PDA

View Full Version : นิพพานชาตินี้


thanan
09-11-2004, 10:35 PM
<font color=blue><h4>นิพพานชาตินี้ โดยศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ</h4></font>
1. อธิษฐานตื่นนอนเช้าว่า วันนี้ลูกจะทำความดีให้มากที่สุด ตายเมื่อไร ขอไปนิพพานชาตินี้

2. ทำบุญวันละบาท ขอถวายเป็นสังฆทาน ขอนิพพานชาตินี้ และขอให้ลูกคล่องตัวทุก ๆ อย่าง

3. รักษาศีล 5 หรือ ศีล 8 ให้ครบทุกข้อ จงขอบารมีพระพุทธเจ้ามาเป็นกำลังใจในการรักษาศีล

4. ภาวนามีให้เลือกดังนี้ แบบฝึกมโนมยิทธิ หายใจเข้า นะมะ หายใจออก พะธะ หรือหายใจเข้า พุธ หายใจออก โธ หรือ หายใจเข้า นิพพาน หายใจออก นิพพาน

5. นิมิต ฝึกจำพระพุทธรูปที่ตนชอบ 1 องค์ หลับตาและลืมตา ต้องจำภาพพระพุทธรูปให้ได้

6. ขยายนิมิต ให้ออกไปกลางแจ้ง ขอให้พระพุทธเจ้าขยายให้เต็มท้องฟ้า แล้วคลุมตัวเรา ร้านและกิจการของเรา

7. เรียกบารมี ผลบุญใดที่ทำไว้แล้วทั้งหมด จงมาสนองตัวข้าพเจ้า ณ กาลบัดนี้เถิด

8. ขอขมาพระรัตนตรัยทุกวัน ข้าพระพุทธเจ้า ขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัย ขอได้โปรดยกโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า เพื่อให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบัน ณ กาลบัดนี้เถิด

9. พิจารณา ให้ดูร่างกายของตนว่า สกปรก โสโครก เหม็นเน่า อืดพอง น้ำเหลืองเละเหมือนถุงห่อหุ้มของเน่าเหม็น มีร่างกายจึงเป็นทุกข์เพราะต้องแก่-เจ็บ แล้วก็ตายสลายหมด อนิจจา… พอหนังกำพร้าฉีกขาด น้ำเลือดน้ำหนองหลั่งไหล เหม็นคาวน่าคลื่นไส้อวกแตก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย สำหรับร่างกายอันแสนโสโครก !

10. ทาน-ศีล-ภาวนา จะน้อยหรือมาก ให้ทำด้วยความเต็มใจ เพื่อเข้าพระนิพพานชาตินี้

11. ขอยืนยันว่าเราเข้านิพพานชาตินี้ได้เพราะ จิตนึกสิ่งใดไว้เสมอ ๆ ตายแล้วจะไปที่นั้นแล

12. พระพุทธเจ้า 5 แสน 1 หมื่น 2 พัน 28 พระองค์, พระปัจเจกพระพุทธเจ้านับเป็นล้าน ๆ พระอรหันต์เป็นแสนๆ โกฎ อยู่ครบที่เมืองนิพพาน คอยสงเคราะห์คนทำความดีพิสูจน์ได้

13. นิพพานสูญ สูญแปลว่า ว่างจากกิเลสทั้งหมด แต่มีสภาพเป็นทิพย์พิเศษบริสุทธิ์ผุดผ่อง อยู่ที่นั่นเป็นอมตะ ถ้าปฏิบัติกับครูผู้ทำได้ทำถึง ปัญหาไม่มี อย่าห่วงตำรา อย่าบ้าความรู้ปริยัติ จงถอดหัวโขนสักครู่ แล้วไปฝึกกับครู ลูกศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี

14. คบผู้รู้นิพพาน สอนนิพพาน ทำทุก ๆ อย่างเพื่อพระนิพพานชาตินี้ จะมีผลดีแก่ตนได้มรรคผลชาตินี้แล แต่…..ถ้าคบนักเปรต ปฏิเสธพระนิพพาน อเวจีครับท่าน แย่งกันไปเยอะ

15. แผ่เมตตาก่อนปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าขอแผ่เมตตาบารมีจิตให้แด่ท่านทั้งหลาย และสรรพวิญญานทั้งปวง ขอจงอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน จงมีความสุข พ้นทุกข์ในชาตินี้ และให้เข้าถึงที่นิพพานเทอญ

16. คำอาราธนาเจริญกรรมฐาน ลูกขอบูชา และขออาราธนาบารมี พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระธรรมและพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย บิดามารดา ครูบาอาจารย์ พรหมเทวดาทั้งหมด ขอได้โปรดสงเคราะห์ให้ได้รู้ ได้เห็นพระนิพพานตามความเป็นจริง ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด

17. อุทิศส่วนกุศล ขออุทิศส่วนกุศลที่ได้บำเพ็ญมาแล้วนี้ ถวายแด่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระธรรมและพระอริยสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ พรหมเทวดา มนุษย์ทั้งหลาย อบายภูมิ 4 เจ้ากรรมนายเวร สรรพวิญญานทั้งหมด จงโมทนา จงมีความสุข พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ก้าวล่วงถึงพระนิพพาน ขอพญายมราชจงเป็นสักขีพยานการเข้าถึงนิพพาน ของข้าพเจ้าในชาตินี้ด้วยเถิด </font>

<font color=green>(จากแผ่นคำสอนที่แจกโดยคณะท่านอาจารย์ยกทรง)</font>

<hr>
<h4><font color=blue>พระนิพพาน โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ</font></h4>
1) บรรดานักคิดนักแต่งทั้งหลาย ได้พากันโฆษณามาหลายร้อยปีแล้วว่า พระนิพพานเป็นสภาพสูญ แต่พอมาอ่านหนังสือของพระอรหันต์ท่านเขียน คือ หนังสือวิสุทธิมรรค ท่านกลับยืนยันว่าพระนิพพานไม่สูญ ดังท่านจะเห็นตามบาลีทั้ง 8 ที่ท่านยกมาเป็นองค์ภาวนานั้น คือ มัททนิมมัทโน พระนิพพานตัดความเมาในชีวิต วิปาสวินโย นิพพานบรรเทาความกระหายในกามคุณ 5 อาลยสมุคฆโต พระนิพพานถอนอาลัยในกามคุณ วัฏฏปัจเฉโท พระนิพพานตัดวนสามให้ขาด ตัณหักขโย พระนิพพานมีตัณหาสิ้นแล้ว หรือสิ้นตัณหาแล้วเข้าสู่พระนิพพาน วิราโค มีความเบื่อหน่ายในตัณหา นิโรโธ ดับตัณหาได้สนิทแล้ว โดยตัณหาไม่กำเริบอีก นิพพานัง มีความดับสนิทแล้วจาก กิเลส ตัณหา อุปาทาน กรรม อันเป็นเหตุให้เกิดอีกในวัฏฏสงสาร ความหมายตามบาลีที่ท่านว่าไว้นี้ ไม่ได้บอกว่าท่านที่ถึงนิพพานแล้วสูญ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นความเห็นผิด เมื่อบาลีท่านยันว่า นิพพานไม่สูญแล้ว ท่านบรรดานักเขียนนักแต่งทั้งหลาย ท่านเอามาจากไหนว่า นิพพานสูญ อันนี้น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดอะไรกันสักอย่าง เพราะมีพระบาลีบทหนึ่งว่า นิพพานัง ปรมัง สุญญัง แปลว่า นิพพานเป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง ท่านอาจจะไปคว้าเอา ปรมัง สุญญัง โดยเข้าใจว่า สูญโญเข้าให้ เรื่องถึงได้ไปกันใหญ่

2) นิพพาน นิพพาน เขาแปลว่า ดับ คือดับความชั่ว ได้แก่ โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลง เป็นอารมณ์จิตที่บริสุทธิ์ ไม่มีความชั่วเจือปน เขตของพระนิพพานไม่มีความตาย ไม่มีการป่วย ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้น ถ้าท่านพุทธบริษัทสงสัย ก็พยายามฝึกมโนมยิทธิ หรือ ทิพย์จักขุญาณได้พอสมควร ท่านจะรู้ได้รู้จักสภาวะของ พระนิพพาน ดีกว่าอ่านหนังสือแล้วก็เดาเอา

3) พระนิพพาน มีแดนไหม หรือว่าพระนิพพานสูญ สูญหรือไม่สูญมีแดนหรือไม่มีแดน ถ้าเราคือสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ต้องคิด คิดว่าธรรมใดที่องค์สมเด็จพระธรรมสามิสร สอนเราในชาตินี้ ที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ว่า นี่เป็นเชื้อของความทุกข์ มันก็ทุกข์จริง ๆ อันนี้เป็นปัจจัยให้เกิดความสุข มันก็สุขจริง ๆ อันนี้ของสกปรกโสมมมันไม่สะอาด มันก็สกปรกจริง ๆ ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเรา เราพิจารณาเห็นแล้วว่าเป็นความจริงทุกอย่าง ฉะนั้นแดนที่มีความสุขจริงอย่างยิ่ง ไม่มีทุกข์เจือปน ก็คือ แดนพระนิพพาน แดนพระนิพพานก็เป็นแดนจริง ๆ มีความสุข จริง ๆ และก็ต้องมีจริง

4) สำหรับท่านที่รักการปฏิบัติจริง เรื่องมรรคผลนิพพานเป็นเรื่องใหญ่ นิพพานที่เข้าใจกันว่าสูญนั้นเป็นการเข้าใจผิดชัด ๆ ความจริงนิพพานไม่สูญ เป็นแดนพิเศษที่เหนือเทวดาและพรหม มีความสวยสดงดงามมากกว่าเทวดาและพรหม มีความสุขละเอียดกว่า สุขุมกว่า ไปไหน มาไหนได้สบาย ไม่มีสภาพสิ้นซากหรือไร้ความรู้สึก

5) ถ้าอยากจะเห็นพระนิพพาน ต้องเจริญวิปัสสนาญาณ ให้ได้บรรลุพระโสดาบันเป็นอย่างต่ำ อาศัยญาณที่ได้ไว้ในสมัยโลกียฌาน และอาศัยผลที่เป็นพระอริยะ ท่านเรียกญาณที่ได้ว่า วิมุตติญาณทัสสนะ แปลว่า หลุดพ้นจากกิเลสพร้อมด้วยฌานเป็นเครื่องรู้ เท่านี้พระนิพพานก็ปรากฏชัดแก่ญาณจักษุ พระโสดาบันนี้ได้แต่เห็นพระนิพพาน ยังอาศัยนิพพานเป็นที่พักผ่อนไม่ได้ ถ้าสำเร็จอรหัตตผลแล้ว ท่านก็ไปนอนค้างบนนิพพาน อันเป็นสถานที่อยู่สำหรับตนได้เลย บนนิพพานก็คล้ายกับพรหม มีวิมาน แต่วิจิตรมาก ร่างของท่านที่เข้าพระนิพพานเป็นทิพย์ ละเอียด ใสสะอาด ใสคล้ายแก้วประกายพรึก มีรัศมีสว่าง มากกว่าพรหม อย่างเทียบกันไม่ได้เลย มีความสุขที่สุด อย่างไม่มีอะไรเปรียบ เพราะความรู้สึกอย่างอื่นไม่มี มีแต่จิตสงเคราะห์

6) ถ้าถามว่า ถ้าคนเขาอยากไปพระนิพพานเป็นตัณหาไหม ก็เห็นจะ 99 เปอร์เซ็นต์ที่ตอบว่า คำว่าอยาก แปลว่า ตัณหา ในเมื่ออยากไปพระนิพพาน ก็แสดงว่าเป็นตัณหาเหมือนกัน ก็เลยบอกว่านี่แกเทศน์แล้วแกก็เดินลงนรกเลยสบาย ไปเสียคนเดียวก่อน ดีกว่ามาชวนชาวบ้านเขาไปอีก ถ้าต้องการไปนิพพาน เขาเรียกว่า ธรรมะฉันทะ มีความพอใจในธรรม เป็นอาการซึ่งทรงความดี พวกเราฟังแล้วจำไว้ด้วยนะ ถ้าใครเขาถามจะได้ตอบถูก

7) การเข้าพระนิพพานไม่มีอะไรยาก เพียงแต่ชนะใจตัวเองเท่านั้นคือ
- ไม่ทำหรือคิดว่าจะทำความชั่วทุกอย่าง(ตามแบบศีล 5 )
- สร้างความดีที่ทำให้เกิดความสุขแก่ตนและคนอื่นทุกอย่าง
- ชำระใจให้เข้าใจในเหตุผล เคารพตามความเป็นจริง ไม่มีอารมณ์ฝืนกฎธรรมดา เห็นโลกเป็นทุกข์ตามความเป็นจริง รู้เหตุที่จะทำให้เกิดทุกข์ คือ ความอยากไม่รู้จบ ไม่สนใจกับความเคลื่อนไปของสิ่งมีชีวิต ไม่ต้องการความเกิดรู้ตัวเสมอว่าทรัพย์สินที่หามาได้นั้น เราไม่มีโอกาสปกครองได้ตลอดกาล เมื่อถึงเวลาต้องพลัดพรากจากมันเป็นปกติ เมื่อมันจากเรา หรือเราจากมัน ไม่มีอารมณ์เป็นห่วงหรือหนักใจ เห็นความตายเป็นกีฬาสำหรับเด็ก เท่านี้จะทำให้ใจสบาย เรื่องสวรรค์หรือพรหมถือว่าต่ำเกินไป ไปนิพพานเลยดีกว่า นิพพานมีแต่สุข หาทุกข์ไม่ได้

8) ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง มีอารมณ์จับพระนิพพานเป็นอารมณ์ จิตมันก็ไม่ถอย เมื่อจิตมันไม่ถอยทำอย่างไร ก็มีอย่างเดียว การก้าวไปสู่พระนิพพาน

9) แต่ว่าขอเตือนสักนิด ถ้าจะทำจิตของเราให้ทรงอารมณ์เป็นพระนิพพานจริง ๆ ขอบรรดาท่านภิกษุ สามเณร และท่านพุทธบริษัทชายหญิง จงพยายามทรงทรงอารมณ์ บารมี 10 ประการ ไว้ให้ครบถ้วน อันนี้ทิ้งไม่ได้ เกาะบารมี 10 ประการ ว่าสิ่งไหนบ้างที่ยังไม่มีสำหรับเราเรายังบกพร่อง อย่าให้บกพร่อง และใช้กำลังสมาธิควบคุมให้ทรงตัวให้มีกำลัง จรณะ 15 ที่เป็นกำแพงกั้น ที่จะไม่ให้เราตกอยู่ในภาวะของความชั่วแห่งจิต และใช้ อิทธิบาท 4 เป็นเครื่องสนับสนุน ให้เราเข้าถึงความสุข ทรงกำลัง 3 ประการให้ทรงตัว แล้วใคร่ครวญหาความจริงว่า ร่างกายมันเป็นโทษ มันเป็นทุกข์ มันเป็นอนัตตา หาความดีไม่ได้ เกิดเป็นคน เกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นพรหม ก็ไม่พ้นทุกข์ จิตยึดอารมณ์พระนิพพานเป็นอารมณ์

10) การเป็นพระอรหันต์ไม่เห็นยาก คือ ตัดความพอใจในโลกทั้งสาม มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก ตัดราคะ ความเห็นว่ามนุษย์โลกสวย เทวโลกสวย พรหมโลกสวย โลกทั้งสามไม่มีความหมายสำหรับเรา เราไม่ต้องการสิ่งที่เราต้องการคือ พระนิพพาน มีความเยือกเย็นเป็นปกติ ไม่เห็นอะไรเป็นเราเป็นของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากระทบถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา มีขนตกอยู่เป็นปกติ คือว่าไม่มีการสะดุ้งหวาดหวั่นอันใด

11) พระอรหันต์ย่อมไม่ปรากฏเห็นว่าอะไรในโลกนี้เป็นเราเป็นของเรา ไม่เห็นว่าอะไรในโลกนี้เป็นของดีและก้ไม่เห็นว่าอะไรในโลกนี้เป็นของเลว ทั้งนี้เพราะพระอรหันต์ยอมรับนับถือกฎแห่งความเป็นจริง ว่า ธรรมดาของโลกนี้เป็นอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เป็นกฎธรรมดาไปหมด ไม่มีอะไรเป็นเครื่องสะเทือนใจ พระอรหันต์ เขาด่าก็ไม่สะเทือนใจ เขาชมก็ไม่สะเทือนใจ อะไร ๆ เกิดขึ้นมาทั้งทีก็เป็นเรื่องธรรมดา

12) ถ้าจะถึงอรหันต์ ทีนี้อารมณ์ใจมันสบายทุกอย่าง คือว่าไม่หลงในฌาน ฌานทุกอย่าง ทั้ง รูปฌาน และ อรูปฌาน เราพอใจ แต่คิดแต่เพียงว่านี่เป็นบันไดก้าวขึ้นสู่อริยะเบื้องสูงเท่านั้น ไม่ใช่มานั่งหลงว่ากันทั้งวันทั้งคืน นั่งกรรมฐานตลอดวันตลอดคืน นั่นมันยังเป็นเด็กเล็ก ๆ อยู่ ทีนี้หลงในฌานไม่มี ตัวมานะ ถือว่าเราดีกว่าเขา เราเสมอเขา เราเลวกว่าเขาไม่มี และอาการณ์ฟุ้งซ่าน สอดส่ายไปสู่อารมณ์อกุศลไม่มี และตัวสุดท้ายก็เห็นว่าโลกทั้ง 3 โลก คือ มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก ไม่มีความหมายสำหรับเรา เห็นสภาวะของโลกทุกอย่างนี้ทั้ง 3 โลก มันเป็นแดนของความทุกข์ สิ่งที่มีความสุขที่สุดคือ พระนิพพาน อันนี้ ถ้าเป็นสุขวิปัสสโก ท่านจะมีความสบายมาก สบายในอารมณ์ ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ยอมรับนับถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่า พระนิพพานมีจริง และพระนิพพานเป็นดินแดนของความสุข แม้ท่านจะไม่เห็น หากว่า พระวิชชาสาม ก็ดี อภิญญา 6 ก็ดี ปฏิสัมภิทาญาณก็ดี นี่เขาไปที่พระนิพพานได้เลย จะสามารถเห็นพระนิพพานได้เท่า ๆ กับเห็นของที่มองอยู่ตรงหน้า แล้วเขาก็จะรู้สภาวะว่า ถ้าเขาทิ้งอัตภาพนี้แล้ว เขาจะไปอยู่ตรงไหน เพราะพระนิพพานไม่ได้มีสภาพสูญ เขาก็เข้าสู่จุดของเขาเลยที่พระนิพพาน เข้าที่อยู่ได้ ไปไหว้พระพุทธเจ้าได้</font>

<hr>
<h4><font color=blue>พระนิพพานเป็นแดนทิพย์วิเศษ</h4></font>
พระนิพพานเป็นแดนทิพย์วิเศษ พ้นจากอำนาจของการเวียนว่ายตายเกิดจาก นรกโลก มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก คำว่า นิพพาน แปลว่า ดับ หรือ หมด ดับหรือหมดจากอะไร

1. ดับกิเลสสังโยชน์ 10 อย่าง มีกิเลส โลภ โกรธ หลง เป็นต้น ดับความโลภ ด้วยการให้ทานเพื่อสงเคราะห์ คนสัตว์ทั้งโลก ดับความโกรธ ด้วยการให้อภัยมีความสงสารเมตตาต่อคนสัตว์ทั้งโลก ดับความหลง ด้วยการเพียรคิดพิจารณาตามความเป็นจริงว่า โลกมนุษย์ เทวโลก พรหมโลกไม่มีความสุขจริง สุขชั่วคราว โลกมนุษย์เต็มไปด้วย ความทุกข์ยากลำบาก วุ่นวายเสื่อมสลายตลอดเวลา

2. ดับขันธ์ 5 คือ กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณคือระบบประสาท ตา หู จมูก ลิ้น กาย อารมณ์ใจ ดับหมด คือ ไม่มีถึงแม้มีตอนนี้ แต่ก็สลายตัวไปในที่สุด คือ แยกกาย รูป นาม ออกจากจิตที่เป็นของจริง กายเป็นเพียงเปลือก เป็นของปลอม เป็นภาพมายา จิตเพียงแต่มาอาศัยกายชั่วคราว เพราะความไม่รู้จริงของชีวิต จิตจึงต้องมาเกิดในร่างกายที่เป็นซากศพเดินได้ หายใจได้ พูดได้อย่างนี้ ขอย้ำว่า วิญญาณในขันธ์ 5 คือ ความรู้สึกของระบบประสาทในร่างกายทั้งหมด ไม่ใช่ จิต อารมณ์ต่าง ๆ ดี ชั่ว ก็ไม่ใช่ของจิต

3. จิตเดิมแท้เป็นจิตสะอาด บริสุทธิ์ มีลักษณะเป็นจิตพุทธะประภัสสรมาก่อน เป็นจิตนิ่งเฉย ไม่วอกแวก ไม่สอดส่ายอยากรู้อยากเห็นในเรื่องของโลก จิตเดิมแท้ มีพลังงาน มีอานุภาพเหนือธรรมชาติ มีความฉลาดรอบรู้ในสิ่งที่ต้องการรู้ มีอภิญญา สมาบัติ และมีความสุขเลิศล้ำ จิตอันนี้จะมีรูปลักษณ์หรือจะทำให้ไม่มีรูปลักษณ์ก็ได้ ตามจิตปรารถนา ไม่ได้ดับสูญสลายเหมือนขันธ์ 5

จิตที่เข้าถึงพระนิพพานจึงเป็นจิตที่อยู่ในขันธ์ 5 ทั้ง ๆที่ยังไม่ตาย เพียงแต่กิเลส ตัณหา อุปาทาน อวิชชา อกุศลกรรม ไม่สามารถ บังคับให้จิตต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป จิตแบบนี้คือ จิต สอุปาทิเสสนิพพาน ถ้าหากร่างกายตาย จิตที่สะอาดปราศจากกิเลส ตัณหา อุปาทานก็ไปเสวยสุขยอดเยี่ยมแดนทิพย์วิเศษนิพพาน ไม่อยู่ในอำนาจของวัฏฏสงสารไม่อยู่ในอำนาจของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
พระนิพพานเป็นโลกุตรธรรม อยู่เหนือคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

นิพพานนัง สูญญัง แปลว่า พระนิพพานเป็นธรรมที่ว่างจากนรกโลก เทวโลก ว่างจากมนุษย์โลก คือ ว่างจากการเวียนว่ายตายเกิด ว่างจากความแปรปรวน ว่างจากความทุกข์ทั้งสิ้น ว่างจากอนัตตา ไม่มีวันสูญสลายตายไปเหมือนโลกทั้ง 3 พระนิพพานจะมีแต่จิตของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ จิตของพระนิพพานเป็นจิตที่ว่างเปล่าจาก อวิชชา ความรู้ไม่จริง ว่างเปล่าจากความอยาก ตัณหา ว่างจากอุปาทาน ความยึดติดในกายคน กายเทพ กายพรหม ซึ่งเป็นของสมมุติชั่วคราว กายนิพพานละเอียดเบาใส สว่างเบิกบานมีพลังมาก

กายทิพย์นิพพาน เรียกว่า ธรรมกาย เป็นอมตะธาตุ ที่ไม่มีดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ใช่กายเทพ กายพรหม เป็น อสังขธาตุ เป็นพุทธิธาตุ เป็นธาตุที่มีอยู่แล้ว เหนือกฎธรรมชาตทั้งปวง เป็น กายทิพย์ จิตทิพย์ จิตนิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นจิตของพระอรหันต์ พระขีณาสพ เรียก สภาวะจิตที่ไม่มีขันธ์ 5 ไม่มีกายหยาบ กายเทพ กายพรหม ว่า อนุปาทิเสสนิพพาน

ดังนั้นพระนิพพานองค์พระศาสดาจึงแบ่งแยกไว้มี 2 ชนิด คือ

1) สอุปาทิเสสนิพพาน คือ จิตดับจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน อวิชชา อกุศลกรรม แต่ยังมีกายหยาบ คือ ขันธ์ 5 ของคน ขันธ์ทิพย์ของเทวดาพรหมอยู่ คือ ยังไม่ตายแต่จิต เป็นจิตของพระอรหันต์ ขีณาสพผู้ห่างจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ยังรู้อาการเจ็บปวดของกายครบถ้วน

2) อนุปาทิเสสนิพพาน กายหยาบขันธ์ 5 ตาย ดับสูญสลายจากกายสัตว์นรก กายมนุษย์ กายเทพ กายพรหม แต่จิตบริสุทธิ์ ไม่ดับสลาย ยังอยู่มีความสุขตลอดกาล ในแดนอมตะทิพย์นิพพาน เป็นนิพพานกาย-ธรรมกาย

การปฏิบัติธรรม ตามเบื้องพระยุคลบาทขององค์สมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ของ พุทธบริษัทในโลกนี้ต้องแบ่งแยกกันออกไป นั่นหมายความว่าสภาพจิตของแต่ละท่านนั้นแตกต่างกัน การสร้างบุญบารมีก็ไม่เหมือนกัน

บางท่านมีบารมีเก่าในชาติก่อนมาแล้ว เมื่อมาเกิดในชาติปัจจุบันก็ได้พยายามสร้างบุญบารมีเพิ่มขึ้นอีก บุคคลประเภทนี้นั้น ไม่ว่าจะทำอะไรเกี่ยวข้องกับทางธรรมะขององค์สมเด็จพระพิชิตมารที่ได้ทรงสอนเอาไว้ เช่น ได้ฟังธรรมได้อ่านบทพระธรรมวินัยก็เกิดเลื่อมใส เกิดปิติ ศรัทธา แล้วก็นำคำสอนขององค์พระบรมโลกเชษฐ์มาพิจารณา ด้วนสติปัญญา เห็นสมควรดียิ่งแล้วนำเอาไปประพฤติ ปฏิบัติ และได้ประโยชน์ อย่างมหาศาลเป็นต้นว่า หยุดการเวียนว่ายตายเกิด

องค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงค้นหาสัจธรรมด้วยความพากเพียร สู้อดทนต่อความยากลำบากด้วยพระปัญญาบารมี และเต็มไปด้วยพระเมตตาปรารถนาที่จะช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิด พระองค์ท่านได้เอาชนะอุปสรรคทุกอย่าง ต่อสู้อย่างเต็มความสามารถ มีความแน่วแน่เด็ดเดี่ยวที่จะค้นหาวิธีที่จะทำให้ไม่ต้องเวียนเกิดเวียนตายอีกต่อไป

ในที่สุดพระองค์ก็ได้พบแดนทิพย์วิเศษที่ไม่มีใครทราบมาก่อน นั่นคือ สถานที่อันประเสริฐสูงสุดมีชื่อว่า พระนิพพาน เป็นแดนสงบสุขอย่างยอดเยี่ยม ไม่มีดินน้ำลมไฟ ไม่มีพระอาทิตย์ ไม่มีขันธ์ 5 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีปัญหาต้องแก้ เสรีจากกฎของกรรม ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป มีจิตทิพย์ กายแก้ว มีอิสระ เสรีจากกฎของกรรม กฎของธรรมชาติ ไม่มีเพศหญิงเพศชาย ปรารถนาสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้น ปรากฏทันที จะไปแดนไหน ๆ ก็ไม่มีใครห้าม

นิพพานัง ปรมัง สุขขัง
พระนิพพานเป็นแดนทิพย์มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น มีความสุขอย่างยิ่ง

นิพพานนัง ปรมัง สุญญัง
นิพพานสูญจากความทุกข์ทั้งสิ้น สูญจากรูปนาม ขันธ์ 5 สูญจากอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สูญจากการเวียนว่ายตายเกิด สูญจากธาตุดินน้ำลมไฟ สูญจากกรรมชั่วทุกอย่าง สูญในที่นี้หมายความว่า ไม่มีทุกอย่างที่โลกนี้มี

การที่พระนิพพานมีลักษณะตรงข้ามกับโลกเช่นนี้ จึงเป็นการยากที่คนจะเข้าใจพระนิพพานได้ ผู้ที่จะเข้าใจพระนิพพานได้ชัดเจนจริง คือ ผู้ที่ปฏิบัติสมาธิ วิปัสสนา พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง (เช่น มโนมยิทธิ เป็นต้น)

สัพเพ ธัมมา อนัตตา
แปลว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงควบคุมไว้ไม่ได้ ต้องแตกสลายสูญหายไปทั้งสิ้น บางท่านจึงแปลไปว่า พระนิพพาน คือ ธรรมะ เป็นอนัตตา สูญสลาย ตามโลกมนุษย์ด้วย ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด
พระนิพพานไม่ใช่อนัตตา เป็นอมตะ ไม่อยู่ในกฎของไตรลักษณ์

โปรดอย่าลืมว่าพระพุทธองค์ทรงสอนธรรม 2 แบบ

1. โลกียธรรม คือ ธรรมที่ชาวโลกปฏิบัติให้มีชีวิตอยู่ไม่ทุกข์เกินไป แต่ก็ยังวนเวียนว่ายตายเกิดอยู่

2. โลกุตตรธรรม คือ ธรรมที่เหนือนรก โลก สวรรค์ พรหม เป็นธรรมที่ ทำให้หลุดพ้นทุกข์ นรก โลก สวรรค์ พรหม ไปสู่แดนที่เป็นสุขตลอดกาล คือ พระนิพพาน

ท่านผู้ได้ปฏิบัติศึกษาทางธรรม เป็นที่เข้าใจ ตามองค์พระพุทธศาสดาทรงสอนไว้เป็นหลักฐานในพระคัมภีร์เรียกว่า พระไตรปิฏก ซึ่งมีพระธรรมคำสอนอยู่ครบถ้วนและท่านที่มีศรัทธาบารมี มีความเชื่อมั่นในพระธรรมคำสอน ได้เอาพระธรรมไปศึกษาพิจารณาปฏิบัติก็จะได้เกิดเป็นประโยชน์คือ มีความสุขกายสุขใจ

พระธรรมนั้นไม่มีคำว่า ล้าสมัย ทันสมัยตลอดกาล เพราะพระธรรมเป็นของจริง พระธรรมคือ ธรรมชาติในกายเรารอบ ๆ ตัวเรา ทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของจริง พระธรรมคือธรรมชาติในกายเรารอบ ๆ ตัวเรา ทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เพราะอยู่ใต้บังคับบัญชาของกฎธรรมชาติ คือ ต้องเปลี่ยนแปลง วิ่งเข้าหาความสึกหรอทรุดโทรม แล้วสูญสลายแตกหักกระจายในที่สุด ถ้าเป็นคนสัตว์ก็เรียกว่า เน่าเหม็นตาย จิตวิญญาณที่มาอาศัยอยู่ในกายชั่วคราวไม่ใช่เจ้าของร่างกายเลย ร่างกายไม่ได้อยู่ในอำนาจของจิตวิญญาณ

การปฏิบัติธรรมก็คือ ใช้จิตวิญญาณของเราที่มาอาศัยในกายหรือขันธ์ 5 ชั่วคราวนี้ ด้วยการทำง่าย ๆดังนี้

1. ตั้งจิตไว้ว่าทำความชั่วด้วยการผิดศีล 5 เพราะกลัวบาปกรรม มีนรกเป็นที่ไปเมื่อทิ้งร่างกายแล้ว

2. เอาคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ เทิดทูนบูชาไว้ในจิต ในใจตลอดเวลา เคารพเชื่อฟังท่านโดยการมีเมตตา มีความกตัญญูรู้คุณบิดา มารดา ไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธิ ดูลมหายใจเข้าออก พิจารณาว่าร่างกายคนสะอาดหรือสกปรก เป็นสุขหรือทุกข์ ต้องแบกภาระหาเงินหาอาหารมาเลี้ยงร่างกายเหนื่อยบากก็ต้องทน

3. ไม่ลืมว่าทุกคนเดินเข้าหาความตายทุกลมหายใจเข้าออก ไม่กลัวตายเพราะรู้ว่า ร่างกายเป็นเพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมกันชั่วคราว กายนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ความหิว ร้อน หนาว เหนื่อย เหม็น มีภาระต้องเอาใจใส่ดูแลทำความสะอาด ตลอดเวลา และร่างกายก็เสื่อมโทรม เจ็บป่วย ตลอดเวลา เป็นการตัดความหลงรักในกายเขากายเรา เพราะรู้สภาพความเป็นจริงของร่างกายว่า นอกจากเหม็น สกปรก น่าเกลียด แล้วยังน่ากลัวอีกเพราะเจ็บปวดทุกข์ทรมานก่อนตาย

4. ตั้งใจอธิษฐานไว้ตลอดเวลาว่า เมื่อขันธ์ 5 ร่างกายนี้พังสลาย ตายเมื่อไร จิตวิญญาณเรามุ่งตรงไปพระนิพพานสถานเดียว เป็นการตัดอวิชชาความไม่รู้ไปโดยง่าย เพราะผู้ที่มีพระนิพพานอยู่ในใจเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้มีปัญญาดี

การทำสมาธิคือ ความตั้งมั่นคงอย่างใดอย่างหนึ่ง การคิดถึงความตาย การมีทาน ศีล นึกถึงพระนิพพาน ก็เป็นสมาธิอย่างหนึ่ง

ถ้าจิตไม่ตั้งมั่น คิดนอกเรื่องจาก 4 ข้อนี้เป็นจิตคิดไร้สาระ ก็ต้องฝึกให้จิตคิด ในสิ่งที่เป็นสาธารณะประโยชน์ คือ พิจารณาเฝ้าดูลมหายใจเข้าออก นึกว่า พุธ หายใจออก กำหนดจิตไว้ว่า โธ หรือ จะนึก สัมมาอรหัง นะโมพุทธายะ นึกพระนามขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แบบไหนก็ได้ ดีทั้งนั้น เป็นพุทธานุสติกรรมฐาน ทำให้เข้าถึงพระนิพพานได้ง่าย ๆ เพราะจิตนึกถึงองค์พระศาสดาเป็นจิตสะอาด ไม่มีกิเลส เครื่องกังวลเศร้าหมอง

ขอท่านพุทธบริษัททั้งหลายรีบเร่งปฏิบัติความดีเถิดท่าน เวลาของทุกท่านเหลือน้อยลงที่จะทำคุณงามความดี การทำความดีก็เป็นการยากเพราะกิเลสมารและมารรอบ ๆ ตัวเรามีมาก (มารคือ ผู้ดึงจิตเราให้ตกต่ำเศร้าหมอง)

การปฏิบัติตาม 4 ข้อนั้นจะเอาชนะมารได้ ชนะกิเลส ตัณหา อุปาทาน อวิชชา ได้ เป็นพระอริยะบุคคล ท่านที่ตั้งใจทำจริง ไม่ย่อท้อจะได้พบสิ่งที่ท่านไม่เคยพบ คือ ความมหัศจรรย์ทางจิตของท่านเอง ท่านจะได้พบพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ แล้วท่านก็จะได้พบพระนิพพาน แดนที่องค์พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังรอพุทธบริษัททุกท่านอยู่อย่างเมตตาเป็นห่วงและเอาใจช่วยทุก ๆ ท่านตลอดเวลา</font>

<font color=green>(จากหนังสือธรรมประทานพร)</font>

<hr>
<font color=blue><h4>ถาม-ตอบ เกี่ยวกับพระนิพพาน (1)</h4></font>
<font color=blue>ถาม</font> : หลวงพ่อพระราชพรหมยาน กราบทูลถามองค์สมเด็จพระพิชิตมาร ที่พระจุฬามณีชั้นดาวดึงส์ว่า คนที่ปฏิบัติเพื่อพระนิพพานจะใคร่ครวญอย่างไรจึงจะง่ายที่สุด สั้นที่สุดพระพุทธเจ้าข้า ?

<font color=teal>ตอบ</font> : เจ้าจงใคร่ครวญอย่างนี้ จงคิดว่าเราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย ทรัพย์สินก็ไม่มี ญาติ เพื่อน ลูกหลาน เหลนก็ไม่มี เพราะทุกอย่างที่กล่าวมามีสภาพพังหมด เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่ เมื่อสิ้นภาระ คือ ร่างกายพังแล้ว เราจะไปนิพพาน เมื่อความป่วยไข้ปรากฎ จงดีใจว่าภาวะที่เราจะมีโอกาสเข้าสู่พระนิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว ร่างกายเป็นเพียงเศษธุลีที่เหม็นเน่า มีความสกปรกโสโครก ทรุดโทรม เดินไปหาความเสื่อม แตกสลายทุกขณะ คิดไว้อย่างนี้ทุกวัน จิตจะชิน จะเห็นเหตุผล เมื่อตาย อารมณ์จะสบาย แล้วจะเข้าสู่พระนิพพานได้ทันที

พระพุทธองค์ทรงสอนต่อไปว่า ให้ลูกหลานของเธอทุกคน หรือ บริษัทของเธอทุกคน เขาตั้งใจอย่างที่ฉันพูดนะ การไปสวรรค์ก็ดี ไปพรหมโลกก็ดี ไปนิพพานก็ดีเป็นของง่าย ไม่ใช่ของยากแบบที่นักปราชญ์ในโลกเขาพูดกันเวลานี้ เวลานี้นักปราชญ์ทั้งหลายนิยมความยาก สิ่งไหนก็ตามที่มันยาก เขาถือว่าดี เป็นแบบฉบับที่ถูกต้อง แต่ว่าฉันเห็นว่านั่นไม่ถูกต้อง ถ้าตามคติของฉัน ฉันว่าไม่ถูก เพราะสอนคนหรือพูดให้คนเข้าใจง่ายที่สุด และได้ผลมากที่สุด อันนี้ดีกว่า ดีกว่าหาวิธีที่ยากที่สุด แล้วได้ผลน้อยที่สุด อย่างนี้ไม่ดี ไม่ใช่ความประสงค์ของฉัน สัมภเกสี(ชื่อของหลวงพ่อพระราชพรหมยานที่พระพุทธองค์ทรงเรียก) เตือนบริษัทและลูกหลานของเธออย่างนี้นะ ว่าให้ทุกคนรู้ตัวแล้วว่ามีวิมานอยู่บนชั้นกามาวจร เมื่อถึงเวลาเขาทำชั่วอะไรมาก็ช่างเถอะ เวลาก่อนนอนให้นึกถึงความดีที่ทำไว้ ขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งหลายปล่อยมันไปนึกถึงแต่ความดี แล้วเอาใจนี้จับไว้ว่านี่เรามีวิมานแก้ว 7 ประการไว้บนสวรรค์ชั้นกามาวจร จากทำบุญ วิหารทาน สังฆทาน และธรรมทาน เมื่อเวลาที่เราตาย เราจะไปอยู่วิมานนั้น ถ้าเวลาป่วยไข้ไม่สบาย ไม่ต้องเอาอะไร นึกถึงคุณพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะนึกถึงพระพุทธก็ได้ พระสงฆ์ก็ได้ สิ่งก่อสร้างก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่งไว้ในใจ แล้วตั้งใจว่าเราจะไปอยู่วิมานของเราที่มีอยู่แล้ว เพียงเท่านี้นะ ถ้าเขาตาย เขาจะถึงสวรรค์ชั้นกามาวจรทันที

พวกที่จะไปพรหมโลกก็เป็นของไม่ยากนะ สัมภเกสี บอกเขานะคนที่ต้องการไปพรหมโลก คืนหนึ่ง ให้สร้างความดี 10 นาที ตอนกลางวันมันอาจจะเลว จะเอาดีกันตอนกลางคืน นั่งนับลมหายใจเข้าออกก็ตาม นั่งก็ได้ นอนก็ได้ ยืนเดินก็ได้ นับลมหายใจเข้าออกก็ได้ หรือจะนึกถึงกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ได้ เพียง 10 นาที ให้รู้ลมหายใจเข้าออกเท่านี้ก็พอ เวลาตายแล้วก็เป็นพรหมแน่

ทีนี้คนไหนที่ตังใจจะไปนิพพาน ก็เป็นของไม่ยาก สัมภเกสี ให้เขาคิดว่าโลกนี้ทั้งหมดไม่มีอะไรที่เรารักเราชอบ เพราะเต็มไปด้วยความทุกข์ยากทรมาน ใคร่ครวญหาความจริงในโลก จะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม มันมีสภาพคงตัวได้ตลอดกาลหรือไม่ ถ้ามันมีการเปลี่ยนแปลงสลายตัว ก็ถือว่าโลกทั้งโลกหาความดีไม่ได้ แล้วก็หันเข้ามาคิดถึงกายของตัวว่า กายของเรามันยังจะตาย ยังจะพัง เรายังปรารถนาอะไรภายนอกอีก เราไม่ต้องการทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เราจะไปพระนิพพานแดนไม่ตาย เป็นสุขตลอดกาล ที่พระพุทธองค์ไปอยู่แดนพระนิพพานนั้น เขาคิดเท่านี้นะ เพียงคืนละ 10 นาทีนะ สัมภเกสีนะ ลูกหลานของเธอจะพ้นนรกหมด พ้นอบายภูมิ อย่างน้อยไปกามาวจรสวรรค์ อย่างกลางก็ไปพรหมโลก อย่างดีก็ไปพระนิพพาน

<hr>
<font color=blue><h4>ถาม-ตอบ เกี่ยวกับพระนิพพาน (2)</h4></font>
<font color=green>ผู้ถาม</font> : เกิดมาแล้วทำไมจึงต้องตายครับ…?

<font color=blue>หลวงพ่อ</font> : เพราะอยากตาย ไอ้คนอยากเกิดก็อยากตายด้วยใช่ไหม…เกิดแล้วมันก็ต้องตาย เพราะธรรมดาเราฝืนมันไม่ได้ ทีนี้ถ้าเราไม่ต้องการตาย เราก็ไม่ต้องเกิด

<font color=green>ผู้ถาม</font> : ที่นิพพานไม่มีการเกิดใช่ไหมครับ จึงไม่มีการตาย…?

<font color=blue>หลวงพ่อ</font> : อันนี้เคยมีพระหรือพราหมณ์ถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า นิพพานจะไม่มีการเกิดก็ไม่ใช่ จะเรียกว่าเกิดก็ต้องเกิด ถ้าจะว่าไม่เกิด แต่สภาวะมันมีอยู่ ตอนแรกฉันอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็เลยย่องไปถามท่าน ฉะนั้นนิพพานควรเรียกว่าอะไร ท่านบอกว่าควรจะเรียก "ทิพย์พิเศษ" ที่ไม่มีการเคลื่อน เทวดาหรือพรหมยังมีการเคลื่อน ที่เรียกว่า "จุติ" จุติ แปลว่า เคลื่อน ไอ้ศัพท์ที่ว่าตายนี่ พระพุทธเจ้าท่านไม่เรียก ท่านเรียก กาลัง กัตวา ถึงวาระแล้ว ถึงกาลเวลาแล้ว ท่านไม่เรียกว่าตาย ตาย นี่ มรณะ ตามศัพท์ของบาลีไม่มีคำว่ามรณะ ท่านเรียกว่า กาลัง กัตวา แปลว่าถึงวาระที่จะต้องไปจากร่างกายนี้ ร่างกายนี้มันพังมันไม่ยอมทำงาน

<font color=green>ผู้ถาม</font> : ขอหลวงพ่อโปรดอธิบายเรื่องนิพพาน ให้ผมเข้าใจด้วยครับ

<font color=blue>หลวงพ่อ</font> : คำว่า นิพพาน เหรอ…คุณต้องการรู้เรื่องนิพพานไปทำไม…?

<font color=green>ผู้ถาม</font> : (หัวเราะ) เอาไว้ประดับความรู้ครับ

<font color=blue>หลวงพ่อ</font> : เอาไว้ประดับความรู้….ดี คำว่า นิพพานเป็นของง่ายเป็นของไม่ยาก นิพพานนี่เขาแปลว่า ดับ นะคุณนะ ถ้าจะถามว่าดับอะไร ก็ขอตอบว่า ดับความชั่ว คนที่จะถึงนิพพานได้ต้องไม่มีความชั่ว ๓ อย่าง คือ
๑. ไม่ชั่วทางกาย
๒. ไม่ชั่วทางวาจา
๓. ไม่ชั่วทางใจ
ถ้าทุกคนดับความชั่วได้หมด บุคคลนั้นก็ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน

<font color=green>ผู้ถาม</font> : แต่ผมเคยได้ยินมาว่า นิพพาน แปลว่า ดับไปเลย ไม่เหลืออะไรเลยนี่ครับ

<font color=blue>หลวงพ่อ</font> : ความจริงคุณจะต้องรู้ว่าอะไรดับ คำว่านิพพานแปลว่าดับ ดับทีแรกคือดับกิเลส ดับที่สองคือดับขันธ์ ๕ แต่ว่าตามพระบาลีไม่ได้บอกว่า จิตดับ

ปัญหาของคุณที่ถามนี่ เหมือนกับปัญหาของพระที่ถามพระพุทธเจ้าเคยถามมาแล้ว คือ ท่านผู้นี้มีนามว่า พระโมกขราช ท่านถามพระพุทธเจ้าว่า"นิพพานมีสภาพสูญ ใช่ไหม…พระพุทธเจ้าข้า" หมายความว่า เมื่อถึงนิพพานแล้วก็ดับสูญ มีสภาพคล้ายกับควันไฟที่ลอยไปในอากาศ ไม่มีที่เกาะ ไม่มีที่อยู่ อย่างนั้นองค์สมเด็จพระบรมครูตรัสว่า "โมกขราช เรากล่าวว่า นิพพานนั้นหมายถึงกิเลสดับ และขันธ์ ๕ ดับ"พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่า จิตดับทีนี้ถ้าหากว่าคุณจะศึกษาเรื่องนิพพาน ถ้าเราจะพูดกันไปกี่ร้อยปี มันก็ไม่จบ ฉะนั้น ถ้าต้องการจะรู้เรื่องพระนิพพานจริงๆ คุณจะต้อง
- เป็นคนมีศีลบริสุทธิ์ เป็นอันดับแรก
- เป็นผู้ทรงฌานสมาบัติ
- ในขณะที่ทรงฌานสมาบัติได้แล้ว คุณจะต้องทำจิตของตนให้เข้าถึงวิปัสสนาญาณ ที่เรียกกันว่าสังขารุเปกขาญาณ เมื่อจิตเข้าถึงสังขารุเปกขาญาณแล้ว ก็ต้องชำระกิเลสด้วยการตัดสังโยชน์ ๓ เบื้องต้น คือ
๑. ทำลายสักกายทิฏฐิ
๒. ทำลายวิจิกิจฉา คือ ความสงสัยให้หมดไป
๓. สีลัพพตปรามาส ทรงศีลให้บริสุทธิ์
๔. มีอารมณ์จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ ที่เราเรียกกันว่า โครตภูญาณ
ถ้ากำลังใจของคุณทำได้อย่างนี้ เมื่อจิตเข้าถึงโครตภูญาณ คุณจะทราบว่า คำว่าดับของนิพพานนั้นก็คือ
๑. ดับกิเลส ในขณะที่มีชีวิตอยู่
๒. ดับขันธ์ ๕ หรือขันธ์ ๕ ดับ
๓. อารมณ์จิตที่บริสุทธิ์ไม่ได้ดับไปด้วย
คำว่าพระนิพพาน ยังมีจุดที่เป็นอยู่อันหนึ่ง ที่เขาเรียกว่าเป็นทิพย์พิเศษ พ้นจากอำนาจของวัฏฏะ</font>

<hr>
<font color=blue>นิ พ พ า นั ง ป ร มั ง สุ ขั ง : นิ พ พ า น เ ป็ น สุ ข อ ย่ าง ยิ่ ง</font>

อึดเบเกอรี่
09-11-2004, 10:50 PM
โมทนาค่ะ

อู่เย่
09-11-2004, 11:50 PM
โมทนาครับ

ก้าวไกล
10-11-2004, 09:20 AM
โมทนาครับ

tamsak
10-11-2004, 08:40 PM
ขออนุโมทนาด้วยครับ

ab
11-11-2004, 09:50 PM
ขอบคุณ คุณthanan มากเลยค่ะ
(y)

พลอย
12-11-2004, 05:21 AM
ไม่เกิดเหมือนกันค่ะ

polary
12-11-2004, 11:29 AM
:cool: :cool:

น้อง
12-11-2004, 12:57 PM
แสงสว่างเป็นกิเลส?
มีคนเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า มีผู้กล่าวว่าการทำสมาธิแล้วบังเกิดความสว่างหรือเห็นแสงสว่างนั้นไม่ดี เพราะเป็นกิเลสมืดๆ จึงจะดี หลวงพ่อท่านกล่าวว่า "ที่ว่าเป็นกิเลสก็ถูกแต่เบื้องแรกต้องอาศัยกิเลสไปละกิเลส (อาศัยกิเลสส่วนละเอียดไปละกิเลสส่วนหยาบ) แต่ไม่ได้ให้ติดในแสงสว่างหรือหลงแสงสว่าง แต่ให้ใช้แสงสว่างให้ถูก ให้เป็นประโยชน์ เหมือนอย่างกับเราเดินผ่านไปในที่มืดต้องใช้แสงไฟหรือจะข้ามแม่น้ำ มหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือ อาศัยแพ แต่เมื่อถึงฝั่งแล้วก็ไม่ได้แบกเรือแบกแพขึ้นฝั่งไป" แสงสว่างอันเป็นผลจากการเจริ_สมาธิก็เช่นกัน ผู้มีสติปั__า สามารถใช้เพื่อให้เกิดปั__าอันเป็นแสงสว่างภายใน ที่ไม่มีแสงใดเสมอเหมือนดังธรรมที่ว่า "นัตถิ ปั__า สมา อาภา แสงสว่างเสมอด้วยปั__าไม่มี"
การนึกถึงว่า ตายแล้วจะไปนิพพาน
เกาะนิพพานไว้ อย่างน้อยก็ใช้กิเลสละเอียดสุดมาละกิเลสหยาบ
อย่างน้อย ก็เป็นพระอรหันตมรรค ได้ ถึงตอนตายจริง จิตมันตัดทุกอย่างก็ไปนิพพานได้เมื่อนั้น
แล้ว.............อย่างนี้ เราไม่ทำกันหรือ

นายฉิม ( ไม่ได้ล็อคอิน )
16-11-2004, 11:59 AM
มีแต่ข้อความดีๆทั้งนั้นเลย ขออนุโมทนาทุกๆข้อความ

shiro
16-11-2004, 01:40 PM
:cool:

Candle
17-11-2004, 08:35 AM
โมทนาครับ(y)

บัวใต้น้ำ
17-11-2004, 12:35 PM
อุบายหลวงปู่ฤาษีลิงดำ ท่านแน่นอนจริงๆ

โมทนามิ

ขุนศรี1972
26-11-2004, 08:58 AM
ทุกวันนี้ยังมีคนอย่างคิด ทำ และพูดดีๆ อยู่มาก แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน อย่างไร มีใครสักคนบอกทางก็ชื่นใจสุดๆ ไปเลย
ขอบคุณแทนทุกคนด้วยค่ะ

หวังซึ่งทางพระนิพาน
23-12-2004, 12:29 AM
นิพพานังปรมังสุขัง สุขใดเท่าพระนิพานไม่มี อย่าเถียงกันเลยครับเราเดินสายเดียวกันมิไช่หรือทางที่นำเราสู่แสงจากความืดมิดแล้วจริตของแต่ละคนที่จะยึดถืทางใหนแต่ทางที่เราไปถึงเหมือนกันครับ (verygood)

aimmy
23-12-2004, 07:56 AM
โมทนา และขอน้อมรับนำไปปฏิบัติค่ะ[b-wai]

narit
26-12-2004, 05:02 PM
"โมกขราช เรากล่าวว่า นิพพานนั้นหมายถึงกิเลสดับ และขันธ์ ๕ ดับ"
ก็ขันธ์ 5 ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ดับแล้ว คือ พระนิพพาน
แล้วจะเอาขันธ์ที่ไหน มาปรากฏอีกเล่า ถ้ายังมีขันธ์ ก็ยังไม่ได้นิพพาน ถ้า มีแดนเกิด ก็ยังไม่ใช่นิพพาน เป็นเพียง ภพใดภพหนึ่ง...
หลวงพ่อ ท่านก็สอนผิด....คนก็จำกันผิดๆ......หูตาสว่างกันสักที
วิญญานขันธ์ กับ จิต ก็ ความหมายเดียวกัน วิญญานขันธิ์ดับ ก็ จิตดับนั่นแหละ...นี่แสดงว่า ไม่ได้ศึกษา พระอภิธรรม อย่างท่องแท้..
มนุษย์ทั้งหลาย จงศึกษา พระไตรปิฏกให้มากๆ ให้กว้างขวาง จะเข้าใจพระนิพพานได้ดี อย่าได้เชื่อ หรือศรัทธา โดยขาดปัญญา ฟังเอาเพียงท่านเดียว หรือผู้เดียว ....มีครูอาจารย์หลายท่านที่ยังสอน เรื่องนิพพานผิดๆอีกมาก .....ท่านจะกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไป.....
อย่าได้เชื่อข้าพเจ้า แต่จงศึกษาให้กระจ่าง ทั้งปฏิบัติและปริยัติ..
เมื่อท่านฝึกสมาธิ...จิตเป็นสมาธิ...ท่านจะเห็นเปรต เทวดา พรหม อาไรก็แล้วแต่ หรือ หลวงปู่ใดๆ ขอจงระลึกเถิดว่า ท่านเห็นได้จริงไหม และที่ท่านเห็นนั่น เป็นของจริงไหม...
ของจริงมี ของลวงมี อย่าเชื่อโดยขาดปัญญา .. แม้แต่พระพุทธองค์ยังมิให้เชื่อพระองค์เองเลย ให้ปฏิบัติก่อนแล้วจึงควรเชื่อ..

narit
26-12-2004, 06:11 PM
พระสุตตันปิฏก ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิวรรค<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>

ทรงเปล่งอุทาน ปรารภพระนิพพาน<o:p></o:p>

“ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ คืออายตนะที่ไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลม,อากาสานัญจายตนะ,วิญญานัญจายตนะ,อากิญจัญญายตนะ,เนวสัญญานาสัญญายตนะ,ไม่มีโลกนี้ ,ไม่มีโลกอื่น,ไม่มีพระจันทร์,ไม่มีพระอาทิตย์, เราไม่กล่าวถึงอายตนะนั้น ว่าเป็นการมา ,การไป,การตั้งอยู่,การจุติ(เคลื่อน),การอุปบัติ(เข้าถึงหรือเกิด), อายตนะนั้น ไม่มีที่ตั้ง ,ไม่มีความเป็นไป,ไม่มีอารมณ์ นั่นแหละเป็นที่สุดแห่งทุกข์”<o:p></o:p>

<o:p></o:p>

<o:p></o:p>

จงอย่าเป็นผู้กล่าวตู่พระตถาคต<o:p></o:p>

“ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลสองประเภทเหล่านี้ ย่อมกล่าวตู่(หาความ) ตถาคต คือบุคคลผู้คิดประทุษร้าย ๑ ผู้มีศรัทธา กล่าวตู่โดยถือเอาความหมายผิดๆ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลสองประเภทเหล่านี้แล ย่อมกล่าวตู่ตถาคต”<o:p></o:p>

ทุกนิบาต อังคุตตรนิกาย ๒๐/๗๘ <o:p></o:p>

<o:p></o:p>

นิพพาน ไม่ใช่ขันธ์ นิพพานเป็นขันธวิมุตติ คือ พ้นจากขันธ์ <o:p></o:p>

ขันธ์ประกอบด้วย รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญานขันธิ์ (จิต) <o:p></o:p>

เมื่อ พ้นจากขันธ์ ก็เป็นอันไม่มีขันธ์<o:p></o:p>

แล้วใครจะสัมผัส ผู้ที่นิพพานไปแล้วได้บ้างละ?<o:p></o:p>

เปรียบเทียบกับ อาจารย์ อาฬารทดาบส กับ อุทกดาบส อาจารย์กรรมฐานของพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว อาจารย์ของท่านได้ไปปฏิสนธิ์ เป็นอรูปพรหมภูมิ ซึ่งมีเพียง วิญญานขันธ์เท่านั้น ไม่มีอายตนะรับรู้ใดใด พระพุทธองค์จะทรงโปรดแสดงธรรม ก็แสดงไม่ได้ จึงกล่าวว่า อาจารย์ทั้งสองฉิบหายแล้ว คือฉิบหาย เพราะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว แต่ไม่มีบุญได้ฟังธรรม ก็ยังต้องลงมาเวียนวายตายเกิดอีก เมื่อหมดผลวิบากแห่งอรูปฌาน(พระพุทธองค์ทรงโปรด เทพ มาร พรหม เหล่าอื่นได้ ที่มีขันธ์ คือ อายตนะรับรู้ได้ เช่นพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดุสิต)เป็นต้น<o:p></o:p>

ขนาดพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ ยังไม่สามารถติดต่อ อาจารย์ที่ มีวิญญานขันธ์ ได้เลย แล้ว ท่านอาจารย์ท่านไหน จะเก่งขนาดติดต่อ ผู้พ้นจากขันธ์ไปแล้วได้ ผู้ไม่มีขันธ์หรืออายตนะรับรู้อารมณ์ได้เล่า......หรือท่านเห็นอย่างอื่นแล้วจินตนาการไป....หรือภาพลวงตาเล่าให้เห็นวิปลาสไป....แล้วนำมาสอนศิษย์ผิดๆ ซึ่งศิษย์ก้อมิได้ศึกษา พระธรรมให้เข้าใจ ไม่ศึกษา พระอภิธรรมประกอบ ศรัทธา เชื่อมั่นในบุคคลคนเดียว....หูตาสว่างกันเถอะครับ<o:p></o:p>

เราปฏิบัติเพื่อความดับ.....ถ้ายังปราถนา จะไปสถิตย์ที่ใด ก็ยังไม่ดับได้หรอกครับ ยังปราถนาที่จะมีภพภูมิอยู่นี่ ยังปราถนา อมตะอยู่นี่ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่มีที่ใดอมตะ<o:p></o:p>

casy99
27-12-2004, 08:06 AM
ความสำเร็จคงไม่ไกล ถ้าความเพียรยังเต็มอยู่

พฤติจิต
27-12-2004, 09:41 AM
ข้อสังเกตง่ายๆๆ...อยากให้เพื่อน พี่ๆน้องๆ พุทธศาสนิกชน สังเกตง่ายๆนะครับ

1.ผู้รู้จริง เห็นจริง ในธรรมะที่เป็นไป ต้องให้ความสำคัญ กับเรื่องของ ศีล เป็นสำคัญทีเดียว ดังนั้นย่อมประเมินตนได้ถูกต้องว่าตนเอง เป็นใคร แม้...จะคิด หรือตรึกเอาเองว่า พระสงฆ์ รูปนั้นๆ คิดผิด ทำผิด สอนหรือนำคนอื่น ผิดๆ ก็มิใช่หน้าที่ของตนซึ่ง (ศีลไม่บริสุทธิ์เท่า)เป็นเพียงแค่ปุถุธรรมดาๆ จะไปวิพาวิจารณ์ พระสงฆ์ พระวินัย นั้นมีอยู่ครับ การว่ากล่าวหรือตักเตือน หรือแม้กระทั่งหยิบยกเอาพระสงฆ์รูปนั้นๆ ในหมู่คณะสงฆ์มากล่าวให้ประชาชนที่เป็นพุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้เกิดความ ไม่ว่าจะเห็นผิดหรือถูก แต่ศรัทธาได้ลดน้อยลงไปนั้น......ถือเป็นการทำสังฆเภทนะครับ ......ใช้ข้อสังเกตนี้พิจารณาเอาเองว่าผู้ใด(รวมถึงพระสงฆ์องคเจ้าที่ทำแบบนี้ก็ตาม).......ไม่ต้องเดาเลยครับฟันธงได้เลยว่านรกอเวจีเป็นที่หวังครับ....ขอให้พุทธศาสนิกชนนั้นอย่าพลั้งอย่าเผลอแม้แต่เพียงคิดลบหลู่ปรามาสผู้มีศีลสูงกว่าเป็นอันขาด .....ไม่ว่าพระองค์นั้นจะเป็นสุปัฏฏิปันโนจริงหรือไม่นะครับ......เรียนด้วยความเป็นห่วง
2.อเวจีมหานรกรองรับอะไรบ้างถ้าผู้รู้ธรรมจริงคงจะไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงมัน...แต่อีกนั่นแหละ มีพ่อค้าคำพูดอีกกลุ่มมักไม่เชื่อหลอกว่านรกมีจริง เพราะเค้าเหล่านั้น มักคิดว่า "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" ครับ หลวงตามหาบัวท่านว่า
"นรกมี สวรรค์ มี นิพพานมี" ใครไม่รู้จริงก็จงนิ่งไว้นะครับ

พฤติจิต
27-12-2004, 09:45 AM
อ้อกราบขอโทษนะครับผมมีเจตนาตอบบางความคิดเห็นในกระทู้นี้ครับลืมบอก[b-wai] [b-wai] [b-wai]

narit
27-12-2004, 03:49 PM
ขออภัย กระผมกล่าวให้ชัดเจนอีกครั้งว่า หลวงพ่อกล่าวสอนผิดเรื่องนิพพานครับ อย่างอื่นไม่กล้าทักท้วงครับ และก้อที่กล่าวเช่นนั้นมิได้มีเจตนาทำความแตกแยกใดๆ ในหมู่สงฆ์หรอกครับ แค่เพียงให้ได้คิดวิเคราห์และพิจารณา ตามหลักธรรม ผมคงไม่ยากทำกรรมใหญ่แบบนั้นหรอกครับ ...แต่ด้วยอยากให้ ได้ลองคิดพิจารณา และ ศึกษาดู...

narit
27-12-2004, 03:52 PM
หากผิดพลาดประการใดโปรดชี้แนะ ....ขอบคุณครับ
หากแม้จะเป็นกรรมใด ...ด้วยเจตนาที่หวังดีแล้ว ......

ปุถุชน
30-12-2004, 10:25 AM
ขอถามว่าคุณ narit เป็นพระภิกษุ หรือสามเณรหรือไม่ครับ

narit
31-12-2004, 01:06 PM
อุบาสกที่มีปัญญา ครับ

Kamen rider
01-01-2005, 01:26 PM
นิพพาน เป็น ธรรมเหนือโลก หาที่ตั้งไม่ได้ แต่มีอยู่จริง ทีว่าเป็นแดนเป็นสภาพ ผมก็ฟังๆ อยู่ ผมไม่ปักใจเชื่อ 100 เต็มหรอก

แต่ผมชอบ แนวคิด เอานิมิตที่เห็น มาเป็นประโยชน์ สร้างกำลังใจในการ ปฏิบัติธรรม คนที่เชื่อแนวนี้ ผมเห็น เขาก็ตั้งใจทำความดีกันทุกคน กลุ่มนี้กลุ่มใหญ่เลย ของมันทำแล้วต้องมีดีสิครับ

นิมิตบนโลก ของลวงทั้งนั้น กรรมฐาน 40 กอง ก็ของลวง เป็นมายาครับ แต่ตราบใดที่ยังก้าวไม่ถึง เราก็ต้องเอาของลวง บนโลก มาทำประโยชน์ เป็นพาหนะ เข้าฝั่งครับ ถึงฝั่งแล้วค่อยว่ากัน

ผมเชื่อ เทคนิคนี้เต็มๆ 100 ครับ ในแง่ เป็นอุบายในการนำคน สร้างกำลังใจคน มองการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องง่าย เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะ การทรงอารมณ์ ละตัวละตน ละขันธ์ 5 ทุกนาที จิตจับอารมณ์กรรมฐานตลอด ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา เขาก็มีครับ

มองธรรม คือ ชีวิต ชีวิต คือ การปฏิบัติธรรม สร้างความดี เพื่อ นิมิต สิ่งที่เขาเห็น ผมเชื่อในเทคนิคนี้ ว่า เป็นอุบายจูงคนที่สุดยอดครับ

ไม่สน นิพพาน จะ เป็น อย่างไร เป็นบ้าน เป็นแดน แต่สนคือ

1. เทคนิค และ อุบายในการเข้าถึง
2. เขาทำความดี ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา
3. เชื่อ นรก สวรรค์ นิพพาน กรรม ไม่ มิจฉาทิฐิ
4. มองนิพพานเป็นเรื่อง ง่าย สร้างกำลังใจในการปฏิบัติ
5. ทำความดี อย่างน้อย ก็ สวรรค์ แล้ว สวรรค์บนดินครับ ความสุขในปัจจุบันก็ได้ ตายไปก็ได้
6. เป็นกำลังในการสืบทอด ศาสนา ต่อๆ กันไป


และที่สำคัญ คุณไม่ใช่ จริตแบบ นี้ เลยไม่ชอบ ก็ไม่แปลก อาจไม่ใช่สายคุณ ต่างสาย ต่างความคิด ถ้าไม่เปิดใจ ยอมรับความต่าง คุยกัน ไม่รู้เรื่องหรอกครับ

จุดที่คุณตีกระทบ สำหรับผม แล้ว น้ำหนักมันน้อยครับ ผมมอง รายละเอียด สิ่งที่เขาทำมากกว่า ผมตามและศึกษาแนวนี้มาตลอด คิดหลายรอบ ผมก็ชั่งน้ำหนัก ความดี ให้ 100 เต็ม

นิพพาน เป็น ของจริง ไร้ลักษณ์ ไร้รูป หาที่ตั้งไม่ได้ แต่ มีจริง
นิมิต เป็น ของลวง และ ต้อง เอานิมิต เป็น แพ ข้าม เกาะนิมิต เพื่อ จุดหมาย
__________________

narit
01-01-2005, 03:05 PM
อนุโมทนาครับ....คุณ ไรเดอร์ พูดได้ดีครับ
ประเด็นสำคัญ อยู่ที่ว่า ผู้ที่ไม่เข้าแบบคุณ จะยึดถือ เป็นเรื่องราว พระไตรปิฏก จะผิดไป
มีการบัญญัติ คำสอนของสมเด็จองค์ปฐมขึ้นมาใหม่ หรือจูงใจ โดยไม่สนใจที่จะศึกษาพระไตรปิฏก ที่แท้จริง อันนี้เป็นภัยของผู้มาใหม่ และ ภัยของศาสนา ครับ คนเก่าๆผมมิได้อยากไปเปลี่ยนความคิดเขาหรอกครับ และก้อคนที่เข้าใจดีแบบคุณ ก็ ดีอยู่แล้วนี่ครับ แต่ขอให้เข้าใจเรื่องการดับกิเลส ดับทุกข์อย่างแท้จริง ถ้ามุ่งสู่พระนิพพาน มิฉะนั้นจะไปไม่ถึง ไม่รู้จุดหมาย แล้วจะไปถึงได้อย่างไรละครับ....แต่ทำดีก้อดีแล้ว ผมมิได้ ขัดขวางการทำดีของใครเลยครับ

bandit
06-01-2005, 07:01 PM
น่าจะได้ข้อสรุปนะครับว่า ผู้หวังดี ในบอร์ดคนเมืองบัว narit ในบอร์พลังจิต รักษ์สัทธรรม และอื่นๆ ในบอร์ดต่างๆ เป็นคนเดียวกันกับ เว็ปมาสเตอร์ของ http://apinyatatip.cyber2host.com/ ที่มีบอร์ด คือ http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vboard.php?user=apinyatatip

หลังจากมีผู้รู้ที่มาของคนผู้นี้ กระทู้ป่วนต่างๆ หายไปเลยครับ ในบอร์ดคนเมืองบัว อาจมีการลบกระทู้ แต่ในพลังจิต ไม่มีการลบ ก็ไม่เข้าไปป่วนอีก

น่าขำดีนะครับ ของตัวเองเพี้ยนหนักกว่าชาวบ้านอีก เที่ยวไปว่าชาวบ้านเขา มีการบอกว่า ดูสวรรค์หรือนรกครบกี่ครั้งก็ไม่รู้ล้างบาปได้ ลองอ่านดูนะครับจากhttp://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=5&highlight=%BE%D4%C1%BE%D2

Tom
07-01-2005, 04:38 PM
คำสอนที่ถูกต้องเชิญศึกษาได้จากครูบาอาจารย์ของ คุณnarit จากhttp://www.palungjit.com/board/showthread.php?t=5

คำสอนที่ถูกคือ เผาบัญชีบาปได้ เลยว่าพระได้ ไม่ตกนรก นี่เป็นคำสอนของครูของnaritทั้งหลาย เก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก

narit
07-01-2005, 05:42 PM
ใครจาบจ้วง แท้จริง ก็คงทราบดีหรอกครับ ...กรรมใครกรรมมันครับ ผมทราบจริงจึงกล่าว
คุณไม่ทราบจริงแล้วกล่าว ก้อรับไปนะครับ ไม่ว่ากัน

Tom
07-01-2005, 11:11 PM
ไม่เป็นไรผิดพลาดอย่างไร ค่อยไปเผาบัญชีบาปเอา

narit
09-01-2005, 09:04 AM
ตามสบายครับ จะพูดอย่างไร ทำอย่างไรก้อทำไปเถอะครับ ถ้าคิดว่า มันจะดีสำหรับคุณ

Tom
09-01-2005, 01:39 PM
เฮ้อ...ขำ ทีตัวเองว่าอาจารย์คนอื่นไม่เป็นไร พออาจารย์ตัวเองโดนว่าบ้าง ดันมาบอกเสี่ยงนรก ถุย

คุระบุรี
13-01-2005, 06:20 PM
พี่ๆ ทีเครพ ครับ ....
พระสงฆ์ ที่ผมเครพ หลาย ท่านกล่าวว่า
การว่ากล่าว พระท่านที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป้น บาป ครับ เพราะ ศีล ท่าน 227 ข้อ มากกว่า คนธรรมดา ที่ศีล ๕ ศีล ๘ ไม่ครบ
บางท่าน อ่านหนังสือมากเป็นถึงอาจารย์ คน นับหน้าถือตามาก สติอาจเพี้ยน มองกงจักรเป็นดอกบัว
หลวงพ่อท่านพุทธาทาส มีคำสอน ที่แปลกแนว หลายท่าน รับไม่ได้ ครับ
ความจริง คือ ความจริง ครับ อย่าเสียเวลา เถียงกันเลย
ท่าน ถือ ศีล ๕ ศีล ๘ ดีแค่ไหน นั่งสมาธิ มี ๘๔oo วิธี หรือ ๔o หลัก นั่งสมาธิ ทุกคืนก่อนนอน ไหมครับ
อาจาย์ ท่านแรก คือ คุณพ่อ คุณ แม่ ต่อมา ครู ทางโลก
ต่อมาครู ทางธรรม เช่น หลวงปู่ สุภา กันตสีโล (ศิษย์ หลวงปู่ ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ) อายุท่านขณะนี้ ๑๑o ปีครับอยู่ที่วัด สีลสุภาราม ก่อนถึงวัดฉลองภูเก็ต แม้ แต่ หลวงปู่ ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หรือ พระแม่กวมอิม ครับ หลวงปู่สุภา ภูมเดิม ท่านอยู่ที่ สกลนคร ครับ เมืองชาวนาคราช ครับ
แล้วท่านที่กล่าวตั้งกระทู้ หลายท่าน เชื่อไหมครับ ชาวนาคราช.....

ภูเก็ต โดนคลื่นยักษ์ อาจ เพราะ ป่าตอง สกปรก มาก ทั้งมาเฟียหน้าหาด หาด กมลา เริ่มสกปรก จากความมักง่าย ของชาวต่างชาติ ที่นำ สิ่งไม่ดี เข้า มาครับ เช่น การกอดจูบ ลูบ คลำ หรือ..... และเริ่ม ลามถึงเด้กๆ น้อง ๆ ลูก หลาน ของคนไทย...แม้ แต่ข่าว ข่มขืน ทุกวัน กระทั้ง ลูก ตัวเอง
....หลายๆ ที่ ในภูเก็ต พังงา เขาหลัก บางเนียง ที่มีเจ้าที่อิสลาม คลื่น จะ เว้นหมด ครับ ท่านลองคิดดู ครับ
เขาหลัก บางเนียง คึกคัก บางสัก ในอ ตะกั่วป่า เมืองบริสุทธ์ ครับ เมืองปิด มานาน แล้ว ชางต่างชาติ มาทำสกปรก ครับ โดยมีคนไทย ที่เห็นแก่ได้ แก่ตัว เลยโดนกวาด ลงทะเล....
.............. เกาะคอเขา ( ที่กำลังบูม ป็นแหล่งท่องเที่ยว ) เป้นเมืองเก่าที่ล่มสลาย มานานกว่าเป้น ร้อย ๆ ปี แล้ว คนบางกลุ่ม ลักขโมย ขุด สมบัติแผ่นดิน ครับ ปัจจุบัน ยังมาซาก กำแพงเมือง เทวรูปบ้าง ครับ เลยโดนกวาด
................เกาะพระทอง เป็นชุมชนเก่าเช่นกัน ครับ ก่อนคลื่ม มากเป็นแหล่งทุงหญ้าสวาน่า
................ผมขอเชิญ ทุกท่าน นั่งธรรม ให้ นิ่งแล้ว ท่านจะเจอ ภาพ ในอดีต ครัล อย่า มาเถียงกัยเลย ครับ ว่า อาจารย์ ของท่าน ดี กว่า .......พระพุทธเจ้าสมณ โคดม ท่านยัง เกิด แก่ เจ็บ ตาย

...ลำดับขั้น....พระพุทธเจ้า ....พระโพธิ สัตย์ ....พระอรหันต์ ...พระเกจิ....พระอาจารย์ ...พระสงฆ์....เณร....แม่ชี ....สามัญชน.....
......................................บาป.......................
....พระอรหันต์ จะไม่บอกตัวเอง หรือ ใคร ว่า ท่าน..... อาบัติ.....
..............................................ผมเองโชดดี ปฏิบัติได้น้อยแค่ 1 ใน ล้าน ของครูบาอาจารย์ หลายท่าน ครับ แต่ก็ ต้องการสอน ทดสอบ จากกันเยอะ มาก .....โชดดี ที่ได้รู้ว่า เวียนว่าน ตายเกิด มานานแล้ว จนเบื่อ วัฏสงสาร ขอเข้าสู่ประตู เบื้องบน ....
............................................................................ท่านคิดดูครับ เราฝังไก่ หมู ทั้งเป็น ในปี 47 ...บาป ไหม ไก่ ....หมู เขา จะเอากลับ...บ้างไหม ครับ .........หรือว่า........สิ่งที่มนุษย์ ทำทุกอย่าง...ชอบ ดี แล้ว...........................ถ้า เราเป็นแบบเขาหล่ะ ......

คนบาป
17-02-2005, 10:31 PM
คุณพฤติจิต #20 ครับ
อย่างอดีตพระยันตระ อดีตพระนิกร อดีตเณรแอ นี่วิจารณ์ได้มั้ยครับ บาปมั้ยครับ?

Palmnaraks
17-02-2005, 11:35 PM
ไม่ควรวิจัยใครครับ เราควรวิจัยจิตใจเราจะดีกว่า เรามาดูใจเราดีกว่า ละกิเลสจากหัวใจเราดีกว่าครับ คนที่มัวมองแต่คนอื่น มักจะลืมมองหัวใจของตนเอง

thanan
18-02-2005, 03:12 PM
<font color=blue>เค้าเลิกทะเลาะกันไปตั้งนานแล้วครับ</font>

ซี
08-03-2005, 05:36 PM
ขออนุโมทนา ด้วยคนค่ะ....สาธุ

Tom
08-03-2005, 08:46 PM
อ๊า...มีคนใช้ชื่อเหมือนผมด้วย

DevilBitch
08-03-2005, 08:51 PM
อ๊า...มีคนใช้ชื่อเหมือนผมด้วย
(b-evil) เหอ...มีการใช้ชื่อไม่มี ตาม้าตาเรือ เลยเหรอนี่ ดีนะคะยายยังไม่ทันอ่านครบ อิอิ... ชื่ออาจเหมือน แต่คนละจิตสำนึกนะคะTom คนดีของยาย...

ปุจฉา
16-03-2005, 12:00 AM
ขออนุโมทนาบุญ กับ คุณthanan ครับ

mahathat
10-04-2005, 11:18 AM
โมทนา สาธุ อายุ วรรโณ สุขัง พะลัง!

ขออนุญาตเสริมคำสอนเรื่องพระนิพพานของครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ครับ อ่านแล้วพิจารณากันเอาเองเถอะ
http://www.geocities.com/pranipan/

neoboy
11-05-2005, 01:27 PM
ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น
ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่
แลทุกข์เท่านั้นที่ะดับไป สาธุ.....

อบเชย
16-06-2005, 07:43 PM
เพื่อนๆคงเคยได้ยินเรื่องบัวสี่เหล่าที่พระพุทธเจ้าทรงพิจารณานะครับ
ลองคิดตามนะครับ ว่าในโลกนี้ มีคนอยู่หลายๆระดับ การที่จะอธิบาย
เรื่องต่างๆที่ให้ทุกคนเข้าใจในลักษณะเดียวนั้นทำไม่ได้ ถ้าอธิบายให้
เห็นภาพพจน์ เช่นเราจะประดิษฐเครื่องบินซักลำหนึ่ง ทุกคนมีความ
สนใจที่จะผลิดเครื่องบินลำนั้น แต่คนที่เก่งที่สุดจะติดปัญหาเพียงเล็ก
น้อย เช่นขาดสูตรที่จะมาคำนวนเรื่องทิศทางของลม เราก็ให้สูตรเขาไป
เขาก็จะสามารถประดิษฐ์เครื่องบินได้สำเร็จ แต่คนที่ยังไม่ได้เริ่มต้น เพียงแค่เห็นเครื่องบิน แล้วชอบ เราจะต้องให้เขามาลองนั่งเครื่องบิน และบอกสรรพคุณข้อดีต่าง ๆ ให้เขาชอบในเครื่องบินนั้นๆ
หรือถ้าจะอธิบายตามตรง การที่จะดึงคนมาสนใจในเรื่องนิพพานในชั้นต้น ควรจะบอกถึงคุณความดี ข้อดีของพระนิพพานให้เขารู้สึกชอบและยินดีในพระนิพพานนั้น เป็นธรรมะเบื้องต้นในการชักจูงคนให้สนใจใน
พระนิพพาน ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าว่าท่านเปรียบเหมือนการเดินทางผ่านเมืองเจ็ดเมืองจึงจะถึงจุดหมาย ว่าเราต้องเดินทางผ่านเมืองหนึ่งไปยังเมืองหนึ่ง เรื่อยๆ จึงจะถึงจุดหมาย คือเมืองที่เจ็ดนี้เอง เช่นเดียวกัน ธรรมมะก็มีหลายระดับตามภูมิธรรมที่แต่ละคนสะสมมา ซึ่งในที่
สาธารณะพระบางท่านก็จะเลือกธรรมมะเบื้องต้นมาบรรยายแก่บุคคลทั่วไปให้เห็นความดีงามความน่าสนในในการปฏิบัติเพื่อบรรลุพระนิพพาน
ในความคิดเห็นของผม ผมรู้สึกว่าพระนิพพานมีอยู่มีขันธ์ครบถ้วนบริบูรณ์ แต่เป็นที่ๆไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ไม่มีกิเลส ซึ่งจะเปรียบว่ามีก็ได้ หรือไม่มีก็ได้ มีความเป็นอิสระในตัวเอง จึงไม่เกิดความทุกข์หรือสุข มีแต่การยอมรับและเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปในสรรพสิ่ง .............จึงหลุดออกจากกลุ่มหรือสิ่งที่ยังคงยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่นเอง หลุดออกจากเหตุที่ทำให้เกิดทั้งมวล จึงไปอยู่ในที่ๆเหมาะสม สมควรแก่การไม่ยึดติดและการเกิดนั้นๆ
การอธิบายธรรมะจึงเริ่มจากสิ่งที่น่าสนใจ คือความสุขสบาย ทั้งร่างกายและจิตใจ ...ทำให้มีความสนใจเป็นพื้นฐาน ต่อมาพอได้ปฏิบัติซักพักจะทราบถึงความเกิดและความดับชัดเจน หรือเกิดอย่างเดียว หรือดับอย่างเดียว ในช่วงความคิดนี้อาจมีความคิดได้ว่า การดับการว่าง คือการไม่มีขันธ์นั่นเอง บางคนอาจติดในกระแสนี้นานๆ ต่อมาจึงขึ้นสู่ความเข้าใจในสรรพสิ่งตามเหตุ และผลที่ควรจะเป็นควรจะไป หรือเรียกได้ว่า ต้องเป็นต้องไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ ....เข้าใจในการเวียนไหว้ตายเกิด..เข้าใจในธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสั่งสอน..แล้วก็วนเวียนในการพิจารณา ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเข้าใจ กระจ่างชัดในธรรม ในขั้นตอนที่วนเวียนเหล่านี้ จะมีการพิจารณา พระไตรลักษณ์และอริยะสัจสี่ เพื่อหาทางออกจากความทุกข์ แล้วซักวัน ผู้ที่เดินทางในแนวนี้หรือตั้งจิตให้ถึงในนิพพาน ท่านจะสามารถออกจากกองทุกข์ทั้งมวล ตามทางที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้ทุกประการ

ขอบคุณทุกท่านที่พยายามอ่านจนจบนะครับ

ปล. สำนวนอาจจะไม่ค่อยดี เพราะไม่ได้กลั่นกรองหลายรอบ เพียงแต่นึกในจิตแล้วพิมพ์ออกมา เท่าที่จะสามารถบรรยายได้ ต้องของโทษและยอมรับในข้อบกพร่องนี้นะครับ

pbij
20-07-2005, 12:23 PM
ผมเชื่อว่าคำสอนในพระไตรปิฏกมาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า
ผมเชื่อว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยพูดเท็จ

" ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้วเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้วผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตได้ก็ชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต."

" [๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ ๕ ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้."

พระสุตตันตปิฏก เล่ม ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๑. พรหมชาลสูตร

"ฉะนั้น ท่านสุกขวิปัสสโก ถึงแม้ท่านจะรีบปฏิบัติแบบรวบรัดอย่างไรก็ตาม ท่านก็ต้องอาศัยฌานในสมถะจนได้ แต่ได้เพียงฌานเด็กๆ คือปฐมฌาน เป็นฌานกระจุ๋มกระจิ๋มเอาดีเอาเด่นในเรื่องฌานไม่แน่นอนนัก กล่าวโดยย่อ ก็คือ
๑. ท่านรักษาศีลบริสุทธิ์ ชนิดไม่ทำเอง ไม่ใช้ให้คนอื่นทำ และไม่ยินดีในเมื่อคนอื่นทำบาป
๒. ท่านเจริญสมาธิควบกับวิปัสสนา จนสมาธิรวมตัวถึงปฐมฌานแล้ว ท่านจึงจะได้สำเร็จมรรคผล
ท่านสุกขวิปัสสโก มีกฏปฏิบัติเพียงเท่านี้ ท่านจึงเรียกว่า สุกขวิปัสสโก แปลว่า บรรลุแบบง่ายๆ ท่านไม่มีฌานสูง ท่านไม่มีญาณพิเศษอย่างท่านวิชชาสาม ท่านไม่มีฤทธิ์ ท่านไม่มีความรู้พิเศษอะไรทั้งสิ้น เป็นพระอรหันต์ประเภทรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ไม่มีคุณพิเศษอื่นนอกจากบรรลุมรรคผล"
ข้อความข้างบนมาจาก
http://www.palungjit.com/smati/k40/arahan1.htm
ผมแปลเอาเองว่าได้ปฐมฌาน ก็บรรลุนิพพานได้
แต่ว่ามีท่านผู้หนึ่งกล่าวว่า
" ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ๕
[๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน
ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ ๕ ประการ
ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่านิพพานในปัจจุบันบัญญัติว่า
นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ ๕ ประการ?
๕๘. (๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ มีวาทะอย่างนี้
มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานี้ เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม เพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณห้า ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง. พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้.
๕๙. (๒) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้. ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่า กามทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะ กามทั้งหลายแปรปรวนเป็นอย่างอื่น จึงเกิดความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ โทมนัส และ ความคับใจ ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานี้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานมีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่
อย่างนี้."
ท่านผู้นั้นยังกล่าวต่อไปอย่างนี้ว่า
" [๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ ๕ ประการ เขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้."

พระสุตตันตปิฏก เล่ม ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๑. พรหมชาลสูตร

ผมอยากให้คิดพิจารณาว่าอันไหนจริงและเท็จ
ถ้าทุกท่านบอกว่าข้อความของผมเป็นเท็จ ผมก็คงไม่ขอเถียงอะไร

บอกตรงๆ เหนื่อยใจ

Nakamura
24-11-2005, 04:50 AM
โมทนาครับ

wisarn_it
30-11-2005, 11:15 AM
จิตคือพุทธะ<!--mstheme-->พระพุทธเจ้าทั้งปวง และสัตว์โลกทั้งสิ้นไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียง จิตหนึ่ง นอกจากจิตหนึ่งแล้ว มิได้มีอะไรตั้งอยู่เลย จิตหนึ่ง ซึ่งปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นสิ่งที่มิได้เกิดขึ้น และไม่อาจถูกทำลายได้เลย
มันไม่ใช่เป็นของมีสีเขียว หรือสีเหลือง และ ไม่มีทั้งรูป ไม่มีทั้งการปรากฏ ไม่ถูกนับรวมอยู่ในบรรดาสิ่งที่มีการตั้งอยู่ และไม่มีการตั้งอยู่ ไม่อาจจะลงความเห็นว่า เป็นของใหม่หรือเก่า ไม่ใช่ของยาวหรือของสั้น ของใหญ่หรือของเล็ก
ทั้งนี้ เพราะมันอยู่เหนือขอบเขต เหนือการวัด เหนือการตั้งชื่อ เหนือการทิ้งร่องรอยไว้ และ เหนือการเปรียบเทียบทั้งหมด
จิตหนึ่งนี้ เป็นสิ่งที่เราเห็นตำตาเราอยู่แท้ๆ แต่จงลองไปใช้เหตุผล (ว่ามันเป็นอะไร เป็นต้น) กับมันเข้าดูซิ เราจะหล่นลงไปสู่ความผิดพลาดทันที สิ่งนี้ เป็นเหมือนกับความว่าง อันปราศจากขอบทุกๆ ด้าน ซึ่งไม่อาจจะหยั่ง หรือวัดได้
จิตหนึ่ง นี้เท่านั้นเป็น พุทธะ ไม่มีความแตกต่างระหว่างพุทธะกับสัตว์โลกทั้งหลาย เพียงแต่ว่าสัตว์โลกทั้งหลายไปยึดมั่นต่อรูปธรรมต่างๆ เสีย และเพราะเหตุนั้น เขาจึงแสวงหาพุทธภาวะจากภายนอก การแสวงหาของสัตว์เหล่านั้นนั่นเอง ทำให้เขาพลาดจากพุทธภาวะ การทำเช่นนั้น เท่ากับ การใช้สิ่งที่เป็นพุทธะ ให้เที่ยวแสวงหาพุทธะ และการใช้จิตให้เที่ยวจับฉวยจิต แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะได้พยายามจนสุดความสามารถของเขา อยู่ตั้งกัปหนึ่งเต็มๆ เขาก็จะไม่สามารถลุถึงพุทธภาวะได้เลย
เขาไม่รู้ว่า ถ้าเขาเอง เพียงแต่หยุดความคิดปรุงแต่ง และหมดความกระวนกระวายเพราะการแสวงหา เสียเท่านั้น พุทธะก็จะปรากฏตรงหน้าเขา เพราะว่า จิต นี้คือ พุทธะ นั่นเอง และ พุทธะ คือ สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง นั่นเอง สิ่งๆ นี้ เมื่อปรากฏอยู่ที่สามัญสัตว์ จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็หาไม่ และเมื่อปรากฏอยู่ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะเป็นสิ่งใหญ่หลวงก็หาไม่
สำหรับการบำเพ็ญปารมิตาทั้ง ๖ ก็ดี การบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติที่คล้ายๆ กันอีกเป็นจำนวนมากก็ดี หรือการได้บุญมากมายนับไม่ถ้วน เหมือนจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาก็ดี เหล่านี้นั้นจงคิดดูเถิด เมื่อเราเป็นผู้สมบูรณ์โดยสัจจะพื้นฐานในทุกกรณีอยู่แล้ว คือเป็น จิตหนึ่ง หรือ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพุทธะทั้งหลายอยู่แล้ว เราก็ไม่ควรพยายามจะเพิ่มเติมอะไรให้แก่สิ่งที่สมบูรณ์อยู่แล้วนั้น ด้วยการบำเพ็ญวัตรปฏิบัติต่างๆ ซึ่งไร้ความหมายเหล่านั้นไม่ใช่หรือ เมื่อไหร่โอกาสอำนวยให้ทำก็ทำมันไป และเมื่อโอกาสผ่านไปแล้ว อยู่เฉยๆ ก็แล้วกัน
ถ้าเราไม่เห็นตระหนักอย่างเด็ดขาดลงไปว่า จิต นั้นคือ พุทธะ ก็ดี และถ้าเรายัง ยึดมั่นถือมั่น ต่อรูปธรรมต่างๆ อยู่ก็ดี ต่อวัตรปฏิบัติต่างๆ อยู่ก็ดี และต่อวิธีการบำเพ็ญบุญกุศลต่างๆ ก็ดี แนวความคิดของเราก็ยังคงผิดพลาดอยู่ และไม่เข้าร่องเข้ารอยกันกับ ทาง ทางโน้นเสียแล้ว
จิตหนึ่ง นั่นแหละคือ พุทธะ ไม่มีพุทธะอื่นใดที่ไหนอีก ไม่มีจิตอื่นใดที่ไหนอีก มันแจ่มจ้าและไร้ตำหนิเช่นเดียวกับความว่าง คือ มันไม่มีรูปร่างหรือปรากฏการณ์ใดๆ เลย ถ้าเราใช้จิตของเราให้ปรุงแต่งความคิดฝันต่างๆ นั้น เท่ากับเราทิ้งเนื้อหาอันเป็นสาระเสีย แล้วไปผูกพันตัวเองอยู่กับรูปธรรม ซึ่งเป็นเหมือนกับเปลือก พุทธะซึ่งมีอยู่ตลอดกาลนั้น ไม่ใช่พุทธะของความยึดมั่นถือมั่น
การปฏิบัติปารมิตาทั้ง ๖ และการบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ที่คล้ายคลึงกันอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ด้วยเจตนาที่จะเป็นพุทธะสักองค์หนึ่งนั้น เป็นการปฏิบัติชนิดที่คืบหน้าทีละขั้นๆ แต่พุทธะซึ่งมีอยู่ตลอดกาลดังที่กล่าวแล้วนั้น หาใช่พุทธะที่ลุถึงได้ด้วยการปฏิบัติเป็นขั้นๆ เช่นนั้นไม่ เรื่องมันเป็นเพียงแต่ ตื่น และ ลืมตา ต่อจิตหนึ่งนั้นเท่านั้น และ ไม่มีอะไรที่จะต้องบรรลุถึงอะไร นี่แหละคือพุทธะที่แท้จริง พุทธะและสัตว์โลกทั้งหลาย คือ จิตหนึ่งนี้เท่านั้น ไม่มีอะไรอื่นนอกไปจากนี้อีกเลย
จิตเป็นเหมือนกับความว่าง ซึ่งภายในนั้นย่อมไม่มีความสับสน และความไม่ดีต่างๆ ดังจะเห็นได้ ในเมื่อดวงอาทิตย์ผ่านไปในที่ว่างนั้น ย่อมส่องแสงไปได้ทั้งสี่มุมโลก เพราะว่าเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น ย่อมให้ความสว่างทั่วพื้นโลก ความว่างที่แท้จริงนั้น มันก็ไม่ได้สว่างขึ้น และเมื่อดวงอาทิตย์ตก ความว่างก็ไม่ได้มืดลง ปรากฏการณ์ของความสว่าง และความมืดย่อมสับเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แต่ธรรมชาติของความว่างนั้น ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่นั่นเอง จิตของพุทธะและของสัตว์โลกทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น
ถ้าเรามองดูพุทธะ ว่าเป็นผู้แสดงออก ซึ่งความปรากฏของสิ่งที่บริสุทธิ์ผ่องใส และรู้แจ้งก็ดี หรือมองสัตว์โลกทั้งหลายว่า เป็นผู้แสดงออกซึ่งความปรากฏของสิ่งที่โง่เง่า มืดมน และมีอาการสลบไสลก็ดี ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ อันเป็นผลที่เกิดมาจากความคิดยึดมั่นต่อรูปธรรมนั้น จะกันเราไว้เสียจากความรู้อันสูงสุด ถึงแม้ว่าเราจะได้ปฏิบัติมาตลอดกี่กัปนับไม่ถ้วน ประดุจเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาแล้วก็ตาม มีแต่จิตหนึ่งเท่านั้น และไม่มีสิ่งใดแม้แต่อนุภาคเดียวที่จะอิงอาศัยได้ เพราะ จิตนั้นเอง คือ พุทธะ
เมื่อพวกเราที่เป็นนักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้นไม่ลืมตาต่อสิ่งซึ่งเป็นสาระ กล่าวคือ จิตนี้ พวกเราจะปิดบัง จิต นั้นเสีย ด้วยความคิดปรุงแต่งของเราเอง พวกเราจะเที่ยวแสวงหา พุทธะ นอกตัวเราเอง พวกเรายังคงยึดมั่นต่อรูปธรรมทั้งหลาย ต่อการปฏิบัติเมาบุญต่างๆ ทำนองนั้น ทั้งหมดนี้เป็นอันตราย และไม่ใช่หนทางอันนำไปสู่ความรู้อันสูงสุดที่กล่าวนั้นแต่อย่างใด
เนื้อแท้แห่งสิ่งสูงสุดสิ่งนั้น โดยภายในแล้วย่อมเหมือนกับไม้หรือก้อนหิน คือภายในนั้นปราศจาก การเคลื่อนไหว และโดยภายนอกแล้วย่อมเหมือนกับความว่าง กล่าวคือ ปราศจากขอบเขตหรือสิ่งกีดขวางใดๆ สิ่งนี้ไม่ใช่เป็นฝ่ายนามธรรม หรือฝ่ายรูปธรรม มันไม่มีที่ตั้งเฉพาะ ไม่มีรูปร่าง และไม่อาจจะหายไปได้เลย
จิตนี้ไม่ใช่จิตซึ่งเป็นความคิดปรุงแต่ง มันเป็นสิ่งซึ่งอยู่ต่างหาก ปราศจากการเกี่ยวข้องกับรูปธรรมโดยสิ้นเชิง ฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย และสัตว์โลกทั้งปวงก็เป็นเช่นนั้น พวกเราเพียงแต่สามารถปลดเปลื้องตนเองออกจากความคิดปรุงแต่งเท่านั้น พวกเราจะประสบความสำเร็จทุกอย่าง
หลักธรรมที่แท้จริงก็คือ จิต นั่นเอง ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้วก็ไม่มีหลักธรรมใดๆ จิตนั่นแหละคือหลักธรรม ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้วมันก็ไม่ใช่จิต จิตนั้น โดยตัวมันเองก็ไม่ใช่จิต แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่ใช่ มิใช่จิต การที่จะกล่าวว่าจิตนั้นมิใช่จิต ดังนี้นั่นแหละ ย่อมหมายถึง สิ่งบางสิ่งซึ่งมีอยู่จริง สิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด ขอจงเลิกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้น เมื่อนั้น เราอาจกล่าวได้ว่า คลองแห่งคำพูดก็ได้ถูกตัดขาดไปแล้ว และ พฤติของจิต ก็ถูกเพิกถอนขึ้นสิ้นเชิงแล้ว
จิตนี้คือ พุทธโยนิ อันบริสุทธิ์ ซึ่งมีประจำอยู่แล้วในคนทุกคน สัตว์ซึ่งมีความรู้สึกนึกคิด กระดุกกระดิกได้ทั้งหมดก็ดี พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็ดี ล้วนแต่เป็นของแห่งธรรมชาติอันหนึ่งนี้เท่านั้น และไม่แตกต่างกันเลย ความแตกต่างทั้งหลายเกิดขึ้นจากเราคิดผิดๆ เท่านั้น ย่อมนำเราไปสู่การก่อสร้างกรรมทั้งหลายทั้งปวงทุกชนิดไม่มีหยุด
ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะดั้งเดิมของเรานั้น โดยความจริงอันสูงสุดแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวตนแม้แต่สักปรมาณูเดียว สิ่งนั้นคือ ความว่าง เป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกแห่ง สงบเงียบ และไม่มีอะไรเจือปน มันเป็นสันติสุขที่รุ่งเรืองและเร้นลับ และก็หมดกันเพียงเท่านั้นเอง
จงเข้าไปสู่สิ่งสิ่งนี้ได้ลึกซึ้ง โดยการลืมตาต่อสิ่งนี้ด้วยตัวเราเอง สิ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าเรานี้แหละ คือสิ่ง สิ่งนั้น ในอัตราที่เต็มที่ทั้งหมดทั้งสิ้น และสมบูรณ์ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรนอกไปจากนี้อีก
จิตคือพุทธะ (สิ่งสูงสุด) มันย่อมรวมสิ่งทุกสิ่งเข้าไว้ในตัวมันทั้งหมด นับแต่พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้วทั้งหลายเป็นสิ่งที่สุดในเบื้องสูง ลงไปจนกระทั่งถึงสัตว์ประเภทที่ต่ำต้อยที่สุด ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานและแมลงต่างๆ เป็นที่สุดในเบื้องต่ำ สิ่งเหล่านี้ทุกสิ่ง มันย่อมมีส่วนแห่งความเป็นพุทธะเท่ากันหมด และทุกๆ สิ่งมีเนื้อหาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ พุทธะ อยู่ตลอดเวลา
ถ้าพวกเราเพียงแต่สามารถทำความเข้าใจในจิตของเราเองได้สำเร็จ แล้วค้นพบธรรมชาติอันแท้จริงของเราเองได้ ด้วยความเข้าใจอันนี้เท่านั้น ก็จะเป็นที่แน่นอนว่า ไม่มีอะไรที่พวกเราจำเป็นที่จะต้องแสวงหาแม้แต่อย่างใดเลย
จิตของเรานั้น ถ้าเราทำความสงบเงียบอยู่จริงๆ เว้นขาดจากการคิดนึก ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของจิต แม้แต่น้อยที่สุดเสียให้ได้จริงๆ ตัวแท้ของมันก็จะปรากฏออกมาเป็นความว่าง แล้วเราก็จะพบว่ามันเป็นสิ่งที่ปราศจากรูป มันไม่ได้กินเนื้อที่อะไรๆ ที่ไหน แม้แต่จุดเดียว มันไม่ได้ตกลงสู่การบัญญัติว่าเป็นพวกที่มีความเป็นอยู่ หรือไม่มีความเป็นอยู่ แม้แต่ประการใดเลย เพราะเหตุที่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้โดยทางอายตนะ เพราะจิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่แท้ของคนเรานั้น มันเป็นครรภ์หรือกำเนิด ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นและไม่อาจถูกทำลายได้เลย
ในการทำปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ นั้น มันเปลี่ยนรูปของมันเองออกมาเป็นปรากฏการณ์ต่างๆ เพื่อสะดวกในการพูด เราพูดถึงจิตในฐานะที่เป็นตัวสติปัญญา แต่ในขณะที่มันไม่ได้ทำการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คือไม่ได้เป็นตัวสติปัญญาที่นึกคิด หรือสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมานั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจถูกกล่าวถึงในการที่จะบัญญัติว่ามันเป็นความมีอยู่ หรือไม่ใช่ความมีอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในขณะที่มันทำหน้าที่สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมา ในฐานะที่ตอบสนองต่อกฎแห่งความเป็นเหตุและผลของกันและกันนั้น มันก็ยังเป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้โดยทางอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมโนทวาร อยู่นั่นเอง ถ้าเราทราบความเป็นจริงข้อนี้ เราทำความสงบเงียบสนิทอยู่ในภาวะแห่งความไม่มีอะไร ในขณะนั้น พวกเรากำลังเดินอยู่แล้วในทางแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายโดยแท้จริง ดังนั้น เราควรเจริญจิตให้หยุดอยู่บนความไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น
มูลธาตุทั้ง ๕ ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นวิญญาณนั้น เป็นของว่างเปล่า และมูลธาตุทั้ง ๔ ของรูปกายนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นตัวของเรา จิต จริงแท้นั้น ไม่มีรูปร่าง และไม่มีอาการมาหรืออาการไป ธรรมชาติเดิมแท้ของเรานั้นเป็นสิ่งๆ หนึ่ง ซึ่งไม่มีการตั้งต้นที่การเกิด และไม่มีการสิ้นสุดลงที่การตาย แต่เป็นของสิ่งเดียวกันรวด และปราศจากการเคลื่อนไหวใดๆ ในส่วนลึกจริงๆ ของมันทั้งหมด
จิตของเรากับสิ่งต่างๆ ซึ่งแวดล้อมเราอยู่นั้นเป็นสิ่งๆ เดียวกัน ถ้าเราทำความเข้าใจได้ตามนี้จริงๆ เราจะได้ลุถึงความรู้แจ้งเห็นแจ้งได้โดยแวบเดียวในขณะนั้น และเราเป็นผู้ที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องในโลกทั้งสามอีกต่อไป เราจะเป็นผู้อยู่เหนือโลก เราไม่มีการโน้มเอียงไปสู่การเกิดใหม่อีกแม้แต่นิดเดียว เราจะเป็นแต่ตัวเราเองเท่านั้น ปราศจากความคิดปรุงแต่งโดยสิ้นเขิง และเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งสูงสุดสิ่งนั้น เราจะได้ลุถึงภาวะแห่งความที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้อีกต่อไป ฉะนั้น นี่แหละคือหลักธรรมที่เป็นหลักมูลฐานอยู่ในที่นี้
สัมมาสัมโพธิ เป็นชื่อของการเห็นแจ้งชัดว่าไม่มีธรรมใดเลยที่ไม่เป็นโมฆะ ถ้าเราเข้าใจความจริงข้อนี้แล้ว ของหลอกลวงทั้งหลายจะมีประโยชน์อะไรแก่เรา
ปรัชญา คือความรู้แจ้ง ความรู้แจ้ง คือจิตต้นกำเนิดดั้งเดิม ซึ่งปราศจากรูป ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจได้ว่า ผู้กระทำและสิ่งที่ถูกกระทำ คือจิตและวัตถุเป็นสิ่งๆ เดียวกัน นั่นแหละ จะนำเราไปสู่ความเข้าใจอันลึกซึ้ง และลึกลับเหนือคำพูด และโดยความเข้าใจอันนี้เอง พวกเราจะได้ลืมตาต่อสัจธรรมที่แท้จริงด้วยตัวเราเอง
สัจธรรมที่แท้จริงของเรานั้น ไม่ได้หายไปจากเรา แม้ในขณะที่เรากำลังหลงผิดอยู่ด้วยอวิชชา และไม่ได้รับกลับมา ในขณะที่เรามีการตรัสรู้ มันเป็นธรรมชาติแห่งภูตัตถตา ในธรรมชาตินี้ไม่มีทั้งอวิชชา ไม่มีทั้งสัมมาทิฐิ มันเต็มอยู่ในความว่าง เป็นเนื้อหาอันแท้จริงของจิตหนึ่งนั้น เมื่อเป็นดังนี้แล้ว อารมณ์ต่างๆ ที่จิตของเราได้สร้างขึ้น ทั้งฝ่ายนามธรรมและฝ่ายรูปธรรม จะเป็นสิ่งซึ่งอยู่ภายนอกความว่างนั้นได้อย่างไร
โดยหลักมูลฐานแล้ว ความว่างนั้นเป็นสิ่งซึ่งปราศจากมิติต่างๆ แห่งการกินเนื้อที่ คือปราศจากกิเลส ปราศจากกรรม ปราศจากอวิชชา และปราศจากสัมมาทิฏฐิ พวกเราต้องทำความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งว่า โดยแท้จริงแล้ว ไม่มีอะไรเลย ไม่มีมนุษย์สามัญ ไม่มีพุทธทั้งหลาย เพราะว่าในความว่างนั้น ไม่มีอะไรบรรจุอยู่แม้เท่าเส้นขนที่เล็กที่สุด อันเป็นสิ่งซึ่งสามารถจะมองเห็นได้โดยทางมิติ หรือกฎแห่งการกินเนื้อที่เลย มันไม่ต้องอาศัยอะไร และไม่ติดเนื่องอยู่กับสิ่งใด มันเป็นความงามที่ไร้ตำหนิ เป็นสิ่งซึ่งอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง และเป็นสิ่งสูงสุดที่ไม่มีอะไรสร้างขึ้น มันเป็นเพชรพลอยที่อยู่เหนือการตีค่าทั้งปวงเสียจริงๆ เราต้อง แยกรูปถอด ด้วยวิชชา มรรคจิต เหตุต้องละ ผลต้องละ ใช้หนี้ก็หมด พ้นเหตุเกิด
สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในจักรวาล มีนับไม่ถ้วนรวมแล้วมี รูปกับนาม สองอย่างเท่านั้น นามเดิม ก็คือ ความว่างของจักรวาล เข้าคู่กันเป็น เหตุเกิด ตัวอวิชชา เกิดเหตุก่อ ที่ใดมีรูป ที่นั้นต้องมีนาม ที่ใดมีนาม ที่นั้นต้องมีรูป รูปนามรวมกัน เป็นเหตุเกิดปฏิกิริยา ให้เปลี่ยนแปลงตลอดกาล และ เกิดกาลเวลาขึ้น คือรูปย่อมมีความดึงดูดซึ่งกันและกัน จึงเป็นเหตุให้รูปเคลื่อนไหว และหมุนรอบตัวเองตามปัจจัย รูปเคลื่อนไหวได้ ต้องมีนาม ความว่างคั่นระหว่างรูป รูปจึงเคลื่อนไหวได้
เมื่อสภาวธรรมเป็นอย่างนี้ สรรพสิ่งของวัตถุ สสารมีชีวิต และไม่มีชีวิตจึงต้องเปลี่ยนแปลง เป็นไตรลักษณ์ เกิด ดับ สืบต่อทุกขณะจิตไม่มีวันหยุดนิ่งให้คงทนเป็นปัจจุบันได้
จิต วิญญาณ ก็เกิดมาจาก รูปนามของจักรวาล มันเป็นมายาหลอกลวงแล้วเปลี่ยนแปลงให้คนหลง จากรูปนามไม่มีชีวิต เปลี่ยนมาเป็นรูปนามที่มีชีวิต จากรูปนามที่มีชีวิต มาเป็นรูปนามมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ แล้วจิตวิญญาณก็เปลี่ยนแปลงแยกออกจากกัน คงเหลือแต่ นามว่างที่ปราศจากรูป นี้ เป็นจุดสุดยอดของการหลอกลวงของรูปนาม
ต้นเหตุเกิดรูปนามของจักรวาลนั้น เป็นเหตุเกิด รูปนามพิภพ ต่างๆ ตลอดจนดวงดาวนับไม่ถ้วน เพราะไม่มีที่สิ้นสุด รูปนามพิภพต่างๆ เป็นเหตุให้เกิด รูปนามพืช รูปนามพืชเป็นเหตุให้เกิด รูปนามสัตว์ เคลื่อนไหวได้ จึงเรียกกันว่า เป็นสิ่งมีชีวิต
ความจริง รูปนามจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตมันก็เคลื่อนไหวได้ เพราะมันมีรูปกับนาม เป็นเหตุเป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาอยู่ในตัว ให้เคลื่อนไหวตลอดกาล และ(เกิด) การเปลี่ยนแปลง บางอย่างเรามองด้วยตาเนื้อไม่เห็น จึงเรียกกันว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิต
เมื่อรูปนามของพืชเปลี่ยนมาเป็นรูปนามของสัตว์ เป็นจุดตั้งต้นชีวิตของสัตว์ และเป็น เหตุให้เกิด จิต วิญญาณ การแสดง การเคลื่อนไหว เป็นเหตุให้เกิดกรรม
สัตว์ชาติแรกมีแต่สร้างกรรมชั่ว สัตว์กินสัตว์ และ(มี)ความโกรธ โลภ หลง ตามเหตุ ปัจจัย ภายนอกภายในที่มากระทบ กรรมที่สัตว์แสดง มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ๕ อย่าง ไปกระทบกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ๕ อย่าง แล้วมาประทับ บรรจุ บันทึก ถ่ายภาพ ติดอยู่กับ รูปปรมาณู ซึ่งเป็น สุขุมรูป แฝงอยู่ในความว่าง เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาได้ ที่แฝงอยู่ในความว่างระวางคั่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้นไว้ได้หมดสิ้น
เมื่อสัตว์ชาติแรกเกิดนี้ ได้ตายลง มี กรรมชั่ว อย่างเดียว เป็น เหตุให้สัตว์ต้องเกิดอีก เพื่อให้สัตว์ต้อง ใช้หนี้ กรรมชั่วที่ได้ทำไว้ แต่สัตว์เกิดขึ้นมาแล้วหายอม ใช้หนี้เกิด กันไม่ มันกลับ เพิ่มหนี้ ให้เป็น เหตุเกิด ทวีคูณ ด้วยเพศผู้เพศเมียเกิดเป็น สุขุมรูป ติดอยู่ใน ๕ กองนี้ เป็นทวีคูณจนปัจจุบันชาติ
ดังนั้น ด้วยอำนาจกรรมชั่วในสุขุมรูป ๕ กอง ก็เกิดหมุนรวมกันเข้าเป็น รูปปรมาณูกลม คงรูปอยู่ได้ด้วยการหมุนรอบตัวเอง มิหยุดนิ่ง เป็นคูหาให้จิตใจได้อาศัยอยู่ข้างใน เรียกว่า รูปวิญญาณ หรือจะเรียกว่า รูปถอด ก็ได้ เพราะถอดมาจากนามระวางคั่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั่นเอง ซึ่งเป็นสุขุมรูปแฝงอยู่ในความว่าง รูปวิญญาณ จึงมีชีวิตอยู่คงทนอยู่ ยืนนานกว่า รูปหยาบ มีกรรมชั่วคอยรักษาให้หมุนคงรูปอยู่ ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดฆ่าให้ตายได้ นอกจาก นิพพาน เท่านั้น รูปวิญญาณจึงจะสลาย
ส่วนการแสดงกรรมของสัตว์ที่ประทับอยู่ในสุขุมรูป มีรูป ตา หู จมูก ลิ้น กาย ๕ กองนั้นรวมกันเข้าเรียกว่า จิต จึงมี สำนักงานจิต ติดอยู่ในวิญญาณ ๕ กอง รวมกันเป็นที่ทำงานของ จิตกลาง แล้วไปติดต่อกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ภายนอก ซึ่งเป็นสื่อติดต่อของจิต ดังนั้น จิต กับ วิญญาณ จึงไม่เหมือนกัน จิตเป็นผู้รู้สึกนึกคิด ส่วนวิญญาณเป็นคูหาให้จิตได้อาศัยอยู่ และเป็นยานพาหนะพาจิตไปเกิด หรือจะไปไหนๆ ก็ได้ เป็นผู้รักษา สุขุมรูป รูปที่ถอดจากรูปหยาบ มีรูปเพศผู้ เพศเมีย รูป ตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่ในวิญญาณไว้ได้เป็นเหตุเกิดสืบภพต่อชาติ
เมื่อสัตว์ตาย ชีวิตร่างกายหยาบของภพภูมิชาตินั้นๆ ก็หมดไปตามอายุขัย (ของ) ชีวิตร่างกายหยาบของภูมิชาตินั้นๆ ส่วนชีวิตแท้ รูป ปรมาณู วิญญาณ จะไม่ตายสลายตาม จะต้องไปเกิดตามภพภูมิต่างๆ ตามเหตุปัจจัยของวัฏฏะหมุนเวียนเปลี่ยนไปด้วย
ชีวิตแท้-รูปถอดหรือวิญญาณหมุนรอบตัวเอง นี้เอง เป็นเหตุให้จิตเกิดดับ สืบต่อ คอยรับเหตุการณ์ภายนอกภายในที่มากระทบ จะดีหรือชั่วก็สะสมเข้าไว้ เป็นทุน เหตุเกิด เหตุดับ หรือปรุงแต่งต่อไป จนกว่า กรรมชั่ว-เหตุเกิด จะหมดไป ชีวิตแท้-รูปถอดหรือวิญญาณ ก็จะหยุดการหมุน รูปสุขุม-รูปวิญญาณ ซึ่งเกิดมาจากกรรมชั่ว สืบต่อมาแต่ชาติแรกเกิด ก็จะสลายแยกออกจากกันไป คงรูปอยู่ไม่ได้ มันก็กระจายไป ส่วนกิจกรรมดี ธรรมะที่ติดอยู่กับวิญญาณ มันก็จะกระจายไปกับรูปปรมาณู คงเหลือแต่ความว่างที่คั่นช่องว่างของรูปปรมาณูทุกๆ ช่อง ฉะนั้น โดยปราศจากรูปปรมาณู ความว่างนั้น จึงบริสุทธิ์และสว่าง รวมเข้ากับความว่าง บริสุทธิ์ สว่าง ของจักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า นิพพาน
เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงสร้างชีวิตพระพุทธศาสนา ให้ก่อเกิดอย่างบริบูรณ์ดังพระประสงค์แล้ว พระพุทธองค์จึงได้ทรงเสด็จสู่อนุปาทิเสสนิพพาน (นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ, ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ คือสิ้นทั้งกิเลสและชีวิต) เป็นผู้หมดสิ้นทุกตัณหา เป็นผู้ดับรอบโดยลักษณาการแห่งอนุปาทิเสสนิพพานของพระพุทธองค์ก็คือ ลำดับแรก ก็เจริญฌานดิ่งสนิทเข้าไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ หมายความว่า เข้าไปดับลึกสุดอยู่เหนือ อรูปฌาน
ในวาระแรกนั้น พระองค์ยังไม่ได้ดับขันธ์ต่างๆ ให้สิ้นสนิทเป็นเด็ดขาดแต่อย่างใด ยังเพียงเข้าไปเพื่อทรงกระบวนการแห่งการสู่นิพพาน หรือนิโรธ เป็นครั้งสุดท้ายแห่งชีวิต พูดง่ายๆ ก็คือสู่สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ได้ทรงพากเพียรก่อเป็นทาง เป็นแบบอย่างไว้ เป็นครั้งสุดท้ายเสียหน่อย ซึ่งเรียกได้ว่าสิ่งอันเกิดจากที่พระองค์ได้ยอมอยู่กับธุลีทุกข์ อันเป็นธุลีทุกข์ที่มนุษย์ธรรมดา (เป็น) ผู้ที่มีจิตหยาบเกินกว่าจะสัมผัสว่า มันเป็นทุกข์
นี่แหละ กระบวนการกระทำจิตตน ให้ถึงซึ่งสัญญาเวทยิตนิโรธนั้น เป็นกระบวนการที่พระอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้เป็นยอดแห่งศาสดาในโลกเท่านั้นที่ทรงค้นพบ ทรงนำมาตีแผ่เผย แจ้งออกสู่สัตว์โลกให้พึงปฏิบัติตาม เมื่อทรงสิ่งซึ่งสุดท้ายนี้แล้ว จึงได้ถอยกลับมาสู่สภาวะต้น คือ ปฐมฌาน แล้วจึงได้ตัดสินพระทัยสุดท้าย เสด็จดับขันธ์ต่างๆ ไปทีละขันธ์ วิญญาณขันธ์แห่งชีวิต และร่างกายนั้น เพราะต้องดับสังขารขันธ์ หรือสังขารธรรมชั้นแรกเสียก่อน วิญญาณขันธ์จึงได้ดับ ดังนั้น จึงไม่มีเชื้อใดเหลืออยู่แห่งวิญญาณขันธ์ที่หยาบนั้น
พระองค์เริ่มดับ สังขารขันธ์ หรือ สังขารธรรม ชั้นในสุดอีกที อันจะส่งผลให้ก่อ วิภวตัณหา ได้ชั้นหนึ่งเสียก่อน แล้วจึงได้เลื่อนเข้าสู่ ทุติยฌาน แล้วจึงดับ สัญญาขันธ์ เลื่อนเข้าสู่ ตติยฌาน เมื่อ พระองค์ดับสังขารขันธ์ หรือสังขารธรรม ชั้นในสุดอีกที ก็เป็นอันเลื่อนเข้าสู่ จตุตถฌาน คงมีแต่ เวทนาขันธ์ สุดท้ายแห่งชีวิต นั้นแล คือลักษณาการแห่งขั้นสุดท้ายของการจะดับสิ้นไม่เหลือ
เมื่อพระองค์ดับ สังขารขันธ์ หรือ สังขารธรรม ใหญ่สุดท้ายที่มีทั้งสิ้นแล้ว แล้วก็มาดับ เวทนาขันธ์ อันเป็น จิตขันธ์ หรือ นามขันธ์ ที่ในจิตส่วนในคือ ภวังคจิต เสียก่อน แล้วจึงได้ออกจาก จตุตถฌาน พร้อมกับมาดับ จิตขันธ์ หรือ นามขันธ์ สุดท้ายจริงๆ ของพระองค์เสียลงเพียงนั้น
นี่ พระองค์เข้าสู่นิพพานอย่างจริงๆ อยู่ตรงนี้ พระองค์ไม่ได้เข้าสู่นิพพานในฌานสมาบัติอะไรที่ไหนดอก เมื่อพระองค์ออกจากจตุตถฌานแล้ว จิตขันธ์หรือนามขันธ์ก็ดับพร้อม ไม่มีอะไรเหลือ นั่นคือ พระองค์ ดับเวทนาขันธ์ในภาวะจิตตื่น หรือวิถีจิตปกติของมนุษย์ ครบพร้อมทั้งสติและสัมปชัญญะ ไม่ถูกภาวะอื่นใดที่มาครอบงำอำพราง ให้หลงใหลใดๆ ทั้งสิ้น เป็นภาวะแห่งตนเองอย่างบริบูรณ์
เมื่อ เวทนาขันธ์ สุดท้ายแท้ๆ จริงๆ ได้ถูกทำลายลงอย่างสนิท จึงเป็นผู้บริสุทธิ์ หมดสิ้นแล้วซึ่งสังขารธรรม และหมดเชื้อ จิตขันธ์ หรือ นามขันธ์ ทั้งปวงใดๆ ในพระองค์ท่าน ไม่มีเหลือ คงทิ้งแต่ รูปขันธ์ อันจะมีชีวิตนั้นไม่ได้แน่ เพราะรูปไม่ใช่ชีวิตหากสิ้นนามเสียแล้ว ก็คือแท่ง คือก้อนวัตถุหนึ่ง เท่านั้นเอง
นั่นแล คือ ลำดับฌาน ที่พระอนุรุทธเถระเจ้าได้นำฌานจิตเข้าไปดู เป็นวิธีการดับโดยแท้ ดับโดยจริงโดยพระองค์เป็นผู้ดับเองเสียด้วย

phanit
10-01-2006, 03:37 PM
อนุโมทนาคะ

varanyo
06-02-2006, 11:41 AM
[b-wai] อนุโมทนาสาธุ...[b-wai]
...กับบทความและข้อมูลดีๆ แบบนี้ครับ....

j-laylice
24-10-2006, 10:21 AM
จะน้อมรับไปปฏิบัติครับ(verygood) (verygood)

ลีลาวดี
24-10-2006, 04:30 PM
คติธรรม


ปราชญ์แท้ ไม่คุยฟุ้งอวดตน
คนดี ไม่เที่ยวยกสอพลอ
คนเก่ง ย่อมทะนงอย่างเงียบ
คนชั่ว อวดรู้ดีทั่วภพ
คนโง่ อวดฉลาดมากมาย
สิ่งทั้งหลายท่านเห็นมีทุกที่เอย


สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี

clearwanted
28-10-2006, 08:49 PM
To kun Narit na ka. Just some information ka :)แต่ต่อจากนี้ไป เรามาเหลียวไปดูอรูปพรหม พรหมที่ว่ามี ๒๐ ชั้น พรหมที่มีรูป ๑๖ ชั้น แล้วพรหมที่ไม่มีรูป ที่เรียกกันว่าอรูปพรหมนี่ ความจริงไม่ได้เป็นชั้นที่ต่อสูงขึ้นไปเป็นชั้นที่ ๑๗,๑๘,๑๙,๒๐ ไม่ใช่ยังงั้น อรูปพรหมไม่ได้ตั้งปนอยู่กับอรูปพรหม แล้วก็ไม่ได้อยู่สูงกว่าพรหมที่มีรูป อยู่ในช่องกึ่งกลางระหว่างพรหมชั้นที่ ๘ กับชั้นที่ ๙ นี่ อรูปพรหมน่ะเขาอยู่อย่างนี้นะ บรรดาท่านพุทธบริษัท เวลาเดินขึ้นมาบนเขตของพรหม เราหันหน้าไปทางทิศตะวันตกของเมืองมนุษย์ นี่ถ้าหากว่าเราเดินมาบนเขตของพรหม เราหันหน้าไปทางด้านทิศตะวันตกของเมืองมนุษย์ นี่ถ้าหากว่าเราเดินมาชั้นที่ ๑ ถึงชั้นที่ ๘ แล้วก็กำลังเดินไปชั้นที่ ๙ เหลียวไปข้างซ้ายมือ ถ้าจะว่ากันไปก็เป็นทิศใต้ก็แล้วกัน เราจะเห็นทะเลอากาศขาวเป็นประกายไม่เหมือนอากาศธรรมดา เป็นทะเลอากาศทั้งหมด แต่ไม่ใช่อากาศเวิ้งว้างแบบละเอียด ขาวแล้วก็เป็นประกายระยิบระยับ เป็นแดนที่มีความกว้างขวางบอกไม่ถูก มองดูที่สุดของพื้นที่ไม่ไหว ไม่ทราบว่าที่สุดจะกว้างยาวสักเท่าไร หาวิมานสักหลังก็ไม่มี หารูปกายสักรูปหนึ่งก็ไม่มี ที่เขาบอกว่าพรหมลูกฟัก เป็นพรหมแล้วมีรูปร่างเหมือนฟักแฟงแตงน้ำเต้าอะไรก็ช่างเถอะ แบบนี้ยังรู้ไม่จริง ถ้ารู้จริงๆ ต้องย่องขึ้นไปดูซี เอาเดินไปดูกันสักนิดก็ได้ เดินไปเดินไปในอากาศน่ะแหละ มันไม่ยาวเราเดินไปด้วยปาก อาตมาเดินด้วยปาก บรรดาพุทธบริษัทและพระคุณเจ้าที่เคารพที่ติดตามมา เดินด้วยใจ มันจะไปยากลพบากอะไร เดินไปเดินมาเดินไปเถอะ จะไปหารูปกายสักนิดก็ไม่มี สิ่งที่จัดว่าเป็นวัตถุในด้านของความเป็นทิพย์สักหน่อยหนึ่งก็ไม่มี แต่ปรากฎว่าช่วงอากาศตรงนี้เป็นช่วงอากาศหยาบ สวยเป็นประกายแพรวพราว แดนนี้เขาเรียกว่าแดนของอรูปพรหม ถ้าหากว่ารูปไม่มีแล้วอะไรเป็นพรหม ก็ต้องบอกกล่าวว่า จิตของพรหมแต่ละพรหมนั่นแหละ อยู่ในบริเวณของอากาศนั้น ไม่มีรูป ถ้าจะมีปัญหา ถามว่าทำไมพรหมทั้งหลายพวกนี้จึงไม่มีรูป ก็ตอบไม่ยาก เพราะเขาไม่ต้องการรูป ที่ว่าพรหมทั้งหลายพวกนี้ไม่มีรูปก็เพราะว่าในสมัยที่พวกนี้เป็นมนุษย์ เกลียดรูป ทำไมจึงเกลียด เวลาหนาวก็ดี ร้อนก็ดี หิวก็ดี กระหายก็ดี ป่วยไข้ไม่สบายก็ตาม ปวดอุจจาระปัสสาวะก็ตาม ถูกเมียด่าถูกผัวว่า ถูกเพื่อนต่อว่า ถูกเจ้าหนี้มาทวงหนี้ แกก็คิดว่าอย่างนี้
อาการที่ไม่ชอบใจเราทั้งหมด นี่เป็นอาการที่เพราะมีร่างกายเป็นสำคัญ ถ้าเรายังมีร่างกายอยู่เพียงไร ความทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้ก็จะปรากฏแก่เรา ฉะนั้นจึงได้บำเพ็ญบารมีในด้านอรูปฌาน คืออากาสาณัญจายตนะ พิจารณาอากาศเป็นสำคัญว่าอากาศที่สุดมิได้ แล้วพิจารณาวิญญาณัญจายตนะ ดูวิญญาณว่าวิญญาณนี้ก็หาที่สุดมิได้เหมือนกัน แล้วก็ได้อากิญจัญญายตนะ คือว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นสำคัญ มันสลายตัวหมดแล้ว มาขั้นที่ ๔ ก็เนวสัญญานาสัญญายตนะ เลยทำอารมณ์ตัวเป็นคนที่มีความจำไม่เหมือนกัน แต่ทำเหมือนว่าจำไม่ได้ ไม่รู้อะไรทั้งหมดเหมือนหลวงพ่อกบ วัดเขาสาลิกา จังหวัดลพบุรี ท่านทำแบบนี้ สำหรับพรหมทั้ง ๔ ชั้น คืออรูปพรหมนี้ เป็นพรหมที่รู้สึกว่ามีอะไรอาภัพมาก ว่ายังงั้น มีความอาภัพมาก เพราะว่าเวลาที่พระพุทธเจ้าตรัสเทศน์โปรด ไม่มีโอกาสจะรับฟัง ไม่เหมือนบรรดารูปพรหมทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเหล่านี้มีโอกาสฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้า เมื่อฟังเทศน์แล้วแต่ละคราว บรรดาพรหมที่เป็นพระอริยเจ้าอยู่บ้าง ก็เป็นพระอรหันต์เข้านิพพานไป บรรดาพรหมที่ทรงฌานโลกีย์ ที่เป็นพระอริยเจ้าเสียก็มาก นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท เรื่องของพรหมโลกีย์นะ นี่ส่วนใหญ่เรียกว่าส่วนใหญ่ คนมักจะมาตีความหมายเอาด้านอรูปพรหมนี่ พรหมที่มีความดีสูงไปอยู่ชั้นสูงมาก สูงกว่ารูปพรหม อันนี้มันไม่ถูก ไม่ถูกหรอก พรหมมี ๒๐ ชั้นก็จริง เป็นรูปของพรหมเสีย ๑๖ ชั้น เขาตั้งอยู่ระดับหนึ่ง สำหรับอรูปพรหมอยู่อีกเขตหนึ่ง ไม่ได้ปนกัน เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน วันนี้ว่ามาถึงพรหมชั้นที่ ๑๑ แล้วต่อท้ายด้วยอำนาจของอรูปพรหม

Kob kun kha that you pay attention to this ;)

rinnn
20-11-2006, 03:24 PM
เพิ่งอ่านเจอ..ขอบคุณค่ะ

thongchat
22-11-2006, 10:01 AM
เพิ่งเข้ามาอ่านเจอเช่นเดียวกัน

ความจริงแล้วผมตั้งใจไว้ว่าจะไม่ถกเถียง หรือวิจารณ์กับใครเรื่อง พระนิพพาน เป็นอันขาด ทั้งนี้ก็เพราะว่า ที่ตั้งวงถกเถียงกันอยู่นี้ จำขึ้ปากเขา หรืออ่านจากหนังสือเล่มนั้น เล่มนี้มาแล้ว ทั้งนั้น ตัวเองศีล 5 มีครบหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ดันมาวิจารณ์เรื่อง พระนิพพาน ช่างน่าเวทนานัก

แต่ถ้าจะอ้างว่าถึงแม้ฉันจะยังไม่ได้พระนิพพาน แต่ก็สามารถอาศัยการศึกษา สอบถาม นึกคิดตรึกตรองดู หรืออาศัยตรรกะพิจารณาได้ ก็ได้ครับ ผมก็จะอาศัยข้อนี้มาร่วมวงด้วยสักนิด

พระท่านแบ่งการศึกษาพระศาสนาออกเป็น 3 อย่าง คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จะสังเกตได้ว่ากลุ่มที่บอกว่านิพพานสูญ นรกสวรรค์ไม่มี เป็นกลุ่มที่ศึกษาหนักทางด้านปริยัติ เกาะตำรา (ผมไม่ได้บอกว่าท่านไม่ได้ปฏิบัตินะครับ แต่บอกว่าศึกษาหนักทางด้านปริยัติ) อาศัยความจำแม่น โวหารดี ตีความตัวหนังสือเป็นฉากๆ ในขณะที่ฟากที่บอกว่าพระนิพพานไม่สูญ ส่วนใหญ่เป็นพระนักปฏิบัติ และเป็นนักปฏิบัติระดับที่เอาชีวิตเข้าเป็นเดิมพันกันเลยทีเดียว ดังนั้นปฏิเวธหรือผมการศึกษาปฏิบัติของทั้งสองกลุ่มจึงไม่เหมือนกัน เพราะเหตุปัจจัยไม่เหมือนกัน แต่ถ้าถามว่าแล้วจะเชื่อใครดี ก็ตอบว่า ถ้าจะให้ดีที่สุด คือฟังทั้งสอบฝ่าย แต่ไม่เชื่อใครเลย เพราะพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้ปฏิบัติเอง เห็นเอง (พระพุทธเจ้าให้ความสำคัญกับการปฏิบัติ)

แล้วในระหว่างที่เรายังพึ่งตนเองไม่ได้นี้ จะฟังใครดี อุปมาว่า มีคนถามว่า ทะเลเป็นอย่างไร คนหนึ่งไม่เคยไปเคยแต่อ่านจากหนังสือก็บรรยายว่าทะเลกว้างใหญ่มาก มีแต่น้ำ น้ำทะเลเป็นสีฟ้า ฉะนั้นถ้าตักน้ำทะเลใส่ขวดมาก็จะมีสีฟ้า แต่อีกคนหนึ่งเคยผ่านทะเลมาแล้ว เคยไปว่ายน้ำในทะเลมาแล้ว เคยเล่นคลื่นมาแล้ว กินน้ำทะเลมาแล้ว ท่านจะเชื่อใคร หรือคนอยู่ในป่าหลังเขา ถ้ามีคนบอกว่า เคยไปในเมืองที่นั่นมีบันไดวิเศษ เราไม่ต้องก้าวเดิน แค่ยืนเฉยๆ ก็ขึ้นไปได้ หรือมีกล่องวิเศษ ชาวเมืองเรียกว่า ลิฟท์ เราเข้าไปในนั้นแล้ว กดปุ่ม กล่องนั้นก็จะพาเราขึ้นไปชั้นสูงๆ ได้ คนป่าหลังเขาก็ต้องว่าเราบ้าอย่างแน่นอน

สรุปก็คือลงมือปฏิบัติเองเถอะครับ แล้วจะรู้เองเห็นเอง รู้อย่างไร เห็นอย่างไร ก็ให้เชื่ออย่างนั้น แล้วก็ไม่ต้องมาถกเถียง วิจารณ์กัน เพราะต่างคนอาจจะรู้และเห็นไม่เหมือนกันก็ได้ อ้าว! ถ้าอย่างนั้นใครถูกล่ะ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ พระอรหันต์ สิ้นกิเลสแล้ว ยังมีตั้ง 4 ประเภท แล้วเถียงกันทำไม

เอวัง ก้อมีด้วยประการฉะนี้

phanit
20-02-2007, 08:34 AM
อนุโมทนา

phanit
30-03-2007, 11:51 AM
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

alchemy
31-03-2007, 09:59 AM
อนูโมทนาครับ

pratanporn
12-08-2007, 08:25 PM
ชอบมากเลยคะ ดีและมีประโยชน์ทุกเรื่องเลย อนุโมทนาบุญด้วยนะคะ

vanco
12-08-2007, 09:41 PM
อนุโมทนาครับ
ธรรมะทั้งมวลคือธรรมชาติ

radius
14-08-2007, 11:48 AM
อนุโมทนาและขอบคุณ

yutkanlaya
14-08-2007, 04:07 PM
(b-love2u) <HR style="COLOR: #ffffff" SIZE=1><!-- / icon and title --><!-- message -->กฎธรรมชาติ..ที่แท้จริง???


จาก สูงสุด วัตถุ กาย จิต..กิเลส
สู่ สามัญ จิต..บริสุทธิ์

สรรพสิ่งในมหาสากลจักรวาล คือ สิ่งเดียวกัน???

เท่าที่มนุษย์ ค้นพบ
ดิน น้ำ ลม ไฟ
ดวงดาว ป่าเขา แผ่นดิน ท้องฟ้า ทะเล แม่น้ำ สรรพสัตว์
ประเทศ จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ครอบครัว คน สัตว์ สิ่งของ
โมเลกุล อะตอม อิเล็กตรอน โปรตรอน นิวตรอน นิวตริโน อนุภาคแสง โฟตอน แกมมา อัลฟา ฯลฯ

สิ่งที่เล็กที่สุด คือ อะไร????ทำจากอะไร????เกิดจากอะไร????จิต???

สรรพสิ่งในมหาสากลจักรวาล

ยึดกันอยู่อย่างไร??? ห่างกันเท่าใด???ใกล้ชิดแค่ไหน????
เท่าที่มนุษย์คิดได้ มีตัวชี้วัด คือ ระยะ..
ระยะทาง ระยะห่าง ระยะเวลา
นั่นแสดงว่ามี
ช่องว่าง ความว่าง ระหว่างสรรพสิ่ง
ช่องว่าง ความว่าง ระหว่างทุกสรรพสิ่ง เป็น..ผืนเดียวกัน..เหมือนกัน????
...ย่อมเป็น..ผืนเดียว..อันเดียวกัน..จริงแท้แน่นอน...ทั่วทั้งสากลมหาจักรวาล
...ย่อมเป็น..ที่ตั้งอยู่ และ เปลี่ยนรูปไป..ไม่ดับ..ของ..ทุกสรรพสิ่ง ทั่วทั้งสากลมหาจักรวาล

ในช่องว่าง ความว่าง ระหว่างสรรพสิ่ง มีอะไร????
สรรพสิ่งยึดกันอยู่ด้วยอะไร????
แรง?
แรงดึงดูด
แรงโน้มถ่วง
แรงยึดเหนี่ยว
แรงเกี่ยวพัน
แรงสัญญา
ฯลฯ


จึงเห็นว่า
ทุกสรรพสิ่ง ล้วน เกี่ยวข้อง สัมพันธ์กัน
ทุกสรรพสิ่ง ประกอบด้วย วัตถุ+ช่องว่าง ซึ่ง บรรจุด้วย แรง ทำให้ ยึดติด สัมพันธ์กัน เฉกเช่น คน สัตว์ สิ่งของ ล้วนเกี่ยวข้อง ผูกพันกันและกัน มีผลต่อกันและกัน ต่อเนื่องกัน ไม่มีที่สิ้นสุด ดุจ ทฤษฎีปฏิจจสมุทปบาท ทฤษฎีสัมพันธภาพฯลฯ ทั้ง การกระทำ คำพูดและ ความคิด จิตใจ หรือนี่คือที่มาของคำว่า กฎแห่งกรรม


ซึ่งเป็นไปตาม กฎธรรมชาติ เช่น
ทฤษฎีแรงโน้มถ่วง ของนิวตัน
ทฤษฎีแรงสัมพันธภาพ ของไอน์สไตน์
ทฤษฎีปฏิจสมุทปบาท ของพระพุทธเจ้า
ฯลฯ เท่าที่มนุษย์ คิดได้

อยากถาม..มนุษย์อีกว่า
จะแยกเขา แยกเรา แยกเผ่า แยกพันธุ์ แยกหมู่ แยกพวก แยกเชื้อ แยกชาติ แยกศาสนา แยกๆๆๆฯลฯ...ทำไม..????? ในเมื่อ..เราล้วนเป็นสิ่งเดียวกัน ตั้งอยู่บนช่องว่าง ความว่าง อันหนึ่งอันเดียวกัน มีแรงฯลฯยึดเหนี่ยวเกี่ยวพัน กันและกันๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เมื่อใหร่???..จะยินยอมพร้อมใจ..และกลับคืน..สู่..สามัญ
ธรรมชาติ ..สมดุลย์
ธรรมดา ..สบายๆ..
ด้วย..
ธรรม ..สายกลาง
อันหนึ่งอันเดียวกัน คือ ความ..รัก..ดี..ที่จิต..กาย..พอดี พอเพียง..ต่อสรรพสิ่ง
สู่..
ความว่าง..ช่องว่าง..จิต..บริสุทธิ์..ดั่งเดิม..นิพพานัง..จิตจักรวาลหนึ่งเดียว

วิธีการ นั้นมีอยู่แล้ว ฟรีๆ ทุกๆที่ ทุกๆเวลา ขณะจิต

หรือนี่คือ???
กฎแห่งความจริงแท้ แน่นอน ของมหาสากลจักรวาล
(b-love2u) (b-cry) (b-lablin) (b-love2u)

chayann
21-08-2007, 09:32 PM
ขออนุโมทนา ในธรรมทานที่ให้รู้แจ้ง แห่งธรรม

C_JIT
27-11-2007, 09:37 AM
อนุโมทนาครับ

เปลือกไม้
27-11-2007, 09:44 PM
ถ้าท่านละความชั่ว ทำแต่ความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส เท่ากับท่านเดินทางสู่ถนนสายนิพพานแล้ว ขออนุโมทนากับผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่านครับ