paang
18-08-2005, 05:18 AM
http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/08/18/images/01.jpg0 รายงานข่าวจากวัดมัชฌันติการาม (วัดน้อย) เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ แจ้งว่า หลวงปู่พันธ์ อาจาโร อายุ ๙๖ ปี พรรษา ๕๗ ได้มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อเวลา ๐๐.๐๗ น. วันอังคารที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๘ ทั้งนี้หลังจากบำเพ็ญกุศลครบ ๗ วันแล้ว ทางคณะศิษย์จะมอบศพให้กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตามที่หลวงปู่ได้สั่งไว้ก่อนมรณภาพ
ประวัติของหลวงปู่พันธ์ เดิมชื่อ "พันธ์ เกตุพิมาย" เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๘ กันยายน ๒๔๕๓ ปีจอ โยมบิดาชื่อ "สี" โยมมารดาชื่อ "หล้า" เป็นบุตรคนที่ ๕ ในจำนวนพี่น้อง ๖ คน จากพี่น้องร่วมบิดามารดา
หลวงปู่มีจิตใจโน้มเอียงไปทางธรรม ตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส ด้วยท่านเห็นทุกข์ในวัฏสงสารแล้วว่า เป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ดังนั้นเมื่อโยมแม่เอ่ยปากขอให้ท่านบวช เพื่อทดแทนน้ำนม ท่านก็รับปากทันที ทั้งๆ ที่ขณะนั้นท่านมีอายุถึง ๓๘ ปี แล้วก็ตาม โดยท่านได้อุปสมบท ณ วัดสุทธจินดา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๙๑ โดยได้รับเมตตาจาก ท่านเจ้าคุณพระอริยเวที (เขียน ฐิตสีโล ป.ธ.๙) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทธจินดา และอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสุทธศีลสังวร วัดสุทธจินดา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์บุญ ปุญญกโร วัดสุทธจินดา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า อาจาโร
หลังจากอุปสมบทแล้วท่านได้จำพรรษาแรก ที่วัดป่าศรัทธาธรรม อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อฉลองศรัทธาโยมแม่หล้า และญาติพี่น้อง ตลอดพรรษาแรกหลวงปู่พันธ์ได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมและ พึงระลึกอยู่เสมอว่าท่านเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาสัจธรรม หาอุบายในการพ้นจากวัฏสงสารให้ได้ ประกอบกับสมัยนั้นชื่อเสียงของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งเป็นพระอาจารย์ใหญ่ของ พระป่าสายกรรมฐาน เป็นพระภิกษุสงฆ์ผู้มีศีลาจารวัตรงดงาม เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ได้แสดงพระธรรมเทศนา สั่งสอนศิษยานุศิษย์ทั้งพระภิกษุสงฆ์และฆราวาส อยู่ที่ จ.สกลนคร
ด้วยเหตุนี้เมื่อพ้นพรรษาแรกแล้ว หลวงปู่จึงออกเดินทางธุดงค์รอนแรม ในป่าฝ่าฟันความลำบากนานัปการจากนครราชสีมาไปสกลนคร โดยใช้เส้นทางผ่าน จ.อุดรธานี จนกระทั่งถึงวัดป่าบ้านหนองผือ ช่วงก่อนวันมาฆบูชา พ.ศ. ๒๔๙๒ ก็ได้พบกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่แห่งกองทัพพระป่าผู้แสวงธรรมวิมุตติ ตามที่ได้ตั้งจิตปรารถนา
พระอาจารย์มั่น ได้มีเมตตาอบรมสั่งสอนธรรม แก่หลวงปู่พันธ์ โดยให้ถือหลักธรรม ตจปัญจากรรมฐาน พิจารณาขันธ์สังขาร ของตัวเราว่ามีความเสื่อมเป็นสิ่งธรรมดา อย่าได้ไปยึดติด และปรุงแต่งตามกิเลส
นอกจากนี้ หลวงปู่มั่นยังได้เมตตา อนุญาตให้หลวงปู่พันธ์ ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิหาอุบายธรรม ที่วัดป่าบ้านหนองผือ บำเพ็ญเพียรทั้งเดินจงกรมและฟังธรรมจากหลวงปู่มั่นทุกช่วงเย็น จวบจนเวลาใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่พันธ์จึงได้กราบลาหลวงปู่มั่น เดินทางกลับนครราชสีมาบ้านเกิด
เมื่อเดินทางถึงนครราชสีมา หลวงปู่ได้มีโอกาสไป ฝากตัวเป็นศิษย์รับธรรม จากหลวงปู่สิงห์ ขันตยาโม วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นพระอาจารย์บุญ พระกรรมวาจารย์ของท่านได้ชวนกันเดิน ธุดงค์มาทางภาคกลางเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์รูปสำคัญหลายรูป
จนได้เดินทางมาปฏิบัติธรรมที่วัดมัชฌันติการาม (วัดน้อย) เขตบางซื่อ กทม. ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นป่าร่มรื่นสงบยิ่งนัก และได้ขอความเมตตาจากพระครูวิจิตรธรรมสาร อดีตเจ้าอาวาสวัดมัชฌันติการาม (วัดน้อย) รูปที่ ๗ จำพรรษาที่วัดแห่งนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๔ จนกระทั่งมรณภาพ สาธุชนที่ต้องการร่วมบำเพ็ญกุศลติดต่อได้ ที่วัดมัชฌันติการาม ซอยวงศ์สว่าง ๑๑ เขตบางซื่อ กทม. โทร.๐-๔๑๖๓-๔๘๔๑
ประวัติของหลวงปู่พันธ์ เดิมชื่อ "พันธ์ เกตุพิมาย" เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๘ กันยายน ๒๔๕๓ ปีจอ โยมบิดาชื่อ "สี" โยมมารดาชื่อ "หล้า" เป็นบุตรคนที่ ๕ ในจำนวนพี่น้อง ๖ คน จากพี่น้องร่วมบิดามารดา
หลวงปู่มีจิตใจโน้มเอียงไปทางธรรม ตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส ด้วยท่านเห็นทุกข์ในวัฏสงสารแล้วว่า เป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ดังนั้นเมื่อโยมแม่เอ่ยปากขอให้ท่านบวช เพื่อทดแทนน้ำนม ท่านก็รับปากทันที ทั้งๆ ที่ขณะนั้นท่านมีอายุถึง ๓๘ ปี แล้วก็ตาม โดยท่านได้อุปสมบท ณ วัดสุทธจินดา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๙๑ โดยได้รับเมตตาจาก ท่านเจ้าคุณพระอริยเวที (เขียน ฐิตสีโล ป.ธ.๙) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทธจินดา และอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสุทธศีลสังวร วัดสุทธจินดา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์บุญ ปุญญกโร วัดสุทธจินดา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า อาจาโร
หลังจากอุปสมบทแล้วท่านได้จำพรรษาแรก ที่วัดป่าศรัทธาธรรม อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อฉลองศรัทธาโยมแม่หล้า และญาติพี่น้อง ตลอดพรรษาแรกหลวงปู่พันธ์ได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมและ พึงระลึกอยู่เสมอว่าท่านเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาสัจธรรม หาอุบายในการพ้นจากวัฏสงสารให้ได้ ประกอบกับสมัยนั้นชื่อเสียงของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งเป็นพระอาจารย์ใหญ่ของ พระป่าสายกรรมฐาน เป็นพระภิกษุสงฆ์ผู้มีศีลาจารวัตรงดงาม เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ได้แสดงพระธรรมเทศนา สั่งสอนศิษยานุศิษย์ทั้งพระภิกษุสงฆ์และฆราวาส อยู่ที่ จ.สกลนคร
ด้วยเหตุนี้เมื่อพ้นพรรษาแรกแล้ว หลวงปู่จึงออกเดินทางธุดงค์รอนแรม ในป่าฝ่าฟันความลำบากนานัปการจากนครราชสีมาไปสกลนคร โดยใช้เส้นทางผ่าน จ.อุดรธานี จนกระทั่งถึงวัดป่าบ้านหนองผือ ช่วงก่อนวันมาฆบูชา พ.ศ. ๒๔๙๒ ก็ได้พบกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่แห่งกองทัพพระป่าผู้แสวงธรรมวิมุตติ ตามที่ได้ตั้งจิตปรารถนา
พระอาจารย์มั่น ได้มีเมตตาอบรมสั่งสอนธรรม แก่หลวงปู่พันธ์ โดยให้ถือหลักธรรม ตจปัญจากรรมฐาน พิจารณาขันธ์สังขาร ของตัวเราว่ามีความเสื่อมเป็นสิ่งธรรมดา อย่าได้ไปยึดติด และปรุงแต่งตามกิเลส
นอกจากนี้ หลวงปู่มั่นยังได้เมตตา อนุญาตให้หลวงปู่พันธ์ ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิหาอุบายธรรม ที่วัดป่าบ้านหนองผือ บำเพ็ญเพียรทั้งเดินจงกรมและฟังธรรมจากหลวงปู่มั่นทุกช่วงเย็น จวบจนเวลาใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่พันธ์จึงได้กราบลาหลวงปู่มั่น เดินทางกลับนครราชสีมาบ้านเกิด
เมื่อเดินทางถึงนครราชสีมา หลวงปู่ได้มีโอกาสไป ฝากตัวเป็นศิษย์รับธรรม จากหลวงปู่สิงห์ ขันตยาโม วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นพระอาจารย์บุญ พระกรรมวาจารย์ของท่านได้ชวนกันเดิน ธุดงค์มาทางภาคกลางเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์รูปสำคัญหลายรูป
จนได้เดินทางมาปฏิบัติธรรมที่วัดมัชฌันติการาม (วัดน้อย) เขตบางซื่อ กทม. ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นป่าร่มรื่นสงบยิ่งนัก และได้ขอความเมตตาจากพระครูวิจิตรธรรมสาร อดีตเจ้าอาวาสวัดมัชฌันติการาม (วัดน้อย) รูปที่ ๗ จำพรรษาที่วัดแห่งนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๔ จนกระทั่งมรณภาพ สาธุชนที่ต้องการร่วมบำเพ็ญกุศลติดต่อได้ ที่วัดมัชฌันติการาม ซอยวงศ์สว่าง ๑๑ เขตบางซื่อ กทม. โทร.๐-๔๑๖๓-๔๘๔๑