View Full Version : ฉบับที่ ๑๖ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๘
WebSnow
16-08-2005, 07:56 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนกันยายน ๒๕๔๔
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
ถาม : ถ้ามีคนกลั่นแกล้งเรา เราควรตอบโต้หรือไม่ถ้าตอบโต้ควรตอบโต้ด้วยวิธีใด หรือให้เราคิดว่าเป็นเรื่องเรื่องของกฏแห่งกรรม ?
ตอบ : จริง ๆ ถ้าสามารถทำใจว่าเป็นกฏของกรรมแล้วไม่โต้ตอบใครเลยนั่นเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด แต่ถ้าหากว่าคิดว่าจะสงเคราะห์คนบางคนประเภทจำเป็นต้องตอบโต้ เพราะคนบางประเภทเอาความดีเข้าไปสู้เขาจะไม่รู้ตัว แต่ว่าการตอบโต้นั้นต้องระวังใจของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะว่าถ้าเผลอเมื่อไหร่มันจะประกอบด้วยตัว วิหิงสาวิตก คือคิดจะเบียดเบียนเขา
เพราะฉะนั้นถ้าจะวิเศษที่สุดก็คือว่าปล่อยวางไปอย่าไปสนใจเขาว่ามันเป็นกฏของกรรมไปตบมือข้างเดียวมันไม่ดังอยู่แล้ว แต่ว่าคนประเภทที่ว่ามานี่มันเยอะ เพราะฉะนั้นถึงเราจะไปแก้นิสัยของคน ๆ นี้เดี๋ยวคนต่อไปก็ต้องไปแก้มันอีกก็ยุ่งตาย ปล่อยวางไปซะอย่าไปยุ่งกับมันเลยเป็นดี เฉยไว้ดีกว่าปลอดภัยกว่าเยอะ
ถาม : ในยุคปัจจุบันที่ผ่านมา มีหรือไม่ที่ได้ฟังธรรมจากพระสงฆ์แล้วบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคล ?
ตอบ : มียืนยันว่ามี ยิ่งตอนสมัยที่หลวงพ่ออยู่ยิ่งเยอะ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจตอนนั้นเท่านั้นเองนะ มีจริง ๆ
ถาม : เรื่องของนางกวัก มีผลจริงหรือไม่ครับ ?
ตอบ : นางกวัก ถ้าหากว่าทำถูกต้องตามพิธีกรรมของเขามีผลจริง สมัยโบราณพิธีกรรมทุกอย่างขึ้นอยู่กับสติ สมาธิทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่เสาะหาไม้มา จะต้องใช้ฤกษ์ไหน ยามไหนไปตัด ? เวลาตัดต้องภาวนาคาถาว่าอย่างไร ? ได้มาเสร็จแล้วต้องประกอบด้วยพิธีอย่างไร ? จะกลึงจะเกลา จะควัก จะแกะสลักอย่างไร ? ต้องกำกับด้วยคาถาอะไร ? กำลังจิตที่มุ่งมั่นขนาดนั้นทำให้เกิดความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นโดยปริยายแล้ว ยังไม่ทันจะทำพิธีใหญ่เลยนะ
แล้วพอพิธีใหญ่บวงสรวงอัญเชิญถูกต้องตามพิธีกรรมมันก็ยิ่งขลังไปใหญ่ ก็ต้องดูด้วยว่าคุณภาพของคนทำแค่ไหน ถ้าคนทำคุณภาพสูงแค่ไหนผลก็สูงแค่นั้น ถ้าคุณภาพของใจเขาแย่มาก ๆ เลยอย่างน้อยก็ให้เขาอาศัยเป็นเครื่องยึดได้
ถาม : อย่างนี้เราเห็นนางกวักทั่ว ๆ ไปเราก็ดูถูกเขาไม่ได้ ?
ตอบ : ก็ดูถูกไม่ได้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเรื่องของความเคารพนี่ถ้าถึงเวลาแล้วเทวดาเขาก็รักษาให้เพราะว่าถือว่ามันเป็นเทวดาตานุสสติอย่างหนึ่ง ขืนดูถูกเทวดาก็แย่ (หัวเราะ)
ถาม : วันพระต่างจากวันอื่น ๆ อย่างไรครับ การทำบุญในวันพระอานิสงส์ต่างจากในวันอื่น ๆ หรือไม่ครับ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วมันไม่ต่างหรอกนะ เพียงแต่ว่าในวันพระ อย่างเช่นว่า บางทีจะเป็นวันวิสาขบูชา มาฆะบูชาหรืออาสาฬหบูชา เป็นวันพระที่เนื่องด้วยพระพุทธเจ้าท่านโดยตรง อย่างเช่นว่าเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน เป็นวันแสดงปฐมเทศนา เป็นวันที่ประชุมสงฆ์แสดงซึ่งโอวาทปติโมกข์เหล่านี้ กำลังใจของเรา ถ้าเราเกาะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นปกติอยู่แล้ว
ตั้งใจว่าวันนี้เรานึกถึงพระเป็นพุทธานุสสติ เดี๋ยวเราไปวัดเราได้ฟังเทศน์ฟังธรรมเป็น ธรรมานุสสติ เราไปแล้วเรา จะได้กราบหลวงพ่อองค์โน้น หลวงปู่องค์นี้ ได้ฟังพระสงฆ์ของวัดเราสวดมนต์อย่างนี้เป็นสังฆานุสสติ ถ้าหากว่านึกอยู่อย่างนี้เเป็นปกติมันเป็นวันพระอยู่แล้ว แต่ถ้าหากว่าวันอื่น ๆ เราไม่ได้นึกเลย ไปนึกเอาเฉพาะวันพระ วันพระเขาจะต่างจากวันอื่น แต่ว่าวันพระพิเศษที่จะเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าโดยตรงยังไง ๆ กำลังใจของเราก็จะต้องเกาะต้องนึกอยู่แล้ว เออ.. วันนี้วันวิสาขะพระพุทธเจ้าเคยประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานมาแล้วก็สามารถทำให้โยงจิตของเราเข้าถึงความดีได้ง่ายกว่าอยู่หน่อยหนึ่ง สำคัญอยู่ตรงการนึกถึงความดีตรงระหว่างที่ทำ
ถาม : อย่างนี้อานิสงส์ก็คือเหมือนกับวันอื่นทุกวัน ?
ตอบ : ใช่อานิสงส์ก็คือเหมือนกันถ้าเราทำทุกวัน ถ้ากำลังใจเราเกาะเป็นปกติ ถ้าไม่ได้เกาะเป็นปกติก็วันนั้นก็เป็นวันพิเศษอยู่หน่อย
ถาม : มาร... จริง ๆ มีตัวตนอยู่หรือไม่ ? บางสำนักก็กล่าวกันว่าการไปนิพพานของบุคคลต่าง ๆ เพื่อจะไปสมทบเป็นกองทัพเพื่อไปปราบคณะมาร ทัศนคติและความเชื่ออย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ ?
ตอบ : มารมีจริง ๆ นะ อันนี้คำถามช่วงแรก มารมีจริง ๆ ลักษณะเป็นตัวเป็นตน เป็นกองทัพอะไรจริง ๆ ของเขา แต่ว่าในสำนักที่เขาบอกว่าไปนิพพานไปสมทบไปปราบมารนั้นท่านไม่ไปปราบให้เสียเวลาหรอก ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง มาร คือผู้ขวาง คือผู้ฆ่า เขาก็ทำหน้าที่ของเขาไปใช่มั้ย ? เราเองปฎิบัติเพื่อความหลุดพ้นเราก็ปฎิบัติของเราไป มันเหมือนกับคนพ้นคุกแล้วแต่ย้อนกลับไปรื้อคุกทิ้ง ทันหน้าที่ของเราหรือเปล่าล่ะ ๆ ไม่ได้เกี่ยวเลย (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นเราจะไปว่าผู้คุมคุกนี่ไม่ดีจับเราเข้าคุกหรือตำรวจไม่ดีจับเราเข้าคุกก็รวมหัวกันไปตีตำรวจมันไม่ใช่เรื่องของพลเมืองดี เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าเป็นทัศนคติที่ถูกต้อง ก็ถือว่าถูกของเขาล่ะ แต่ว่ามันผิดของเราก็แล้วกัน เขาเชื่ออย่างนั้น ห้ามเขา ๆ ก็ไม่ฟังเรา
ถาม : พระปัจเจกพระพุทธเจ้าที่หลวงพ่อฤๅษีฯ ให้คาถาไว้ท่องเป็นอนุสสตินี้ เจาจะนึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเป็นพิเศษหรือไม่ครับ ?
ตอบ : นึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ว่าคาถาเงินล้าน ซิหมดเรื่องพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านมีเยอะ แล้วพระนามของท่านก็มี แต่ว่าเนื่องจากว่าหลวงปู่หลวงพ่อทางด้านครูบาอาจารย์ท่านไม่ได้บอกไว้ใช่มั้ย ? เราเองเราก็นึกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าของพระคาถาเงินล้าน ถ้านึกภาพท่านไม่ออกก็นึกภาพพระพุทธเจ้านั่นแหละ พระปัจเจกพระพุทธเจ้าก็เหมือนกันพระพุทธเจ้าทุกอย่างเพียงแต่รัศมีความสว่างน้อยกว่าพระพุทธเจ้านิดเดียวเท่านั้นเอง
ถาม : การที่จิตของเราได้ไปกราบเทวดา นางฟ้า พรหม อานิสงส์เป็นพิเศษอย่างไร ?
ตอบ : ดูว่าเราไปกราบที่ไหน ถ้าเราไปกราบบนพระนิพพานนี่รับรองว่าพิเศษแน่ ๆ เพราะตอนนั้นกำลังใจของเราเข้าพระโสดาบันนะ ไปกราบที่พรหมอย่างน้อย ๆ เราก็เป็นผู้ทรงฌานเหมือนพรหม ไปกราบที่เทวดาเราก็เป็นผู้ทรงฌานอยู่แล้ว แต่ว่าสภาพของเทวดานี่มันยังมีความรื่นเริงบันเทิงใจในเรื่องของกามอยู่ กำลังใจของเราเกาะอยู่ในส่วนนี้ถือว่าเป็น เทวตานุสสติ ขณะเดียวกันก็ยังเป็นกำลังของสมาธิสมาบัติด้วย
แต่ว่าจริง ๆ แล้ว ท่านให้ยึดว่าท่านทั้งหลายเหล่านี้ ท่านอยู่ในลักษณะนี้ ท่านเป็นเทวดา เป็นพรหมหรือว่าท่านอยู่ในลักษณะใดแล้วให้เราทำคุณสมบัตินั้นให้ได้ เพื่อให้เราคงความดีเพื่อจะให้มีคุณสมบัติอย่างท่าน ทำอย่างนี้จะถูกต้องตามคำแนะสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะจุดสุดท้ายของเทวตานุสสติแล้ว คือความเป็นพระวิสุทธิเทพ เทวดาผู้มีความบริสุทธิ์สิ้นเชิงก็คือ พระอรหันต์กติกาการเป็นพระอรหันต์เป็นอย่างไรก็ตั้งหน้าตั้งตาทำไป
ถาม : การที่เราทำบุญกุศลในขณะที่ผู้ให้กำเนิดคือ พ่อ แม่ ยังมีชีวิตอยู่และเราได้อุทิศส่วนกุศลให้ท่าน ถ้าพ่อแม่ได้ตายไปท่านจะได้บุญกุศลที่เราได้อุทิศให้หรือไม่ ?
ตอบ : ถ้าตอนที่มีชีวิตอยู่ บอกท่านแล้วท่านอนุโมทนา ผลบุญนั้นเป็นของท่านอยู่แล้ว ยกเว้นอยู่อันเดียวคือการบรรพชาบวชพระบวชเณร อันนี้จะเป็นบุญพิเศษถึงจะไม่ได้บอกให้ท่านโมทนา ท่านก็ได้ แต่ว่าตอนตายไปจะต้องดูว่ากำลังใจท่านเกาะอะไร ถ้าเกาะดีท่านก็ไปดี ผลบุญส่วนนี้ก็เสริมให้ท่านไปดียิ่งขึ้น ๆ ไป แต่ถ้าท่านเกาะไม่ดีลงไปข้างล่างเสีย ผลบุญอันนี้ก็ต้องรอไปก่อนเป็นหมันไปก่อนจนกว่าท่านจะพ้นเป็นสภาพดีผลบุญอันนี้จึงจะเสริมอีกทีหนึ่ง
ถาม : อย่างนี้ก็ไม่สูญเปล่าซิครับ ?
ตอบ : ไม่สูญเปล่า แต่ว่าอุทิศตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นี่ต้องบอกให้ท่านรับรู้ ไม่ใช่เรามาอิทังปุญญผลัง คนเดียว
ถาม : มีคนกล่าวกันว่า การทำบุญโดยอธิษฐานหวังผลว่าขอให้ร่ำรวยหรือขอให้มีโชคลาภอย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี จริง ๆ แล้วผิดถูกหรือไม่ ? แล้วทำได้หรือไม่ ? เพราะมีคนกล่าวว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้คนร้องขอ
ตอบ : อันนั้นถูกของเขาแต่มันผิดของพระพุทธเจ้า อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนให้มีอธิษฐานบารมี การทำบุญจะต้องการผลตอบแทนหรือไม่ก็ตามผลเกิดแน่นอน เพราะว่าการกระทำทุกอย่างที่เรียกว่ากรรมนั้นจะเป็นกุศลกรรมคือความดีหรืออกุศลกรรมความชั่วนั้นผลเกิดขึ้นแน่ ๆ คราวนี้ผู้ที่ใช้อธิษฐานบารมีนั้นเป็นผู้ที่มีปัญญา เขากำหนดไปเลยว่าสิ่งที่เขาทำนี้มันจะต้องเกิดผลอยู่แล้ว ในเมื่อจะเกิดผลในลักษณะไหน ? จะเกิดผลเมื่อไหร่ ? เมื่อถึงวาระนั้น เวลานั้น ผลที่ต้องการมันก็จะต้องมาสนอง แต่ไม่ได้อธิษฐานเอาไว้ก็หมายความว่าเขาไม่ได้กำหนด เมื่อถึงวาระ อย่างเช่นเหมือนกับหิวน้ำอยู่ไม่มีน้ำกว่าน้ำจะมาอีก ๒-๓ วันมาเราก็แย่หรืออาจจะตายไปเลย
เพราะฉะนั้นการใช้อธิษฐานบารมีนี่หลวงพ่อท่านจึงเปรียบเหมือนกับยิงปืนต้องเล็งเป้า โอกาสถูกเป้ามันมีมากกว่า แต่ว่ายิงเปะปะไปเลยกว่าจะถูกเป้าบางทีก็จะหลายชาติ ฉะนั้นถึงได้กล่าวไว้ว่า อธิษฐานบารมีเป็นเรื่องของบุคคลที่เข้าถึงอุปบารมีขั้นปลายไปจนถึงปรมัตถบารมีเท่านั้นถึงจะใช้อธิษฐานบารมีเป็น ถ้าหากว่าต่ำกว่านั้นก็จะใช้ไม่เป็นหรอก เขาก็จะคิดแบบนี้คิดว่า เออ....มันเป็นการเรียกร้อง มันยังเป็นกิเลสตัณหาอยู่อะไรอยู่ยุ่งไปหมด ความจริงพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ประเภทไม่ได้ศึกษาให้ครบ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
16-08-2005, 07:56 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : การทำโยคะซึ่งเป็นการออกกำลังกายรวมกับการทำสมาธิแบบใช้ลมหายใจตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่ ?
ตอบ : ถ้าสมาธิทรงตัวได้แน่นอน อย่าลืมว่าโยคะส่วนใหญ่เขาจะไปเป็นพรหมกัน ถ้าทรงฌานเป็นปกติ เพียงแต่ว่าของเขาเองมันจะเป็นลักษณะโลกียพรหม ส่วนใหญ่ก็จะไปติดอยู่ตรงนั้นเอง บริหารกายอย่างเดียวมันยังไม่พอ มันต้องบริหารใจด้วย
ถาม : ระดับอาจารย์ที่ทำเป็นชั่วโมง ๆ ไปได้เหมือนกันใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : ไม่ใช่เหมือนกันหรอกไปเยอะเลย ดูถูกเขาไม่ได้นะพวกบรรดาพราหมณ์ต่าง ๆ นี่ พวกลัทธิโยคีต่าง ๆ เป็นของศาสนาพราหมณ์เขาอย่าลืมว่าพราหมณ์นี่จริง ๆ แล้วเขาเป็นพี่พุทธมาก่อน พระพุทธเจ้าของเรายังศึกษาจากเขามาก่อน แล้วพอเห็นว่ามันไม่ใช่ทางพ้นทุกข์จริงถึงได้แยกออกมาค้นคว้าจนได้พบพระอริยสัจ
ถาม : ดร. เกอวิเนียนเป็นแพทย์ให้คนป่วยที่ทรมานและต้องการตาย นายแพทย์คนนี้ช่วยเหลือให้คนป่วยให้ตายตามต้องการด้วยการฉีดยาให้ และก่อนทำได้ให้คนป่วยเซ็นชื่อยินยอมเรียบร้อย อย่างนี้ถือว่าเป็นการทำปาณาติบาตหรือไม่ ?
ตอบ : อันนั้นมันมีผลแค่ทางกฏหมายของโลกเท่านั้น ในทางธรรมมันก็ยังเป็นปาณาติบาต คือตัดชีวิตผู้อื่นอยู่ดี แต่ว่ามันเป็นในลักษณะที่ว่าสมยอมด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย โทษมันก็เลยน้อยลงจะเรียกว่าไม่มีโทษไม่ได้ ... มีแน่นอน เพราะว่าชีวิตเกิดมาแล้วมันต้องเป็นไปตามกรรมของเขา ถ้าไม่ถึงวาระไม่ถึงเวลาของเขาคุณไปตัดชีวิตของเขาคุณก็เกิดโทษ เพราะคุณไปตัดชีวิตของเขาคุณก็เกิดกรรม ที่เขาให้เซ็นสัญญาอะไรนั่นมันเป็นการป้องกันทางโลกเท่านั้น กฏหมายทางโลกเขาว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันถูกต้องเพราะว่าคนไข้ยินยอม แต่ว่าในเรื่องของธรรมะนั้นคุณไปตัดชีวิตเขา ผิดแหง ๆ
ถาม : การที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสี ๗ ประการ ..?
ตอบ : ฮึ ๆ เพิ่มมาจากไหนอีกประการหนึ่ง ฉัพพะแปลว่า ๖ ฉัพพรรณรังสี ๗ ประการมันงอกมาจากไหนอีกหนึ่ง (หัวเราะ) ๖ ประการ
ถาม : อ๋อครับ ๖ ประการ มีลักษณะและสีเป็นอย่างไรบ้าง ?
ตอบ : มีลักษณะก็คือ เลื่อมประภัสสรก็คือ สีแก้ว แล้วก็นี่ละ เขาบอกว่าสีน้ำเงินเหมือนดอกอัญชัน แล้วก็ มัญเชษฐ สีแดงเข้มเหมือนดอกหงอนไก่ หงสบาท สีแดงอ่อนเหมือนเท้านกพิราบ แล้วก็ปิตกะสีเหลือง เหมือนหรดาลทอง โอทาตะ สีขาวเหมือนแผ่นเงิน รวม ๖ พอดี
ถาม : คนธรรดาถ้าจำเป็นต้องกินข้าววัด ทำอย่างไรถึงจะไม่บาปครับ ?
ตอบ : กินที่เหลือจากพระ เขาเรียกว่า วิทาสาโท กินได้แต่เอากลับบ้านไม่ได้นะ กินแค่อิ่มตรงนั้น อย่างญาติพระเจ้าพิมพิสารที่เป็นเปรตตั้ง ๙๑ กัป นั่นกินแล้วไม่พอยังขนกลับบ้านด้วย จริง ๆ ถึงจะเป็น วิทาสาโท คือของเหลือจากพระแล้วมันก็ยังเป็นของสงฆ์อยู่ อันนั้นท่านอนุญาตให้คุณมีสิทธิ์กินสิทธิ์ใช้แค่ตรงนั้นเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นอย่าไปยุ่งกับเขา แต่ส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจ
ยิ่งอันหนึ่งที่อันตรายที่สุดก็คือข้าวที่ถวายพระพุทธที่วัดบรรดามัคทายัก ไม่ใช่มัคทายก ส่วนใหญ่เลือกแต่ข้าวดี ๆ กับดี ๆ ถวายพระพุทธถึงเวลาลามาก็กินเอง นั่นนะซวยแน่ ๆ เพราะยังเป็นของสงฆ์อยู่เต็มที่เลย เพราะฉะนั้นถ้าหากใครเคยทำอย่างนั้น ตัวเองติดหนี้สงฆ์แล้วหาทางชำระหนี้สงฆ์ ไม่อย่างนั้นตายแล้วมันจะลงอเวจีมหานรก วิธีทำแล้วปลอดภัยคือกินที่เหลือจากพระฉันแล้ว แล้วหลังจากนั้นส่วนอื่นอย่าไปยุ่ง เราเอาแค่ดำรงชีวิตอยู่แค่นั้นพอแล้ว ถ้าติดใจก็ชำระหนี้สงฆ์ซะ
ถาม : ถ้าสมมุติว่าถ้าหากว่าเราจะฆ่าคน การเกิดของคน ๆ นั้นมักจะเริ่มจากผสมพันธุ์หรือจะอยู่ระหว่างอยู่ในท้องหรือหลังคลอดแล้วจึงเรียกว่าเป็นการทำปาณาติบาตครับ ?
ตอบ : ทุกระยะเลย เพราะว่าจิตที่เข้าปฎิสนธินี้เขาทำบุญทำกรรมมาไม่เสมอกัน บางรายนี่เข้าปฎิสนธิตั้งแต่เชื้อพ่อเข้าผสมกับไข่ของแม่ บางรายก็ตัวอ่อนพัฒนาไปก่อนระยะหนึ่ง บางรายก็เป็นรูปเป็นร่างเป็นอวัยวะครบ ๓๒ แล้ว บางรายก็คลอดออกมาข้างนอกแล้วเข้าไปถึงเข้าไปจับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะฆ่าในจังหวะไหนคุณมีสิทธิ์ปาณาติบาต ๑๐๐ % เพราะว่าสัตว์ที่เข้าปฎิสนธินั้นจะเข้าไปช้าเร็วต่างกันตามกรรมที่ทำ มีสิทธิ์โดนได้ทุกระยะ?
ถาม : คนที่ไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกันแต่ว่ามีใบหน้าเหมือนกันหรือคล้ายกันมีกรรมอะไรเป็นตัวชี้ ?
ตอบ : ก็คงทำอะไรที่ใกล้เคียงกัน อย่างเช่น สวยเหมือนกัน อาจจะประเภทเคยสร้างพระพุทธรูปมาเหมือน ๆ กันเคยซ่อมพระพุทธรูปเก่ามาเหมือน ๆ กัน สิ่งเหล่านี้พวกวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เรียก แฝดเทียม แฝดเทียมนี่ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กัน อยู่คนละประเทศคนละมุมโลกเลยก็เหมือนกันได้ พวกหนังสือแปลก ๆ ของฝรั่งมันชอบถ่ายที่หน้าเหมือน ๆ กันมาลง
อาตมาเองสมัยอยู่วัดท่าซุง ก็โดนมาเต็ม ๆ เห็นเขาเดินมาก็นึกว่ามาหา ทีนี้ตรงห้องที่หน้าหลวงพ่อนั่นมันเป็นห้องมุ้งลวด เวลาฝุ่นมันจับ ๆ นี่มองจากข้างนอกมันมองไม่เห็น คนจากข้างนอกมันจะมองไม่เห็น คนข้างในมองออกมามันจะเห็น ก็คิดว่าเข้าไม่เห็นก็ตะโกนเรียก ก็เอ๊ะ ! ทำไมเรียกชื่อเขาเฉย ๆ ก็แปลกใจเรียกอีกทีก็ยังเฉยดูไปดูมามันเหมือนกันตั้ง ๘๐-๙๐ % แต่มันไม่ใช่คนที่เรารู้จัก เขาต้องทำบุญทำบาปอะไรที่มันใกล้เคียงกันมามันถึงเป็นแบบนี้
ถาม : คราวที่แล้วได้ถามเกี่ยวกับโยเรนั้น อยากจะเรียนถามว่าการบอกกล่าวกับคนทั้งหลายว่า โยเรนั้นเป็นพุทธศาสนาโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเกิดในยุคของพระศรีอารยิ์ แต่การปฎิบัติเป็นอีกรูปแบบหนึ่งอย่างนี้ถูกหรือไม่ครับ ?
ตอบ : ดูเขาก็แล้วกัน บอกว่าเป็นพระพุทธศาสนานั่นก็มีส่วน พระพุทธศาสนาของเราจริง ๆ มันคลุมทุกศาสนาอยู่แล้วใช่มั้ย ? การปฎิบัติของเขา ๆ ตั้งจุดมุ่งหมายอยู่ตรงไหน อันนั้นมันก็ตามหลักของแนวการปฎิบัติของเขา เราจะไปว่าเขาบาปไม่ยอมไปนิพพานชาตินี้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นพระโพธิสัตว์บาปหมด เพราะฉะนั้นถามว่าบาปมั้ย ? ไม่ใช่หรอกมันแล้วแต่ว่าทิฐิอันไหนของใครของมัน เขาเห็นว่าอันไหนเหมาะกับเขา ๆ ก็ทำไป
ถาม : ถ้าจะไปติเขานี่ก็ไม่ควร ?
ตอบ : นั่นเราผิดแน่ ๆ เลยไปติเขา ให้ติตัวเอง
ถาม : เมื่อหลายปีก่อนได้มีพระท่านหนึ่งไปฝึกสมาธิที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และมีเพื่อนคนหนึ่งนั่งสมาธิและกล่าวได้พบสถานที่มีความสวยงามมากและมีความรู้สึกว่าหนาวมาก ทำไมถึงมีความรู้สึกอย่างนั้น ?
ตอบ : อันนั้นมันต้องถามเขาเองว่ะ (หัวเราะ) อันนั้นต้องไปถามเขาเองว่าทำไมรู้สึกอย่างนั้น เพราะอาตมาไม่รู้ด้วยว่าที่เขาเจอนั่นที่ไหน คือบางอย่างมันก็เป็นนิมิตขณะเดียวกันบางอย่างมันก็เป็นสถานที่ ๆ ตัวเองไม่คุ้นเคย สถานที่ ๆ เราไม่คุ้นเคยนี่ความรู้สึกมันจะแรงเป็นพิเศษ อย่างเช่นว่า มันตื่นเต้นเป็นพิเศษ มันมีความสุขสดชื่นเป็นพิเศษ หรือบางทีที่ ๆ สงบเยือกเย็นมันก็มีความรู้สึกหนาวเป็นพิเศษไปเลย อะไร ที่แรก ๆ มันเหมือนกับเยอะมาก
แบบเดียวกับคนที่เข้าถึงปฐมฌานใหม่ ๆ เจ้าพระคุณ ! เราได้เขาพระสุเมรทั้งลูกเลย มันใหญ่โตมโหฬารเหลือเกิน พอทำไปทำมาถึงฌาน ๒ ไอ้ฌาน ๑ นั่นมันกระจ้อยเดียว อะไรที่มันยังไม่ชิน มันจะเกิดเป็นความรู้สึกพิเศษทั้งนั้น ส่วนที่ว่าทำไมเขารู้สึกอย่างนั้น มันน่าจะถามเขาเอง ถามคนอื่นบอกว่าทำไมกินแล้วมันรู้สึกอย่างนั้น เราไม่ได้กินก็แย่ซิจะไปรู้ได้อย่างไร
ถาม : แล้วที่จริง ข้างบนนี่หนาวมั้ยคะ ?
ตอบ : ไม่หนาว ของเขาพอดี ๆ ทุกสภาพ
ถาม : มันเป็นความรู้สึกของคนที่ทำ
ตอบ : เฉพาะเขาเอง
ถาม : คนบางคนเกิดมามีทรัพย์สินเงินทองมากมาย บางคนเกิดมาทำมาหากินด้วยความวิริยะอุตสาหะในการทำงานแต่ว่าก็ไม่เกิดทรัพย์สิน อยากถามว่าคนที่มีแต่ความเพียรอุตสาหะในการทำมาหากินอย่างเดียวแต่ไม่เคยทำทานในชาติก่อนจะเกิดความร่ำรวยได้หรือไม่ ?
ตอบ : ยาก ยกเว้นมีโอกาสที่จะได้ทำในครุกรรมฝ่ายกุศลในชาติปัจจุบัน อย่างเช่น ได้ใส่บาตรกับพระที่ออกนิโรธสมาบัติ เพราะอันนี้มันเป็นกรรมในชาติปัจจุบัน เรียกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ที่ให้ผลในชาติปัจจุบันเลยนะ ถ้าจะเอาไอ้ประเภทที่ อัปปราปรเวทนียกรรม ที่ให้ผลในชาติที่ ๒ ที่ ๓ มาอะไรมาอย่างคนอื่นที่เขาทำมานี่ไม่มีทาง มีโอกาสเดียวเท่านั้นซึ่งมันก็คงจะยาก เพราะเรื่องอย่างนั้นมันต้องเป็นคนที่ประเภทเขาทำบุญมาดีเยอะแล้วมันจะมารองรับเหมือนกัน
ถาม : อย่างนี้ก็คือ ประกอบกันทั้ง ๒ อย่างคือ มีความขยันในการทำมาหากินด้วย
ตอบ : ขณะเดียวกันมันต้องมีทานบารมีเก่าด้วย
ถาม : ถ้าคนเอาแผ่นทองไปปิดไว้ด้านหลังพระแล้วเวลาทำความดีแล้วคนอื่นไม่เห็น หรือมองข้ามความสำคัญอย่างนี้ จริงหรือไม่ครับ ?
ตอบ : ไม่จริง ปิดทองส่วนไหนขององค์พระก็ตาม อานิสงส์เป็นพุทธบูชาทั้งนั้น อานิสงส์ที่เป็นพุทธบูชานี่ท่านบอกว่า พุทโธอัปปมาโณ พระพุทธเจ้าประมาณไม่ได้ เรื่องคนจะไม่เห็นน่ะไม่มี ถึงเวลาถึงวาระบุญมันจะส่งให้เด่นขึ้นไปเอง ดีไม่ได้พวกปิดทองข้างหลังพระนั้นเด่นเป็นพิเศษ ให้คนเขาถีบออกไปไง (หัวเราะ) ในหลวงท่านสร้างพระอยู่รุ่นหนึ่งเรียกว่า สมเด็จจิตรลดา เวลาท่านมอบให้บุคคลที่ทำคุณความดีและรับใช้ใกล้ชิดท่านบ้าง ท่านจะบอกว่าให้ปิดทองข้างหลัง
คุณวสิษฐ์ เดชกุญชร ตอนนั้นเป็นนายตำรวจประจำราชสำนักอยู่ ก็กราบทูลในหลวงว่าปิดทองหลังพระทำแล้วคนอื่นไม่เห็น มันหมดกำลังใจครับ ในหลวงทรงตรัสว่า คุณปิดให้เยอะเข้าไว้เหอะ เดี๋ยวมันก็ล้นไปข้างหน้าเอง (หัวเราะ) จริงมั้ยละ ปิดมันให้เยอะเข้าไว้เดี๋ยวมันก็ล้นมาข้างหน้าเอง
ถาม : อย่างนี้ก็เป็นความเชื่อที่ผิด ?
ตอบ : ก็เรียกว่าเป็นความเชื่อที่ผิด จริง ๆ แล้วเรื่องอานิสงส์การเป็นพุทธบูชา อย่างเมณฑกเศรษฐีนี่ไม่ใช่หลังพระนะ ก้นส้วมด้วย โอ้โห...รวยซะจนนับไม่ได้เลย
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
16-08-2005, 07:57 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : การบรรลุธรรมนี้จะกำหนดได้หรือไม่ว่าจะสำเร็จขั้นไหน ๆ ?
ตอบ : คงจะยาก ยกเว้นว่าคุณทำอธิษฐานบารมีมา ตัวอธิษฐานบารมีนี่มันจะทำให้กำลังใจของเราปักมั่นอยู่ในจุดนั้น มีโอกาสเหมือนกันอย่างเช่นว่า เราตั้งใจจะเป็นพระโสดาบันแค่นั้น ถ้าหากว่าเรามาแค่นั้นตัวอธิษฐานบารมีมันหมดลง มันก็ตะทำให้ความมุ่งมั่นที่จะก้าวหน้าต่อมันน้อยลงไป ก็อาจจะได้แค่พระโสดาบัน อันอื่น ๆ เราต้องตะเกียกตะกายไขว่คว้ากันต่อ มันก็ตั้งใจเหมือนกันแค่คราวนี้เราตั้งใจ หลวงพ่อท่านแนะนำบอกว่าตั้งใจให้ถึงยอดสุดไปเลย ท่านบอกตั้งใจเอาพระอรหันต์เข้านิพพานไปเลย เหมือนกับคนปีนต้นไม้ตั้งใจว่าจะขึ้นถึงยอดมัน ตะเกียกตะกายเต็มที่ ถึงมันจะไม่ถึงยอดแต่มันก็ได้มากอยู่ แต่ถ้าหากว่าเราตั้งใจจะขึ้นครึ่งต้นนี่ เดี๋ยวมันตะกายไปหน่อยมันหมดกำลังใจ มันได้ไม่ถึงครึ่งต้นที่ต้องการ
ถาม : พระอนาคามีที่ไม่ได้บวชเป็นพระยังมีการทำมาหากินหรือไม่ครับ ?
ตอบ : มีอยู่ อย่างเช่นว่า ท่านจิตหัตถ์คฤหบดี ท่านเป็นพระอนาคามีแต่ว่าเป็นเศรษฐี แล้วก็พระเจ้ามหานาม ที่ท่านเป็นพระอนาคามีอยู่ท่านอยากจะบวชก็จะสละราชสมบัติให้พระน้องชาย ๆ ตอนนั้นยังไม่ได้บวชเหมือนกันก็ถามว่าเป็นกษัตริย์ต้องทำอย่างไรบ้าง ต้องดูแลความสุขของประชาชน ต้องทำไร่ไถนาถึงเวลาก็ต้องไถคราด ถึงเวลาก็ต้องไถแปร ถึงเวลาก็ต้องหว่าน ถึงเวลาก็ต้องไขน้ำเข้านา ถึงเวลาก็ต้องดูแลไล่พวกหนู พวกแมลง พวกนกพวกอะไรที่จะมาหากิน ถึงเวลาก็ต้องเก็บเกี่ยว ท่านได้ยินเสร็จท่านก็บอกว่าอย่างนั้นพี่อยู่ต่อเถอะ ผมบวชเองดีกว่า (หัวเราะ) ถ้าถามว่าพระอนาคามีเป็นอย่างไร ? ก็ยังดำรงชีวิตอยู่แต่ว่าท่านจะอยู่อย่างมีสติกว่าคนทั่ว ๆ ไป เพราะท่านหมดอยากเสียแล้ว ตัวโลภตัวหลงของท่านเองมันเหลือน้อยเต็มที โทสะกับราคะนี่ขาดแน่ ๆ แล้ว
ถาม : คนที่กล่าวว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงกล้าตอบว่าตายแล้วไปไหนถึงแม้จะเป็นสัพพัญญูทุกอย่างคน ๆ นี้ตายแล้วไปไหนครับ ?
ตอบ : โทษปรามาสพระพุทธเจ้าไปไหนก็ไปตรงนั้นแหละ (หัวเราะ) จริง ๆ แล้วเขาเก่งกว่านะ เขาคงกล้าตอบ (หัวเราะ) ที่พระพุทธเจ้าท่านระบุชัดไม่ได้เพราะว่า จิตสุดท้ายของแต่ละคนมันเกาะไม่เหมือนกัน ท่านกล่าวไว้ชัดเลยใน มหากัมมวิภังคสูตร กับ จุลกัมมวิภังคสูตร บุคคลผู้ตั้งใจเจริญสมาธิภาวนาทรงฌาน ๔ แล้วได้ทิพยจักขุญานได้ไปรู้เป็นนรกสวรรค์แล้วกล่าวว่า บุคคลที่ทำความชั่วลงนรกทั้งหมด บุคคลที่ทำความดีขึ้นสวรรค์ทั้งหมดตถาคตขอกล่าวว่าไม่ใช่เพราะว่าจิตสุดท้ายนั่นมันจับต่างกัน
ตัวอย่างชัดเลยก็มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ทำความชั่วตลอดชีวิตก่อนตายคิดถึงพระพุทธเจ้านิดเดียวไปสวรรค์ก่อน ส่วนพระนางมัลลิกาเทวี ทำความดีตลอดชีวิต ก่อนตายจิตเศร้าหมองหน่อยเดียวไปนรกก่อน ถามว่ายุติธรรมมั้ย ? ก็ยุติธรรมอยู่เพราะว่า ท่านทำความดีนิดเดียวท่านก็อยู่ข้างบนแป๊บเดียว ทำความความชั่วนิดเดียวก็อยู่ข้างล่างแป๊บเดียว
แล้วอีคราวนี้ของมัฏฐกุลฑลีบุตรนั่นท่านโชคดีมหาศาลที่ว่า พระพุทธเจ้าขึ้นไปโปรดพุทธมารดาพอดีแล้วได้เพื่อนดีคือ อากาศจารีเทพบุตร อุตสาห์มาฉุดลากให้ไป ถึงได้รู้ว่าตัวเองหมดบุญ พอได้ฟังพระพุทธเจ้าเทศน์กลายเป็นพระโสดาบันจุติเดี๋ยวนั้นแล้วเกิดใหม่ ทิพย์สมบัติเป็นของพระอริยเจ้าไปเรียบร้อยแล้ว ไม่งั้นเสร็จแหง ๆ เลย
ถาม : มีแม่ชีท่านหนึ่งแนะนำให้ฆราวาสคอยแนะนำธรรมะกับพระบวชใหม่ถูกต้องหรือไม่ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าพระใหม่ท่านไม่รู้อะไรเลย แล้วฆราวาสนั้นท่านปฎิบัติได้ถูกต้องจริง ๆ ก็สมควรอยู่ แต่ว่ายังไงเสียอย่าลืมตอนสุดท้าย ปีที่แล้วมามีคณะของพระจากวัดอู่ทองพาพระเณรไปปฎิบัติที่โน่นก็มีพระ ๗ องค์ แล้วเณร ๘๔ องค์ ก็จะมีครูที่เป็นฆราวาสไป ๔-๕ คน เห็นแล้วชอบใจที่สุดตรงจุดสุดท้ายหลังจากการปฎิบัติเรียบร้อยแล้ว มันจะมีการอยู่เพื่อฝึกติวเข้มกันในระยะ ๓ วันต่อเนื่อง
</B>พอวันสุดท้ายก่อนจะเดินทางกลับ ครูที่เป็นฆราวาสทั้งหมดกราบขอขมาลูกศิษย์ กราบขอขมาลูกศิษย์เพราะว่าถึงตัวเองจะเป็นครูก็จริงแต่เป็นฆราวาสใช่มั้ย ? ศีลน้อยกว่า </B>เขาเองก็เลยใช้วิธีขอขมา อันนั้นเขาทำถูกต้องมากเลย
เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าพระลูกศิษย์ต้องเรียกฆราวาส ฆราวาสมีความรู้ในการปฎิบัติมาดีมากเลย อย่างหลวงพ่อพระอาจารย์มหาเสริมชัย ที่เป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม สมัยฆราวาสท่านปฎิบัติได้เยี่ยมเลย ถ้าอย่างนั้นเป็นอาจารย์พระที่บวชใหม่ได้สบายแต่ก็ทำในลักษณะว่าทำด้วยระมัดระวังแล้ว ถึงเวลาแล้วก็ขอขมาก่อน
ถาม : ถ้ามีคนเอาปืนมายิงเราหรือต่อยเราก่อนและถ้าเราตอบโต้ด้วยการป้องกันตัว เช่น ยิงปืนตอบหรือต่อยกับเขา อย่างนี้ทำได้หรือไม่ครับ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วทำได้ แต่ถ้าถามว่าเกิดโทสะมั้ย ? ต้องดูว่าตอนนั้นจิตของเราประกอบไปด้วยโทสะมั้ย ? ถ้าจิตของเราประกอบไปด้วยโทสะ หวังที่จะล้างแค้นหวังที่จะตอบโต้เพื่อเอาคืนให้ได้ อย่างนั้นก็แปลว่าเราก็เลวด้วย แต่ว่าโดยสัญชาติญาณของคนทั่ว ๆ ไป เมื่อมันโดนมี ๒ อย่างถ้าไม่หนีก็สู้ใช่มั้ย ?
ลักษณะของการสู้นี่ลำบากเพราะว่า ถ้าจิตประกอบไปด้วยโทสะ เราตายตอนนั้นขึ้นไปเราก็แย่เลย มันน้อยคนนะที่ประเภทตอบโต้แล้วจะไม่มีโทสะ เพราะงั้นก็ดูเหตุการณ์ตอนนั้นแล้วกัน อะไรสมควรอะไรไม่สมควรมันจะขึ้นอยู่กับกำลังใจของเราตอนนั้นแล้ว ถ้าหากว่าตัวตายซะดีกว่าก็เอาซิ มีปัญญาให้มันฆ่าไปอย่างนั้น
ถาม : อารมณ์ที่ท้อแท้สิ้นหวัง หมดหวัง อยู่ในกิเลสประเภทใดและใช้อารมณ์ใดมาแก้ ?
ตอบ : จัดอยู่ในโมหจริต จะต้องแก้ด้วยตัวอาณาปานุสสติกรรมฐาน โมหจริตนี่จับตัวอื่นไม่เอาด้วยเลย เพราะฉะนั้นต้องมีครูบาอาจารย์อยู่ใกล้ ๆ หรือกัลยามิตรอยู่ใกล้ ๆ คอยกระตุ้นให้ใช้อาณาปานุสสติ พอกำลังใจเริ่มเข้าถึงตัวปีติของอาณาปาเมื่อไหร่ ก็จะหลุดพ้นจากสภาวะนั้นเลย ถ้าทรงฌานได้แล้วพ้นแน่นอน แต่ว่าอย่าให้ฌานเสื่อม
ถาม : การสูบบุหรี่แล้วเป็นมะเร็งตายถือว่าเป็นการตายก่อนกำหนดหรือไม่ ?
ตอบ : ดูด้วยเขาหมดอายุขัยมั้ย ? การตายผิดปกติคือตายเพราะโรคภัยรุนแรงหรือว่าตายเพราะอุบัติเหตุต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะไม่หมดอายุขัย แต่บางคนเขาหมดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ตัว ยถากัมมุตาญาณ ให้คล่องถึงจะสามารถระบุได้ว่าอะไรเป็นอะไร
ถาม : ถ้าอย่างผมสูบบุหรี่แล้วเป็นมะเร็งตาย ?
ตอบ : ก็ดูซิถ้าสมมุติว่าอายุขัยเรา ๗๕ ปี เราตายตั้งแต่ ๕๗ ก็แปลว่ายังเหลืออีกบาน (หัวเราะ)
ถาม : การตอบแทนคุณบิดามารดาด้วยการเลี้ยงดูท่านกับการประพฤติตัวเป็นคนดีมีศีลธรรม อย่างไรเป็นการตอบแทนได้มากกว่ากัน ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วก็คือว่ามันจะต้องทำร่วมกันนะ การเลี้ยงดูบิดามารดา การประพฤติตนเป็นคนดี การรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล เมื่อท่านตายแล้วทำบุญส่งไปให้ท่าน ท่านก็บอกเอาไว้เลยว่าเป็นหน้าที่ที่บุตรธิดาต้องทำให้กับบิดามารดา ถามว่าอันไหนดีกว่ากัน บอกยากมันต้องทำร่วมกันทั้งหมด
ถาม : การที่เราได้ฝันว่าได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้า หลวงปู่ปานหลวงปู่ศุข หลวงพ่อฤๅษีลิงดำและฝันว่าตนเองได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มีอภิญญา อย่างนี้ผิดหรือไม่ที่คิดว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ ?
ตอบ : อ๋อ ผิดแหง ๆ (หัวเราะ) เพราะว่าอันนั้นมันฝัน ฝันมันไม่เป็นไปตามสภาพจิตอาจจะเป็นกรรมนิมิต จิตนิวรณ์ เทพสังหรณ์ หรือธาตุวิปริต ก็ได้ แต่เราก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของเรา เป็นนิมิตหมายอันดีของเราว่า เราฝันได้พบเห็นสิ่งที่ดีอันเป็นมงคล โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระสุปฎิปันโนปฎิบัติดีปฎิบัติชอบอย่างแท้จริง แล้วจิตใจของเราก็มุ่งมั่นที่จะปฎิบัติเป็นพระอรหันต์
ในเมื่อเราฝันว่าได้พบท่าน เราฝันว่าเราเป็นพระอรหันต์มีฤทธิ์มีเดชอะไร มันตรงตามกำลังใจของเรา ๆ ก็เก็บไว้เป็นกำลังใจของเราว่า ในเมื่อเราได้พบท่านก็แสดงว่าคุณความดีของเราก็มีอยู่เหมือนกัน สิ่งที่เราตั้งความปรารถนาเอาไว้ ในเมื่อนิมิตบอกว่าสำเร็จ เราก็ถือว่ามันเป็นมงคลนิมิตอันดี เราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำไป แต่ถ้าหากว่าไปมัวแต่ฝันเฟื่องว่า เฮ้ย ! เราเป็นละก็เสร็จแหง ๆ รับรองว่าต้องหันลงไปในระยะเวลาอันรวดเร็ว
ถาม : การที่ตัวผมเองไม่เคยพบกับหลวงพ่อฤๅษีลิงดำในตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่ในปัจจุบันนี้ผมได้ฟังเสียงท่านเกือบทุกวัน แล้วก็ชอบที่จะฟังธรรมะจากท่าน อย่างนี้เป็นเหตุผลของกรรมอะไรมาก่อนหรือเปล่า ?
ตอบ : กรรมอะไร ? จริง ๆ แล้วมันอยู่ลักษณะที่ว่าวาระมันยังมายังมาไม่ถึง ในเมื่อวาระมันยังมาไม่ถึงสิ่งที่เราแทนที่จะได้พบตอนนั้นมันยังไม่ได้พบถ้าหากว่าเราไม่ได้พบหลวงพ่อฤๅษีลิงดำใช่มั้ย ? อาตมาเองก็ไม่ได้พบหลวงปู่ปาน (หัวเราะ) แย่พอกัน (หัวเราะ) แล้วเดี๋ยวคนต่อ ๆ ไปมันมาถัดจากคุณไปไม่ได้พบอาตมาอย่างนี้เดี๋ยวมันตีกันตายพอดี เพราะฉะนั้นมันแย่พอกันนะ (หัวเราะ) อย่าไปนึกน้อยใจอะไรมันเสียเวลาตัวเอง
ถาม : แล้วทำไมผมถึงมีนิสัยที่ชอบทางที่ท่านพูด ท่านบอกอย่างนี้ครับ ?
ตอบ : ของเราเองมันเคยสร้างบุญร่วมกันมา ในเมื่อเคยสร้างบุญร่วมกันมาสิ่งอะไรที่ท่านสอนมา เราจะเข้าใจได้ง่ายปฎิบัติตามได้ง่ายก็เกิดรักชอบ ยิ่งทำแล้วเป็นไปตามที่ท่านบอกทุกอย่างมันไม่ใช่รักชอบธรรมดา มันจะเป็นศรัทธาเลื่อมใส แล้วตัวศรัทธาปสาทะจากการได้ผลของการได้ผลของการปฎิบัติ มันจะเป็นศรัทธาที่ไม่มีวันเสื่อมถอย มันจะยึดมั่นปักมั่นเลย
ถึงได้บอกว่ามันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่หลวงพ่อท่านมีคนไปหาจำนวนมาก ในเรื่องตอนที่แชร์แม่ชม้อยล้มเขาแห่กันไปหาหลวงพ่อ เขาจะให้หลวงพ่อยืนยันว่าชม้อยล้มหรือไม่ล้ม พอหลวงพ่อท่านไม่ยืนยันให้ เดือนที่ ๓ มันหายไปครึ่งหนึ่ง พอเดือนที่ ๔ ที่ ๕ ก็แทบไม่เหลือเลย นั่นน่ะจุดมุ่งหมายเขาไปนั่นมันไม่ได้ไปด้วยธรรมะ แต่ของเรา ๆ รู้ว่าตลอดเวลาที่หลวงพ่อสอนเรามาในด้านการปฎิบัตินี่ไม่เคยผิดเลย เราทำยังไงก็ได้ผลยังงั้น
เพราะฉะนั้นของเราเองเราไม่ถอยไปไหนอยู่แล้ว ก็บอกกับเพื่อนที่อยู่ใกล้ ๆ กันตอนนั้นก็ไม่ได้บวชด้วยกัน เขาชื่อพุฒิ ลุงพุฒิ จำไว้เลยนะเราสองคนนี่เขาเห็นหน้าประจำ ถ้าเราหายไปด้วยเมื่อไหร่นี่ คนที่เหลืออยู่นี่ดีไม่ดีมันหายหมด เพราะฉะนั้นเป็นตายยังไงเราก็ต้องอยู่กับหลวงพ่อ เสร็จแล้วพอคนอื่นหายหมด เราเองก็ทำให้เขาดูซะเลยว่า ของเราเองมันสวนกระแสแทนที่จะเป็นฆราวาสตามปกติก็บวชมันซะเลย ตกลงว่าชม้อยล้มอาตมาบวช (หัวเราะ)
ถาม : อานิสงส์จากการที่เขาบอกให้เราไปล้างห้องน้ำไปล้างห้องส้วมอย่างนั้นเหมือนกันมั้ยคะ ? ( อานิสงส์เหมือนการสร้างห้องส้วมมั้ย ?)
ตอบ : ไปล้างห้องน้ำห้องส้วมมันมีอานิสงส์พิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ หลวงพ่อท่านเคยบอกเอาไว้ว่าคนไหนที่ตกงานอยากจะได้งานให้ไปขัดส้วม ไปที่วัดไปล้างส้วมให้สะอาด เสร็จแล้วไปอธิษฐานกับพระประธานว่า อานิสงส์ของการล้างส้วมครั้งนี้ขอให้ได้งานทำด้วย รับรองได้ว่าได้แน่
ถาม : เรื่องงานอย่างเดียวเหรอคะ ?
ตอบ : เรื่องงานอย่างเดียว เรื่องอื่นนี่ไม่ทราบเหมือนกันแต่ว่าอานิสงส์ของเวจจกุฎีนี่จริง ๆ ก็เป็นส่วนของวิหารทานอยู่แล้ว ใครสร้างส้วมก็มีวิมานของตัวเองเหมือนกัน ก็คือเป็นส่วนหนึ่งของวิหาร เพียงแต่ว่ามันเป็นที่เฉพาะ สำหรับในการถ่ายทุกข์ จึงมีผลพิเศษว่าถ้าเกิดใหม่จะมีโรคน้อย
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
16-08-2005, 07:57 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : พระธาตุ ๕ ดวงนี่หมายถึงยังไงคะ มีพระธาตุทั้งหมด....?
ตอบ : จะมีเจดีย์ ๕ องค์ ทีนี้ทางเหนือเจดีย์เขาเรียก พระธาตุ เขาไม่เรียกเป็นองค์นะ เรียกเป็น ดวง พระธาตุ ๕ ดวง ก็คือ เจดีย์ ๕ องค์
ถาม : แล้วมีพระธาตุอยู่หรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ไม่ทราบว่าโบราณเขาบรรจุไว้รึเปล่า ต้องถามเจ้าอาวาสดูทางเหนือนี่ สร้างเจดีย์เขาเรียก สร้างธาตุ อย่างพระธาตุดอยสุเทพ ก็คือ เจดีย์ดอยสุเทพ
ถาม : ทีนี้พอพูดถึงพระธาตุ เราก็ต้องนึกว่าต้องมีพระธาตุท่านอยู่ในนั้น ?
ตอบ : โบราณส่วนใหญ่เขาทำก็มีพิธีพระธาตุบรรจุ
ถาม : (ถามเกี่ยวกับการชำระหนี้สงฆ์)
ตอบ : ชำระหนี้สงฆ์นี่ก็ต้องจัดอยู่ในสังฆทาน ธรรมทานไปเลยถ้าหากว่านอกเหนือจากนั้นแล้วอย่าไปยุ่ง คำว่าหนี้สงฆ์ คำว่าหนี้สงฆ์นั่น คือ ส่วนรวมอย่างน้อยอย่างต่ำสุดต้องสังฆทาน สูงก็สังฆทานได้บุญอะไรที่ต่ำกว่าสังฆทานก็อย่าไปแตะ
ถาม : ..............................
ตอบ : อันดับแรก เราตั้งใจว่าทรัพย์สินสิ่งของอะไรที่เราเอาไปมีราคาเท่าไหร่ในอดีตเราไม่นับ เราต้องนับราคาปัจจุบัน อย่างเช่นว่าถ้าเป็นรถยนต์คันหนึ่งสมัยก่อนราคาแสนหนึ่ง แต่สมัยนี้ ๘ แสนก็ต้องคืนเขา ๘ แสนเขาคิดราคาปัจจุบันหมด ของสงฆ์ไม่มาการเก่าไม่มีการเสื่อมสภาพ
ถาม : หากตายไปแล้วล่ะครับ ?
ตอบ : ตายไปแล้วเกิดใหม่ว่ากันไหม่ มันมีอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่าให้เทียบราคาทอง เพราะราคาทองเป็นของมาตฐานสมัยนั้นทองใช้ราคาของเขา ซื้อทองได้เท่าไหร่ ปัจจุบันนี้เขาก็เอาราคานั้นของทองมา
ถาม : ..........................
ตอบ : อันนั้น ถ้าหากว่ามันยุ่งมาก ส่วนใหญ่แล้วที่พลาดในอดีตชาตินั่นมันจะใช้หนี้เขามาแล้ว ถ้าหากว่ากลัวว่ามันยุ่งยากมาก บางทีมันมีอะไรนิดหน่อยหรือกำลังบุญเราสูงกว่าแล้ว เรารอดพ้นมาได้จะต้องไปใช้เขา ก็ให้ทำการชำระหนี้สงฆ์หรือไม่ก็สร้างพระชำระหนี้สงฆ์ไปเลย การสร้างพระชำระหนี้สงฆ์นี่อดีตถึงปจจุบันเป็นอันว่าเจ๊ากันไป แต่พระชำระหนี้สงฆ์นี่ทำยากเพราะว่าต้องสร้างพระพุทธรูปหน้าตักถึง ๔ ศอกนะ ๒ เมตรเต็ม ๆ ถึงจะชำระหนี้อันนั้นได้
คุณเอาไปกี่ล้านก็ตามถ้าพระนั้นราคาแสนเดียวก็แปลว่าชำระได้ เพราะว่าอานิสงส์การสร้างพระนั้น ถ้าหากว่าเป็นพระไม่ปิดทองก็ได้ตัวเจ้าภาพคนเดียวคนอื่นไม่ได้ แต่ถ้าพระนั้นปิดทองจะร่วมกันกี่ร้อยกี่พันคนมีอานิสงส์ชำระหนี้เหมือนกันหมด
ถาม : แล้วที่ผมเคยได้ยินมาครับว่า สร้างองค์ปฐมชีวิตนี้ไม่ตกนรกแน่นอนจริงหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ถ้าไม่ทำอนันตริยกรรม คือกรรมหนักไม่สามารถแก้ไขได้ ๕ ประการตัวอย่างคือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าถึงห้อพระโลหิต หรือยุสงฆ์ให้แตกกัน ถ้าไม่ได้ทำกรรมหนัก ๕ อย่างนี้ บุคคลที่ร่วมสร้างสมเด็จองค์ปฐม พระยายมท่านรับปากว่าจะพยายามประคับประคองกำลังใจให้นึกถึงด้านบุญให้ได้ คนที่ทำบุญนี้จะต้องนึกถึงด้านบุญก่อน
ถาม : นั่นน่ะซิครับ ถ้าอย่างนี้ตอนจะตายไม่คิดอะไรก็ ....?
ตอบ : ท่านจะบังคับให้คิด ถ้าไม่คิดก็ตีกบาล (หัวเราะ) ยังไงก็ต้องคิดดีให้ได้ เรื่องอำนาจของเทวดา ของพรหมเรื่องบังคับความคิดของเรานี่เป็นเรื่องที่หมูที่สุดของท่านเลย แต่เนื่องจากว่าท่านเองท่านจะไม่ยุ่งกับเราในสิ่งที่เกินกฏของกรรม เหตุที่ท่านรับปากได้เพราะว่าอานิสงส์ที่เราสร้างมันสูงมาก ในเมื่อมันสูงมากท่านก็สามารถจะช่วยได้หน่อย ยังไง ๆ ก็อย่าชั่วมากก็แล้วกัน
ถาม : การสร้างพระใหญ่นี่ระหว่างสมเด็จองค์ปฐมกับพระพุทธรูปองค์อื่นอานิสงส์จะเท่ากันหรือต่างกันครับ ?
ตอบ : มันก็จะหนักเบาไปตามบารมีของท่าน
ถาม : แล้วอย่างนั่นที่เราสร้าง....(ไม่ชัด) ..........?
ตอบ : อันนั้นหลวงพ่อท่านเคยแนะนำว่า ถ้าหากเราไม่มั่นใจว่าสถานที่ ๆ เราอยู่อาศัยมันเคยเป็นเขตของสงฆ์มาก่อนหรือเปล่า ให้แต่ละปีจัดการชำระหนี้สงฆ์อย่างเช่นว่า เอาเช่นวางเงินสัก ๑๐๐ - ๒๐๐ บาท ไปที่วัดใกล้ที่สุดบอกว่า ชำระหนี้สงฆ์ค่าที่อยู่อาศัยเท่ากับเราเช่าที่
ถาม : เห็นต้นไม้ในวัด เป็นผลไม้ มะม่วงสวยดีนะ ?
ตอบ : ไปถึงก็เก็บ (หัวเราะ ) สาหัสจ้า
ถาม : เขาเองคิดว่าเป็นทานนะ
ตอบ : จริง ๆ แล้วเขาจะคิดอย่างนั้นหารู้ไม่ว่ามันเป็นโทษ ถ้าจะให้เขาให้เองไม่ใช่เราไปเก็บเอง เราไม่ใช่เจ้าของจะไปถือสิทธิ์อย่างนั้นไม่ได้มันเสียมารยาทแล้ว
ถาม : แล้วมีพระในวัดบอกว่าเก็บได้ล่ะ ?
ตอบ : คนเดียวไม่ได้ ต้องพระทั้งหมด ยกเว้นว่าต้นไม้นั้นพระองค์นั้นปลูกเอง ถ้าอย่างนั้นเขาอนุญาตคนเดียวได้ไม่อย่างนั้น พระทั้งวัดต้องมีความเห็นร่วมกันถึงจะให้ได้ อย่างสมัยหลวงปู่ปาน ถึงเวลาเข้าพรรษาที ท่านจะทำเงินจำนวนหนึ่งอาจจะประเภท ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาทบอกว่า เงินจำนวนนี้ผมขอถวายสงฆ์เพื่อชำระหนี้สงฆ์ค่าผลไม้ ไม้ดอก ไม้ผล ทั้งหมดในวัดนี้ ผมอนุญาตให้โยมเขากินใช้ได้ ถ้าสงฆ์ทั้งหมดสาธุ ไม่มีใครคัดค้านก็เป็นอันว่าโอเค หลังจากนั้นแล้วคุณจะขโมยคุณจะเด็ดเองโดยพละการหรืออะไรก็ตาม โทษอันนี้มันไม่มีเพราะท่านเจตนาให้อยู่แล้ว
ถาม : จะมีซักกี่วัดล่ะครับที่ทำอย่างนี้ ?
ตอบ : ก็ไม่รู้ วัดอาตมานี่ประกาศตอนเข้าพรรษาบอกว่า ขอให้เป็นสิทธิ์ของโยม อาตมารับผิดชอบเอง
ถาม : ก็ยากนะ เพิ่งเคยได้ยินเนี้ย ?
ตอบ : ลองดูได้ ตายเมื่อไหร่แล้วจะซึ้ง โทษอันนี้สาหัสเลย
ถาม : ผมเคยเล่าให้ฟังไงครับ เห็นแม่ตัวเองทำยังตกใจเลย ห้ามก็ไม่ได้
ตอบ : นั่นไม่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่แล้วบรรดาพระลูกชาย พอโยมเขาถวายของอะไรมา บางทีประเภทกระโถน ปิ่นโตอะไร พริก น้ำปลาอะไรขนเข้าบ้านหมด พ่อแม่ก็กินก็ใช้กันครึกครื้นไปเลย มันหาเรื่องใส่ตัวแท้ ๆ เลย
ถาม : งั้นคนที่บริโภคของโดยที่ไม่รู้นี่ว่าคนอื่นเอามาให้
ตอบ : คุณกินยาพิษโดยที่ไม่รู้ คุณตายมั้ย ?
ถาม : อันนั้นมันเป็นเรื่องของจิตไม่ใช่เหรอครับ หรือการเจตนา ?
ตอบ : ก็นั่นล่ะ แต่ทีนี้พอเรื่องของสงฆ์ โทษของเขา อภัยไม่มีเพราะคำว่า สังฆะ หรือหมู่สงฆ์มันหมายรวมเอาทั้งหมดในศาสนานี้ โทษมันก็เลยหนักกว่าปกติ เพราะฉะนั้นหนักกว่าปกติไม่เจตนาของมดมันไม่เป็นไร นี่ไม่เจตนาของช้างมันเหยียบเฉี่ยว ๆ เราก็ตาย
ถาม : มันก็เหมือนกันนะ กำลังนั่งกินข้าวอย่างนี้ มีคนถือยาพิษผ่านเดินเสร็จมันกระฉอก ลมมันพัดหยดมาพอดี เราก็กิน เราตายเหมือนกันไม่มีใครตั้งใจฆ่าเขาซะหน่อย
ตอบ : คืออันอื่นไม่เจตนาโทษมันน้อยแต่ว่าเนื่องจากว่ามันเป็นกรรมเล็ก แต่อันนี้มันเป็นกรรมใหญ่ ไม่เจตนาโทษมันก็มาก
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
16-08-2005, 07:57 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ถาม : เมื่อคืนนี้ไปกับหลวงพี่เอไปย้ายศาลพระภูมิ แต่โดนผีหลอกเข้าจังเลย แม่เขาไม่เคยเห็น ไม่เคยทำสมาธิเลยแล้วเขาอยากเห็น แล้วเขาก็อธิษฐานตอนบวงสรวง ขอให้เห็นหลวงพ่อบ้าง แล้วเขาก็นั่งหลับตา เห็นหลวงพ่อมา มีไม้เท้าแล้วตัวดำเมี่ยมเลย เขาบอกดำจนเขียวแล้ว แล้วหลวงพ่อก็มายืนก้มหน้าต่ำพอดีกับศาลยืน ๆ อยู่เขาเห็นบอก อุ้ย ! แล้วเขาตกใจ แล้วเขาบอกเขากลัว
ตอบ : (หัวเราะ) เจอพระแล้วกลัว เขามีแต่เจอผีแล้วกลัว
ถาม : ถ้าเป็นเจ้าที่นี่ ต้องมีองค์เดียวหรือเปล่าคะ หรือว่าไม่จำเป็น ?
ตอบ : พระภูมิเจ้าที่ หมายถึง ถ้าต้องเขตของเรามีองค์เดียวแต่ถ้าหากว่าทั้งโลกนี่ นับไม่ถ้วน
ถาม : ถ้าเกิดอย่างคนที่ไซด์ที่สร้างตึกน่ะครับ เขานอน ๆ อยู่บอกเห็นมาหา ๒ องค์แล้วมาเสร็จมา ๓ ตัวตรง ๆ ตื่นขึ้นมาซื้อเลย
ตอบ : มันบางอย่าง บางทีไม่ใช่เจ้าที บางทีอาจจะเป็นจำพวกรุกขเทวดา อะไรที่อยู่แถวนั้นก็ได้ หรือไม่ก็ท่านอาจจะเป็นอากาศเทวดา ๆ นี่จะคลุมพื้นที่กว้างมากแล้วเป็นนายพระภูมิอีกทีหนึ่ง อย่างเช่นว่าพระภูมิคลุมพื้นที่ ๓ ตารางเมตร อากาศเทวดาอาจจะ ๓ พันตารางกิโลเมตรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอาจจะมาด้วยกันก็ได้
ถาม : เขาถูกหวย ๕ งวดติดแล้วล่ะครับ
ตอบ : ดีแล้วบอกเขาบอกว่า ถ้าทำบุญให้เขานะจะได้ไปเรื่อย ๆ แสดงว่าอันนั้นต้องมีส่วนที่เนื่องกันมาแล้ว วาระบุญเขาส่งผลพอดี ไม่อย่างนั้นเขาสงเคราะห์ให้ไม่ได้หรอก เทวดาเขาจะไม่ฝืนกฏของกรรม อันนั้นพอเขารู้วาระบุญของคนนี้ มีจะได้รับในทานบารมีที่สร้างไว้ในอดีตแล้วมันมีส่วนเนื่องกันมาเขาก็เลยช่วย
ถาม : ที่โน่นคนสร้างเขาไม่รู้ แล้วส่วนใหญ่เขาตั้ง ๕ โมงเย็นแล้วส่วนใหญ่ตั้งศาลพระภูมินี่จะเป็นเหล้าขาวก่อน
ตอบ : แล้วไปเชิญที่ไหนเทวดาเขาจะมา พวกผิดศีลเทวดาเขาเกลียด
ถาม : แต่ที่บ้านยังถือว่าโชคดีที่ว่า คนตั้งเขาตั้งค่อนข้างจะดีแต่ว่าไปตั้งอีกทิศหนึ่ง หลวงพี่เอบอกว่าพอทำเสร็จแล้วมาสร้าง มันน่าจะทำมาตั้ง ๒๐ ปีมาแล้ว......(ไม่ชัด) ........?
ตอบ : นั่นแสดงว่าผลบุญของเรายังค้ำอยู่นะ ถ้าผลบุญของเราไม่ค้ำตั้งผิดทิศนี่ถึงเวลากรรมมันเข้าท่านไม่ช่วยเลยนะ ถ้าท่านไม่ช่วยมีโอกาสเดี้ยงได้ง่าย ๆ เลย
ถาม : มีปัญหาเรื่องลูกค่ะ เวลาหนูจะทำบุญเขาจะขัดอยู่เรื่อย ชวนเขามาทำบุญเขาจะบอกว่ายังไม่ถึงเวลา ๆ
ตอบ : จ้า คราวหน้าก็อย่าบอก บอกว่าไปไหนก็ได้ ไม่ใช่มาทำบุญแต่ว่าเราไปทำบุญ
ถาม : หนูคิดว่าเป็นผลกรรมที่เคยทำไว้
ตอบ : เราจะคิดอย่างนั้นก็ได้ แต่เพื่อความอยู่สุขของเราเอง เพื่อความสะดวกบางทีบางอย่างมันตรงไปตรงมาไม่ได้ ในเมื่อตรงไปตรงมาไม่ได้บอกว่าไปหาเพื่อนก็ได้ เราก็แวะไปหาเพื่อนซักแป๊บแล้วเราจะเลี้ยวไปวัดหรือไปไหนต่อไปมันเรื่องของเรา
ถาม : ขอถามเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องหลังคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่าเป็นแก่นแท้แล้วนี่ เกิดมีคนถามผมว่าพระพุทธศาสนาสอนอะไร ผมก็เลย....?
ตอบ : ถ้าหากว่าในลักษณะนั้นให้ตอบว่า คำสอนของพระพุทธศาสนาที่เป็นหลักจริง ๆ ก็คือ โอวาทปาติโมกข์ ท่านสอนว่า ให้ทุกคนละความชั่วทั้งหมด ทำความดีให้ถึงพร้อม รักษาจิตใจของตนให้เบิกบานผ่องใสอยู่เสมอ อันนี้เรียกว่าเป็นเนื้อหาคำสอนหลักของคำสอนของท่าน
แต่ว่าก่อนตายพระพุทธเจ้าท่านสรุปลงเหนือคำ ไม่ประมาท คำเดียวอันนั้นมันหนักเกินไป มันต้องคนที่เข้าถึงธรรมะระดับที่เรียกว่าสูงมากเลยถึงจะเห็นตัวนี้ชัดเจน ถ้าหากว่าสำหรับคนทั่ว ๆ ไปบอกแค่นั้น แต่ความจริงตอนที่แสดงโอวาทปาติโมกข์ท่านสรุปเอาไว้เยอะท่านบอกว่า ขันติปรมังตะโปตีติกขา ขันติเป็นตะบะอย่างยิ่งของนักปฎิบัติ ก็หมายความว่า คนที่ปฎิบัติต้องอาศัยความอดทนเป็นหลักเลย นิพพานังปรมังวะ ทันติพุทธา
พระพุทธเจ้าทุกองค์ย่อมกล่าวถึงนิพพานเหมือนกัน นะหิปัพพชิโตปะรูปะฆาตี การฆ่าผู้อื่นไม่ชื่อว่าบรรพชิต แตะนิดเดียวก็ไม่ได้นะ สะมะโณโหติปะรังวิเหฏยันโต ท่านบอกว่าว่าคนเราจะชื่อว่าสมณะเพราะว่าลักษณะที่เรียกว่านุ่งห่มเครื่องแบบเข้าไปเฉย ๆ ก็หามิได้ คือมันจะอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า ต้องปฎิบัติใจให้เป็นมันถึงจะเป็นไม่ใช่เป็นเพราะว่าสภาพเครื่องแบบมันบังคับ
แล้วท่านก็บอกว่า อนูปะวาโท ต้องไม่ว่าร้ายใคร อนูปะฆาโต ต้องไม่ทำร้ายใคร ปาฎิโมกเขจะสังวโร ให้สำรวมในศีลของเราเองไว้ เรามี ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ยังไงต้องระมัดระวังทุกสิกขาบทให้ดี มัตตัญญุตาจะภัตตัสมิง ต้องรับประทานอาหารแต่พอสมควร ไม่หลงในรสอาหารมากจนเกินไป กินอิ่มเกินไป ไม่พอเหมาะพอดีหรือว่าทรมานตัวเองเกินไปจนทำให้ร่างกายมันอ่อนเพลีย
ปฎิบัติได้ไม่ลำบาก มันต้องพอดีสำหรับตัวเอง ปันตัญจะสะยะนาสะนัง นั่งนอนหรืออาศัยอยู่ในที่สงัด ก็คือเพื่อว่าจิตใจจะได้ไม่ฟุ้งซ่านไปกับสภาพรบกวนที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะทิจิตเตจะอาโยโค สร้างกำลังใจของเราให้มั่นคงอยู่ในความดีให้ได้ตลอด แล้วท่านก็สรุปว่า สัพพะปาปัสสะ อะกะระนัง ต้องละเว้นจากความชั่วทั้งทั้งปวง กุสะลัส สูปะสัมปะทา ทำความดีให้ถึงพร้อม สะจิตตะปะริโยทะปะนัง ทำกำลังใจของเราให้เบิกบานแจ่มใสอยู่เสมอ เอตังพุทธานะสาสะนัง ท่านบอกว่าพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์สอนอย่างนี้เหมือนกันหมด
เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าหลักคำสอน เราเอาแค่นี้แค่ว่า ละเว้นความชั่วทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม ทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอ แค่นั้นล่ะ ถ้าจะไปสรุปปุ๊บปั๊บคนบางทีไม่ได้เริ่มต้นเลย บอก ไม่ประมาท คำเดียวเป็นแก่นแท้ ไม่ผิดหรอก แต่มีหวังหงายท้องเลย (หัวเราะ)
ถาม : แล้ว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นี่ไม่เกี่ยวใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : มันก็ใช่อยู่ แต่ว่าคำสอนที่จัดเป็นหมวดหมู่ขึ้นมาจริง ๆ ของท่านก็คือว่า สอนให้เราละชั่ว สอนให้เราทำดี สอนให้เราทำกำลังใจของเราให้มั่นคงเจริญก้าวหน้าในด้านดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
ถาม : แล้วหลักปฎิบัติของฆราวาสล่ะครับ ที่ครองเรือนอยู่นี่ ?
ตอบ : ฆราวาสท่านบอกว่า ให้มีสัจจะคือให้จริงใจต่อกัน มีทมะ มีความอดกลั้นต่อกัน มีขันติต้องอดทนต่อความยากลำบากในการครองชีวิตคู่ แล้วก็มีจาคะ ต้องเสียสละต้องปันให้กันและกัน ถ้าหากว่ามีทั้ง ๔ ตัวนี้เราจะเป็นฆราวาสที่ครองเรือนอย่างมีความสุข
ถาม : ทีนี้อยากถามเกี่ยวกับมงคลครับ อย่างเช่น บางคนเขาบอกว่าต้องนอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันออก หันไปทางทิศตะวันตกมันไม่ดี มันมีผลจริงหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : อันนั้นถ้าหากว่าจิตใจของเรากังวลมันจะมีผลคือ ใจเราเศร้าหมองเองมันกลายเป็นตัว อโนมยา สำเร็จด้วยใจ เหมือนอย่างกับแช่งตัวเองอยู่ตลอด สิ่งเหล่านี้เขาเถียงกันมานานเนเหลือเกินเเล้ว ที่ท่านบอกว่า พหูเทวมนุสสาจะมังคลานิ อะจินตะยุง อากังขะมานา โสตะถานัง พรูหิมัง คละมุตตาะมัง เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายต่างก็สงสัยในเรื่องของมงคลว่าสิ่งใดกันแน่เป็นมงคลที่แท้จริง
ถึงกับเถียงกันมาเป็นช้านานก็เลยไปถามพระพุทธเจ้าดีกว่า พระพุทธเจ้าท่านสรุปมาให้นะ มงคลมีอยู่แค่ ๓๘ อย่างที่ท่านบอกขึ้น อะเสวนาจะพาลานังปันฑิตานัญจะเสวนา ก็คือ ไม่ให้คบกับคนพาล ๑ ให้คบแต่บัณฑิต ๑ บูชาบุคคลทีควรบูชา ๑ เห็นมั้ย ท่านจัดเป็นหมวด ๆ แล้วก็อยู่ในถิ่นที่เหมาะสมไม่ใช่ไปอยู่แต่ในดงโจรมันปฎิบัติดีก็คงจะยาก พวกนี้มันคอยเบียดเบียนอยู่เสมอใช่มั้ย ?
มีบุญมาแต่ปางก่อน อันนี้ต้องรู้จักสร้างบุญข้ามชาติข้ามภพเลยบุญถึงจะหนุนส่งให้ รู้จักตั้งตนไว้ในทางที่ชอบ คือตั้งตนไว้ในทางที่ถูกที่ควร แล้วก็เป็นผู้ฟังมากรู้มากคือ ศึกษามาดีเป็นผู้ที่มีต้องใช้คำว่า เป็นผู้ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ดี ท่านใช้คำว่า สิปปันจะ ผู้มีศีลปะในการดำรงชีวิตไง วินะโย คือเป็นผู้มีวินัย จะสุสิกขิโต เป็นผู้ที่มีความเที่ยงตรง อ่อนน้อมอยู่เสมออย่างนี้
ไล่ไปจนกระทั่งถึงท้าย ๆ เป็นการปฎิบัติของพระอริยเจ้า ไล่ไปตั้งแต่ ตะโป คือการบำเพ็ญตะบะ พรัหมะจริยัญจะ การรักษาพรหมจรรย์ อริยสัจจานะทัสสะนัง ทำพระอริยสัจให้เห็นแจ้งอย่างนี้ อันนี้ถ้าเห็นแจ้งก็กลายเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว รวมแล้ว ๓๘ อย่างอันนี้ถือเป็นมงคลที่แท้จริง มงคลที่เขาถืออย่างอื่นนั่นไม่ใช่มงคลที่แท้
ถาม : อย่างนี้เวลาทำงาน โต๊ะจะหันไปทางทิศตะวันตก จะหันไปทางทิศตะวันออก จะหันไปทางทิศใต้ก็ไม่มีผล ?
ตอบ : คือถ้ากำลังใจของเรามั่งคง สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบกับเราน้อยเต็มที ยกเว้นว่าคนโน้นทักเราก็กำลังใจตก คนนี้ทักกำลังใจของเราก็ฝ่อ ถ้าอย่างนี้ก็มีผลเพราะใจมันไม่ดีซะเล้ว แต่ถ้ากำลังใจมันดีทุกอย่างมันดีหมด
ถาม : แล้วอย่างเคยอ่านประวัติของหลวงพ่อฤๅษี ท่านสอนไว้ว่าถ้าหันพระพุทธรูปไปทางทิศตะวันตก บูชาไปปีแรกมันจะดี ปี ๒ มันจะแย่ ทำไมมันมีผลอย่างนั้น ?
ตอบ : อันนั้นมันเป็นผลในลักษณะที่ว่า ผลร้ายอย่างอื่นมันไม่มียกเว้นแต่ว่าอย่างเดียวมันเก็บเงินไม่อยู่ มันจะมีในลักษณะที่เรียกว่าหามาเท่าไหร่มันก็มีเหตุให้ใช้ไป เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งหลวงพ่อท่านเป็นผู้ละเอียดท่านช่างสังเกต ในเมื่อสังเกตได้เสร็จเรียบร้อยท่านก็ไม่ทำอย่างนั้นซะมันก็หมดเรื่องไป
แต่ว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่มงคลแท้ที่พระพุทธเจ้าท่านว่า เพราะถ้าหากว่ามัวแต่ถืออยู่เกิดทิศอื่นมันไม่มีจริง ๆ อย่างนี้มันไม่เหมาะไปหมด หันไปทางโน้นก็ส้วมหันไปทางนี้ก็ข้างฝา มันก็จำเป็นต้องหันไปด้านนั้น
ถาม : รวมถึงการตั้งศาลด้วยรึเปล่าครับ ?
ตอบ : ก็ใช่ คราวนี้ว่าสิ่งเหล่านี้มันอยู่ในลักษณะที่หลวงพ่อท่านใช้คำว่า สะดวก ก็คือว่า ตามความเหมาะสมในตอนนั้น ถ้าหากมันไม่ลำบากเกิดไปทำให้มันถูกต้องได้มันก็ดี แต่ถ้าหากว่ามันลำบากมากก็ถือการสะดวกไปเลย
ถาม : แล้วอย่างที่สารทจีนคนเขาไหว้เจ้ากัน เขาไหว้เป็ด ไหว้ไก่ ไหว้เจ้าที่ อย่างคุณแม่ผมนี่ก็ชอบไปซื้อเป็ดเยาวราชเป็น ๆ ชี้ให้เขาทำเลยหลัง ๆ ก็เลยขอคุณแม่ แต่คุณแม่ก็บอกว่าเจ้าที่เขาชอบของสด
ตอบ : อันนั้นคุณแม่ชอบ เจ้าไม่ได้บอก สิ่งที่เขาทำยังไงก็เป็นเทวตานุสสติ คือการระลึกถึงความดีของเทวดาท่าน มันก็มีผลของมันอยู่ แต่ว่าขณะเดียวกันโทษของปานาติบาตมันก็มี มันต้องดูสิ่งที่เขาทำมันคุ้มมั้ย ? ถ้าหากว่าไม่คุ้ม มันก็กลายเป็นการลงทุนที่ขาดทุนอยู่ตลอด สิ่งที่เขาว่ามา จริง ๆ แล้วเจ้าหรือว่าเทวดาเข้าไม่ได้เรียกไม่ได้ร้องขอ อย่างนั้นมันเป็นความเข้าใจของตัวเอง ว่ามันต้องทำอย่างนั้นถึงจะดี ก็อยากจะให้ในสิ่งที่ดีที่สุด แต่บังเอิญว่าของท่านเองมันไม่ได้ยึดเกาะ
ในคำสอนของพระพุทธเจ้าในจุดที่ต้องมีศีลธรรมมีอะไร ไปเกาะคำสอนตามศาสนาของ ขงจื๊อ ซึ่งเป็นของจีนอยู่ เขาไม่ได้เน้นตรงจุดนี้ก็เลยกลายเป็นทำในสิ่งที่เป็นโทษไป ก็บอกแม่บอกว่าอย่าลงทุน ขาดทุนอยู่เรื่อยนะเดี๋ยวมันจะแย่
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
16-08-2005, 07:58 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ถ้าสมมุติว่าผมไปคิดว่าถ้าเป็นรุ่นผม ผมจะซื้อไก่ KFC บ้างไก่ย่างที่เด็ก ๆ ชอบนี่ไหว้ได้มั้ยครับ ?
ตอบ : ได้เทวดาท่านไม่ค่อยได้เลือกหรอก ยกเว้นว่าองค์ไหนท่านจะมีสัญลักษณ์ที่คล้าย ๆ กับว่าท่านขอในสิ่งนั้น ให้คนรู้ว่าเป็นท่านอย่างนั้นต้องหาให้ท่านเฉพาะ แต่ว่าสิ่งที่ท่านขอส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นจะพิลึกพิลั่นพิศดารอะไร อย่างเช่นว่า มีบ้านหนึ่งเจ้าของเจ้าที่เขาเป็นเสาตกน้ำมัน เขาขอไข่ต้มฟองหนึ่งซึ่งมันก็หาไม่อยากใช่มั้ย ? แต่ถ้าหากว่าเป็นอาตมา รุ่นอาตมาเนี่ยเลิกไหว้เลย ถวายสังฆทานให้ท่านแทน รู้สึกชอบใจมากกว่า
ถาม : เพราะว่าก็บอกล่วงหน้าว่าไก่ต้ม เด็ก ๆ ก็ไม่มีใครกิน ทำเสร็จก็ต้องไปทิ้งไปแจกเขา ทำไมไม่ทำพวก ไก่ย่าง ไก่ KFC ล่ะ เด็ก ๆ จะได้กินได้ ?
ตอบ : (หัวเราะ) มันจะกลายเป็น เรานอกคอกไป
ถาม : ใช่ครับ ก็เลยถามจริง ๆ ว่ามีผลหรือไม่มีผล คราวหน้าเป็นใหญ่ขึ้นมาจะทำเอง ?
ตอบ : คือว่า เรื่องของการบูชาท่าน ถ้าท่านไม่ได้มาเรียกร้องด้วยตัวเอง เราเอาอะไรบูชาท่านก็รับทั้งนั้น เพราะว่ามันเป็นการแสดงออกซึ่งความเคารพของเรา
ถาม : แล้วที่ไปไหว้ต้นไม้ขอหวยบ้าง ไปขัดอะไรบ้าง ?
ตอบ : อันนั้นมันต้องมีบุญเก่าเสริมด้วย ถ้าไม่มีบุญเก่าจริง ๆ ขัดให้ตายมันก็ได้อะไรมาก็ไม่รู้ แต่สังเกตมั้ยว่า ต่อให้มันขัดออกมาเหมือน ๆ กัน คนตีความมันก็คนนี้ถูกมั่งคนนั้นไม่ถูก มันต้องตัว ทานบารมี เก่าที่ทำมาเป็นของเสริม ไม่งั้นก็ไม่ได้
ถาม : แล้วอย่างที่เขาว่าไหว้เทพเจ้าองค์นั้นจะรวยจริง อย่างนี้มีผลอย่างนั้นจริงมั้นครับ ?
ตอบ : มันต้องอยู่ในลักษณะอย่างของพระสีวลี พระสีวลีท่านเป็นผู้เลิศในลาภ เป็นพระที่เป็นเอตทัคคะ คือยอดเยี่ยมในลาภ คราวนี้ ท่านเข้านิพพานไปแล้วกุศลตรงจุดนี้ไม่ได้ใช้แล้วที่นั่น ใครบูชาท่านตัวกุศลตัวนี้ก็หนุนเสริมให้ด้วย แต่ว่าสำหรับผู่อื่น อย่างเช่นว่า องค์นั้นมีลาภดี องค์นี้มีลาภเยอะมันก็อยู่ในลักษณะที่ว่า ท่านเพิ่งจะเริ่มต้นการสร้างบารมีจากทานบารมี
ในเมื่อสร้างทางบารมีมาเวลาเราไปขอให้ท่านช่วยต้องดูด้วยว่าเราขาดเยอะมั้ย ? ถ้าเราขาด ๘๐% ท่านก็ช่วยเราไม่ไหว แต่ถ้าเราขาด ๑๐ % ท่านช่วยได้ ก็หมายความเราเองต้องทำมาด้วยในจำนวนที่มากพอ สมมุติว่ามันเต็มแค่นี้ใช่มั้ยของเรามีอยู่แค่นี้ท่านเติมให้มันเต็มได้ ให้ยืมใช้ก่อน แต่ต้องมีข้อแม้ว่าอาจจะต้องแก้บน แก้บนนี่คือลักษณะการว่า เราต้องทำบุญอะไรเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนพอถึงเวลาเราทำไปมันเติมส่วนนั้นของเราเต็มพอดี
เพราะฉะนั้นท่านก็ช่วยให้เราก่อนได้ แต่ถ้าเราขาดเยอะนี่ขอให้ช่วยทั่วประเทศก็ไม่มีใครเขาช่วยได้หรอก
ถาม : แล้วถ้าเขาไหว้กันแล้วเราไม่ไหว้ล่ะครับเราเฉย ๆ นี่ ?
ตอบ : ก็อย่าไปลบหลู่ แล้วก็ขณะเดียวกันว่าอย่าไปแสดงออกในลักษณะคัดค้าน เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ที่เขามีผลจริงก็มีอยู่ ถ้าหากว่าเราไม่ได้รู้จริงแล้วเราไปคัดค้านแล้วมันลำบากตัวเราเอง
ถาม : เวลาผมนั่งสมาธิถ้าเพ่งองค์พระมากไปนาน ๆ บางทีก็หลับไปเลย ถ้าผมจะฝืนไม่ให้หลับนั่งไปซักชั่วโมงกว่านี่ นั่งไปเรื่อย ๆ มันรู้สึกว่าเวียนศีรษะครับ ?
ตอบ : บางทีของเรามันใช้สายตามากเกินไปใช้ความตั้งใจมากเกินไป ลักษณะเพ่งก็คือจิตใจจดจ่อไว้ไม่ใช่ลูกกะตา เรามองรูปพระนึกภาพนั้นไว้ หลับตาลงนึกถึงภาพมันจะนึกได้ชั่วครู่แล้วเสร็จแล้วพอหายไป เราก็ลืมตาดูแล้วก็มองสบาย ๆ นี่แล้วหลับตาลงแล้วก็นึกถึงไว้ พอหายไปก็ลืมดูใหม่ทำลักษณะอย่างนี้ ไม่ใช่ไปจ้องให้ติดตาไม่ใช่ เขาให้จำติดใจ พอถึงเวลานี่หลับตาหรือลืมตาเรานึกได้ชัดเจนเสมอกัน อันนั้นก็เริ่มเป็นตัวอุปจารสมาธิ
ถาม : และจำเป็นต้องไว้ในท้องไหมครับ ?
ตอบ : แล้วแต่เรา ถ้าหากว่าฝึกใหม่ ๆ ก็เอาไว้ข้างนอกนั่นแหละ พอเรามีความชำนาญเสร็จจะไว้ส่วนไหนของร่างกายก็ได้
ถาม : มีผลเหมือนกัน ?
ตอบ : มีผลเหมือนกัน จะไว้ข้างใน ไว้ข้างนอก จะไว้อย่างไรก็ได้
ถาม : เห็นทางธรรมกายเขาบอก เอาเข้าไปลึกเลย เอาจิตซ้อนแล้วซ้อนอีก
ตอบ : (หัวเราะ) ลักษณะนั้นมันเป็นการที่เรียกว่าให้จิตมันดิ่งลึกเข้าไปสู่สมาธิขั้นสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ พอเต็มที่ครบจนกระทั่งถึงธรรมกายก็คือ ฌาน ๔
ถาม : ฌาน ๔ เลยเหรอ ?
ตอบ : พอเริ่มเป็นดวงปฐมมรรค ก็เริ่มเป็นอุปจารสมาธิ
ถาม : แล้วสมมุติผมเคยนึกเพ่ง พอนึกไม่นออกมาก ๆ ไปเพ่งนี่เครียด บางทีท้องแข็งรู้สึกปวดท้อง
ตอบ : เราก็เลิกซิ คลายอริยาบถออกมาทำอย่างอื่นไปก่อน พอรู้สึกว่ามันดีแล้วก็ค่อยไป
ถาม : แล้วถ้านั่งทำจิตว่าง ๆ เฉย ๆ ไม่คิดอะไรเลยแล้วมีความรู้สึกว่าพยายามจะให้รู้สึกมีสติตลอดเวลาอย่างนี้ใช้ได้หรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ก็ใช้ได้อยู่ เพราะจริง ๆ แล้วต้องการให้มีสติอยู่เฉพาะหน้าแบบว่า ทำใจให้เฉย ๆ นั่นบางทีมันเฉยแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไร เราใช้สติรู้รอบในลักษณะคอยระวังไม่ให้นิวรณ์มันกินใจเราจะได้ประโยชน์มาก คอยดูเอาไว้ว่าใจเราความชั่วมันเกิดขึ้นมั้ย ? ตัวฉันทะ คือความพอใจ เราใช้คำว่า กามฉันทะ พอใจระหว่างเพศมีมั้ย ?
แล้วก็ปฎิฆะ ตัวกระทบกระทั่งอารมณ์ใจของคนอื่นมีมั้ย ? อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านมีมั้ย ? อย่างนี้ ตัววิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในการปฎิบัติของเรามีมั้ย ? จริง ๆ ก็คือว่าให้ใจเรารู้อยู่กับลมหายใจเข้า ออกตลอดเวลา ถ้าใจมันอยู่กับลมหายใจเข้าออกนี่ตัวอื่นกินยาก
ถาม : ก็เคยเหมือนกันครับ เวลาดูลมหายใจ พอดูไป ๆ เหมือนกับลมหายใจนี่มากขึ้นทั้ง ๆ ที่เราหายใจออกปกติ แต่มันเหมือนกับว่าเราอัดลมเข้าไปเยอะน่ะครับ ?
ตอบ : ตามรู้ไว้เฉย ๆ มันจะเป็นยังไงเรื่องของมัน คิดว่าตอนนี้เราทำความดีอยู่ ถึงมันตายตอนนี้เราก็ไปดีอยู่แล้ว อาการลักษณะนั้นมันเป็นการทดสอบเรานิดเดียวเท่านั้นเอง ส่วนใหญ่แล้วเราจะไปใส่ใจมัน แล้วกำลังใจเรามันก็คลายตัวลงมาหรือไม่ก็ตกใจเลิกไปเลย กลายเป็นว่ากำลังจะดีแล้วก็ห่างออกไป
ถาม : แล้วก็อานิสงส์ของคำภาวนา เช่นว่า พุทโธ นะมะพะธะ สัมมาอะระหัง มีอานิสงส์ต่างกันหรือเปล่า ?
ตอบ : มันมีผลต่างกัน อย่างเช่น คำภาวนาเฉพาะอย่าง นะมะ พะธะ สำหรับผู้ฝึกมโนมยิทธิจะใช้กำลังของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ท่านช่วย ซึ่งอันนี้มันเป็นสิ่งที่ท่านให้พรเอาไว้ ถ้าหากว่าใครภาวนามันก็เหมื่อนเป็นสัญญาณบอกฝ่าย ว่าเป็นพวกเดียวกันแล้วก็ต้องการความช่วยเหลือ ท่านก็จะสงเคราะห์ให้ ก็จะมีความคล่องตัวมากกว่า
แต่ว่าขณะเดียวกันถ้าหากว่าเรื่องอานิสงส์ทางด้านอื่น ๆ นี้ ถ้าหากไม่ใช่เป็นการระบุเฉพาะแล้ว ถึงเวลาถ้าหากภาวนาไปอารมณ์ใจทรงตัวเป็นฌานมันก็เท่ากัน แต่ถ้าเป็นการระบุเฉพาะมันก็จะต่างกัน
ถาม : ถ้า นะมะ พะธะ นี่อานิสงส์พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ทำไมไม่ท่อง นะโมพุทธายะ ไปเลย ?
ตอบ : จริง ๆ แล้ว นะโมพุทธายะ นั่นถ้าเวลาภาวนาเขาจะปิดหน้าอยู่แล้ว อันนั้น นะมะ พะธะ ตัวนี้มันจะเป็น พะ ธะ เขาจะใช้ พ. พาน ธ. ธง นะมะ ก็คือ นะโม พะธะ ก็คือ พุทโธ (หัวเราะ) มันไม่ใช่ นะมะพะทะ ที่เป็นตัวธาตุ ๔ นั่นมัน ท. ทหาร ถ้าหากว่าเป็นตัวขอมมันจะเขียนคนละตัวกัน
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
16-08-2005, 07:58 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : เรื่องของไหว้เจ้า ถ้าเราเอาของพระพุทธแล้วไปถวายพระสงฆ์ได้หรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ได้ แต่ไหว้เจ้าแล้วก็ถวายได้ รีบ ๆ ถวายด้วยถ้าช้าแล้วเลยเพลเดี๋ยวจะอด ถวายได้ ส่วนใหญ่เขาถือว่าผีกินแล้วไม่ควรถวายพระมันไม่เกี่ยวกัน ขอให้เป็นอาหารเท่านั้น พระรัฐบาล ท่านเป็นพระอรหันต์แท้ ๆ ท่านฉันขนมบูดหน้าตาเฉย พระพุทธเจ้าเอง นางบุญทาสี เอาโรตีเหน็บชายพกมาถึงเวลาเดินผ่าน ท่านอยากจะถวายท่านก็ควักชายพกออกมาถวาย
พระพุทธเจ้ารับแล้วก็นั่งฉันตรงนั้นล่ะ พระที่แท้จริงท่านต้องการอาหารเพื่อยังชีพเท่านั้น ท่านไม่เลือกหรอกว่าเป็นอาหารเก่าอาหารใหม่ หรือว่ามันจะเป็นของเหลือเดนแล้ว หรือว่าอะไรขอให้มีก็พอ อย่าลืมว่าทานมันมีทั้ง ทาสทาน สิ่งที่ต่ำกว่าที่เรากินเราใช้ สหายทาน ที่เสมอเรากินเราใช้ สามีทานสิ่งที่ดีกว่าที่เรากินเราใช้อันไหนที่ให้ไปเขาเรียกว่าทานเหมือนกัน
ถาม : แล้วอานิสงส์เหมือนกันมั้ยครับ ?
ตอบ : อานิสงส์ถ้าหากว่าทำในสิ่งที่ดีกว่า ถึงเวลารับมันก็รับในสิ่งที่ดีกว่า แต่อย่าลืมว่าขอให้เราได้ทำอานิสงส์มันจะมี อย่างอานันทเศรษฐี ท่านเป็นมหาเศรษฐีนะ อย่าลืมมหาเศรษฐีมีทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฎิ สมัยนี้มันน่าจะประมาณ ๘ พันล้านพอมั้ยล่ะ ? แต่ว่าท่านใช้ของใหม่ไม่ได้ เสื้อผ้านี่ก็ให้คนอื่นเขาใช้ซะหน่อยหนึ่งแล้วตัวเองถึงใช้ได้ กินข้าวก็กินข้าวเต็มเม็ดไม่ได้ต้องกินข้าวหักอย่างนี้ เพราะว่าท่านทำบุญในลักษณะ ทาสทาน คือเอาของเหลือจากตัวเองกินตัวเองใช้แล้วไปให้ทาน แต่ว่าผลของท่านมันมีอยู่แล้ว ๆ ก็ได้ทำทานใหญ่มาเป็นมหาเศรษฐี ในเมื่อเป็นมหาเศรษฐีเสร็จแต่ว่าอานิสงส์มันต่ำกว่าคนอื่นอยู่นิดหนึ่งตรงที่ว่าต้องให้คนอื่นเขาเหลือตัวเองถึงจะได้ (หัวเราะ)
ถาม : แล้วสมมุติว่าวันนี้ผมแกงไปหม้อใหญ่ ๆ แล้ววันนี้เรากินแล้วพอดีแกงตอนเย็นแล้วตอนเช้าเห็นพระสงฆ์มา เราตักแกงนี้ใส่บาตรได้มั้ยครับ ?
ตอบ : ได้ เพราะจริง ๆ ที่มันเหลือเดนเราจริง ๆ แล้วก็คือเรากินในหม้อนั้นเลย แต่ของเราเองส่วนใหญ่แล้ว ไม่มีใครกินในหม้อขนาดนั้น เราก็ตักแบ่งออกมาทั้งนั้น อันนั้นก็ถือว่าจริง ๆ แล้วมันก็ยังเป็นของใหม่อยู่เหมือนเดิม
ถาม : ถ้าอย่างนั้นจะถือว่าเป็นสามีทานหรือเป็นอะไร ?
ตอบ : เรียกว่าเป็นสหายทาน ให้ในสิ่งที่เหมือนกับเรากินเราใช้
ถาม : แล้วอย่างตอนเช้าผมไปใส่บาตร มันจะมีร้านใส่บาตรอยู่หลายร้าน ร้านหนึ่งชุด ๒๑ ร้านหนึ่งชุด ๓๐ บาทอะไรต่าง ๆ นี่มีอานิสงส์เหมือนกันมั้ยครับ ?
ตอบ : อันนี้มันก็ไม่ได้ต่างกันตรงไหนหรอก ให้เลือกเอาสิ่งที่เราชอบ เลือกในสิ่งที่เราชอบ อย่างเช่น อาหารชุดนี้เราชอบใช่มั้ย ? ดอกไม้ชนิดนี้เราชอบอย่างนี้ ถ้าเราชอบอันไหนอันนั้นก็คือดีสำหรับเรา ในเมื่อดีสำหรับเรา ๆ ตั้งใจถวายไปก็เป็นสิ่งที่ดีที่เรามีอยู่
ถาม : แล้วเกิดบางร้านเขาไม่ถูกกับพระแล้วบอกว่า ร้านนี้ของไม่อร่อย
ตอบ : อันนั้นมันเรื่องของพระแล้ว ไม่ใช่เรื่องของเรา (หัวเราะ) เพราะว่าพระเขาบังคับอยู่แล้วว่าห้ามติดรส
ถาม : อย่างนี้ถ้าเราใส่ก็มีผลเหมือนกันใช่มั้ยครับ ?
ตอบ : ก็มีผลเหมือนกัน โดยเฉพาะไปซื้ออาหารเขาสบาย สมัยก่อนทำเองบางทีทำไปเหนื่อยแล้ว อารมณ์เสียแล้ว ที่ซื้อเขามามันรักษารักษาอารมณ์ได้ พอรักษาอารมณ์ได้ทำไปมันได้เปรียบคนอื่นเขา อารมณ์ใจมันดีทำบุญทำทานอะไรไปดีนะ ถ้าหากว่าวัตถุทานบริสุทธิ์ เจตนาบริสุทธิ์ ผู้ให้บริสุทธิ์ ผู้รับบริสุทธิ์นี่ อานิสงส์มันเต็ม ๑๐๐ % ยิ่งกำลังใจของเราดีเท่าไหร่ อานิสงส์ของเราดีเท่านั้น สมัยนี้บางคนเขาบอกมันเหมือนกับได้บุญไม่เต็มที่ไปซื้อของที่เขาทำอย่างนี้ ความจริงทำอย่างงั้นน่ะดีไม่เหนื่อยด้วย ในเมื่อไม่เหนื่อยกำลังใจมันไม่เศร้าหมองใช่มั้ย ? สบายกว่าเยอะเลย
ถาม : แล้วอย่างนี้ อย่างผลไม้อย่างมังคุดนี่มีผลยังไงมั้ยครับ ?
ตอบ : ไม่มี นี่ยังคิด ๆ อยู่นะว่าสักวันหนึ่งจะเอามังคุด เอาละมุด เอามะไฟ เอาระกำอะไรไปถวายพระซักที ส่วนใหญ่มันของอร่อยด้วยนะ พระไม่ได้ฉันเลยเพราะมันกลัว (หัวเราะ) เอาไปถวายทีพระคงชอบใจน่าดู
ถาม : การใส่บาตรพระกับเณรนี่อานิสงส์เหมือนกันหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ใส่พระจะอานิสงส์สูงกว่าเพราะว่าเณรศีลน้อยกว่าพระเยอะ เณรศีล ๑๐ เท่านั้น พระศีล ๒๒๗ แต่ต้องดูให้ดีนะ ถ้าหากว่าเป็นพระที่สักแต่ว่าเป็นพระคือบวชมาแล้วศีลไม่มีหรือศีลไม่ครบนี่สู้เณรไม่ได้ เณรศีลบริสุทธิ์จะมีอานิสงส์มากกว่า ก็เลยต้องบอกว่า เจตนาบริสุทธิ์ วัตถุทานบริสุทธิ์ ผู้ให้บริสุทธิ์ มันก็อยู่ที่ผู้รับแล้ว ถ้าพระต้องสังฆาทิเสสหรือปาราชิกไปเรียบร้อยแล้วสู้เณรไม่ได้
ถาม : อย่างนี้แล้วเราก็ไม่รู้ผลที่เราทำไป อาจจะไม่ได้ผลเลยก็ได้ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วหลวงพ่อท่านถึงได้สอนให้ตั้งใจให้ถวายเป็นสังฆทาน ไม่ว่าจะเป็นพระเป็นเณรก็ตาม มีส่วนทั้งนั้น
ถาม : เป็นสังฆทานนี่ดี ?
ตอบ : แต่ถ้าเป็นสังฆทานนี่ผู้รับถึงไม่บริสุทธิ์ก็ไม่เป็นไร เพราะอันนั้นเป็นแค่ตัวแทนเท่านั้น สังฆะ คือหมู่สงฆ์เขาเป็นตัวแทนของหมู่สงฆ์เท่านั้น อานิสงส์ของเราเต็มที่ให้ตั้งใจเป็นสังฆทาน
ถาม : แล้วต้องกี่องค์ครับ ?
ตอบ : องค์เดียวก็ได้ ทำไมสังฆทานองค์เดียวก็ได้ทั้ง ๆ ที่คนอื่นเขาว่า ๔ คือว่าเราอย่าไปเจาะจงว่าพระองค์นั้นมา หลวงตาองค์นั้นมาเณรองค์นี้มา แล้วเราจะใส่ ให้ตั้งใจว่าองค์ไหนมาเราใส่ทั้งนั้น ถ้าอย่างนั้นใส่องค์เดียวก็เป็นสังฆทาน
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ไปนิมนต์หลวงพ่อฤๅษีลิงขาว ลิงเล็กมา ?
ตอบ : (หัวเราะ) เจ้าพระยามหากษัตริย์ท่านยังไม่ทำเลย อย่างเราขืนไปทำมันจะเวอร์เกินไป
ถาม : ที่เขาเเยกวิญญาณ ที่เขาเสกที่ว่าเสกหุ่ยยนต์เสก.......(ไม่ชัด).....ที่เขาบอกเนรมิตขึ้นมาได้เปรียบเสมือนโคลนนิ่งปัจจุบันหรือเปล่า ?
ตอบ : ไม่ใช่ คนละอย่างกัน ถ้าเทียบกับทางวิทยาศาสตร์ก็คือ การเปลี่ยนโมเลกุลจัดเรียงโมเลกุลใหม่ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าได้ศึกษาฟิสิกส์พื้นฐานมาหรือเปล่า ลักษณะของการเรียงโมเลกุลของแต่ละอย่างที่ไม่เหมือนกันทำให้วัตถุธาตุมันต่างกัน อันนั้นของเขาหยิบขึ้นมาปุ๊บแค่ต้องการให้มันเป็นก็จัดการเรียงโมเลกุลใหม่กลายเป็นอีกอย่างหนึ่งไปเลย
ถาม : แต่ว่าจำนวนโมเลกุลหรือจำนวนอะตอม ?
ตอบ : มันต่างกันก็ตรงนี้แหละ มันเป็นสูตรสำเร็จเลยก็คือใจสั่งให้เปลี่ยนมันเปลี่ยนได้เลย แต่ว่าของทางวิทยาศาสตร์นี่ ถ้าหากว่าจำนวนมันต่างกันอะไรมันต่างกันไปไม่ได้ ถึงได้บอกถ้ามันจะเปรียบมันเปรียบเหมือนกับการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลซะใหม่
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
16-08-2005, 07:58 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : แล้วการโคลนนิ่งคนขึ้นมานี่ ?
ตอบ : มันได้แต่เปลือก สภาพจิตที่มาปฎิสนธิมันต่างกัน หน้าตาเหมือนกันความประพฤติก็ต่างกัน
ถาม : แล้วจิตที่มาปฎิสนธินี่เป็นยังไงครับ เป็นตัว...?
ตอบ : ก็คือที่รอเกิดอยู่นั่นล่ะ ?
ถาม : รอเกิดเหมือนกับเด็กในท้องเหรอ ?
ตอบ : ใช่ มันมาถึงมันก็มีที่เกิด เพียงแต่ว่าเกิดมามีหน้าตาเหมือนกัน แต่รับประกันซ่อมฟรีไอ้ที่จะประพฤติเหมือนกันนี่ร้อยละสิบก็หายาก
ถาม : แต่ที่มาเกิดแบบนี้นี่จะเป็นวิญญาณที่ดีหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ก็ต้องดูด้วยว่าอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน ถ้าเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีดวงวิญญาณจิตที่ประกอบไปด้วยบุญด้วยกุศลก็มาเกิด ถ้าเป็นดวงวิญญาณที่สถานที่ไม่ดี ก็อันที่เขาทำความชั่วไว้เยอะ ถึงเวลาก็ชดใช้หนี้กรรมอันนั้นเศษกรรมยังเหลืออยู่เขาก็มาเกิด ดูสิ่งแวดล้อมด้วย ไม่ใช่หมายความว่าจะหมือน ๆ กันหมด โคลนนิ่งเด็กขึ้นมา... สมมุติว่าคู่หนึ่งอย่างนี้ คนหนึ่งขอไปเลี้ยงภาคเหนือ อีกคนขอไปเลี้ยงภาคใต้ มันคนละโลกกันแล้ว สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มันก็ต่างกันไปลิบโลก
ถาม : ในอนาคตนี่เด็กโคลนนิ่งเยอะมั้ย ?
ตอบ : ก็ไม่รู้เหมือนกัน เคยได้ยินมั้ยที่เขาบอกสมัย พระศีรอารียเมตไตรย์ คนเราจะสวยเหมือน ๆ กัน ถ้าลงจากเรือนไปจำสามีภรรยาไม่ได้จนกว่าจะกลับบ้านตัวเอง ลักษณะนี้มันโคลนนิ่งหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ เพราะมันเหมือนกันไปหมด (หัวเราะ) น่าสงสัยมั้ย ? อีกตั้งเป็นล้านปีนี่ เทคโนโลยี่มันน่าคิดเหมือนกันนะ
ถาม : คนสวยเหมือนกันหมด ?
ตอบ : สวยเหมือนกันหมด ลงจากบ้านนี่จำคู่สามีภรรยาตัวเองไม่ได้จนกว่าจะกลับขึ้นบ้านแล้ว
ถาม : เพราะอย่างนั้นทางวิทยาศาสตร์ถึงบอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ต่างดาวรึเปล่า
ตอบ : (หัวเราะ) จริง ๆ แล้วมีส่วนเหมือนกันนะ อัจฉริยบุคคลไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ จนป่านนี้ไอสไตน์คนที่ ๒ ยังไม่มาเลยนี่ มันไอซะตายเลย
ถาม : แล้วอย่างไอสไตน์นี่ท่านคิดระเบิดปรมาณูมานี่ท่านบาปมั้ยครับ ?
ตอบ : คิดไม่บาป ทำก็ไม่บาป เอาไปใช้น่ะบาป ยกเว้นว่าท่านคิดขึ้นมาโดยเจตนาว่าจะให้ไปฆ่ากัน คุณมีส่วนแน่นอน แต่ว่านั่นคิดขึ้นมาในลักษณะที่ว่าสูตรสัมพันธภาพของเขา ลักษณะอย่างนี้มันต้องให้พลังงานอย่างนี้ พอปฎิกิริยาลูกโซ่อย่างนี้ มันต้องมีพลังงานเท่านี้ อะไรมันเหมือนอย่างกับลับสมองตัวเองดี ๆ นี่เองเพียงแต่มันไปได้ประโยชน์สำหรับคนส่วนหลังเท่านั้นเอง
ถาม : แล้วอย่างที่บอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นสัพพัญญู ท่านจะรู้เรื่องสูตรพวกนี้หรือเปล่า ?
ตอบ : รู้หมดทุกอย่าง เพียงแต่ท่านไม่ได้สอน ที่มันมีพระสูตรอยู่พระสูตรหนึ่งที่กล่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากป่าประดู่ลายมา กำใบประดู่ลายมา ๑ กำมือ แล้วตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใบประดู่ในป่ากับใบประดู่ในมือของตถาคตอันไหนมากกว่ากัน พระท่านก็ทูลตอบว่า ใบประดู่ในป่านั้นมากกว่าจนประมาณมิได้พระพุทธเจ้าข้า
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ตถาคตสอนต่อพวกเธอคือใบประดู่ ๑ กำมือแต่สิ่งที่ตถาคตรู้คือใบประดู่ในป่า ท่านรู้ทุกเรื่องจริง ๆ ดร. อาจอง ออกแบบยานลูน่าโมดุล ลงดวงจันทร์ได้ในชนิดที่ฝรั่งเขายอมรับประสิทธิภาพ เขานั่งสมาธิถามจากพระ (หัวเราะ) ง่ายดีมั้ย ? เพราะฉะนั้นคำว่า สัพพัญญู แปลว่า รู้รอบ นี่รู้จริง ๆ รู้ทุกเรื่อง
ถาม : แล้วพระพุทธเจ้าที่ต่างกัน .....(ไม่ชัด)....?
ตอบ : อันนั้นอยู่ที่บริวารท่าน คือพระพุทธเจ้าที่เป็นปัจเจกพุทธ คือว่าเป็นผู้ที่ต้องการรู้เอง ท่านจะสร้างบารมีอย่างน้อย ๒ อสงไขยกับแสนมหากัป มีความสามารถคล้ายพระพุทธเจ้าทุกอย่างยกเว้นขาดสัพพัญญุตญาณอย่างเดียว แล้วพระพุทธเจ้าที่เป็นปัญญาธิกะ ต้องสร้างบารมี ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป อันนี้บริวารของท่านจะประเภทมีดี มีเลว มีรวย มีจน มีสวยงาม มีอัปลักษณ์ปนเปกันไปหมด พระพุทธเจ้าที่เป็นศรัทธาธิกะสร้างบารมี ๘ อสงไขยกับแสนมหากัป อันนี้บริวารท่านจะดี สวย รวยเสมอกันหมด ในเขตที่ท่านประกาศศาสนาคนชั่วจะเข้ามาไม่ได้ ส่วนพระพุทธเจ้าที่เป็นวิริยาธิกะ สร้างบารมี ๑๖ อสงไขยกับแสนมหากัปเป็นอย่างน้อยนั้น บริวารท่านนอกจากจะดี สวย รวยเสมอกันหมดแล้ว โลกยุคนั้นคนชั่วเกิดไม่ได้ ท่านทำเพื่อบริวารตัวเองถึงได้ยอมลำบากขนาดนั้นจริง ๆ ถ้าสำหรับตัวท่านเอง ๔ อสงไขยกับแสนมหากัปก็สบายมาก ๆ แล้ว
ถาม : แล้วถ้าเป็นสมัยพระพุทธเจ้าวิริยาธิกะคนเหมือนกับเทวดามั้ยครับ
ตอบ : ก็คล้าย ๆ กันเลยตามที่เขากล่าวในอนาคตวงศ์ที่สมัย พระศรีอาริยเมตไตรย์ คนจะเดินทาง ถ้าไปทางน้ำจะไม่มีทางทวนน้ำนะ พอลงเรือปั๊บคว้าพายน้ำมันก็พาไหลไปเลย พอถึงเวลาจะกลับมันก็พาไหลกลับ เพราะปกติแล้วมันต้องทวนกลับใช่มั้ย ? อันนี้ไม่หรอก น้ำมันพาไหลกลับอันนั้นมันเป็นกำลังบุญของเขา อยากได้อะไรไปสอยเอาจากต้นกัลปพฤกษ์ ๔ มุมเมืองก็ไม่ต้องเสียเวลาไปหากิน ขาดเสื้อก็ไปสอยเอา ขาดอาหารก็ไปสอยเอา
ถาม : พออย่างนี้ผมนึกถึงยานอวกาศนึกถึงอะไรเครื่องจักรคอมพิวเตอร์ ทีมีตรงกลางขึ้นมา ?
ตอบ : นั่นน่ะ ลักษณะนั้นเพราะว่าอย่างมนุษย์ต่างดาวบางดวงสมัยเด็ก ๆ อาตมานึกถึงวัว ก็แหม มันเสียเวลาให้วัวมันกินหญ้าเข้าไปแล้วก็ไปย่อยสลายกว่าจะออกมาเป็นนม ทำไมเราไม่คิดเครื่องมือบางอย่างที่มันสลายหญ้าให้เป็นนมไปเลย อย่างเช่นว่า พอถึงเวลาบดหน้าให้ละเอียดแล้วเอาเข้าไปตีผสมในห้องหนึ่ง ซึ่งมันจะมีเชื้อจุลินทรีย์มีอะไรที่มันจะย่อยสลายเสร็จเรียบร้อย
ถาม : พอกลั่นผ่านมาอีกห้องหนึ่งก็ออกมาเป็นนมเลย ต่างกับมนุษย์ต่างดาวมันทำได้จริง ๆ มันทำได้มากกว่าที่อาตมาคิดอีก มันสามารถจะเปลี่ยนโมเลกุลจากพืชผักกลายเป็นโมเลกุลของโปรตีนไปเลย พอถึงเวลามันตั้งโปรแกรมไว้ใส่เข้าไป จะกินไก่ก็กดโปรแกรมไก่ก็ออกมาแล้ว ถึงเวลาจะกินหมูใส่เข้าไปกดโปรแกรมหมูก็ออกมาเป็นหมู เราก็นึกว่าเราคิดบ้า ๆ อยู่คนเดียว แต่ว่ามันทำได้จริง ๆ ต่างดาวบางดวงเขาทำได้ เพราะฉะนั้นมันอาจจะลักษณะนั้นก็ได้
ถาม : งั้นพวกต่างดาวเขาก็มีบุญน่ะซิครับ ?
ตอบ : ใช่ เขาประกอบไปด้วยบุญมาก เพราะว่าบางดวงดาวเขาไม่ต้องใช้พาหนะเลย ไปไหนเขาไปในลักษณะลอยไปเหมือนกับเหาะไปแล้วเรื่องของข้าวปลาอาหารก็ไม่ต้องเสียเวลาไปกักไปตุนไปอะไร มันจะมีข้าวที่งอกขึ้นมาเป็นต้นแล้วมีเมล็ดเลยไม่มีเปลือก ถึงเวลาก็ไปรูดมาใส่หม้อเฉย ๆ เทน้ำใส่ไป ไม่ต้องหุงต้องต้ม ไปตั้งบนก้อนแก้วรัตนมณีมันก็สุกของมันเอง ลำบากแค่หาข้าวอย่างเดียว กับข้าวนึกอยากจะกินอะไรแค่นึกมันก็โผล่มา
ถาม : คล้าย ๆ เทวดา ?
ตอบ : คล้าย ๆ เลยล่ะ เพียงแต่ไม่ดีพอที่จะเป็นเทวดา แต่ก็ดีเกินว่าที่จะมาอยู่กับพวกเรา
ถาม : แต่ก็ไม่ใช่เทวดา ?
ตอบ : ไม่ใช่เทวดา เป็นมนุษย์นี่แหละแต่ว่าเรื่องของบุญของเขามันบุญจริง ๆ ใช้คำว่ายังไงล่ะ บุญญฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากบุญ
ถาม : แล้วถ้าเกิดวิทยาการก้าวหน้า เขาสามารถข้ามมิติเข้าไปอยู่เมืองเทวดาจะได้มั้ยครับ ?
ตอบ : มันยังไม่ปรากฏ แต่ไปดาวอื่นนี่มาที่เราหรือไปที่ไหนนี่ไปได้สบาย
ถาม : เพราะว่าผมอ่านพระไตรปิฎกจะมีว่าพระพุทธเจ้าในชาติที่เป็นพระมหาจักรพรรดิบางชาติที่สามารถขึ้นลงสวรรค์ได้ ?
ตอบ : อันนั้นก็อย่าง พระเนมิราช อันนั้นอย่าลืมว่านั่นเป็นเทวานุภาพคือ เทวดาเขามารับไปหรือไม่ก็อาจจะต้องใช้ฤทธิ์ใช้อภิญญาอย่างพระภิกษุหรือผู้ปฎิบัติที่ได้อภิญญา สามารถยกกายเนื้อขึ้นไปบนโน้นได้เลย มันเป็นกำลังของอภิญญาที่ค้ำเอาไว้ ถ้าเป็นคนทั่ว ๆ ไปไม่ถึงหรอกตายซะก่อน
ถาม : ถ้าอภิญญามีผลใหญ่อย่างนี้นะครับ ทำไมเวลาเกิดสงครามทำไมพระอรหันต์ท่านไม่ห้ามล่ะครับ ?
ตอบ : ไม่ต้องพูดถึงพระอรหันต์หรอก แค่ฌานโลกีย์ธรรมดา ๆ เขายังไม่ยุ่งด้วยเลย บุคคลที่จะใช้อำนาจของอภิญญาได้เต็มที่ต้องเป็นผู้ที่ยอมรับกฏของกรรม ถ้าไม่ยอมรับกฏของกรรมไปฝืนเมื่อไหร่ มันได้ครั้งเดียวแล้ววิชามันก็เสื่อม เพราะฉะนั้นที่ฝึกไปแทบเป็นแทบตาย ได้มันก็เหมือนกับไม่ได้ อะไรก็ตามที่คุณจำเป็นต้องรับกฏของกรรมจำเป็นต้องทำสภาพร่างกายมนุษย์ทั่ว ๆ ไปคุณต้องทำไปก่อน ไม่ใช่ว่าได้แล้วกูจะเอาสบายนึกไปตรงโน้นปึ๊บเดี๋ยวกูก็ไปอย่างนั้น ยิ่งไปทำอวดเขาก็เจ๊งในยกแรกเท่านั้น
ถาม : อย่างเวลาสมมุตที่เราอธิษฐานจิตแล้วเราจะได้สิ่งของตามปรารถนาอย่างที่เราอธิษฐานจิต หรือไม่ตามบุญที่เราเคยได้มาก่อนครับ ?
ตอบ : บุญที่เรามีอยู่นั่นแหละทำให้เราอธิษฐานเป็น แล้วผลของบุญขะทำให้เราได้ในสิ่งนั้น อันนี้เขาเรียกอธิษฐานฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากการอธิษฐานคือ ตั้งใจมั่นเพื่อจะให้เป็นอย่างนี้ มันได้ของอย่างนั้นเราต้องเคยสร้างไว้อย่างน้อยต้องมีทานบารมีอยู่
ถาม : แต่ถ้าไม่อธิษฐานก็ไม่ได้ซิครับ ?
ตอบ : มันอาจจะได้เหมือนกันแต่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ เพราะว่าตัวอธิษฐานนี่มันเป็นการเล็งเป้าแล้วว่าจะเอาตอนนี้ แต่ถ้าหากไม่ได้บอกตอนนี้ มันอาจจะประเภท เราตายไปแล้วค่อยมาก็ไม่รู้จะให้ใครใช้แล้ว
ถาม : แล้วอย่างที่ว่า ถ้าเราจะอธิษฐานเราจะต้องนั่งสมาธิก่อนใช่มั้ยครับ ? นั่งสมาธิแล้วก็ไม่ต้องนึกถึงใช่มั้ย ?
ตอบ : ไม่ต้อง เราอยากจะทำอะไรก็ทำไป มีหน้าที่ภาวนาอย่างเดียวจบแล้วอธิษฐานซ้ำซะอีกที
ถาม : ทำ ๒ ช่วงเหรอครับ ?
ตอบ : ใช่ ขอก่อนทำ ทำแล้วขอซ้ำ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
16-08-2005, 07:59 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : แล้วฤทธิ์ที่เกิดนี่ขอทีเดียวแล้วได้เลยมั้ย หรือว่าต้องหลายครั้ง ?
ตอบ : ใช่ ก็ถ้าหากว่ามันได้หลายครั้ง ก็คือเราทำความดีเพิ่มเติมขึ้นไปเรื่อย เมื่อกี้ได้อธิบายไปทีแล้วว่า ถ้าหากมันขาดน้อยมันก็ได้ ทีนี้ของเราขาดน้อยขยันเติมมันก็ได้เร็วขึ้น แต่ถ้าขาดมากอธิษฐานให้ปากฉีกถึงหูก็ยาก
ถาม : แล้วอย่างนี้ถ้าเราอธิษฐานขอให้ถูกรางวัลที่ ๑ ได้มั้ยครับ ?
ตอบ : ได้เหมือนกันแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เรื่องของลาภจากการพนันอย่างพวกหวย พวกเล่นการพนันต่าง ๆ นา ๆ มันเป็นผลของการทำบุญที่ไม่ได้ตั้งเจตนาเอาไว้ พอไปเจอเขาทำที่ไหนปุ๊บก็ร่วมกับเขาไปเลย
ถาม : แล้วอย่างที่เรียกว่าขโมยของ แบบบางทีข้าวที่เขาตั้งไว้แล้วไม่ได้บอกเขา แต่คิดว่าถ้ากินแล้วเขาไม่ได้อย่างนี้ถือว่าขโมยหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : เขาเรียกว่า วิสาสะ ของพระเขายังให้วิสาสะเลย แต่ว่าของพระจะวิสาสะได้นั่นต้องเคยรู้จักกันมาต้องเคยเห็นกันมา ต้องเคยพูดกันมา แล้วข้อสุดท้ายนี่สำคัญที่สุด รู้ว่าทำแล้วเขาไม่ว่าอะไร ถ้าอย่างนั้นพระเองยังวิสาสะได้เลย แต่หลวงพ่อท่านบอกอย่าไปใช้เลยเดี๋ยวมันเสียนิสัย ก็บอกเขาซะหน่อยซิใช่มั้ย ? บอกเขาซะหน่อยรู้ว่าเขาไม่หวงอยู่แล้ว อย่างน้อย ๆ ความรู้สึกเขาก็ดีขึ้นว่า เออ.... มันยังรู้จักบอกกล่าวเจ้าของบ้าง ไม่ใช่หยิบไปเฉย ๆ
ถาม : แต่ก่อนนี้ค่ะเวลาที่ทำบุญหรืออะไรอย่างนี้ค่ะ ก่อนที่จะมาเริ่มแบบนี้ก็จะทำไปอย่างสบายใจ แต่พอมาเริ่ม... (ไม่ชัด)...อย่างนี้ค่ะแต่พอเราเริ่มตั้งใจจะทำความดีหรือทำบุญอะไรอย่างนี้ค่ะ มันจะมีอารมณ์หนักขึ้นมาค่ะ ?
ตอบ : ก็เป็นฌานอยู่ อารมณ์ฌานมันต้องอาศัยกดมันอยู่ มันหนักมันไม่เหมือนก่อนหน้านี้ ตรงอุปจารสมาธิ คืออารมณ์เบา ๆ ทั่วไป จริง ๆ แล้วเราสามารถที่จะลดกำลังลงมาให้สู่จุดเดิมของเราเมื่อก่อนนี้ได้ แต่ว่าจุดนั้นมันอันตรายหมิ่นเหม่เกินไป เพราะว่ามันล่อแหลมต่อกิเลสตัญหาต่าง ๆ ที่มันจะมากลั่นมาแกล้งมาทดสอบกำลังใจของเรา ถ้าเรากดมันเอาไว้มันจะนิ่งจะหนัก
ขณะเดียวกันทำบุญก็จะไม่รู้สึกชื่นใจเลยทั้ง ๆ ก่อนหน้านั้นมันเป็นใช่มั้ย ? คือว่า มันก้าวพ้นจากจุดนั้นมาแล้ว ตัวปีติความชื่นใจของเรามันยังไม่เข้าถึงฌาน พอเราก้าวพ้นปีติมาเป็นฌานมันก็จะพ้นจากตัวปีติไปแล้ว มันเหลือแต่การทำบุญด้วยฌานคือความเคยชิน รู้ดีว่าดีก็ทำในเมื่อเป็นอย่างนั้นตัวชื่นใจมันเคยปรากฏแต่ก่อนนี้มันก็ไม่มีแล้วมันกลายเป็นตัวอุเบกขาไปแทน
แต่ว่าเนื่องจากว่าตอนนี้กำลังใจของเรามันยังหยาบอยู่ต้องอาศัยกดมันมากอยู่ ตัวอุเบกขาของเราที่ปล่อยวางมันก็เลยวางไม่ได้เต็มที่ มันก็จะรู้สึกว่ามันหนักนะ ถ้ามันก้าวพ้นจุดนี้ไปได้มันจะเบาสบายทำเมื่อไหร่ก็ได้ หรือไม่ก็เราไปหัดประเภทที่เรียกว่าหัดทรงฌานในแต่ละระดับชั้นให้มันคล่องตัว จะขึ้นยังไง จะลงยังไง ๑-๒-๓-๔, ๔-๓-๒-๑ หรือ ๔-๑-๓-๒ สลับกันไปอย่างนี้
จนกระทั่งมันคล่องแล้วเราสามารถลดอารมณ์เมื่อไหร่ ก็ได้เพิ่มอารมณ์ขึ้นไปเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นก็จะลงมาเป็นอุปจารสมาธิมันก็พอได้อยู่ มันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาที่จะไปกดอารมณ์ของเราจนกระทั่งเรารู้สึกว่ามันหนัก แล้วทำบุญไปก็ไม่ชื่นใจเลยไม่รู้จะทำไปทำไมอะไรอย่างนั้น นั่นคิดผิดจริง ๆ แล้วทำไปเถอะทำบุญเมื่อไหร่มันก็เป็นบุญ กำลังของบุญมันสูงกว่าเดิมซะด้วยซ้ำไปเพราะว่าเราเป็นผู้ทรงฌานในขณะที่ทำ ทำไปเดี๋ยวพอคล่องตัวมันพ้นจากจุดนั้นก็สบายทีนี้แบกไปก่อน พอถึงที่แล้วก็วางกองไว้
ถาม : เวลาที่จะฝึกอย่างเวลาทำสมาธิค่ะ เราไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะถึงฌานที่ ๑ ฌาน ๒ ฌาน ๓ ฌาน ๔ พยายามจะสังเกตตัวเองก็ไปเปรียบกับในหนังสือ แต่ว่า....?
ตอบ : ถ้าหากว่าเราจะสังเกตในลักษณะนั้นก็แค่รับรู้ไว้เฉย ๆ อย่าไปตามจี้มัน ถ้าเราไปตามจี้มัน เออ! ตอนนี้มันวิตกนะ มันนึกอยู่ว่าจะภาวนา ตอนนี้มันวิจารณ์นะ ลมหายใจยาว - สั้น แรง เบาอย่างไรเรารู้อยู่ภาวนาอย่างไรเรารู้อยู่ ตอนนี้มันปีตินะ เออ...ขนลุกแล้ว ตอนนี้น้ำตาไหล ตอนนี้ตัวโยกไปโยกมา เดี๋ยวมันก็เป็นสุขแล้วเดี๋ยวมันจะเป็นเอกัคตารมณ์ จะเข้าเป็นฌานแล้ว ถ้าเราไปตามจี้มันอย่างนี้ มันจะไม่เป็นหรอก
เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ มันขี้อาย มันกระชั้นจนเกินไปมันไม่เอาด้วย เราต้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเราก็ช่างมัน เรามีหน้าที่ภาวนาผลมันจะเกิดหรือไม่เกิดก็ตามทีเถิดเราจะทำ ถ้าสามารถวางกำลังใจได้อย่างนี้ มันจะปุ๊บปั๊บข้ามขั้นตอนไปเป็นฌานได้เร็วมากเลย เราคอยสังเกตไว้อย่างเดียวอย่าไปตามจี้มันติด ๆ เราแค่สังเกตว่าอาการเหล่านี้มันเกิดขึ้นรับรู้แล้วก็ปล่อยวางไปเรื่อย
แล้วถึงเวลาเราไปอ่านตำราเราจะเข้าใจเลยว่าอารมณ์แต่ละขั้นตอนที่เกิดกับเรามันเป็นฌานขั้นไหน มีอยู่ ๒ ราย ... จะเรียกว่ารายเดียวก็ได้ เขาปฎิบัติอยู่ด้วยกันแต่ว่าเขาเล่าให้ฟังคนเดียว คนหนึ่งชื่อเรียม คนหนึ่งชื่อเกสร บ้านอยู่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ยายเกสรเขาขี่จักรยานยนต์มอเตอร์ไซด์น่ะ ขี่จักรยานยนต์มาทำงาน คราวนี้เขาภาวนาจนชินมันจะทรงฌาน ๓ อัตโนมัติเลย พอถึงเวลาเขาก็จะเเข็งทั้งตัวเขาต้องไปเขย่าไห้มันหลุดเขาถึงจะขี่จักรยานได้ (หัวเราะ) พอเขาเขย่ามันหลุดเสร็จพอเผลอหน่อยมันก็เข้าอีกก็ต้องเขย่าอีก </B>
จนกระทั่งเขาสงสัยมากเลยว่าเขาเป็นอะไร เขาคิดว่าเขาผิดปกติ แต่เนื่องจากว่ามันเขย่าหลุดได้ก็ไม่อันตรายอะไรเขาก็เลยปล่อยมันมาเรื่อย ๆ พอเขามาถามก็เพิ่งจะรู้ว่าเขาเข้าถึงฌาน ๓ แล้วตอนนี้เขาชำนาญมากแล้ว คือเขาจะเข้าเมื่อไหร่ก็ได้ จะให้มันหลุดเมื่อไหร่ก็ได้ (หัวเราะ) มันกลายเป็นความไม่รู้ของเขา ทำให้เขาเข้า ๆ ออก ๆ จนชำนาญไปเลย ความจริงไม่รู้มันก็สนุกดีเหมือนกัน รายนั้นเขาดีอยู่อย่างคือเขาไม่รู้แต่เขาไม่กลัว บางคนพอเกิดอาการแปลก ๆ ขึ้นกับร่างกายแล้วกลัวเลิกทำไปเลยบ้างอะไรบ้างนั่นเสียประโยชน์ของตัวเอง น่าสนุกมั้ย ...
ความจริงเขาปฎิบัติได้ดีมากเลย แต่เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำได้เรียกว่าอะไร ทำน่ะทำได้อยู่แต่เรียกไม่ถูก พอมีคนไปบอกก็เพิ่งจะรู้ อ๋อ ! ไอ้คนทรงฌานคิดว่ามันวิลิศมาหราขนาดไหนหมู่ ๆ แค่นี้เอง (หัวเราะ) ไปซะไกลลิบแล้ว นั่นถ้าปล่อยต่ออีกนิดก็เป็นฌาน ๔ เต็มที่ไปเลย แต่เนื่องจากว่าเขาเองเขาพอไปถึงตรงนั้นแล้วมันบังคับไม่ได้แล้วนี่ ตัวมันเเข็งหมด เขาก็เลยต้องคลายมันออกมา พอไปถึงตรงนั้นแล้วถอยมันก็เลยไม่ได้เข้าฌาน ๔ ซะที แต่ว่า ๑-๒-๓ สำหรับเขาแล้วสบายมาก เข้า ๆ ออก ๆ จนชินแล้ว
ถาม : งั้นพอเขาได้ ๓ แล้วตอนฌาน ๑-๒ ล่ะ ?
ตอบ : ตอนนั้นขั้นตอนมันไม่แปลกนี่ใช่มั้ย ? เพราะว่าปฐมฌานนี่มันรู้แค่ลมอัตโนมัติ พอฌาน ๒ นี่ลมอัตโนมัติ พอฌาน ๒ นี่ลมมันเบาลงคำภาวนานี่บางทีก็ยังอยู่บางทีก็หายไป ฌาน ๓ นี่ต่างหากถ้าหากว่ามันเข้าหนักจริง ๆ นี่ตัวมันไม่กระดิกทีก็หายไป ฌาน ๓ นี่ต่างหากถ้าหากว่ามันเข้าหนักจริง ๆ นี่ตัวมันไม่กระดิกเลย มันเหมือนยังกับโดนมัดแน่นปึ๋งหรือไม่ก็ตัวแข็งเป็นหินเลยน่าลองมั้ย ?
ถาม : แล้วเวลานั่งจริง ๆ แล้วจะรู้มั้ยคะว่า ฌาน ๑ ฌาน ๒ ฌาน ๓ ฌาน ๔ ?
ตอบ : ถ้าเราจะรู้สภาพจิตของเราผ่านขึ้นตอนอย่างนี้ ๆ สภาพร่างกายมีอย่างนี้ ๆ เกิดขึ้นถ้าหากเราไปศึกษาขึ้นตอนของการทรงฌานมา รู้ว่าแต่ละอาการอยู่ในระดับไหนเราจะรู้เลยแต่ว่าเราไม่ได้ศึกษามาก็แบบรายนั้น ทำได้จนคล่องแต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ตอนนี้ถ้าหากไปเข้าฌานออกฌานแข่งกับแกนี่สู้แกไม่ได้เลยนะ แกคล่องมากเลย (หัวเราะ )
ทำอยู่ทุกวัน ...พอขึ้นสตาร์ทเครื่องออกไปได้ การขี่รถมันต้องใช้สมาธินี่ พอเริ่มใช้สมาธิปุ๊บ ความเคยชินมันก็กลายเป็นฌาน ๓ ไปเลย ก็ต้องไปเขย่าให้หลุดออกมาแล้วก็ขี่ต่อ แล้วต่ออีกหน่อยก็เป็นอีกแล้วก็เขย่า (หัวเราะ) ดู ๆ แล้วมันน่าสนุกออก กว่าจะรู้นี่ตัวเองคล่องมากแล้ว ทรงฌานเป็นปกติแล้ว
ถาม : เวลาเราขี่รถนี่จะเป็นคนเคยชินอยู่อย่างหนึ่ง จะมองไปข้างหน้ามองไปไกล ๆ เสร็จแล้วคล้าย ๆ ภาพมันจะนิ่ง บางทีนี่ขี่รถเลยที่แต่ว่าไม่รู้ตัว ?
ตอบ : ลักษณะก็คงคล้ายกันภาษานี้เขาเรียก ภวังค์ ภวังค์นี่จริง ๆ แล้วมันตกจากอารมณ์แน่นมาสู่ภาวะนั้น แต่ของเราเรียกคำว่า ภวังค์ ก็คือแทนที่จะตกมันเข้าสู่ภาวะนั้น เข้าสู่ภาวะนั้นของเรามันอาจจะเป็นปฐมฌานหยาบ พอเป็นปฐมฌานหยาบสิ่งต่าง ๆ ที่มันผ่านเข้ามาเราจะรับรู้เฉย ๆ แต่ไม่สนใจมัน ในเมื่อไม่สนใจมันรถกำลังขี่อยู่ เราจะไปตรงนั้นเราดันไม่สนใจมันก็เลย
ถาม : เสียงลม เสียงรถอื่นนี่ผมจะไม่ได้ยิน
ตอบ : บางทีหูมันก็ดับไปเลย ก็ดีเหมือนกันนะ ได้จากขี่รถอีกคนหนึ่ง
ถาม : ปัญจมฌาน คืออะไร ?
ตอบ : ปัญจมฌาน ก็คือฌานที่ ๕ มีสำหรับพระโพธิสัตว์บารมีเข้มเท่านั้น ทั่ว ๆ ไปทำไม่ได้หรอกถ้าคุณเป็นสาวกภูมิ เพราะว่าฌานมันเป็นฌาน ๔ มันจะประกอบไปตัวสุดท้ายก็คือตัว เอกัคตารมณ์ แปลว่าอารมณ์มันตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียวไม่คลอนแคลนไม่หวั่นไหวไปไหน แต่เนื่องจากว่าเอกัคตารมณ์ของทุกขั้นตอนไม่ว่าจะฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ มันจะมีตัวอุเบกขาอยู่ข้างในนั้น ถ้าคุณขาดตัวอุเบกขาคุณจะทรงฌานไม่ได้ ตัวอุเบกขาอย่างที่บอกว่าเรามีหน้าที่ภาวนามันจะเป็นอย่างไรช่างมันนั่นคือ อุเบกขา คราวนี้ผู้ที่มีความชำนาญมาก ๆ ในระดับนั้นส่วนใหญ่จะเป็นพระโพธิสัตว์ที่บารมีเข้มมาก เข้าจะแยกตัวเอกัคตากับตัวอุเบกขาออกจากกันได้ ก็จะกลายเป็นฌานที่ ๕
ถาม : ไม่ใช่อรูปฌาน ?
ตอบ : ไม่ใช่ แต่ถ้าหากว่าเราจะนับเป็นอรูปฌาน ๑-๒-๓-๔ ขึ้นไปจะเรียกปัญจมฌานก็จะเป็นอรูปฌานที่ ๑
ถาม : ก็แสดงว่าได้ทั้ง ๒ อย่าง ?
ตอบ : ก็ไม่ใช่ เพราะว่าอรูปฌานมันใช้กำลังแค่ฌาน ๔ เท่านั้น เพียงแต่ว่าใช้ฌาน ๔ ในการพิจารณาอากาศ พิจารณาวิญญาณ อย่างนั้นก็ดูด้วยว่าเขาต้องการอะไร ถ้าเป็นอรูปฌานที่ ๑ จะเรียกปัญจมฌานได้ แต่ว่าปัญจมฌานที่แท้จริงนั่นจะเป็นพระโพธิสัตว์เท่านั้นที่ได้ คนทั่ว ๆ ไป ไม่จำเป็นที่จะต้องศึกษาถึงขั้นนั้น เพราะไม่ใช่ครูเขา ถ้าเป็นครูเขาจำเป็นที่จะต้องรู้ถึงขึ้นนั้น ไม่งั้นถึงเวลาแล้วมันตอบเขาไม่ได้
ถาม : งั้นปัญจมฌานก็ไม่ใช่ฌาน ๔ หรือว่าเป็น ?
ตอบ : ปัญจ แปลว่า ๕ ปัญจม แปลว่าที่ ๕ ปัญจมฌาน คือ ความเคยชินขั้นที่ ๕
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
16-08-2005, 07:59 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ..................
ตอบ : อันนั้นเขาต้องเรียนอรูปฌานที่ ๑ นะ แต่เขาเรียก สมาบัติที่ ๕ คือการเข้าถึงขั้นที่ ๕
ถาม : เขาว่ามีสมาบัติ ๙ ?
ตอบ : สมาบัติมี ๙ เหมือนกัน อันสุดท้ายเขาเรียก นิโรธสมาบัติ (หัวเราะ) แต่สำหรับพระโพธิสัตว์นี่ต้องเป็นสมาบัติ ๑๐ (หัวเราะ) เพราะว่าท่านสามารถเข้าถึงฌานที่ ๕ ได้ถัดจากฌานที่ ๔ ได้ ไม่ได้เข้าจากอรูปฌานที่ ๑ แบบที่เราเข้าใจ ฌานที่ ๕ ของท่านก็คือฌานที่ต่อจาก ๔
ถาม : อธิบาย พระโพธิสัตว์ ให้ฟังหน่อยครับ ?
ตอบ : พระโพธิสัตว์ คือ ผู้ปรารถนาพระโพธิญาน คือต้องการจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เหตุที่ตั้งความปรารถนาอันนั้นเอาไว้เพราะว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นดาวดึงส์ไปโปรดพระพุทธมารดา ตอนกลับลงมาโดยพุทธประเพณีท่านจะเปิดตั้งแต่นิพพานลงไปยันอเวจีมหานรก ให้สัตว์ทุกหมู่เหล่าเห็นถึงกันหมด
ในเมื่อทุกหมู่เหล่าเห็นถึงกันหมดก็จะรู้ว่านี่คือพระพุทธเจ้า เป็นผู้เลิศที่สุดแล้วใน ๓๑ ภพภูมิทั้งสูงและต่ำเมื่อเป็นดังนั้นก็จะเกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าเราเป็นอย่างนั้นบ้างก็จะดี เท่ากับตั้งความปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า คราวนี้ก็อยู่ที่ว่าใครจะสามารถทำให้ถึงจุดหมายที่ตั้งความปรารถนาเอาไว้ได้ เกินกว่า ๙๐ %ท่านจะละเสียก่อน
ส่วนที่เหลือบางทีอย่างหลวงพ่อ ขนาดของหลวงพ่อนี่เหลืออยู่หน่อยเดียว หน่อยเดียวจริง ๆ หน่อยอย่างชนิดที่ว่าน่าเสียดายมากเลย เพราะว่า ถ้าท่านอยู่จนถึงอายุ ๖๐ ปี บารมีท่านจะเต็มในชาตินี้ รอไปตรัสรู้อย่างเดียว แต่ว่าท่านก็ลา การที่ความปรารถนาจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณคือต้องการจะเป็นพระพุทธเจ้า เท่ากับว่าเราต้องเป็นครูใหญ่กว่าเขาทั้งหมด
ในเมื่อเราต้องเกิดเป็นครูใหญ่กว่าผู้อื่นเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารู้ก็ต้องละเอียดกว่าเขา เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์ ในการปฎิบัติโดยเฉพาะการปฎิบัติภาวนาทุกขั้นทุกตอนจะได้ยากกว่าคนอื่นเขาหลายเท่า เพราะว่าท่านต้องย่ำแล้ว ย่ำอีกซ้ำแล้วซ้ำอีกจนทะลุประโปรงเจนจบจริง ๆ ในแต่ละขั้นท่านจะผ่านได้
ถึงได้บอกว่าคนอื่นเขาแค่ฌาน ๔ ท่านต้องได้ฌาน ๕ ขณะเดียวกันว่าคนอื่นอาจจะเจอปีติตัวหนึ่งหรือ ๒ ตัว ๓ ตัว ๔ ตัว หรือไม่เจอเลยแต่ของท่านต้องเจอครบ ๕ ไม่อย่างนั้นแล้วถึงเวลาท่านจะไปสอนเขาไม่ได้ ของเรา ๆ เดินขึ้นบันไดมาแค่รับรู้ว่ามันมีบันได แต่ของท่าน ๆ ต้องไปเช็ครายระเอียด มันกว้างเท่าไหร่ ยาวเท่าไหร่ ประกอบด้วยวัสดุอะไรก่อสร้างขึ้นมาลักษณะไหน
ถึงเวลาท่านต้องสร้างบันไดให้คนอื่นเขาได้ มันยากกว่ากันขนาดนี้ ดังนั้น ว่าบุคคลที่เคยมีเชื่อสายในการปรารถนาพระโพธิญาณมาก่อน ถึงละความปรารถนานั่นแล้ว เวลามาปฎิบัติมันก็ยังลำบากกว่าคนอื่นอยู่ดี ขอให้ภูมิใจว่าเราผ่านหลักสูตรโหดมาแล้ว
เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวาลามันได้ลำบากกว่าคนอื่นหน่อยก็เอา แต่ว่าเนื่องจากแต่ละท่านส่วนใหญ่จะสร้างกำลังบารมีมาไว้มาก เพราะฉะนั้นท่านไม่ท้อถอยกับใครง่าย ๆ หรอก พระโพธิสัตว์นี่ สู้หัวชนฝาแล้วก็ฝาพังด้วยหัวไม่แตกหรอก
ดังนั้นว่าถึงลำบากท่านก็เอา คราวนี้การบรรลุมรรคผล ในเมื่อท่านตั้งใจจะเป็นพระพุทธเจ้า ต้นทุนสูงมาก พอละเข้ามาหามรรคผล ส่วนใหญ่ก็จะเข้าถึงได้เร็วเพราะต้นทุนพอแล้ว เก็บเงินซักเท่าไหร่ ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท จะซื้อเบนซ์อีคลาสมาขี่สักคันหนึ่ง แต่ถึงเวลาลดลงมาซื้อแค่โตโยต้า นิสสัน มันก็ไม่ถึง ๑ ล้าน ใช่มัย ? สบายเขาซื้อได้เลย โพธิสัตตะ คือสัตว์ที่ปรารถนาจะเป็นผู้รู้ โพธิญาณะ คือเครื่องรู้ซึ่งเข้าถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณ ยังเอาอีกมั้ย ? ปรารถนาพระโพธิญาณต่อมั้ย ? สะใจดี
หลวงพ่อเคยเตือนอาตมาไว้ทีหนึ่งว่า การละความปรารถนาในพระโพธิญาณ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า ลาพระพุทธภูมิ กำลังใจมันจะตก คราวนี้ของเรานี่ก็ลาแล้วนึกอยู่ในใจว่า ไม่ตก เรายังบ้าเท่าเดิมแต่ปรากฏว่าดูไปดูมาแล้วหลวงพ่อท่านถูกเราผิด เรามันอวดรู้ กำลังใจไม่ได้ตกหรอก แต่ว่ามันตัดปัญหาจุกจิกไปเยอะเลย
สมัยก่อนนี่ของเขาเองเดือดร้อนเราเห็นปุ๊บตะเกียกตะกายไปช่วยเขา จนกระทั่งบางทีเหมือนกับเสือก แต่ว่พอถึงสมัยนี้ถ้าไม่ได้ชักพราด ๆ ล้มทับตีนข้างหน้านี่ ไม่ช่วยหรอก มันกลายเป็นตัดปัญหาข้างนอกไปเยอะมหาศาลเลย ก็เลยเรียกง่าย ๆ ว่ากำลังใจมันตกลง คือเรื่องทั่ว ๆ ไปไม่เอาแล้วเราเอาตัวเองให้รอดไว้ก่อน
ถาม : เคยรู้สึกว่าจิตมันกดจนแบนหนักมาก ๆ เลยช่วงหนึ่ง แล้วก็ทำยังไงให้มันหลุดมันก็ไม่หลุด แบบพยายามทำบุญทำอะไรก็ตาม ?
ตอบ : ไม่ต้องจ้ะ เปิดเพลงดัง ๆ แล้วเต้นเเร็พไปเลย จิตมันทรงฌานอยู่ ถ้าเอาของที่เป็นข้าศึกกันมาล่อ มันจะหลุดออกมาเอง
ถาม : แล้วมีอยู่วันหนึ่งค่ะ เจอคนที่เขามีความทุกข์มากกว่า ก็เลยคิดว่าจะช่วยคนที่เขามีความทุกข์ให้พ้นทุกข์ให้หมดให้ได้เลยอะไรอย่างนี้ พอคิดเท่านั้นแล้วมันโล่งหมดเลย
ตอบ : อันนี้ช้าไปนิดหนึ่ง ลักษณะอาการอย่างนั้นเขาเรียกว่า ฌานค้าง อาตมาเคยค้างไม่นาน หรอก ๒ เดือนกว่าเกือบ ๓ เดือน ทั้งหลับทั้งตื่น ทั้งยืนทั้งนั่ง กระแทกยังไงก็ไม่หลุด คือเข้าลึกไปหน่อย คราวป้าชอ ป้าเชิญ ท่านจะเป็นลูกศิษย์รุ่นเก่าอวุโสของหลวงพ่อ เขามีประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน ป้าเชิญแกสนุกของแกนี่นิสัยของแกเป็นอย่างนี้อยู่แล้วอยากค้างใช่มั้ย ? ดูสิมันจะแน่แค่ไหน แกก็เปิด เพลงเต้นระบำอยู่คนเดียว ไม่นานหรอก....หลุด เพราะจิตไปเพลินกับอาการที่ทำ
ส่วนของเรานี้ เราไปตั้ง ความปรารถนาไปนึกถึงคนอื่น โดยเฉพาะการนึกจะช่วยคนหมู่มากทั่ว ๆ ไปนี่ กำลังใจมันส่งออกเยอะ ในเมื่อส่งออกเยอะก็หลุดจากอาการนั้น แต่ถ้าหากว่าเราปล่อยให้มันอยู่เฉพาะหน้าตรงหน้ามันก็แน่นตึ๊กเหมือนเดิม ทำใหม่จ้ะ ตอนนั้นน่ะสังเกตไหม มันปลอดภัย รัก โลภ โกรธ หลง มันกินเราไม่ได้เลย แต่พอเราหลุดออกมาเมื่อไหร่ก็เสร็จมันน่ะ อารมณ์ราคะ โลภะ โมหะ มันเกิดใหม่ทันทีที่เราหลุดออกจากอาการนั้นเลย
ต้องสังเกตใจของเราให้ดี รีบมุดกลับเข้าไปที่เดิมซะ ขืนช้าเดี๋ยวมันฟัดตาย (หัวเราะ) เวลาจะออกมา โผล่ออกมาด้วยความระมัดระวัง อาการทรงฌานนี้ถ้าเราคล่องแล้วนะ เหมือน กับว่าเราชักรอก จะเอาสูง เอาต่ำ เอาหนัก เอาเบา เอาแรง เอาค่อย แค่ไหน ส่งการได้หมด อยู่ในลักษณะนั้นเวลามันมีเรื่องอะไรที่ให้เราสนใจ เราก็ค่อยคลายอารมณ์ออกมาอย่างระมัดระวัง รับรู้มัน หน่อยเหมือนกับค่อย ๆ เปิดประตูระวังคนจะตีหัว พอสนใจเสร็จเรียบร้อยก็รีบปิด กลับเข้าไปสู่ความปลอดภัยของเราตามเดิม ใส่เกราะไว้ไม่งั้นหัวจะแตก ส่วนใหญ่แล้วเผลอหลุดเลย พอหลุดเลยก็....พอรับ อารมณ์เข้าไปเต็มที่กว่าจะรู้ตัวมันพาไปหลายกิโลแล้วรีบ ๆ กลับเข้ามี่เดิม
ถาม : ตรงชักรอกนี่ต้องฝึกด้วยใช่มัยคะ ?
ตอบ : ต้องฝึกจ้ะ ต้องฝึกสร้างความเคยชินกับมัน สมัยที่ฝึกใหม่ ๆ สนุกมาก คนเห็นเขาก็นึกว่าเราบ้า นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่คนเดียว พอถึงเวลาก็นั่งขึ้นมาอารมณ์มันก็คลายปรี๊ดออกมาทีละระดับ ๆ จนถึงอุปจารสมาธิพอนอนลงก็ไล่อุปจารสมาธิ ฌาน ๑,๒,๓,๔ (หัวเราะ) มันสนุกของมันนะ
ถาม : นี่คือวิธีฝึกใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : สำหรับคนอื่นเขาไม่ได้ฝึกอย่างนี้ แต่อาตมาฝึกอย่างนี้ เพราะว่าถ้าอารมณ์ใจมันแน่นเกิน ปฐมฌานไปมันจะบังคับร่างกายไม่ได้ แต่ว่าของเรา ๆ ต้องบังคับได้ ขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างนี้ สนุกมากเลย ลองดูเถอะแล้วเขาจะว่าบ้าเอง
ถาม : .........................
ตอบ : หลวงพ่อท่านย้ำอยู่เสมอว่า จรณะ ๑๕ ถ้าใครทำจะเข้าถึงมรรคผลได้เร็วนะ แค่อินทรียสังวร ตัวเดียวนี่ พระนันทะเถระเป็นเอตทัคคะ คือผู้เลิศกว่าภิกษุอื่น เพราะว่าพระนันทะเถระท่านเป็นน้องชายพระพุทธเจ้า น้องคนละแม่ พระนันทะเถระกำลังจะแต่งงาน พระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาต
สมัยก่อนนนั้นพอบิณฑบาตท่านจะส่งบาตรให้ พอรับบาตรไปใส่อาหารเสร็จก็จะเอามาประเคนคืน แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่รับหรอก ท่านกลับหลังหันได้ก็เดินไปเลย พระนันทะเถระก็ถือบาตรตามไปเรื่อย ตามไปจนกระทั่งถึง เชตวันมหาวิหาร พระพุทธเจ้าถาม นันทะเธอจะบวชไหม ? เกรงใจพระพุทธเจ้าก็......บวชพระเจ้าข้า ๗ วันที่บวชอยู่ไม่ได้มีความสุขเลย โห........คนกำลังจะเข้าหอลากไปบวช (หัวเราะ) เป็นเราก็กลุ้มใช่ไหม
คราวนี้พระพุทธเจ้าท่านรู้อยู่ ท่านเลยตรัสเรียกพระนันทะไปด้วยกัน ไปก็ชี้ให้ดูลิงตัวเมียแก่ ๆ ตัวหนึ่ง หางก็ด้วน หูก็แหว่ง ขนก็หลุดนั่งอยู่บนตอไม้ที่ไฟไหม้ บอกว่า ...นันทะ ภรรยาในอนาคตของเธอ งามกว่าลิงแก่ตัวนี้หรือว่าลิงแก่ตัวนี้งามกว่า ? พระนันทะเถระบอกว่า นางชลบทกัลยาณี งามกว่าจนเปรียบไม่ถูกพระเจ้าข้า
พระพุทธเจ้าบอกว่าดี เดี๋ยวจะพาไปดูอะไร จับมือพระนันทะได้ก็พรึบขึ้นดาวดึงส์ไปเลย ไปถึงเทวดานางฟ้าก็มากันเพียบ พระพุทธเจ้าก็ชี้ให้พระนันทะดูบอกว่า แล้วเธอเห็นเหล่านางสวรรค์เหล่านี้เมื่อเปรียบกับชลบทกัลยาณีแล้วเป็นอย่างไร ? พระนันทะบอกว่า นางชลบทกัลยาณีเมื่อเปรียบเทียบกับนางฟ้าเหล่านี้ก็เหมือนลิงแก่หางด้วนขนหลุดตัวนั้น พระพุทธเจ้าเลยถามว่า แล้วถ้าหากว่าเธออยู่ปฎิบัติต่อไปแล้วตถาคตรับปากว่าจะให้นางฟ้าเหล่านี้แก่เธอ ๆ จะรับไหม ?
พระนันทะก็ตกลง พระพุทธเจ้าท่านก็เลยสอนกรรมฐานให้กลายเป็นพระอรหันต์ไป ตกลงพระนันทะบวชพระเพราะอยากได้เมียเป็นนางฟ้า พอท่านบรรลุมรรคผลแล้วท่านก็รู้ว่า ที่แล้ว ๆ มาท่านเห็นโทษของการไม่สำรวมอินทรีย์ คำว่าอินทรีย์คือการเป็นใหญ่ คือตาเป็นใหญ่ในการเห็น หูเป็นใหญ่ในการได้ยิน จมูกเป็นใหญ่ในการได้กลิ่น ลิ้นเป็นใหญ่ในการได้รส กายเป็นใหญ่ในการสัมผัส แล้วก็ใจเป็นใหญ่ในการรับอารมณ์ทั้งมวล การไม่สำรวมอินทรีย์ทำให้สิ่งต่าง ๆ เข้ามาทางตา กระทบตา ชอบใจ ถูกใจ เสร็จแล้ว โดนมันตีบ้านตีเมือง ยึดไปเรียบร้อยแล้ว กระทบหูได้ยินแล้วชอบใจหรือไม่ชอบใจ ก็เสร็จแล้ว โดนมัน ยึดบ้านยึดเมืองไปเรียบร้อย
ดังนั้นพอท่านเห็นโทษในตรงจุดนี้ ก่อนหน้านี้ท่านเจ้าชาย ได้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่าง ๆ ที่กระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่านได้รับเป็นปกติ เมื่อเป็นพระอรหันต์ ท่านก็เลยระมัดระวังเรื่องทั้งหลายเหล่านี้จนกระทั่ง พระพุทธเจ้าตั้งไว้เป็นเอตทัคคะ คือผู้เป็นเลิศกว่าคนอื่นในทาวสำรวมอินทรีย์ รู้จักระมัดระวังอยู่ตลอด
ที่หลวงพ่อท่านใช้คำว่า เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น ได้รสก็สักแต่ว่าได้รส สัมผัสก็สักแต่ว่าได้สัมผัส ให้มันอยู่แค่นั้น อย่าไปคิดต่อ ตัวคิดต่อภาษาพระเขาเรียกว่าสังขารคือการปรุงแต่ง คิดเมื่อไรทุกข์เมื่อนั้น พอคิดปุ๊บก็แบ่งเป็น ๒ อารมณ์ คือ อิฎฐารมณ์ชอบใจ อนิฏฐารมณ์ ไม่ชอบใจ มันพาให้พ้นทุกข์ทั้งคู่ ชอบใจต้องตะเกียกตะกายไปหามาลำบากไหมล่ะ เวลาหาไม่ชอบใจก็ต้องขวนขวายหนีให้ห่างมัน ลำบากทั้งคู่ ทุกข์ทั้งคู่ ดังนั้นท่านถึงว่า รู้สักแต่ว่าให้รู้ พอเราหยุดมันลงได้ทัน มันเข้าไปในใจของเราไม่ได้เราก็ปลอดภัย
เมื่อเราปลอดภัยจิตใจของเราผ่องใสสะอาดอยู่ กิเลสกินเราไม่ได้ ถ้าจิตสะอาดถึงที่จะไปไหนล่ะ ? ก็ไปนิพพาน ฟังดูแล้วไม่น่ายากใช่ไหม ? เอามั้ยเดี๋ยวน้องป๊อบจะกลายเป็นลิงแก่ ๆ ขนหลุดหูแหว่งตัวนั้น แล้วเสร็จแล้วเราก็ไปหานางฟ้าแทน พระพุทธเจ้าไม่ได้โกหก เพราะถ้าหากท่านทำได้แค่ขั้นแรก ๆ เท่านั้นกำลังใจทรงตัวนี้ได้แหง ๆ อย่างน้อยนางฟ้า ๕๐๐ องค์เป็นบริวารอยู่แล้ว ไม่ได้โกหกให้จริง ๆ ให้เยอะด้วย แต่บังเอิญว่าของท่านเก่ง ท่านทำเลยขึ้นไปเยอะกลายเป็นพระอรหันต์ไปเลย ไม่ได้ซักองค์ (หัวเราะ)
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
16-08-2005, 08:00 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ทีนี้พูดถึงวัตถุมงคล คนที่ห้อยนะคะ พวกที่ห้อยนี่มีความจำเป็นไหมคะว่าวัตถุมงคลจะให้ผลหรือว่าเป็นคนที่อยู่ในศีลในธรรม เป็นใครมาห้อยวัตถุมงคลก็ยัง....(ไม่ชัด)....ให้ผลได้ตลอด ?
ตอบ : ต้องดูกำลังใจของเขา วัตถุมงคลเหมือนกับเครื่องส่ง ๆ นี่จะส่งกำลังอยู่ตลอดเวลา สำคัญตรงจิตของเขาที่เป็นเครื่องรับ ถ้าเครื่องรับไม่เปิดผลก็ไม่มี หรือว่ามีน้อย
ถาม : ขยายความตรงที่บอกว่าเปิด เครื่องรับเปิดตรงนี้นี่หมายถึงอะไร ?
ตอบ : คือว่าต้องเปิดใจของเรารับ คือใจของเราต้องยึดเกาะท่านเป็นปกติ
ถาม : ก็คือต้องเชื่อ ?
ตอบ : ใช่ อันดับแรกต้องมีศรัทธาถ้าหากว่าศรัทธาความเชื่อไม่มีทุกอย่างไม่มีผล ไม่เชื่อมันต่อต้าน เท่ากับปิดเครื่องโดยตรงเลย
ถาม : นอกจากนี้มีอะไร ?
ตอบ : ก็ศรัทธาความเชื่อ ในเมื่อเชื่อยึดมั่นเเล้วต้องปฎิบัติตามกฏเกณฑ์ที่เขาให้มา อย่างเช่นว่า อาจจะต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ อาจจะต้องท่องบ่นสวดมนต์คาถาบางบทเป็นประจำ
ถาม : ท่องเพื่ออะไรคะ ?
ตอบ : ลักษณะเหมือนอย่างกับว่าเป็นรหัสบอกฝ่าย ถ้าหากว่าคนที่เขาสวดมนต์ท่องบ่นคาถาบทนี้ ก็แปลว่าเขาขอให้ช่วยถือว่าเป็นฝ่ายเดียวกันพวกเดียวกัน ถ้าหากว่าเขาไม่ขอก็เป็นอันว่าไม่ต้องไปช่วยมัน (หัวเราะ)
ถาม : คนก็หลากหลาย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาขออะไร ?
ตอบ : เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงจ้ะ เทวดาความเป็นทิพย์ของเขามีคนเป็นพัน ๆ ขอพร้อมกันท่านก็แยกแยะได้
ถาม : แสดงว่าผู้ที่จะให้คุณ เป็นแต่เทวดาเท่านั้น ?
ตอบ : ทางด้านไสยศาสตร์ของเขา ถึงจะทำขึ้นมาแล้ว แต่ถ้าหากผู้ที่ทำได้อภิญญา ความเป็นทิพย์ ของการที่ได้อภิญญาท่านอธิษฐานจิตสำทับเอาไว้ผลมันก็เหมือนกัน เพราะอธิษฐานสำทับด้วยกำลัง ที่สูงมากในเมื่อกำลังของเขาสูงมาก การที่เขาแยกแยะเพื่อช่วยเหลือใครเท่าไหร่มันก็สามารถทำได้ แต่เพียงแต่ว่าในลักษณะถ้าทำแบบไสยศาสตร์เป็นอภิญญาโลกีย์นี้ต้องมีวาระที่เสื่อมของมัน
ถาม : ที่นี้คนที่ไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ ถือว่าเป็นมิจฉาทิฐิหรือเปล่า ?
ตอบ : ไม่ใช่ ไม่เชื่อแต่ถ้าหากว่าจิตใจของคุณมีสิ่งที่ยึดมั่นอยู่ อย่างเช่นว่า ยึดมั่นในพระรัตนตรัย ยึดมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดถือมาประจำตระกูลของตน หรือว่ายึดมั่นในผู้นำหรือว่าเชื่อมั่นในตนเอง เหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นมิจฉาทิฐิ
ถาม : นอกจากไม่เชื่อแล้วยังมีความลังเลสงสัย ?
ตอบ : นั่นยิ่งดีใหญ่เลย เพราะว่าถ้าหากขืนเชื่อทีเดียวเขาเรียกว่าโง่ เราสงสัยไว้ล่ะก่อนเป็นดี แล้วค่อย ๆ พิสูจน์ไปจนกว่าจะเชื่อ อย่างตัวของอาตมาเอง กว่าจะก้าวมาถึงระดับนี้ใช้เวลาพิสูจน์แบบหัวทิ่มหัวตำ ๑๑ ปีเต็ม ๆ
ถาม : นึกว่าเข้าข่ายลบหลู่ดูหมิ่น ?
ตอบ : ไม่หรอกจ้ะ เขาไม่เรียกว่าดูหมิ่น ความขี้สงสัยมันเป็นปกติอยู่แล้ว อย่างเช่นว่า ทุกวันนี้เวลาไปเจอบางสำนักของเขาที่มีพฤติกรรมต่างจากความเคยชินของเรา อาตมาเองก็ตั้งข้อสงสัยไว้เหมือนกัน ต้องระวังไว้ก่อน ยังไม่เชื่อทีเดียวจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเขาดีจริง ถ้าเขาดีจริงก็ยอมรับ
ถาม : คือกำลังสงสัยว่า เรื่องของ ทรง นี่โดยปกติมนุษย์เราก็จะมีสภาพของตัวเราอยู่ ที่นี้ถ้าจะพูด ถึงว่าจะมีอะไรสักอย่างหนึ่งที่จะเข้ามาแทรกได้ในตัวเรา ในกรณีที่เราถือว่าเราเชื่อว่าเป็นจิต จะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเขามาแทรกตัวเราคือสภาพของจิตช่วงนี้การรับรู้เรื่องนั้นนี่มันเป็นอย่างไรคะ ?
ตอบ : เอาอย่างนี้นะ ที่เราอธิบายน่ะ เขาเข้าใจแต่พูดเป็นคำพูดยาก ฟังพระดีกว่า สภาพร่างกายของเรานี่มันเป็นเปลือกนอก แล้วจิตของเรานี่มันเป็นผู้ที่ควบคุมอยู่ข้างใน เพราะฉะนั้นร่างกายของเรานี่เป็น รถ จิตของเราคือ คนขับรถ ตอนที่เขาจะทรงจะสวมจะทับนี่เขาเอาคนขับรถออกไป แล้วเขาก็เข้าไปทำหน้าที่แทน
ถาม : เขาจะเอาเราออกไปได้อย่างไร ?
ตอบ : เขาใช้วิธีบีบบังคับด้วยกำลังที่เหนือกว่า สภาพจิตของเราที่ขาดการฝึกปรือมากำลังจะน้อย ในเมื่อกำลังน้อยพวกที่ท่านอยู่ในเขตของความเป็นทิพย์ ถึงจะเป็น โอปปาติกะ หรือ เปรต อสุรกาย ก็ตามกำลังท่านจะสูงกว่า ท่านจะเบียดเราออกไปชั่วคราว
ถาม : ตรงนั้นนี่ การเบียดออกไป จิตตรงนั้นไปอยู่ที่ไหน ?
ตอบ : ตอนนั้นอาจจะอยู่ใกล้ ๆ นั่นเองแหละ เดินพล่านไปหมดว่าเมื่อไหร่เขาจะคืนเรา หรือไม่อีกที หนึ่งเขาจะใช้อำนาจจิตที่สูงกว่าบังคับจิตของเราให้ทำตามที่เขาต้องการถ้าหากว่าเป็นเทวดาเขาจะใช้ลักษณะนี้
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2009, Jelsoft Enterprises Ltd.