PDA

View Full Version : ฉบับที่ ๑๗ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘


WebSnow
16-08-2005, 08:02 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนกันยายน ๒๕๔๔
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

ถาม : การบังคับนี่ก็แสดงว่าไม่ได้เข้าไปแทรก ?
ตอบ : ไม่ได้เข้าไปแทรก บังคับอยู่ภายนอก โดยส่งพลังจิตที่สูงกว่าบังคับเข้าไป
ถาม : เหมือนการสะกดจิต ?
ตอบ : ลักษณะเหมือนอย่างกับว่าตัวเราเป็นหุ่นยนต์ แล้วเขาใช้คลื่นวิทยุบังคับเรา
ถาม : ใกล้เคียงกับการสะกดจิต ?
ตอบ : ก็คล้าย ๆ กันเลย
ถาม : แต่ทีนี้ถ้าพูดถึงเรื่องของการแทรกนี่คือเบียดออกไปเลย ?
ตอบ : พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่มาร้าย ถ้าหากว่ามาร้ายนี่ส่วนใหญ่จะใช้ลักษณะนี้ บางทีมันจะยึดร่างกายของเราเป็นของมันเลย ยึดรถเราเป็นของมันเลย คราวนี้พวกที่ยึดรถของเราเป็นพวกมันนี่ ส่วนใหญ่แล้วในปัจจุบันนี้ถ้าเรารู้ก็อย่างเช่นพวก “ผีปอบ” มันอยู่ไม่พอ มันยึดเป็นของมันแล้วก็ไม่ดูแล ไม่รักษาไม่อะไร มันเอาแต่อาศัยกินไปวัน ๆ บางทีร่างกายของเรามันพังแล้ว แต่ว่าสามารถทรงอยู่ได้เพราะสภาพจิตของมันแทรกอยู่ บังคับอยู่ พอมันทิ้งปั๊บตัวคนนั้นตายเดี๋ยวนั้นเลย แล้วเน่าเดี๋ยวนั้นเลยก็มี เพราะว่าจริง ๆ แล้วก็คือตายมานาน เพราะจิตของเขาโดนเบียดมานานแล้ว แต่ว่าตัวนี้มันบังคับอยู่แทนอยู่
ถาม : ยังสงสัยอยู่นะฮะ คนที่ถูกเบียดออกไปก็คือไม่รู้ตัว ?
ตอบ : อันนั้นจริง ๆ ก็แสดงว่าของเขาต้องมีวาระกรรมของเขาอยู่ วาระกรรมที่เคยเนื่องกันมาทำให้ตัวที่มาแทนเขา สามารถที่จะเบียดเขาออกไปได้ ก็หมายความว่าบางทีอุปฆาตกรรมที่มาตัดรอนของเขา ทำให้เขาต้องตายลงในช่วงนั้นเลย
ถาม : กรรมอะไรคะ ถึงทำให้มีในลักษณะนั้น ?
ตอบ : ส่วนใหญ่แล้วอุปฆาตกรรม จะเกิดจากปานาติบาต ฆ่าสัตว์ใหญ่มาต้องใช้กำลังใจสูงในการกระทำ ฆ่าสัตว์เล็ก ๆ ไม่ต้องใช้กำลังใจมาก ฆ่าคนหรือฆ่าสัตว์ใหญ่มาต้องใช้กำลังใจสูง โทษก็สูงไปด้วย ดังนั้นเมื่อถึงเวลารับโทษไปแล้ว ดอกเบี้ยที่ตามมาก็แพงหน่อย ถึงตายเหมือนกัน
ถาม : จิตดวงนั้นนี่ ไม่เป็นไปตามวาระกรรมหรอกหรือคะ ?
ตอบ : เป็นไปตามวาระ เรื่องของวาระกรรมนี่มีก่อนมีหลัง อันไหนมาถึงก็ให้ผลก่อน คราวนี้ว่า ความดีรออยู่ก็จริง แต่อุปฆาตกรรมเข้ามาถึงก่อนก็ต้องไปตามนี้ก่อน พอคุณพ้นจากตรงนี้แล้ว คุณค่อยไปรับความดีต่อ แต่บังเอิญว่าอันนี้มัึนแรงไปหน่อยเราก็เลยตายเลย คราวนี้พอตายก็ต้องดูต้นทุนของเราตอนนั้นว่าดีกับชั่วเป็นอย่างไร สภาพจิตของเราตอนนั้นเกาะอะไร ? เราก็ต้องไปหารถคันใหม่ของเรา
ถาม : .........................
ตอบ : ถ้าหากว่าหมดอายุ ก็ต้องไปตามทางของเรา ต้องปล่อยให้มันยึดรถไป ไฟแนนซ์ดุ (หัวเราะ) ปัจจุบันนี้ที่เขาทรงหาที่เป็น “ของแท้” หมายความว่าบุคคลที่มาดี มาต้องการช่วยเหลือผู้อื่น มาเพื่อสร้างสมบารมีตัวเอง ของแท้นี่อยากจะกล่าวว่าเป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นพระ น่ะหายากมาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นของปลอมที่หลอกอาศัยเบื้องสูงเพื่อหากิน
คราวนี้วิธีสังเกตง่าย ๆ ถ้าเราไม่ได้ทิพจักขุญาณที่จะพิสูจน์ได้ว่าท่านเป็นใครมาจากไหน ก็ให้สังเกตจากการกระทำของท่าน ถ้าเป็นของแท้ในความหมายที่อาตมาพูดไป คือเป็นเทวดา หรือพรหมหรือพระ อันดับแรกท่านจะไม่เรียกร้องผลประโยชน์จากเรา ส่วนใหญ่ต้องการแค่ความเคารพ อาจจะเป็นดอกไม้ธูปเทียนหรือว่าเงินบูชาครู ๓ บาท ๙ บาท เต็มที่ไม่น่าจะเกิน ๑๐๘ บาท เหล่านี้เป็นต้น จะไม่ซ้ำเติมให้เราเดือดร้อนยิ่งขึ้น
อันดับต่อไปก็คือว่าท่านจะมาเป็นเวลา คืออาจจะมาเฉพาะวันอังคาร วันเสาร์ หรือวันพฤหัส ฯ อาจจะมาเฉพาะวันพระใหญ่ หรืออาจจะมา ๓ เดือนครั้ง ๖ เดือนครั้ง ปีละครั้ง เป็นต้น เพราะว่างานของท่านก็มี ไม่ใช่ถึงเวลานึกจะมาก็มา อันไหนมาได้ตลอดเวลาคิดไว้ก่อนเลยว่า “ปลอม” อันดับต่อไปอันนี้สำคัญที่สุด ถ้าเป็นของอแท้เรื่องที่ท่านรับปากช่วยจะมีผลตามนั้น ถ้าของปลอมหลอกกินอย่างเดียว
คราวนี้จำง่าย ๆ ว่า ถ้าป็นของแท้ท่านจะไม่เรียกร้องผลประโยชน์จากเรา บางคนต้องการแค่ดอกไม้ธูปเทียนในการแสดงออกซึ่งความเคารพ ถ้าเราไม่มีท่านก็ใช้ลูกศิษย์ของท่านจัดให้เราซะด้วยซ้ำไป อันดับที่ ๒ ก็คือว่าท่านจะมาเป็นเวลามีวาระจำเพาะของท่าน อันดับสุดท้ายก็คือเรื่องที่ท่านรับปากแล้วจะมีผลตามนั้น อันนี้พิสูจน์ง่าย ๆ สำหรับคนที่ไม่ได้ทิพจักขุญาณแล้วไปพิสูจน์ไม่ได้ว่าเขาเป็นใคร
ถาม : มีเรื่องไม่สบายใจจะสอบถาม ก็คือคุณพ่อผมเพิ่งจะเสียชีวิต เคยได้ยินคนพูด พอดีมาเสียที่โรงพยาบาล ไม่สบายใจที่บอกว่าถ้าเกิดมีคนเสียที่โรงพยาบาลนี่เขาจะหาทางออกไม่ได้ ?
ตอบ : ไม่จริงจ้ะ ไม่จริง
ถาม : ซึ่งก็เป็นไปตามบุญกรรม ?
ตอบ : เป็นไปตามบุญตามกรรมของเขา แต่ส่วนใหญ่คนที่ตายพอจิตออกจากร่างใหม่ ๆ นี่ ยังไม่รู้ตัวว่าตาย มักจะกลับบ้านก่อน ที่บอกว่าหาทางออกไม่ได้ ไม่ใช่หรอกจ้ะ
ถาม : แล้วพิธีที่คนจีนเขาถือ พอดีผมมีแผนจะแต่งงาน ?
ตอบ : ทำตามไป ไม่ขัดคอเขาจะสบายเอง ถ้าขัดคอเขาเดี๋ยวเป็นเรื่องทะเลาะกัน
ถาม : คือเขามองว่าเหมือนกันไม่ดีต้อง ๓ ปี
ตอบ : ไม่เป็นไรหรอก รอก็รอ แต่เราอยู่ด้วยกันไปเรื่อย ๆ ก่อน (หัวเราะ) ไม่ว่ากัน
ถาม : คือจริง ๆ ที่บ้านผมไม่ได้ถือมาก หมายความว่าจริง ๆ มันเหมือนเป็นแค่ธรรมเนียม ใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : มันก็แค่ธรรมเนียมเท่านั้นเอง คือสมัยก่อนเขาอยู่ในลักษณะที่ว่าเป็นกฎตายตัวเลยว่าลูกหลานต้องกตัญญูต่อบุพพการีโดยเฉพาะพ่อแม่ของเรา คราวนี้ว่าเขาให้ไว้ทุกข์ถึง ๓ ปี ถ้าหากว่าช่วงนี้เราไปจัดงานมงคลอื่นซึ่งเป็นงานรื่นเริงหรือว่างานในลักษณะเฉพาะตัวของเราเองเพื่อประโยชน์ตัวของเราเอง เขาถือว่าไม่ให้ความเคารพบรรพบุรุษ คราวนี้ถ้าเราไม่ได้ถือตรงจุดนั้น เราจะทำอะไรก็ทำไป ๓ ปีรอไหวมั้ย ? ลูกแก่พอดี (หัวเราะ)
ถาม : ผมก็เคารพอยู่แล้ว
ตอบ : ถ้าหากว่าญาติผู้ใหญ่ของเขา เขายังเห็นตรงจุดนี้เป็นเรื่องสำคัญเราก็คล้อยตามเขานะ แต่งงานมันเป็นแค่พิธีเท่านั้น สำคัญตรงคนอยู่ร่วมกันต่างหากล่ะ แต่งถูกพิธีตีกันบ้านแตกมาเยอะแล้วจ้ะ
ถาม : บวงสรวงทำไมเสาร์ห้า ?
ตอบ : วันเสาร์ห้า ตามสายครูบาอาจารย์ท่านถือเป็นวันไหว้ครูประจำสายของเรา พิธีบวงสรวงก็คือว่า เหมือนกับรำลึกถึงครูบาอาจารย์ ที่มีเมตตากรุณา สั่งสอนพวกเราสืบ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ลักษณะของงานบวงสรวงที่ทำก็ไหว้ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมาเลย เพราะพระพุทธเจ้าต้องเป็นครูใหญ่อยู่แล้ว
ถาม : ทำไมต้องใช้เสาร์ห้านี้คืออะไร ?
ตอบ : คือวันเสาร์ขึ้นห้าค่ำ ถ้าได้เดือนห้ายิ่งดี ถ้าไม่ได้เดือนห้าเดือนไหนก็ได้แต่ต้องเป็นข้างขึ้นคือ ตามสายครูบาอาจารย์เขากำหนดมาอย่างนั้น
ถาม : ไม่มีเหตุผลเลยเหรอคะ ?
ตอบ : มีซิจ๊ะ แต่ว่าเหตุผลนี้ยิ่งยอมรับยากใหญ่ อย่างเช่น วันเสาร์ห้านี้เป็นวันแข็งวันที่กำลังสูงอยู่ ถ้าทำอะไรผลประโยชน์ก็จะได้มาก
ถาม : ใช่ ๆ คือคนนี่ชอบบอกแต่ว่ากำลังสูง วันแข็ง คำว่า “กำลังสูง” คำว่า “วันแข็ง” นี่จริง ๆ แล้ว หมายถึงอย่างไร ?
ตอบ : อยู่กับช่วงระยะ จังหวะ เวลา ของการโคจรของดวงดาวเรา ต้องยอมรับว่าโลกของเรามีพลังงาน ดวงดาวทุกดวงมีพลังงานของมันอยู่ จังหวะนั้นวาระนั้นเวลานั้น พลังงานจะหมุนเสริมกันมาสูงกว่า จังหวะอื่น มันเหมือนกับน้ำขึ้นน้ำลง มันขึ้นมันก็ขึ้นเป็นปกติ แต่วันนั้นมันจะขึ้นที่สูงที่สุด อย่างนี้เป็นต้น คราวนี้โบราณาจารย์ที่ท่านมีความรู้ในเรืื่องของโหราศาสตร์หรือว่าดาราศาสตร์ การโคจรของดวงดาวต่าง ๆ ท่านจับเคล็ดตรงนี้ได้ ท่านก็เอาวันอย่างนี้มาเพื่อประยุกต์ใช้งานไป ไม่แจ่มแจ้งประท้วงได้นะ (หัวเราะ)
ถาม : กำลังสงสัยว่าถ้าเกิดพลังงานที่มันได้มาสูงในที่นี้นี่ แล้วเรามีความจำเป็นอะไรจะต้องไปข้องเกี่ยวด้วย ?
ตอบ : ในลักษณะของการข้องเกี่ยว คือว่าวันเสาร์ห้าจริง ๆ เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ว่าเราทำเพื่อสงเคราะห์คนอื่นด้วย อย่างเช่นว่า คณะศิษย์ที่เขาต้องการที่จะให้การช่วยเหลือบางส่วนที่เขายังขาดอยู่ ถ้าหากมันไม่มากจนเกินไป อย่างเช่นว่า น้ำแก้วหนึ่งมีแค่นี้ ถ้ามันขาดอยู่แค่นี้ ถ้าอาศัยตรงจุดนั้นอาจจะเติมเต็มพอดี สิ่งที่เขาตั้งความปรารถนาไว้ก็จะสำเร็จตามนั้น แต่ถ้าหากว่ามันขาดมาก ๆ ก็ไม่สำเร็จเหมือนกัน
ถาม : เรื่องพูดอย่างนี้ค่อนข้างจะไม่ค่อยเชื่อนะคะ ตรงที่บอกว่าถ้าเราตั้งปรารถนาแล้วเรามาได้ร่วม พิธีตรงนี้นี่จะส่งผลให้เราสมปรารถนา ?
ตอบ : อันนี้เราแค่มาดูในลักษณะของบุคคลทั่ว ๆ ไปแล้วกัน อย่างเช่นว่า เราอยู่ในตำแหน่งใหญ่ที่ให้คุณให้โทษคนได้ เราจัดงานขึ้นมาแล้ว บริวารเขามา..พูดง่าย ๆ มาโชว์ตัวให้เราเห็น โดยปกติทั่ว ๆ ไปก็ย่อมพอใจว่าเขายังมางานของเรา มันก็จะเกิดความเมตตามากว่าคนอื่่นเขาขึ้น นี่พูดถึงกำลังใจคนทั่ว ๆ ไปนะ ที่ยังประกอบด้วยอคติเต็มที่เลย
ขณะเดียวกันคนที่ไม่มา เอ๊ะ....นี่มันไม่เห็นหัวกูนี่หว่า ก็เลยกลายเป็นว่า ถ้าถึงเวลาถึงวาระที่จะต้องพิจารณาความดีความชอบหรือต้องช่วยเหลือใคร ก็จะช่วยเหลือคนที่เราเห็นหน้ามากกว่า นี่เปรียบเทียบง่าย ๆ อย่างหยาบ ๆ เลย แต่ว่าอันโน้นของเขามันลึกกว่าเยอะจ้ะ
ถาม : ที่เขาว่า ฟังดูแล้วมันจะขัดกับหลักของกรรม ใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : มันไม่ใช่ขัดกับหลักของกรรม จริง ๆ แล้วมันตรงไปตรงมา เพราะว่าบุคคลที่เขามาร่วมพิธี เขาต้องทำกรรมดีมาหรือว่าได้มีส่วนอันนั้นมาร่วมกัน เขาถึงได้มาในพิธีนั้น คนอื่นที่นอกสายไปที่เขาไม่เลื่อมใสในตรงจุดนั้นเขาก็ไม่ได้มาร่วมกัน มันไม่ได้ขัดหรอก มันไปด้วยกันเลยแหละ แต่เพียงแต่ว่าของเราเองลืมมองไป
ถาม : คือฟังคำอธิบายขัดกับเรื่องของกรรม ก็เหมือนกับช่วยเหลือเกื้อกูล ?
ตอบ : มันมีอยู่ แต่ว่าลักษณะการช่วยเหลือบอกแล้วต้องขาดน้อย แล้วลักษณะที่ต้องการช่วยนี่ มันก็เหมือนกับว่าเปิดโอกาสให้คนทุกคนได้ แต่ว่าถ้าหากว่าคนนั้นวาระบุญวาระกรรมของเขาไม่ได้ถึงตรงจุดนั้นเขาก็ไม่ได้มาร่วมกัน
ถาม : ฟังดูเหมือนเกี่ยวเนื่องของการยึดบารมีพระเข้ามาช่วยเหลือ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วคือใช้ตัวเอง คนที่มาร่วมพิธีเขาจะต้องมีการภาวนาในลักษณะนั้น ทำกำลังใจในลักษณะนั้น ในเมื่อการภาวนาลักษณะนั้น ทำกำลังใจลักษณะนั้น ก็คือการเติมส่วนที่ขาดให้กับตัวเองนั่นเอง ถ้าหากเราอยู่ที่บ้านบอกให้เขาทำสิ่งแวดล้อมมันไม่ชวนให้ทำ
แต่ถ้ามาอยู่ร่วมในพิธีกรรม ซึ่งเขารู้สึกว่ามันขลัง มันศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อมั่นของเขากำลังใจของเขายึดโยงได้ง่าย เขาก็จะทำได้ทำได้ดีด้วย จริง ๆ ก็คือตัวของเขาเอง เพียงแต่ว่าพิธีกรรมนั้นเป็นแต่เครื่องโยงเท่านั้นเอง เขาทำของเขาเอง จะไปตะโกนเรียกร้องให้ใครเขาช่วยก็ไม่ได้หรอก นอกจากการแนะนำเฉย ๆ อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้า ท่านบอกแล้วว่าท่านมีหน้าที่แนะเท่านั้น จะทำหรือไม่ทำอยู่ที่ตัวเรา

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 08:03 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ผู้ที่มีบารมีมาก ๆ ที่ไม่ตกนรก เพราะว่าเขาสามารถบังคับจิตใจให้อยู่ในกองกุศลได้ตลอดใช่มั้ย ?
ตอบ : เรียกว่าตลอดก็ไม่ใช่นะ แต่ตอนวาระสำคัญนี้สามารถทำได้ ระวังไว้ก็แล้วกันติดหนี้เขาเยอะ ถึงเวลาถ้ามันทวงทีเดียวอาจจะหมดตัว
ถาม : ค่อนข้างจะไม่เห็นด้วยที่บอกว่าเราสามารถบังคับตัวเองได้ให้อยู่ในศีลตลอด การบังคับตัวเอง นั่นก็ดี....(ไม่ชัด)....ใช่ว่ามีตัณหาอย่างเดียว เพราะฉะนั้นศีล....(ไม่ชัด).....?
ตอบ : ก็ไม่ได้หมายความตัวของเขาเองทำชั่วแล้วจะพ้นจากความชั่วนั้นโดยที่ไม่มีความดีมาช่วย อย่าลืมว่า เขาใช้คำว่าเขาทำบุญทำกุศลและจิตใจเขายึดโยงในส่วนที่เป็นกุศลอยู่ สิ่งที่เขาทำเป็นกรรมชั่วมันมีกำลังน้อยกว่า มันยังตามไม่ทัน แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะเล็ก มันยังตามอยู่ตลอดเวลา ถึงวาระถึงเวลาเมื่อไหร่มันจะสนองทันที เมื่อครู่ถึงบอกเขาว่าระวัง มันทวงทีเดียวหมดตัวเลยแหละ
ถาม : ฉะนั้นจะใช้คำว่าบังคับแล้วไม่ตรง ไม่น่าจะใช้ได้
ตอบ : จริง ๆ แล้วมันใช้ได้ แล้วตรงไปตรงมาที่สุดด้วย คือว่าถ้าหากว่ากำลังใจของเขาในตอนช่วงนั้น มันไม่เศร้าหมอง จิตของเขามีที่ยึดที่เกาะแปลว่าเขาต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก อย่างหนักชนิดที่เรียกว่าของเราเองทำไมถึงแต่ของเขาทำถึง ในเมื่อเขาสามารถทำถึงตรงจุดนั้น ตัวนั้นก็จะเป็นกุศลส่งผลให้เขาพ้นไปก่อนชั่วคราว แต่ไม่ได้พ้นตลอดหรอก เดี๋ยวก็เสร็จ
ถาม : แต่มีเงื่อนไขว่าก็แค่ชั่วคราว ใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : ใช่ ถึงเวลาที่กุศลมันขาดช่วงเมื่อไหร่ก็เรียบร้อยแหละ เขาทวงที่นี้ก็ยาวเลย
ถาม : แต่ถ้าเขาทำมาจนชินแล้วก็เกิดใหม่ เขาสามารถจะทำอย่างนั้นต่อไป ?
ตอบ : ได้จ้ะ พระที่เข้านิพพานทุกองค์ไม่มีใครใช้หนี้หมด เพียงแต่ว่าสภาพจิตของตัวเองพอถึงเวลาบริสุทธิ์แล้วก็เป็นอันว่าจัดเป็นอโหสิกรรมต่อกันไป มันเหมือนกับว่าน้ำกับน้ำมันที่แยกตัวจากกันโดยเด็ดขาด ไม่สามารถจะปะปนกันได้แล้ว ไม่เหมือนน้ำกับนมจะเทลงไปเมื่อไหร่ก็ละลายรวมกันเลย
ถาม : อย่างเวลาพวกพุทธภูมิตายจากสภาพความเป็นมนุษย์ ถ้าไม่ลงนรก ขึ้นไปบนสวรรค์เขาว่าจะเป็นพรหมเทวดา แล้วเขาจะมีเวลา.....หมายความว่าช่วงระยะเวลาหรือจะมีคนมาเตือนว่าให้ลงมาเกิดอีกหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ก็ต้องดูด้วยนะ ว่าของเราเองมีเพื่อนฝูงที่รักกันขนาดนั้นหรือเปล่า ? ถ้าหากว่าไม่มีเขาก็ไม่มาเรียกเตือนคุณหรอก คุณอยากสร้างบารมีคุณก็ตะเกียกตะกายของคุณเองก็แล้วกัน
ถาม : แล้วลงมาจุติได้ตลอดเวลาหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านจะขยันเกิด ในเมื่อท่านจะขยันเกิดนี่ส่วนใหญ่ท่านจะไม่อยู่นานหรอก มันเสียเวลาสร้างบารมีของท่าน
ถาม : สามารถลงมาเกิดได้เลย ?
ตอบ : กำลังของคุณสูง ต้นทุนของคุณมี คุณจะซื้อตั๋วใส่กระเป๋าไปเพื่อจะเดินทางเมื่อไหร่ก็ได้คนมีตังค์น่ะ
ถาม : ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกหรือเปล่า อย่างคนที่ตายแล้วจิตเศร้าหมองหรือว่ามีกรรมหนักมาก นี่ก็คือจิตมันตกอยู่ในตรงนั้น มันก็เลยลงนรกแน่นอน แต่ถ้าเกิดคนที่แบบทำกรรมความชั่วด้วยนี่ถึงจะหักล้าง อย่างพระยายมราชท่านมีเมตตา ท่านก็เลยส่งคนมาดักแล้วเอาไป แล้วพยายามให้นึกถึงความดีที่ก่อมา ?
ตอบ : อันนี้เป็นไปตามที่เราเข้าใจ ที่เราว่ามาน่ะใช่เลย พระยายมไม่ได้มีหน้าที่เอาใครลงนรกแต่พระยายมกันคนไม่ให้ลงนรก เพราะฉะนั้นบรรดาคนที่ตายนะ พอถึงเวลารู้ตัวว่าตาย ต่อให้ไม่มีคนมารับก็พยายามจะตะกายไปหาท่าน
ถาม : เคยเห็นวิญญาณ เป็นแพตัวดำ ๆ สูง ๆ ใหญ่ ๆ แล้วก็ถือดาบใ่ส่ผ้าสีแดง ๆ ๒ คน จับคู่กันไม่ทราบว่าเป็นอะไร (แล้วเขามารับเราหรือเปล่าคะ) เปล่าแต่เขามาให้เห็น ?
ตอบ : ไม่แน่พวกนั้นอาจจะเป็นพวกที่เขามาดูแลรักษาเราก็ได้ อาจจะเป็นเพื่อนเป็นฝูงหรือเคยเป็นบริวารเก่ามาก็ได้ ถามแสงชัยซิ อาตมากับน้องชาย ๒ คนนอนอยู่ด้วยกัน กลางคืนตื่นขึ้นมาตัวเท่าตึกนุ่งหยักรั้งสีแดงมานอนเบียด เขามาช่วยรักษาเรา แต่เราเป็นเด็กอยู่ ๆ ตัวใหญ่มานอนเบียดด้วย ก็ตกใจร้องไห้กลางคืนบ่อย ๆ พ่อแม่รำคาญฟาดเอาเจ็บตัวไป แล้วเขาก็ตามอยู่เรื่อย ลักษณะเขาตามดูแล แต่ตอนนั้นเราไม่รู้จริง ๆ ว่า เขามาดูแลเรา พอถึงเวลาอย่างเช่นว่าจะไปเก็บฝรั่งกัน ก็ไปนั่งห้อยขาบนต้นฝรั่งตัวเท่าตึก แล้วยังมีหน้ามาหัวเราะใส่เราอีก เด็ก ๆ เห็นกันทุกคนวิ่งกันตีนพลิกเลย สาปส่งฝรั่งต้นตั้นไปไม่มีใครกล้าขึ้นอีกเลย....กลัวผี
ถาม : แล้วทำไมเขาไม่มาแบบสวย ๆ (หัวเราะ) ?
ตอบ : นั่นเขามาในชุดทำงานของเขาแล้ว หน้าที่ของเขานี่ ทำงานไม่แต่งเครื่องแบบเดี๋ยวโดนเจ้านายปรับ จริง ๆ เขาไม่ได้มาน่าเกลียดน่ากลัวอะไรหรอกเพียงแต่ว่าตัวเขาใหญ่ ของเราเองพอเห็นคนตัวใหญ่ ๆ แปลกหน้าด้วย ก็ตกใจวิ่งเท่านั้นเอง
ถาม : ส่วนใหญ่คิดว่าผี ?
ตอบ : ใช่ ส่วนใหญ่คิดว่าผีไว้ก่อน
ถาม : อย่างตานึกไปอย่างนี้ ยังเล็ก ๆ อยู่เลย มีคนมาฉุดมือขึ้นไปน่ะ
ตอบ : โบราณเขาเรียกว่า “แม่ซื้อ” “แม่ซื้อ” คือเทวดาประจำตัว ส่วนใหญ่จะเป็นพ่อแม่หรือไม่ก็ญาติพี่น้อง หรือครูบาอาจารย์ หรือว่าเพื่อนฝูงกันในอดีต คราวนี้ท่านทั้งหลายเหล่านี้พอตายแล้วไปเป็นเทวดา เมื่อตายแล้วเป็นเทวดาเขายังจำเราได้อยู่ ยังมีความผูกพันอยู่จะพยายามที่จะตามสงเคราะห์เรา อะไรที่ไม่เกินกฎของกรรมท่านพยายามช่วย ลักษณะนั้นล่ะ โบราณเขาเรียกว่า “แม่ซื้อ” ที่ประเภทไปทำพิธีร่อนกระด้ง ๓ วัน ลูกผี ๔ วัน ลูกคน ลูกของใครรับไปเน้อ แม่ก็รีบบอกลูกของฉันจ้า ผีเลยอดเลย (หัวเราะ)
ถาม : ไม่ทำพิธีดีกว่าใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : เขาเชื่อถืออย่างนั้น เขาก็ทำอย่างนั้น เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่น่าตำหนิ กำลังใจของใครแค่ไหนก็พูดแค่นั้นทำแค่นั้น
ถาม : พูดถึงเรื่องคนตาย เวลาคนตายจิตที่อยากจากร่างไปน่ะ จิตจะเหลืออะไรอยู่บ้าง ?
ตอบ : อันดับแรกความรู้ความจำของเขา อันดับที่สองสิ่งนั้นจริง ๆ เป็นของปกติของเขาอยู่แล้ว แต่ว่าในสภาพของมนุษย์ที่เป็นกายหยาบประกอบไปด้วยกิเลส ตัณหาเป็นปกติ ก็จะโดนกดทับเอาไว้ สิ่งนั้นคือ “ความเป็นทิพย์” ความเป็นทิพย์นี่สามารถรู้เห็นในสิ่งที่มนุษย์ทั่ว ๆ ไปไม่สามารถรู้เห็นได้ อย่างเช่นว่า ถ้าเขามองออกไปข้างนอกนี่จะมองเห็นยาวตลอดไปเลย จะไม่มีตึกรามบ้านช่องมาขวางเขา ในสายตาของเขาก็เหมือนกับที่โล่งไปเลยอย่างนี้
ถาม : เอ๊ะ ทำไมเป็นอย่างนั้น ?
ตอบ : บอกแล้วว่าเขาอยู่ในความเป็นทิพย์ ในเมื่อความเป็นทิพย์ลักษณะก็เหมือนกับคลื่นพลังงาน เพราะฉะนั้นคลื่นพลังงานที่เจาะทะลุทะลวงไปอยู่ตลอดเวลา อย่างปัจจุบันนี้รอบข้างตัวของเราก็เป็นอยู่อย่างนี้ เขาก็ไม่เห็นจะต้องไปหลบไปหลีกตึกรามบ้านอะไรที่ไหน
ถาม : คือหมายความว่าเขาเห็นสภาพ คือตัวนี้จะพูดถึงการรับรู้ใช่มั้ยคะ ? มีการรับรู้ เพราะฉะนั้นที่การรับรู้ตัวนี้ เห็นเป็นนึกเป็นอาคารมั้ยคะ ?
ตอบ : ถ้าหากต้องการจะรับรู้ลักษณะนั้นก็รับรู้ แต่ถ้าหากเขาไม่ต้องการจะรู้ เขาสามารถเดินทะลุไปเฉย ๆ เลย เพราะว่าในสภาพของเขาแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขา เหมือนอย่างกับว่าอยู่คนละคลื่นความถี่กันน่ะ แล้วอันดับต่อไปก็คือ “ตัวเวทนา” คือการเสวยอารมณ์ ก็ยังรับรู้ความสุขความทุกข์ได้เป็นปกติ
ถาม : จะเกิดจากอะไร ในเมื่อไม่มีร่างกาย ?
ตอบ : เกิดจากในสิ่งที่ตัวเองยังไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ อย่างเช่นว่า อยู่ในสภาพนั้น ถ้าอุปาทานยังยึดถืออยู่ว่า ความรู้สึกทั้งหมดยังเป็นคนอยู่ ถ้าหากว่าไม่มีของกินก็หิว ความรู้สึกตัวนี้จะเกิดของมันเอง เป็น “จิตตสังขาร” ที่ปรุงแต่งขึ้นมาทำให้เกิดความรู้สึกนั้นขึ้นมา ก็ต้องไปเสาะแสวงหาหากิน ถ้าหาไม่ได้ก็ต้องมาเที่ยวเสาะหาเอาตามญาติตัวเอง ต้องพยายามแสดงให้เขารู้เห็น ด้วยการทำให้เกิดเสียงบ้าง เข้าฝันบ้าง อะไรบ้าง เพื่อจะบอกกล่าวว่าเขาขาดอันส่วนไหน
ถาม : เหมือนกับบอกว่าเขาปรุงแต่งขึ้นมาเอง ถ้าอย่างนั้นนี่การหิวมีจริง เกิดขึ้นจริงมั้ย ?
ตอบ : ถ้าหากว่าเขาปรุงแต่งขึ้นมาก็เกิดขึ้นจริงสำหรับเขา ต้องใช้คำว่า “เกิดขึ้นสำหรับเขา”
ถาม : แต่ไม่ได้หิวจริง ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วถ้าหากว่าของเขาเอง จิตของเขาประกอบไปด้วยบุญ เขาก็ไม่จำเป็นต้องไปปรุงแต่งตรงส่วนนั้น เขาก็จะไม่เกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้น
ถาม : คือกุศลเข้าไปหล่อเลี้ยง ?
ตอบ : ใช่ ทำให้ความรู้สึกอันนั้นไม่เกิด </B>แต่ถ้าหากว่าเขาขาดตรงส่วนนี้ จิตของเขาจะปรุงแต่งทำให้เขาเกิดความรู้สึกนี่ขึ้นมา ก็ต้องไปเสาะแสวงหาส่วนที่ตัวเองขาดต่อไป...</B>

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 08:03 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : วิธีทำกรรมฐาน กายคตาหรือว่าอสุภะ ทำยังไงให้ถูกต้อง อย่างเช่น นั่งสมาธิก่อนแล้วถึงระดับไหน อะไรอย่างไงคิดอย่างไงคะ ?
ตอบ : จริง ๆ ต้องมีสมาธิก่อน เหมือนอย่างกับว่าลับมีดให้คมแล้ว เสร็จแล้วค่อยไปตัด คือ พิจารณา พอเราลับมีดให้คมแล้วพิจารณามันก็จะชัดเจนแจ่มใส เพราะกำลังของสมาธิมันสูงพอ
ถาม : อย่างกับนั่งสมาธิ ชั้นฌานสูงสุดที่เราทำได้ แล้วคลายสมาธิ จากนั้นก็พิจารณาไปใช่เปล่าคะ ?
ตอบ : จ้ะ พอเราทำเต็มที่แล้วถอยกำลังลงมา แล้วมาพิจารณาพอพิจารณาจนกระทั่ง “อารมณ์ใจทรงตัว” มันจะภาวนาโดยอัตโนมัติ พอภาวนาไปจนถึงจุดเต็มที่มัน มันก็จะถอยลงมาอีก
คราวนี้ถ้าหากว่าช่วงมันถอยออกมา ถ้าเราไม่หาสิ่งที่ดีให้มันคิดมันจะคิดไปทางรัก โลภ โกรธ หลงแทน เราก็เลยต้องควบคุมความคิดของเราให้มันคิดในด้านดี ๆ เข้าไว้ แล้วก็ที่สำคัญที่สุด “ทำบ่อย ๆ” “ย้ำแล้วย้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก อยู่ในจุดเดิม” ไม่ใช่ทำ ๆ ไปแล้วก็เบื่อแล้วก็เลิก มันจะต้องย้ำจนกระทั่งประเภทที่ว่า ถึงเวลาบอกว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราแล้วมันเชื่อเลย โดยไม่มีการคัดค้านนั่นแหละถึงจะใช้ได้ ไม่ใช่บอกว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา มันไม่ใช่ได้อย่างไรวะตีเราก็เจ็บ (หัวเราะ)
ถาม : ที่คนพูดถึงเรื่องจิตตสังขารส่วนสัญญาจิตนี้ก็มีความจำของมัน แต่ทำไมเวลาเราแก่ตัวไป ทำไมเราหลงลืมได้ล่ะครับ ?
ตอบ : หลงลืมนั้นเป็นเรื่องของสมอง ประสาทร่างกายไม่ใช่จิต จิตมันบันทึกของมันอยู่ตลอด ถ้าหากว่าเราได้รับการฝึกมาดีแล้ว เราสามารถย้อนทวนไปดูเมื่อไหร่ก็ได้ ลักษณะของการย้อนทวน เป็น “อตีตังสญาณ” หรือไม่ก็ “ปุพเพนิวาสนุสสติญาณ” หรือเป็น “ยถากัมมุตาญาณ” ได้
ถาม : อย่างนี้ถ้าเกิดเราไม่ได้อยู่เหตุการณ์นั้นในอดีต เราอยากจะรู้ได้มั้ย ?
ตอบ : ได้จ้ะ
ถาม : รู้ได้อย่างไงคะ ?
ตอบ : เราย้อนอดีตลงไปตรงจุดนั้น กลายเป็นว่าเรากลับเข้าไปดูเหตุการณ์ในเดี๋ยวนี้เลย
ถาม : แสดงว่าทุกอย่าง ยังอยู่ของมันอย่างนั้น ?
ตอบ : มันไม่ไปไหนหรอก วิทยาศาสตร์เขาก็บอกแล้วไง บอกว่าสสารทุกอย่างไม่ได้สูญหายไปไหนในโลก เพียงแต่แปรสภาพไปเท่านั้น ในเมื่อมันแปรสภาพไปเป็นพลังงาน เราก็ย้อนกลับไปรวบรวมพลังงานนั้นกลับเข้ามาใ้ห้มันอยู่ในรูปที่หยาบให้พอที่เราจะรับรู้ได้ มันก็จะกลายเป็นสิ่งที่เรารู้ขึ้นมาตอนนั้นเดี๋ยวนั้น
ถาม : ....................... ?
ตอบ : เป็นครูบาอาจารย์เขามันลำบาก หลวงพ่อท่านสอนว่าใครก็ตามที่อยู่ใต้การดูแลของเรา ไม่ว่าจะคนจะสัตว์ต้องดูแลเขาให้มีความสุขอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นอะไรมันเกิดขึ้นมา เราจะกินเองใช้เองมีความสุขอยู่คนเดียว นั่นผิดคำสอนแน่ ๆ เลย ก็เลยต้องเหลือเผื่อเขาอยู่ตลอด ลักษณะเป็น “ครูบาอาจารย์” เขาเรียกว่า “พ่อแม่คนที่สอง” ก็เหมือนกับพ่อกับแม่นั่นแหละ ต้องคอยตามจี้ตามเช็ดตามล้างตามถูกันอยู่ตลอดเวลา
จนกระทั่งประทับใจพุทธวัจนะประโยคหนึ่งที่ท่านกล่าวว่า “อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เราจักไม่ปฏิบัติต่อพวกเธอเหมือนช่างหม้อที่ปฏิบัติต่อหม้อดินที่ยังเปียกยังดิบอยู่ด้วยความทะนุถนอม แต่ว่าเราจะกระหนาบแล้วกระหนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก บุคคลที่มีมรรผลเป็นแก่นสารเท่านั้นที่จะทนอยู่ได้”
ถาม : ทำไมบางอารมณ์ มีโกรธ มีโมโห ......(ไม่ชัด)......... ?
ตอบ : พระที่ท่านทำถึงที่สุดแล้ว รัก โลภ โกรธ หลง ไม่ได้ไปไหนอยู่กับท่านเต็มที่นั่นแหละ แต่เพียงแต่ว่าที่านมีสติรู้อยู่ และตัดมันตั้งแต่ต้นเหตุมันไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเท่านั้น คราวนี้ว่าถ้าอยู่ในลักษณะที่เรียกว่ามันยังไม่สามารถที่จะตัดมันตั้งแต่ต้นเหตุได้ ยังมีโอกาสเผลอ อารมณ์เหล่านี้มันจะตีกลับทันทีที่มันมีโอกาส มันเหมือนยังกับคุ้นกันอยู่ ถ้าเผลอเมื่อไหร่มันก็ดันเราหงายท้องไป
เพราะฉะนั้นห้ามเผลอ พระที่ท่านทำถึงตรงจุดนี้ท่านก็เลยยิ่งระวังมากกว่าปกติ เพราะว่ากลัวจะเผลอให้พวกนี้มันหลุดขึ้นมางอกงามใหม่ ท่านก็เลยจะทรงความไม่ประมาทเป็นปกติ
ถาม : ตอนแรกเข้าใจว่า อารมณ์ ......(ไม่ชัด)........... ?
ตอบ : นั่นความเข้าใจของเราจ้ะ จริง ๆ แล้วมันยังอยู่ นอนยิ้มอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่มันไม่มีเชื้อให้เกิด เพราะท่านไม่ไปเติมเชื้อให้มัน ท่านไม่ไปใส่น้ำมันแล้วไปจุดไฟมัน
ถาม : มีอยู่ปัญหาหนึ่ง .............(ไม่ชัด)..........?
ตอบ : ตัวนี้เราต้องดูด้วยว่า เราได้รักษาอารมณ์ของเราให้ต่อเนื่องได้นานเท่าไร ส่วนใหญ่สมัยก่อนของเราพอเราไม่เคยชินกับมัน พอได้รับใหม่ ๆ ก็ตื่นเต้น เหมือนกับเด็กเห่อของก็เล่นนานหน่อย คือรักษาอารมณ์นานหน่อย มันก็อยู่กับเรานาน
แต่พอมาระยะหลัง ๆ ความเคยชิน มันเกิดเลิกเห่อแล้วแต่หารู้ไม่ว่า ถึงเลิกเห่อแล้วคุณก็ต้องประคับประคองอารมณ์นี้เพื่อความสุขของคุณให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ว่าเราไม่ได้ประคองมันไว้ มันก็เลยหายไปในระยะเวลาอันรวดเร็ว
ถาม : ก็มี.....(ไม่ชัด).....เขาบอกว่า เอ....คนนี้ไม่ได้คุ้นปฏิบัติ ไม่ได้คุ้นพระนิพพานเลย เขาบอกว่าเวลาที่เขานั่งดูนิพพานในใจ คือเห็นในจิตสำนึกจนถึงขั้นนิพพาน เป็นไปได้มั้ยครับ ?
ตอบ : ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ สภาพจิตมันคิดยังไงมันก็เป็นอย่างนั้น แล้วขณะเดียวกันว่า บุคคลที่ท่านได้อภิญญาหรือได้ทิพจักขุญาณ ถ้าหากว่าท่านไปยังสถานที่นั้น เราอยู่ที่นั่นท่านก็เห็นเราไม่อยู่ท่านก็เห็น
ถาม : อธิบาย อรูปฌานไว้สั้น ๆ ได้มั้ยครับ ?
ตอบ : อรูปฌานถ้าเอาสั้นนี่ตายพอดี เอาเป็นว่าเราต้องศึกษารูปฌานให้ละเอียดก่อนจนกระทั่งถึงฌาน ๔ พอฌาน ๔ มันคล่องตัวแล้ว เราก็ตั้งรูปฌานอันใดอันหนึ่งของเราขึ้นมา คือ องค์กสิน อันใดอันหนึ่งในกสิน ๑๐ ขึ้นมา เสร็จแล้วก็เพิกภาพกสินนั่นเสีย หันมาจับความว่างของอากาศแทน โดยคิดเสียว่ากสินมันยังเป็นของหยาบอยู่ อากาศมันเป็นของว่างมันย่อมละเอียดกว่า เราทำความพอใจในอากาศนั้นแล้วก็รักษาอารมณ์นั้นจนกระทั่งทรงตัวเป็นฌาน ๔ คล่องตัว แปลว่าเราได้อรูปฌานที่ ๑ คือ ฌานที่สมาบัติที่ ๕
เสร็จแล้วก็คลายกำลังนั้นลงมา ตั้งดวงกสินขึ้นมาใหม่ เพิกภาพกสินนั้นเสีย ทำความพอใจในความว่างไร้ขอบเขตของวิญญาณแทน คิดซะว่าอากาศมันยังมีขอบเขต คือวิญญาณ ความรู้สึกยังกำหนดมันได้อยู่ เพราะฉะนั้นวิญญาณต้องดีกว่าละเอียดกว่า ก็ทำความพอใจในความไร้ขอบเขตของวิญญาณนั้นแทน จนกำลังใจเข้าสู่ฌาน ๔ คล่องตัวเต็มที่ของมัน ก็เท่ากับว่าเราได้สมาบัติที่ ๖ คือ อรูปฌานที่ ๒
แล้วหลังจากนั้นก็ถอยกำลังใจลงมา ตั้งภาพกสินขึ้นมาใหม่ เสร็จแล้วก็เพิกภาพกสินนั้นเสียพิจารณาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่ว่าคน สัตว์ วัตถุธาตุ สิ่งของ มันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลางสลายไปในที่สุด สุดท้ายแล้วไม่มีอะไรเลยกระทั่งตัวเราก็ตายหมด จิตจะไม่เกาะอะไรแม้แต่นิดหนึ่ง ถ้าหากว่าอย่างนั้นเขาเรียกว่า เราได้สมาบัติที่ ๗ คืออรูปฌานที่ ๓ และหลังจากนั้นก็คลายกำลังลงมา พอมันทรงตัวเต็มที่มันจะเท่ากับฌาน ๔ หมดนะทุกขั้นตอน
แล้วเราก็คลายตัวของเรา ลงมาตั้งภาพกสินขึ้นมาใหม่ คราวนี้ก็กำหนดใจของเราว่าสิ่งที่ควรรับรู้ เราก็ไม่ต้องการรับรู้มัน เพราะว่าอาการของการรับรู้นี่้มันก็ยังเป็นทุกข์เป็นโทษอยู่ เสร็จแล้วเราก็ใช้กำลังของสมาธิในการข่มกลั้น แล้วก็เรียกง่าย ๆ ว่า ก้าวล่วงข้ามเวทนาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเรา อย่างเช่นว่าร้อนก็ต้องทำเป็นไม่ร้อน หนาวก็ต้องทำเป็นไม่หนาว หิวก็ทำเป็นไม่หิว กระหายก็ทำเป็นไม่กระหาย
เนื่องจากว่าตัวกำลังสมาธิมันสูงอาการเหล่านี้เราจะสามารถที่ผ่านมันพ้นไปได้ พอทรงตัวคล่องตัวเป็นฌาน ๔ เมื่อไร เราก็ได้สมาบัติที่ ๘ คืออรูปฌานที่ ๔ อันนี้ถือว่าอธิบายอย่างหยาบที่สุดเลยนะ แล้วยังมีคำภาวนาต่างหากของมันอีก อย่างเช่นว่า อากาสาอนันตา สำหรับสมาบัติที่ ๕ วิญญานัง อนันตัง สำหรับสมาบัติที่ ๖ นัตจิกิญจิ สำหรับสมาบัติที่ ๗ แล้วก็ เอตังสันตัง เอตังปณีตัง สำหรับสมาบัติที่ ๘ จะเป็นคำภาวนาเฉพาะของเขา
ถาม : ในคำภาวนั้นและอารมณ์ต้องเป็นไปตามนั้น ?
ตอบ : อารมณ์จะต้องเป็นไปตามนั้นด้วยมันดีตรงที่ว่า ลักษณะคล้าย ๆ การพิจารณา แต่การใช้กำลังของฌาน เพื่อพิจารณาอันนั้ันมันจะทรงฌานให้ได้
ถาม : สงสัยมานานแล้ว เพราะว่าอรูปฌานในตอนเช้า เข้าโดยไม่ได้ตั้ง ..........(ไม่ชัด)........ให้พิจารณาธรรมไปก่อน ?
ตอบ : ของเรานั้นแสดงว่าของเก่ามันต้องมีอยู่แล้ว พอต้นทุนเก่ามันมี มันปึ๊กเดียว มันก็เข้าเลย
ถาม : (ถามเกี่ยวกับเรื่องลูกถูกรถชนจะทำอย่างไรดี)
ตอบ : ทำอย่างไรดี ....จริง ๆ แล้วมันน่าจะสะเดาะเคราะห์ด้วยการทำบังสุกุลตายบังสุกุลเป็นกันซะยกหนึ่ง ทีนี้เรามาถามช้าไป พรุ่งนี้จะกลับแล้ว ไปให้พระที่ไหนทำก็ได้ บอกเขาว่าช่วยทำบังสุกุลตายบังสุกุลเป็นให้หน่อย ซื้อผ้าขาวไปซักเมตรครึ่ง สองเมตร
ถาม : วัดไหนก็ได้ใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : จ้ะ วัดไหนก็ได้ท่านทำเป็นทั้งนั้นล่ะ มันเป็นการตัดกรรมอย่างหนึ่ง ช่วงนี้ช่วงใกล้วันเกิดเขาด้วยหรือเปล่า ? ถ้าหากว่าใกล้วันเกิดนี่ ก่อนเดือนหลังเดือนต้องระวังให้ดีเพราะ ก่อนเดือนหลังเดือนนี่มันจะเกิดอะไรขึ้น มันจะเกิดช่วงนั้นล่ะ ถ้าหากว่าเกิดเดือนตุลา ก็เท่ากับว่ากันยากับพฤศจิกาต้องระวังด้วย
ถาม : ...........................
ตอบ : (หัวเราะ) รีบ ๆ แก้ เดี๋ยวมันจะหนักกว่าเดิม คือช่วงวาระเก่ากับใหม่กำลังเปลี่ยนแปลงนี่ มันเหมือนกับช่วงเปิดช่องว่าง อะไรที่ไม่ดีมันจะแทรกได้ง่าย ไม่ยากหรอกใกล้ ๆ วัดไหนก็ได้ ถ้าไม่แน่ใจไปถามท่านก่อนก็ได้ว่าทำได้มั้ย ถ้าท่านบอกว่าทำได้ก็เอาเลย
ถาม : บังสุกุลเป็นบังสุกุลตายใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : จ้ะ บังสุกุลเป็นบังสุกุลตาย มันเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ เคราะห์กรรมทั้งหลายมันก็ตายไปด้วย ไม่เกี่ยวกับเรา ใช้ผ้า ๑ เมตรครึ่ง จะเอาดอกไม้ ธูป เทียนไปด้วยก็ได้แล้วใส่ซองให้ท่านซะหน่อย

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 08:04 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : มีเพื่อนที่ได้ทำการปฏิบัติธรรมแล้วเขามีความรู้สึกว่า การปฏิบัติธรรมของเขาไม่ก้าวหน้าไปไหนเลย พอปฏิบัติธรรมแล้วก็เหมือนกับอยู่กับที่ เขาได้พยายามทำสมาธิเองอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ก้าวหน้าขึ้น พอจะมีข้อแนะนำในการปฏิบัติธรรมให้เขามีความก้าวหน้าบ้างมั้ยคะ ?
ตอบ : ลักษณะการปฏิบัติแล้วไม่ก้าวหน้ามันประกอบด้วยสาเหตุอยู่ ๓ ลักษณะด้วยกัน อย่างแรก ทำเกิน อย่างที่ ๒ ทำขาด ถ้าทำพอดีก้าวหน้าทุกคน ทำเกินก็คือเคร่งเครียดจนเกินไป สภาพร่างกายมันไปไม่ไหว ทำขาดก็คือ ขี้เกียจจนเกินไป มันก็เลยไม่ก้าวหน้าด้วย
เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องทำให้พอดีถึงจะก้าวหน้า ตัวพอดีพระพุทธเจ้าตรัสว่า มัชฌิมาปฏิปทา คราวนี้คำว่ามัชฌิมา พอดีตรงกลางนี่ไม่มีอัตราตายตัวว่า ๕๐% เป๊ะ มันจะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและจิตใจของเราที่ได้รับการฝึกมา
ดังนั้นว่าของคนผู้หนึ่งมัชฌิมาปฏิปทาของเขาอาจจะนั่งตลอด ๓ วัน ๓ คืนเลย แต่ว่าของเราเอง ๓๐ นาทีก็แย่แล้ว ดังนั้นการปฏิบัติแรกเริ่มถ้าหากว่าเราภาวนาแล้วรู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้วอย่าเพิ่งเชื่อมัน ให้ลองฝืนดูนิิดหน่อย ถ้าฝืนแล้วไปต่อได้ก็โอเค นี่โกหกแน่เมื่อกี้นี้แสดงว่าเป็นตัวถีนมิทธะนิวรณ์ มาหลอกให้เราขี้เกียจ
ถ้าหากว่าฝืนแล้วไปต่อได้ก็ควรจะตั้งเวลาไว้สักครึ่งชั่วโมงหรือว่าไม่เกิน ๑ ชั่วโมงแล้วพัก ถ้ามากเกินไปกว่านั้นบางทีมันเป็นการทรมานตัวเองมากเกินไป ยกเว้นบางท่านที่ต้องการดูเวทนา ต้องการจะแยกจิตแยกกายดูว่าอาการของมันเป็นอย่างไร อย่างนั้นเขานั่งกันข้ามวันข้ามคืน นั่งกันจนก้นแตกกันไปข้างหนึ่ง
อีกอย่างหนึ่งที่ปฏิบัติไปแล้วไม่ก้าวหน้าก็คือ บางทีจะเน้นแต่สมาธิอย่างเดียว ตัวสมาธิกับตัวปัญญามันเหมือนกับคนที่ผูกขา ๒ ข้างด้วยโซ่เส้นหนึ่ง ถ้าหากว่าสมาธิไปแล้วปัญญาไม่ตามมันก็เหมือนกับเดินไปสุดแล้วโซ่มันกระตุกกลับ ดังนั้นเมื่อภาวนาจนอารมณ์เต็มแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเต็มที่ ก็มันถึงจุดสุดแล้วไม่สามารถไปต่อแล้วอารมณ์มันจะคลายออกมา
ตอนอารมณ์มันคลายออกมาสำคัญที่สุดถ้าหากว่าเราไม่บังคับให้มันคิดในสิ่งที่ดี ๆ มันก็จะคิดไปในทางรักโลภ โกรธ หลง พาเราฟุ้งซ่านไปเลย เพราะฉะนั้นเมื่อมันถอยออกมาเราก็ให้คิดในวิปัสสนาญาณ คือให้คิดพิจารณาให้เห็นในความเป็นจริง ว่าสภาพร่างกายก็ดี โลกเราก็ดี มันประกอบไปด้วยไตรลักษณ์ คือความเป็นจริง ๓ อย่าง ว่า ๑. มันไม่เที่ยง ๒. มันเป็นทุกข์ ๓. มันไม่มีอะไรยึดถือมั่นหมายเป็นตัวตนเขาเราได้ หรือไม่ก็พิจารณาตามแนวอริยสัจ อริยสัจนี่จับแค่ทุกข์กับเหตุของการเกิดทุกข์เท่านั้น ถ้าเรารู้ว่าทุกข์เกิดจากอะไรแล้วไม่สร้างเหตุนั้นทุกข์ก็ดับ ถ้าทุกข์ดับให้เรียกว่า นิโรธ ระหว่างที่เราปฏิบัติเขาเรียกว่า มรรค คือหนทางเข้าถึงการดับทุกข์
เพราะฉะนั้นว่าเราจับแค่ทุกข์กับสมุทัย ๒ ตัวเท่านั้น หรือไม่ก็พิจารณาตามแบบของวิปัสสนาญาณ ๙ คือ พิจารณาให้เห็นอย่างเช่น อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นการเกิดแล้วดับ ภังคานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นว่าทุกอย่างดับหมด ภยตูปัฏฐานญาณพิจารณาให้เห็นว่าร่างกายนี้มันเป็นโทษเป็นภัยเป็นของน่ากลัว จนกระทั่งไปถึงสังขารุเบกขาญาณ คือการปล่อยวางในสังขารทั้งปวง และสัจจานุโลมิกญาณ คือพิจารณาย้อนต้นทวนปลาย ทวนปลายย้อนต้นกลับไปกลับมาให้พิจารณาอยู่ในลักษณะนี้
</B>การพิจารณามีประโยชน์มากตรงที่ว่า เมื่อจิตมีงานทำไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญาจับเฉพาะหน้า สติดำนินตามไป จิตมันจะดิ่งกลับไปเป็นสมาธิอีกระดับหนึ่งพอมันเป็สมาธิถึงระดับนั้นปุ๊บ เราภาวนาต่อเลย มันก็จะทรงตัว ก้าวล่วงลึกเข้าไปอีกระดับ แต่ว่าพอก้าวไปถึงจุดตันมันจะถอยมาอีกทีหนึ่ง ก็ตอนนี้ปัญญาเดินหน้า พอถึงจุดตันโซ่มันติดแล้วมันจะกระตุกขากลับ เราก็ก้าวไปอีกต่อ คือภาวนาคือสมาธิ เมื่อภาวนาไปถึงเต็มที่คราวนี้มันจะกระตุกกลับอีกแล้ว เราก็พิจารณาต่อไป ถ้าทำดังนี้ได้จะก้าวหน้า</B>
ถ้าหากว่าเว้นไปจากเรื่องทั้งหลายเหล่านี้แล้ว บางทีทำเท่าไหร่ก็พอ มันไปตันก็โดนกระตุกกลับ ไปตันก็โดนกระตุกกลับ มันก็เลยไม่ก้าวหน้า ให้เขาพิจารณาด้วย ว่าตัวเองทำแล้วเหตุที่ไม่ก้าวหน้าเกิดจากเหตุอะไร แล้วแก้ไข
ถาม : แล้วอย่างที่ตัวของตัวเองเวลาถึงจุดสมาธิเข้าช่วงที่จะกระตุกกลับ ของตัวเองนี่ในลักษณะเดินสมาธิพิจารณาสังขารนี่ทุกข์ อันนี้ไม่ทราบว่าจะพอใช้ไ้ด้มั้ยคะ ?
ตอบ : ก็ถ้าหากว่าสภาพจิตมันยอมรับว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราจริงก็ใช้ได้ แต่ว่าการปฏิบัติในลักษณะของการภาวนา หรือว่าพิจารณาก็ตามต้องย้ำแล้วย้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่หัวข้อเดียว ห้ามเบื่อเด็ดขาดจนกว่ามันจะตัดกันไปข้างหนึ่งหรือยอมรับกันไปข้างหนึ่งเลย ถ้าหากว่าเราเบื่อเสียก่อนที่มันจะยอมรับนี่เราแพ้เขา ตรงจุดนั้นจะไม่ก้าวหน้าถึงที่สุด ซ้ำแล้วซ้ำอีก ย้ำแล้วย้ำอีกห้ามเบื่อเด็ดขาดจนกว่าจะชนะกันไปข้างหนึ่ง
ถาม : ทีนี้ขั้นตอนแล้วก็ลำดับในการทำสมาธิที่บอกว่า เริ่มจากที่จิตไม่สงบฟุ้งซ่านแล้วเข้าสู่การทำสมาธิในแต่ละขั้นตอนเขามีชื่อบอกในแต่ละขั้นอย่างไรบ้างคะ ?
ตอบ : จะเริ่มจากตัวขณิกสมาธิ คือเริ่มจากสมาธิเล็กน้อย ต่อไปอุปจารสมาธิ ใกล้จะเป็นสมาธิแล้วใกล้ฌาน แล้วก็อัปนาสมาธิแปลว่า สมาธิแนบแน่น ก็เริ่มจากปฐมฌาน คือความเคยชินขั้นที่ ๑ ทุติยฌานคือความเคยชินขั้นที่ ๒ ตติยฌาน คือความเคยชินขั้นที่ ๓ จตุตถฌาน ความเคยชินขั้นที่ ๔
แล้วหลังจากนั้นถ้าเราทำอรูปฌานต่อ ก็จะเป็นอากาสานัญจายตนฌาน คือการละรูปไปพิจารณาอากาศ วิญญานัญจายตนฌาน คือการละจากรูปไปพิจารณาวิญญาณ อากิญจัญญายตนฌาน คือการละจากรูปไปพิจารณาความไม่มีอะไรเหลือเลย แล้วก็เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน คือการละจากรูปไปไม่จับทั้งการมีสัญญาหรือไม่มีสัญญา รวมแล้วจะเป็นเรียกว่า สมาบัติ ๘ คือการเข้าถึง ๘ ขั้นตอน
คราวนี้มันจะมีพิเศษว่า ถ้ากำลังของเราสูงกว่านั้นสามารถเข้าถึงระดับอนาคามีและทรงสมาบัติ ๘ เป็นปฏิสัมภิทาญาณ เราจะได้อีก ๒ สมาบัิติ เรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า นิโรธสมาบัติ
ถาม : แล้วเป็นยังไงคะ ?
ตอบ : อธิบายยาก นิโรธสมาบัติจะเป็นลักษณะของการที่จิตของเราจับนิ่งอยู่เฉพาะที่ อาจจะเป็นที่พระนิพพานอยู่ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือว่าเคลื่อนอยู่ตามภพภูมิต่าง ๆ ก็ได้แล้วแต่เราต้องการ แต่ว่าทั้ง ๒ สภาพนั้นตามที่ว่านั้นจิตจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกายแม้แต่นิดเดียว สัญญาเวทยิตนิโรธ แปลว่าการดับเสียซึ่งสัญญาและเวทนาทั้งปวง เหมือนกับคนตายดี ๆ นี่เอง เขาว่ากันทีหนึ่ง ๗ วัน ๑๕ วัน ความจริงจะมากเกินกว่านั้นก็ได้ เพราะกำลังมันพอ พระพุทธเจ้าไม่แนะนำให้ทำเนื่องจากว่าร่างกายที่อดอาหารนาน ๆ มันจะฟื้นคืนได้ยาก ยิ่งอายุมาก ๆ อาจจะป๊อกไปเลย
ถาม : ทีนี้ถ้าเราใช้สมาธิช่วยในการเจ็บบรรเทาปวดหรือการรักษาเกี่ยวกับร่างกายของเรา การเดินสมาธิแบบนี้จะต้องทำอย่างไรบ้างคะ ?
ตอบ : ทำให้สูงสุดเท่าที่เราทำได้ โดยเน้นตรงอานาปานสติ คือลมหายใจเข้า-ออกของเรา ถ้าหากว่าเรามีความชำนาญคือเข้าฌานไปเลย ทันทีทีี่ถึงปฐมฌานความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับทางกายก็จะเป็นส่วนของกาย จิตของเราจะเป็นส่วนของจิต คือจิตกับกายมันแยกจากกัน ในเมื่อจิตกับกายเริ่มแยกจากกัน ยิ่งเข้าสู่สมาธิสูงมากเท่าไรก็ยิ่งแยกห่างขึ้นเท่านั้น อาการรับรู้ที่เกิดขึ้นกับร่างกายที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็จะขาดลงเหมือนกับไม่ป่วย
ถาม : จะรักษาตัวได้ก็เฉพาะตอนที่เราทำสมาธิหรือคะ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าสมาธิทรงตัวอยู่ก็จะสามารถระงับอาการของร่างกายได้ตลอดเวลา แต่ว่าเรื่องทั้งหลายเหล่านี้จำเป็นต้องซักซ้อมหาความชำนาญให้มากไว้ ไม่อย่างนั้นเวลาเกิดเวทนาแรงกล้าขึ้นมาบางทีก็จะสู้มันไม่ไหว
เนื่องจากว่าสมาธิของเรามันเป็นเครื่องอาศัยที่มันก็มีเกิดมีเสื่อม ถ้าสภาพร่างกายมีร้อนเกินไป หนาวเำิกินไป หิวเกินไป เหนื่อยเกินไป หรือว่าเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยบางทีมันไม่เอากับเราเลย
ถาม : อย่างที่เขาใช้สมาธิรักษามะเร็งได้นี่จริงมั้ยคะ ?
ตอบ : จริงจ้ะ แต่อันนั้นต้องหมายถึงว่ากรรมของเราไม่หนัก เพราะว่า ถ้าโรคบางอย่างรักษาหรือไม่รักษาก็หาย โรคบางอย่างต้องรักษาจะหายถ้าไม่รักษาถึงตาย โรคบางอย่างรักษาหรือไม่รักษาก็ตาย
ถาม : ทีนี้อย่างคนที่เจ็บป่วยนี่ แล้วเขามีการใช้พลังจักรวาลช่วยรักษา อย่างนี้จะเป็นการฝืนกฎของกรรมหรือไม่คะ ?
ตอบ : จะเรียกว่าไปฝืนก็ไม่ได้ เพราะถ้าเขาทำได้ก็แปลว่ากำลังบุญของเขายังมีอยู่ ในเมื่อกำลังบุญของเขามีอยู่เพียงพอที่ทำได้ ไม่ถือว่าเป็นการฝืนกฎของกรรม
ถาม : คือบางทีนี่มีการส่งพลังไปจากตัวเราไปให้กับอีกคน กับการที่ให้เขาทำเองโดยที่เขาฝึกของเขาเองนี่ อันไหนจะดีกว่ากันคะ ?
ตอบ : ส่วนใหญ่ไปถามที่คนป่วย มันก็จะให้เขาทำให้จะดีกว่า แต่ถ้าให้เขาฝึกได้เองต่อไปเขาไม่ต้องพึ่งใคร ดังนั้นการฝึกได้เองสมควรว่าดีกว่าแน่นอนกว่า แล้วเราเองก็เหนื่อยน้อยกว่าคนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่เท่าที่ผ่านมาจะให้ช่วยท่าเดียว

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 08:04 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : วันก่อนที่ถามเรื่องการทำกสิณ จดไม่ทันค่ะ กลับไปที่บ้านแล้วอ่านก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง รบกวนด้วย ?
ตอบ : กสิณ แปลว่า การเพียรเพ่งอยู่เฉพาะหน้า กสิณมีทั้งหมด ๑๐ กองด้วยกันแบ่งเป็นธาตุกสิณ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นวรรณะกสิณ ๔ ก็คือ สีขาว สีแดง สีเหลือง สีเขียว แล้วก็มีอีก ๒ อย่างเป็น อากาศกสิณกับอาโลกกสิณ คือ กสิณของความว่างกับกสิณแสงสว่าง เราจับอันใดอันหนึ่งขึ้นมาก่อน โดยตั้งวัตถุนั้นอยู่ตรงหน้าเรียกว่า ดวงกสิณ
อย่างเช่นถ้าหากว่าจะทำปฐวีกสิณ ก็ต้องกำหนดต้องทำดวงกสิณขึ้นมาก่อนเพื่อที่เราจะได้มองได้ เพ่งได้ กำหนดใจได้ การทำดวงกสิณในสมัยโบราณท่านใช้ผ้าสะดึง ก็คือว่าขึงผ้าให้ตึง เสร็จแล้วดวงกสิณของท่านก็จะเอาดินซึ่งสมัยก่อนเขาใช้ดินขุยปู ซึ่งเขาเรียกดินสีอรุณ คือค่อนข้างจะออกไปทางสีส้มอ่อน เอามาละเลงเป็นวงกว้างประมาณ ๒ คืบ ๔ นิ้วเบ้อเร่อเลย แต่ว่าของเราเองไม่จำเป็นต้องทำให้ลำบากขนาดนั้น ถ้าเราหากดินสีอรุณได้ เอามาปั้นเป็นก้อนกลมขนาดพอเหมาะพอใจของเราก็ได้ ตั้งดวงกสิณนั้นเอาไว้ในภาชนะหรือว่าสถานที่ ๆ เรานั่งตัวตรงแล้วมองได้สบาย ๆ อยู่ในระยะไม่ใกล้ไม่ไกลจนเกินไป ตั้งใจลืมตามองภาพกสิณนั้นแล้วกลับตาลงนึกถึงภาพ ไม่ใช่ไปนั่งจ้องภาพกสิณนั้นตลอด มองแล้วก็หลับตาลง มันจะจำได้อยู่ครู่หนึ่งพร้อมกับคำภาวนา
ถ้าหากว่าเป็นปฐวีกสิณ ก็ปฐวีกสิณัง ปฐวีกสิณัง ปฐวีกสิณัง ควบกับลมหายใจเข้าออก ว่าอย่างนี้ไปเรื่อย พอภาพมันเลือนหายไปก็ลืมตามองใหม่ กำหนดจำพร้อมกับคำภาวนา หายไปก็ลืมตามองใหม่ ทำอย่างนี้เป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง ภาพนั้นก็เริ่มที่เราจะจำได้ยาวนานขึ้น ลืมตาก็นึกออก หลับตาก็นึกได้
ถึงขั้นตอนนี้แล้วจะสำคัญมากอยู่ที่ว่าเราเองต้องประคับประคองเอาไว้ เผลอสติเมื่อไหร่ภาพนั้นจะหายไป ถ้าเราสามารถประคับประคองได้ตลอดเวลาไม่ว่าไปทำอะไรแบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่งนึกไว้ตลอด ความรู้สึกส่วนนี้อาจจะเป็น ๒๐ หรือว่า ๓๐% ส่วนอีก ๗๐-๘๐% นั้นบังคับร่างกายเราให้ทำหน้าที่เป็นปกติของเราไป
เมื่อนึกถึงอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาภาพนั้นก็จะเปลี่ยนจากสีปกติก็จะค่อย ๆ จางลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลายเป็นสีเหลืองอ่อน จนกระทั่งกลายเป็สีขาว กลายเป็นสีแก้วกลายเป็นแก้วใส จนกระทั่งกลายเป็นแก้วใสสว่างจ้า ถ้าหากว่าถึงจนเป็นแก้วใสสว่างเจิดจ้าแล้วเราลองอธิษฐานดูว่าให้ภาพนั้นขยายใหญ่ได้มั้ย ? ให้เล็กลงได้มั้ย ? ให้หายไปได้มั้ย ? ให้กลับคืนมาใหม่ได้มั้ย ? ถ้าสามารถทำตรงนี้ได้คล่องตัวก็แปลว่า เราเริ่มอธิษฐานใช้ผลของกสิณได้แล้ว ก็ซ้อมการใช้ผลของกสิณให้ชิน เป็นต้นว่าถ้าใช้ผลของปฐวีกสิณก็ใช้ผลทำให้ของอ่อนให้แข็ง เช่น น้ำให้ตั้งใจอธิษฐานเช่นว่า เอาน้ำมาแก้วหนึ่งให้อธิษฐานว่า น้ำแก้วนี้ให้แข็งเหมือนกับดิน เสร็จแล้วก็ให้ตั้งใจเข้าฌาน ๔ พอคลายออกจากฌาน ๔ ออกมาอธิษฐานอีกครั้งหนึ่งว่า ให้น้ำแก้วนี้แข็งเหมือนกับดิน เข้าฌานแล้วพอคลายออกมาคราวนี้มันจะแข็งไปเลย
เมื่อทดสอบอย่างนี้แล้วก็ให้ทดสอบกับของที่ใหญ่ขึ้นเพื่อความคล่องตัว พอทำจนกระทั่งคล่องตัวแล้วสามารถที่จะใช้ผลของกสิณเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างเ่ช่นเราจะเดินขึ้นบนอากาศเหมือนยังกับมีบันไดก็ได้ อธิษฐานว่าให้อากาศทุกจุดที่เท้าของเราเหยียบนี้จงมีความแน่นหนาเหมือนกับพื้นดินแล้วเราก็ก้าวเดินไป หรือว่าเดินข้ามน้ำก็อธิษฐานว่าขอให้น้ำที่เท้าเราเหยียบมีความแข็งเหมือนดินแล้วก็ก้าวเดินไป พอมันชำนาญแล้วเราค่อยย้ายไปกองอื่น กองแรกจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด โดยเฉพาะตอนรักษาอารมณ์ของมันเอาไว้ประคับประคองไม่ให้ภาพมันหาย อยากจะเปรียบว่าเหมือนกับเลี้ยงลูกแก้วไว้บนปลายเข็ม พลาดเมื่อไหร่ตกแตกเมื่อนั้นก็ต้องเริ่มต้นนับ ๑ กันใหม่
คราวนี้พอได้กองแรกแล้วกองอื่นสบายมาก เพราะว่าอารมณ์ใจคล้าย ๆ กันหมด ใช้กำลังเท่ากันหมด แล้วทุกอย่างก็ต้องกำหนดภาพกสิณขึ้นมาเหมือนกัน สมัยที่ซ้อมทำอยู่ถ้าเป็นกสิณสีจะเอาสีมาพ่นใส่กระดาษ อย่างสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว พอพ่นเสร็จก็เอาจานคว่ำ มีดโกนกรีดเข้ากลมป๋องเลย แล้วก็แปะข้างฝา แปะหลังคามุ้ง ข้าง ๆ มุ้ง พูดง่าย ๆ ว่า หันไปข้างไหนก็ต้องเห็น จนกระทั่งพี่ ๆ น้อง ๆ เขาว่าเป็นบ้าไปแล้ว ก็ทำดวงกสิณของเราไว้ จะฝึกอันไหนก็ทำอันนั้น มันยากอันแรกแล้วหลังจากนั้นก็ง่าย ถ้ากสิณ ๑๐ คล่องตัวนี่จะทำอะไรพิลึกพิลั่นพิสดารได้เยอะต่อเยอะด้วยกัน
ถาม : ขอถามเรื่องการทำสมาธิของตัวเองค่ะ คือเวลาทำไปแล้วนี่กายของตัวเองอยากจะเข้าไปหา..........พอเปลี่ยนกายตัวเองนี่สภาพกายที่เปลี่ยนนี่มีการขยายขนาด ลักษณะกายขยายขนาดเปลี่ยนจากคนกลายเป็นองค์พระเป็น..........(ไม่ชัด)........แล้วก็มีการแยกออก..........(ไม่ชัด).......ได้ก็เลยสงสัยว่าเป็นอะไรคะ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าลักษณะนั้นก็แสดงว่าเราเคยฝึกกสิณมาเหมือนกัน ลักษณะเดียวกันอาทิสมานกาย คือกายในของเรา มันจะเต็มบุญเต็มบารมี เต็มกำลังใจหรือกำลังความดีที่เราทำได้ตอนช่วงนั้น ส่วนใหญ่ถ้าเราสามารถรู้เห็นอาทิสมานกายตัวเองได้ก็คือเราต้องเป็นผู้ทรงฌาน กายในจะเหมือนกับกายพรหม ถ้าเราทรงความดีมากขึ้นเท่าไหร่กายในก็จะสว่างมากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นที่ว่าเวลากายในของเราเปลี่ยนเหมือนกับองค์พระแต่งองค์ทรงเครื่องอาจจะเหมือนกับพระแก้วทรงเครื่องก็ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย แล้วตรงจุดนี้นี่แหละจะเป็นจุดที่วัดได้ง่ายที่สุดเลยว่าตอนนั้นความดีของเราั้นั้นก้าวหน้าขึ้นหรือว่าเลวลง ถ้าก้าวหน้าขึ้นกายในก็จะสว่างสดใสขึ้น เครื่องประดับก็จะแพรวพราวมากขึ้น แต่ถ้าหากว่าถอยหลังบางทีมันก็มืดก็มัวก็ดำหรือไม่ก็เปลี่ยนสภาพไปเลย
ถาม : อย่างนี้เราก็สามารถดูได้ซิคะ ?
ตอบ : สามารถดูได้ สภาพของมันจะเป็นไปตามบุญตามบารมีที่เราทำได้ในช่วงนั้นเนื่องจากว่า เรายังเป็นโลกียบุคคลอยู่ มันก็มีขึ้นมีลง
ถาม : ก็เลยงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น ?
ตอบ : ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นหรอกจ้า เป็นไปตามเฉพาะหน้าเหมือนกับเครื่องวัดอุณหภูมิ ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามอากาศ
ถาม : ทำไมบุญบารมีของพระพุทธองค์ เวลาที่จะขึ้นไปสู่ทางสวรรค์รู้สึกว่าติดต่อแล้วไปได้รวดเร็วมาก แต่พอเวลามีคนที่เขามีญาติที่ตกนรกอยู่ภาพภูมิข้างล่างแต่ว่าการที่จะติดต่อกับนรกภูมิข้างล่างนี่ยากมาก อยากรู็ว่าตรงนี้เป็นเพราะอะไร ?
ตอบ : อันดับแรก จิตของเราอาจจะเคยชินกับการกลัวนรก มันลงบ่อยหวาดเสียว ไม่ค่อยอยากจะไป อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เราผิดมารยาทการไปนรก จุดที่ทำถูกต้องที่สุดก็คือไปกราบพระยายมราชก่อน แล้วกราบเรียนท่านว่าเราต้องการทำอย่างไร แล้วท่านก็จะจัดเจ้าหน้าที่ไปให้มันจะสะดวกคล่องตัวมาก ถ้าเราขืนลงไปเอง โดยเฉพาะตัวเราถ้าลงไปในลักษณะนั้นเราเองเป็นผู้ทรงฌานทรงความดีอยู่ ถ้าลงในขุมเขาปั๊บไฟเขาจะดับหมดเลย แล้วพวกสัุตว์นรกที่โดนทรมานอยู่ก็จะหลุดพ้นจากเครื่องทรมานทั้งปวง เขาจะเห็นเราเป็นผู้มีบุญที่จะโปรดสงเคราะห์เขาได้ ทั้งหมดมันจะฮือเข้ามาพร้อมกัน ถ้าตั้งสติไม่ดีอาจจะถึงเป็นบ้าด้วยความตกใจ เพราะรูปร่างของมันพิกลพิการน่ากลัวมาก
เพราะฉะนั้นติดต่อท่านพระยายมราชก่อน ไปกราบท่านก่อนแล้วขออนุญาตจะทำเรื่องอะไรบอกท่าน จะให้เทวทูตหรือเจ้าหน้าที่พาไป ถ้าอย่างนั้นจะสะดวกคล่องตัวมาก
ถาม : ทีนี้มีเพื่อนบางคน รู้สึกว่าเขาเข้าออกนรกได้ง่ายมากแต่เขาขึ้นไปข้างบนไม่ค่อยจะได้ค่ะ ?
ตอบ : อันนี้อยากจะเชื่อว่าเป็นความคล่องตัวเพราะเคยชิน มันลงบ่อยมันก็เคยชิน พอจะขึ้นไปข้างบนไม่ค่อยได้ขึ้นจำทางไม่ค่อยจะได้ .....อันนี้พูดเล่นจ้ะ
ถาม : อันนี้เขาเคยเกิดเป็นเจ้าหน้าที่ ๆ นั่นค่ะ
ตอบ : เพราะฉะนั้นยืนยันได้ตรงกันเลย ต่อไปอย่าไปฟันธงอย่างนี้นะ อันนี้ตอบเฉพาะคน คือว่าบางคนกำลังใจเขายังหยาบอยู่ไปในที่หยาบมันจะง่าย พอขึ้นไปที่ละเอียดมันจะยาก แล้วถ้าขึ้นไปพรหมซึ่งละเอียดกว่าเทวดาจะยาก แล้วถ้านิพพานยิ่งละเอียดกว่าพรหมก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก แต่อันนี้ที่กล้าฟันธงลงไปเลยเพราะมั่นใจ
ถาม : จะถามเรื่องการทำบุญ ที่ไปหล่อพระพุทธรูปหรือการสร้างพระพุทธรูป บูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูป บุญกุศลเหล่านี้จะได้บุญยังไงคะ ?
ตอบ : พุทธบูชา มหาเตชวันโต การบูชาพระพุทธเจ้ามีเดช มีอำนาจมากถ้าหากว่าเกิดเป็นเทวดา พรหมก็จะมีรัศมีกายสว่างมาก ถ้าหากว่าเกิดเป็นคนส่วนใหญ่ต้องเป็นผู้นำหมู่ชนเขา และการซ่อมพระพุทธรูป ถ้าหากว่าเกิดใหม่รูปร่างหน้าตาจะสวยงามเป็นพิเศษ ถ้าเป็นสุภาพสตรีจะได้เบญจกัลยาณี หรือไม่ก็อาจจะถึงขนาดอิตถีลักษณะ ๖๔ ประการ ที่เป็นพุทธมารดา อันนั้นหายากสุด ๕ อย่างก็ยากเต็มทีแล้วอันนั้นอีก ๖๔ หัวข้อ
ถาม : แล้วถ้าไม่ได้ซ่อมพระพุทธรูปแต่เป็นฐานพระพุทธรูปล่ะคะ ?
ตอบ : ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งด้วย
ถาม : แล้วถ้าเป็นผู้ชายล่ะครับ จะได้เบญจกัลยาณีหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : มันหวังสูงนะ (หัวเราะ) ตั้งความปรารถนาไว้แล้วกันดีไม่ดีได้เกินนั้น เขาหวังว่าเขาเป็นผู้ชาย เขากลัวว่าจะได้เบญจกัลยาณีมั้ย ? (หัวเราะ) เมื่อกี้ฟังไม่ชัดต้องบอกใหม่
ถาม : ทีนี้ในทางตรงกันข้ามล่ะเจ้าคะ ถ้าทำลาย ?
ตอบ : ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ ลงนรกมหาอเวจีเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นก็เคยทำอะไรไว้ มันช่วยซ้ำครบทุกขุมเลย
ถาม : มีเพื่อนที่รู้จักเจ้าค่ะ คือเขานำพระพุทธรูปมาองค์หนึ่้ง แล้วเขาไม่ทราบว่า เขาคิดว่าพระพุทธรูปองค์นั้นเป็นปูน เขาก็ด้วยความว่าเขาคิดว่าองค์ท่านควรจะมีน้ำล้อมรอบเขาก็เอาไปแช่น้ำเจ้าค่ะ พอแช่ทิ้งเอาไว้ท่านก็บวมขึ้นเรื่อย ๆ เลยมาทราบทีหลังว่าเป็นขี้เลื่อยอัดกาวค่ะ แล้วอย่างนี้ไม่ทราบว่า ..........?
ตอบ : จริง ๆ เขาทำโดยเจตนาบริสุทธิ์ ตั้งใจจะถวายเป็นพุทธบูชาด้วยเรื่องเป็นโทษคงจะไม่มี แต่เพียงแต่ว่าพระชำรุด
ถาม : ชำรุดมากเลยค่ะ หลุดเป็นชิ้น ๆ เลยค่ะ
ตอบ : หาองค์ใหม่เขาเอาที่แช่ได้มันทน ๆ
ถาม : เนื่องจากว่าเขารักองค์นี้มากเลยค่ะ เขาก็เลยให้ช่างไปซ่อม ทีนี้ช่างบอกซ่อมไม่ไหวแล้ว ต้องทุบท่านทีนี้ไม่ทราบว่า .....?
ตอบ : ถ้าลักษณะอย่างนั้นถือว่าทำลายพระพุทธรูป โทษอเวจีเหมือนกัน ลักษณะนั้นควรจะบรรจุไว้ในองค์ที่ใหญ่กว่าแล้วบูชาต่อไป จำไว้เลยนะ พระที่สร้างขึ้นมาแล้วไม่ว่าองค์ใหญ่องค์เล็กก็ตาม จะชำรุดหรือไม่ชำรุดก็ตาม ถ้าเราเอาไปป่นทำลาย โดยเฉพาะสมัยนี้นิยมกันนักสร้างเป็นองค์พระขึ้นมาใหม่ มีส่วนผสมของพระเก่า คุยซะดิบดีเลยอันนั้นโทษทำลายพระพุทธรูป อเวจีมหานรกอยู่ รีบ ๆ กราบขอขมาพระรัตนตรัยเสียดี ๆ
ถาม : แล้วจะหายมั้ยคะ ?
ตอบ : มันไม่หายหรอก ขอไปเรื่อย ๆ จนกว่าท่านจะยอม คือจิตของเรามันจะคลายออกจากจุดนั้นเอง ใช้คำว่าท่านจะยอม ท่านยอมตั้งแต่แรกแล้วล่ะ เพราะมันทุบไปเรียบร้อยแล้ว

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 08:04 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ถ้าเกิดมีรูปจิ๊กซอเป็นรูปพระค่ะ โรยกากเพชรเอาไว้ แล้วฝุ่นมันจับแล้วทำความสะอาดเอาไปล้างน้ำ มันหักน่ะค่ะ จะเอาไปใส่กรอบแล้วกาวมันหลุดน่ะค่ะ ?
ตอบ : อันเดียวกัน อันนั้นเจตนาดีก็ไปซื้อกาวมาซะขวดละ ๒๐ บาท
ถาม : ติดเสร็จแล้วใส่กรอบแล้วล่ะค่ะ ?
ตอบ : ไม่เป็นไรจ้ะ อันนั้นเจตนาดีเหมือนกัน จะทำความสะอาดพระ แต่ไม่รู้ว่ากาวมันจะละลาย
ถาม : แล้วไปเจียรฐานพระเป็นอะไรมั้ยคะ ?
ตอบ : ฐานพระ ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ตกแต่งในลักษณะที่เราจะให้สวยงามใช่มั้ย อันนั้นได้บุญด้วย ต่อไปถ้าเกิดมาจะสเลนเดอร์กว่านี้จ้า (ห้วเราะ)........
ถาม : เอาพระไปไว้ในตู้เสื้อผ้าบาปหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : แล้วทำไมต้องไปไว้ในตู้เสื้อผ้า่ล่ะ หาที่ ๆ เหมาะสมกว่านั้นสิ
ถาม : เขาบอกว่ากลัวพระหาย
ตอบ : ถ้าหากว่าในลักษณะนั้นถือว่าพอให้อภัยได้ แต่อย่าเอาไปไว้ใต้เสื้อผ้า ยังไง ๆ ก็เอาไว้ในที่ ๆ สูงหน่อย
ถาม : ผ่านไปในหลาย ๆ ที่ค่ะ เห็นมีต้นไทรใหญ่ ๆ แล้วเขาก็เอาพระพุทธรูปที่หักเสียหาย ศาลที่เก่าที่เสียหาย ตุ๊กตาเสียกบาลเหล่านี้ค่ะ ไปวางกองกันไว้เต็มไปหมดเลยค่ะ ไม่ทราบว่าเขาทำผิดมั้ยในลักษณะอย่างนี้ค่ะ ?
ตอบ : โบราณเขาเรียกว่า “จำเริญ” ก็คือเอาสิ่งที่ไม่ดีนันไปไว้ในที่อื่น เขานิยมเผาไฟ ลอยน้ำ หรือเอาไว้โคนต้นไม้ใหญ่ ถ้าหากว่าเป็นอย่างอื่นก็คงไม่กระไรนัก แต่ว่าในเรื่องของพระพุทธรูปน่าจะเก็บรวมรวมไว้ แล้ววัดไหนที่เขาสร้างพระฐานใหญ่ก็รวมรวมบรรจุไว้ให้หมด
ถาม : เก็บรวบรวมเอาไว้ ?
ตอบ : จ้ะ เก็บรวมรวมเอาไว้ จริง ๆ แล้วเขาไปกลัวที่ว่ามันแตกมันหักเป็นลางอะไร ไม่ต้องกลัวหรอก ซ่อมให้ดี เบญจกัลยาณีรออยู่แล้ว (หัวเราะ)
ถาม : แล้วอย่างที่บิดเบี้ยวเป็นรูปพระอย่างนี้ก็ไม่เป็นไรใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : ไม่เป็นไร เจตนาสร้างอย่างบริสุทธิ์ แต่กรรมวิธีการเผาการปั๊มอาจจะผิดพลาดไปนิดหน่อย
ถาม : พระที่ชำรุดที่เทวดายังอยู่มั้ยคะ ?
ตอบ : อยู่จ้ะ
ถาม : แล้วเอาไปไว้ในองค์ใหญ่อีกรอบนี่ ?
ตอบ : ยิ่งมากขึ้น
ถาม : มีหลายคนที่นั่งสมาธิแล้วจิตฟุ้งซ่านนี่ เขาฝากมาถามว่าพอจะมีอุปกรณ์ช่วยเหลือให้จิตหายฟุ้งซ่านบ้างมั้ยคะ ?
ตอบ : เชือกจ้า ขนาดพอรับน้ำหนักตัวได้ แขวนคอมันซะเลย หายฟุ้งซ่าน เรื่องจะหายฟุ้งซ่านนี่ต้องจับอานาปานสติอย่างเดียว ถ้าหากว่าจิตทรงเป็นสมาธิเมื่อไหร่หายฟุ้งซ่านเมื่อนั้น แล้วคอยระมัดระวังไว้อย่าให้มันคลายจากสมาธิ ถ้าสมาธิคลายตัวเมื่อไหร่มันจะวิ่งหาความฟุ้งซ่านทันที
ถาม : แล้วอย่างถ้านั่งแล้วง่วง หลับจะแก้อย่างไรดีคะ ?
ตอบ : จะแก้ยังไง ? ง่วงก็เปลี่ยนอริยาบถ ล้างหน้าไม่ก็เดินไปเดินมา
ถาม : ถ้าสมมติเราจะนั่งสมาธิตอนก่อนนอนนี่ ?
ตอบ : ถ้าก่อนนอนนี่ส่วนใหญ่จะหลับ เพราะว่าเราเพลียมาตลอดทั้งวันแล้ว เวลานอนนี่ใช้วิธีง่าย ๆ เอานอนหงายผึ่งไปเลย ตั้งใจว่าตอนนี้เรานอนลงร่างกายเราเหมือนกับคนตายแล้ว มันจะตื่นขึ้นมาเห็นตะวันขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าตายตอนนี้เอาจิตเกาะนิพพาน ภาวนาหลับไปเลย พอมันนอนเต็มที่แล้วตอนเช้าค่อยมาว่ากันอย่างเป็นทางการ ตอนหัวค่ำนี่แย่ทุกรายยกเว้นตอนบ่ายนอนเต็มที่แล้ว
ถาม : คำภาวนาที่จะใช้นี่ ไม่ทราบว่าจะใช้คำภาวนาอะไรคะ ?
ตอบ : เอาที่เราชำนาญ ถ้าเราภาวนาเคยทำอันไหนมาจนชินก็ใช้อันนั้น ยกเว้นว่ากรรมฐานตามกองก็เปลี่ยนคำภาวนาตามกองกรรมฐาน ถ้าหากว่าไม่ได้ทำกรรมฐานตามกอง ตามที่เราเคยชินมันก็จะง่ายแล้วก็เร็ว ถ้าเราไม่ชินก็จะสะดุด ปรับคำภาวนาได้ว่าไม่ลงล็อคซะทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นเลือกอันที่เราเคยชินและชำนาญ
ถาม : แล้วมีให้เลือกเยอะทำยังไงดีคะ ?
ตอบ : เอาอันที่ชอบที่สุด
ถาม : อันนี้อาจจะมีคนใสนใจเจ้าค่ะ อุปกรณ์ช่วยวิธีชะลอความชราแล้วก็ช่วยให้ร่างกายปราศจากโรคทำยังไงคะ มันพอจะมียา.........?
ตอบ : โอ้โห..........มันจะฝืนกฎของกรรมทั้งนั้นเลย ชะลอความชรานี่มียาสมุนไพรหลายตัว อย่างเช่น ขมิ้นชันกับหญ้าแพรก ใช้ขมิ้นชันขนาดเท่าหัวแม่มือหญ้าแพรกกำมือหนึ่ง เลือกไอ้ที่ไม่เปื้อนขี้หมานะ หมามันชอบขี้จริง ๆ หญ้าแพรกนี่ ตำรวมกันให้ละเอียดแล้วก็คั้นให้ได้ ๑ ถ้วยชาคือประมาณ ๓๐ ซีซี กินเดือนละครั้งชะลอความแก่ได้ หรือไม่ก็สมัยก่อนที่ทางวัดท่าซุงทำอยู่ เขาเรียก</ชB>ยาพระประทาน</B>มั้ง ? อันนั้นก็ชะลอความแก่ได้
อีกตัวหนึ่งก็ยาเก้าร้อย อันนี้ชะลอความแก่้ได้ก็จริงแต่ผิวจะดำ เพราะเป็นยาร้อนมากเกิดจากส่วนผสมของหัวแห้วหมูนา ๓๐๐ หัวกระเทียม ๓๐๐ กลีบ แล้วพริกไทย ๓๐๐ เม็ด รวมแล้ว ๙๐๐ ถ้วนพอดี ร้อนตับแลบเลยล่ะ
เพราะฉะนั้นกินยาตัวนี้มันมีผลข้างเคียง ๒ ประการ ประการแรกคือ ผิวจะคล้ำขึ้น ประการที่ ๒ ผู้หญิงไม่ทราบ แต่ผู้ชายกินแล้วคึกมาก มันชะลอความแก่ได้อีตรงคึกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ
ถาม : ยาชะลอความแก่นี่มันชะลอให้รูปร่างไม่แก่แล้ว........?
ตอบ : มันไม่ใช่ไม่แก่ มันแก่ช้า ตำราเขาบอกว่าให้ถ่ายรูปไว้ก่อนกิน เดี๋ยวไม่ใช่อย่างที่คิด (หัวเราะ) ถ่ายรูปไว้ก่อนกินครบกำหนดอาจจะ ๓ เดือน ๖ เดือนหรือ ๑ ปี ตามที่เขากำหนดแล้วถ่ายรูปไปเปรียบเทียบกันใหม่ ดีไม่ดีไอ้ของเก่ามันอาจจะแก่กว่า
ถาม : แล้วความแข็งแรงอะไรอย่างนี้ ?
ตอบ : สภาพของมันก็คนแก่ดี ๆ นี่เอง เพียงแต่ร่างกายมันเสื่อมโทรมช้า ทีนี้มันจะประเภทแก่ในแล้วมันไม่แก่นอก
ถาม : มันแ่ก่ข้างใน แต่ข้างนอกดูดี
ตอบ : จ้า....ข้างนอกดูดี เพราะฉะนั้นตายแล้วศพสวยหน่อย
ถาม : ทีนี้อยากชะลอความแก่ ก็จะมาช่วยในเรื่องการทำงานน่ะค่ะ ทำยังไงให้สามารถมีแรงแล้วไม่เหน่อยหรือว่าถ้าเหนื่อยแล้วนี่.....?
ตอบ : เดี๋ยวนี้ยาม้าเม็ดละเท่าไหร่.....(หัวเราะ).......อันนี้ถามเล่น ๆ นะ ถ้าหากว่าเราทรงสมาธิได้อยู่การทำงานของเรามันจะไม่เหนื่อยมันไปได้เรื่อย ๆ เหมือนกันแต่พอสมาธิคลายตัว บางทีหลวงพ่อท่านแผ่สี่สลึงเลย คือพอรู้ตัวก็หมดเกลี้ยงเลย อย่างอาตมานั่งอยู่ตรงนี้ ๗ โมงเช้าถึง ๓ ทุ่มทุกวัน คนอื่นนั่งไม่ได้หรอก แต่พอหลัง ๓ ทุ่มโยมอาจจะไม่เคยเห็น หงายลงก็ป๊อกเลย (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าจะทำงานไม่รู้็จักเหนื่อยก็ต้องทรงสมาธิให้คล่องตัว ไม่ว่าอยู่ในอริยาบถไหนของเรา ต้องเข้าสมาธิได้ ถ้าอย่างนั้นจะช่วยได้มากเลย
ถาม : พระพุทธศาสนาของเราทำไมวันสำคัญของเรานี่ ส่วนใหญ่จะเป็นวันเพ็ญคะ ?
ตอบ : เราต้องยอมรับว่าโลกของเราก็ดี ดวงดาวอื่น ๆ ก็ดี มันมีพลังงานของเขาอยู่ พลังงานเหล่านี้จะเกื้อหนุนกันอยู่ตลอดเวลามีอิทธิพลต่อตัวบุคคลทั้งสิ้น อย่างเช่นว่าแค่ดวงจันทร์ดวงเดียวก็ทำให้น้ำขึ้นน้ำลงได้แล้ว ลักษณะของผู้หญิงที่มีรอบเดือนก็อยู่ในรอบการโคจรของดวงจันทร์พอดี
คราวนี้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เมื่อมีอิทธิพลอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสมที่พลังงานเหล่านี้เกื้อหนุนกันพอดี ส่วนใหญ่ก็จะเป็นช่วงพระจันทร์เต็มดวงคือคืนวันเพ็ญ เมื่อถึงวาระนั้นบางทีเรื่องสำคัญต่าง ๆ อะไรที่มันดีมันงามก็จะเกิดขึ้นช่วงนั้น แต่ถ้าของฝรั่งอะไรนะมนุษย์หมาป่าใช่มั้ย ? เจอดวงจันทร์แล้วหอนเลย
ถาม : แล้วก็สงสัยต่อว่า เพราะว่าเวลาช่วงวันพระเทวดาเขาจะไปฟังพระพุทธองค์ท่านเทศนา ทีนี้ถ้ามีการทำพิธีเชิญในช่วงนั้น ........?
ตอบ : เชิญได้จ้ะ เชิญได้ การทำพิธีบวงสรวงเชิญเทวดา จำให้ให้แม่น ๆ อย่าให้สาย เรียกว่าไม่ควรเกิน ๙ โมงเช้า เพราะว่าหลังจากนั้นท่านจะเข้าเทวสภา ถ้าไม่ใช่ประชุมกันก็จะต้องไปฟังพระเทศน์เพราะฉะนั้นถ้าต้องการจทำการบวงสรวงให้ได้ผลดีก็ควรจะบวงสรวงเช้า และก็ไม่ควรจะเกิน ๙ โมงหรือ ๙ โมงครึ่ง ไม่อย่างนั้นท่านติดธุระมาไม่ได้
ถาม : ถ้าไม่สายนี่กลางคืนเลยได้มั้ยคะ ?
ตอบ : กลายคืนเลยก็ได้ไม่ว่ากัน แต่ว่าอาตมาไม่ค่อยนิยมเพราะว่าเวลากลางคืนกับเวลาตอนเย็นมันคล้ายกันอย่างหนึ่งคือผีเยอะ มันเวลาของเขา ในเมื่อเวลาของเขาบางทีทำพิธีกรรมอะไรถ้าหากว่าเกิดมีช่องว่างรอยโหว่เขาจะแทรกเข้าง่าย ๆ ดีไม่ดีพิธีล้มไปเลย อยู่ ๆ ทำพิธีมีใครสักคนหนึ่งกรี๊ดลุกขึ้นมาเต้นแร๊พขึ้นมาเฉย ๆ
ถาม : แต่เวลาบนสวรรค์นี่มันก็ไม่เหมือนกับเวลาของเรานี่ครับ ?
ตอบ : มันก็ไม่เหมือนกันแต่ว่ามันก็อิงกันอยู่ เพราะฉะนั้นเวลาของเรากับข้างบนนี่จริง ๆ ถ้าหากว่าท่านที่ประสงค์ความดีก็แทบจะได้อยู่กับความดีตลอด สังเกตมั้ย ? พระพุทธเจ้าท่านเทศน์ไม่กี่ประโยค เทศน์นานไม่ได้่หรอกเดี๋ยวเลยวันพระ
ถาม : อย่างนี้เข้าเทวสภานี่ก็พบ.....?
ตอบ : พูดง่าย ๆ ว่าในความเป็นทิพย์ของท่าน ๆ ทำได้เวลามันเหลือเฟือ แต่เวลาของเรานี่ประเภท ๓ ก้าวไม่รู้จะถึงหรือเปล่า
ถาม : ถ้าในช่วงวันพระที่เราทำบุญกัน ช่วงนี้การทำบุญให้กับพวกสัตว์นรกที่อยู่ข้างล่างนี่เขาจะเปิดให้กับพวกเขารับบุญกุศลหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ไม่ได้ ถึงเขาเปิดก็รับไม่ได้ เนื่องจากว่าท่านทั้งหลายที่อยู่ในที่ ๆ ลำบาก คือสัตว์นรกทุกขุม เปรตอีก ๑๑ จำพวกนั้น มันเหมือนกับคนที่กำลังโดนเขาไล่ฆ่าไล่ฟันอยู่ ไปส่งขนมให้เขากินเขารับไม่ได้หรอก โทษของเขาหนักมาก
แต่ว่าที่เราทำไปนั้นจะมีผู้ที่เต็มใจจะมาโมทนาก็คือปรทัตตูปชีวีเปรต คือเปรตที่กรรมเหลือน้อยแล้ว หรือว่าอสุรกาย ๔ จำพวก สัตว์เดรัจฉานหรือสัมภเวสีผู้ที่ตายก่อนหมดอายุขัย เทวดา พรหมตลอดจนพระบนนิพพาน ถ้าหากต่ำกว่าเปรตจำพวกที่ ๑๒ แล้วรับไม่ได้ ทำให้เขาได้แต่ว่าเขารับไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราเองได้ก่อน
ถาม : ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วมีการบรรจุอัฐิไปตามประติมากรรมตามเสาหรือตามเจดีย์กับการที่เราเอาอัฐิเหล่านั้นไปลอยอังคาร ไม่ทราบว่าผลที่ได้จากการทำบุญนี้มีผลแตกต่างกันยังไงบ้างคะ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าคนตายหรือว่าผู้ตายนั้นเขายังยึดมั่นอยู่ ชิ้นส่วนของเขามันเหลืออยู่ตรงไหนเขาก็จะยังวนเวียนอยู่ตรงนั้น แต่ว่าถ้าหากเขาไม่ยึดมันก็เป็นอันว่าเหมือนกัน ผลเหมือนกันก็คือว่าคุณจะเอาไว้ตรงไหนคุณจะลอยไปไหนก็ช่าง แต่ถ้าเขายึดนี่ที่บรรจุเอาบางทีเขาก็ยังยืนเฝ้าอยู่ (หัวเราะ) ถึงเวลาไปไหว้ถ้าเขาจะสะกิดหลังก็สะดุ้งแล้ว
ถาม : การทำสมาธิต้องจำกัด สถานที่ เวลา อิริยาบถมั้ยคะ ?
ตอบ : เอาทีละอย่างนะจ๊ะ สถานที่ ถ้าหากว่าคนใหม่แล้วจำเป็นต้องใช้ที่สงัดก่อน ยกเว้นว่าทรงฌานได้มีความคล่องตัวแล้วที่ไหนก็ทำได้ ส่วนระยะเวลาเอาตอนที่เราว่าง โดยเฉพาะตอนที่ร่างกายมันสดชื่นอยู่ อย่างเช่น ช่วงตื่นนอนใหม่ ๆ เราพักผ่อนมาพอแล้ว สมาธิจะทรงตัวได้ง่าย อริยาบถยืน เดิน นั่ง นอนท่าไหนก็ได้ อาตมาเคยตีลังกาทำ ๆ ได้หมด คืออยากจะรู้ว่ามันทรงได้มั้ย ?
แต่ว่าเรื่องของอริยาบถนี้เรายังไม่เคยชินนั่งไปก่อน ถ้าไปใช้อริยาบถอื่นจะลำบาก อย่างเช่นว่า นอน การนอนภาวนาถ้าสติขาดเมื่อไหร่มันหลับเลยนะ ต้องซ้อมกันอย่างขนานใหญ่เลยทีเดียวกว่ามันจะไม่ีหลับได้
ถาม : การบวชนั้นมีความสำคัญ จำเป็นหรือไม่อย่างไรคะ ?
ตอบ : ถ้าสำหรับเราแล้วไม่จำเป็น แต่ถ้าสำหรับคนที่รอแล้วมีค่ามหาศาลเลย เพราะว่าสิ่งที่เราทำนั้นบุญเป็นของเราเป็นปกติอยู่แล้ว ส่วนการกรวดน้ำก็คือการแผ่ส่วนกุศลให้แก่ผู้อื่นโดยเฉพาะบรรดาญาติโยมทั้งหลายที่ท่านลำบากอยู่ท่านจะรอรับอยู่
เพราะฉะนั้นเราทำเมื่อไหร่ ถ้าสามารถเป็นไปได้ก็รีบกรวดน้ำเสีย การกรวดน้ำของเราไม่จำเป็นต้องเอาน้ำรดมือ แค่เราตั้งใจว่าผลบุญที่เราทำนี่ขออุทิศให้กับใคร ขอให้บุคคลผู้นั้นมาโมทนา เราได้รับประโยชน์ความสุขเท่าใดขอให้เขามารับด้วย
ถาม : ต้องจำกัดเวลามั้ยคะ ?
ตอบ : ไม่มี จะก่อนเพลหลังเพล ทำไปแล้วหลายวันหรือทำไปแล้วเป็นปีก็ได้
ถาม : อย่างกรวดน้ำนี่ก็นึกเอาเหรอคะ ?
ตอบ : นึกเอา ไปรษณีย์เมืองนรกเขาเก่ง นึกถึงใครเขาก็ส่งให้คนนั้น
ถาม : แล้วถ้าเรานึกซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเหมือนกับว่าพอนึกขึ้นได้ว่าจะทำ อยากให้อีก
ตอบ : ให้ไปได้เลยจ้า โดยเฉพาะสตางค์ ให้ซ้ำแล้วซ้ำอีก อาตมาเต็มใจรับ ความดีก็เหมือนกันซ้ำเขาเต็มใจรับ
ถาม : การกรวดน้ำค่ะ บางคนสวดบาลีไม่ได้ ?
ตอบ : บาลีนั่นพาเละมาเยอะแล้ว ใช้ภาษาไทยอย่างที่บอกเมื่อครู่ง่ายที่สุดอย่างบทอะไรนะ สมมติว่าผีมัุนมาขอตรงหน้า เราก็อิมินา ปุญญะกัมเมนะ ผลบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วนี้ อุปัชฌายา คุณุตรา ถึงแก่อุปัชฌาย์ผู้มีคุณยิ่งของข้าพเจ้า อาจาริยูปการาจะ ให้กับอาจารย์ผู้มีอุปการคุณ มาตาปิตา จญาตกา ให้แก่บิดามารดาและญาติทั้งหลาย เจ้านั่นไม่ญาติก็เดี้ยงไป บาลีนะ ถ้าแปลออกมานี่บางทีความหมายมันไกลจ้ะ มันไม่ตรงจุดเสียทีหนึ่ง
ถาม : ก็พูดไปเลยใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : พูดไปเลย ภาษาไทยง่าย ๆ ถ้าหากว่าพูดยากนักก็นึกซะว่าบุญทั้งหมดที่เราทำมาขอให้เธอผู้นั้นเห็นหน้านึกถึงหน้าเขา ถ้าไม่เห็นหน้าได้ยินแต่เสียงก็นึกถึงเจ้าของเสียงนั้น ไม่ได้ยินเสียง ได้กลิ่นก็ให้นึกถึงเจ้าของกลิ่นนั้น ขอให้เขาโมทนา เขาจะได้เลย
ถาม : แล้วถ้ากำลังของเราไม่ถึงล่ะครับ ?
ตอบ : อันนั้นยากหน่อย แต่ถ้าเขามาแสดงว่ากำลังเขาพอ
ถาม : คือเราก็ไม่รู้ว่า เขามาหรือไม่มา เราก็ไม่รู้ว่าเขาได้หรือไม่ได้ ?
ตอบ : อันนั้นก็เหวี่ยงแหไปเถอะ รับรองได้ว่ามีแต่คนเต็มใจรับ อยู่ ๆ ไปยืนโปรยเงินต่อให้คนไม่รู้มันก็เก็บ
ถาม : แต่ว่าผลก็มีใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : มีเต็มที่เลย อันดับแรกของเรา ตัวบารมีได้แน่นอนเลย โดยเฉพาะเมตตาบารมี
ถาม : ถ้าอย่างนี้พอทำบุญลืมกรวดน้ำแล้วขับรถไปขับรถมา มาอยู่กลางป่าช้า นี่เขาดึงตัวไปหรือคะ ?
ตอบ : มีส่วน อันนั้นแสดงว่ากำลังเขาสูงมาก ผลบุญที่เราทำก็เป็นบุญใหญ่ เขาต้องการก็เลยใช้วิธีประเภทที่ว่าเชิญมาโดยไม่บอก จริง ๆ เราขับไปเราก็เห็นเป็นทางโล่ง ๆ แต่ไปรู้ตัวอีกทีอยู่ในป่าช้า

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 08:06 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : เวลาเราไปวัดนี่ เราไปเข้าห้องน้ำหรือเข้าไปใช้ของในวัด ทีนี้ถ้าเกิดเราไม่ได้ชำระหนี้สงฆ์มันจะมีผลติดมามั้ยคะ ?
ตอบ : ถ้าหากเขาเปิดเป็นสาธารณะก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าติดใจก้ชำระหนี้สงฆ์ไปซะหน่อย ตั้งใจหยอดไป ๕ บาท ๑๐ บาทก็ได้ โบราณนี่จิตของเขาจะละเอียดมากถึงขนาดว่าเราเดินเข้าไปในวัดนี่เป็นเศษเป็นผงติดรองเท้ามา โบราณเขาจึงมีการชำระหนี้สงฆ์โดยขนทรายเข้าวัด สมัยนี้ไม่ค่อยมีแล้ว สมัยก่อนเขาไปงมทรายจากแม่น้ำกันเลย เล่นกันสนุกสนานช่วงสงกรานต์นี่
ถาม : สงสัยที่พูดว่าผู้ที่อยู่ในนรกภูมิ พอดีนึกขึ้นมาได้ว่าถ้าเราเลี้ยงสุนัขหลายตัว สุนัขพวกนี้มีถือว่า มันมีบุญมั้ยคะ ?
ตอบ : จำเอาไว้เลยว่า สัตว์เดรัจฉานที่อยู่ใกล้คน กรรมของการเป็นเดรัจฉานของเขาจวนหมดแล้ว ดังนั้นจะเรียกว่ามีบุญก็เรียกได้ ถ้าจิตของเขาเกาะคน เขาจะไปเกิดเป็นคน ถ้าจิตของเขาเกาะพระเขาจะเกิดเป็นเทวดา หรือว่าจิตของเขาเกาะความดีส่วนหนึ่งส่วนใดที่เขาทำเอาไว้ซึ่งเป็นบุญ เขาก็จะเกิดเป็นเทวดาก็ได้
ดังนั้นสัตว์เดรัจฉานได้เปรียบเราก็ตรงที่ว่า สัตว์เดรัจฉานลงอบายภูมิที่ต่ำกว่าเดรัจฉานนั้นมีน้อยกับน้อย แต่ว่าสัตว์เดรัจฉานที่ไปอย่างแย่สุด ส่วนใหญ่ไปเกิดเป็นเหมือนเดิมหรือไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาไปเลย บางรายก็เกิดเป็นพรหมไปเลย
ถาม : เคยมีความรู้สึอย่างหนึ่งค่ะ เคยไปมองหมาตัวหนึ่งคือเป็นหมาที่คนเลี้ยงไว้ แล้วมันก็นอนเฉย ๆ ใจเราก็คิดว่าวันทั้งวัน ทั้งเดือน ทั้งปีทั้งชาติมันเกิดที่มันไม่มีโอกาสทำบุญทำอะไรเลย เวลาของเขาสูญเปล่าอย่างนั้นเป็นการคิดที่ถูกหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าคิดในสภาพของหมาตัวนั้นก็ใช่ แต่ถ้าหากว่าเป็นที่อื่น ๆ เขาอาจจะได้ทำบุญอยู่ อย่างเช่นในวัดอย่างนี้ ในวัดท่าซุงหรือวัดที่อาตมาอยู่จะมีการเปิดเสียงตามของหลวงพ่อ เขาได้ยินอยู่ตลอดโดยเฉพาะที่ ๆ อาตมาอยู่นี่เวลาที่เปิดเสียงตามสายคือเวลาที่เขาจะได้กินขนม จิตมันจะเกาะมาก รอเวลานี้ด้วยความกระวนกระวายเลย เขาก็จะเกาะความดีของเขาอยู่ตลอด
แล้วอีกอย่างหนึ่งคือว่ามีความชำนาญในการทรงฌานขนาดตั้งเวลาได้ เราเป็นคนต้องอายเขา่เลยนะ ตัวอย่างมีชัด ๆ แล้วที่วัดท่าซุงสมัยก่อนโน้นไม่ทราบว่าช่วงนี้จะมีบ้างหรือเปล่า ? เพราะฉะนั้นจะว่าเขาไม่มีโอกาสทำบุญนั้นไม่ใช่ โอกาสทำบุญของเขามีเยอะ
ถาม : ก็เป็นเฉพาะหมาบางตัวเท่านั้น ?
ตอบ : บางตัวที่เขาอยู่ในสถานที่ ๆ เหมาะสม อย่างเช่นว่า อยู่วัด เฝ้าวัดก็เท่ากับว่าดูแลของสงฆ์
ถาม : ที่บ้านบูชาหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่าไว้ อยากจะทราบประวัติของท่านค่ะ ?
ตอบ : หลวงปู่ศุขก็ถือว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ที่อยู่คาบเกี่ยวในสมัยรัชกาลที่ ๕,๖,๗ เหล่านี้ ท่านเองเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและมาในสายของพระโพธิสัตว์ หลวงปู่ศุขก็ต้องไปเกิดใหม่อีก ตอนนี้ท่านเป็นพรหมอยู่ ท่านจะต้องเกิดใหม่อีก ในช่วงนั้นท่านเองท่านก็เป็นผู้มีฤทธิ์อภิญญา สามารถแสดงสิ่งแปลก ๆ ให้คนเห็นโดยทั่วไป อย่างเสกหัวปลีเป็นกระต่ายเอามาเล่นกันสนุกน่ะ
ถาม : หมายความว่าท่านมีชื่อในจังหวัดชัยนาทนี้เป็นเรื่องของ.....?
ตอบ : ในเรื่องเกียรติคุณของท่าน ทั้งความสามารถในอภิญญา แล้วก็การปฏิบัติของใจ ความเมตตาสงเคราะห์คนอะไรเหล่านี้ คนเคารพมากก็คือท่านเป็นอาจารย์ของเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสด็จในกรมองค์นี้ท่านสนใจในเรื่องของฤทธิ์ของอภิญญา ของเครื่องลางของขลังมาก ท่านสามารถปฏิบัติได้ถึงขนาดอย่างเช่นว่า ย่อตัวให้เล็กลงไปอาบน้ำในขวดโหล หรือว่าเสกใบมะขามเป็นต่อเป็นแตนอะไรได้ ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นฆราวาส
อาจารย์แต่ละองค์ที่ท่านจะกราบเป็นครูบาอาจารย์นี่ต้องเป็นผู้ที่มีความลำบากจริง ๆ เพราะท่านไปลองเขาเลย ถ้าอาจารย์ไม่เก่งจริงโดนท่านลองก็เสร็จเหมือนกัน แล้วท่านจะเคารพนับถือ หลวงปู่ศุขอย่างชนิดที่ว่าสุดจิตสุดใจ เพราะว่าสิ่งใดที่ท่านข้องใจหลวงปู่ศุขท่านสามารถสอนได้ทั้งนั้น ทดสอบกันซึ่ง ๆ หน้าโดยเอามหาดเล็กของท่าน ท่านบอกว่าหลวงพ่อสามารถสาปคนให้เป็นสัตว์ได้มั้ย ? หลวงพ่อบอกว่า สาปไม่ได้ แต่เสกได้ ท่านก็ถามว่าทำอย่างไร ? ท่านก็บอกว่าให้ทหารที่ตามมาเอาเชือกผูกเอวมันไว้หน่อย พอผูกเชือกเอาไว้ถามว่าว่ายน้ำเป็นมั้ย ? บอกเป็น เออ....เอ็งกระโดลงบ่อไป มันก็กระโดดลงบ่อไปว่ายอยู่ข้างใน หลวงปู่ศุขบอกว่าให้มันเปลี่ยน มันก็เปลี่ยนกลายเป็นจระเข้ แต่มีเชือกผูกเอวอยู่ แล้วท่านก็เอาน้ำมนต์ราดกลายเป็นคนตามเดิม คนจำนวนมากเห็นอยู่ด้วยกันนะ
ถาม : ไม่ใช่ภาพลวงตาใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : ไม่ใช่ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะเหมือนกับปรับโมเลกุลใหม่นะ จากโมเลกุลของการเป็นคน ก็กลายเป็นสัตว์ไป
ถาม : แล้วลักษณะจิตของมหาดเล็กล่ะครับ เขาจะรู้สึกอย่างไร ?
ตอบ : เขาก็รู้สึกเป็นคนอยู่ แต่เปลือกนอกมันเปลี่ยนไปแล้ว พวกสัตว์ทั้งหมดความรู้สึกเขาก็คือ คนดี ๆ นี่เอง
ถาม : การรับรู้ของสัตว์กับคนนี่มันไม่เท่ากันใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : มันไม่เท่ากันก็เพราะว่าเขาจะมีฤทธิ์ โดยวิบากกรรมทำให้ประสาทสัมผัสของเขาเลิศกว่าคนมาก
ถาม : ก็สมมติเขาเสกเป็นจระเข้ไปเลยแล้ว ?
ตอบ : ความที่ไม่เคยชินของเขา ทำให้เขาใส่ความรู้สึกของความเป็นคนอยู่
ถาม : อย่างนี้ ถ้าเคยชินเมื่อไหร่ ?
ตอบ : ถ้าเคยชินเมื่อไหร่ดีไม่ดีมันก็ไปเลย เพราะว่าที่ท่านต้องเอาเชือกลากเอวไว้ก็เพราะกลัวมันจะไปเลย
ถาม : ผมนึกว่าลากให้เป็นว่ายังไงก็เป็นคนเิดิม ?
ตอบ : ไม่ใช่ กลัวมันจะไปเลย สมัยก่อนพวกที่อยู่ทางด้านเหนือ เวลาเขาฝึกวิชาแปลงตัวเป็นตะเข้เป็นอะไรนี่ ถ้าหลุดออกไปเมื่อไหร่นี่ อาจารย์เขาจะไปดักตรงเขื่อนชัยนาท ไปรอเอาน้ำมนต์รดกันตรงนั้น เพราะว่ายังไง ๆ มันก็ไปติดที่หน้าเขื่อน ก็มีคนข้องใจว่าอาจารย์รู้ได้ยังไงว่า อันนั้นเป็นลูกศิษย์ตัวเอง ก็บอกว่าตะเข้วิชานั่นหางมันสั้น มันไม่เหมือนตะเข้จริง ๆ ที่หางมันยาว ตะเข้วิชาเขาบอกว่าหางมันจะป้อม ๆ สั้น ๆ เหมือยังกับหัวปลี
ถาม : ถ้าก่อนหน้านั้นโดนสอยล่ะครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าโดนสอยก่อนก็ช่วยไม่ได้ หรือว่าถ้าไปกินคนก็ไม่สามารถกลับเป็นคนได้อีก
ถาม : .............เราทำดีขึ้น แต่มันแย่ลงทันที ?
ตอบ : มันเป็นเรื่องปกติ มันมีอยู่สองประการด้วยกัน ประการแรกการปฏิบัติที่เรารู้สึกว่าตัวเราเองแย่ลงไปทุกทีนั้น เกิดจากว่าเราทำดีขึ้น พอทำดีขึ้น กำลังใจละเอียดขึ้น พอเห็นสิ่งที่ไม่ดีมากขึ้นก็เลยคิดว่าตัวเองแย่ลง
ส่วนประการที่สองเป็นเรื่องของกิเลสมารดลใจ เขาพยายามดึงเราให้ห่างจากจุดความดีตรงนั้น ก็เลยใช้สารพัดวิธีที่จะมาหลอกล่อ เพื่อที่จะให้เราหลงผิดแล้วตามเขาไปให้ได้ คือบางคนจริตนิสัยค่อนข้างที่จะใจร้อนหน่อย ในเมื่อทำดีไม่ได้อย่างใจซักที ประชดชั่วมันไปเลยก็มี อย่างนั้นก็สมใจเขา เพราะเขาต้องการให้เราเป็นอย่างนัั้นอยู่แล้ว
ถาม : ยิ่งนับถือสิ่งใดมาก ๆ นับถือครูบาอาจารย์องค์ไหนมาก ๆ ใจบางทีมันจะแวบ อคติบ้างอะไรบ้าง
ตอบ : นี่ตัวนี้ชัดเลย ให้ขอขมาพระรัตนตรัยประจำ ๆ พอกำลังใจของเราถึงตรงจุดนี้มา เขารู้ว่าเราจะพ้นมือเขาแล้ว เขาจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เราล่วงเกินหรือปรามาสพระรัตนตรัย ด้วยกายด้วยวาจา หรือด้วยใจ ไม่ว่าวิธีใดวิธีหนึ่ง บางคนภาวนาไม่ได้เลย หลับตาลงเมื่อไร นึกถึงภาพที่ตัวเองลบหลู่ครูบาอาจารย์หรือทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่คิดจะทำอย่างนั้น มาสร้างภาพให้ปรากฎขึ้นมาชัด ๆ เลยก็มี
เราเองให้คิดเสียว่าอันนี้เป็นการชักนำจากสิ่งภายนอก ด้วยอำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมเขาชักนำให้เป็นไป ไม่ใช่ความผิดของเรา แต่ถึงไม่ใช่ความผิดของเราก็เถอะ ในเมื่อเราเป็นคนคิด เป็นคนพูด เป็นคนทำ เราก็ตั้งใจที่จะขอขมา ให้ตั้งใจอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ เจ้าพวกนี้มันทนคนหน้าด้านไม่ได้ พอถึงเวลา เราตั้งใจขอขมาบ่อย ๆ ตั้งใจทำบ่อย ๆ เขารู้ว่าเขาทำอย่างนี้อยู่ เราไม่กระเทือน เขาก็เลิก
ถาม : พอจะเริ่มเย็นลงจะมีตัวสอบจิตอยู่คนหนึ่งที่ทำงาน พอเริ่มจะพูดด้วยหรืออะไรด้วยนี่ มาแบบเดิม อันเดิม เดิม ๆ เลย ก็รู้อยู่แล้วว่ามันซ้ำ ๆ ก็คิดว่าช่างมัน มาบ่อย ๆ จะได้ชิน มันไม่ชินนะ แต่ก็ไม่ว่าอะไรมันก็นิ่ง ๆ อยู่ซักพัก
ตอบ : </B>สังเกตใจตัวเองว่า อารมณ์กระทบที่มันเกิดขึ้นนั้นมันช้าลงหรือเปล่า ? ถ้าหากว่าเราสังเกตเราเห็นว่าช้าลง ถือว่าเป็นที่น่าพอใจแล้วนะ ถ้าช้าลงนี่เราชนะนะ เพราะว่ามันกำเริบได้ช้า บางทีเราผ่านพ้นจากตรงนั้นไปแล้ว ไปคิดทบทวนใหม่ ตัวนี้มันเป็นจิตสังขารของเราไปปรุงแต่งเอง อันนี้ถือว่าเราไปเสียท่าเขา</B>
ถ้าหากว่าแล้ว ๆ กันไป ลับหลังจากตรงนั้น กองมันทิ้งมันเอาไว้เลย เราก็ไม่แพ้เขา แต่ถ้าหากว่าเราเอาคิดทบทวนใหม่ ตัวนี้จะเป็นจิตสังขารที่เอามาปรุงแต่งเข้ามา พาให้ฟุ้งซ่าน พาให้รัก โลภ โกรธ หลง เอง เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ต้องรักษาใจเราให้ดี ให้มันอยู่กับการภาวนา อยู่กับสติเฉพาะหน้าแล้วมันจะไม่เป็น
ถาม : ช่วงปฏิบัติมาก ๆ อัตตามันโตขึ้น แล้วหนูก็เห็น รู้ด้วยนะว่าเป็นอย่างนี้นะตัวเรา
ตอบ : ตีหัวมันซิ (หัวเราะ)
ถาม : ตียังไงล่ะ ?
ตอบ : เห็นชัดก็ทุบมันให้ตายเลย มันเป็นอยู่ แต่ให้เรามีสติรู้อยู่เสมอว่า ไม่ว่าตัวเราหรือตัวเขา มันก็ประกอบไปด้วยอาการไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเราเช่นกัน ไม่ว่าเราจะยึดถือมั่นหมาย หรือแบ่งแยกขนาดไหนก็ตาม สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราก็ยึดถือเป็นปกติ เราจะคิดเบียดเบียนเขาด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจหรือไม่ ? เขาก็ทุกข์อย่างนั้นของเขาอยู่แล้ว เราเองจะยกตัวของเราให้สูงขึ้นกว่าเขาหรือไม่? จะดูถูกเหยียดหยามเขาหรือไม่ ? จะเห็นว่าเขาเสมอเราหรือไม่? จะเห็นว่าเขาดีกว่าเราหรือไม่ ? เขาก็เกิดแก่เจ็บตายตามปกติของเขาอยู่แล้ว ในเมื่อปกติธรรมของสัตว์โลกทั้งหลาย เป็นเช่นนั้นเราก็อย่าเป็นทุกข์โทษเวรภัยกับผู้อื่นด้วยกาย ด้วยวาจา ของเรา แล้วคิดตรงจุดนี้เสร็จก็แผ่เมตตาต่อให้อภัยเขาไป ให้อภัยเขาไม่พอ ต้องให้อภัยเราด้วยตัวเรามันคิดเอง มันยกตัวเองขึ้นเรื่อย ต้องคอยระวัง ๆ ไว้
ถาม : วิธีแก้ที่สะดวก ตัวเองคืออาจยังมองไม่เห็น แต่เห็นชัด ๆ เลยนี่ โทสะ กับราคะ เป็นเยอะ
ตอบ : เป็นเยอะนี่มันเกิดจากการรับสิ่งต่าง ๆ เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยขาดสติ การป้องกันตัวเอง ตาเห็น ไม่พอใจ ฟังให้ดีนะ หูได้ยิน ไม่พอใจ จมูกได้กลิ่น ไม่พอใจ ลิ้นได้รส ไม่พอใจ กายสัมผัส ไม่พอใจ สังเกตไหมว่า มันไม่พอใจทั้งนั้นเลย มันไม่พอใจนี่ โบราณเขาใช้คำว่า ไม่ถูกใจ ความจริงถูกเข้าไปปังเบ้อเร้อแล้วมันถึงใจไปเลยล่ะ
</B>เมื่อมันเข้าถึงใจมันก็เป็นอันตรายกับเราได้ ถ้าเราเห็นสักแต่ว่าเห็น อย่าไปรับรู้มันเข้ามา อย่าเอาไปนึกคิดปรุงแต่งต่อ อย่าไปทำความพอใจ ไม่พอใจกับมัน วางกำลังให้เป็นกลาง ๆ หูได้ยิน จมูกได้ิกลิ่น หรือลิ้นได้รส กายสัมผัส ก็ลักษณะเดียวกันถ้าเราหยุดมันอยู่แค่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ได้โดยระวังไม่ให้มันเข้ามาในใจได้ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะทำอันตรายเราไม่ได้</B>
ถาม : แล้ววางใจเป็นกลาง ๆ เป็นยังไง ?
ตอบ : อยู่กับการภาวนาดีที่สุด คือเราเองถ้าหากว่ายังปล่อยวางไม่ได้ ต้องมีเครื่องป้องกันตัวเอง คือใส่เกราะไว้วิธีใส่เกราะของเราก็คืออยู่กับลมหายใจเข้าออก อยู่กับการภาวนา อยู่กับสติเฉพาะหน้า ถ้าหากว่าตราบใดที่เรารู้ลมหายใจเข้าออกอยู่ รัก โลภ โกรธ หลง เหล่านี้กินเราไม่ได้ เพราะฉะนั้นเผลอเมื่อไหร่ หลุดจากลมหายใจเมื่อไร เขาก็ทำอันตรายได้เมื่อนั้น ใส่เกราะไว้ ไม่นั้นเดี๋ยวมันฟันเละ
ถาม : แล้วก็.........อันนี้อาจคิดผิดก็ได้ ช่วยแก้ให้ที ทำบุญบางครั้ง เราทำเหมือนกับไปเอง ลุยเอง เจ็บตัวมาก็หลายครั้ง กับการที่คนอื่นเขาเห็นไปวัดบ่อย ๆ เห็นทำบุญบ่อย ๆ เขาก็โมทนาบุญ หน้าตาเขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ดูเขามีความสุข ผิดกับตัวเราที่ไปลุยเองเสียอีก
ตอบ : ทำเองได้ปลอดภัย ได้เองแน่ ๆ ถ้าคอยโมทนาคนอื่นเขาผลต้องเกิดกับเขาก่อนแล้วถึงจะเกิดกับเราทีหลัง
ถาม : แล้วถ้าเราทำเอง แต่มันผิด มันจะ........?
ตอบ : ทุกอย่างที่เราทำเราไ้ด้ทั้งนั้น จำไว้ให้แม่นเลย ไม่ว่ามันจะผิดพลาด เราจะล้มเหลวอย่างไรก็ตาม นั่นมันเป็นสิ่งที่เราคิด แต่ความเป็นจริงที่เราได้ จุดที่เราได้คือเราได้บทเรียน รู้้เลยว่าตรงนั้นถ้าทำก็เป็นอย่างนั้นอีก ก็ไม่ทำตรงนั้น
เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เราทำไม่ใช่ว่าเราล้มเหลว ไม่ใช่ว่าเราผิดพลาด แต่เราได้ความรู้เพิ่มขึ้นว่าสิ่งที่ทำไปนั้น ต่อไปอย่าได้ทำซ้ำ บทเรียนพอแล้ว เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ทำเราได้อยู่ตลอดเรียกว่าทำถูกได้กำไร ทำผิดได้ประสบการณ์ ไม่มีเสียเลย

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 08:07 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : เผอิญคุยกับเพื่อนที่เป็นต่างชาติเขาบอกว่าเขาไม่ทานเนื้อสัตว์ เขาไม่กินเนื้อ เขาก็บอกว่าเขาไม่เข้าใจว่าคนนับถือพุทธ ทำไมมีศีลข้อห้ามไม่ใช่เหรอ ว่าไม่ให้ทำร้านสัตว์ แล้วทำไมยังกิน ?
ตอบ : บอกว่าเรื่องนี้พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ว่า ถ้าหากว่าเป็นอุทิสสะมังสะ คือเขาเจาะจงฆ่าให้เรากินโดยตรงอันนี้กินไม่ได้ เพราะว่าสัตว์นั้นตายเนื่องด้วยเรา แต่ถ้าปะวัตตะมังสะ ที่เขาทำขายเป็นปกติ คุณลุงคิดดูว่าคุณไม่กินเนื้อสัตว์แล้วมันยังฆ่า เป็นปกติอยู่หรือเปล่า ? มันก็ยังฆ่าเป็นปกติ ทีโบนสเต็กของคุณ คุณไม่กินคนอื่นมันก็กิน สิ่งทั้งหลายที่เขาฆ่าเป็นปกติเขาไม่ได้เจาะจงเฉพาะเรา อันนั้นมันไม่ได้ตายเนื่องเพราะเรา
ถ้าหากว่าเราเองไม่ได้ยินว่าเขาฆ่าเพื่อเรา ไม่ได้เห็นว่าเขาฆ่าเพื่อเรา ไม่รังเกียจว่าเขาฆ่าเพื่อเรากิน อันนี้ไม่ถือว่าผิดเพราะว่าเราไม่ได้ทำด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจของเราเอง พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรากินเพื่ออาศัยร่างกายนี้อยู่เพื่อปฏิบัติธรรมเท่านั้น ในเมื่อเราอาศัยร่างกายนี้อยู่เพื่อปฏิบัติธรรมเท่านั้น สิ่งต่าง ๆ ก็จำเป็นต้องมีให้มันเพื่ออย่างน้อย ๆ มันได้มีแรง มีกำลังใจในการทำความดี ถ้ามันไม่ใช่เสาะแสวงหามาเพื่อความอยากของตน คือตามใจปากตามใจลิ้นจนเกินไป สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น กินไปเถอะ เวลากินก็ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้เขาไปด้วยก็แล้วกัน
พวกเวเก็ทเทอเรียน ต่อให้มีไปครึ่งโลก ที่เหลือก็ฆ่าต่อไป บอกว่าเขาทำเป็นปกติของเขาอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านไม่ต้องการให้เราลำบากด้วยเสาะหามาก ไม่ให้เราตามใจปากตามใจลิ้นมาก เพราะฉะนั้นมีอะไรก็กินอย่างนั้น ใครต้องการจะกินผักก็กินผักไป ใครต้องการกินเนื้อก็กินเนื้อไป
ถาม : อันนี้เพื่อนค่ะ คุยกับเขาแล้วคิดไม่ตกว่ามันคืออะไร ถ้าโกรธมันคือความเลว ถ้าสมมติเราไปโกรธเขานี่ เราเลวกว่าเขา เขาบอกว่าผิดคือพยายามคิด คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าเราเลวกว่า มันเลวกว่ายังไง เราทำไม่ถูกหรือว่าเรายังไง ?
ตอบ : จริง ๆ แล้ว ทุกอย่างมันเป็นสมมติ คนดีหรือว่าคนเลวก็คือสมมติทั้งคู่ มันคือคู่ที่กำลังเป็นไปตามกระแสกรรม สมมติว่ากรรมเป็นกระแสสองสาย สายสีขาววิ่งขึ้นกับสายสีดำวิ่งลงมันจะสวนกันอยู่อย่างนี้ตลอด เราติดอยู่ในกระแสไหนเราก็ไปตามกระแสนั้น เพราะฉะนั้นโลกนี้ไม่มีใครดีไม่มีใครเลว หากแต่ว่ามีแต่คนหรือสัตว์ที่เป็นไปตามกรรมเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ที่บอกว่าเราเลวกว่าหรือว่าอะไรนั่นจริง ๆ แล้วมันใช้ไม่ได้ มันเป็นความคิดที่ผิด จริง ๆ ก็คือว่าสัตว์โลกกำลังเป็นไปตามกรรม ในเมื่อสัตว์โลกกำลังเป็นไปตามกรรม กระแสสีขาวมันพาเราสูงขึ้น พาเราไปสู่ภพภูมิที่สุขขึ้น ในที่สุดก็พาเราพ้นไปได้ กับกระแสสีดำที่พาเราตกต่ำลง พาเราไปสู่ภูมิแห่งความทุกข์ แล้วในที่สุดก็จ่อมจมอยู่กับมันไม่รู้จักหลุดจักพ้นเสียทีหนึ่งสองกระแสนี้เราควรจะเลือกกระแสไหน
ในเมื่อเราจับจุดนี้ได้เราก็เลือกในจุดที่คิดว่าดีแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำมันไป มาถึงตรงจุดนี้แล้วสิ่งต่าง ๆ มันเป็นสมมติทั้งหมดแหละ ถ้าหากว่าเรายังไปยึดสมมติอยู่ มันก็หลุดพ้นไม่ได้ เรียกว่าวิมุติไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราปล่อยสมมติเมื่อไรมันจะหยุดตรงกลาง มันก็วิมุติ กระแสสองอย่างทำอะไรไม่ได้แล้ว มันหลุดพ้นขึ้นมา
ถาม : แล้วจะทราบได้ยังไงคะ ว่าเป็นอริยบุคคลหรืออะไรอย่างนี้ มีวิธีดูไหมคะ ?
ตอบ : ก็มีทิพจักขุญาณ (หัวเราะ) ได้ทิพจักขุญาณแล้วถามพระท่านโดยตรง มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้พยากรณ์มรรคผลของผู้อื่น ตัวเราถึงเรารู้ก็อย่าเพิ่งเชื่อความรู้อันนั้น เพราะว่าความรู้นั้นอาจมีการทดสอบแล้วผิดได้ แต่ว่ามีข้อสังเกตว่าบุคคลใดก็ตามที่ทำดีด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เป็นระยะเวลาที่ยาวนานยั่งยืนต่อเนื่องกันไป ให้คิดไว้ก่อนว่าเขาผู้นั้นอาจเป็นพระอริยเจ้า แต่ขณะเดียวกันว่าก็ให้คิดอยู่เสมอว่าคนและสัตว์ทุกรูปทุกนาม ท้ายสุดของเขาก็ต้องหลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพานเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นถึงเขากระทบกระทั่งกับเรา เราก็คิดไปถึงอนาคตเลยว่า นั่นอนาคตพระอรหันต์ ไปโกรธพระอรหันต์บาปนะ เสร็จแล้วเราให้อภัยเขา ง้างเทาจะเตะหมาขึ้นมา เฮ้ย !?นี่อนาคตพระอรหันต์นะ ทำร้ายเขาไม่ได้ บาปนะ มันก็จบแล้ว (หัวเราะ)
ถาม : เอางั้นเลยเหรอคะ ?
ตอบ : เออ นั่นแหละ
ถาม : เวลาปฏิบัติจะมีอยู่ช่วงหนึ่ง นั่งแล้วตัวโยก แต่พอระยะหลังนี่บางทีอยู่ว่าง ๆ นั่ง ๆ อยู่ก็โยก ?
ตอบ : ไม่ต้องว่าง ๆ หรอก บางทีคิดถึงมันก็ดยกเลย อารมณ์ตัวนี้เป็นตัวปีติ หนึ่งในห้าอย่างเรียกว่า โอกกันติกาปีติ ตัวมันจะโยกไปโยกมา อารมณ์ใจพอถึงตรงนั้นมันจะโยก อย่าไปอายใครปล่อยให้มันโยกให้เต็มที่ ถ้ามันพ้นจากจุดนั้นแล้วมันจะไม่เป็นอีก ไม่อย่างนั้นถ้าเรารู้สึกว่าอาย แล้วเราไปบังคับให้มันหยุด มันหยุดเหมือนกัน เพราะว่าอารมณ์ใจเราคลายจากจุดนั้นออกมา พอหยุดถึงเวลาเข้าไปถึงจุดนั้นก็โยกอีก
เพราะฉะนั้นปล่อยมันเต็มที่เสียทีเดียวแล้วมันจะเลิกเอง จุดนั้นกำลังใกล้ความดีมากเลย เพราะก้าวข้ามจากจุดนั้นมันจะเป็นอาการของผู้ทรงฌาน คราวนี้อารมณ์จิตมันจะรู้อัตโนมัติ ติดนิดเดียว
ถาม : บังคับหยุดทุกครั้ง ?
ตอบ : อย่าไปบังคับหยุด ปล่อยมันเต็มที่เลย บางทีมันไม่ได้โยกเฉย ๆ มันดิ้นตึงตัง ๆ หกคะเมนตีลังกา.....ปล่อยมันให้สังเกตว่าตอนที่มันโยกมันเป็นอยู่จริง ๆ แล้วใจเรานิ่งมากเลย ไม่สนใจอย่างอื่นหรอก เราแค่ดูมันเฉย ๆ คราวนี้ว่าเราไปปรุงแต่งเพิ่มเติมว่า เอ....อาการมันพิลึกพิลั่นไม่เหมือนชาวบ้าน เพราะเราอายเขาแล้วเราไปบังคับมันหยุด ต้องปล่อย อย่าไปหยุด
ถาม : เวลาปฏิบัติค่ะ เป็นวิปัสสนา กำหนดปวด ก็ปวดตลอดเหมือนกัน ?
ตอบ : แล้วมันปวดไปถึงไหน ?
ถาม : แล้วเวลาเราออกจากกรรมฐานแล้วจะให้อารมณ์ใจมันทรงอารมณ์ไหน ปวดหรือว่าอะไร ?
ตอบ : คือให้รู้อยู่ว่าอาการต่าง ๆ นั้นเป็นสมบัติของร่างกาย เวทนา ความสุข ความทุกข์ทั้งหมดเป็นเรื่องของร่างกาย เราคือจิตใจซึ่งไม่ยุ่งเกี่ยวกับตรงส่วนนั้นเลย เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นเรื่องร่างกายไม่ได้เกี่ยวกับเรา ต้องการรู้รับรู้ไว้อย่างมีสติ ถ้าไม่ต้องการรับรู้ก็ตัดมันไปเลย มันก็แค่นั้นเอง
ถาม : แล้วเวลาที่เราภาวนาอยู่ พุทโธหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ มันมีคิดผสมด้วย ?
ตอบ : มี ถ้าอารมณ์ใจมันไม่ตั้งมั่นจริง ๆ ในอดีตเราเคยทำมา สภาพจิตเราเคยแยกจิตแยกกาย ทำอะไรได้หลายอย่างพร้อม ๆ กัน เพราะฉะนั้นเราภาวนาอยู่มันก็ฟุ้งซ่านได้ ถ้าไม่ต้องการอยู่ตรงจุดนั้น ให้รวบรวมสติทั้งหมดให้อยู่กับลมหายใจเฉพาะหน้า รู้ว่ามันคิดเมื่อไรดึงมันกลับมา พอมันอยู่ลมหายใจอย่างแน่นแฟ้นแล้วมันก็จะเลิกเอง
ถาม : แล้วอย่างสมมติว่าเราปวดมาก ๆ ที่บอกว่าให้ดูจิตดูใจอย่างนี้ จิตใจตอนนั้นมันเป็นอย่างไร มันทนอะไรไม่ได้ ?
ตอบ : เราอย่าไปเสวยความทุกข์มันซิ บอกแล้วว่าจิตกับกายมันคนละเรื่องกัน พยายามแยกให้บอกว่าเวทนานั้นเป็นเราหรือว่าเวทนานั้นเป็นของร่างกาย
ตอบ : เป็นของร่างกายก็ดูให้มันเป็นของร่างกาย ใจเราก็อย่าไปปรุงแต่งตามมัน ถ้าใจเราไปปรุงแต่งตามมันเราต้องทุกข์ต้องทนนี่สาหัสเลยตอนนั้น ดีไม่ดีกระดูกกระเดี้ยวมันจะแตกเป็นชิ้น ๆ ด้วยซ้ำไป แสดงว่าเราวางกำลังใจผิด ให้ดึงกำลังใจของเราให้มันออกมาเลย ให้กำหนดรู้อย่างเดียวว่าตอนนี้เวทนามันเกิดขึ้น ถามว่าเวทนาเป็นของกายหรือเป็นของเรา เราคือจิต จริง ๆ แล้วเวทนา สุข ทุกข์ ทั้งหลายมันเป็นของกายทั้งนั้น ใจเราไม่ไปแตะไปต้องมันเสียก็หมดเรื่องไป
ถาม : บางครั้งมันเหมือนสองอย่าง ตรงนี้มันนิ่ง ๆ แต่ตรงนี้มันปวด
ตอบ : นั่นแหละ รับรู้ไปเฉย ๆ ตามรู้ไปเฉย ๆ รู้ว่าตอนนี้มันปวด อาการธรรมดาของร่างกายของมัน ถ้ามันนั่งนาน ๆ อย่างนี้มันต้องปวดเป็นธรรมดา ขึ้นชื่อว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยหรือว่าทุกข์ยากเจ็บปวดธรรมดาของมันอย่างนี้ เราเกิดเมื่อไรเราก็เจอมันอีก สภาพร่างกายอย่างนี้ อาการอย่างนี้เราต้องการจะเจอมันไปนาน ๆ ไหมล่ะ ? หรือว่าควรที่จะพอกันเสียที แล้วถามตัวเอง พอถามตัวเองได้คำตอบว่าที่ไหนที่คิดว่าดี เกาะที่นั่นแทน ก็เกาะนิพพานแทน จริง ๆ แล้วรู้นะ แต่ว่าของเราเองมันมักเผลอให้มันตีเสียอยู่เรื่อย
ถาม : (หัวเราะ) รู้ค่ะ
ตอบ : เดี๋ยวคราวหน้าไม่ช่วยนะ ให้มันตีตายไปเลย ไม่เป็นไรจ้ะ เอาไว้งวดหน้าลำบากแล้วมาใหม่
ถาม : เวลาภาวนาแล้วนับลูกประคำไปด้วย คือนับจำนวนเม็ดของลูกประคำอย่างนั้นเหรอคะ ?
ตอบ : คือถ้าสติมันสมบูรณ์เราภาวนาอะไรเรารู้อยู่ เรานับลูกประคำ อาการเคลื่อนไหวของมือเรารู้อยู่ ตอนนี้นับไปกี่จบแล้ว รู้อยู่หรือว่าคาถาไปกี่จบแล้รู้อยู่ มันจะรู้หลาย ๆ อย่างพร้อมกัน ถ้าหากว่าเราต้องกำหนดจิตรู้หลายอย่าง งานมันเยอะ โอกาสที่มันจะแวบไปที่อื่นมันก็น้อยลง
ถาม : ถ้าเปรียบว่าเราภาวนาที่ใจแล้วเราชอบไปคิดถึงเรื่องอื่นแล้วก็กลับมาภาวนาได้ มันคล้าย ๆ อย่างนี้หรือเปล่า ?
ตอบ : คล้ายอย่างนั้น แต่ว่าอย่างนี้ของเราเราเอาคุณภาพล้วน ๆ เพราะว่าอันโน้นมันเผลอแวบไปเรื่องไม่เป็นเรื่องก็ได้ เพราะฉะนั้นเราจะเอาคุณภาพก็ต้องบังคับมันหน่อยหนึ่ง รู้อิริยาบถขณะนับไปด้วย คาถากี่จบว่าไปด้วย นับลูกประคำอยู่กำหนดไปด้วย (หัวเราะ) ค่อย ๆ ทำไปแต่ว่าทำอย่างนี้พอถึงท้าย ๆ แล้วมันจะมีผลอยู่อย่างหนึ่งคือว่าเวลาปกติเราทำมันก็ฟุ้งซ่านได้ เพราะฉะนั้นต้องระวังพอถึงเวลาอย่างนั้นแล้วต้องดึงมาอยู่กับลมหายใจเข้าออกจริง ๆ ถ้าไม่ดึงมันกลับมา ไม่พยายามปล้ำให้มันอยู่กับที่ไว้มันก็ฟุ้งซ่าน
ถาม : เมื่ออาทิตย์ก่อนหนูฝันถึงหลวงพ่อค่ะ แต่หลวงพ่อไม่เหมือนกับปัจจุบัน คล้ำ ๆ ค่ะ แต่ในฝันรับรู้ว่าเป็นหลวงพ่อ หนูก็ภาวนาอยู่แล้วซักพักหนูเข้าไป หลวงพ่อก็ต่อคำภาวนาหนู แล้วหนูก็ถามหลวงพ่อในฝันว่าถ้าเวลาภาวนาจริง ๆ นี่ ถ้าใจเราแว้บออกข้างนอกนี่ถือว่าได้ผลมั้ย ? ดีมั้ย ?
ตอบ : ได้ แต่ว่าผลมันน้อยไปหน่อย
ถาม : แต่แปลกใจว่าไม่เหมือนหลวงพ่อซักนิดเลย แบบคนผิวคล้ำ ๆ ?
ตอบ : เดี๋ยวมันอาจคล้ำมากกว่านี้อีก ตอนนี้ทำงานเยอะจ้ะ เบาลงไปหน่อยหนึ่งก็คือว่าตอนนี้วัดถ้ำทะลุเขาเสร็จแล้ว ของเราเองหลังที่ทำเพื่อตัวเองก็เหลืออยู่หน่อยหนึ่ง หลังที่จะทำให้คนอื่นตอนนี้ก็เหลือแต่มุงหลังคา พระเขาฉาบเสร็จเรียบร้อยแล้วก็รอตีฝ้ากับปูพื้น
ส่วนหลังขอวัดห้วยสมจิตรนั้นเป็นศาลาใหญ่ ลำบากหน่อย ตอนนี้ว่าไปสองแสนแล้ว เพิ่งได้หน่อยเดียว เดี๋ยวยังไงมันก็เบาลง มีเวลาพัก เดี๋ยวมันก็ขาวขึ้นเองแหละ คราวนี้ให้มันคล้ำไปก่อน เขาทำอะไรเราไปทำด้วย แล้วลูกน้องก็มีกำลังใจ พระเณรก็มีกำลังใจ เทปูนกันกลางฝนยังสนุกเฮ ๆ ยังกับเมายาม้า (หัวเราะ) ก็เราไปเปียกกับเขานะ ผสมปูนก็เปียกกับเขา เทปูนก็เปียกกับเขา ผูกเหล็กก็เปียกกับเขา เป็นผู้บังคับบัญชาจริง ๆ แล้ว มันต้องลงไปคลุกกับงาน บอกเขาแล้วให้ผมเรียกใช้พวกคุณผมทำไม่เป็นหรอก ผมอยากทำผมก็ทำของผมเอง ถ้าหากว่าคุณคิดจะช่วยก็มาช่วยก็แล้วกัน แหม! มันเล่นมากันเสียเกือบหมดวัด

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 08:08 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>

ถาม : มีพระท่านหนึ่งใช้คนไปซื้อของไปตั้งศาลในวัดโดยที่ไม่ได้ให้เงินไปด้วย เสร็จแล้วก็ให้คนไปซื้อของมาถวายพระ ถ้าท่านเป็นพระอริยเจ้าจะใช้แบบนี้ได้มั้ยครับ ?
ตอบ : มันต้องดูด้วยเพราะของพระเขามีอยู่ว่าเป็นญาติ เป็นปวารณานี่ขอได้ ถ้าไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณานี่ไม่มีสิทธิขอ โดนอาบัติ
ถาม : ปวารณาคืออะไรครับ ?
ตอบ : ปวราณา เขายอมตัวให้ว่าให้ทำอย่างนั้นได้ อย่างเช่นว่า หลวงปู่มหาอำพัน เวลาลูกศิษย์จะสึกนี่ เมื่อสึกเป็นทิดแล้วท่านจะให้มาปวารณากับท่านว่า กระผมขอปวารณาต่อพระคุณเจ้าด้วยปัจจัยสี่และการใช้สอยทั้งปวง ถ้าพระคุณเจ้าประสงค์ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็โปรดแจ้งให้กระผมทราบด้วยขอรับ คราวนี้ก็ใช้ไปเหอะ แต่ถ้าเป็นพระอริยเจ้านี่จิตท่านละเอียด ท่านจะไม่ละเมิดศีล ถ้าละเมิดศีลนี่เรื่องอย่างนั้นท่านคงไม่ทำ
ถาม : ถึงแม้ว่าจะปวารณา ?
ตอบ : ถ้าปวารณานี่ได้ แต่ถ้าพูดถึงประเภทที่ว่าใช้ส่งเดชไปเฉย ๆ
ถาม : ก็มีพระทำพิธีจะปลุกเสกพระอยู่ แล้วมีแสง ถ่ายรูปออกมาแล้วมีแสง อันนี้เป็นอำนาจบุญบารมีของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า หรือว่าเป็น......?
ตอบ : เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง คือว่าพระท่านอาจแสดงให้อย่าง หรือไม่ก็พรหม เทวดา ท่านแสดงให้อย่างหนึ่ง ตอนนั้นต้องดูว่าใคร
ถาม : แล้วถ้าพระไปนั่งในกระทะน้ำมันเดือด ๆ แล้วก็มีคนดูเยอะ ๆ ?
ตอบ : อันนั้นไม่สมควร ถ้านับแล้วเป็นอุปกิเลสอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นการปฏิบัติในทางที่ถูกเป็นสัมมาทิฏฐิถือเป็นอุปกิเลสอย่างหนึ่ง อุปกิเลสแแปลว่าใกล้กิเลสแล้ว ถ้าทำตามหลักวิชาของครูบาอาจารย์จำเป็นต้องทำอย่างนั้น ไม่ได้แสดงเพื่ออวดใคร ไม่ได้แสดงเพื่อชื่อเสียง ไม่ได้เพื่อลาภผล ไม่ได้แสดงเพราะต้องการให้คนเลื่อมใส อันนั้นไม่เป็นไร แต่ว่าถ้าหากทำเพราะเจตนาอื่นมันก็ไม่ใช่อุปกิเลสคือว่าใกล้กิเลส แต่มันจะเป็นกิเลสเต็ม ๆ เลย ถ้าหากว่าลักษณะอย่างนั้นถือว่ากำลังใจของท่านยังอยู่ในด้านที่เรียกว่าอาจเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือเริ่มก้าวผิดทางแล้ว
ถาม : พระอริยเจ้านี่พูดคุยเรื่องยศ เรื่องตำแหน่งได้ไหม ?
ตอบ : ต้องดูว่าคนที่ปรารภนั้นมีอะไรเนื่องกับท่านหรือเปล่า ถ้าหากว่าคนที่ปรารภนั้นมีอะไรเนื่องกับท่านมาก็ดี มีอะไรก็ดี ไม่ว่าเป็นเรื่องตำแหน่งของท่านเอง หรือว่าตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกศิษย์ ถ้าอย่างนั้นท่านก็พูดด้วย คุยด้วยแต่ถ้าหากว่าปรารภเพื่อที่ว่าตัวเองจะได้ดิ้นรนเพื่อนตัวเองจะได้ อย่างนั้นไม่ใช่แน่ เพราะ</B>พระอริยเจ้ามีแต่จะปล่อยวาง ไม่ไปยึดถือสิ่งใดเพิ่มขึ้น</B>
ถาม : คนที่ตายที่อเมริกาครับ อันนั้นเป็นการตายก่อนเวลาหรือว่าเป็นผลของปาณาติบาต ?
ตอบ : ตายก่อนเวลาหรือหลังเวลาเป็นผลของปาณาติบาตทั้งนั้นแหละ ถ้าตายลักษณะนั้น เพราะว่าปาณาติบาตนี่ ถ้ามันเข้ามาสนอง มันก็เป็นช่วงหนึ่งของอุปฆาตกรรม ถ้าหากว่ามันหมดอายุขัยแล้วตายในลักษณะนั้นก็คือกรรมของปาณาติบาตมันมาเหมือนกัน มันไม่ได้ตายแบบปกติทั่ว ๆ ไป ตายอย่างชนิดที่หาซากไม่เจอเสียด้วยซ้ำไป บางศพจนป่านนี้ยังหาไม่ได้เลย
ถาม : ถ้าหากว่าเราอุทิศส่วนกุศลให้นี่ ได้รับไหมครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าตายก่อนอายุขัยนะ เขามายินดีโมทนานี่เขาได้เลย ถ้าไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าบุญเป็นอย่างไรก็แย่หน่อย
ถาม : ถ้าเขาไม่รู้จักว่าบุญเป็นอย่างไร ?
ตอบ : บอกใ้ห้เขาโมทนา เขาไม่รู้ว่าโมทนาหน้าตาเป็นอย่างไรก็ยุ่งแล้ว (หัวเราะ)
ถาม : ถ้าเราเก็บเงินตามถนนได้แล้วเอามาทำบุญ คนที่ทำเงินตกนี่ได้บุญด้วยหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : เขามีส่วนด้วยมันเป็นกตัตตากรรม คือกรรมที่เขาไม่ได้เจตนาทำ ทรัพย์นั้นเป็นของเขา เมื่อเราทำเขาก็มีด้วย แต่ตัวเราเองนะได้เยอะ
อันดับแรกเราได้ตัวเวยยาวัจจมัย คือช่วยให้งานบุญของเขาสำเร็จลง อันดับที่สองเราได้ตัวปัตตานุโมทนามัย ก็คือว่าเราต้องพลอยยินดีด้วยในผลบุญนั้นเราทำได้ทำลงไป อันดับต่อไป จาคานุสติ และทานบารมี เป็นของเราแน่ ๆ เลยเพราะว่าถึงเก็บได้มา ถือเป็นลาภลอยอยู่ก็จริง แต่เราเองแทนที่จะเอาไปกินไปใช้เองกลับคิดที่จะเอามาทำสิ่งที่ดี ๆ กับเอามาสละออก เพราะฉะนั้นตรงนี้เราได้เยอะ ของเขาเองมันเป็นกตัตตากรรมมันได้น้อยไปหน่อย
ถาม : หลวงพ่อท่านบอกว่าปัตตานุโมทนามัยร่วมด้วยมีผลเหมือนกัน คราวนี้อยากจะเรียนถามว่ามีผลนี่หมายถึงมีผลในสวรรค์ ?
ตอบ : เจ้าของบุญได้เท่าไหร่เราได้เท่านั้น ไม่ใช่แต่ในสวรรค์ต่อให้พรหมหรือนิพพานก็ได้ ดูตัวอย่างพระนางพิมพาราชเทวี พระพุทธเจ้าทำอะไรท่านพลอยยินดีด้วยทั้งหมด พอได้ยินว่าเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกถือบวช นุ่งผ้ากาสาวพัสตร์โกนศีรษะ ท่านก็นุ่งผ้ากาสาวพัสตร์โกนศีรษะ คือยินดีทำตามทุกอย่างจนวาระสุดท้าย พระพุทธเจ้าบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตัวปัตตานุโมทนามัยนั้น ตัวปัตตานุโมทนามัยจะเกิดทีหลังเขาอยู่หน่อยหนึ่ง ต้องให้เขาของบุญนั้นสำเร็จผลในผลบุญเขาก่อนตัวเองถึงจะได้
ตัวอย่างพระนางพิมพาพอพระพุทธเจ้าบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณท่านก็เป็นพระอรหันต์ไปด้วย ได้ทีหลังเจ้าของเขาหน่อย ไม่ใช่แต่เฉพาะความดีนะ ความชั่วก็มีผลเเหมือนกัน เห็นเขาทำชั่วแล้วพลอยยินดี ดีไม่ดีลงนรกพร้อมกับเขา
ถาม : แล้วถ้าเกิดอย่างเราโมทนาเวลาเขาทำทาน บริจาคทานอย่างนี้ผลในทางมนุษย์โลกนี่คือแบบไหน เหมือนกันใช่ไหม ?
ตอบ : เหมือนกัน คือว่าเขาได้เท่าไรเราได้ด้วย แต่เราได้ช้ากว่าเขาหน่อยหนึ่ง
ถาม : ถ้าอย่างนี้เราไปโมทนาคนทั้งหมดเลย แล้วรอให้เขา....?
ตอบ : ได้ ถ้ากำลังใจของเราพอจะโมทนาใครก็ว่าไปเลย พลอยยินดีกับเขาทั้งหมด เพียงแต่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นจะต้องเกิดกับเขาก่อน เดี๋ยวของเรา เราก็รับเป็นระยะ ๆ ไป ใครเำกิดปุ๊บเราก็ได้มั่ง (หัวเราะ)
ถาม : ความปรารถนาไม่สมหวังนี่ มีกรรมอะไรเป็นเหตุ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วมันคือทำไม่พอ ถ้าเราทำไว้เพียงพอสิ่งที่เราต้องการมันจะสำเร็จ อันนี้เรียกว่าบุญฤทธิ์ เพราะฉะนั้นถ้าปรารถนาไม่สมหวังจริง ๆ ก็คือบุญไม่พอ ถ้ามีอะไรเป็นเหตุก็กรรมดีมันน้อยไป (หัวเราะ)
ถาม : ไม่ใชว่าเราไปขัดขวางการทำดีของคนอื่น ?
ตอบ : มันมีอยู่ แต่ว่าถ้าถามอย่างนี้มันต้องสรุปรวบยอดเลย คือมันยังไม่พอ ถ้าทำพอมันได้
ถาม : แล้วส่วนหนึ่งที่มันเป็นกรรมเก่าที่เราทำไม่ดีไว้ด้วยใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : คือบุญไม่พอ ในขณะเดียวกันชั่วก็เยอะ (หัวเราะ) สองอย่างรวมกันเลยเจ๊งเลย
ถาม : คำพูดที่ว่าชีวิตอยู่ด้วยความหวังกับอย่าไปหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง อันไหนจะถูกต้องกว่ากัน ?
ตอบ : มันผิดทั้งคู่เลย ถ้ายังหวังนี่แปลว่าใจมันเกาะอนาคตอยู่ ใจถ้ามันเกาะอนาคตนี่มันผิดแล้ว และขณะเดียวกันก็อย่าไปหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง อันนี้ความจริงแล้วมันดี แต่ขณะเดียวกันว่าบางสิ่งบางอย่างเราทำถ้าจะให้ถูกจริง ๆ คือ ตั้งต้นว่าเราทำอะไร ? เพื่ออะไร ? แล้วเราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำของเราไป ไม่ต้องไปสนใจว่าผลจะเกิดเมื่อไร ? และจะเกิดอย่างไร ? ถ้าทำอย่างนี้แล้วโอเค คือว่าเราต้องมีความหวังหรือว่าตัวฉันทะ มันขึ้นมาก่อน พอมีฉันทะขึ้นมามันถึงอยากจะทำในสิ่งนั้น ตั้งใจทำในสิ่งนั้นให้สำเร็จ
แต่เพียงแต่ว่าในช่วงขณะที่ทำไม่ต้องไปคิด แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำให้มันไปถึงจุดหมายเท่านั้นแทนที่จะคิดภารกิจให้มันฟุ้งซ่าน มันก็เหลือว่าจะบุกให้ภารกิจนั้นมันจบลง ถ้าอย่างนั้นมันจะได้เร็วกว่าได้ง่ายกว่า
ถาม : แสดงว่าเป็นคำพูดที่ให้กำลังใจเท่านั้นเอง รัชกาลที่หกท่านได้แต่งกลอนที่ว่า “ชนใดไม่มีดนตรีการ ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดกบฏอัปลักษณ์” ไม่ทราบว่าตอนนี้่รัชกาลที่หกท่านทรงคิดยังไงกับคำสอน ?
ตอบ : อันนี้ท่านแปลมาจากของกรีกเขา อย่างพวก all intelligence is not gold ท่านก็แปลเป็นคำไทยเสียเพราะเชียวว่า “วาว ๆ บ่ใช่ เนื้อคำดี ทั่วนา” เห็นสิ่งที่แวววาวไม่ใช่เนื้อทองแท้ก็มี
รัชกาลที่หกท่านเป็นอัจฉริยะมากเลย ท่านแปลพวกคำคมอะไรของปราชญ์ฝรั่งเอาไว้เยอะต่อเยอะ ตัวนี้ท่านแปลตรง ๆ มาจากของเขา แต่ว่าจริงแล้วเรื่องทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นปรัชญาที่ผ่านประสบการณ์สั่งสมมาเป็นเวลายาวนานของบรรดาปราชญ์ต่าง ๆ เขา โอกาสที่ใกล้เคียงความจริงถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์เชียวนะ คือคนทั่ว ๆ ไปพอได้ยินเสียงดนตรีจะมากจะน้อย ความพอใจมันต้องเกิดขึ้น
ยกเว้นว่าคุณอารมณ์เสียแล้วก็ดันไปบรรเลง อันนี้พูดถึงปกติของมนุษย์ธรรมดาทั่ว ๆ ไป พวกที่ไม่ชอบจริง ๆ สันดานมันไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมืองเขา ตัวคิดกบฏนี้ไม่ไ้ด้หมายความคิดกบฏต่อชาติต่อบ้านต่อเมืองต่ออะไร หากว่ามันเป็นกบฏสังคม กบฏสังคมนี่คนอื่นเขาทำอะไรตัวเองตามเขาไม่ได้ ไม่เหมือนชาวบ้าน

http://www.grathonbook.net/book/images/lineanima.gif ตะกรุดมหาสะท้อน


มีอานุภาพในการสะท้อนกลับ ไม่ว่าใครทำดีทำชั่วกับผู้ใช้ตะกรุด ผลดีผลชั่วนั้นจะย้อนคืนไปยังผู้ทำเป็นร้อยเท่าพันทวี
ตามตำราของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ท่านให้ใช้แผ่นทอง แผ่นนาก หรือแผ่นเงิน หนักไม่ต่ำกว่า ๑ บาท (เกินเท่าไหร่ก็ได้) ลงด้วยยันต์ปัญจพุทธามหามงคลทำการปลุกเสกแล้ว เมื่ออาราธนาติดตัวให้ใช้คาถา
“เม สัมมุกขา สัพพา หะระติ เต สัมมุกขา”
คาถานี้ถ้าทำถึงที่สุด ท่านว่าแม้แต่ลูกปืนที่ยิงมา ก็จะย้อนกลับไปหาผู้ยิงเอง
ข้อควรระวัง อย่าเข้าไปในสถานที่ซึ่งคนหรือสัตว์ กำลังคลอด เพราะจะทำให้คลอดไม่ได้ และห้ามให้เด็กใช้อย่างเด็ดขาด พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 08:08 AM
ประกาศ
เรื่องเปลี่ยนแปลงวันรับสังฆทาน

จากกำหนดการเดิม ที่พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺปญฺโญ มารับสังฆทานทุกเดือน ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ ตามวันที่ประกาศแจ้งให้ทราบแล้วนั้น
ขอเปลี่ยนแปลงวันรับ จากเดิมวันเสาร์-อาทิตย์-จันทร์ ของแต่ละเดือนที่กำหนดไว้ เป็นวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ แทน เนื่องจากมีภารกิจไม่สามารถมารับสังฆทานวันจันทร์ได้ ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๘ เป็นต้นไป
จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
หมายเหตุ
กำหนดการรับสังฆทาน ที่บ้านอนุสาวรีย์ฯ มีดังนี้
เดือน กค. ๔๘ : วันที่ ๑-๒-๓
เดือน สค. ๔๘ : วันที่ ๕-๖-๗
เดือน กย. ๔๘ : วันที่ ๒-๓-๔