PDA

View Full Version : จำเป็นต้องรู้ลักษณะของโสดาบัน ถึง นิพพาน หรือไม่


telwada
08-05-2008, 02:17 PM
อันธรรมดาของการทำงานทุกชนิด ในสมัยปัจจุบัน ล้วนมีการวางแผนงานล่วงหน้า
นั่น หมายความว่า บุคคลใดใด จะทำการใดใด ล้วนย่อมมี จุดมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ที่แน่นเอน เป็นส่วนใหญ่
ศาสนา ทุกศาสนา ก็ล้วนมีจุดประสงค์ จุดมุ่งหมาย เป้าหมาย ที่แน่ชัดเพื่อให้บุคคลผู้ศรัทธาได้รู้ล่วงหน้า ว่า ศาสนานั้นๆ มีวัตถุประสงค์ จุดมุ่งหมาย เป้าหมาย อย่างไร เช่น
" ศาสนาพุทธ มีวัตถุประสงค์ และจุดมุ่งหมาย เป้าหมาย เพื่อให้บุคคล มีสถานะ เป็น ผู้รู้ เมื่อรู้แล้ว ย่อมเป็น ผู้ตื่น เมื่อ ตื่นแล้ว ย่อมเป็นผู้เบิกบาน "
(ในข้อความเบื้องต้นนั้น จะอธิบายให้เกิดความเข้าใจในครั้งต่อไป ว่า ทำไม จึงเรียกว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และท่านทั้งหลายต้องคำนึงนึกถึงไว้ว่า คำว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั้น เป็น ผลแห่งการขจัดอาสวะแห่งกิเลส ได้แล้ว ไม่ใช่ตัวหลักธรรม หรือหลักการ ถ้าจะอธิบายให้เกิดความเข้าใจง่าย ก็คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นคำนิยาม เรียก ลักษณะอาการของผู้ที่สามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลสได้ หรือ เป็นลักษณะอาการ สำหรับผู้ที่จะปฏิบัติ จนสามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลสได้)
" ศาสนาคริสต์ มีวัตถุประสงค์ จุดุม่งหมาย เป้าหมาย เพื่อ พระบิดา พระจิต และพระบุตร คือ เพื่อได้ไปอยู่กับพระเจ้า "
" ศาสนาอิสลาม มีวัตถุ ประสงค์ จุดมุ่งหมาย เป้าหมาย เพื่อ ให้บุคคล ผู้ประพฤติปฏิบัติ ได้ไปรับใช้พระผู้เป็นเจ้า"
และวัตถุประสงค์ โดยรวม ของแต่ละศาสนา ก็ล้วน มีแนวทางเพื่อให้บุคคล ละความชั่ว ประพฤติดี "
ดังนั้น ในการทำงานทุกชนิด เขาก็จะมีเป้าหมายล่วงหน้า อันเป็นแรงจูงใจ ให้ผู้ร่วมงาน มีแรงกำลังใจ และความมุ่งมั่น ที่จะประกอบการ ดำเนินการ หรือกระทำการ เพื่อให้บรรลุ เป้าหมาย
ศาสนา ก็เช่นกัน การได้รู้ว่า ผู้บรรลุโสดาบัน บรรลุ สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ นิพพาน ที่ถูกต้อง อันสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า มีจริงเป็นจริง
ก็ย่อมสามารถใช้เป็นบรรทัดฐาน หรือข้อเปรียบเทียบ หรือตัวอย่าง ให้บุคคลที่ฝึกปฏิบัติได้รู้ว่า เมื่อฝึกมาเกิดลักษณะอาการอย่างนี้ เรียกว่า โสดาบัน นะ อย่างนี้เรียกว่า อรหันต์ นะ เรียกว่า นิพพาน นะ อย่างนี้เป็นต้น
แต่ ลักษณะของเป้าหมายในทางศาสนานั้น เนื่องด้วย สมอง สติปัญญา ความรู้ ความเข้าใจ และสภาพสภาวะจิตใจ ของมนุษย์ ไม่เท่าเทียม กัน
เป้าหมายในทางศาสนา จึงจำแนกเป้าหมายไว้ หลายเป้าหมาย เช่น เป้าหมายในทางปุถุชน คนทั่วไป
เป้าหมายสำหรับผู้ มีความรู้ มีความเข้าใจ มีเวลา มีความอดทน และสำคัญที่สุดคือ มีความเชื่อ ว่าสามารถปฏิบัติให้ถึงเป้าหมายได้
ดังนั้น ลักษณะอาการปรากฏการณ์ แห่งเป้าหมายในทางศาสนา ย่อมมีความสำคัญ เป็นบรรทัดฐาน เป็นหลักฐาน อันจักทำให้ศาสนาเจริญรุ่งเรือง

สิ่งที่ได้กล่าวไปทั้งหมด เป็นข้อเตือนสำหรับ วิทยากร ผู้เกี่ยวข้องกับศาสนา ทุกท่าน ได้พึงสังวร และจดจำเอาไว้ว่า " ต้องทำความเข้าใจในศาสนาให้ถ่องแท้ ไม่อย่างนั้น ก็จะกลายเป็นว่า ทำลายศาสนาโดยความรู้เท่าไม่ถึงกาล
หรืออาจจะกลายเป็น ตัวละครใน นิทาน อีสบ เรื่อง
"..........หางด้วน" ขอรับ

namprighom
09-05-2008, 07:40 AM
แล้วศาสนาศรีอารย์ล่ะครับ........

telwada
09-05-2008, 10:58 AM
มาทำความเข้าใจ ในเรื่องนิพพาน อรหันต์ ฯ โสดาบัน
นิพพาน หรือ ปรินิพพาน เป็นชื่อชั้นการฝึกปฏิบัติธรรม ในทางศาสนาพุทธ ขั้นสูงสุด
ผู้จะเข้าถึงนิพพาน ได้ ต้องผ่าน ระดับชั้น การฝึกปฏิบัติ ตั้งแต่ ระดับ โสดาบัน ฯ เป็นต้นมา
ก่อนที่จะสำเร็จธรรมในชั้นต่างๆนั้น ล้วนต้อง บรรลุถึง ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงจะเข้าสู่ชั้นสำเร็จ ในชั้นนั้น
ข้าพเจ้าได้ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และได้ฝึกปฏิบัติ จนได้ผลอย่างชัดแจ้งแล้วว่า
ชั้นการฝึกปฏิบัติธรรม ในทางพุทธศาสนานั้น มีจริง เป็นจริง ซึ่งในแต่ละชั้น ตั้งแต่ชั้นโสดาบันฯ เป็นต้นไป จนถึงระดับ อรหันต์ และ นิพพานนั้น ล้วนมีปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกายที่แตกต่างกันไป คำว่า ปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกาย ย่อมหมายรวมถึงสภาพสภาวะจิตใจด้วย
ผู้บรรลุนิพพานนั้น จะเปรียบได้กับเป็นผู้ชนะต่อสรรพสิ่งทั้งมวล ไม่ว่าจะชนะ กิเลส ในตัวเอง ยังสามารถชนะ กิเลสในตัวผู้อื่นที่แสดงออกมาอีกด้วย
คำว่า ผู้ชนะนั้น ไม่ได้เหมือนการชนะในการแข่งขันกีฬา หรืออื่นๆทั่วๆไป
เพราะการชนะในทางศาสนานั้น หมายถึงสามารถขจัด ควบคุม ป้องกัน สิ่งที่เรียกว่ากิเลสทั้งมวล และยังอาจหมายรวมถึง สภาพการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติอีกด้วย
การบรรลุนิพพานนั้น ยังเป็นเพียงการบรรลุ ยังไม่ถึงขั้นสำเร็จ เพราะการจะสำเร็จนิพพานนั้น จำเป็นต้องสละทุกอย่าง ถึงแม้ไม่บวช ก็สำเร็จได้ ขึ้นอยู่กับ สภาวะจิตใจ และความต้องการของบุคคลนั้นๆว่า จะสละ หรือขจัดทุกอย่างหรือไม่
การบรรลุถึงนิพพานนั้น สรีระร่างกาย ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานนิวเคลียส ที่มีทั้งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คือความเป็น อัตตา คือมีตัวมีตน สามารถมองเห็นเป็นรูปร่าง แต่โปร่งแสง มีฉัพพรรณรังสี เปล่งออกมาตลอดเวลาที่มีการแปรเปลี่ยนทางสรีระร่างกาย
การบรรลุนิพพาน อีกรูปแบบหนึ่งนั้น สรีระร่างกาย ก็จะแปรเปลี่ยน เป็นธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ มนุษย์ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
การแปรเปลี่ยนของสรีระร่างกายนั้น หมายถึง การแปรเปลี่ยนทางสรีระร่างกายที่เป็นมนุษย์นี้แหละ แปรเปลี่ยนไปตามที่ได้อธิบายไป การแปรเปลี่ยนอย่างหลังนี้ เรียกว่า "อนัตตา" คือ ความไม่มีตัว ไม่มีตน
การบรรลุนิพพานที่ เรียกว่า "อัตตา"นั้น สาเหตุ ก็เพราะ มีความหลง หรือความห่วง อะไรบางอย่าง อันเป็นอย่างละเอียด สุด จึงยังคงรูปให้สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สรีระร่างกายก็แปรเปลี่ยน จากมนุษย์ ไปสู่อีกมิติหนึ่ง
ส่วน การบรรลุนิพพาน ที่เรียกว่า "อนัตตา"นั้น หมายถึง ไม่หลง ไม่ห่วง หลุดพ้นจากวัฏจักร อย่างสิ้นเชิง สรีระร่างกาย จะแปรเปลี่ยน เป็นอากาศธาตุ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
แต่ยังคงมีรูป อันเป็นรูปที่มนุษย์มองไม่เห็น

การแปรเปลี่ยนทางสรีระร่างกาย เมื่อบรรลุนิพพานนั้น จะแตกต่างจาก รูปร่างหรือสรีระร่างกายของ โอปปาติกะ เช่น เทวดา รุกขเทวา เจ้าที่ ฯลฯ เพราะ รูปร่าง ของโอปปาติกะ นั้น มีธรรมอยู่น้อย
แต่ผู้บรรลุนิพพาน สำเร็จด้วยธรรม จึงสามารถ กำหนดได้ คือ ที่ว่า เป็น "อนัตตา"นั้น จะกำหนดให้เห็นเป็นรูปร่าง ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ได้ เช่นกัน
อธิบายมาพอสมควร เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่าน ก็โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และคิดพิจารณาด้วย ขอรับ
เพราะข้าพเจ้าไม่ท้าให้พิสูจน์ตัวข้าพเจ้า ขอรับ

พระโสดาบันทรงอารมณ์ยังไงครับ



ตอบ...
ทรงอารมณ์ หมายถึง มีอารมณ์ หรือตั้งอารมณ์ อย่างไร
ผู้บรรลุธรรมตั้งแต่ชั้น โสดาบัน เป็นต้นไป ล้วนย่อมมีสรีระร่างกายเป็นมนุษย์อยู่ ดังนั้น อารมณ์ใดใด ที่จะเกิด กับพระอริยะบุคคลนั้น ล้วนย่อมเกิดจาก ความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ และความจำ ในตัวของพระอริยะบุคคลนั้นๆ เป็นอันดับแรก
นอกเหนือจากนั้น ก็จะเป็น การได้รับการสัมผัสจากภายนอก ร่างกาย คือสัมผัสจากผู้อื่น ทางอายตนะทั้งหลาย ซึ่งล้วนทำให้เกิด รูป รส กลิ่น เสียง แสง สี โผฏฐัพพะ
ผู้บรรลุโสดาบัน เมื่อได้สัมผัส ประกอบกับปัจจัยที่มีอยู่ในตัว ล้วนย่อมมีอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด เฉกเช่น มนุษย์ทั่วๆไป
เพราะผู้บรรลุโสดาบันนั้น ก็เป็นเพียงผู้รู้จักมรรคผล รู้ว่า มรรค เป็นอย่างไร ผลเป็นอย่างไร ซึ่ง ต้องอาศัยการฝึกฝน เพื่อขจัดอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ให้ออกจากสรีระร่างกาย
ดังนั้น สภาพอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ของผู้บรรลุโสดาบัน ที่เกิดขึ้น บางอย่างก็จะสามารถขจัดออกไปได้ บางอย่างก็ไม่สามารถขจัดออกไปได้
สภาพอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ที่สามารถขจัดออกจากร่างกายได้ ก็ย่อมทำให้ ผู้บรรลุโสดาบันนั้น ว่างเปล่า ไม่คิดสิ่งใด ไม่รู้สึก ไม่มีอารมณ์ ใดใด จะว่า วางเฉย ก็ไม่ใช่ จะว่า ไม่วางเฉยก็ไมใช่ คือรู้สึกตัวอยู่เสมอ แต่ไม่ยินดียินร้าย ต่อสิ่งที่มาสัมผัส นี้กล่าวในแง่ที่ว่า ผู้บรรลุโสดาบันนั้น ขจัดอาสวะออกไปได้

แต่ถ้าหากผู้บรรลุโสดาบัน ไม่อาจสามารถขจัดอาสวะที่ได้รับจากการสัมผัส และจากภายในร่างกายตัวเอง ให้ออกไปจากร่างกายได้ ก็ย่อมมีอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ตามการที่ได้รับสัมผัสนั้นๆ แต่เนื่องจากผู้บรรลุโสดาบัน มีสมาธิ และความรู้อยู่ครบถ้วน จึงไม่แสดงอาการ หรือสามารถควบคุณ อารมณ์ ความรู้สึก ความคิดเหล่านั้นไว้ได้ ซึ่งก็ย่อมขึ้นอยู่กับสถานะการณ์สิ่งแวดล้อม การครองเรือน หรือหน้าที่การงาน อันเป็นปัจจัยประกอบที่สำคัญ

สุดท้าย อย่าสงสัยว่า ทำไม ถามนิดเดียว แต่ตอบยาว
เพราะ มันเป็นเรื่องที่ต้องอธิบายกันยาว ไม่ใช่มาตอบว่า ละโน้น ละนี้ ละอย่างนั้น ละอย่างนี้ ก็ทรงอารมณ์อย่างนั้น อย่างนี้ นั่นมันอวดอุตริฯ

แต่ที่กล่าวไปทั้งหมด ของจริง เรื่องจริงขอรับ

ส่วนการบรรลุอรหันต์ นั้น คือ การที่บุคคล มีความรู้ ในหลักวิชชา ทางศาสนา ฝึกปฏิบัติ จนสามารถขจัดคลื่นอาสวะแห่งกิเลสออกจากร่างกาย ขณะที่ขจัดอาสวะแห่งกิเลส ก็จะเปล่งเป็นแสงสีต่างๆกัน จะเรียกว่า ฉัพพรรณรังสี ก็ได้ เพราะผู้บรรลุอรหันต์ จะสามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลส อันเป็นอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด คลื่นแห่งกามตัณหา ฯลฯ ซึ่ง อาสวะแห่งกิเลสต่างๆเหล่านั้น จะแสดงออกมาเป็นแสงสีตามแต่ อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่น อารมณ์โกรธ หรือขุ่นมัว ก็จะเปล่งฉัพพรรณรังสี เป็นแสงสีดำ หรือเกีอบจะดำ
ถ้าเป็นขจัดความหลง เช่นได้รู้จัก ได้เห็น ได้พบ ก็จะเปล่งเป็นแสงสีส้ม
ถ้าเป็นการขจัดอาสวะแห่งกิเลสที่เป็นส่วนละเอียด ก็จะเป็นแสงสีขาวนวล
ถ้าเป็นการขจัดอาสวะแห่งกิเลสที่เป็นส่วนละเอียด ระดับอะตอม(เล็กที่สุด) ก็จะเป็นแสงสีขาวใส
อย่างนี้เป็นต้น

ขันธ์
09-05-2008, 11:06 AM
ดีแล้วนะ ไม่ใช่ ธรรม 4 คู่ 8 ทาง อะไรนั่น ผมก็พอใจแล้ว เทวาด่า
เอาให้อยุ่ในกรอบของ พุทธธรรมแบบนี้ ก็ยอดเยี่ยม

telwada
09-05-2008, 11:20 AM
แล้วศาสนาศรีอารย์ล่ะครับ........


ไม่ทราบว่าคุณต้องการคำตอบอย่างไร
แต่จะตอบให้ว่า ศาสนาศรีอาริย์นั้น เมื่อบัญญ้ติขึ้นแล้ว ย่อมมีผลต่อมนุษย์ ทั้งมวล อีกทั้งยังมีผลต่อกลไกแห่งจักรวาล

ตามช้อเท็จจริงแล้ว ศาสนาศรีอาริยเมตไตรย ได้ศึกษา ค้นคว้า มาจาก ศาสนาทุกศาสนา อีกทั้งยังได้วิจัย ศึกษา จากชีวิตจริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย เท่าที่ช้าพเจ้าจะสามารถ ศึกษา และวิจัยค้นคว้าได้
ดังนั้น ศาสนา ศรีอาริย์ ที่แท้จริงนั้น จึงเป็นเพียงศาสนาที่มาปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนแปลง และพัฒนา ศาสนาต่างๆ ให้มีหลักการ ไปในทิศทางเดียวกัน
แต่ถ้าจะคิดในแง่การค้นคว้า วิจัย และฝึกฝน ก็ต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้า ฝึก ศีกษา ค้นคว้า และวิจ้ย ค่อนมาทางศาสนาพุทธมากกว่า เพราะข้าพเจ้านับถือศาสนาพุทธ
แต่เมื่อได้ค้นพบวิชชา ทั้งหมดแล้ว ก็พบว่า ในบรรดาวิชชาแห่งศาสนาศริอาริย์นั้น ส่วนใหญ่ เป็นการค้นพบ จากอาวุธของเทพเจ้า ทั้ง 3 องค์ คือ พระศิวะ พระนารายณ์ และพระหรหม (นี้เรียงลำดับเรียบร้อยแล้ว ) แล้วนำมาเทียบเคียง เปรัยบเทียบ กับ วิชชา 3 วิชชา 8 อันมีปรากฎในศาสนาพุทธ (ปรากฏ เฉพาะชื่อ หัวข้อของวิชชา) อีกทั้งยังค้นพบอีกว่า วิชชา 3 วิชชา 8 นั้นคือ หลักการทางศาสนาของทุกศาสนา ตั้งแต่ ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู, ศาสนาพุทธ ,ศาสนาคริสต์,ศาสนาอิสลาม,และศาสนาซิกส์ รวมกันทุกศาสนา เป็น หลัก วิชชา 3 วิชชา 8

ดังนั้นมีข้าพเจ้าเพียงผู้เดียวที่รู้ว่า ศาสนาทุกศาสนามีต้นตอมาจากใคร หรือจากศาสนาไหน เพียงแต่ข้าพเจ้าไม่อยากทำให้มันยุ่งวุ่นวาย ก็เลยปล่อยตามเลย เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะรื้อฟื้นว่า ศาสนา แต่ละศาสนามีต้นกำเนิดมาอย่างไร
ถึงอย่างไรก็ตาม หลักธรรมคำสอนที่ข้าพเจ้าเคยได้สอนในเวบฯนี้ และอีกหลายๆเวบ ก็เป็น หลักการหรือหลักธรรม สำหรับศาสนาพุทธ (อันไม่เหมือนสิ่งที่มีอยุ่เดิมซะอีก) ซึ่งเป็นหลักความจริง เป็นต้นตอแห่ง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค อย่างถูแต้อง และแท้จริง ฉะนี้

telwada
10-05-2008, 12:16 PM
ดีแล้วนะ ไม่ใช่ ธรรม 4 คู่ 8 ทาง อะไรนั่น ผมก็พอใจแล้ว เทวาด่า
เอาให้อยุ่ในกรอบของ พุทธธรรมแบบนี้ ก็ยอดเยี่ยม


ทำไมจะไม่ใช่ละ ท่านทั้งหลายจะบรรลุโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ และนิพพาน หรือปรินิพพานได้นั้น
ก็ต้องมี หลักการ หลักวิชชา หรือหลักธรรมคำสอน ที่ถูกต้อง สามารถคิดพิจารณาได้เป็นวงรอบ คือคิดพิจารณาได้เป็นวัฏฏจักร
หลักธรรม 4 คู่ 8 ข้อ เป็น หลักธรรมคำสอน สำหรับ ศาสนาพุทธ ทั้ง 4 คู่ 8 ข้อ เป็นทั้ง ทุกข์ เป็นทั้ง สมุทัย เป็นทั้ง นิโรธ และเป็นทั้ง มรรค
คิดพิจารณาเถิด ตามแต่สมองสติปัญญา ตามแต่ความรู้ความเข้าใจ ย่อมจ้กทำให้ท่านทั้งหลาย บรรลุโสดาบัน ได้โดยไม่ยาก

telwada
11-05-2008, 11:37 AM
ไม่ทราบว่าคุณต้องการคำตอบอย่างไร
แต่จะตอบให้ว่า ศาสนาศรีอาริย์นั้น เมื่อบัญญ้ติขึ้นแล้ว ย่อมมีผลต่อมนุษย์ ทั้งมวล อีกทั้งยังมีผลต่อกลไกแห่งจักรวาล

ตามช้อเท็จจริงแล้ว ศาสนาศรีอาริยเมตไตรย ได้ศึกษา ค้นคว้า มาจาก ศาสนาทุกศาสนา อีกทั้งยังได้วิจัย ศึกษา จากชีวิตจริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย เท่าที่ช้าพเจ้าจะสามารถ ศึกษา และวิจัยค้นคว้าได้
ดังนั้น ศาสนา ศรีอาริย์ ที่แท้จริงนั้น จึงเป็นเพียงศาสนาที่มาปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนแปลง และพัฒนา ศาสนาต่างๆ ให้มีหลักการ ไปในทิศทางเดียวกัน
แต่ถ้าจะคิดในแง่การค้นคว้า วิจัย และฝึกฝน ก็ต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้า ฝึก ศีกษา ค้นคว้า และวิจ้ย ค่อนมาทางศาสนาพุทธมากกว่า เพราะข้าพเจ้านับถือศาสนาพุทธ
แต่เมื่อได้ค้นพบวิชชา ทั้งหมดแล้ว ก็พบว่า ในบรรดาวิชชาแห่งศาสนาศริอาริย์นั้น ส่วนใหญ่ เป็นการค้นพบ จากอาวุธของเทพเจ้า ทั้ง 3 องค์ คือ พระศิวะ พระนารายณ์ และพระหรหม (นี้เรียงลำดับเรียบร้อยแล้ว ) แล้วนำมาเทียบเคียง เปรัยบเทียบ กับ วิชชา 3 วิชชา 8 อันมีปรากฎในศาสนาพุทธ (ปรากฏ เฉพาะชื่อ หัวข้อของวิชชา) อีกทั้งยังค้นพบอีกว่า วิชชา 3 วิชชา 8 นั้นคือ หลักการทางศาสนาของทุกศาสนา ตั้งแต่ ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู, ศาสนาพุทธ ,ศาสนาคริสต์,ศาสนาอิสลาม,และศาสนาซิกส์ รวมกันทุกศาสนา เป็น หลัก วิชชา 3 วิชชา 8

ดังนั้นมีข้าพเจ้าเพียงผู้เดียวที่รู้ว่า ศาสนาทุกศาสนามีต้นตอมาจากใคร หรือจากศาสนาไหน เพียงแต่ข้าพเจ้าไม่อยากทำให้มันยุ่งวุ่นวาย ก็เลยปล่อยตามเลย เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะรื้อฟื้นว่า ศาสนา แต่ละศาสนามีต้นกำเนิดมาอย่างไร
ถึงอย่างไรก็ตาม หลักธรรมคำสอนที่ข้าพเจ้าเคยได้สอนในเวบฯนี้ และอีกหลายๆเวบ ก็เป็น หลักการหรือหลักธรรม สำหรับศาสนาพุทธ (อันไม่เหมือนสิ่งที่มีอยุ่เดิมซะอีก) ซึ่งเป็นหลักความจริง เป็นต้นตอแห่ง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค อย่างถูแต้อง และแท้จริง ฉะนี้

อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ ขันธ์
ดีแล้วนะ ไม่ใช่ ธรรม 4 คู่ 8 ทาง อะไรนั่น ผมก็พอใจแล้ว เทวาด่า
เอาให้อยุ่ในกรอบของ พุทธธรรมแบบนี้ ก็ยอดเยี่ยม


ทำไมจะไม่ใช่ละ ท่านทั้งหลายจะบรรลุโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ และนิพพาน หรือปรินิพพานได้นั้น
ก็ต้องมี หลักการ หลักวิชชา หรือหลักธรรมคำสอน ที่ถูกต้อง สามารถคิดพิจารณาได้เป็นวงรอบ คือคิดพิจารณาได้เป็นวัฏฏจักร
หลักธรรม 4 คู่ 8 ข้อ เป็น หลักธรรมคำสอน สำหรับ ศาสนาพุทธ ทั้ง 4 คู่ 8 ข้อ เป็นทั้ง ทุกข์ เป็นทั้ง สมุทัย เป็นทั้ง นิโรธ และเป็นทั้ง มรรค
คิดพิจารณาเถิด ตามแต่สมองสติปัญญา ตามแต่ความรู้ความเข้าใจ ย่อมจ้กทำให้ท่านทั้งหลาย บรรลุโสดาบัน ได้โดยไม่ยาก

อนึ่ง ฉัพพรรณรังสีที่ปรากฎในบุคคลผู้บรรลุธรรมตั้งแต่ชั้นโสดาบันเป็นต้นไปนั้น จะไม่มีอันตราย เพราะเป็นแสงคลื่นที่ได้แปรเปลี่ยนคลื่นความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ถ้าจะกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้น กลไก ของร่างกายกาย จะเปลี่ยนความถี่ของคลื่นที่ไม่พึงประสงค์เหล่านั้นให้สะอาดแล้ว
ยกเว้น สีดำ หรือสีเกือบดำ ถ้าเปล่งออกมาเป็นสีดำ หรือ ค่อนข้างดำ หากไหลเข้าไปสู่ผุ้ใด ผู้นั้น จะเกิดอารมณ์แปรปรวน เพราะแสงสีดำ เป็นคลื่นแห่งความโกรธ หรือขุ่นมัว หรือพิโรธ และจะคงอยู่ในตัวแต่ละบุคคลได้ที่ได้รับ
ตั้งแต่ หลายชั่วโมง ไปจนถึงหลายวัน ขึ้นอยู่กับสภาพสมาธิ ความรู้ ความเข้าใจของบุคคลนั้นๆ

telwada
12-05-2008, 08:16 AM
อนึ่ง หากมีบุคคล หรือกลุ่มบุคคล แอบอ้างหลอกลวงว่า สำเร็จ ชั้นอริยะบุคคลชั้นใดชั้นหนึ่ง ในทางศาสนาพุทธ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีจริง เป็นจริง กล่าวคือ ไม่มีปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกาย ตามที่ข้าพเจ้าบอกไว้ หรือตามบรรทัดฐานที่ข้าพเจ้าแจ้งไว้ในกระทู้
ก็ให้ถือว่า พวกเขา หรือกลุ่มบุคคลนั้นๆ หลอกลวง ทำให้ศาสนาเสื่อมโทรม ขอรับ แจ้งเจ้าหน้าบ้านเมือง เอาข้อหา หลอกลวงทำให้เสียทรัพย์ และทำให้พุทธศาสนาเสียหาย ได้เลยขอรับ

เพราะเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ จักต้องช่วยกันดูแล เป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแล ไม่ให้ พวกเดียรถีย์ ใช้ศาสนาไปหลอกลวงผู้อื่น เพี่อเลี้ยงชีพ อันเป็นการทำลายศาสนา ทำให้ศาสนาเสียหาย เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีจริง เป็นจริง

ใบไม้นอกกำมือ
12-05-2008, 11:59 AM
คุณtelwada (http://board.palungjit.com/member.php?u=31)<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_1190168", true); </SCRIPT>ครับ



ศาสนาต่างๆเปรียบเหมือนโรงเรียน ต้องเรียนรู้จากอนุบาล ประถม มัธยม ไปจนถึงมหาวิทยาลัย

ผู้ที่จะเข้าถึงความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลสได้ ต้องเป็นผู้ที่จะปฏิบัติถึงขั้นอรหันต์ คือ ปริญญาเอก

ศาสนาพุทธ มีวัตถุประสงค์ให้คนปฏิบัติให้เข้าถึงกระแสแห่งนิพพาน คือ ระดับโสดาบันขึ้นไป แต่ผู้ที่ปฏิบัติไม่ได้ อย่างน้อยก็จะพยายามรักษาศิล 5 และทำบุญสะสมบารมีต่อไป

ศาสนาพุทธจึงเป็นโรงเรียนที่สอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงปริญญาเอก

ศาสนาคริสต์ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้คนเข้านิพพาน (เป็นพระเจ้า) เพราะเขาคิดว่าการละราคะ โทสะ โมหะนั้นยากมาก เขาจึงต้องพึ่ง พระบิดา พระจิต และพระบุตร ขอเพียงเพื่อได้ไปอยู่กับพระเจ้าเท่านั้น

ศาสนาคริสต์จึงเป็นโรงเรียนที่สอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงปริญญาตรีเท่านั้น ถ้าจะต่อโทและเอกต้องไปศึกษาต่อในศาสนาพุทธ หรือไม่ก็ต้องไปศึกษากับพระเยซูหรือนักบุญต่างๆในสรวงสวรรค์เอาเอง

ศาสนาอิสลาม มีวัตถุ ประสงค์ จุดมุ่งหมาย เป้าหมาย เพื่อ ให้บุคคล ผู้ประพฤติปฏิบัติ(มุสลิม)เกิดความใกล้ชิดกับพระเจ้า แต่จะพูดว่าได้ไปรับใช้พระผู้เป็นเจ้าก็อาจจะได้ อัลกุรอานระบุว่าการรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าจะทำให้จิตใจสงบ นั่นคือการบำรุงรักษาจิตนั่นเอง การรำลึกถึงอัลลอฮฺครอบคลุมความหมายที่กว้างขวาง นับตั้งแต่การกล่าวด้วยคำเฉพาะ จนกระทั่งการนั่งคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับพระองค์ในด้านต่างๆ

ศาสนาอิสลามจึงเป็นโรงเรียนที่สอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงปริญญาตรีเท่านั้น ถ้าจะต่อโทและเอกต้องไปศึกษาต่อในศาสนาพุทธ

หรือไม่ก็ต้องรอพระศรีอริยะเมตตรัย เพราะพระองค์จะเกิดเป็นคนจีนมุสลิมในปีพศ.5500 คนอิสลามจะเรียกพระองค์ท่านว่า มะดีย์(อาจจะสะกดผิด) ในตอนนั้นศาสนาต่างๆจะมีศาสนาเดียวที่คนนับถือ ไม่ใช่พุทธ คริสต์ อิสลาม แต่จะเป็นศาสนาใหม่ของพระศรีอริยะเมตตรัย

telwada
12-05-2008, 06:54 PM
คุณใบไม้ฯ ทำไมคุณเข้าใจว่ามีเพียงศาสนาพุทธ ศาสนาเดียวที่สอนให้หลุดพ้น บรรลุนิพพาน
ข้าพเจ้าเคยบอกคุณแล้ว่า คุณนั้นหลงตัวเอง อวดภูมิความรู้ แต่ความจริงแล้ว ร้ไม่จริง รู้ไม่แจ้ง

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ...ใครบอกคุณว่า ศาสนาพุทธเปรียบเหมือนโรงเรียน ตั้งแต่อนุบาล ถึงปริญญา คุณคิดเอาเอง พูดเอง เออเอง ละซิ

ข้าพเจ้าเคยเขียนสอน อธิบายในเรืองศาสนาแต่ละศาสนาไปหลายครั้งแล้วว่า มันต่างกันที่ศัพท์ภาษา อย่าคิดว่า มีแต่ศาสนาพุทธ ที่สอนให้บรรลุนิพพาน
แค่คุณเขียนว่า "ที่จะเข้าถึงความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลสได้ ต้องเป็นผู้ที่จะปฏิบัติถึงขั้นอรหันต์ คือ ปริญญาเอก" ก็รู้แล้วว่าคุณก็แค่ คนอยากดัง อวดภูมิความรู้ จริงๆแล้วไม่ได้รู้อะไรเลย หมายถึงไม่รู้อะไรเลยเกิ่ยวกับการปฏิบัติ เขียนได้ แต่ทำไม่ได้ แถมยังอวดว่าศาสนาที่คุณนับถือเท่านั้น สามารถทำให้หลุดพ้นได้
คิดผิดแล้วคุณเอ๋ย

ศาสนาพุทธ เรียก อริยะบุคคล นับตั้งแต่ โสดาบัน จนไปถึง ปรินิพพาน หรือนิพพาน
ศาสนา คริสต์ เรียก พระบิดา พระจิต พระบุตร อัน เป็นความรัก ที่จะทำให้ ไปรับใช้พระเจ้า
ศาสนา อิสลาม เรียกว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นของพระผู้เป็นเจ้า จนไปถึง ได้กลับคืนไปสู่พระเจ้า

ในที่นี้ไม่กล่าวถึงศาสนาพราหมณ์ เพราะศาสนาพราหมณ์ ฮินดู เป็นศาสนาต้นกำเนิด คือ มีสอนตั้งแต่ระดับ ปุถุชนคนทั่วไป จนถึงขั้น หลุดพ้นจากวัฎจักรทั้งปวง

ศาสนาทุกศาสนา ไม่ใช่โรงเรียน และไม่สามารถนับหรือเปรียบเทียบเป็นปริญญา ของมนุษย์ ได้เลยแม้แต่น้อย
คุณใบไม้ มนุษย์ทั่วไป จบปริญญาเอก 3 ใบ ยังไม่เทียบเท่า ผู้บรรลุอรหันต์เลยนะคุณ นิพพานไม่ต้องกล่าวถึง สูงกว่าอรหันต์ไปหนึ่งชั้น แล้วคุณจะเอาปริญญาอะไรของมนุษย์มาเทียบ
คุณอย่ามัวโม้โอ้อวดความรุ้อะไรอยู่เลย ถ้าคุณเห็นตัวจริงของข้าพเจ้า คุณก็จะรู้เองว่า ศาสนาไม่ใช่โรงเรียน อย่างที่คุณกล่าว เพราะข้าพเจ้าเองกว่าจะประกาศศาสนา ยังต้องเรียนรู้จากธรรมชาติ ทั้งหลาย แล้วศาสนาจะเป็นโรงเรียนหรือ
แล้วจะบอกให้รู้ว่า ศาสนา มีความหมาย ตามพจนานุกรมไทย ฉบับ ราชบัณฑิตยสถานว่า
" น.ลัทธิความเชื่อถือของมนุษย์ อันมีหลัก คือ แสดงกำเนิดของโลก และสิ้นสุดของโลกเป็นต้น อันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์ประการหนึ่ง ,แสดงหลักธรรม เกี่ยวกับบาปบุญ อันเป็นไปในฝ่าย ศีลธรรมประการหนึ่ง ,พร้อมทั้งพิธีที่กระทำตามความเห็น หรือตามคำสอนในความเชื่อถือนั้นๆ"
ภาษา สันสฤต "ศาสนา คือ คำสอน ข้อบังคับ"

ศาสนาเกิดจากธรรมชาติ ถ้าจะเปรัยบเทียบ แล้ว ศาสนาเปรียบเป็นส่วนหนึงของสังคมโลกมนุษย์เท่านั้น เพราะศาสนาเกิด จาก พฤติกรรม ทั้งทางกาย วาจา และใจ ของมนุษย์ และสรรพสิ่งนั่นเอง

telwada
12-05-2008, 07:26 PM
อนึ่ง ข้าพเจ้าเอง เคยเขียนสอน ผู้นับถือศาสนาคริสต์ ถึงวิธีการ หลุดพ้น หรือขจัดอาสวะแห่งกิเลส ขั้นพื้นฐาน ตามแนวทางของศาสนาคริสต์ ไปหลายครั้งแล้ว และยังมีคนโทรศัพท์ไปถามข้าพเจ้า เกี่ยวกับการขจัดอาสวะของศาสนาคริสต์ด้วยซ้ำ แต่ เอ...ตอนนี้จำไม่ได้ซินะว่า ทำอย่างไร ลืมไปแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า

thanatos hipnos
12-05-2008, 07:50 PM
อืม

telwada
12-05-2008, 08:18 PM
อนึ่ง ข้าพเจ้าเอง เคยเขียนสอน ผู้นับถือศาสนาคริสต์ ถึงวิธีการ หลุดพ้น หรือขจัดอาสวะแห่งกิเลส ขั้นพื้นฐาน ตามแนวทางของศาสนาคริสต์ ไปหลายครั้งแล้ว และยังมีคนโทรศัพท์ไปถามข้าพเจ้า เกี่ยวกับการขจัดอาสวะของศาสนาคริสต์ด้วยซ้ำ แต่ เอ...ตอนนี้จำไม่ได้ซินะว่า ทำอย่างไร ลืมไปแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ไหนก็เขียนสอนแล้ว ก็เลยบอกซะหน่อยหนึ่งว่า

การขจัดอาสวะแห่งกิเลสในทางศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลามนั้น ง่ายกว่าของศาสนาพุทธด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่า เป็นการขจัดอาสวะชั้นพื้นฐาน ของบุคคลทั่วไป
หากจะให้ไปรับใช้พระเจ้า หรือ กลับคือไปสู่พระผู้เป็นเจ้าแล้วละก้อ ต้องมีหลักวิชชา อีกหลายประการ เท่านั้น
แต่เพียงแต่หลักขจัดอาสวะแห่งกิเลสเบื้องต้น ตามหลักศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ก็สามารถ บรรลุธรรม ซึ่งในทางศาสนาพุทธ เรียกว่า โสดาบัน จนไปถึง อนาคามีได้ เช่นกัน นะขอรับ

ใบไม้นอกกำมือ
13-05-2008, 05:04 PM
คุณtelwadaครับ




1. พระพุทธเจ้าเป็นคนแรกในศาสนาพราหมณ์ที่เข้าถึงโมกขธรรม ก่อนหน้านั้นพวกพราหมณ์เขาไปได้สูงสุดแค่อรูปพรหมครับ

2. ศาสนาคริสต์นั้น พระเยซูคือชาวพุทธมหายาน ท่านบรรลุอรหันต์และเป็นพระโพธิสัตว์ของมหายานครับ

3. ยุคหลังวิทยาการมันแพร่หลายไป คนในศาสนาพราหมณ์ก็เข้าถึงโมกขธรรมได้ คนในศาสนาคริสต์ก็เข้าถึงโมกขธรรมได้ ผมกับคุณก็อาจจะเข้าถึงโมกขธรรมได้ พระพุทธเจ้าเบื้องบนท่านมิได้ปิดบังความรู้


สิ่งที่คุณเที่ยวไปสอนชาวบ้าน คุณแน่ใจหรือว่าคุณรู้จริง คุมอารมณ์ความโกรธ ความอวดเก่ง อยากเด่ง อยากดัง ยังไม่ได้เลย แล้วก็ทำการใส่ร้ายผมว่าโม้อวดเก่งอีก

อนาจใจจริงจริง อยากจะเป็นอาจารย์สอนชาวบ้าน แต่สอนตัวเองยังไม่ได้เลย

pakung
13-05-2008, 05:30 PM
เหมือนผมไหม รังสี อ่ะนะ

telwada
13-05-2008, 08:22 PM
คุณtelwadaครับ




1. พระพุทธเจ้าเป็นคนแรกในศาสนาพราหมณ์ที่เข้าถึงโมกขธรรม ก่อนหน้านั้นพวกพราหมณ์เขาไปได้สูงสุดแค่อรูปพรหมครับ

2. ศาสนาคริสต์นั้น พระเยซูคือชาวพุทธมหายาน ท่านบรรลุอรหันต์และเป็นพระโพธิสัตว์ของมหายานครับ

3. ยุคหลังวิทยาการมันแพร่หลายไป คนในศาสนาพราหมณ์ก็เข้าถึงโมกขธรรมได้ คนในศาสนาคริสต์ก็เข้าถึงโมกขธรรมได้ ผมกับคุณก็อาจจะเข้าถึงโมกขธรรมได้ พระพุทธเจ้าเบื้องบนท่านมิได้ปิดบังความรู้


สิ่งที่คุณเที่ยวไปสอนชาวบ้าน คุณแน่ใจหรือว่าคุณรู้จริง คุมอารมณ์ความโกรธ ความอวดเก่ง อยากเด่ง อยากดัง ยังไม่ได้เลย แล้วก็ทำการใส่ร้ายผมว่าโม้อวดเก่งอีก

อนาจใจจริงจริง อยากจะเป็นอาจารย์สอนชาวบ้าน แต่สอนตัวเองยังไม่ได้เลย

ฮ่า ฮ่า ฮ่า โอ้อวด อีกตามเคย ใครกันแน่ที่อยากดัง คนอย่างคุณรู้ไม่จริง รู้ไม่แจ้ง ถามอะไร ก็ไม่รู้เรื่อง ไม่สามารถตอบได้ แถมยังอวดรุ้ สิ่งที่คุณเขียนมา ถ้าข้าพเจ้าย้อนถามคุณ คุณก็ตอบไม่ได้อีก แต่ก็จะถาม เพือจะได้ให้เหล่าบรรดา ผู้เข้าเยี่ยมชมเวบฯนี้ ได้รู้ว่า คนอย่างผุ้ใช้ชื่อว่า "ใบไม้นอกกำมือ" เป็นคนประเภทใด
และคุณไม่ต้องทำเป็นสู่รุ้ ว่า ข้าพเจ้ามีอารมณ์โกรธ คุณรู้ได้อย่างไร ว่าข้าพเจ้าควบคุมอารมณ์โกรธไม่ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าพเจ้าขจัดอาสวะแห่งกิเลสได้ทุกชนิด สามารถพิสูจน์ได้ ว่ามีจริงเป็นจริง และกล้าท้าให้พิสุจน์มานานแล้วด้วย

สิ่งที่คุณใบไม้ฯเขียนมาว่า
1. พระพุทธเจ้าเป็นคนแรกในศาสนาพราหมณ์ที่เข้าถึงโมกขธรรม ก่อนหน้านั้นพวกพราหมณ์เขาไปได้สูงสุดแค่อรูปพรหมครับ
ตอบ....
นี้แหละเขาเรียกว่า แสดงความเขลาเบาปัญญา คุณเขียนมาแบบนั้น คุณได้อยู่ในสมัยนี้นหรือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า อีกประการหนึ่ง
คุณเขียนมาแบบนั้น ก็แสดงว่า ศาสนาพุทธ เป็นเพียง แขนงศาสนาของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ละซิท่า แถมยังอวดรู้เรื่อง อรูปพรหม อ่า ฮ่า ฮ่า คุณนะหรือ จะรู้เรื่อง รูปพรหม อรูปพรหม อยากเห็นของจริงไหมละ ไม่รู้ ไม่เขียน แบบ อยากดัง อยากเด่น อยากชนะ ก็ไม่มีใคว่าตอกนะ พอเขียนน่าอนาถในความคิด จริง ๆ
แล้วข้อความข้างต้นนี้ มีคำถามอยู่ด้วย ลองตอบมาซิ แล้วคุณก็ควรได้ไปศึกษาสาสนาพราหมณ์ ฮินดู ให้ถ่องแท้ จะได้รู้ว่า ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู นั้นเป็นอย่างไร ไม่ศึกษามาให้ดี แล้วค่อยมาเถียงใหม่

ใบไม้ฯ เขียนว่า..
2. ศาสนาคริสต์นั้น พระเยซูคือชาวพุทธมหายาน ท่านบรรลุอรหันต์และเป็นพระโพธิสัตว์ของมหายานครับ

ตอบ...
อนิจจา มนุษย์สติเฟื่องนี่หว่า ดันบอกว่า พระเยชู คือ ชาวพุทธ มหายาน ฮ่า ฮ่า ฮ่า
พระเยชู ก็คือ พระเยขู นั่นแหละคุณ
พระเยชู ก็ย่อมศึกษา ค้นคว้า จากศาสนาพราหมณ์ ฮินดู เช่นเดียวกับศาสนาพุทธ คุณไปเอามาจากไหน เขียนไปเรื่อยเปื่อย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าพเจ้ามีหลักฐานนะว่า ศาสนาคริสต์ มีต้นกำเนิดจาก ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู แบบเดียวกับศาสนาพุทธนั่นแหละ
อย่าไปทำความเสื่อมเสียให้กับศาสนาเขาด้วยความเขลา เบาปัญญาเลยคุณ อย่างคุณเขาเรียกว่า อวดเก่ง อยากเด่น อยากดัง ของจริงเลยละนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ใบไม้ฯ เชียนว่า...
. ยุคหลังวิทยาการมันแพร่หลายไป คนในศาสนาพราหมณ์ก็เข้าถึงโมกขธรรมได้ คนในศาสนาคริสต์ก็เข้าถึงโมกขธรรมได้ ผมกับคุณก็อาจจะเข้าถึงโมกขธรรมได้ พระพุทธเจ้าเบื้องบนท่านมิได้ปิดบังความรู้

ตอบ..... ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เข้าขั้น เพ้อเจ้อ หลงในความรู้ของตัวเอง อยากเด่น อยากดัง อยากอวดว่าข้ารุ้ ข้าเห็น แต่ปฏิบัติไม่ได้ แถมยังอวดรู้อวดอุตริฯ ไปถึงศาสนาอื่นๆ ทำศาสนาเขาเสื่อมเสียไม่รู้ตัวอีก
คนในศาสนาไหนๆ นอกเหนือจากข้าพเจ้าแล้ว ปัจจุบันนี้ ยังไม่มีบุคคลใด เข้าสู่โมกขธรรมได้ เหตุเพราะ หลักการหรือหลักธรรมคำสอนของข้าพเจ้า ยังสอนไม่หมด ถึงแม้จะมีคนได้ไป หรือที่ได้จดลิขสิทธิ์ ไว้ ก็เป็นเพียงหัวข้อหลักใหญ่ ยังมีรายละเอียดอีกมาก อย่าเพ้อเจ้ออีกลยคุณ ไบไม้ฯ ถ้าคุณคิดว่า คนในแต่ละศาสนาเข้าสุ่โมกธรรมได้ คุณว่า พวกเขา รวมทั้ง พระพุทธเจ้าของคุณ และพระสงฆ์ที่คุณเอามาอ้างว่าเป็นพระอรหันต์ นั้นด้วย ใช้หลักธรรมใด ปฏิบัต โดยใช้หลักการใด หากพวกเขาเช้าถึงโมกขธรรมได้จริง คุณรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาเข้าถึงโมกขธรรม มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ ต้องสามารถพิสูจน์ได้ ไม่ใช่ตอบว่าดูพฤติกรรมของเขา ถ้าตอบอย่างนี้ ไม่ต้องตอบ ไปหาดูพวกที่นับถือผีก็ได้ มีเยอะแยะไป

telwada
13-05-2008, 08:37 PM
ไหนก็เขียนสอนแล้ว ก็เลยบอกซะหน่อยหนึ่งว่า

การขจัดอาสวะแห่งกิเลสในทางศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลามนั้น ง่ายกว่าของศาสนาพุทธด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่า เป็นการขจัดอาสวะชั้นพื้นฐาน ของบุคคลทั่วไป
หากจะให้ไปรับใช้พระเจ้า หรือ กลับคือไปสู่พระผู้เป็นเจ้าแล้วละก้อ ต้องมีหลักวิชชา อีกหลายประการ เท่านั้น
แต่เพียงแต่หลักขจัดอาสวะแห่งกิเลสเบื้องต้น ตามหลักศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ก็สามารถ บรรลุธรรม ซึ่งในทางศาสนาพุทธ เรียกว่า โสดาบัน จนไปถึง อนาคามีได้ เช่นกัน นะขอรับ

พอผู้ใช้ชื่อว่า ใบไม้นอกกำมือ ได้เห้นข้อความที่ข้าพเจ้าเขียนด้านบน เขาก็แสดงความคิดเห็นว่า

สิ่งที่คุณใบไม้ฯเขียนมาว่า
1. พระพุทธเจ้าเป็นคนแรกในศาสนาพราหมณ์ที่เข้าถึงโมกขธรรม ก่อนหน้านั้นพวกพราหมณ์เขาไปได้สูงสุดแค่อรูปพรหมครับ
telwada ตอบ....
นี้แหละเขาเรียกว่า แสดงความเขลาเบาปัญญา คุณเขียนมาแบบนั้น คุณได้อยู่ในสมัยนี้นหรือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า อีกประการหนึ่ง
คุณเขียนมาแบบนั้น ก็แสดงว่า ศาสนาพุทธ เป็นเพียง แขนงศาสนาของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ละซิท่า แถมยังอวดรู้เรื่อง อรูปพรหม อ่า ฮ่า ฮ่า คุณนะหรือ จะรู้เรื่อง รูปพรหม อรูปพรหม อยากเห็นของจริงไหมละ ไม่รู้ ไม่เขียน แบบ อยากดัง อยากเด่น อยากชนะ ก็ไม่มีใคว่าตอกนะ พอเขียนน่าอนาถในความคิด จริง ๆ
แล้วข้อความข้างต้นนี้ มีคำถามอยู่ด้วย ลองตอบมาซิ แล้วคุณก็ควรได้ไปศึกษาสาสนาพราหมณ์ ฮินดู ให้ถ่องแท้ จะได้รู้ว่า ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู นั้นเป็นอย่างไร ไม่ศึกษามาให้ดี แล้วค่อยมาเถียงใหม่

ใบไม้ฯ เขียนว่า..
2. ศาสนาคริสต์นั้น พระเยซูคือชาวพุทธมหายาน ท่านบรรลุอรหันต์และเป็นพระโพธิสัตว์ของมหายานครับ

telwada ตอบ...
อนิจจา มนุษย์สติเฟื่องนี่หว่า ดันบอกว่า พระเยชู คือ ชาวพุทธ มหายาน ฮ่า ฮ่า ฮ่า
พระเยชู ก็คือ พระเยขู นั่นแหละคุณ
พระเยชู ก็ย่อมศึกษา ค้นคว้า จากศาสนาพราหมณ์ ฮินดู เช่นเดียวกับศาสนาพุทธ คุณไปเอามาจากไหน เขียนไปเรื่อยเปื่อย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าพเจ้ามีหลักฐานนะว่า ศาสนาคริสต์ มีต้นกำเนิดจาก ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู แบบเดียวกับศาสนาพุทธนั่นแหละ
อย่าไปทำความเสื่อมเสียให้กับศาสนาเขาด้วยความเขลา เบาปัญญาเลยคุณ อย่างคุณเขาเรียกว่า อวดเก่ง อยากเด่น อยากดัง ของจริงเลยละนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ใบไม้ฯ เชียนว่า...
. ยุคหลังวิทยาการมันแพร่หลายไป คนในศาสนาพราหมณ์ก็เข้าถึงโมกขธรรมได้ คนในศาสนาคริสต์ก็เข้าถึงโมกขธรรมได้ ผมกับคุณก็อาจจะเข้าถึงโมกขธรรมได้ พระพุทธเจ้าเบื้องบนท่านมิได้ปิดบังความรู้

telwada ตอบ..... ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เข้าขั้น เพ้อเจ้อ หลงในความรู้ของตัวเอง อยากเด่น อยากดัง อยากอวดว่าข้ารุ้ ข้าเห็น แต่ปฏิบัติไม่ได้ แถมยังอวดรู้อวดอุตริฯ ไปถึงศาสนาอื่นๆ ทำศาสนาเขาเสื่อมเสียไม่รู้ตัวอีก
คนในศาสนาไหนๆ นอกเหนือจากข้าพเจ้าแล้ว ปัจจุบันนี้ ยังไม่มีบุคคลใด เข้าสู่โมกขธรรมได้ เหตุเพราะ หลักการหรือหลักธรรมคำสอนของข้าพเจ้า ยังสอนไม่หมด ถึงแม้จะมีคนได้ไป หรือที่ได้จดลิขสิทธิ์ ไว้ ก็เป็นเพียงหัวข้อหลักใหญ่ ยังมีรายละเอียดอีกมาก อย่าเพ้อเจ้ออีกลยคุณ ไบไม้ฯ ถ้าคุณคิดว่า คนในแต่ละศาสนาเข้าสุ่โมกธรรมได้ คุณว่า พวกเขา รวมทั้ง พระพุทธเจ้าของคุณ และพระสงฆ์ที่คุณเอามาอ้างว่าเป็นพระอรหันต์ นั้นด้วย ใช้หลักธรรมใด ปฏิบัต โดยใช้หลักการใด หากพวกเขาเช้าถึงโมกขธรรมได้จริง คุณรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาเข้าถึงโมกขธรรม มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ ต้องสามารถพิสูจน์ได้ ไม่ใช่ตอบว่าดูพฤติกรรมของเขา ถ้าตอบอย่างนี้ ไม่ต้องตอบ ไปหาดูพวกที่นับถือผีก็ได้ มีเยอะแยะไป

telwada
14-05-2008, 12:36 PM
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ telwada
ไหนก็เขียนสอนแล้ว ก็เลยบอกซะหน่อยหนึ่งว่า

การขจัดอาสวะแห่งกิเลสในทางศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลามนั้น ง่ายกว่าของศาสนาพุทธด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่า เป็นการขจัดอาสวะชั้นพื้นฐาน ของบุคคลทั่วไป
หากจะให้ไปรับใช้พระเจ้า หรือ กลับคือไปสู่พระผู้เป็นเจ้าแล้วละก้อ ต้องมีหลักวิชชา อีกหลายประการ เท่านั้น
แต่เพียงแต่หลักขจัดอาสวะแห่งกิเลสเบื้องต้น ตามหลักศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ก็สามารถ บรรลุธรรม ซึ่งในทางศาสนาพุทธ เรียกว่า โสดาบัน จนไปถึง อนาคามีได้ เช่นกัน นะขอรับ

พอผู้ใช้ชื่อว่า ใบไม้นอกกำมือ ได้เห้นข้อความที่ข้าพเจ้าเขียนด้านบน เขาก็แสดงความคิดเห็นว่า

สิ่งที่คุณใบไม้ฯเขียนมาว่า
1. พระพุทธเจ้าเป็นคนแรกในศาสนาพราหมณ์ที่เข้าถึงโมกขธรรม ก่อนหน้านั้นพวกพราหมณ์เขาไปได้สูงสุดแค่อรูปพรหมครับ
telwada ตอบ....
นี้แหละเขาเรียกว่า แสดงความเขลาเบาปัญญา คุณเขียนมาแบบนั้น คุณได้อยู่ในสมัยนี้นหรือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า อีกประการหนึ่ง
คุณเขียนมาแบบนั้น ก็แสดงว่า ศาสนาพุทธ เป็นเพียง แขนงศาสนาของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ละซิท่า แถมยังอวดรู้เรื่อง อรูปพรหม อ่า ฮ่า ฮ่า คุณนะหรือ จะรู้เรื่อง รูปพรหม อรูปพรหม อยากเห็นของจริงไหมละ ไม่รู้ ไม่เขียน แบบ อยากดัง อยากเด่น อยากชนะ ก็ไม่มีใคว่าตอกนะ พอเขียนน่าอนาถในความคิด จริง ๆ
แล้วข้อความข้างต้นนี้ มีคำถามอยู่ด้วย ลองตอบมาซิ แล้วคุณก็ควรได้ไปศึกษาสาสนาพราหมณ์ ฮินดู ให้ถ่องแท้ จะได้รู้ว่า ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู นั้นเป็นอย่างไร ไม่ศึกษามาให้ดี แล้วค่อยมาเถียงใหม่

ใบไม้ฯ เขียนว่า..
2. ศาสนาคริสต์นั้น พระเยซูคือชาวพุทธมหายาน ท่านบรรลุอรหันต์และเป็นพระโพธิสัตว์ของมหายานครับ

telwada ตอบ...
อนิจจา มนุษย์สติเฟื่องนี่หว่า ดันบอกว่า พระเยชู คือ ชาวพุทธ มหายาน ฮ่า ฮ่า ฮ่า
พระเยชู ก็คือ พระเยขู นั่นแหละคุณ
พระเยชู ก็ย่อมศึกษา ค้นคว้า จากศาสนาพราหมณ์ ฮินดู เช่นเดียวกับศาสนาพุทธ คุณไปเอามาจากไหน เขียนไปเรื่อยเปื่อย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าพเจ้ามีหลักฐานนะว่า ศาสนาคริสต์ มีต้นกำเนิดจาก ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู แบบเดียวกับศาสนาพุทธนั่นแหละ
อย่าไปทำความเสื่อมเสียให้กับศาสนาเขาด้วยความเขลา เบาปัญญาเลยคุณ อย่างคุณเขาเรียกว่า อวดเก่ง อยากเด่น อยากดัง ของจริงเลยละนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ใบไม้ฯ เชียนว่า...
. ยุคหลังวิทยาการมันแพร่หลายไป คนในศาสนาพราหมณ์ก็เข้าถึงโมกขธรรมได้ คนในศาสนาคริสต์ก็เข้าถึงโมกขธรรมได้ ผมกับคุณก็อาจจะเข้าถึงโมกขธรรมได้ พระพุทธเจ้าเบื้องบนท่านมิได้ปิดบังความรู้

telwada ตอบ..... ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เข้าขั้น เพ้อเจ้อ หลงในความรู้ของตัวเอง อยากเด่น อยากดัง อยากอวดว่าข้ารุ้ ข้าเห็น แต่ปฏิบัติไม่ได้ แถมยังอวดรู้อวดอุตริฯ ไปถึงศาสนาอื่นๆ ทำศาสนาเขาเสื่อมเสียไม่รู้ตัวอีก
คนในศาสนาไหนๆ นอกเหนือจากข้าพเจ้าแล้ว ปัจจุบันนี้ ยังไม่มีบุคคลใด เข้าสู่โมกขธรรมได้ เหตุเพราะ หลักการหรือหลักธรรมคำสอนของข้าพเจ้า ยังสอนไม่หมด ถึงแม้จะมีคนได้ไป หรือที่ได้จดลิขสิทธิ์ ไว้ ก็เป็นเพียงหัวข้อหลักใหญ่ ยังมีรายละเอียดอีกมาก อย่าเพ้อเจ้ออีกลยคุณ ไบไม้ฯ ถ้าคุณคิดว่า คนในแต่ละศาสนาเข้าสุ่โมกธรรมได้ คุณว่า พวกเขา รวมทั้ง พระพุทธเจ้าของคุณ และพระสงฆ์ที่คุณเอามาอ้างว่าเป็นพระอรหันต์ นั้นด้วย ใช้หลักธรรมใด ปฏิบัต โดยใช้หลักการใด หากพวกเขาเช้าถึงโมกขธรรมได้จริง คุณรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาเข้าถึงโมกขธรรม มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ ต้องสามารถพิสูจน์ได้ ไม่ใช่ตอบว่าดูพฤติกรรมของเขา ถ้าตอบอย่างนี้ ไม่ต้องตอบ ไปหาดูพวกที่นับถือผีก็ได้ มีเยอะแยะไป

อยากได้คำตอบจากคุณใบไม้ฯ ว่าจะตอบแบบสีข้างเข้าถูอีกไหม
และก็จงรู้เอาไว้เลยว่า
ความหลงตัวเอง ที่เที่ยวโอ้อวดว่า ชนะคนนั้น ชนะคนโน้น คุณไม่ได้ชนะดอกนะ เขาไม่อยากเถียงแบบไร้สาระ ไม่รู้จริง ไม่รู้แจ้งคิดเอาเองอย่างคุณ พิสูจน์ไม่ได้ว่ามีจริง เป็นจริง ฮ่า ฮ๋า ฮ่า

หาธรรม
14-05-2008, 10:14 PM
สองคนสติเฟื่องคือ Telwada กะ ใบไม้ คุยถกเถียงกัน แล้วถ้าคนดีหัวเราะ แล้วจะว่าคนดีบ้าไหมเนี่ย (ขอโทษที พูดส่อเสียดผิดศีลข้อ 4)

ที่พูดนี่ไม่อยากให้คนอื่นเขาเข้ามาแล้วก็ comment ว่า กระทู้นี้มีแต่คนบ้า (จำได้ไหม มีคนเคยว่าแล้วจริง ๆ)

telwada
15-05-2008, 07:08 AM
สองคนสติเฟื่องคือ Telwada กะ ใบไม้ คุยถกเถียงกัน แล้วถ้าคนดีหัวเราะ แล้วจะว่าคนดีบ้าไหมเนี่ย (ขอโทษที พูดส่อเสียดผิดศีลข้อ 4)

ที่พูดนี่ไม่อยากให้คนอื่นเขาเข้ามาแล้วก็ comment ว่า กระทู้นี้มีแต่คนบ้า (จำได้ไหม มีคนเคยว่าแล้วจริง ๆ)

คุณ หาธรรม กรุณา อย่าหมิ่นประมาทข้าพเจ้า คุณเคยเห็นตัวข้าพเจ้าแล้วหรือ
คนบ้า นั้น ก็เป็นแบบคุณผู้ใช้ชื่อว่า "หาธรรม" และอีกหลายๆคน นั่นแหละ เหตุผลก็คือ อ่านภาษาไทยแล้วไม่รู้เรื่อง ไม่รุ้ความหมายของภาษามนุษย์ นั่นแหละคนบ้า เพราะคนบ้า ไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะคิดรู้ พิจารณารุ้ ถึงหลักความจริง หลงอยู่กับความไม่จริง อยู่นั่นแหละ ว่างๆ คุณก็ไปเที่ยวโรงพยาบาล ศรีธัญญา หรือโรงพยาบาลโรคจิตประสาท บ้างนะ จะได้รู้ พฤติกรรม ความคิด ของ คนบ้า อย่างพวกคุณนั่นแหละ
ไปพิจารณาตัวคุณให้ดี ฮ่า ฮ่า ฮ่า

taengmostudio
15-05-2008, 02:01 PM
คุณ telwada มีสาวกกี่คนแล้วครับ ตั้งสำนักอยู่ที่ใดหรือ อยากจะให้คุณรวบรวมหลักการปฏิบัติธรรม หรือว่าวิธีการปฏิบัติ ให้ชัดเจนออกมาเป็นกระทู้เลยครับ คนอื่นจะได้รู้จักคุณได้เร็วขึ้น

pipat
22-05-2008, 04:46 PM
ความเมตา กรุณา มุทิตา อุเบขา หายไปไหนกันหมดละครับ ทุกคนมีกิเลสทั้งนั้นและครับอยู่ที่ว่าจะแสดงหรือไม่ ดังบ่ดี ดีบ่ดัง เข้าใจ สาธุ

atomdekst
22-05-2008, 09:38 PM
ไม่รู้ที่เถียงกันข้างบนถ้าเจอ ตัวกันจะทำไรกันเนอะ

อาจนั่งถกปัญหารธรรมกันจนหง่อม นะแหละ

tro
26-07-2008, 01:35 PM
อันธรรมดาของการทำงานทุกชนิด ในสมัยปัจจุบัน ล้วนมีการวางแผนงานล่วงหน้า
นั่น หมายความว่า บุคคลใดใด จะทำการใดใด ล้วนย่อมมี จุดมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ที่แน่นเอน เป็นส่วนใหญ่
ศาสนา ทุกศาสนา ก็ล้วนมีจุดประสงค์ จุดมุ่งหมาย เป้าหมาย ที่แน่ชัดเพื่อให้บุคคลผู้ศรัทธาได้รู้ล่วงหน้า ว่า ศาสนานั้นๆ มีวัตถุประสงค์ จุดมุ่งหมาย เป้าหมาย อย่างไร เช่น
" ศาสนาพุทธ มีวัตถุประสงค์ และจุดมุ่งหมาย เป้าหมาย เพื่อให้บุคคล มีสถานะ เป็น ผู้รู้ เมื่อรู้แล้ว ย่อมเป็น ผู้ตื่น เมื่อ ตื่นแล้ว ย่อมเป็นผู้เบิกบาน "
(ในข้อความเบื้องต้นนั้น จะอธิบายให้เกิดความเข้าใจในครั้งต่อไป ว่า ทำไม จึงเรียกว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และท่านทั้งหลายต้องคำนึงนึกถึงไว้ว่า คำว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั้น เป็น ผลแห่งการขจัดอาสวะแห่งกิเลส ได้แล้ว ไม่ใช่ตัวหลักธรรม หรือหลักการ ถ้าจะอธิบายให้เกิดความเข้าใจง่าย ก็คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นคำนิยาม เรียก ลักษณะอาการของผู้ที่สามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลสได้ หรือ เป็นลักษณะอาการ สำหรับผู้ที่จะปฏิบัติ จนสามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลสได้)
" ศาสนาคริสต์ มีวัตถุประสงค์ จุดุม่งหมาย เป้าหมาย เพื่อ พระบิดา พระจิต และพระบุตร คือ เพื่อได้ไปอยู่กับพระเจ้า "
" ศาสนาอิสลาม มีวัตถุ ประสงค์ จุดมุ่งหมาย เป้าหมาย เพื่อ ให้บุคคล ผู้ประพฤติปฏิบัติ ได้ไปรับใช้พระผู้เป็นเจ้า"
และวัตถุประสงค์ โดยรวม ของแต่ละศาสนา ก็ล้วน มีแนวทางเพื่อให้บุคคล ละความชั่ว ประพฤติดี "
ดังนั้น ในการทำงานทุกชนิด เขาก็จะมีเป้าหมายล่วงหน้า อันเป็นแรงจูงใจ ให้ผู้ร่วมงาน มีแรงกำลังใจ และความมุ่งมั่น ที่จะประกอบการ ดำเนินการ หรือกระทำการ เพื่อให้บรรลุ เป้าหมาย
ศาสนา ก็เช่นกัน การได้รู้ว่า ผู้บรรลุโสดาบัน บรรลุ สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ นิพพาน ที่ถูกต้อง อันสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า มีจริงเป็นจริง
ก็ย่อมสามารถใช้เป็นบรรทัดฐาน หรือข้อเปรียบเทียบ หรือตัวอย่าง ให้บุคคลที่ฝึกปฏิบัติได้รู้ว่า เมื่อฝึกมาเกิดลักษณะอาการอย่างนี้ เรียกว่า โสดาบัน นะ อย่างนี้เรียกว่า อรหันต์ นะ เรียกว่า นิพพาน นะ อย่างนี้เป็นต้น
แต่ ลักษณะของเป้าหมายในทางศาสนานั้น เนื่องด้วย สมอง สติปัญญา ความรู้ ความเข้าใจ และสภาพสภาวะจิตใจ ของมนุษย์ ไม่เท่าเทียม กัน
เป้าหมายในทางศาสนา จึงจำแนกเป้าหมายไว้ หลายเป้าหมาย เช่น เป้าหมายในทางปุถุชน คนทั่วไป
เป้าหมายสำหรับผู้ มีความรู้ มีความเข้าใจ มีเวลา มีความอดทน และสำคัญที่สุดคือ มีความเชื่อ ว่าสามารถปฏิบัติให้ถึงเป้าหมายได้
ดังนั้น ลักษณะอาการปรากฏการณ์ แห่งเป้าหมายในทางศาสนา ย่อมมีความสำคัญ เป็นบรรทัดฐาน เป็นหลักฐาน อันจักทำให้ศาสนาเจริญรุ่งเรือง

สิ่งที่ได้กล่าวไปทั้งหมด เป็นข้อเตือนสำหรับ วิทยากร ผู้เกี่ยวข้องกับศาสนา ทุกท่าน ได้พึงสังวร และจดจำเอาไว้ว่า " ต้องทำความเข้าใจในศาสนาให้ถ่องแท้ ไม่อย่างนั้น ก็จะกลายเป็นว่า ทำลายศาสนาโดยความรู้เท่าไม่ถึงกาล
หรืออาจจะกลายเป็น ตัวละครใน นิทาน อีสบ เรื่อง
"..........หางด้วน" ขอรับ
;aa44เห็นด้วยคร๊าบ ;aa44

วิษณัตถ์
01-08-2008, 05:19 PM
อาการหนักกันไหมเนี่ย พูดมาดุเหมือนจะดีนะคับ แต่อ่านดีๆ ก็บ้าทั้งคู่เลย อยากเป็นมากหรอคับ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเนี่ย เห็นพิมพ์มาว่าระงับความโกรธ ระงับนู่นนี่ได้ ถ้าระงับได้จริง จะมาถกเถียงกับเค้าทำไมหล่ะคับ

tro
02-08-2008, 12:53 PM
อาการหนักกันไหมเนี่ย พูดมาดุเหมือนจะดีนะคับ แต่อ่านดีๆ ก็บ้าทั้งคู่เลย อยากเป็นมากหรอคับ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเนี่ย เห็นพิมพ์มาว่าระงับความโกรธ ระงับนู่นนี่ได้ ถ้าระงับได้จริง จะมาถกเถียงกับเค้าทำไมหล่ะคับ
แสดงว่ายังอ่านไม่ ดี ถ้าดู ดี ๆ ยังมีบ้าอยู่อีกคน ส่วนเหตุผลอื่นนะ " ไม่รู้ซักเรื่องจะได้ไหม ?" มันส่วนตั๊ว ... ส่วนตัว....