ARAYAN
20-05-2008, 10:49 PM
กราบนมัสการอาจารย์เล็ก
๑ ในกรณีที่เราเข้าสมาธิเข้าใจว่าอยู่ในอารมณ์ฌาณ ๔ ในช่วงนั้นทำไมไม่รู้สึกว่าการพิจารณาไม่ได้มีความเข้าใจในหัวข้อธรรมนั้นชัดต่างจากการพิจารณาโดยปราศจากอารมณ์ฌาณเท่าไหร่ นอกจากว่ามันเป็นอารมณ์ที่สบายกว่า และมีความฟุ้งจากอารมณ์นิวรณ์น้อยกว่า ทำให้พิจารณาในหัวข้อธรรมได้เน้นมากกว่า หรือเป็นเพราะว่าอารมณ์นั้นไม่ใช่อารมณ์ฌาณ ๔
๒ เมื่อเราต้องการพิจารณาในเรื่องของทุกข์ในอริยสัจ ในแง่ของผลของการปรุงแต่งทำให้เกิดความทุกข์ได้อย่างไร ควรพิจารณาอย่างไร และจะพิจารณาให้ละเอียดกว่านี้ควรทำอย่างไร
ตัวอย่างการพิจารณาในปัจจุบันที่ทำ อย่างเช่นเมื่อเห็นการเกิดความคิดที่ว่าเราดีกว่าผู้อื่น ก็พิจารณาว่าถ้ามีความคิดที่ว่าเราเลวกว่าผู้อื่นเกิดขึ้น ทำให้เราทุกข์อย่างไร เลยไม่แน่ใจว่าการพิจารณาในแง่ลบเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือยัง หรือต้องพิจารณาความทุกข์ในอารมณ์บวกด้วย
อีกตัวอย่างถ้าจะมองถึงอารมณ์ดีใจเมื่อได้รับคำชม ก็เกิดอาการอารมณ์ฟู ซึ่งเวลาพิจารณาก็กลับไปพิจารณาว่าเวลาถูกว่าจะเกิดความทุกข์อย่างไรแทน
สิ่งที่เห็นเพียงอย่างเดียวของอารมณ์ในแง่บวกก็คือการก่อให้เกิดการขึ้นลงของอารมณ์ใจแต่ยังมองไม่เห็นทุกข์
๓ การพิจารณาว่าการสูญเสียของรักเป็นทุกข์จริงไหม เราก็สามารถเห็นได้ว่ามันเป็นความทุกข์จริง โดยนำไปเทียบเคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่ามันเกิดปัญญา สิ่งที่จำได้ว่าต้องคิดต่อก็คือว่าเพราะเรามีร่างกายจึงทุกข์ เพราะฉะนั้นก็เกาะพระนิพพาน แต่มันก็เป็นอาการจำได้ ไม่ใช่อารมณ์ใจที่แท้จริงอยู่ดี เลยสงสัยว่าต้องทำอย่างไรให้อารมณ์ใจละเอียดไปกว่านี้
๑ ในกรณีที่เราเข้าสมาธิเข้าใจว่าอยู่ในอารมณ์ฌาณ ๔ ในช่วงนั้นทำไมไม่รู้สึกว่าการพิจารณาไม่ได้มีความเข้าใจในหัวข้อธรรมนั้นชัดต่างจากการพิจารณาโดยปราศจากอารมณ์ฌาณเท่าไหร่ นอกจากว่ามันเป็นอารมณ์ที่สบายกว่า และมีความฟุ้งจากอารมณ์นิวรณ์น้อยกว่า ทำให้พิจารณาในหัวข้อธรรมได้เน้นมากกว่า หรือเป็นเพราะว่าอารมณ์นั้นไม่ใช่อารมณ์ฌาณ ๔
๒ เมื่อเราต้องการพิจารณาในเรื่องของทุกข์ในอริยสัจ ในแง่ของผลของการปรุงแต่งทำให้เกิดความทุกข์ได้อย่างไร ควรพิจารณาอย่างไร และจะพิจารณาให้ละเอียดกว่านี้ควรทำอย่างไร
ตัวอย่างการพิจารณาในปัจจุบันที่ทำ อย่างเช่นเมื่อเห็นการเกิดความคิดที่ว่าเราดีกว่าผู้อื่น ก็พิจารณาว่าถ้ามีความคิดที่ว่าเราเลวกว่าผู้อื่นเกิดขึ้น ทำให้เราทุกข์อย่างไร เลยไม่แน่ใจว่าการพิจารณาในแง่ลบเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือยัง หรือต้องพิจารณาความทุกข์ในอารมณ์บวกด้วย
อีกตัวอย่างถ้าจะมองถึงอารมณ์ดีใจเมื่อได้รับคำชม ก็เกิดอาการอารมณ์ฟู ซึ่งเวลาพิจารณาก็กลับไปพิจารณาว่าเวลาถูกว่าจะเกิดความทุกข์อย่างไรแทน
สิ่งที่เห็นเพียงอย่างเดียวของอารมณ์ในแง่บวกก็คือการก่อให้เกิดการขึ้นลงของอารมณ์ใจแต่ยังมองไม่เห็นทุกข์
๓ การพิจารณาว่าการสูญเสียของรักเป็นทุกข์จริงไหม เราก็สามารถเห็นได้ว่ามันเป็นความทุกข์จริง โดยนำไปเทียบเคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่ามันเกิดปัญญา สิ่งที่จำได้ว่าต้องคิดต่อก็คือว่าเพราะเรามีร่างกายจึงทุกข์ เพราะฉะนั้นก็เกาะพระนิพพาน แต่มันก็เป็นอาการจำได้ ไม่ใช่อารมณ์ใจที่แท้จริงอยู่ดี เลยสงสัยว่าต้องทำอย่างไรให้อารมณ์ใจละเอียดไปกว่านี้