่อนขั้นอันดับหนึ่งในปี 1973 รอคอยยาวนานถึง 118 ปีพวกเขาจึงประสบความสำเร็จ ปีทองของไวน์ตัวนี้คือ 1939,945,1961,1970 และ 1973

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:36 PM
<CENTER>สุดยอดไวน์แดงแคว้น Burgundy</CENTER>
เมื่อได้ยินคำว่าไวน์เบอร์กันดี คอไวน์บางคนอาจจะไม่คุ้นเคยมากนัก แต่นี่แหละคือราชินีแห่งไวน์แดง ที่มีชื่อเสียงก้องโลกที่มีรสและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ เป็นมงกุฎเพชรแห่งไวน์ โดยเฉพาะ7สุดยอดไวน์เบอร์กันดีระดับกรองด์ครูส์ ที่ผลิตจากตำบลวอส์น-โรมาเน่ (Vosne Romanee)ถิ่นไวน์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอัญมณีแห่งไวน์ฝรั่งเศส
Vosne-Romanee(วอส์น-โรมาเน่)
ตำบลวอส์น-โรมาเน่ (Vosne Romanee) คือถิ่นไวน์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอัญมณีแห่งไวน์ฝรั่งเศส หรือเป็นมงกุฎเพชรแห่งไวน์โลก โดยเฉพาะ7สุดยอดไวน์ระดับกรองด์ครูส์ ที่กระฉ่อนล้วนเหมือนถูกหมักขึ้นมาจากฝีมือที่ไม่ธรรมดา ทุกขวดจึงอวลอบด้วยกลิ่นหอมของเกสรของผุปผชาติอันหวานชื่น วอส์น-โรมาเน่ ถิ่นวิศฯวกรรมแห่งเครื่องดื่ม อยู่ในกิ่งอำเภอโก๊ต เดอ นุยส์ ห่างจาก เมืองนุยส์ แซงต์-ฌอร์จ เพียง 3 กิ โลเมตร ตำบลนี้ประกอบขึ้นมาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ 7 หมู่บ้าน โด่งดังด้วยองุ่นพันธุ์ปีโนต์ นัวร์และ พันธุ์ปิโนต์ กรีส์ แผ่นดินที่เสกสรรไวน์สุดยอดนี้ มีระดับกรองด์ ครูส์ (Grand Crus) 7 ตัว

1.โรมมาเน่ กองตี(Romanee-Conti)
http://www.geocities.com/winestation/conti.jpg
ยอดไวน์ตัวที่โด่งดังที่สุดและแพงที่สุด เรียกว่าในโลกนี้ไม่มียี่ห้อไหนดีเทียบเท่ากับ Romanee-Conti อีกแล้ว ผู้เป็นเจ้าของในปัจจุบันทำไร่เองและจัดจำหน่ายเอง คือบริษัท Domaine de la Romanee Conti ซึ่งมีสองหุ้นส่วนใหญ่ที่เป็นเศรษฐีระดับโลก คือ Madame Lalou Bizr-Leroy และ Monsieur Aubert โรมาเน่-กองตีมีพื้นที่แค่ 4.32 เอเคอร์หรือ 10.8 ไร่ ปีหนึ่งผลิตไวน์ออกมาแค่ 7,000 ขวด ปีไหนองุ่นได้น้ำเนื้อมากก็จะผลิตได้ไม่เกิน 12,000 ขวดแบ่งปันกันดื่มทั่วโลก ประเทศไทยดู เหมือนจะเข้ามาปีหนึ่งไม่เกิน 24 ขวด ไวน์ยี่ห้อโรมาเน่-กองตี มีตัวเดียวเจ้าของเดียวในโลก ไม่เหมือนกับไวน์เบอร์กันดีอื่นๆ ที่ยี่ห้อเดียวมีผู้ผลิตหลายบริษัท ไวน์แดงยี่ห้อนี้ ขวดที่ผลิตเสร็จใหม่ๆ ขายกัน 30,000 บาท แล้วถ้าเป็นปีทองราคาก็สูงขึ้นเรื่อยๆ บางขวดราคากว่าครึ่งล้านบาทก็มี ส่วนอายุขัยการดื่ม 15-35 ปี

2.โรมาเน่ แซงต์ วีวองต์(Romanee St-Vivant)
http://www.geocities.com/winestation/vivant.jpg
มีพื้นที่ไร่แค่ 23.6 เอเคอร์ เจ้าของไร่ไม่ได้บรรจุไวน์เอง แต่ขายให้แก่พ่อค้าคนกลางไปบรรจุขวดขายเหมือนไวน์เบอร์กันดีอื่นๆ โรมาเน่ แซงต์-วีวองต์จึงผลิตออกมาถึงกว่า 10 บริษัทความโดดเด่นของกรองด์ ครูส์ตัวนี้ คือมีกลิ่นรสออกเครื่องเทศมาก มีความหอมอันหลากหลาย และให้กลิ่นเนื้อดินแบบธรรมชาติได้มากที่สุด อายุการดื่ม 10-25 ปี



3.ลา โรมาเน่(La Romanee) http://www.geocities.com/winestation/romanee.jpg






เป็นไรองุ่นขนาดเล็กๆ ของตระกูล Liger-Belair แต่ขายองุ่นให้แก่ตระกูล Rarey เหมาไปผลิตเป็นไวน์บรรจุขวดเพียงคนเดียว แล้วตระกูลฟอเรย์จะนำไวน์ที่ผลิตได้ไปเก็บบ่มในโรมาเน่-กองดี ส่วนการจัดจำหน่ายกลับให้บริษัทบูชาจัดการ ความโดดเด่นของลา โรมมาเน่ซึ่งถือเป็นอันดับสองของตำบลนี้ ก็คือมีสีสันเข้มลึกกว่าโรมาเน่ตัวอื่นๆ มีความเข้มข้นของรสชาติอย่างถ้วนครบ มีแทนนินค่อนข้างสูง และหอมฟุ้งตัวหลากกลิ่นผลไม้ อายุการดื่ม 12-30 ปี มีไร่องุ่นแค่ 2.5 เอเคอร์

4.เอเยโซซ์(Echexeaux) http://www.geocities.com/winestation/echexeaux.jpg


ยอดไวน์ตัวนี้มาจากไร่ขนาดใหญ่มาก มีไร่องุ่นจากหมู่บ้านเอเชโซช์ถึง93เอเคอร์ โดยมีชาวไร่11ครอบครัวขายน้ำเหล้าให้แก่พ่อค้าเหล้าหรือ เนกอซีอองต์ไปผลิตเป็นEchezeauxระดับGrand Cruเกือบ20บริษัท อายุการดิ่ม10-20ปี

5.กรองด์-เอเชโซซ์(Grand Echexeaux) http://www.geocities.com/winestation/g-echexeaux.jpg


มีพื้นที่ปลูกองุ่น 22.7 เอเคอร์ เช่นเดียวกับ ไวน์เบอร์กันดีโดยทั่วไปที่มักจะบรรจุขวดขายโดยพ่อค้าคนกลางผู้ค้าไวน์ เจ้าของไร่องุ่นจากหมู่บ้านนี้ซึ่งมีกว่า 10 เจ้าของ จึงขายน้ำไวน์ให้บริษัทต่างๆกว่าสิบบริษัท อายุการดื่มของกรองด์ ครูส์ตัวนี้อยู่ระหว่าง 10-20 ปี

6.ลาต๊าช(La Tache) http://www.geocities.com/winestation/tache.jpg





ไร่องุ่นที่ผลิตไวน์ลา ต๊าชมีเนื้อที่ 14.4 เอเคอร์ ไวน์ตัวนี้ปัจจุบัน เป็นสมบัติสิทธิ์ขาดของโดเมน เดอ ลา โรมาเน่-กองดี ผู้เป็นเจ้าของโรมาเน่-กองตีที่กระเดื่องโลก ดังนั้นไวน์ตัวนี้ จึงกลายเป็นไวน์กระเดื่องโลกอีกตัวหนึ่ง และเป็นไวน์ที่ผลิตออกมายี่ห้อเดียวเจ้าของเดียว อีหรอบเดียวกับโรมาเน่-กองตี หรือเหมือนชาโต้ในแคว้นบอร์โดซ์ลาต๊าซบรรจุปีละ ประมาณ24,000 ขวด ราคาไม่โหดเท่ากับโรมาเน่-กองตีแต่บรรจุขายใหม่ๆ ก็ยังปาเข้าไปถึง 4,000-5,000 บาท อายุการดื่ม 12-30 ปี

7.รีชบูร์(Richebourg) http://www.geocities.com/winestation/bourg.jpg





ไวน์ตัวนี้มีรสชาติคล้ายๆกับไวน์ทางเขตบอร์โดซ์ มีพื้นที่ทำไร่ องุ่น 19.8 เอเคอร์ มีชาวไร่ 8 ครอบครัวขายน้ำไวน์ให้แก่เนกอซีอองต์กว่าสิบบริษัท ไวน์ยี่ห้อนี้มีอายุการดื่ม 12-30 ปี
และนี่คือเจ็ดสุดยอดไวน์แดงของโลก โดยมีโรมาเน่-กองตีนำมาเป็นจ่าฝุง สำหรับปีทองที่ควรจดจำคือ 1978,1980,1983,1985,1986,1988,1989 และ 1990 เฉพาะโรมาเน่-กองดี เศรษฐีชาวญี่ปุ่นเคยขอซื้อแผ่นดินด้วยการเสนอราคาเท่ากับทองคำปูกว้างเท่าพื้นที่ ให้ราคากันถึงขั้นนี้แล้วหญิงเหล็กอย่างดาดามลีรอยก็ไม่เคยสน


เฌอแตม/Winestation (mic2002mac@hotmail.com)

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:41 PM
http://www.vinfolio.com/jsp/blogs/twc-blog-files/uploaded_images/RomaneeContiBottle-760987.jpg


<TABLE cellSpacing=5 width="100%"><TBODY><TR><TD>ยอดไวน์ ที่หรูเเละดัง เเพงเเละปลอม มากที่สุดในโลกคงไม่พ้นเจ้าขวดนี้ โรมาเน่ กองเต้ ชื่อเต็มๆของโรมานี-กองติที่เป็นภาษาฝรั่งเศสก็คือ Domaine de la Romanee-Conti Romanee-Conti เจ้าโรมาเน่ขวดนี้เป็นสุดยอดไวน์แดงเเห่งแคว้น Burgundy ฟรั่งเศส เมื่อได้ยินคำว่าไวน์เบอร์กันดี คนอาจจะไม่คุ้นเคยมากนักเมื่อเทียบกับบอกโดซ์ แต่นี่แหละคือเจ้าแห่งไวน์แดง ที่มีชื่อเสียงก้องโลกที่มีรสและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ เป็นมงกุฎเพชรแห่งไวน์ ที่ผลิตจากตำบลวอส์น-โรมาเน่ (Vosne Romanee)ถิ่นไวน์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอัญมณีแห่งไวน์ฝรั่งเศส (ที่ซึ่งดีเเพงกว่าทองคำ)

สำหรับVosne-Romanee(วอส์น-โรมาเน่)

ตำบลวอส์น-โรมาเน่ (Vosne Romanee) คือถิ่นไวน์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอัญมณีแห่งไวน์ฝรั่งเศส หรือเป็นมงกุฎเพชรแห่งไวน์โลก โดยเฉพาะ7สุดยอดไวน์ระดับกรองด์ครูส์ อันดับหนึ่งคือ โรมาเน่กองติ วอส์น-โรมาเน่ ถิ่นวิศฯวกรรมแห่งเครื่องดื่ม อยู่ในกิ่งอำเภอโก๊ต เดอ นุยส์ ห่างจาก เมืองนุยส์ แซงต์-ฌอร์จ เพียง 3 กิ โลเมตร ตำบลนี้ประกอบขึ้นมาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ 7 หมู่บ้าน โด่งดังด้วยองุ่นพันธุ์ปีโนต์ นัวร์และ พันธุ์ปิโนต์ กรีส์ แผ่นดินที่เสกสรรไวน์สุดยอดนี้ มีระดับกรองด์ ครูส์ (Grand Crus) 7 ตัว ที่ขอบอกว่าไม่เคยชิมซักตัว เเพงนิหว่า http://210.86.181.247/graph47/images/smilies/icon_e_biggrin.gif

1.โรมมาเน่ กองตี(Romanee-Conti)

2.โรมาเน่ แซงต์ วีวองต์(Romanee St-Vivant)

3.ลา โรมาเน่(La Romanee)

4.เอเยโซซ์(Echexeaux)

5.กรองด์-เอเชโซซ์(Grand Echexeaux)

6.ลาต๊าช(La Tache)

7.รีชบูร์(Richebourg)

เข้าเรื่องดีกว่า
ยอดไวน์ตัวที่โด่งดังที่สุดและแพงที่สุด เรียกว่าในโลกนี้ไม่มียี่ห้อไหนดีเทียบเท่ากับ Romanee-Conti อีกแล้ว ผู้เป็นเจ้าของในปัจจุบันทำไร่เองและจัดจำหน่ายเองโดยส่วนประกอบหลักคือองุ่นพันธุ์พิโน นัวร์ คือบริษัท Domaine de la Romanee Conti ซึ่งมีสองหุ้นส่วนใหญ่ที่เป็นเศรษฐีระดับโลก คือ Madame Lalou Bizr-Leroy และ Monsieur Aubert โรมาเน่-กองตีมีพื้นที่แค่ 4.32 เอเคอร์หรือ 10.8 ไร่ ปีหนึ่งผลิตไวน์ออกมาแค่ 7,000 ขวด ปีไหนองุ่นได้น้ำเนื้อมากก็จะผลิตได้ไม่เกิน 12,000 ขวดแบ่งปันกันดื่มทั่วโลก ประเทศไทยดู เหมือนจะเข้ามาปีหนึ่งไม่เกิน 24 ขวด ไวน์ยี่ห้อโรมาเน่-กองตี มีตัวเดียวเจ้าของเดียวในโลก ไม่เหมือนกับไวน์เบอร์กันดีอื่นๆ ที่ยี่ห้อเดียวมีผู้ผลิตหลายบริษัท โดยขวดทุกขวดต้องประทับตราเเละลงรหัสรวมถึงผู้ตรวจสอบไว้

ไวน์แดงยี่ห้อนี้ ขวดที่ผลิตเสร็จใหม่ๆ ขายกัน 30,000 บาท แล้วถ้าเป็นปีทองราคาก็สูงขึ้นเรื่อยๆ บางขวดราคากว่าครึ่งล้านบาทก็มี ส่วนอายุขัยการดื่ม 15-35 ปี อาจจะมากกว่านั้น ในบางวินเทจอาจจะถึง 50ปี

สำหรับปีทองที่ควรจดจำคือ 1978,1980,1983,1985,1986,1988,1989 และ 1990 เฉพาะโรมาเน่-กองดี เศรษฐีชาวญี่ปุ่นเคยขอซื้อแผ่นดินด้วยการเสนอราคาเท่ากับทองคำปูกว้างเท่าพื้นที่ ให้ราคากันถึงขั้นนี้แล้วหญิงเหล็กอย่างดาดามลีรอยก็ไม่เคยสน
</TD></TR></TBODY></TABLE>

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:44 PM
สิ่งที่ซ่อนในแววตา

<!-- Main --><CENTER>...กลางงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ Berry Brothers & Rudd นำเสนอไวน์ในสายการผลิต
ของ Tertre Rotebœuf ทั้งหมดกว่าสิบตัว

“โอย...ไม่ไหว ขวดนี้ดื่มไม่ได้ เสียปากหมด”

...อาจเป็นเช่นนั้นจริง หรือเขารู้มาก่อนหน้าว่า
...ขวดที่วิพากษ์นั้นเป็นเพียงไวน์ไม้ประดับระดับรอง
แต่ท่าทีที่เผยและอารมณ์ในแววตานั้น...ทำได้เกินกว่าเหตุจริง ๆ

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1150430480.jpg

Wynns 1996
John Riddoch, Cabernet Sauvignon
Coonawarra Estate, South Australia
Rate: 92

“สีน้ำแดงอมดำ แฝงความสว่างและสดใส
ให้กลิ่นละเอียดเขียวสดของมะเฟืองดิบ ผลไม้ดำ โอ๊กฝรั่งเศสหอมหวาน แอลกอฮอล์นุ่มนวล
เป็นกลิ่นหอมแน่นอย่างประหลาดที่ไม่บ่งบอกถึงความเป็นไวน์ออสซี่แม้แต่น้อย
โครงเนื้อหนาเกือบเต็ม ปรากฏความสุกอิ่มของผลไม้ที่ไม่แน่นเหมือนในกลิ่น
สัมผัสได้ว่า...นี่คือจุดสิ้นสุดของพัฒนาการแล้ว
แม้กระนั้นก็ยังให้สมดุลที่ดี แอซิดิตี้ดีพอใช้ มีความสง่างาม
โอ๊กในเนื้อน้ำดีปานกลางและละเอียด เป็นเวลาที่ผ่านเลยช่วงดีที่สุดมาแล้ว
จะอยู่แบบนี้ต่อไปได้ไม่เกินปี 2010”

...เพียงสามสิบปี...หลังอพยพจากสก๊อตแลนด์มาตั้งรกรากในออสเตรเลียใต้
จนมีแกะเดินป้วนเปี้ยนอยู่ได้เกือบสองแสนตัว

วินาทีนั้น...John Riddoch จึงตัดสินใจแบ่งผืนไร่ออกเป็นสามแปลง
เพื่อทำไวน์ในนาม Chateau Comaum, Riddoch และ Colony
แล้วจากไปทั้งที่ยังไม่เห็นความรุ่งเรือง

ให้หลังอีกครึ่งศตวรรษ
...ตระกูล Wynns จาก Melbourne ได้ครอบครองผืนไร่แห่งนี้
...สุดยอดไวน์แห่ง Coonawarra จึงถือกำเนิดขึ้นในนาม
Wynns “John Riddoch”

Wynns 1996 “John Riddoch” ตัวนี้
...คือภาพผู้ใหญ่ใจดี ทำงานเงียบ ๆ ดวงตาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น
แต่ซ่อนแวว...อาภัพนัก
</CENTER>

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:45 PM
...กลางงานสังสรรค์ที่ผู้คนต่างนำของส่วนตัวมาประชัน
คืนนั้นจึงคราคร่ำไปด้วยไวน์ชั้นนำจาก Napa Valley นับสิบตัว

“ไวน์ขวดนี้สุดยอด ดีมาก...ดีที่สุดของคืนนี้เลย”

...อาจเป็นเพราะไวน์นี้นั้นดีจริง
หรือเป็นเพราะคำวิจารณ์และคำประกาศที่รู้กันว่า...วางไว้สูงกว่าตัวอื่น
แต่น้ำหนักของคำพูดที่สอดคล้องกับแววตานั้น...ดูเทิดทูนจนเกินงามไปจริง ๆ

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1150430753.jpg

La Fleur de Bouard 2001
Lalande de Pomerol, Bordeaux, France
80% Merlot, 15% Cabernet Franc, 5% Cabernet Sauvignon
Rate: 94

“สีออกแดงอมดำ ลึก ทึบน่ากลัว
กลิ่นทะเลโชยมาพร้อมหินกรวด เปลือกหอย หินปูน เครื่องเทศอัดแน่น
ไอแอลกอฮอล์สูงแต่นุ่ม โอ๊กเข้มแน่นปนมากับน้ำหอมชั้นดี
โครงเนื้อหนาเต็มเหยียด แอลกอฮอล์สูงปานกลาง
ได้ความเป็นเนื้อไม้เขียวและเย็นของพิมเสน แทนนินหนา
เป็นไวน์ดรายที่ให้สมดุลและความลงตัวดีพอใช้
แอซิดิตี้โดยรวมออกมาดี ช่วงจบยาวปานกลาง
วินาทีนี้กลิ่นดีกว่าเนื้อน้ำมาก
จะเริ่มพร้อมดื่มนับจากปี 2010 อยู่ยาวนานเกินปี 2030”

...หลังเข็น Angelus แห่ง St.Emilion ไวน์เก่งของตระกูล
จนได้ขึ้นแท่น Première Grand Cru Classè (B)

...Hubert กับ Corinne de Boüard de Laforest ...จึงเริ่มสร้างอีกหนึ่งฝัน
ผ่านกฎเกณฑ์อันเข้มงวดของ Michel Rolland
...เลือกใช้ต้นองุ่นอายุเสี้ยวศตวรรษ ...เก็บเกี่ยวแบบ Low Yield
...ตัดองุ่นทุกพวงพร้อมรูดทุกเม็ดจากก้านด้วยมือ
...แยกหมักในถังควบคุมอุณหภูมิขนาดเล็ก
...บ่มด้วยโอ๊กใหม่เกือบสองปี ...ปราศจากการกรอง
จนสุดท้ายได้ผลผลิตออกมาแค่...หกพันลัง

Hubert ให้กำเนิด La Fleur de Bouard 2001
ให้เป็นภาพของหนุ่มใหญ่ ใจสู้ พูดน้อยแต่ฉลาด หลักการเอกอุ
แต่ในแววตาอ่อนโยนสดใสนั้น...หยิ่งทะนงนัก

........................

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:45 PM
...แม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงสองฟากฝั่งถูกขนาบด้วยวัดโบสถ์
ชั่วโมงนี้...กลายเป็นเพียงแค่ฉากให้กับหลากไวน์จากทั่วทุกมุมโลก
...ที่ต่างคนต่างนำติดมือมา

“เหลือเกิน...! ขวดนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นแค่ Table Wine”

...อาจเพราะรู้เห็นได้เองจากประสบการณ์
หรือด้วยนับถือคนที่เป็นเจ้าของไวน์
แต่ทั้งน้ำเสียงและแววตาที่ปรากฏในระนาบเดียวกันนั้น...ดูใสซื่อเสียจริง ๆ

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1150431813.jpg

Willamette Valley Vineyards 2003
Pinot Noir, Oregon, USA
11 Months new French Oak, 100% stainless Steel, 18000 cases
Rate: 89

“สีแดงเข้มปานกลาง สว่างตา สดใส กลิ่นแรกเป็นกุหลาบดำเข้ม
ปนกลิ่นคาวจาง ๆ เจือก้านไม้เขียว โอ๊กสูงเอาการ
โครงเนื้อหนาเต็มเหยียด แน่น ผลไม้จัดจ้าน แอซิดิตี้อยู่ในดี ดราย
สมดุลและความลงตัวดีพอใช้ แทนนินหนาและสูงจัดเกินกว่าจะเป็น Pinot Noir
...ช่วงจบให้ความสดชื่นแบบติดขม จบยาวปานกลาง
รออีกอย่างน้อยห้าปีจากนี้จึงจะพร้อมดื่ม คงอยู่ดีได้ไม่นานไปกว่าปี 2015”

...ด้วยหวังสร้างไวน์ให้เป็นดัง Romaneé-st-Vivant
ที่ทรงพลังล้ำลึก สมดุลล้ำเลิศ และสวยงามจับใจ
...Jim Bernau จึงเลือกเอา Karina และ Alpine ...สองผืนไร่ใน Oregon
...ที่ซึ่งเขาว่ามี...Terroir

เมื่อผิวดินแดงนั้นวางเหนือสายแร่หินภูเขาไฟอันอุดมด้วยสนิมเหล็ก ระบายน้ำดีเป็นเลิศ
และภูมิอากาศแบบชายฝั่งทะเลนั้น...ให้ความเย็นในหน้าร้อน...ความชื้นในหน้าฝน

Bernau สร้าง Willamette Valley 2003 ขวดนี้
...ให้เป็นหนุ่มใจงาม เอื้อเฟื้อ มองโลกในเหลี่ยมดี
แต่ในดวงตาสดใสคู่นั้น แฝงแวว...กร้าวแกร่งนัก

........................

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:45 PM
...เบื้องบนเป็นป่าโปร่ง เบื้องล่างคือเรือนห้องน้ำหลังใหม่
นี่คือ...ปรากฎการณ์ของการดื่มเฉลิมฉลองที่มีไวน์มาจากหลากหลายทวีปเป็นสักขีพยาน

“นี่เป็นไวน์จาก Bordeaux ที่ลึกล้ำ เท่าที่พึงหาได้”

...อาจเพราะสิ่งที่เขาเคยสัมผัสมีเพียงแค่นั้น หรือเพราะผ่านเลยมาจนเจนจบ
แต่ในริมฝีปากเม้มลึกและแววตาที่ลุกโพลง ...เดาไม่ออกจริง ๆ

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1150431182.jpg

Hacienda Monasterio 1996
Reserva, Ribera del Duero, Spain
75% Tinto Fino, 10% Cabernet Sauvignon, 10% Merlot, 5% Malbec
Rate: 93

“สียังแดงสด เข้มทึบลึกปานกลาง สว่างสดใส
ให้กลิ่นนำเป็นพริกไทแห้ง ช๊อกโกแลต พิมเสนเย็น และกระดาษชื้นหมาด
หืนอ่อน ๆ บอกถึงโอ๊กที่ใช้บ่มนั้นผสมเก่าปนใหม่
ไอแอลกอฮอล์ละเอียดนุ่มสลวย สง่างาม
โครงเนื้อนั้นหนาเต็ม แน่น กลิ่นในโพรงจมูกเป็นผลไม้ดำแดง ชะเอมหวานและกาแฟบด
แอซิดิตี้และความสมดุลอยู่ในระดับดี แทนนินยังสูง แฝงความเผ็ดอ่อน ๆ
ในช่วงจบยาวใช้ได้ วินาทีนี้พร้อมดื่มแล้ว และอยู่ต่อไปแบบสบาย ๆ ได้ถึงปี 2015”

...ภายใต้การดูแลของ Peter Sisseck ไวน์เมกเกอร์ชาวเดนมาร์ก
ผู้สร้าง Pingus...ตำนานหน้าสำคัญแห่งไวน์สเปน
...เขามาที่ Duero Valley ตรงกึ่งกลางระหว่าง Pesquera กับ Valbuena สองไร่องุ่นชื่อดัง
ใช้แนวทางการผลิตแบบไวน์ฝรั่งเศสล้วน ๆ
...เว้นเสียแต่การหมักที่ยาวนานกว่าปีครึ่งและเลือกใช้ถังโอ๊กเก่าจาก Bordeaux

Hacienda Monasterio 1996 จากฝีมือ Sisseck นี้
...คือหนุ่มผู้ดีในสูทขาวและเคราเขียว
แต่ดวงตาขี้เล่นและเสเพลนั้น แฝงแวว...ซับซ้อนนัก

........................

...หากโลกนี้เกิดมีองค์ประกอบหลักอยู่สองอย่าง
...หนึ่งคือ...กบ สองคือ...กะลา
...ความเป็นไปของโลกน่าจะขึ้นอยู่กับว่า

...กบใหญ่กว่ากะลา หรือ ...กะลาใหญ่กว่ากบ<!-- End main-->

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:46 PM
มิตรภาพในวงไวน์

<!-- Main -->28/10/2548, Giusto ...สุขุมวิท 23

<CENTER>...แม้ร้านสีขาวจะพลุกพล่านด้วยผู้คนขวักไขว่...และเฉิดฉาย
แต่ด้วยความกันเองของสองคู่หูเจ้าของร้าน ทุกอย่างกลับบ่งบอกถึงบรรยากาศแห่งไมตรีจิต
เมื่อวินาทีนั้น...ห้องกระจกยาวจรดพื้นทางมุมขวา อัดเต็มด้วยผู้คน...ทั้งมิตรใหม่และสหายเก่า

...เขาทั้งหลายต่างมุ่งหมายสานสัมพันธ์...ที่มีต่อกันมาเนิ่นนาน
ด้วยการสมทบปัจจัยเป็นกองทุนสรรหาไวน์เยี่ยมยุทธ์...เพื่อมาดื่มด่ำและอิ่มเอิบร่วมกัน
และนี่คือ...หนึ่งในสุดยอดไวน์ลงขัน...ของวันนั้น

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1147943130.jpg

Shafer Vineyards 1999
Hillside Select, Cabernet Sauvignon
Stag's Leap, Napa Valley, California
Rate: 92

“เนื้อยังแดงสด ทึบ เข้มลึกในระดับปานกลางมาทางหนา ดูสดใสสว่างแวววาว
โชยกลิ่นหวานหอมนวลของเปลือกไม้ โอ๊กเนียนนุ่มและละเอียด
บ่งบอกความซับซ้อนในกลิ่นได้ดีพอใช้ นับเป็นไวน์นาปาแวลเลย์ที่ให้กลิ่น...ดีมากทีเดียว
ส่วนโครงเนื้อหนานั้นเต็ม แอซิดิตี้แสดงตัวออกมาดี ให้สมดุลที่ดีมาก
มีความซับซ้อนซ่อนในเนื้อน้ำอยู่ดีพอใช้ ช่วงจบยาวน่าสนใจ”

John Shafer ทิ้งธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ทำมานานกว่ายี่สิบปี
...แล้วย้ายรกรากมายัง Stags Leap District จับจองผืนไร่และเริ่มสร้างไวน์
จนวันหนึ่ง...ในงาน Blind Tasting ที่เยอรมัน
...ไวน์จาก Shafer Vineyards ก็ชนะเหนือ Chateau Margaux, Latour และ Palmer</CENTER>

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:46 PM
15/2/2549, บ้าน Nakatani ...สุขุมวิท 11


<CENTER>...แม้ว่าจะซุกอยู่ในซอกแคบจนมิอาจคาดเดาสภาพจากภายนอก
...แต่ร้านอาหารเลิศรสที่คัดสรรแต่เนื้อวัวชั้นเยี่ยมจากญี่ปุ่น
กลับดูอบอุ่นและเปิดกว้างด้วยความนอบน้อมจากคุณลุงเจ้าของร้าน

...ด้วยความรู้สึกดีที่มีต่อกันมาเนิ่นนาน
เปลี่ยนสภาพจากคู่ค้า...สู่การเป็นสหายต่างวัย
จนบ่อยครั้งที่นัดหมายกำเนิดขึ้นด้วยเหตุเพียงเพื่อ...อยากแบ่งปัน...หฤหรรษ์แห่งไวน์
และนี่คือ...หนึ่งในไวน์แห่งมิตรภาพ...ของคืนนี้

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1147943925.jpg

Chateau de la Negly 2001
La Porte du Ciel, Coteaux du Languedoc
Languedoc-Roussillon, France
Rate: 96

“สีแดงสด ทึบลึกจนดำ ส่งกลิ่นเข้มหอมหวานของรากไม้ พิมเสน น้ำมันสน
แสดงความดิบและเถื่อนออกมาอย่างชัดเจน
ในโครงเนื้อนั้นหนาเต็มเหยียด แต่แฝงความสดชื่นซ่อนอยู่ภายใต้แทนนินอันหนาเตอะ
แต่หลังจากเปิดรอราวสองชั่วโมง...แอซิดิตี้สวยสดงดงามจึงโรยตัวออกมา
เนื้อซ่อนความหวานไว้ในที...แต่ไม่มากนัก ให้สมดุลดีมาก
มีความลงตัวน่าสนใจ กลมกล่อม แอลกอฮอล์สูงจัดที่ 14.5 ดีกรี ช่วงจบยาวเร้าใจ
โปรดอย่าเปิดดื่มก่อนปี 2015 ...ไวน์นี้จะอยู่ยาวนานได้นานถึงปี 2050”

เหตุที่ตระกูล Rousset ซื้อชาโตแห่งนี้ไว้
ก็เพียงเพื่อใช้เป็นบ้านพักสุดสัปดาห์ แต่ Jean Paul ผู้ลูก...ไม่คิดอย่างนั้น
เขากลับยกเครื่องใหม่หมด...ทั้งวิธีผลิต เครื่องมือและเครื่องจักร
เปลี่ยนจากการเน้นปริมาณมาเป็นคุณภาพ
...ทำ Low Yield แบบยิ่งยวด...ด้วยองุ่น Syrah เต็มร้อย
จนกลายเป็นดาวจรัสฟ้าแห่ง Languedoc-Roussillon</CENTER>

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:46 PM
25/2/2549, Ma Maison ...ปาร์คนายเลิศ


<CENTER>...หลังว่างเว้นมิได้มาเยือนเสียหลายปี
บรรยากาศร้านนี้ยังคงความคลาสสิกไม่เปลี่ยนแปลง
แต่สิ่งที่แปลกไปคือ...อาหารที่วางอยู่ตรงหน้า...เป็น Fusion French

...เมื่อมองหน้าตาผู้ร่วมโต๊ะซึ่งล้วนเป็นแขกรับเชิญหลากชาติ
...ที่พอคุ้นหน้าเห็นมีแต่ Arthur อดีตผู้จัดการร้านชาวเบลเยี่ยม...เมื่อสิบปีก่อน
ที่เหลือคือมิตรใหม่ อาทิ...Danny ผู้สื่อข่าวชาวไอริชพร้อม...Jane แฟนสาวชาวอเมริกัน
...Wolfgang ผู้บริหารสายการบินชาวเยอรมัน...และ Tina ภรรยาสาวชาวสเปน ฯ

...บนพื้นฐานหลากหลายทางเชื้อชาติ บทสนทนาจึงลื่นไหลและละเลยหลักภาษาสากล
และนี่คือ...หนึ่งในสุดยอดไวน์รับแขกหลากชาติ...ของคืนนี้

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1147944905.jpg

“g” Pago La Jara 2000
Telmo Rodríguez, DO, Toro, Spain
Rate: 94

“สีเนื้อน้ำแดงอมดำ สว่างตา ดูสดใส
ให้กลิ่นเขียวสดของมะเฟืองฝาดปนมากับกลิ่นไหม้เกรียม
เครื่องเทศหอมหวาน ผลไม้ดำมะเมี่ยม
โครงเนื้อหนาเต็มเหยียด หนัก...แน่น...บึกบึน...แต่เนื้อนวล
ให้แอซิดิตี้ดีมาก ความลงตัวนั้นดี สมดุลพอใช้ แต่ให้ความสลับซับซ้อนน่าสนใจ
ช่วงจบยาวเร้าใจ ต้องรออีกราวห้าปีถึงจะพร้อม แต่น่าจะอยู่ได้ไม่เกินปี 2020”

Telmo Rodríguez หันหลังให้กับ Remelluri...ไร่ไวน์ของตระกูล
...เพื่อสร้างอนาคตของตนเอง ด้วยแนวคิดฟุ้งซ่านและหลากหลาย
เขาจึงทำไวน์หลากชนิด...แทบจะทุกอย่างที่ขวางหน้า
เพียงเพื่อว่าอาจเกิดสิ่งมหัศจรรย์ แม้เพียงหนึ่งเดียว...หรือ...ครั้งเดียว</CENTER>

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:47 PM
/3/2549, บ้านพระนคร...วังบูรพาภิรมย์


<CENTER>...คอมพิวเตอร์พกพาถูกเปิด
หนังสือหลากเล่มถูกนำมาวางกองเพื่อการค้นหาทางลึก
เครือข่ายใยแมงมุมพร้อมค้นข้อมูลทางกว้าง
มีอยู่อย่างเดียวที่ยังไม่พร้อมคือ...อารมณ์

...ในนาทีที่เขียนบันทึกไวน์ฉบับนี้
...หากมิได้ไวน์ขาวที่รับจากมือเจ้าของไร่...มาช่วยกล่อมเกลาอารมณ์แล้ว
ความทรงจำถึงมิตรภาพในวงไวน์...คงมิไหลพรั่งพรู

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1147945152.jpg

Granmonte 2005
The Heritage, Chenin Blanc, Asoke Valley
Khao Yai, Nakornratchasima, Thailand
Rate: 84

“สีเหลืองทองออกมาทางบาง สุกใสสว่างตา
ส่งกลิ่นไม้ไหม้ หินดินดาน น้ำแร่ และดอกไม้เหลืองเข้ม
โอ๊กสูงเอาการ แต่กลิ่นโดยรวม...ถือว่าดีใช้ได้
โครงเนื้อหนาปานกลางออกมาทางเต็ม ให้ผลไม้สูง จัดจ้านปานกลาง
แอซิดิตี้ออกมาดีใช้ได้ ติดดรายเล็กน้อย
ความลงตัวและสมดุลดีพอใช้ จบยาวปานกลาง”

...เมื่อถือเอาปี 2005 ที่อุทยานแห่งชาติ “เขาใหญ่” ได้รับยกย่องให้เป็น “มรดกโลก”
...วิสูตร โลหิตนาวี จึงเลือกเอาชื่อ “The Heritage” มาใช้กับ Chenin Blanc ปีล่าสุด
และนี่คือ...ไวน์ขาวสัญชาติไทยดีที่สุดตัวหนึ่ง...ในยามนี้</CENTER>





<CENTER>สำหรับไวน์...มิตรภาพก่อเกิดได้อย่างมีความหมาย
แต่สำหรับมิตรภาพ...ไม่มีไวน์ไหนมีความหมายเหนือกว่า</CENTER>
<!-- End main-->

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:47 PM
ไม่ได้เกิดมาเป็นหนึ่ง

<!-- Main --><CENTER>...รถตู้ขาวคันใหญ่ปรากฏกายพร้อมเครื่องหมายกากบาทสีแดงเด่น
...แล่นเอื่อยมาจอดนิ่งเป็นสง่าหน้าเสาธง
สร้างความพรั่นพรึงให้หมู่เด็กน้อย...ที่ยืนคอยอยู่เบื้องหน้า
ภาพจากนั้นคือ นิ้วต่อนิ้วอันแดงฉาน แต่ในแววตาของต่างคน...ล้วนมุ่งหมายจะเอาชัย
...หนึ่งเดือนให้หลัง
“...ได้เท่าไหร่” ...ก็แค่ถาม...หลังเห็นแต้มของตัวเอง
“A...ว่ะ” ...มันตอบพร้อมชูป้ายชัยชนะ “แล้วเอ็งล่ะ”
“...เอ่อ...แค่ B เอง”

...จากวันนั้นถึงวันนี้...ในความพยายามอีกหลายครั้ง ...ก็ยังไม่เคยประสบความสำเร็จ
“เลือดกรุ๊ป B ก็ได้วะ ...ไม่ได้ A ก็ไม่ตายนี่หว่า”

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1145933346.jpg
Epu 2000
Viña Almaviva, Santa Rosa, Puente Alto, Maipo Valley, Valle Central, Chile
Rate: 90
“สีแดงสด...เข้มปานกลางออกมาทางลึก
กลิ่นผลไม้แดงไม่สุกนัก พร้อมรากไม้เขียวโปรยมาพร้อมความเย็น
หนังเหนียวอมเปรี้ยวปะปนกับโคลนเขียว พริกไทสด...และธูปแห้ง
มีซากกากน้ำตาลทรายตกค้าง โชยความหอมของกาแฟสดและโอ๊กสวยดี
มีความหลากหลายในกลิ่นดีมาก โครงเนื้อนั้นหนา แน่น เต็ม
เนื้อหยาบในระดับปานกลาง แอซิดิตี้และความลงตัวดี สมดุลดีมาก
สดชื่น อร่อย แอลกอฮอล์สูงปานกลาง จบสวย ยาวปานกลาง”

...หลังสร้าง Almaviva จนกระฉ่อนโลก
ความร่วมมือครั้งใหม่จาก Baron Philippe de Rothschild และ Viña Concha y Toro
จึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง ..ด้วย Epu อันหมายถึง “The Second”
...โดยใช้ Cabernet Sauvignon เป็นโครงหลัก
ร่วมกับ Carmenère อีกเกือบหนึ่งในสาม หมักในโอ๊กใหม่เกือบปีครึ่ง
...และนี่คือส่วนผสมอันลงตัวของกรรมวิธีผลิตไวน์แบบฝรั่งเศสแท้
บวกกับผืนดินอันสมบูรณ์สุดแห่งทวีปอเมริกาใต้
...ไวน์หายากตัวนี้...แม้เป็นแค่ไวน์เบอร์สอง
แต่วันหนึ่งข้างหน้า ...จะยืนเคียงไหล่ไวน์หลักได้อย่างไม่ขัดเขิน

..........................

...ด้วยคล่องแคล่วกับการตั้งบัญญัติไตรยางศ์
บวกกับความชำนาญการเพียงแค่แก้สูตรสมการสามชั้น
...เมื่อมีโอกาสปะปนเข้าไปร่วมกับเหล่าเด็กเรียนซึ่งล้วนเป็นกระบี่มือหนึ่งในวงการธุรกิจ
...ชีวิตช่วงนั้นจึงต้องตกระกำลำบาก

“...ได้อะไร” ...ไอ้เปา...ถามทุกครั้งที่เกรดออก
“B...อีกแล้วโว้ย” ...เออ! เอ็งมันเก่ง ได้ A ตลอด
“ได้มากี่ตัวแล้ว” ...ไอ้เปามันไม่ยอมหยุด
“B ทุกตัว” ...ก็รู้สึกภูมิใจอยู่ “...ถึงจะไม่มี A แต่ก็ไม่เคยติด C เว้ย”
“นี่ไม่รู้จริง ๆ เหรอว่า MBA เขาให้เกรด B ต่ำสุด”

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1145934326.jpg
Albis 2002
Maipo Valley, Chile
Rate: 93
“สีน้ำดูแดง อมม่วง สด เข้มปานกลางออกมาทางลึก
ส่งกลิ่นไม้เขียวพร้อมพริกไทสดเจือผิวลูกมะเดื่อ ไม้แก่น
กลิ่นน้ำมันหอมหวานพร้อมกับดินโคลน เป็นอะไรที่เซ็กซี่ที่ดังสาวใหญ่ไฟแรง
โครงเนื้อหนา อิ่ม เต็ม ให้ความแน่นที่เนียนละเอียด
แอซิดิตี้และความสมดุลนั้นออกมาดีมาก ลงตัวพอใช้ จบยาวปานกลาง”

...ด้วยปรัชญาที่จะสร้างไวน์ให้ปรากฏกลิ่นอายถิ่นกำเนิด
...Antinori แห่ง Solaia & Tignanello กับ Haras de Pirque แห่ง Haras
...จึงจับมือสร้างไวน์ใหม่ร่วมกัน ตรงฐานเทือกเขา Andis
...ที่ความสูงกว่าเจ็ดร้อยเมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ใช้ Cabernet Sauvignon เป็นองุ่นโครงหลัก...ร่วมกับ Carmenère อีกเสี้ยว
...แล้วตั้งชื่อ “Albis” ...ให้เป็นเกียรติ์แก่ลูกสาว Pierre Antinori
...ไวน์หน้าใหม่ตัวนี้...แม้เป็นเพียงลูกผสมข้ามชาติ
แต่อนาคตภายหน้า...จะแซงไวน์หน้าเก่าได้...มิต้องสงสัย

..........................

“ที่นั่น..อาหารเป็นไง”
...คุณนางเอ่ยถาม...หลังตั้งข้อสงสัยอยู่นานถึงสถานที่บันทึกไวน์...ที่เขียนถึงบ่อย
“สปาเก็ตตี้...ก็ดีนะ ผมให้ B ...สู้ Cardelozzo ไม่ได้”
“แล้วพวกเนื้อล่ะ...”
“เอา New York Steak ไม่อยู่นะ ที่นี่ใช้เนื้อไทยโพนยางคำเกรด B เอง”
“พิซซ่า...เหรอ ! ...ต้องพัฒนาอีกเยอะ ให้ B- ...เป็นรอง La Scala หลายขุม”
“แล้วไอ้ร้าน...บ้านพระนคร...มันอยู่ตรงไหน” ดูท่าทางอาการออกว่า...อยากไปลอง
“อยู่ที่บ้านผมเอง...ครับ เพนท์เฮาส์ห้อง B-409”

http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1145935141.jpg
Valbuena 1998
Bodegas Vega Sicilia, Ribera del Duero, Castilla y Leon, España
Rate: 89
“สีเนื้อยังแดงสด ให้ความเข้มลึกทึบ ดูสวยงาม
สำแดงกลิ่นสดของผลไม้ดำอมเปรี้ยวเจือความเขียว
โอ๊กสวย ได้กลิ่นเย็นของพิมเสนและไอดินหลังฝน
โครงเนื้อหนาปานกลาง ค่อนข้างดรายเล็กน้อย
ให้แอซิดิตีในระดับดีพอใช้ โอ๊กในเนื้อน้ำงามกว่าในกลิ่น
ให้ความเย็นยะเยือก สุขุม สมดุลและความลงตัวดีปานกลาง จบยาวใช้ได้”

...Valbuena ถือกำเนิดจากองุ่น Tempranillo...วัยเบญจเพส
ที่ไม่ได้นำไปทำไวน์รุ่นใหญ่อย่าง Vega Sicilia “Unico”
...โดยเอามาผสมกับ Cabernet Sauvignon และ Merlot
หมักในถังเสตนเลส บ่มอีกสามปีด้วยโอ๊กใหม่
แล้วจึงถ่ายลงถังโอ๊ก Foudres ขนาดพันลิตร ปล่อยให้นอนนิ่งอีกหกเดือน
...จากนั้นนับเวลาจนครบห้าปีจากวินาทีที่เก็บเกี่ยว...จึงทยอยออกสู่สาธารณะ
ไวน์รองตัวนี้...แม้จะอ่อนเชิงเมื่อเทียบกับไวน์แม่
แต่เป็นอะไรที่ทำให้เข้าใจบทบาทการเป็น “ตัวประกอบอดทน”

..........................

...เกิดเป็นไวน์ชั้นยอด...ก็ต้องนับเป็นของดี หากแต่ไม่มีโอกาสได้รับการให้อภัย
...แต่แม้ว่าเป็นแค่ไวน์รอง ก็ยังถือว่าดี เพราะมักได้รับการจับตามอง...อย่างเห็นใจ

...ชีวิตที่เป็นหนึ่งย่อมเป็นเรื่องดี
หากแต่ต้องรักษาจุดนั้นให้นิ่งและนาน
...ชีวิตที่เป็นรอง...ก็ยังนับได้ว่าดี
ถึงไม่เป็นหนึ่ง ...แต่ก็มักได้รับกำลังใจ</CENTER><!-- End main-->

ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 11:48 PM
วันนั้น...ๆ

<!-- Main -->...บรรยากาศเหนือผืนผ้าใบสีป่าน...ดูเงียบงัน แม้กลิ่นเหงื่อคราบไคลที่แทรกในทุกอณูของเบาะ...ก็ยังเปลี่ยนไป เพียงแค่วันนั้น...มีการปรับเลื่อนสายตามมาตรฐานของสำนักยูโด “บูโดกัน” โดยมีหลักการแข่งขันกำหนดว่า ต้องชนะผ่านสองในสามคน...จากระดับสายเดียวกัน

...ที่มุมห้อง ...ศึกษา...เพื่อนนักยูโดสายเขียวนอนอยู่ใต้ผืนผ้าใบชำรุด
“ให้เหงื่อออก...แล้วไข้จะลด” ...เขาพูดก่อนจะคลุมโปงต่อ
แต่หลังการแข่งขันแบบพบกันหมด เขากลับมานอนซมที่มุมเดิม
“ไม่เป็นไร งวดหน้า...ค่อยเอาใหม่” เขาพูดทั้งนัยน์ตาแดงกล่ำด้วยพิษไข้...และมีน้ำซึมเต็มเบ้า

ภาพที่เห็นในวันนั้น...ทำให้ตั้งใจเด็ดขาดว่า เราจะไม่แข่ง...ให้ใครต้องแพ้อีก

<CENTER>..................</CENTER>


<CENTER>http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1143184786.jpg</CENTER>


<CENTER>Lafite Rothschild 1981
Pauillac, Mèdoc, Bordeaux, France
Rate: 90
“เนื้อน้ำออกมาทางแดงอมสีน้ำตาลแล้ว ให้กลิ่นใบชาหอมนวล
เทียนไขสีขาวและโอ๊กบางเบา เป็นผู้ดีเต็มสูตร
โครงเนื้อหนาเกือบเต็มออกบางเล็กน้อย ให้ความสมดุลและแอซิดิตี้ในระดับดี
ความลงตัวดีพอใช้ ความสดชื่นและแทนนินสูงปานกลาง
มีความเป็นผลไม้สูงพอใช้ได้ ช่วงจบยาว
เลยช่วงเวลาดีที่สุดไปแล้ว และกำลังเดินลงหลังเขาอย่างเชื่องช้า อยู่ไม่เกินปี ค.ศ. 2010”</CENTER>


<CENTER>..................</CENTER>
...ภายในห้องสอบนั้นดูเคร่งขรึม ทุกคนมีแววตาดูไม่เป็นมิตรเหมือนวันก่อน ๆ
เพียงแค่วันนั้น...คือวันแข่งขันชิงทุน AFS เพื่อไปศึกษายังประเทศสหรัฐฯ เป็นเวลาหนึ่งปี โดยมีหลักการว่า จะคัดให้เหลือเพียงสองคนจากนักเรียนชั้นมัธยมสี่ทั้งระดับร่วมสองร้อย ...ซึ่งเมื่อประกาศผลในเดือนถัดมา

“ไม่น่าเชื่อว่า...จะเป็นนาย” ...พิเชษ...มือหนึ่งภาษาอังกฤษของรุ่น...เอ่ยด้วยสำเนียงเหยียดหยัน“นี่คงท่องดิคชันนารีมาทั้งเล่มเลยสินะ”
...แต่เราทั้งสองโชคร้าย เมื่อทุนทั้งหมดถูกยกเลิก ด้วยปีนั้นเกิดเหตุ...มหาวิปโยค

...วันนั้น...สัญญากับตัวเองไว้ว่า เราจะไม่แข่ง...ให้ต้องเกลียดใครอีก


<CENTER>..................</CENTER>


<CENTER>http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1143184975.jpg</CENTER>


<CENTER>Haut Brion 1985
Pessac-Lèognan, Graves, Bordeaux, France
Rate: 92
“สีเนื้อน้ำยังแดงแต่ไม่สดนัก เข้มทึบลึกปานกลาง
ให้กลิ่นใบชา น้ำมันดิน เทียนไข และผลไม้หอม
โครงเนื้อหนาเต็ม สมดุลและความลงตัวดีมาก
แอซิดิตี้สวยงาม แอลกอฮอล์และแทนนินสูงปานกลาง
ให้ความชัดลึกในโพรงปากงดงามน่าสนใจ แฝงด้วยความสง่างาม
พร้อมดื่มมากแล้ว และจะอยู่ดีต่อไปได้ไม่เกินสิบปีจากนี้”</CENTER>


<CENTER>..................</CENTER>
...ครูเสริมศรีขมวดคิ้วอย่างสงสัย เมื่อเด็กทยอยออกจากห้องสอบไปเกือบหมดแล้ว จะเหลือก็แต่เด็กสองคนที่สายตาถมึงทึงใส่กัน ไม่ยอมลุกจากที่นั่ง...จนหมดเวลา

“ต้องขยันอ่านมากกว่านี้หน่อยนะ" ...ทวีศักดิ์...ศิษย์เอกวิชาชีววิทยา...ด้วยคะแนนสูงสุดสองเทอมติดต่อกัน ...เอ่ยหลังเจอกันหน้าห้อง แล้วเมื่อประกาศผล ที่สุด...เขาก็คว้ามันไปได้อีกเป็นครั้งที่สาม

...นึกถึงวันนั้น...ให้นึกเสียดายว่า เราไม่น่าแข่งกับใคร...เพราะความหมั่นไส้เลย


<CENTER>..................</CENTER>


<CENTER>http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1143185045.jpg</CENTER>


<CENTER>Chateau Margaux 1993
Margaux, Mèdoc, Bordeaux, France
Rate: 90
“สีแดงสด เข้มลึกปานกลาง กลิ่นค่อนข้างจะปิด ไม่เปิดเผยนัก
โครงสร้างเนื้อน้ำหนาปานกลาง ให้โอ๊กสวยงามดี
แอซิดิตี้และผลไม้อกมาดีพอใช้ สมดุลกับความลงตัวอยู่ในระดับปานกลาง
แทนนินนุ่มละเอียด โดยภาพรวมให้ความชัดลึกไม่ดีนัก
เลยช่วง Peak มาแล้ว และจะอยู่ได้อีกไม่เกินสิบปีจากนี้”</CENTER>


<CENTER>..................</CENTER>
...หลังเสร็จสิ้นการแข่งขันฉันท์ลักษณ์น้องใหม่ครั้งแรก ...ทีมเราแพ้อย่างจืดชืดเพราะความจริงจังและอยากเอาชนะ

“นี่เธอ! แต่ไหนแต่ไรมา...เราไม่เคยชนะเลยแม้แต่ครั้งเดียว” พี่ติ่ง...พี่เลี้ยงที่ดูแลทีมวรรณศิลป์-สถาปัตย์ ...ขอคุยด้วยเป็นการส่วนตัว
“เธอต้องไม่ทำให้สถิตินี้...เสียไป”

วันนั้น...สมาชิกถูกเปลี่ยนใหม่เกือบหมด เจนกิจ...เสียงเท่ ธีรกิจ...หน้าหล่อ และ วิชญ...มุขตรึม ถูกเรียกเข้ามาเสริมทีม...เพื่อสร้างความเฮฮา

จากนั้นเสียงหัวเราะคิกคักก็ดังอื้ออึงไปทั่วศาลาพระเกี้ยว เราเปลี่ยนมาแข่งกันด้วยอารมณ์ขัน จนแพ้ได้สมใจในทุกนัด และสิ่งที่เราได้คือ...ความสนุกสนานของผู้ชม

นึกถึงวันเหล่านั้นทีไร ก็ได้ความรู้สึกดี ๆ ...จนถึงกับเชื่อว่า การไม่ชนะ...นับเป็นลาภอันประเสริฐ


<CENTER>..................</CENTER>


<CENTER>http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1143185177.jpg</CENTER>


<CENTER>Mouton Rothschild 1988
Pauillac, Mèdoc, Bordeaux, France
Rate: 91
“สียังแดงสวย มีความเข้มลึกปานกลาง
ให้กลิ่นกาแฟคั่วบด ดินสอไม้ และผลไม้สด
โครงเนื้อหนาปานกลางที่เกือบเต็ม ให้ความลงตัวและสมดุลในระดับดี
แอซิดิตี้ดีพอใช้ แอลกอฮอล์ยังสูงอยู่เล็กน้อย แทนนินสวยพอใช้
ความชัดลึกระดับปานกลาง ช่วงจบยาวดี พร้อมดื่มมากแล้ว
และจะยังอยู่ดีมีสุขอีกไม่เกินสิบปีข้างหน้า”</CENTER>


<CENTER>..................</CENTER>
...เวทีนั้น...สว่างจัดจ้านด้วยแสงไฟหลายสิบดวง เพื่อนพ้องคนรักไวน์ห้าท่าน...ร่วมใจกันมายืนเรียงหน้ากระดาน...หน้าตาเหรอหรา

“ผมไม่นึกว่าพี่จะมาร่วมแข่ง” ...ก้อง...คนรักไวน์รุ่นน้องที่มาเชียร์พรรคพวกหลังเวทีพูดขึ้น“ผมคิดว่า...พี่ชอบอยู่เงียบ ๆ โลว์โปรฟายเสียอีก”
นั่นสิ...แล้วเรามาทำอะไรที่นี่
“ไม่มีอะไร...ผมรีบมารีบไป”

ก่อนหน้าวันนั้น...สามวัน ได้รับการติดต่อให้ร่วมแข่งขันในรายการ “แฟนพันธุ์แท้...ไวน์” ...ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เรื่องราวของไวน์ได้ออกอากาศทางโทรทัศน์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ...และนี่อาจเป็นครั้งสุดท้าย

สาบานได้ว่า...วันนั้น ในใจมิได้คิดอะไรมากไปกว่า...ขอร่วมสนุกด้วยคน ไม่ได้คิดถึงเรื่องแพ้...หรือแม้แต่จะชนะ


<CENTER>..................</CENTER>


<CENTER>http://www.bloggang.com/data/love-me-love-my-wine/picture/1143185243.jpg</CENTER>


<CENTER>Latour 1983
Pauillac, Mèdoc, Bordeaux, France
Rate: 93
“สีแดง ดูยังสด เข้มลึกปานกลาง ส่งกลิ่นกาแฟคั่วบดหอมเร้าใจ
ให้กลิ่นลูกมะเดื่อเกือบสุก พร้อมผลไม้สดสวย โอ๊กละเอียด
โครงเนื้อหนาเต็ม สมดุลตลอดจนแอซิดิตี้และความลงตัวแสดงออกมาดีพอใช้
แอลกอฮอล์ยังสูง ส่วนแทนนินนุ่มนวล ภาพโดยรวมมีความชัดเจนดี
ช่วงจบยาวเร้าใจ เป็นขวดที่เก็บมาดี อยูในสภาพเยี่ยม
ยังอยู่ต่อไปได้อีกกว่ายี่สิบปีจากนี้”</CENTER>


<CENTER>..................</CENTER>
...วันนั้น...หลายวันหลังการแข่งขันสิ้นสุด ห้าคนรักไวน์ต่างมารวมตัวกันอีกครั้ง...ด้วยเป้าหมายที่ต่างจากครั้งคราวแข่งขัน เรากลับมาเพื่อร่วมกันดื่มด่ำไวน์ห้าอรหันต์...ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรางวัล ...มาดื่มด่ำกับความเป็นผู้ชนะ...ร่วมกัน


: love-me-love-my-wine.bloggang.com/ (http://love-me-love-my-wine.bloggang.com/)<!-- End main-->

k.kwan
23-05-2008, 10:15 AM
คนหลากสาย...ไวน์หลากสี

ในไวน์ชั้นเลวที่สุด ก็ยังมีดี ถ้าพบดีได้ในใจตน

ชิมิ ชิมิ มิงุงิ งุงิมิ ชิมิ หนอ

บุคคลทั่วไป 3 คน
23-05-2008, 11:41 AM
คนหลากหลาย ไวน์หลากสี นั้นจริงอยู่

แต่จะจิบไวน์ให้รู้สึกดี ย่อมต้องจิบร่วมกับสหายที่หลากหลายนั้น

มีไวน์หลากรสชาติ จะมีประโยชน์อะไร
หากหนทางเดินมีแต่ทำให้ รักษามิตรไว้ไม่ได้

จงรู้รักษามิตรไว้ ไม่ใช่รักษาไวน์หลากรส--ที่เป็นแค่ อ. หลากอมฤติสาสนะ

k.kwan
23-05-2008, 12:46 PM
พระพุทธองค์ มีเมตตาเพราะ เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
เพื่อนเลว ก็ต้องหมั่นให้สติ
เพื่อนเลียปาก ก้ตบหัวสั่งสอนแล้วลูบหลัง
เพื่อนไม่เชื่อฟังก็อุเบกขา แต่อย่าไปแสดงความรู้สึกตอบ
ซักวันเพื่อนคงรู้สึกตัว ถ้าเพื่อนไม่รู้สึกตัว
ก็ขอให้ตัวเรารู้สึกตัว จะได้ไม่หลงไปกับเพื่อน
เพราะเราอยู่ร่วมโลกเดียวกัน

jinny95
23-05-2008, 02:50 PM
ไปหาไวน์แดง ดื่มกันเถอะ

ฐาณัฏฐ์
24-05-2008, 03:53 PM
เราไม่ได้ชอบรสของไวน์ แต่ชื่นชมเวลาไวน์ถูกสัมผัส

boontar
24-05-2008, 05:43 PM
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เห็นไวน์แบบนี้ต้องเปิดกินซักขวด ตอนนี้หยุดซะแล้ว ไม่รู้จะเอา bin 407 ที่ยังเหลือ ไปทิ้งที่ไหนดี

ฐาณัฏฐ์
28-05-2008, 02:31 PM
ไวน์รสชาดดี บรรยากาศดี อาหารดี ก็ไม่สู้มีเพื่อนจิบไวน์ หุหุ

ฐาณัฏฐ์
01-06-2008, 01:33 AM
http://www.vinfolio.com/jsp/blogs/twc-blog-files/uploaded_images/RomaneeContiBottle-760987.jpg

k.kwan
01-06-2008, 06:57 AM
เห็นแล้วมีกึ่มๆ

ยังมะทันจิบ

ทามมายรู้สึกได้รสหว่า

สงสายจาหลอกตัวเอง อ๊ากกกกก

boontar
01-06-2008, 12:53 PM
มา update ไวน์เหรอครับ ขอเพ่งดูขวดหน่อย
ศีลผมเหมือนเชือก มีปมต่อ รอยขาดเป็นแถวๆ
อย่าให้ขาดอีกเล้ยนะ !

ฐาณัฏฐ์
01-06-2008, 12:58 PM
ไวน์ ถ้าดื่มนิดหน่อยเป็นยา บำรุงธาตุ ย่อมไม่ล่วงศีล
เหตุเพราะ มีสติในการดื่ม
ไม่ได้ดื่มเอาคะนอง หรือ ติดรส หุหุ

ครั้งพุทธกาล พุทธองค์ก็ทรง ฉันยาดอง น้ำมูคเน่า เป็นโอสถครับ

ไร้กรรม
01-06-2008, 03:47 PM
บ้าแล้ว หลง

k.kwan
01-06-2008, 03:48 PM
หลงแร้วบ้า

จีจีด้วย

อ๊ากกกกกกกกก

ผมเองครับ
01-06-2008, 04:02 PM
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก.......หลงว่าตัวเองบ้า

หลงเข้ามา
01-06-2008, 04:08 PM
หลงไม่ได้บร้า แต่หลงบร้า หุหุ

ไฟสถิตย์
01-06-2008, 07:18 PM
"แคนโต้ คือ บทกวีประเภทหนึ่ง
มีลักษณะเป็นกลอนเปล่า 3 บรรทัด
แคนโต้เป็นเพียงบทกวีที่ประกอบไปด้วยกลุ่มถ้อยคำสั้นๆ
แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ เมื่อกลุ่มคำเหล่านี้
ถูกจัดเรียงเป็นสามบรรทัดแล้ว
กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
เมื่อได้อ่านแคนโต้ของใครผู้ใดก็ตาม
เป็นความยาวต่อเนื่องจำนวนมาก
คุณจะกลายเป็นผู้ล่วงล้ำ เข้าไปรับรู้ถึงอารมณ์
และห้วงความคิดคำนึงของชีวิตใครผู้หนึ่ง
ในลักษณะปะติดปะต่อ
และในยามที่คุณเผชิญหน้ากับถ้อยคำสั้นๆเหล่านั้น
คุณจะได้พบกับความหมายบางอย่าง
ผ่านความอ่อนไหว จากชีวิตเล็กๆบนโลกนี้"





แคนโต้ เป็นบทกวีไทยร่วมสมัย เกิดขึ้นโดยคนไทย
มีลักษณะเป็นลูกผสมระหว่างตะวันออกและตะวันตก
รูปแบบคล้ายกวีไฮกุของญี่ปุ่น มีความแตกต่างกันเล็กน้อย
ตรงที่ไฮกุจะเน้นไปทางการแสวงหาความหลุดพ้น
แต่แคนโต้นั้นเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย

ในประเทศไทยมีผู้เขียนบทกวี 3 บรรทัดอยู่บ้างประปราย
แต่คนที่นิยาม การรวมกลุ่มของบทกวี 3 บรรทัด
ที่มีความยาวต่อเนื่อง 400 บทขึ้นไปว่า 'แคนโต้' นั้น คือ ฟ้า พูลวรลักษณ์

ฟ้า พูลวรลักษณ์ ได้ตีพิมพ์บทกวีแคนโต้หมายเลขหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2515
และแคนโต้หมายเลขสองในปี พ.ศ. 2543
ต่อมาได้คัดเลือกกลุ่มห้าแคนโต้กลุ่มที่หนึ่ง ในปี พ.ศ. 2546
และห้าแคนโต้กลุ่มที่สอง ในปี พ.ศ. 2548

เครดิต : http://thaicanto.com/main/home.php (http://thaicanto.com/main/home.php)

ไฟสถิตย์
01-06-2008, 07:20 PM
ฝุ่นละอองและปูนซีเมนต์ ผสมน้ำ
เมื่อแห้ง ไม่มีวันพรากจากกัน
แม้ทุบก็แยกไม่ออก

โดย : ต้นกล้า | 28/05/2008 - 22:35:40

สันโดษ
01-06-2008, 07:20 PM
http://i289.photobucket.com/albums/ll214/ljk_tw/c8f3f3df.gif เมา เมา..มึน มึน

ไฟสถิตย์
01-06-2008, 07:20 PM
ทั้งห่างไกลและยาวนาน
ที่กระทบเราจริงๆแล้ว
เกิดขึ้นในใจ

โดย : แก้วตา | 28/05/2008 - 12:25:37