PDA

View Full Version : ฉบับที่ ๑๕ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘


WebSnow
16-08-2005, 07:38 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

เดือนสิงหาคม ๒๕๔๔
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ


http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=28929&stc=1




ถาม : คืนพรุ่งนี้ประมาณตี ๒ จะลุกขึ้นนั่งทำสมาธิตลอด ตานี้ช่วงที่แบบทำสมาธิจนถึงตี ๔ คือบางครั้งเราเดินจงกรมบ้างก็ทำไปแต่ส่วนมากจะใช้ “สัมปติจฉามิ” พอภาวนาไป ๆ มันเหมือนกับตัวเองมันหายไปเลยค่ะ แล้วมันจะมีความรู้สึกว่าเราภาวนาเหมือนจิตเรามันลอยเคว้งคว้างอยู่ มันเป็นเหมือนสุญญากาศค่ะ ตานี้มันมีความรู้สึกว่า เอ๊ะ ...มันเป็นอะไร ? ที่บ้านมันไม่มีแอร์ค่ะ ทีนี้มันเย็นทั้งตัวค่ะ มันเหมือนกับมันมีแอร์ค่ะ มัน ๆ เย็นเข้ามาไอ้ความรู้สึกมันจะเย็นจากหน้าค่ะ
ตอบ : (หัวเราะ) ตอนนั้นเจ๊งแล้วจ้ะ ไปสนใจกับมันอารมณ์ตรงนั้นจริง ๆ ให้รู้ไว้เฉย ๆ อย่าให้ความสนใจมันมาก รู้ไว้เฉย ๆ ก็พอ ว่าตอนนี้เกิดอย่างนี้ ตอนนี้เกิดอย่างนี้ ถ้าสายหลวงปู่มั่นให้บอกว่า รู้หนอ ๆ ใช่มั้ย ? รับรู้ไว้เฉย ๆ ถ้าอารมณ์ใจทรงตัวดิ่งลงไป ขั้นตอนต่อไปมันจะเกิดขึ้นของมันเอง หรือถ้าหากว่าถ้าไม่รู้จะไปไหนให้ตั้งใจว่าเราจะไปนิพพาน ไปกราบพระพุทธเจ้าเอาแค่นั้น
ถาม : ตรง ๆ ที่อารมณ์แบบมันเฉย มันเบาเนี่ยค่ะ ไม่ทราบว่าจะทำยังไงต่อ ?
ตอบ : ก็บอกแล้วว่าให้รู้ไว้เฉย ๆ กำหนดใจรู้ไว้เฉย ๆ คือจริง ๆ แล้วคือมันไม่มีแล้วลมหายใจก็ให้รู้เฉย ๆ ว่าลมหายใจมันไม่มี มันเลิกภาวนาก็ใ้ห้รู้ว่ามันเลิกภาวนา ถ้าเรากำหนดใจสบาย ๆ ลักษณะปล่อยวางอย่างนี้มันจะดิ่งลึกลงไปเรื่อยนะจนกว่าจะถึงจุดเต็มที่ของมัน ซึ่งจุดเต็มที่ของมันนี่ต้องตั้งกำลังใจไว้นิดหนึ่งว่าเราต้องการเวลาเท่าไหร่ ถ้าเผลอ ๆ บางที ๓ เดือนมันไม่เลิก (หัวเราะ) ๓ เดือนไม่เลิกนี่มันอยู่สบายซะด้วยมันรู้สึกว่าแป๊บเดียวใช่มั้ย ? ตอนนี้ีตามรู้อย่างเดียว อย่าไปให้ความสนใจมันมากเห็นอะไรก็สักแต่ว่าเห็น
ถาม : .......................
ตอบ : ลักษณะนั้นแหละ คือว่ามันสักแต่ว่ารู้สักแต่ว่าเห็น คือมันสัมผัสตาเห็นรูปก็สักแต่ว่าตาเห็นรูป แต่จิตไม่ปรุงแต่งต่อ หูได้ยินเสียงก็สักแต่ว่าได้ยินไม่ไปปรุงแต่งต่อ ชอบหรือไม่ชอบ เพราะหรือไม่เพราะ จมูกไำด้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น ไม่ไปปรุงแต่งต่อว่าหอมหรือไม่หอม ชอบใจหรือไม่ชอบใจ เหล่านี้เป็นต้น
ถาม : แล้วมีบางคนทำแล้วเขารู้ แล้วรู้อย่างเดียวแล้วเขาก็ย้อนกลับถอยไปอีก ....(ไม่ชัด)......?
ตอบ : อันนั้นตอนแรกมันจะอยู่ลักษณะที่ว่า เมื่อเห็นแล้วพยายามกัุ้นมันเอาไว้ก่อน จนกระทั่้งสติรู้เท่าทัน แล้วต่อไปมันต้องใช้ปัญญา เพื่อให้เห็นว่าทุกข์โทษมันเป็นอย่างไร อย่างเช่นว่า สายตาเราเมื่อเห็นรูปปุ๊บ ถ้าหากว่าเราไปคิดต่อว่ารูปนี้เป็นหญิงเป็นชาย สวยไม่สวย ชอบใจไม่ชอบใจ มันจะเกิดอารมณ์ตัวปรุงแต่งของจิตสังขารขึ้นมา ซึ่งจะสร้างทุกข์สร้างโทษให้แก่เรา ในเมื่อปัญญาเห็นตัวนั้นปุ๊บก็จะหยุดความคิดคือหยุดตัวสังขารตัวปรุงแต่งลงเดี๋ยวนั้นเลย
ถ้าหากว่าอย่างนั้นก็ไม่สามารถจะทำอันตรายท่านได้อีกอย่างนี้ มันจะมีในลักษณะที่เมื่อครู่ที่อธิบายไปก็คือว่า มันจะเป็นการข่มอารมณ์ไว้ก่อนจนถ้ามันรู้เท่าทัน พอมันรู้เท่าทัุนปัญญาเกิดมาเองเห็นทุกข์เห็นโทษก็ปล่อยมันไปเลย คราวนี้ไม่ต้องแบกมันแล้ว ตอนแรกยังกดมันอยู่
ถาม : อันนี้เรียกอารมณ์เข้าถึงอรหันต์หรือยังคะ ?
ตอบ : ไม่ทราบเหมือนกันจ้ะ
ถาม : อารมณ์อรหัตมรรคหนูยังไม่เคย ....(ไม่ชัด).....
ตอบ : (หัวเราะ) ไม่ทราบเหมือนกัน เขาเรียกอะไรไม่รู้ทำ ๆ ไปเถิด
ถาม : .................
ตอบ : หลวงปู่มหาอำพันเป็นเจ้าคุณที่พระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์บวชอยู่วัดเทพศิรินทราวาส เป็นรุ่นพี่ท่านเจ้าคุณนรฯ อยู่ ๘ เดือน แต่ว่าท่านเจ้าคุณนรฯ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบกว่า ท่านก็เลยมอบตัวเป็นศิษย์ คือท่านเป็นพระที่ไม่มีมานะ พอรู้จักหลวงพ่อจากหนังสือประวัติหลวงปู่ปาน ท่านก็มอบตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อด้วย แล้วหลังจากนั้นท่านก็ผูกสมัครรักใคร่เป็นสหธรรมมิตรกับหลวงปู่ครูบาธรรมชัย หลวงปู่ครูชัยยวงศ์
เวลามีงาน งานไหนงานนั้นจะเจอหลวงปู่ไปร่วมงานด้วยประจำใคร ๆ ก็ว่าหลวงปู่เป็นพระสุขวิปัสสโก แต่จากการอยู่รับใช้ใกล้ชิดแล้วเห็นว่าท่านทำได้เหมือนกับพวกได้อภิญญานะ คือว่าเรื่องของฤทธิ์นี่มันมีตั้ง ๑๐ อย่าง มันไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นอิทธิฤทธิ์คือพวกวิกุพนาฤทธิ์ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น จะเป็นอธิษฐานฤทธิ์ บุญญฤทธิ์ ญาณฤทธิ์ อะไรได้ทั้งนั้น ก็เลยเพิ่งจะเห็นว่า อ๋อ....ที่แท้แล้วพระสุขวิปัสสโกถ้าจะเอาจริง ๆ แล้วเหลือเฟือ เพราะกำลังท่านพอ อยากให้เป็นอย่างไรก็เป็น
ถาม : เมื่อวานนี้ดูหมอ เขาพูดถึงเรื่องสุขวิปัสสโก...(ไม่ชัด)...?
ตอบ : ถ้าหากว่าพระสุขวิัปัสสโกปฏิบัติตามสายนั้น แต่่ว่าวิสัยท่านเคยได้อภิญญา เคยได้ปฏิสัมภิทาญาณมาก่อนอย่างนี้ มีพื้นฐานสมาบัติ ๘ มาก่อน มีพื้นฐานกสิณ ๑๐ มาก่อน พอบรรลุมรรคผลท่านจะเป็นพระอภิญญา เป็นพระปฏิสัมภิทาญาณ เป็นไงฟังแล้วไม่รู้หลวงปู่มาจากไหน ท่านมรณภาพตอนอายุ ๘๘ ปีนี้ครบ ๑๐๐ ก็เท่ากับว่า ๑๒ ปีเต็ม ๆ มาแล้ว พอครบวาระสำคัญของครูบาอาจารย์ก็ทำบุญถวายท่าน
ถาม : มีเครื่องบินอยู่ลำหนึ่งครับ มีนักบินเป็นทหารก็ได้เดินทางไปภาคใต้ พอดีจังหวะผ่านไปที่นครศรีธรรมราช แล้วเกิดมีเมฆฝนขึ้นมา เขาบอกว่าหลังจากเกิดเมฆฝนแล้วก็ได้พบได้เห็นเมืองที่อยู่ข้างล่าง เป็นเมืองโบราณ เป็นเมืองร้าง แล้วก็ไม่มีผู้คนอยู่ในเมือง แล้วดูเลขไมล์ในเครื่องบินแล้วก็เข้าใจว่าเมืองนั้นเป็นเมืองนครศรีธรรมราช พอหลังจากนั้นก็ออกมาจากเมืองนั้นแล้วก็มาสอบถามกับผู้รู้เขาก็บอกว่าเมืองนั้นเป็นเมืองเก่าของเมืองนครศรีธรรมราช ไม่ทราบจริงหรือเท็จอย่างไร ?
ตอบ : จริงเท็จยังไง ต้องถามเขาซิ
ถาม : เป็นเรื่องที่ลงในหนังสือ
ตอบ : ถามอาตมานี่ตอบยาก เขาเห็นน่ะ เขาเห็นจริง ๆ แล้วก็อย่าลืมว่าทุกพื้นที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า ไม่มีที่ใดในโลกที่ซากคนจะไม่เคยตายทับถมกัน เพราะฉะนั้นทุกสถานที่มันก็ควรที่จะเป็นบ้านเก่าเมืองเก่าแล้วทั้งนั้น แล้วเพียงแต่ว่าจังหวะที่เขาเห็นนั่นเป็นจังหวะช่วงไหน ถ้ามันถอยหลังมากเกินไป มันก็อาจไม่ใช่ช่วงเก่า ตอนนี้มันอาจจะเป็นช่วงเก่ามากกว่านั้นก็ได้
ถาม : คือผมไม่เข้าใจว่าถ้าเป็นเรื่องจริง ทำไมเขาถึงเห็นเป็นเพราะอะไร ?
ตอบ : ทำไมเขาถึงเห็น.....มันหลายอย่างด้วยกัน อาจจะเคยมีความผูกพันสถานที่่นั้นมาพรรคพวกเก่า ๆ ก็เลยทำให้เห็น หรือไม่ก็ตอนนั้นสติ สมาธิ มันลงอุปจารพอดีมันก็เลยเห็น เป็นไปได้หลายรูปแบบด้วยกัน
ถาม : ครับ เพราะว่าผมเข้าใจว่าไม่มีไทม์แมชชีนมันคงจะมองไม่เห็น
ตอบ : ถ้าไม่มีไทม์แมชีนแล้วเห็นไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านคงระลึกชาติไม่ได้ทีละเป็นแสน ๆ กัปหรอกนะ


</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:44 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ภาพยนต์เรื่องอุลตร้าแมนครับ ?
ตอบ : อุลตร้าแมนไม่เคยดู (หัวเราะ)
ถาม : คืออย่างนี้ครับ ผู้สร้างเขาบอกว่าหน้าของอุลตร้าแมนมีต้นแบบมาจากใบหน้าของพระพุทธรูป แล้วก็ไปต่อเติมหู ไปต่อเติมเขาอะไรอย่างนี้ครับ อยากจะเรียนถามว่าอย่างนี้เป็นการปรามาสพระพุทธเจ้าหรือไม่ ?
ตอบ : เขาออกแบบนี้ขึ้นมาโดยอาศัยแบบจากนั้นนะ เขาไม่ได้ไปเติมให้พระพุทธรูป ถ้าหากว่าเขาไม่ได้อยู่ในเจตนาที่จะมุ่งร้ายมันก็ไม่เป็นไร ถ้าเขาไปเติมให้พระพุทธรูปแล้วเจตนาหรือไม่เจตนาก็โดนแหง ๆ
ถาม : แล้วภาพยนต์ที่มีภาพการตัดเศียรพระน่ะครับ โดยที่ให้เหตุผลว่าเพื่อให้เกิดความสมจริง คนที่ตัดบาปไหมครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าสร้างเป็นองค์พระขึ้นมาแล้วมีโทษนะ สร้างเป็นองค์พระขึ้นมาเขาถือเป็นพระพุทธรูปแล้ว โทษทำลายพระพุทธรูปก็รีบขอขมาพระรัตนตรัยซะโดยด่วนจี๋เลย
ถาม : มีพระภิษุสงฆ์รูปหนึ่งกำลังให้ศีลอยู่ เมื่อให้ศีลข้อที่ ๓ เสร็จแล้วก็ได้ถามพระข้าง ๆ ว่าเมื่อตะกี้ถึงข้อไหนแล้ว พระก็บอกมา แล้วก็ให้ศีลข้อ ๔ ต่อ อยากถามว่าถ้าเกิดพระผู้นั้นเป็นพระอริยเจ้าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่มีอาการลืมเช่นนี้ ?
ตอบ : เป็นไปได้ เพราะว่ายิ่งท่านที่ได้ทิพจักขุญาณได้มโนมยิทธิหรือว่าอะไรนี่ บางทีการติดต่อกับพระกับพรหมกับเทวดาอะไรของท่านจะมีเป็นปกติอยู่ บางทีจะอาจจะเบนความสนใจไปทางด้านนั้นมากเกินไป ก็เลยทำให้ลืมไปว่าร่างกายมันทำงานไปถึงไหนแล้ว แล้วก็เป็นไปได้ เป็นบ่อยด้วย เคยเจออยู่
ถาม : ในหนังสือพระมหาชนก ในหลวงท่านทรงทำแผนที่ในหนังสือเพื่อที่จะแสดงเมืองต่าง ๆ ตามท้องเรื่องโดยมีระยะทางชัดเจน รวมถึงทะเลที่พระมหาชนกเดินทาง ไม่ทราบว่าในหลวงท่านใช้วิชาอะไร ?
ตอบ : (หัวเราะ) อันนี้ต้องกราบทูล.......
ถาม : หรือใช้ญาณ ท่านใช้ญาณอะไร ?
ตอบ : (หัวเราะ) กราบทูลถามโดยตรงจะง่ายกว่า ในหลวงได้ทิพจักขุญาณตั้งแต่ ๗ ขวบนะ เพราะฉะนั้นเรื่องอื่น ๆ ของท่านนี่ ถึงท่านจะอิงหลักวิชาการอิงอะไร แต่ว่าความสามารถพิเศษที่ทำมาได้ยาวนานขนาดนั้น นับว่าหลายสิบปีอยู่ ก็คงจะไม่ิ้ทิ้งหรอก เพราะฉะนั้นก็น่าจะมีส่วนของทิพจักขุญาณอยู่ด้วย
ถาม : ผมเข้าใจว่าทำยากครับ เพราะว่าของมันผ่านมานาน
ตอบ : มันไม่ใช่ ๒๕๐๐ กว่าปีนะ พระมหาชนกนี่ก่อนเป็นพระพุทธเจ้า นานมากนะ
ถาม : แล้วในแผนที่มีพื้นที่เป็นประเทศไทยเก่าด้วยก็เลยงง ๆ
ตอบ : จริง ๆ แล้วโน่น กราบบังคมทูล ทรงทำอย่างไรพระเจ้าข้า ?
ถาม : มีคนกล่าวว่า คำว่า “ธรรมะ” คือหน้า ที่ แล้วก็ความหมายของคำว่า ธรรมะ จริง ๆ หมายถึงการทำหน้าที่ต่าง ๆ ของเราให้ดี ความหมายนี้ถูกต้องตามความประสงค์ของพระพุทธเจ้าหรือไม่ครับ ?
ตอบ : อ๋อ นึกว่าถูกหรือไม่ ถ้าถูกนี่ถูกของเขา แต่ถ้าถูกต้องตามความประสงค์ของพระพุทธเจ้าหรือไม่นั้น ถูกนิดเดียว
ถาม : ถ้าเกิดนำคำสอนเป็นคำสอนหลัก ๆ อย่างนี้ ?
ตอบ : ก็เจ๊งไปเลย (หัวเราะ) ที่เรียกว่าถูกนิดเดียวเพราะว่าเขาทำไปแค่นั้น ในเมื่อเขาทำไปแค่นั้นแล้วเขาเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำนั้นก็คือธรรมะของพระพุทธเจ้า
ถาม : สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งเอาข่าวไม่ดีในวงการพระสงฆ์มาออกอากาศอยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังมีพระดี ๆ อยู่มากแต่ไม่นำมาเสนอข่าวอย่างนี้ เป็นการทำลายศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระศาสนาหรือไม่ และคนที่เสนอข่าวนี้มีอานิสงส์อย่างไรครับ
ตอบ : ดูว่าเขามีเจตนามั้ย ? ถ้าเขาเจตนาทำลายนี่อานิสงส์ลึกมาก (หัวเราะ) ถ้าหากว่าเขาไม่มีเจตนาเป็นการนำเสนอตามข้อเท็จจริงไม่เป็นไร เพราะเขาทำตามหน้าที่ของเขา แล้วอีกอย่างที่ทำไม่ดี เขาไม่เรียกว่าพระนะ มันขาดความเป็นพระไปแล้วซะส่วนใหญ่ใช่มั้ย ?
ถาม : ก็คือ.....จนเดี๋ยวนี้เขาก็ทำให้คนหลาย ๆ คนเขาคิดไปว่าไปทำบุญบ้านเด็กสงเคราะห์อะไรพวกนั้นยังดีกว่าทำกับพระครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าดีกว่าพระคงไม่ใช่หรอก แต่ว่าดีกว่านักบวชประเภทนั้นน่ะใช่ เพราะว่าต้องเลือกเนื้อนานี่ ในเมื่อเลือกเนื้อนาเขาก็ถือว่าเด็กอย่างน้อย ๆ มันก็ดีกว่าเพราะว่าคนที่ล่วงความผิดขนาดนั้นแล้วมันก็เป็นสัตว์นรกไปแล้ว นี่ยังเป็นมนุษย์อยู่ จากสัตว์นรกมาเป็นเปรต เปรตมาเป็นอสุรกาย จากอสุรกายเป็นสัตว์เดรัจฉาน จากสัตว์เดรัจฉานถึงเป็นคนได้ เป็นคนถ้าไม่มีศีล ถ้ามาเป็นคนมีศีลขาด เป็นคนมีศีลสมบูรณ์อย่างนี้ ถ้าเกิดเด็ก ๆ พวกนั้นมีศีลสมบูรณ์ขึ้นมานี่ อานิสงส์มีมากกว่าหลายเท่า
ถาม : เวลาออกโทรทัศน์ของพระสงฆ์ที่มีการนั่งอยู่ในโต๊ะระดับเดียวกัน คนที่นั่งเสมอกันบาปมั้ยครับ ?
ตอบ : หมายถึงฆราวาสหรือพระ ?
ถาม : ฆราวาสครับ
ตอบ : เอาอย่างนี้แล้วกันนะ สำหรับพระ พระถ้าหากว่าพรรษาห่างกันเกินกัน ๓ พรรษานั่งอาสนะเดียวกันนะ เขาปรับเป็น “สมานาสนิก” ก็คือว่านั่งอาสนะเดียวกับผู้ใหญ่ถือว่าเป็นการไม่เคารพกัน ของพระเขาปรับโทษ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าฆราวาสซึ่งถือเป็น “อนุปสัมบัน” คือผู้ที่ศีลไม่เท่ากันไปทำอย่างนั้นโทษมันจะมากกว่า แต่ถ้าหากว่านั่งเสมอกันโดยคนละอาสนะกัน คนละที่นั่งกันอันนั้นไม่เป็นไรคือจริง ๆ แล้วเจตนาของเขาไม่มีแต่ว่าสภาพมันบังคับ ถ้าไม่นั่งในลักษณะนั้นการถ่ายทอดการออกอากาศมันก็ลำบากหน่อย
ถาม : แต่จริง ๆ ในฐานะของพระสงฆ์น่าจะสูงกว่า ?
ตอบ : ใช่ในฐานะนั้นน่าจะสูงกว่า ก็จะไปยากอะไรล่ะ ก็จัดอาสนะในลักษณะที่....ถ้านั่งโซฟาใช่มั้ย ? โซฟาเหมือนกัน คนละตัวของพระก็ปูผ้าไปอีกซักผืนหนึ่งก็สูงกว่าแล้ว
ถาม : จริง ๆ แล้วเวลาที่ดีใจหรือซาบซึ้งใจในความดีของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ควรร้องไห้หรือไม่ถ้าตั้งอยู่ในอารมณ์ของกรรมฐาน ?
ตอบ : ถ้าตั้งอยู่ในอารมณ์ของกรรมฐานเขาไม่ร้องให้เสียเวลาหรอก (หัวเราะ) โดยเฉพาะถ้าอารมณ์ใจตั้งมั่นตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปเขาก็ไม่ร้องแล้ว เพียงแต่ว่าถ้าคลายมานี่แล้วอาจจะแงใหม่

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:44 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ทำไมดีใจแล้วต้องร้องไห้ ?
ตอบ : ไม่รู้เหมือนกัน กติกาของใครกำหนดไม่รู้ว่าดีใจแล้วต้องร้องไห้ (หัวเราะ) กำลังใจของแต่ละระดับมันไม่เท่ากัน ของเขากำลังใจแค่นั้น ดีใจก็แสดงออกลักษณะอย่างนั้น แต่ถ้าว่ากำลังใจของพระอริยเจ้าดีใจท่านอาจจะยิ้มนิดเดียว (หัวเราะ)
ถาม : การที่มีแนวคิดว่าจะนำเอาศาสนาพุทธแล้วให้มีคนในศาสนาอื่นมาเป็นกรรมการปกครองของสงฆ์ คนที่คิดแบบนี้จะลงนรกมั้ยครับ ?
ตอบ : จะลงนรกมั้ย ? ก็ต้องดูว่าเจตนาเขาดีมั้ย ? ถ้าเขาเจตนาดีต้องการจะส่งเสริมพระศาสนาจริง ๆ ต้องการจะเปิดกว้างลังกษณะที่ว่า ถ้าคนอื่นเขายอมรับด้วยแล้วก็ทำถูกต้องตามแบบจริง ๆ นั่นไม่เป็นไร แต่ถ้าหากว่าเจตนาลักษณะเหมือนดิสเครดิตหรือไม่ก็เจตนาที่จะทำลายกันเลย นั่นเสร็จแหง ๆ
ถาม : เคยได้ฟังเรื่องมีวิญญาณได้เล่าเปรียบกับหลวงพ่อฤาษีสมัยที่อยู่ที่วัดบางนมโค อยากถามว่า วิญญาณไม่กลัวพระเหรอครับ ?
ตอบ : นั้นส่วนใหญ่เขามันเพื่อนเก่า ๆ แล้วก็ทั้งหมดเป็นเทวดาด้วย เพราะฉะนั้นของเขาเองจริง ๆ เทวดาหางแถวมันดีกว่ามนุษย์หัวแถว และโดยเฉพาะนักบวชด้วย เพราะถ้าหากว่าของเราเองทำไม่ดี ศีลไม่บริสุทธิ์บกพร่องอะไรนี่ เขาไม่ซ้อมอานนี่ก็นับว่าเกรงใจมากแล้ว กำลังเขาสูงกว่าอยู่แล้ว ลักษณะที่เขามา มาโดยเจตนาดี จะสร้างกำลังใจให้นะ ช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้นไม่กลัวอะไรง่าย ๆ ของอาตมาเองพกพระเครื่องไว้เต็มกระเป๋าอังสะมานั่งทับบีบคอเฉยเลย (หัวเราะ) กราบเรียนถามหลวงพ่อว่าทำไมมันถึงนั่งทับได้ บอกเอ็งอาราธนาพระบ้างหรือเปล่า บอกเปล่า เออ....สมน้ำหน้า (หัวเราะ) พระหรือเทวดาท่านยอมรับกฎของกรรมมากกว่าเราเยอะ ไม่เรียกให้ช่วยท่านก็นั่งดู มันจะเก่งซักเท่าไหร่ ? (หัวเราะ) ใส่กระเป๋าไว้มันนั่งทับกระเป๋าเลย (หัวเราะ)
ถาม : เวลาที่ใส่บาตรพระ จำเป็นมั้ยคะต้องถอดรองเท้า ถ้าไม่ถอดบาปมั้ย ?
ตอบ : ก็จริง ๆ แล้วลักษณะของการให้ความเคารพ เขาบอกว่ายังไง ถ้ากั้นร่ม ให้ลดร่ม ถ้าใส่หมวกให้ถอดหมวก ใส่รองเท้าให้ถอดรองเท้าแล้วถามว่าเป็นบาปมั้ย ? มันก็เป็นอยู่แสดงว่ากำลังใจเขาหยาบอยู่ ในเมื่อกำลังใจเขาหยาบ สิ่งที่คิดว่าเล็กน้อย เขามองข้ามไปเป็นโทษ
อย่างพระเจ้าพิมพิสารโดนพระเจ้าอชาติศัตรูที่เป็นลูก สั่งให้พวกผู้คุมนักโทษเอามีดโกนกรีดฝ่าเท้าซะไม่ให้ท่านเดินจงกรม พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเป็นโทษในอดีตที่ใส่รองเท้าเดินเข้าไปในลานเจดีย์ ลักษณะอันเดียวกันคือสถานที่ ๆ ควรแก่การเคารพแล้วไม่แสดงออกซึ่งความเคารพอันนั้น โทษมันมีอยู่แต่ว่ามันก็นานเต็มที่กว่าจะไล่ทัน มาไล่ทันเอาชาติสุดท้ายที่ท่านมาเป็นพระเจ้าพิมพิสารนี่
ถาม : เราเรารักษาศีลครบโดยที่เราไม่รู้ว่าศีลเราครบหรือเปล่า แล้วอานิสงส์ของการรักษาศีลครบได้รึเปล่า ?
ตอบ : ถ้าตั้งใจรักษาได้ครบ ถ้าเจตนาไม่มีในการงดเว้นนั้น บังเอิญว่าครบเองอย่างนั้นถือว่า เจตนา คือตัวกระทำไม่มี พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า “เจตนาหัง ภิกขเว ปัญญัง วทามิ” ต้องเจตนาถึงจะเป็นบุญ ถ้าตั้งเจตนาไว้ว่าจะรักษาแต่มันหลงลืมไป แต่่ว่ามันได้ครบก็ถือว่าเต็มอยู่
ถาม : ผมนึกถึงตอนนอนไงครับ หลับทุกคืนนี่ไม่ผิดศีลแน่เลย
ตอบ : ตั้งใจไว้ก่อนซิว่า ผมจะรักษาศีลตอนนอน เดี๋ยวมันได้ฝันว่าได้ฆ่ากันทั้งขบวน (หัวเราะ) โดนแกล้งจนได้ คิดจะหากินวิธีง่ายใช่มั้ย ?
ถาม : นึก ๆ แล้ว เออ.....ถ้าหากไม่ได้ตั้งใจจะได้อานิสงส์หรือเปล่า จริง ๆ อานิสงส์มันเยอะมาก
ตอบ : ต้องตั้งใจเจตนา “เจตนาหัง ภิกขเว ปุญญัง วทามิ”
ถาม : แล้วที่จำบาลีได้เยอะ ๆ
ตอบ : อ่านมั่ง ฟังมั่ง อย่างนี้เขาเรียก “พาหุสัจจะ”
ถาม : ยังไงครับ ?
ตอบ : ก็คือว่าเห็นมาก ได้ยินมาก มันน่าจะใช้คำว่า รู้มากนะ
ถาม : ก็มีแต่คนไม่คิด แต่ผมคิดทั้งนั้นครับ
ตอบ : ก็มีแต่.....(หัวเราะ) อันนี้ไม่ทราบนะ แต่ในพระไตรปิำฎกมีแน่กล้ายืนยัน
ถาม : ที่จริงผมว่า ถ้าเรื่องเล่านี่เอามาเล่าวันละเรื่องนี่มันไม่หมดหรอก
ตอบ : มันอาจจะหมดเหมือนกัน ของเรายังไม่เก่งรู้หมด พระพุทธเจ้าท่านเก่งรู้ไม่หมดท่าน ๆ ว่าไปเรื่อย ๆ เรื่องทางโลกเรื่องทางธรรมอะไร มีอายุยืนสักกัปหนึ่ง เรื่องพระพุทธเจ้าท่านรู้ก็ยังไม่หมด ของเรามันรู้หมด (หัวเราะ)
ถาม : มีอีกมั้ยครับที่พุทธกาลถึงปัจจุบันนี้ยังมีชีวิตอยู่ ?
ตอบ : อันนี้ไม่ได้ยินหรอกนะ แต่อย่างหลวงปู่โลกอุดร หลังพุทธกาลมาประมาณ ๓๐๐ ปีแต่ว่ายังอยู่นะ ก็ถือว่าหลังมานิดหนึ่ง คนไปถามท่าน หลวงปู่ครับอายุเท่าไหร่ครับ ? ท่านบอกว่าจำไม่ได้แล้วว่ะ รู้แต่ว่าตอนเขาสร้างปรางค์ ๓ ยอดที่ลพบุรีไปยืนดูมันทำอยู่ ปรางค์ ๓ ยอดนั่นไม่หนี ๑๔๐๐ ปี .....(หัวเราะ) ไปยืนดูมันทำ (หัวเราะ)
ถาม : แล้วอย่างนี้มันไม่เหมือนกับฝืนกฎแห่งกรรมเหรอครับ ?
ตอบ : ก็จะเรียกว่าฝืนก็ใช่ แต่ว่าบังเอิญว่าท่านมีความสามารถที่จะฝืนได้เพราะว่า ที่พระพุทธเจ้า่ท่านตรัสว่าบุคคลผู้ชำนาญในอิทธิบาท ๔ จะอธิษฐานให้อยู่ถึงเป็นกัปก็ได้ คราวนี้งานท่านมีอยู่ ท่านจำเป็น เพราะว่าท่านปรารถนาพุทธภูมิจะเป็นพระพุทธเจ้า
คราวนี้พอมาเจอธรรมะของพระพุทธเจ้าเข้าท่านเห็นว่าวิธีนี้ง่ายกว่า ท่านก็ตัดสินใจหันมาปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ปุ๊บปั๊บเป็นพระอรหันต์เลย เพราะกำลังท่านสูงอยู่แล้วบริวารตามไม่ทันมัวแต่ใจเย็นอยู่ ยัง ๆ ท่านก็ต้องรอเราแน่ ที่ไหนได้ท่านไม่รอเราแล้ว ปุ๊บปั๊บไปเลย ท่านเองท่านก็เลยต้องรอเก็บบริวารของตัวเอง
ถาม : แล้วอย่างนี้ถ้าเราไม่เคยผูกพันกับท่านก็โอกาสเจอก็ไม่มี ?
ตอบ : โอกาสเจอยากเต็มที แต่ว่าท่านบอกวิธีติดต่อให้นะ บอกว่าให้จัดอาสนะ ๕ ที่ปูด้วยผ้าขาว แล้วก็จุดธูปเทียน ตั้งใจบูชานึกถึงท่าน ว่าคาถาว่า “โลกะอุตตะโร มหาเถโร อะหังวันทามิ ตัง สะทา” ภาวนาไปเรื่อย ท่านบอกว่าถ้าหากว่าท่านว่างก็จะมาเอง ถ้าไม่ว่างจะมาในฝัน
ถาม : มาเนื้อ ๆ เลยเหรอครับ ?
ตอบ : เออ มาเนื้อ ๆ นี่แหละ แล้วระวังนะองค์นั้น บางทีมาขอข้าวเย็นกินหน้าตาเฉยเลย ถวายไปเหอะ (หัวเราะ) ไอ้คนก็ตกใจ อะไรพระขอข้าวเย็นกิน เอาข้าวมาที่ไหนได้ ท่านควักกะละมังใบเบ้อเริ่มออกมา เอ้า.....กะละมังก็กะละมังวะ ก็ใส่ลงไปเรื่อย ทั้งข้าวทั้งกับท่านคลุกของท่านไปเรื่อย เสร็จแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาฉันมันทั้งเย็น ๆ นั่นแหละ ฟาดลงไปทีครึ่งค่อนกะละมัง
ถาม : ใช้เวลาอเมริการึเปล่าครับ ?
ตอบ : ปรากฏว่าไอ้คนก็แปลกใจ แต่อีตอนท่านกลับแล้วซิข้าวมันเหลือเต็มกะละมังเท่าเดิม (หัวเราะ) ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านฉันอีท่าไหน....ไม่พร่องเลย
ถาม : แต่เห็นว่าฉัน ?
ตอบ : เห็นว่าฉัน แล้วฉัน ตอนฉันก็หมดเป็นครึ่ง ๆ เลย
ถาม : แล้วเวลามา ๆ องค์เดียวหรือมา ๕ องค์เลยครับ ?
ตอบ : ส่วนใหญ่จะมาองค์เดียว เพราะว่างานของท่านเยอะ ชุดของท่านมี ๕ องค์

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:45 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>

ถาม : ยังมีงานอีกเหรอ ?
ตอบ : งานท่วมหัวเลย
ถาม : งานอะไรครับ ?
ตอบ : ส่วนใหญ่ก็งานเพื่อพระศาสนา เพื่อกำลังใจของคนหมู่มาก เพื่อส่วนรวม
ถาม : จริง ๆ ถ้าไม่รู้ก็มองไม่เห็น ไม่รู้เรื่องเลยซิครับ ?
ตอบ : หมดเรื่องไปเลย ประเภทที่เดินมาจะเหยียบอยู่แล้วยังไม่รู้คุณสุดเฉลียวใช่มั้ย ? ท่านเดินมาบิณฑบาต แล้วคุณสุดเฉลียวก็อาย เพราะว่ากับข้าวไม่ดี เลยไปบอกท่านบอกว่า อีฉันเป็นคริสต์ค่ะ ท่านก็เลยเดินไป พอท่านเดินไปจนกระทั่งลับไปแล้วเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าผิดปกติ....ตรงไหนรู้มั้ย ? ผิดปกติตรงที่ว่าท่านสูง หัวนี่ค้ำเพดานเลย แต่ตอนนั้นไม่ได้สังเกตไม่ทันนึก มันคงจะเป็นเรื่องบุญมีแต่กรรมบัง ก็เลยวิ่งออกไป จะวิ่งตามออกไป ปรากฏว่าไม่เจอ ตัวเองจะเป็นห้องที่ ๓ อยู่ซ้ายมือมันมีอยู่ ๒ ห้องขวามือมันมีอยู่ ๓-๔ ห้อง มันเป็นห้องแถว ถามทางด้านไหนก็ไม่มีใครเห็นพระลักษณะอย่างนั้นเดินออกมาสักองค์หนึ่ง ไม่ทันกินแล้ว.....บุญมีแต่กรรมมันบังไปหน่อย ไปบอกว่าอีฉันเป็นคริสต์เจ้าค่ะ
ถาม : เอ้า เขาเองก็ตั้งใจดีนี่นะ คือกลัวกับข้าวไม่ดีก็ไม่ถวาย ?
ตอบ : ถ้าหากว่ามันไม่มีจริง ๆ ที่กินแล้วใช้แล้วก็ได้ เขาเรียก “ทาสทาน” ถ้าเสมอกับตัวเองกินตัวเองใช้ก็ “สหายทาน” ถ้าดีกว่าที่ตัวเองกินตัวเองใช้ก็ “สามีทาน” แต่ส่วนใหญ่แล้วเขากะจะทำแต่ที่ดี ๆ ก็เลยพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย
ถาม : ถ้าได้ทำก็สุดยอดซิครับ ?
ตอบ : พระอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะ
ถาม : อย่างน้อยได้ทำกับหลวงพี่ก็โชคดีแล้ว
ตอบ : ทำกับอาตมานี่ประเภททำบาท บุญได้สลึงรึเปล่าก็ไม่รู้ ?
ถาม : แล้วอย่างนี้ งานหลวงปู่เทพโลกอุดรเฉพาะบนโลกมนุษย์เหรอครับ ?
ตอบ : ก็บริวารท่านนั่นแหละ ถ้าไปเกิดดาวอื่นท่านก็ต้องตามไปเก็บเหมือนกัน แต่ระดับของท่านแล้ว เดินทีเดียวก็ถึงแล้ว ไม่ต้องลำบากมาก
ถาม : ท่านอยู่ที่ไหนครับ ?
ตอบ : อยู่ที่ไหน ปัจจุบันนี้สถานที่ ๆ ท่านอยู่ประจำเป็นถ้ำใหญ่อยู่ที่ในป่า อยู่ใต้ภูเขาเย็นมากเลย อยากจะเรียกว่าเย็นชนิดติดลบ แต่ว่าเวลาท่านต้องการให้คนอื่นเจอท่านพบท่านบางทีท่านก็ไปในระดับใกล้ ๆ แล้วก็โผล่ไปให้หรือไม่ก็หลายคนได้เห็นท่าน ได้เจอท่านในถ้ำแห่งหนึ่ง เรียกว่า “ถ้ำวัวแดง” ท่านอาจประเภทที่ว่าดึงเราเข้าไปตรงจุดนั้นก็ได้ เพราะว่าถ้ำวัวแดงจริง ๆ คนไปแล้วไม่เจออะไรเลย ไม่ได้อยู่องค์เดียวนะ อยู่ด้วยกันหลายองค์ด้วย ถ้ำนั้นน่าอยู่แอร์ธรรมชาิติเย็นดีจังเลย แต่มันเย็นเกินไปสำหรับเรา
ถาม : กัปนี้เป็นกัปพิเศษมีพระพุทธเจ้าทั้งหมดกี่พระองค์ที่ตรัสรู้คับ ? ไม่ทราบว่าหลวงพ่อปานนี่จะตรัสรู้เมื่อไหร่ ?
ตอบ : หลวงพ่อปานกัปหน้าโน่น ไม่ใช่กัปนี้ กัปนี้จะหมดแค่พระศรีอารย์ (หัวเราะ) นอกตำราอีกแล้ว ไม่ได้นอกตำรานะ กัปที่มีพระพุทธเจ้าก็จะมี สารกัปก็จะมีพระพุทธเจ้า ๑ องค์นะ มัณฑกัปมีพระพุทธเจ้า ๒ องค์ วรกัปมีพระพุทธเจ้า ๓ องค์ สารมัณฑกัปมีพระพุทธเจ้า ๔ องค์ ภัทรกัปมีพระพุทธเจ้า ๕ องค์ ช่วงนี้ฟลุคว่าเป็นภัทรกัป ๒ กัปติดกันเลย
ถาม : ไม่เคยมีมาก่อน ?
ตอบ : ไม่เคยมีมาก่อนเลยในอดีตเต็มที่ก็แค่ ๔ องค์นะ แล้วเสร็จแล้วมันก็จะเป็นสุญญกัป อันตรายกัป สัตถันตรกัป ที่หาความดีไม่ได้ มีแต่ที่ประเภทคนใจคอโหดร้ายเห็นคนอื่นเป็นเหยื่อเป็นอะไรไปเลยอย่างนั้น อันนี้ถือว่าฟลุคสุด ๆ
ถาม : แปลว่ากัปนี้จริง ๆ แล้วมีแค่ ๕ องค์ ๒ กัปชนกัน ?
ตอบ : ๒ กัปชนกัน ถ้าหากว่านับแล้ว หลวงพ่อปานจะเป็นองค์ที่ ๗
ถาม : ๗ นับจากองค์ไหนครัับ ?
ตอบ : นับจากองค์ต้น พระกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถาม : ย้อนกลับไปเมื่อกี้นิดหนึ่งที่บอกว่ากรรมที่ตามมาทันในชาติสุดท้ายนั้น อย่างนี้ถ้าเกิดว่าใครจะไปนิพพานในชาตินี้ กรรมต่าง ๆ นี่จะกลับมาทั้งหมดเลยเหรอครับ ?
ตอบ : ก็ถ้าหากว่าเรามั่นคงใน ทาน ศีล ภาวนา กรรมมันตามได้ไม่เกิน ๒๕% มันอยากจะตามเหมือนกันแต่กำลังบุญมันเหนือกว่า มันก็จะมีที่ประเภทหนัก ๆ ที่มันตามได้ไม่กี่อย่าง ๆ พระโมคคัลลาน์นั่นยอดเยี่ยมวรยุทธไม่มีใครเหนือกว่านั้นอีกแล้วยังโดนทุบซะป่นเป็นแป้งเลย
ถาม : ถ้าหลุดจากศีลหรือว่าทานอะไรอย่างนี้
ตอบ : โอ้.....มันทวงยับทวงเยินเลย (หัวเราะ) อยู่ ๆ โผล่จากเกราะไปให้เขาซ้อมแล้วนี่ เขาก็เอาซิ
ถาม : ......................
ตอบ : ความดีมันมากไปหน่อย ถ้าความดีน้อย ๆ อาจจะได้เจอ
ถาม : สมัยก่อนอยู่ร่วมกันเลยนี่ครับ
ตอบ : จริง ๆ แล้วมีเขตของเขาอยู่ พวกเดรัจฉานกึ่งทิพย์นี่เขาจะมีฤทธิ์ก็จริง แต่ว่าอยู่ในภูมิของเดรัจฉาน ในกากีคำฉันท์พอคนธรรพ์บอกว่าไปวิมานฉิมพลีมาแล้ว พญาครุฑไม่เชื่อ ก็บอกทางไปให้ ท่านว่า
“เราจะแจ้งทางทุเรศเขตอรัญ
สัตตภัณฑ์คั่นสมุทรใสศรี
แม้จะขว้างแวววหางมยุรี
ก็จมลงจนถึงที่สุธาธาร
อันน้ำนั้นสุขุมละเอียดอ่อน
จึงชื่อสีทันดรอันใสสาร
ประกอบหมู่มัจฉากุมภาพาล
คชสารเงือกน้ำและนาคินทร์”

ไอ้เงือกนี่คืองูนะ ไม่ใช่นางเงือก “ผู้ใดคิดข้ามมนทีสีทันดร
ย่อมม้วยมรณ์เป็นเหยื่อแก่สัตว์สิ้น
แสนมหาพญาครุทยังเต็มบิน
จึงล่วงสินธุ์ลุถิ่นพิมานทอง” ขยับปีกทีละโยชน์นี่ยังบินจนหมดแรงถึงจะข้ามได้พอดี แล้วคนอื่นจะไปอย่างไร...เขาสงสัย คนธรรพ์บอกว่าอั้วไม่โง่อย่างงั้นหรอก อั้วแปลงเป็นไร เกาะขนลื้อไป (หัวเราะ) เสร็จเลย....โกรธมากกลับไปเอานางกากีมาโยนคืนให้

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:45 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : แล้วตกลงเรื่องนี้เรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง ?
ตอบ : เรื่องแต่ง น่ารักมั้ย ?
ถาม : ที่จริงก็รู้เรื่องหมดแล้ว จับไม่ได้แม้สักนิดเดียว
ตอบ : เมื่อวานนี้ที่ติดไว้เรื่องอะไร แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์นะเป็นสมัยที่ขุนวรวงศาธิราชก่อนพระเธียรราชานิดหนึ่ง ผู้ที่ทำการปฏิวัติคือพระเธียรราชา ซึ่งตอนหลังเป็นพระมหาจักรพรรดิ์
ถาม : ใครคะ ..........?
ตอบ : ขออภัย บางตอนมันเดี้ยงนึกไม่ออก ตอนนี้นึกออกแล้วนะ แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ แม่อยู่หัวเมืองก็คือผู้หญิงที่เหมือนกับเป็นพระเจ้าอยู่หัวครองเมือง คราวนี้พอเรียกเร็ว ๆ ก็เป็น “แม่หยั่วเมือง” แล้วมาสมัยหลังเขาเรียกให้เป็น “แม่ยั่วเมือง” ความหมายเสียหมดเลย (หัวเราะ)
ถาม : เอ้อ ! อย่างนี้นับเป็นกษัตริย์หรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ไม่เป็นกษัตริย์ก็เหมือนกับเป็น แต่ว่ากษัตริย์ตามประวัติศาสตร์ไทยจริง ๆ มีองค์เดียวที่เป็นผู้หญิงก็คือพระนางเจ้าจามเทวี
ถาม : ถอยไปนู้นเลยนะครับ ?
ตอบ : พระนางเจ้าจามเทวี สมัยหริภุญชัย
ถาม : ก็เลยนับแค่ ๓๓ ?
ตอบ : ประวัติศาสตร์มันยาก มันนึกไม่ค่อยจะออก บางทีก็ว่าไปได้เรื่อย ๆ จ้อย ๆ เหมือนกัน ว่าอย่างกับอยู่ในเหตุการณ์เอง
ถาม : หนังสืออ่านเล่นของหลวงพ่อมีเขียนประวัติศาสตร์ที่เป็นรัชกาลที่ ๑
ตอบ : อันนั้นเกี่ยวกับประวัติของสมเด็จพระปฐมบรมราชชนก ท่านปู่ทองดีก็มาลูกชายคือ รัชกาลที่ ๑ ก็ทองด้วง
ถาม : แล้วไล่ ๆ มาก่อนหน้านั้นไกลเหมือนกันนะคะ
ตอบ : จริง ๆ แล้วท่านจะเป็นเจ้าคุณพระพินิจอักษรนะ คราวนี้ว่าส่วนใหญ่แล้วเขาจะตามประวัติศาสตร์ที่เขารับรองเป็นพระอักษรสุนทร เท่านั้น คราวนี้ตำแหน่งมากกว่านั้นไม่ได้บอกไว้ หลวงพ่อท่านไปควักมาจนได้
ถาม : แม่มาตอนไหนครับ ก็ตอนนั้นก็กรุงแตกแล้ว ?
ตอบ : ก็กรุงแตกแล้ว เสร็จแล้วอพยพไปอยู่พิษณุโลก แล้วไปรับราชการอยู่หัวเมืองอื่นก็ได้ยศขึ้นมาใหม่
ถาม : ตอนที่รัชกาลที่ ๑ ขึ้นครองราชย์ ไม่ไปรับกลับมาเหรอครับ ?
ตอบ : ก็น่าจะรับนะ แต่ว่าตามประวัติตอนนั้นพูดถึงแต่พระเอกแล้วซิ (หัวเราะ) กฤษดาภินิหารอันมิอาจจะบดบังไว้ พระรองหรือพ่อแม่พระเอกก็เลยเงียบไปเลย
ถาม : แล้วอย่างเรื่องที่มีซินแสมาดูรัชกาลที่ ๑ กับพระเจ้าตากสินว่าเป็นกษัตริย์ทั้งสองคนนั้น เรื่องจริงหรือเปล่าครับ หรือว่าเรื่องแต่ง ?
ตอบ : อ่านดูเหมือนอย่างกับจริงนะ แต่คราวนี้ว่าซินแสอย่างนั้นมันยอดมนุษย์จริง ๆ เลย
ถาม : นี่แสดงว่าเขารู้จักกันมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ งั้นซิครับ ?
ตอบ : ก็ต้องอย่างนั้น ส่วนใหญ่สมัยก่อนนี่เรียนวิชาหาความรู้อะไร สำนักไหนดีก็ไปเรียนสำนักนั้น ดีไม่ดีก็ผูกสมัครรักใคร่เป็นเพื่อนกันมานานแสนนานเสียแล้วด้วยซ้ำไป
ถาม : ก็เหมือนกับประวัติศาสตร์มาเจอกันตอนกู้กรุง กู้ได้แล้วด้วยซ้ำนี่ครับ ถึงค่อยกลับมาอยู่ด้วย น่าจะมั้ง...เอ๊ะ ! แต่แปลกนะครับ ทำไมไม่เห็นประวัติศาสตร์เขียนไว้เลยว่าก่อนหน้านั้นรัชกาลที่ ๑ ท่านไปอยู่ไหน หายไปเลย ?
ตอบ : คนเขียนมันตามไม่ทัน ส่วนใหญ่มันจะมีนักจด นักจดนี่เขาเรียกอาลักษณ์ จดเป็นหมายเหตุคราวนี้กรุงศรีฯ มันกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง ตัวเองไม่รู้จริงว่าอยู่ไหน ถ้ามั่วไปเดี๋ยวโดนคนรุ่นหลังด่าเขาก็ต้องมีจรรยาบรรณของเขาเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะเขียนเชียร์เฉพาะพวกของตัวเองก็เหอะ
ถาม : ถึงว่าครับ หาประวัติของรัชกาลที่ ๑ ไม่มีเลย มามีตอนก็แบบมาเป็นใหญ่เป็นโตแล้ว
ตอบ : โผล่มาเป็นอะไร ....เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
ถาม : นั่นซิครับ ผมก็แปลกนะครับ ทั้ง ๆ ที่พระเจ้ากรุงธนฯ ท่านแบบมีมือดีอยู่ใกล้ตัวเยอะมากเลย แล้วคนนี้ไม่รู้มาจากไหน กลับมาใหญ่กว่าคนที่กู้บ้านกู้เมืองมาด้วยกัน
ตอบ : จริง ๆ สมัยนั้นท่านจะมีทหารเอกคู่พระทัยอยู่ ๑๐ คนด้วยกัน มีอย่างพระยาศรีสิทธิสงคราม, พระยาสามเมืองระย่อ, พระยาพนอราชบาท, พระยาไพรีพินาศ, พระยาพิฆาตไพรี, พระยาพิชัยสงคราม อย่างนี้จะมีอยู่ด้วยกัน ๑๐ คนด้วยกัน แล้วก็ ๑๐ คนนี้จะเป็นกำลังบสำคัญในการกู้ชาติของท่าน ถ้าหากไม่มี ๑๐ คนนี้คงสำเร็จยากนะ ลำพังตัวเองนี่ฟาดกันเหงือกแห้งแน่เลย คงไม่ใช้เวลาแค่ ๗-๘ เดือน
ถาม : อ้าว ! อย่างนี้รัชกาลที่ ๑ ท่านมาแล้วท่านมาเป็นใหญ่เลย คนที่อยู่ด้วยไม่เขม่นเหรอ ?
ตอบ : สมัยนั้นท่านเป็นอยู่แล้วล่ะ ก็อยู่ ๑ ในจำนวน ๑๐ คนนี่แหละ
ถาม : อ้อ.......
ตอบ : คือรัชกาลที่ ๑ ท่านเป็น “พระยาศรีสิทธิสงคราม” อุตส่าห์ขึ้นให้เป็นคนที่่ ๑ แล้วมันยังไม่สงสัยอีก
ถาม : (หัวเราะ) ไม่รู้ครับ (หัวเราะ)
ตอบ : ตำแหน่งพระยาศรีสิทธิสงครามนี่ สืบต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่ ๖ ก็ยังมีอยู่นะ รู้สึกพระยาศรีสิทธิสงครามคนสุดท้ายที่รู้จัก....อาจจะมีหลังจากนั้นอีก แต่ว่าคนสุดท้ายที่รู้จักก็คือ “พระยาศรีสิทธิสงคราม” ที่ตายตอนกบฎวรเดช เป็นกองหลังคอยยันกำลังของฝ่ายรัฐบาลไว้ ไปตายแถวปากช่อง นั่นแหละพระยาศรีสิทธิสงคราม ชื่อดิ่น นามสุกล ท่าราย ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะเป็นปู่ของคุณสุรยุทธ จุลานนท์ ผบ.ทบ. คนปัจจุบัน ถ้าจำไม่ผิดนะ เป็นชาวเพชรบุรี ท่ารายอยู่เพชรบุรี
ถาม : แล้วทำไมถึงเป็นราชวงศ์จักรีล่ะครับ ?
ตอบ : ก็ “จักรี” เขาใช้เครื่องหมาย กงจักรกับตรีศูลไง โบราณนี้เขาออกเสียง “ก.” แทน “ต.”
ถาม : ท่านก็ไล่ราชวงศ์กลับไปถูกนี่ครับว่ามาจากสุโขทัยเหมือนกัน
ตอบ : ถึงเวลาก็ต้องสาวประวัติกลับ แต่คราวนี้ว่า ก็ในเมือ่ตั้งเมืองใหม่ ปราบดาภิเษกใหม่ก็ต้องนับเป็นต้นราชวงศ์ใหม่ อย่างของอยุธยาก็มี ราชวงศ์ปราสาททอง, ราชวงศ์บ้านพลูหลวง, ราชวงศ์สุพรรณภูมิ
ถาม : จริง ๆ ก็เชื้อสายเดียวกันทั้งนั้นเลย
ตอบ : ก็บอกแล้วว่า ของจีนเขาบอกไว้ว่าเมื่อ ๕๐๐ ปีก่อน เขามีบรรพบุรุษคนเดียวกัน

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:46 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : กรุงศรีอยุธยา สภาพบ้านเมืองที่ถูกเผามันเหมือนกับสภาพบ้านเมืองของสุโขทัย ทีนี้ไม่แน่ใจว่าสุโขทัยนี่จะโดนเผาเหมือนกับกรุงศรีอยุธยาหรือเปล่า ?
ตอบ : สุโขทัยสมัยนั้นจะเป็นเมืองหน้าด่าน จากสุโขทัยเมืองหลักลงมาก็จะเป็นพิษณุโลก สุโขทัย สมัยนั้นจะเป็นเมืองชะเลียง เมืองศรีสัชชนาลัย เมื่อทางหัวเมืองทางเหนือเวลาโดนตีไล่มา จากเชียงใหม่ลงมาเลย จากเชียงใหม่ไล่เลาะลงมา ถ้าหากว่าสู้ไม่ได้ก็ทิ้งเมืองหนี ไอ้ทิ้งเมืองหนีถึงเขาไม่เผา มันก็กลายเป็นเมืองร้างมันก็ปรักหักพังพอ ๆ กันนั่นแหละ
สมัยรัชกาลที่ ๑ ท่านถึงได้ชะลอพระพุทธรูปจากหัวเมืองเหนือลงมาตั้งพันกว่าองค์ เอามากรุงเทพพันกว่าองค์ องค์ไหนที่สำคัญหรือมีลักษณะงดงามก็แจกจ่าย ให้วัดโน้นวัดนี้ เป็นพระประจำพระอุโบสถบ้างประจำวิหารบ้าง ที่เหลือทั้งหมดก็ระเบียงไปวัดโพธิ์เข้าไปดูเถอะหลายร้อยองค์เรียงเป็นแถวเลย บางทีเห็นรูปเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เขาถ่ายรูปพระพุทธรูปเป็นแถวยาวเหยียด นั่นแหละระเบียงวัดโพธิ์ เพราะวัดโพธิ์เขาถือว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๑
พระที่สำคัญ ๆ ที่เอามาสมัยนั้นที่มีอยู่ก็อย่าง “พระพุทธเทวปฏิมากร” ซึ่งปัจจุบันนี้ประจำพระอุโบสถอยู่ แล้วก็หลวงพ่อนาคปรก ชื่ออะไรนะ จำชื่อไม่ได้ ใช้คำว่า “อุรัคอาสน์อำไพ” คือว่า “อาสนะงูที่สวยงาม” จะเป็นพระนาคปรากที่สวยที่สุดในประเทศไทยเลย ไปดูได้ แล้วก็มี “หลวงพ่อโลกนาถ” เป็นพระพุทธรูปยืนหล่อด้วยสำริดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก็อยู่นั่น (วัดโพธิ์หมดเลย) วัดโพธิ์แทบทั้งนั้น “หลวงพ่อพระนอน” นี่ไม่แน่ใจว่าปูนหรือโลหะ แต่หลวงพ่อพระนอนนี่คงสร้างขึ้นทีหลัง
ถาม : วัดโพธิ์นี่รัชกาลที่ ๑ อีกเหรอ ?
ตอบ : ก็ท่านสร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาล วัดอื่น ๆ ก็ได้ไปเยอะอย่างหลวงพ่อโตศรีศากยมุณี วัดสุทัศน์ นี่ก็มารุ่นนั้น
ถาม : จำได้แล้วครับ เข้าไปเห็นครั้งแรกไม่รู้ทำไมต้องร้องไห้น้ำตาไหล (หัวเราะ)
ตอบ : ไม่นึกว่าจะมีพระใหญ่และสวยอย่างนี้มาก่อน
ถาม : ไม่รู้ครับ (หัวเราะ)
ตอบ : ฉลาดมาก ในกรุงเทพพระดี ๆ ซ่อนอยู่เยอะต้องไปตามแบบเดียวกับที่ปิดเทอมที่แล้วพาเด็ก ๆ ไปตามแคะพระจากเชียงใหม่ไล่ทีละวัดทีละองค์ เขาไม่รู้หรอกว่ามี เราก็บอกว่าตรงนั้น ๆ มี แล้วก็ไปดูไปกราบกัน ที่แน่ ๆ คือคุณ ส.ท.สมาชิกสภาเทศบาลเชียงใหม่แท้ ๆ ถามมันมันไม่รู้หรอก เจริญมาก (หัวเราะ) ปล่อยให้คนต่างบ้านต่างเมืองอย่างเราพาไป มันน่าเตะจริง ๆ
ถาม : การรบกันสมัยก่อนเขาจะใส่เกราะ เป็นอย่างไรครับ หรือว่าไม่ใส่ ?
ตอบ : ส่วนใหญ่ก็........ถ้าหากว่าไม่มั่นใจตัวเองก็จะใช้พวกหนังควายตากแห้งทำเป็นเกราะ แต่ถ้ามั่นใจในตัวเอง คิดว่าคาถาดีวัตถุมงคลดี หรือไม่ก็พวกกินว่านยาสักยันต์สักอะไรที่เหนียวแน่ ท่านไม่ใช้ให้เสียเวลามันเกะกะ
ถาม : อย่างนี้ก็ไม่ใช้เกราะโลหะเหมือนที่ในหนังสุริโยทัย ?
ตอบ : เกราะโลหะนี่สมัยนั้นมันทำกันไม่ไหว เวลาศึกเวลาสงครามแค่เอาทำอาวุธมันก็หายากแล้ว
ถาม : อ้าว ...แล้วเกราะเป็นอะไรครับ สมัยนั้น ?
ตอบ : หนังส่วนใหญ่ (อ้อ ! หนังสัตว์อย่างนี้เหรอครับ) ถ้าหากประเภทเลิศจริง ๆ ก็หนังแรด หายากมาก (มีเหรอครับ ?) มี ! (เมืองไทยน่ะนะ ?) เออ ! ถ้าหากว่าประเภททั่ว ๆ ไปใช้หนังควาย ลองดูเหอะ หนังควายตากแห้ง เอาอีโต้จามหรือขวานจามดูจะเข้าไหม (หัวเราะ) เด้งกลับเลยแหละ (หัวเราะ)
ถาม : อ้าว ! อย่างนี้ตายก็ช้ำในซิครับ ?
ตอบ : ช้ำก็ช้ำแหละ ตอนสู้กันนี่ไม่ค่อยรู้สึกหรอก พอหลังจากนั้นแล้วนอนแผ่รักษาตัวกันเป็นเดือน
ถาม : โห ! แต่ในหนังนี่เอาซะอลังการเลยครับ แต่งซะเต็มยศ
ตอบ : จริง ๆ เขาต้องแต่งสวย ๆ จริง ๆ นะ มันเป็นหลักจิตวิทยาอย่างหนึ่งคล้าย ๆ กับว่าข่มคู่ต่อสู้ไว้ก่อนน่ะ ของเราประเภทอยู่ดีกินสบาย อะไรมาถึงเลิศมาเชียว ฝ่ายตรงข้ามฝ่อไปครึ่งหนึ่งแล้ว เฮ้ย ! จะสู้มันได้เปล่าวะ ?
ถาม : อย่างนี้หนังควายก็ต้องมาแต่งสี ทำอลังการ ?
ตอบ : ส่วนใหญ่ก็ทำอย่างนั้นลักษณะนั้น บางทีที่คุณบอกว่าเห็นเป็นโลหะมันอาจจะไม่ใช่โลหะนะ มันอาจจะฝังพวกอะไร.....เอาทองมาประดับเพิ่มก็มีอยู่ พวกบรรดาแม่ทัพอย่างน้อย ๆ ก็ประเภทดาบคร่ำทอง คำว่า “คร่ำ” ก็คือว่าแกะลายแล้วฝังทองลงไป ดาบคร่ำเงิน ดาบคร่ำทอง ถ้าหากว่ารวยจริง ๆ ก็ประเภทเล่นฝักเงินฝักทองไปเลย
ถาม : กรมการศาสนาไม่มาตรวจบ้างหรือ (หมายถึงบ้านอนุสาวรีย์) ?
ตอบ : พวกตำรวจนอกเครื่องแบบมาบ่อย มันขึ้นมามันคิดว่าเราไม่รู้ แต่ความจริงพวกตำรวจมาดมันดี ถึงมันมานอกเครื่องแบบก็เถอะมาถึงก็ถามว่าเป็นไงมีบ่อนมั้ย ? หัวเราะแหะ ๆ มันเห็นรองเท้าข้างล่างเยอะคนขึ้นมาก็หาย ๆ มันคิดว่าตั้งบ่อน มาถึงเราดักคอไว้ก่อน หัวเราะแหะ ๆ (หัวเราะ)
ถาม : อย่างนี้แล้วเขาไม่ว่าอะไรเหรอครับที่มาอยู่อย่างนี้ มารับสังฆทาน ?
ตอบ : ไม่ได้ทำอะไรผิดไม่เป็นไร ถ้าหากประเภทหลอกลวงประชาชนบ้าง รักษาโรคบ้าง อะไรนี่โดน แน่แหละ ถ้าไม่มีใบประกอบโรคศิลป์
ถาม : เวลาเกิดศึกสงครามที่มีคนฆ่ากันมาก ๆ วิญญาณที่เขายังไม่ไปผุดไปเกิดนี้เราจะช่วยเขาได้อย่างไรเจ้าคะ ?
ตอบ : อันนั้นต้องถามเขาว่าเขายอมรับความช่วยเหลือมั้ย ? เท่าที่มีประสบการณ์มา อย่างพวกผีญี่ปุ่นก็ตายตอนสงคราม มันคว้านท้องมันตายเพื่ออยู่รักษาสถานที่บางแห่ง บอกมันอย่างไรมันก็ไม่ฟังเรา บอกเขาบอกว่าสงครามมันเลิกไปตั้งนานเนกาเลแล้ว ญี่ปุ่นแพ้สงครามด้วย จนกระทั่งเดี๋ยวนี้กลายเป็นเจริญจนคนอื่นตามไม่ทันแล้ว มันไม่ฟังหรอก เป็นไปได้อย่างไร และแป๊บเดียวเท่านั้นญี่ปุ่นจะแพ้สงคราม มันต้องถามว่าเขายอมให้ช่วยหรือไม่ ?
บางสถานที่อย่างที่สมัยอยู่กองพลที่ ๙ กาญจนบุรี ค่ายสุรสีห์ วันดีคืนดีทหารได้ยินพร้อม ๆ กัน มันเป็นเสียงของคนโบราณแบบยกทัพประจัญบานกัน เสียงช้างเสียงม้า เสียงอาวุธกระทบกัน เสียงคนร้องโอดโอย เสียงคนกระตุ้นให้พรรคพวกเขารบกันอะไรอย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นละก็เขาไม่ฟังเราแน่ ๆ เลยแหละ
ถาม : ...........................
ตอบ : แต่ว่ามันเกิดจากอานุภาพของเขา
ถาม : ทำร้ายคนได้ด้วยเหรอครับ ?
ตอบ : พวกนี้ของเขาจริง ๆ แล้วก็อยู่ในประเภทสัมภเวสีหรือไม่ก็ที่เขาเรียกลักษณะปู่โสมน่ะ
ถาม : อย่างนี้สัมภเวสีที่ล่องลอยไปในโลกปัจจุบันก็น่าจะทำร้ายเราได้ด้วยซิ ?
ตอบ : สวนใหญ่เขาลำบากพอแล้ว มันไม่ใช่ประเภทดวงจิตเขาตั้งมั่นอยู่ในหน้าที่ของเขา ถ้าอย่างนั้นเราไปล่วงละเมิดในขอบเขตหน้าที่ของเขานี่เขาเอาแน่

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:46 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ไปเที่ยวเมืองกาญจน์ก็น่ากลัวเหมือนกันนะครับ ?
ตอบ : ถ้ามุดเข้าไปในนั้นน่ะน่ากลัว ถ้าไม่เข้าไปไม่เป็นไร
ถาม : แล้วอย่างนี้วิญญาณคนที่ตายหมู่ จะเป็นลักษณะแบบที่เจออย่างนี้หรือเปล่า ?
ตอบ : พวกตายหมู่ ต้องดูด้วยถ้าหมดอายุขัยก็ไปตามบุญตามกรรมตัวเอง ถ้าไม่หมดอายุขัยมีคนเขาทำบุญให้ รับได้โมทนาได้ก็สบายหน่อย มีบ้างพวกเขาเรียกว่าอะไรจำไม่ได้แล้ว จะมีพวกหนึ่งที่มันจะติดอยู่กับที่ไปไหนไม่ได้ เป็นแรงกรรมของเขาโดยเฉพาะพวกนี้ถ้าไม่มีคนใหม่มาตายตรงนั้นเขาจะไปไม่ได้
มีอยู่ประเภทหนึ่งเหมือนกันแต่น้อยหน่อยแล้วที่คนเขาไปตายตรงนั้นแล้วเขาไปได้ ก็ไม่ใช่เพราะว่าอำนาจของเขาดึงให้ไปตายนะกรรมของคนใหม่พาไปตาย มันพอดีกันเขาจะพ้นแล้วรายนี้ก็ลงไปแทน
ถาม : ตอนนั้น....มันมีอยู่ครั้งหนึ่งเจ้าค่ะ เคยไปทีพระปรางค์สามยอด พอไปถึงแล้วถูกผลักออกมา แบบลมมันแบบเหมือนจะวูบ แล้วผลักอก จะพยายามเดินเข้าไปประมาณ ๔ – ๕ ก้าว ก็เข้าไม่ได้ เข้าแล้วถูกผลัก อันนั้นมันเป็นแรงต้านจากอะไรเจ้าคะ ?
ตอบ : อันนี้ไม่แน่ใจนะ แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวไปที่พระราชวังมัณฑเลย์ พอเริ่มเข้าเขตพระราชวังนี่ มันดาหน้ามามืดไปหมดเลย เขาจำได้ว่าไอ้นี่เคยฟันหัวกันมาศัตรูคู่แค้นตัวฉกาจเลย นี่บุกมาถึงเมืองหลวงแล้ว เราก็บอกเฮ้ย ๆ ใจเย็น ๆ นี่มันคนละชาติคนละภพคนอะไรกันแล้ว ตอนนี้อาตมาก็เป็นพระด้วยอย่ายุ่งกันได้ไหม มันไม่ฟัง ในเมื่อมันไม่ฟังแต่เราอยากเข้าไปดูก็ใช้วิธีหน้าด้านเดินเข้าไป ปรากฎว่าพวกเขาในเมื่อเขาทำอะไรเราไม่ได้ เขาอยู่ในลักษณะเหมือนอย่างกับว่าล้อมเราเอาไว้ เป็นการควบคุมเพื่อที่ป้องกันเราจะไปทำอันตรายอะไรเขาตามที่เขายึดถืออยู่โดยไม่ยอมเลิก ของเราก็เลยเหมือนอย่างกับแบกอะไรหนัก ๆ แล้วเดินนะ โอ้โห ! กว่าจะเดินทั่วกว่าจะหลุดออกมาได้นี่ใช้พลังงานมากกว่าปกติหลายเท่า
คราวนี้พอหลุดพ้นเขตเขาออกมาเขาเลิกบีบเราเสียศูนย์เดินไม่เป็น...เป๋เลย เดินไม่ถูก เราวางน้ำหนักเท่านี้ ตอนนี้มันเดินไม่ได้แล้ว มันกลายเป็นผิดจังหวะไปหมด อันนั้นนี่เขาเห็นเราเป็นศัตรูเขาไม่ให้เราเข้า แต่ของเรานี่ (หมายถึงผู้ถาม) ต้องถามเขาเองว่าเป็นเพราะอะไร แต่ว่ามันก็น่าจะเป็นลักษณะอาการเดียวกันคือ เขาไม่ยินดีต้อนรับ
ถาม : พระปรางค์สามยอดไม่ใช่วัดหรือคะ ?
ตอบ : ก็เป็นศาสนสถานของทางพาหมณ์ ลัทธิไศวนิกายเขา
ถาม : อย่างนี้แสดงว่าเขาจำหลวงพี่ได้ด้วยซิครับ ?
ตอบ : จำได้ซิ ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ
ถาม : แสดงว่าหน้าไม่เปลี่ยน ?
ตอบ : ยิ่งเขาอยู่ในความเป็นทิพย์นี่ เขาจำได้แน่นอนเลย
ถาม : อ้อ ผมนึกว่าหน้าไม่เปลี่ยน (หัวเราะ)
ตอบ : อาจจะไม่เปลี่ยนก็ได้
ถาม : คือว่าไปอธิษฐานจิตกับหลวงพ่อโตที่วัดสังฆทาน แล้วบอกท่านว่าขอให้ลูกได้มีญาณที่แก่กล้าเพื่อนำมาใช้ช่วยคนให้เป็นประโยชน์กับคน แล้วที่นี้ก็อธิษฐานต่อว่าขอให้ลูกได้เห็นได้รู้ในสิ่งตามความเป็นจริง ก็เห็นเป็นจริงเจ้าค่ะ แต่มันเห็นเป็นจริงเกินไปนิดหนึ่งเจ้าค่ะ
ตอบ : (หัวเราะ) ความจริงไม่มีเกินไป (หัวเราะ)
ถาม : คือเห็นตัวเองเป็นซากศพอยู่ตลอดเวลาเลยเจ้าค่ะ (ก็ดีแล้วไง) เห็นเส้นเลือด เห็นตับไตไส้พุงทั้งในของตัวเอง แล้วมันก็เกิดอาการกลัว (หัวเราะ)
ตอบ : (หัวเราะ) จริง ๆ น่าจะดีใจโอกาสอย่างนั้นมันยากน่ะ ของอาตมาเองกว่าเขาจะยอมโผล่มา ลักษณะที่ว่าเอาพวกอสุภกรรมฐานมาให้ดู ปล้ำกันเป็น ๑๐ ปี ของเราได้อย่างนั้นน่าจะดีใจ แล้วรีบ พิจารณาให้เห็นว่าสภาพแท้จริงของตัวเราก็เป็นแบบนี้ คนอื่นก็เป็นอย่างนี้ จริง ๆ แล้วไม่ว่าเราว่าเขาแล้ว มันไม่มีอะไรน่ารักน่าชอบใจเลยแม้แต่อย่างเดียว ร่างกายและสภาพที่มีแต่ความสกปรกเน่าเหม็น เราเกิดมาเมื่อไหร่ก็มีมันอีกเข็ดหรือยังพอหรือยัง ? ควรจะหนีไปนิพพานได้หรือยัง ? น่าจะพิจารณาต่อไปเลยนะ
ถาม : พิจารณาต่อไปเลยหรือเจ้าคะ ความรู้สึกแปลก ๆ เจ้าค่ะ
ตอบ : (หัวเราะ) มันไม่แปลกหรอก เพียงแต่ว่าของเราเองมันไม่ชินกับระยะแรก ๆ แล้วจิตใจของเรามันอยู่ในลักษณะว่ายังกลัวอยู่ ในเมื่อยังกลัวอยู่มันก็ยังต่อต้านอยู่นะ แต่ไม่เป็นหรอกญาณนี้สัก ๒๐ ปีมันก็แก่ แต่จะกล้าหรือเปล่าไม่รู้
ถาม : (หัวเราะ) แก่อยู่แล้วเจ้าค่ะ (หัวเราะ) มันแก่อยู่ทุกวันเลย พูดถึงการไปช่วยเหลือคนเจ้าค่ะ พอไปช่วยเหลือเขาแล้ว ราวกับว่าเราไปทำให้เขามีความวิตกกังวล คือเราเห็นภาพเขาว่าคน ๆ นี้จะต้องเกิดอุบัติเหตุรถชนถึงขั้นเสียชีวิตหรือพิการ
ตอบ : แล้วเราก็รีบไปบอกเขา ?
ถาม : ค่ะใช่ เราก็เลยบอกเขาว่าไปทำบุญซะนะ คุณจะมีเคราะห์หนักขั้นเสียชีวิตหรือพิการ เขาก็ตั้งหน้าตั้งตาทำบุญเจ้าค่ะ พอทำเสร็จก็ผ่านไปได้ประมาณเดือนกว่า ๆ เขาก็ประสบอุบัติเหตุรถชนจริง ๆ แต่ว่าเขาไม่เป็นไร รถพัง แต่เขาก็มามีคนมาบอกว่า เราพูดไม่ดีว่าไปเตือนเขา ทำให้เขาวิตกกังวล เขาเลยเกิดอุบัติเหตุ
ตอบ : คราวหน้าเตือนคนอื่นคนพูดอย่าไปเตือนมัน (หัวเราะ) เตือนคนอื่นต่อไปแต่คนพูดอย่าไปเตือนมัน ใช้ลักษณะนั้นแหละจ้ะ คือว่าอย่าไปบอกตรง เพราะว่าบางอย่างวาระกรรมของเขามันต้องเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ใบ้ให้เข้า บอกแค่นั้นแหละ
ถาม : ไม่ทราบว่าจะบอกอย่างไรดีเจ้าคะ พอเห็นภาพก็บอกปุ๊บ
ตอบ : ถ้าอย่างนั้นอาจะต้องเดี้ยงแทนสักวันหนึ่ง (หัวเราะ) ตอนนั้นกำหนดใจนึกถึงพระนิดเดียวแหละจ้ะ ว่าหนูควรจะบอกได้เท่าไหร่ ได้โปรดสงเคราะห์ด้วย ความรู้บอกได้เท่าไหร่ก็บอกแค่นั้น เพราะว่าแต่ละคนบุญกรรมมันไม่เท่ากัน บางคนนี่ต้องใบ้อย่างชนิดรู้ร้อยบอกได้ไม่ถึงหนึ่งอย่างนี้ ถ้าประเภทนั้นถ้าไม่ใช่บุญเก่าดีจริง ๆ เขาจะไม่เข้าใจเลย แล้วถึงเวลาก็เดี้ยงไปตามระเบียบ
ถาม : ถ้าอย่างนี้ ต้องขออาราธนาพระทุกครั้งที่ ......?
ตอบ : ต้องขอพระอยู่ตลอดจ้ะ อย่าทิ้งพระเป็นอันขาด โดยเฉพาะเรื่องอย่างนี้ของเราที่ทำอยู่มันอันตรายว่าถ้าเผลอมันฝืนกฎของกรรมเข้า ถ้าเราไปฝืนเข้าจะเข้าตัวเอง
ถาม : แล้วพอช่วยเขา เราก็ป่วยหนักค่ะ ?
ตอบ : ไม่เป็นไรจ้ะ อันนี้รับได้ ก็เต็มใจจะรับอยู่แล้ว เพราะรู้อยู่ว่าทำแล้วจะโดน
ถาม : ทีนี้พอเกิดกรณีนี้ขึ้น มันทำให้ไม่กล้าจะดูให้ใครเจ้าค่ะ พอใครเขาถามเราก็บอก เรายังไม่พร้อมที่จะช่วย แล้วเราจะไม่ทำต่อเลย ดีมั้ยเจ้าคะ ?
ตอบ : ตัดสินใจเองจ้ะ
ถาม : ไม่เป็นใช่มั้ยเจ้าคะ ?
ตอบ : อาจจะเป็น (หัวเราะ) บอกว่าตัดสินใจเอง อันนี้ไม่สนับสนุนขณะเดียวกันก็ไม่คัดค้านจ้ะ เลือกเอาคิดจะสร้างบารมีง่าย ๆ ก็ว่าต่อไปแต่ตัวเองก็สาหัสหน่อย
ถาม : ทำอย่างไรถึงจะหลบเลี่ยงไม่ให้เจอสภาพอย่างนี้อีก ?
ตอบ : เลิกคิดไปนิพพานซะ (หัวเราะ) ตอบตรงเป๊ะเลย
ถาม : มีเพื่อนที่รู้จักเจ้าค่ะ เขาไปทำพิธีครอบองค์ รับองค์น่ะค่ะ แล้วทีนี้มีผู้ที่หวังดีใช้มีดหมอ ช่วยทำให้เขา กะว่าจะให้ครอบนี้หลุด แต่มันไม่หลุดเจ้าค่ะ แล้วทีนี้เราก็ไปนั่งช่วย เหนื่อยมากเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าความหวังดีตรงจุดนี้เราจะช่วยอย่างไร ?
ตอบ : ช่วยอย่างไร อันดับแรกถ้าขันครูอยู่น่ะ บอกกับเขาบอกว่าที่ครอบมาขออนุญาตคืนจ้ะ แล้วก็ลอยน้ำไปซะก่อน ถ้าขันครูยังอยู่แก้ไม่ได้นะจ้ะ พวกไปครอบครูรับขันรับอะไรมาระวังนิดหนึ่ง เพราะว่าระยะหลัง ๆ มีพวกหากิน พอเราไปรับของของเขามาเท่ากับว่าเรายอมรับการเป็นบริวารของเขา เขาจะใช้ผีใช้ไสยศาสตร์ควบคุมเราได้ง่ายขึ้น มีพวกหากินทางด้านนี้มากขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นจะรับจะอะไร พิจารณาให้ดี ระวังตัวเอาไว้ด้วยเดี๋ยวจะเสียท่าเขาง่าย ๆ ส่วนคนที่รับมาแล้ว ถ้าหากว่าระแวงหรือว่ากลัวขึ้นมาก็อย่างที่ว่านั่้นแหละ บอกเขาว่าที่รับมาขออนุญาตส่งคืน ตอนรับนั่นไม่รู้เรื่องเลยไม่รู้รับมาได้อย่างไร
ถาม : แล้วตอนขออนุญาตส่งคืนนี่จะต้องทำอย่างไรบ้างเจ้าคะ ?
ตอบ : เอาลอยน้ำไปจ้ะ
ถาม : เอาอะไรลอยน้ำเจ้าคะ ?
ตอบ : ก็ขันครูเขามีอยู่จ้ะ
ถาม : ที่เขาติดตัวอยู่เหรอคะ
ตอบ : ที่เขาให้มา ส่วนใหญ่พวกนี้เขาจะให้ขันครูมา อาจจะเป็นขัน ๕ ขัน ๘ เขาจะให้มาแล้วให้เราบูชา แล้วก็จัดดอกไม้ธูปเทียนเป็นประจำ อาจจะทุกวันพระ ทุกวันศุกร์ ทุกวันพฤหัส อะไรอย่างนี้ เอาลอยน้ำไปซะ ถ้าโกรธเขามากก็ลอยน้ำครำไป (หัวเราะ)
ถาม : แล้วมันจะไปเหรอเจ้าคะ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าทำอย่างนั้นแล้ววิธีแก้มันจะง่ายขึ้น แต่ถ้าหากขันครูเขายังอยู่แก้ยาก เดี๋ยวก็ฟันกันทั้งวันจนกระทั่งเราเองหมดแรงแล้ว มันยังไม่เป็นอะไรเลย พวกนี้อันตรายเหมือนกัน ถ้าหากเราไปสู้รบปรบมือกับเขา จากประสบการณ์ที่เจอมาก็คือว่าถึงกำลังของเราจะสูงกว่าก็จริง แต่เราต้องกินต้องนอน เจ้าพวกนั้นมันไม่ต้องกินไม่ต้องนอน มันตามเล่นเราอยู่ตลอดเวลาเลย เผลอเมื่อไหร่โดน

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:47 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : กำลังนึกอยู่เลยครับว่า ไหว้พระหลวงพ่ออย่างนี้ จริง ๆ ก็น่าจะคุ้มไหมครับ ?
ตอบ : ก็ถ้าหากว่าอาราธนาประจำนะ โดยเฉพาะเครื่องรางของขลังของหลวงพ่อ เข้าไปในพิธีของเขาเจ๊งหมดเลย เขาจะทำพิธีต่อไม่ได้เลย เจอมาหลายรายแล้ว ไม่ได้เจตนาเลย แต่ว่าอยากรู้อยากเห็น เขาบอกว่าเขาทรงพระยายมราช เพื่อนก็เมตตาไปเหอะไปดูหน่อย เอ้า ! ไปก็ไป พอไปถึงความเคยชินของเราก็ต้องนึกถึงหลวงพ่อ นึกถึงพระ ภาวนาพุทโธเป็นปกติอยู่แล้วใช่มั้ย ? ปรากฎว่ามันทรงให้ตาย ก็ทรงไม่ได้ (หัวเราะ)
ถาม : อ้าว....ไม่มาเลย
ตอบ : ก็มาแว๊บหนึ่ง เห็นเขาจุดธูป ๕ ดอกปักกลางแจ้งเหมือนกัน นั่ง ๆ ลักษณะเหมือนจะเริ่มสั่น ๆ แล้วก็หงายหลังฟาดพื้นโครมเข้าให้ แล้วลุกขึ้้นมาบอกว่าทรงไม่ได้ท่านมาแป๊บเดียวก็ไป สงสัยมาแต่เท้า (หัวเราะ) หงายหลังฟาดพื้นไปเลย ลักษณะนั้นแหละ ส่วนอีกทีหนึ่งก็เขาชวนไปเล่นผีถ้วยแก้ว เราพอได้ยินว่าผีก็กลัวเราก็ภาวนาพุทโธ มันเชิญแทบตายไม่ลงซักที พอเลยเที่ยงคืนไปแล้วไปนอนกันดีกว่า (หัวเราะ) ลืมไปคือด้วยความเคยชินของเราถึงเวลาเราก็ภาวนานึกถึงพระไว้ แล้วผีที่ไหนมันจะมาได้ล่ะ เล่นเอาเจ้าพิธีนี่หน้าเสียเลย ก็เขาเคยทำได้ผลทุกที ชวนพวกไปตั้ง ๔ คน ๕ คน กลายเป็นว่าทำแล้วไม่สำเร็จตามที่คุยเอาไว้ เสียหน้าหมด
ถาม : แสดงว่าของผีมาจริง ๆ หรือไงครับ ผีถ้วยแก้ว ?
ตอบ : ผีมาจริง ๆ แต่ต้องระวังขนาดเราระบุว่าเชิญใคร มันยังมาก่อนได้เลย เพราะว่าเรื่องของผี เรื่องของเทวดา เขาถือมารยาทตัวที่มาก่อนก็รับไป
ถาม : อ้าว ......อย่างนี้แต่เขาก็รู้เหมือนกัน
ตอบ : ใช่แต่ว่าบางสิ่งที่เขาต้องการรู้ ถ้าหากว่าถามปัญหาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติที่ไม่มีความรู้เขาตอบไม่ได้ หรือไม่ก็บางทีจากเป๋เข้าป่าเข้าดงไปเลย
ถาม : พูดถึงผี ตอนนั้นไปงานศพเจ้าค่ะ พอไปงานศพ ผีเอ่อ.....วิญญาณของคนที่เสียชีวิตนี่เขาเดินอยู่รอบศพ คือเขาเสียชีวิตแล้ว แบบเขายังไม่ได้สั่งเสียเจ้าค่ะ เราก็เห็นเราก็มองตามเขา เขาก็เห็นว่าเรามองเขาเห็น เขาก็มาเดินอยู่รอบตัวเราแทนที่จะวนศพเขา เขาก็บอกว่า ขอหน่อย ขอเข้าหน่อย ทีนี้ไม่ทราบ เราก็แบบสวด ๓ จบแล้วเจ้าค่ะ พอ ๓ จบเราก็ยังไม่ให้ ไม่ให้เข้า มีความรู้สึกว่ากลิ่นธูป กลิ่นน้ำอบเข้ามาที่ปากค่ะ พอเข้ามาปุ๊บเข้าได้เท่าเนี้ยะค่ะ แล้วเขาก็พูดออกมาเป็นภาษาจีน ทำไมเขาถึงเข้ามาได้ ขณะที่เราไม่ได้อนุญาตเลยเจ้าคะ ?
ตอบ : ของเราเองตอนนั้นเผลอไง อย่าลืมตรงคำว่า เผลอนะ ระหว่างที่กินอยู่ ระหว่างที่เข้าห้องน้ำ ห้องส้วม ระหว่างที่เคลิ้มใกล้จะหลับ จังหวะนั้นถ้าเผลอเมื่อไหร่ก็เสร็จ หลวงพ่อท่านถึงได้สอนให้เราภาวนาหรืออาราธนาพระให้เป็นประจำไว้ เพราะว่าถ้าหากว่าถึงระดับนั้นแล้วตัวเราถึงเผลอ แต่ว่าพระหรือเทวดาที่ท่านรักษาอยู่ท่านจะไม่เผลอ ท่านก็จะช่วยให้ ของเรานี่เขาเข้าได้แค่นั้นนับว่าเก่งมากแล้วจ้ะ ถ้าหากมันเข้าได้มากกว่านั้น ดีไม่ดีแสดงอาการพิลึกพิลั่น กลายเป็นเจ้าแม่ไปแล้ว
ถาม : พูดอย่างเดียวเจ้าคะ ถ้าอย่างนี้คือถ้าเราเผลอหรืออะไรก็ตามได้เลย
ตอบ : เผลอเมื่อไหร่โดนแน่จ้ะ ถ้าเป็นความต้องการของเขา ก็บอกแล้วว่าอย่างที่เปรียบเทียบว่าของเราต้องกิน ต้องนอน ของเขาไม่ต้อง ดังนั้นเขารอจังหวะของเขาอยู่ เผลอเมื่อไหร่ก็โดน
ถาม : อันนี้ก็เคยโดนอีกรอบหนึ่งเจ้าค่ะ เผลอเหมือนกันตอนเข้าห้องน้ำเจ้าค่ะ ตอนเข้าไปนะเจ้าคะ ตอนแรกยังไม่มีอะไร พอเข้าไปสักพักกลิ่นเริ่มมาแล้วเจ้าค่ะ พอกลิ่นเริ่มมา เราทำธุระ ก็ เอ๊ะ !ทำไมกลิ่นมันแรงขึ้นเรื่อย ๆ พอเข้าไปประตูมันเปิดไม่ได้เจ้าค่ะ พอเปิดไม่ได้ปุ๊บทำไงล่ะ กลิ่นมันมา ๆ พอภาวนาถึงพุทธองค์ ขอบารมีปุ๊บ กุญแจเปิดได้ พอเปิดได้วิ่งออกมาบอกคนข้างนอก บอกว่าบ้านนี้มีผีมีคนตาย พอเราอ้าปากเท่านั้นแหละเจ้าค่ะ เข้ามาอีกแล้วเจ้าค่ะ โอ้โห ! กินน้ำมนต์ อาเจียน ๆ เจ้าค่ะ แล้วทำไมพวกนี้ถึงได้ตามตลอดเลย ?
ตอบ : มันคล้าย ๆ เบอร์โทรของเรามันต่อได้อยู่เบอร์เดียว มันไปต่อเครื่องอื่นมันเสียหมด มันติดต่อไม่ได้มันก็ต้องตามใช้เบอร์นี้แหละ (หัวเราะ)
ถาม : ตามตลอดเลยเจ้าค่ะ ก็มีความรู้สึก เราจะมีวิธีอย่างไรที่ไม่ให้พวกนี้เข้ามา ?
ตอบ : ก็อย่าเผลอจ้ะ อย่าเผลอ
ถาม : ไม่เผลอนี่มันลำบากนะเจ้าคะ ?
ตอบ : หาน้ำมันชาตรีหลวงพ่อก็ได้ ก่อนจะไปไหนเจิมหัวซะก่อน หรือไม่ก็กินไปสักอึกหนึ่งเลย นั่นแหละ คราวนี้มีัปัญญาก็มุดเข้ามาซิ มุดเข้าไปก็ชนพระหงายท้องออกมาก่อน
ถาม : แล้วถ้าเราพกพระติดตัว แล้วอาราธนาบอกท่านน่าจะกันได้นะเจ้าคะ ?
ตอบ : บอกท่าน บอกว่าทุกเวลาเลยนะเจ้าคะ ถึงอีฉันเผลอ แต่ท่านห้ามเผลอเด็ดขาด
ถาม : ไม่ค่อยได้อธิษฐานบอกท่านน่ะเจ้าค่ะ ?
ตอบ : คราวนี้ก็จะได้เห็นว่าจริง ๆ แล้วที่หลวงพ่อพูดน่ะมันตรงทุกอย่าง ท่านบอกแล้วว่าเวลากิน เวลาเข้าห้องน้ำ ห้องส้วมหรือเวลาเคลิ้มใกล้หลับ มันเป็นเวลาที่เราพลาดได้ง่ายที่สุด ต้องระวังกันตลอดเวลา บางคนน่ะ เข้าส้วมแล้วว่าภาวนาไม่ได้....บาป ระวังไว้เหอะ เดี๋ยวมันบีบคอตายคาส้วมนั่นแหละ (หัวเราะ) ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามภาวนาเอาไว้ ไม่อย่างนั้นแล้วถ้าเกิดปุ๊บปั๊บเป็นอะไรไปตอนนั้นกำลังใจเราไม่มีที่เกาะ ถ้าเผลอไปมันจะลงที่ลำบาก เพราะฉะนั้นต้องเกาะพระไว้ให้เป็นประจำนะ ยิ่งเข้าส้วมยิ่งดีภาวนาให้หนัก พระท่านไม่เหม็นหรอกไม่ต้องกลัว
ถาม : (หัวเราะ) แล้วก็มีเหตุการณ์อยู่เหตุการณ์หนึ่งที่พึ่งจะผ่านมา ๒-๓ อาิทิตย์นี้เจ้าค่ะ พอดีอยู่ดี ๆ ตัวเองก็เกิดสภาวะเศร้า ๆ แบบไร้เหตุผลเจ้าค่ะ ไม่มีอะไรเหตุที่จะเศร้า พอดีเกิดอาการเศร้า ๆ แล้วก็เห็นหน้าเพื่อนอยู่ ๒ คน เธอก็เศร้า ๆ ทีนี้ก็มีเพื่อนเขาบอกว่าอย่าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านเขา เราก็เลยไม่ยุ่ง เราก็นั่งเศร้าแต่ก็เห็นหน้าสองคนนี่ลอยมา ก็นั่้งเศร้า ทีนี้พอผ่านจากช่วงนั้นมาก็ไปติดต่อเพื่อนคนนั้นว่าเป็นอย่างไร เขาเจออุบัติเหตุน่ะค่ะ เขาบอกว่าทำไมไม่บอกเขาล่วงหน้า ก็บอกว่ามีคนบอกว่าอย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น ทำไมเราถึงได้รับทราบตรงจุดนั้นได้ยังไงเจ้าคะ ?
ตอบ : ก็เบอร์โทรดีไง มันติดต่อได้ง่าย ถึงเวลาขึ้นมานึกเลย แหมจริง ๆ มันน่าจะบอกเราตั้งแต่แรก ก็ไม่ยอมบอก เล่นเอาเรานอนเป๋ แล้วมันค่อยมา (หัวเราะ) ตอนที่เขานึกถึงน่ะ กำลังใจประเภทนั้นน่ะจ้ะ ของเรามันรับได้ไวรับได้ง่ายกว่าก็เลยรับเอาความรู้สึกนั้นมา เพื่อนก็คงประเภททั้งโกรธ ทั้งน้อยใจเรานี่รู้แน่ ๆ เลยไม่ยอมบอกเราไง ในเมื่อทั้งโกรธ ทั้งน้อยใจอารมณ์ใจของเขามาในลักษณะนั้นก็อาการเดียวกับของเขาเลย

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:47 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : อันนี้คือเรารับอาการของเขามาเลย แล้วก็มีแบบว่าหน้าคนลอยมาเจ้าค่ะ ลอยไปก็ลอยมา สักพักหนึ่งก็โทรมาหาค่ะ แล้วเราก็รู้เขาจะโทรมาเรื่องนี้ ๆ เราก็เตรียมรอนั่งหน้าโทรศัพท์ หลวงพี่ทีนี้เอาเทปเข้าตลับก็เหมือนกันใช่ไหมเจ้าคะ ? (หัวเราะ)
ตอบ : (หัวเราะ) ไม่รู้ไม่ชี้จ้ะ อันนี้ห้ามยืนยัน ถ้ายืนยันเดี๋ยวมันจะมีประเภทขี้เกียจ เดี๋ยวนี้ลูกศิษย์วัดและพระนี่ต้องไล่เตะมัน มันจะพูดจะถามอะไร...ไม่หรอก มันใช้วิธีคิดแทน มันขี้เกียจพูด จนกระทั่งบางทีต้องบอกมันว่าถ้าขืนทำอย่างนี้อีกแล้วจะถีบมันแทน แล้วมันถึงจะยอมพูดนะ เป็นซะอย่างนั้น อะไรก็ตามที่ยังใช้สังขารร่างกายของมนุษย์ทั่ว ๆ ไปทำได้น่ะทำเสียก่อน ไม่ใช่เล่นวิธีลัดประจำ ตอนนี้พระที่วัดมีอยู่องค์หนึ่ง ถ้าเราอยู่มุมนี้ของวัด เขาก็หนีไปมุมโน้น เราตามไปมุมโน้นมันหนีไปอีกมุมหนึ่ง กลัว....
ถาม : กลัวไปนั่งรู้เขาหรือครับ ?
ตอบ : ไม่ใช่ คือว่ามันมีบางทีเขาวางอารมณ์ผิด ตั้งอารมณ์ผิดแล้วก็บอกเขา เขาก็เลยพานกลัวไปเลย
ถาม : อ้อ ! ผมนึกออกแล้ว ที่หลวงปู่มั่นท่านเคยดูหลวงตาอะไรก็ไม่รู้ พอหลวงปู่มั่นลงไปบอก ย้ายวัดหนีเลย
ตอบ : ก็ประเภทนั้นน่ะ ...(ไม่ชัด)....มันคิดชั่ว ๆ ข้าไม่ดูหรอก มันก็ไม่ฟัง (หัวเราะ)
ถาม : กลัวเรารู้ใช่มั้ยเจ้าคะ ?
ตอบ : อืม ! เขากลัว
ถาม : มันแปลกเจ้าค่ะ บางทีเรานั่งใกล้บางคนนี่นะเจ้าคะ เขาด่าเราอยู่ในใจ เราได้ยินเสียงชัดมากเลยเจ้าค่ะ แล้วเราก็พูดคำด่านั้นออกไปช้า ๆ ให้เขาได้ยินชัด ๆ เจ้าค่ะ แล้วเขาก็หันมามองหน้าเราตั้งแต่นั้นมา เขาไม่เคยนั่งใกล้เราเลยเจ้าค่ะ
ตอบ : ก็ประเภทเดียวกันล่ะจ้ะ
ถาม : ทำไมได้ยินอย่างไรเจ้าคะ ยังงงเลย ทำไมเราได้ยินเสียงเขาคิดได้อย่างไร ?
ตอบ : ความรู้สึกเขาถ้ายิ่งต่ำเท่าไหร่เรายิ่งรับได้ง่ายเท่านั้นนะ แต่ว่าจะไม่เกินจากเสมอกัน ถ้าเกินจากนั้นขึ้นไปจนถึงสูงกว่าต้องขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ให้ คนที่เสมอกันกับต่ำกว่าเราจะรู้ได้ง่าย ยิ่งอารมณ์เขาต่ำมากเท่าไหร่ยิ่งรู้ง่ายเท่านั้น เหมือนกับเราอยู่ในที่สูงแล้วมองลงไปมันจะเห็นชัดตา
ถาม : แต่เราจะไม่มองคนที่สูงกว่าใช่มั้ยเจ้าคะ ?
ตอบ : ก็มองได้จ้ะ แต่ต้องขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ ถ้าหากว่าตั้งใจดูเอง อาศัยกำลังของเราเองไม่ขอพระท่านช่วยนี่จะไม่รูู้็เรื่องเลย
ถาม : ถ้าอย่างนี้การที่เราได้ยินพวกสัมภเวสี พวกเทพมาคุยกับเราได้ ?
ตอบ : ก็เรื่องปกติจ้ะ ที่เขา (หมายถึงพระที่วัด) กลัวมากที่สุดเขากลัวตอนไหนรู้มั้ย ? เขาจะกินขนมคือตอนเช้านี่มีของหวานไง แล้วก็ขนมกับผลไม้ คราวนี้ขนมนั่นมันใหม่เอี่ยมยังไม่ได้แกะถุง พี่แกก็นั่งอมลิ้นกลืนน้ำลายเชียว...อยากกิน แต่ไม่กล้าแกะ เราก็เลยบอก เฮ้อ ! ก็แกะไปซิหรือจะให้อาจารย์แกะให้กินถึงจะกล้า (หัวเราะ) คว้าได้ก็รีบแกะ หลังจากนั้นมันก็เดินหนีไปเลย (หัวเราะ)
ถาม : แล้วก็เจอเจ้าค่ะ ศาล เขาตั้งศาล พอตั้งศาลเขาก็ตั้งไว้อย่างนั้น แล้วเขาก็ไม่ได้จุดธูปเชิญซะที เจ้าที่ต้องมาบอกว่าช่วย ๆ เอาเขาขึ้นไปซะทีเถอะ ทีนี้เจ้าที่นี่เขามีสิทธิเข้ามาบอก เข้าฝันได้เหรอคะ ?
ตอบ : ได้ซิ ก็เจ้าเขาสูงกว่านี่ ถ้าหากว่าเขาติดต่อเราได้อาศัยผ่านเราได้ก็ขอยืมใช้หน่อย เต็มใจสงเคราะห์เขา ถ้าไม่เกินความสามารถก็ทำไปเถอะ ถ้าไม่เต็มใจสงเคราะห์็บอกกับเขา บอกว่าเดี๋ยวจะบอกให้แต่เอา ๒ ตัวมาก่อน
ถาม : (หัวเราะ) อย่างนี้นี่เจ้าที่ท่านสงเคราะห์ได้อยู่แล้วใช่มั้ยครับ ถ้าโชคของเรา ?
ตอบ : ได้อยู่ แต่ระวังไว้นะ เรื่องของเทวดา เรื่องของผีเขาตรงไปตรงมา บอกเอา ๒ ตัว มันให้น่ะ ๒๐ งวดยังไม่ออกเลย ไม่ได้บอกว่างวดไหน เจอมาเยอะแล้ว
ถาม : (หัวเราะ) แต่สงสัยค่ะ เจ้าที่นี่เขาเป็นศาลดั้งเดิมอยู่ก่อนแล้ว แล้วเขาก็เอาของเก่าออก แล้วก็เอาของใหม่ไปตั้งไว้ที่เดิม เขาก็น่าจะอยู่ได้ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วเขาได้อยู่หรอก แต่ว่าลักษณะของคนมาใหม่หรือว่าคนที่ทำใหม่น่ะ ต้องอัญเชิญเขาให้ถูกวิธี ถ้าหากว่าไม่เชิญเขาให้ถูกวิธีเขาก็ไม่ให้ความคุ้มครองไม่ให้ความดูแล คราวนี้ว่าเขาเอง เขาก็อยากจะช่วย แต่คราวนี้เมื่อไม่ได้บอกกล่าวไม่ได้เชิญอย่างถูกวิธี เขาเองไม่สามารถจะช่วยได้ เขาก็เลยหาทางที่จะติดต่อ เพื่อจะให้บอกว่าให้ทำให้ถูกซะทีอย่างนั้น
ถาม : คนนี้เขาโดนญาติเขาเองเล่นของ เล่นของในลักษณะที่ของที่ส่งมานี่มันเป็นลักษณะเลือด แล้วก็มาปาที่บ้านเขา แล้วพอเราไปช่วยเอาน้ำมนต์หลวงพ่อไปเจ้าค่ะ พอเขาดื่มปุ๊บมีความรู้สึกว่าขันน้ำมนต์เป็นเลือด พอดื่มเข้าไปปุ๊บ ยังไม่ทันจะกลืนก็อาเจียนออกค่ะ ถ้าอย่างนี้นี่เราจะช่วยเขาได้อย่างไรเจ้าคะ ?
ตอบ : ได้อยู่ ให้เขาดื่มบ่อย ๆ เดี๋ยวมันก็หมด พวกนี้บางอย่างถ้ากินเข้าไปนี่ลำบาก ถ้าหากว่าไม่ได้กินเข้าไปนี่แก้ง่าย ถ้ากินเขาไปมันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเลือดเนื้อร่างกายแล้วแก้ลำบาก ลักษณะนั้นก็คือลักษณะของว่าพุทธคุณกับของมันต้านกันอยู่ ในเมื่อของเขาเองไม่ได้ มันก็จะแสดงออกในลักษณะเหมือนว่าอาเจียนออกมา ให้มันกินไปเยอะ ๆ เลย จับอาบเสียด้วยยิ่งดี
ถาม : ไม่เป็นไรเหรอเจ้าคะ ?
ตอบ : ไม่เป็นไรจ้ะ ซ้ำให้ตายไปเลย
ถาม : ที่กินออกมาไม่เหลือเลยค่ะ ?
ตอบ : ถ้าอาเจียนออกมาได้ก็เริ่มเบาแล้ว ต่อไปบอกเขาว่า เอาที่ต้มเสร็จมาแล้วนะ
ถาม : ต้มหรือคะ ?
ตอบ : เลือด (หัวเราะ) เอาที่ต้มเสร็จมาแล้วน่ะ
ถาม : แล้วเขาเลี้ยงผีด้วยเจ้าค่ะ ?
ตอบ : เลี้ยงผีไม่ใช่เรื่องยากเลย ไม่อยากบอกเดี๋ยวพวกเราไปทำกัน เพราะว่าพวกอดอยากมันเยอะ คราวนี้ของพวกนี้ถ้าเราเผลอมันจะเล่นเราเอง คือถ้าเวลาเราเผลอทิ้งให้เขาอด บางทีเขาก็เล่นเราเอง มีอยู่ช่วงหนึ่งอยู่ที่วัดท่าซุง มีแม่ชีคนหนึ่งเขามา โอ้โห ! พามาเป็นฝูงเลย เราเองก็ถามเขาว่าเลี้ยงผีใช่ไหม ? เขาบอกว่าท่านรู้หรือเจ้าคะ ก็บอกว่า รู้ไม่รู้น่ะ ไม่ต้องพูดถึง แต่ว่าโยมเลี้ยงใช่มั้ย ? เขาบอกใช่ ก็บอกว่าเลี้ยงยังไงมันถึงเยอะขนาดนั้น เขาก็เลยบอกวิธีให้วิธีมันก็ง่ายนะ แต่ว่าลักษณะนั้นเราเผลอเมื่อไหร่ตัวเองโดน
ถาม : เขาทำอย่างไงเหรอเจ้าคะ ?
ตอบ : ก็บอกแล้วว่าไม่กล้าบอก เดี๋ยวคนเอาไปใช้กัน
ถาม : แสดงว่ามันก็ต้องมีคุณด้วยซิครับ ?
ตอบ : มันก็มีอยู่ คือว่าบางอย่างของเขาเองอยู่ในลักษณะของความเป็นทิพย์ไงมันก็ถ้าหากว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกินกำลังเขา เรื่องที่ไม่หนักนักเขาก็ช่วยได้ แต่ว่าเขาก็จะช่วยในลักษณะว่าบีบบังคับคนอื่นเขา
ถาม : นึกว่าช่วยง่าย ๆ เอามาเป็นคนงานก่อสร้างซะเลย ? (หัวเราะ)
ตอบ : เอาอย่างพวกวูดู หมอผีวูดูที่ไฮติ ใครตายนี่เจ้าของ...ต้องเรียกว่าญาติพี่น้องนะ ฝังศพแล้วต้องนั่งเฝ้าจนมันเน่าไปเลย ถ้าหากว่าไม่เฝ้าอยู่จนมันเน่า เขาเรียกเอาไปใช้หมด
ถาม : เขาไม่เผาไปเลยล่ะครับ ?
ตอบ : ก็ประเพณีเขาฝัง

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:48 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : เอาศพไปใช้เหรอครับ ?
ตอบ : เอาศพไปใช้ เอาไปเป็นคนงาน ส่วนใหญ่พวกที่ไฮติคนงานในไร่อ้อยนี่สมัยก่อนนี่ร้อยละเกินเก้าสิบจะเป็นพวกผีดิบวูดู
ถาม : เอาอย่างงั้นเลยเหรอครับ ?
ตอบ : มันเอาอย่างงั้นเลยแหละ มันต้อนไปเป็นฝูง ๆ เลย
ถาม : ไม่ต้องเสียค่าข้าว
ตอบ : เสียแต่ค่าอาหารหน่อยหนึ่ง ให้กินข้าวเปล่า อย่าให้กินเกลือ ถ้ากินเกลือเมื่อไหร่มันจะรู้ตัวว่ามันตายแล้วมันจะกลับหลุมมัน เพราะฉะนั้นต้องให้กินแต่ข้าวเปล่าเพื่อที่ร่างกายมันจะได้อยู่ได้ อย่างน้อยมีสารอาหารอยู่
ถาม : อย่างนี้เขาเรียกว่าผีดิบหรือเปล่าเจ้าคะ ?
ตอบ : อันนั้นเป็นผีดิบ เขาทำมาจากวิชาของเขา ไปปลุกมันขึ้นมาใหม่
ถาม : อย่างนี้ทรมานมั้ยคะ ?
ตอบ : จริง ๆ มันก็ทรมาน แต่ว่าผีก็คือผี
ถาม : ดวงจิตถูกครอบไว้ด้วยหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ดวงจิตนี่อาจจะเป็นของคนอื่นก็ได้ อาจจะเป็นของตัวเองก็ได ้เพราะว่าเพียงแต่อาศัยเพื่อบังคับให้ร่างนั้นทำงานเท่านั้น
ถาม : นึกว่าถ้าไม่อาศัยดวงจิตได้ด้วยนี่ก็โอ้โห !
ตอบ : โอ้โห ! ยอดเยี่ยมสุริโยทัย ส่วนใหญ่มันต้องมีเค้าโครงของมัน
ถาม : ที่เขาสะกดจิต การใช้พลังจิตที่ไปช่วยบังคับจิตให้เขาทำตามถือว่าการทำในลักษณะอย่างไรเจ้าคะ ?
ตอบ : อันนั้นลักษณะจริง ๆ ก็เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเขาเลย และถ้าหากว่ายิ่งให้เขาไปทำสิ่งที่ผิดศีลผิดธรรมตัวเองก็ได้รับโทษหนักขึ้นไปด้วย แต่ตัวของคนทำนั้นไม่มีโทษนะ เพราะว่ามันไม่ใช่เจตนาของเขา และที่เขาทำ เขาทำในลักษณะไม่รู้ตัวโดนบังคับให้ทำ
ถาม : อยากทราบ อานิสงส์ของการพนมมือคุยกับพระครับ ?
ตอบ : อานิสงส์ของการพนมมือคุยกับพระ แต่ขัดสมาธินี่หักลบลบล้างเหลือศูนย์ (หัวเราะ) พนมมือเป็นการเคารพ แต่ขัดสมาธิมันไม่เคารพ หักกลบลบล้างเหลือศูนย์พอดี (หัวเราะ)
ถาม : คือว่าร่างกายมันไม่ไหวครับ ?
ตอบ : จริง ๆ ก็ดูว่าใจของเราเคารพมั้ยนะ ถ้าหากพนมมือด้วยความเคารพอานิสงส์มันก็ได้อยู่ ใช่มั้ย ? เราเคารพในพระรัตนตรัย เคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เขาจัดเป็นอนุสสติ แต่ว่าขณะเดียวกันถ้าหากว่าเราสัก ๆ แต่พนมมือไปมันก็น้อยหน่อย คืออย่างน้อย ๆ มันก็อยู่ในลักษณะกตัตตากรรม คือกรรมที่ทำโดยไม่ได้ตั้งเจตนาให้มันมั่นคง
ถาม : ได้ยินมาว่า ถ้าเกิดคนที่ได้สรรเสริญบุคคลอื่น เกิดมาชาติหน้าหน้าจะตัวสูงจริงมั้ยครับ ?
ตอบ : พระพุทธเจ้ากล่าว ก็จริงตามนั้น ก็เห็นเขาบอกคนสูงต้องเกิดหน้าน้ำไม่ใช่เหรอ (หัวเราะ) เกิดข้างขึ้นใช่มั้ย ? ยิ่งฤดูน้ำหลากยิ่งสูง นั่นเขาพูดเล่นกัน ท่านว่าจะเกิดในตระกูลสูงต่างหาก
ถาม : ผมคิดถึงลูกสาวเลย นั่นต้องสูงมากแน่เลย ฝนแบบไม่รู้มีมาก่อน ตกสุดจะหนัก
ตอบ : อันนั้นเขาพูดเล่นกัน พระพุทธเจ้าท่านบอกอย่างไงก็อย่างงั้นล่ะจ้ะ ที่่ว่าทำไมคนถึงเกิดในตระกูลสูง ทำไมเกิดในตระกูลต่ำ ทำไมผิวพรรณดี ทำไมผิวพรรณทราม อะไรนั่น เป็นไปตามท่านว่าทั้งหมด ถ้าขี้โกรธก็ผิวพรรณทราม ถ้าหากว่ามีเมตตาจิตใจเยือกเย็นก็ผิวพรรณดี อย่างนี้ เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตนก็เกิดในตระกูลสูง เป็นผู้ลบหลู่เขา เป็นผู้ที่ประเภทที่เรียกว่าทะเยอทะยาน ก็จะเกิดในตระกูลต่ำอย่างนี้
ถาม : หนูใจร้อน ทำอย่างไงใจเราถึงจะเย็น ?
ตอบ : ควักออกมาแช่น้ำ
ถาม : โห ! มันควักไม่ได้เจ้าค่ะ ?
ตอบ : รู้ตัวว่าใจร้อนต้องสร้างสติให้สมบูรณ์จ้ะ เมื่อสร้างสติสมบูรณ์มันรู้จักระมัดระวัง พอสติสมบูรณ์แล้วมันจะระวัง มันก็จะเป็นแค่ร้อนอยู่ข้างใน กาย วาจา มันไม่ได้ร้อนไปด้วย เพราะว่าเก็บอาการอยู่ แล้วพอนาน ๆ ไป เราเก็บมันอยู่นาน ๆ มันเหมือนอยา่งกับเอาหินทับหญ้า เดี๋ยวหญ้ามันตายไปใจมันก็เย็นเอง
ถาม : พอจะมีคาถาเรียกเงิน เรียกทองแล้วก็โชคลาภบ้างมั้ยเจ้าคะ ?
ตอบ : มีจ้ะ เขาเรียกคาถาเงินล้านรู้จักมั้ยจ๊ะ ? ถ้าไม่รู้จักถามคุณเทพฤทธิ์ นั่นแหละใช้ได้ เขามีจริง ๆ จ้ะ เขาเรียกคาถาเงินล้าน เอาคาถาบทนั้นแหละไปใช้ อย่างของเราสมาธิดี ๆ นี่ได้ผลเร็วจ้ะ
ถาม : จำเป็นต้องเท่า กันทุกวันเหรอครับ ?
ตอบ : ความสม่ำเสมอ สำคัญที่สุด
ถาม : ผมอาศัยแบบขับรถไป นึกได้ก็ท่อง ๆ ไปเรื่อย ๆ
ตอบ : คืออย่างน้อย ๆ ให้มันกำหนดไว้ว่าแค่นี้เราต้องได้ ส่วนได้มากกว่านี้ ได้เท่าไหร่ก็เอา
ถาม : อย่างนี้ต้องนึกน้อย ๆ ไว้ก่อน (หัวเราะ)
ตอบ : มันจะได้มีรองรับไว้เสมอ คือแน่นอนว่าจำนวนนี้ต้องได้อย่างนี้
ถาม : พอดีคุณพ่อท่านเป็นอาจารย์ฝึกสมาธิ คนรู้สึกว่าจะเป็นพันนะคะ แล้วทีนี้พอท่านฝึกสมาธิ ท่านก็นั่งสมาธิประมาณตอนตีสี่ ตีห้าท่านก็บอกว่าเจอแหละมีเทวดามานั่งสมาธิด้วยทุกเช้าเลย ก็เลยสงสัยว่า เอ๊ะ ! พวกเทวดานี่เขามานั่งสมาธิกับคุณพ่อนี่ เขาได้บุญกุศลจากการทำสมาธิตรงนี้ด้วยหรือคะ ?
ตอบ : ได้จ้ะ ได้ เพราะว่าอย่างเทวดาชั้นยามา เขาจะสวดมนต์หรือนั่งสมาธิเป็นปกติเลยนะ ท่านที่มานี่อาจจะเป็นเทวดาประจำตัวที่รักษาท่านเอง หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพื่อนฝูงเก่าก็ได้ เห็นเพื่อนทำขอแจมหน่อยหนึ่ง อย่างน้อย ๆ ขอได้บุญบ้าง
ถาม : สมาธิคือ มีสติใช่มั้ยครับ ไม่ใช่การจับลมหายใจ
ตอบ : จริง ๆ แล้วมันต้องอาศัยลมหายใจก่อน เพื่อที่่ว่าสติมันตามทันลมหายใจที่เป็นของหยาบก่อน แล้วมันถึงจะตามทันความคิดของตัวเองที่เป็นของละเอียดกว่า
ถาม : แต่เทวดาไม่มีขันธ์ห้านี่ครับ ?
ตอบ : ก็เขามีขันธ์ทิพย์จ้ะ ขันธ์ของเขาก็ห้าเหมือนกับเรานี่แหละ เพียงแต่ว่ามันอยู่ในสภาพของความเป็นทิพย์
ถาม : แล้วจับลมหายใจได้เหมือนเราเลยหรือครับ ?
ตอบ : ของเขาเองเขาไม่ได้ว่าจับแบบของเรานี่ ของเขาจิตเขาถ้าหากว่าทรงเป็นสมาธิอยู่เขาจะดำเนินตามอาการของสมาธิไปเลย สิ่งนี้มันเป็นความละเอียด พูดกันยาก ต้องไปเกิดเป็นเทวดาใหม่แล้วทวนความจำดู (หัวเราะ) สภาพจิตของเขาพอทรงตัวเป็นสมาธิอยู่มันก็จะดิ่งต่อไปในลักษณะที่เขาเพิ่มความระมัดระวัง ประคับประคองมันอยู่ อธิบายเป็นคำพูดยากจัง
ถาม : เข้าใจครับ
ถาม : ทีนี้ท่านก็บอกว่าท่านทำสมาธิตรงนู้นแล้วเราก็นอนอยู่ปลายเท้าท่าน เราก็เลยรับขอรับส่วนของท่านเลย (หัวเราะ)
ตอบ : ง่ายดีเนอะ เขาเรียกตัวดูด (หัวเราะ) อ้าว ! ได้นะ ถ้าหากว่ากำลังใจของเราดี ๆ รับได้จริง ๆ จ้ะ
ถาม : เราก็รู้สึกว่าพอใกล้ท่านจิตเราก็เป็นสมาธิเจ้าค่ะ ก็เลยสงสัยว่ามันถ่ายเทกันได้หรือเจ้าคะ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วกำลังใจของคนนะ ไม่ว่าจะดีหรือชั่วก็ตามมันจะส่งพลังงานออกมา ในเมื่อมันส่งพลังงานออกมาคนที่อยู่ใกล้จะได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่ว่า่จะกระทบในด้านดี หรือกระทบในด้านร้ายก็ตาม จะสังเกตว่าถ้าในสถานที่เขาทำเป็นบุญเป็นกุศลสมาธิ เราจะทรงตัวได้ง่ายมาก เพราะว่ากระแสจิตมันจะไปทางดีเหมือนกันหมด
แต่ขณะเดียวกันว่า ถ้าหากว่าเราเข้าไปในสถานที่อย่างเมืองใหญ่ ๆ หรือว่าสถานที่ที่มันแออัด จอแจ มีแต่รัก โลภ โกรธ หลง นี่เราจะรู้สึกว่าโดนกดดันและเครียดมากเลย เพราะว่าของเขามันสวนกระแสกับเราจ้ะ ก็ในเมื่อของเราเองมันมีผลอย่างนั้นก็ดูดไว้เยอะ ๆ (หัวเราะ)

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:48 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : พอดีดูดแล้วถ่ายได้ด้วยเจ้าค่ะ มีพี่อยู่คนหนึ่งเขาจะเดินทางไปกับเรา พอเราเจออะไรก็นึกอยู่ในใจ เธอจะพูดแทนเลย ไม่ทราบว่าทำไมส่งสัญญาณได้อย่างนั้นล่ะเจ้าคะ ?
ตอบ : โทรศัพท์เบอร์เดียวกันจ้ะ ถ้าต่อผิดคลื่นก็ไม่ติด
ถาม : อันนี้ก็สงสัยว่าทำไมพี่เขารักได้ พอเราจะพูดอะไรเธอก็พูด ?
ตอบ : ไม่ต้องสงสัยจ้ะ ทีเรายังรับได้เลย
ถาม : แล้วมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งน่ะคะ เขาก็มานั่งใกล้ ๆ เรา พอนั่งไปนั่งมา เธอจะเห็นภาพล่วงหน้าเหมืือนกับที่เราเห็น ทำไมไม่ทราบไปถ่ายทอดกันอีท่าไหนเจ้าคะ ?
ตอบ : ก็บางทีของเขาเองกำลังใจเขาก็เหมือนกัน แล้วก็อยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน ก็สามารถเห็นได้ แต่ว่าในขณะเดียวกันอาจจะเป็นตัวเจโตปริยญาณก็ได้ เรานึก เรารู้ เราเห็นอะไร เขาเองเขาอ่านใจเรากำหนดความรู้สึกของเรา เขาก็นึกได้เห็นได้ รู้ได้เหมือนกัน
ถาม : อย่างนี้ก็สื่อกันได้ใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : ได้จ้ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ อย่างไง ๆ ก็หมุนโทรศัพท์หน่อยนะ ไม่งั้นนายกจะเจ๊งซะก่อน ไม่มีใครใช้เลย
ถาม : แล้วมีคาถาอะไรที่จะแนะนำมั้ยคะ ?
ตอบ : จะแนะนำเยอะเลย เจ็ดตำนานทั้งเล่มน่ะ ท่องไปเหอะ ใช้ได้ทั้งนั้นแหละจ้ะ
ถาม : เอาสั้น ๆ กระทัดรัดน่ะเจ้าค่ะ เอาแบบครอบจักรวาล ?
ตอบ : พุทโธจ้ะ คาถาทุกบทเป็นเครื่องโยงจิตให้เป็นสมาธิ แล้วพอจิตเป็นสมาธิ กำลังของมันมี เราตั้งใจให้เป็นอย่างไรมันก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าสมาธิระดับของเราแล้วอะไรก็ได้จ้ะ
แบบเดียวกับสมัยเด็ก ๆ หลวงพ่อสมชายวัดเขาสุกิมไปวัดใช่มั้ย ? แล้วโยมพ่อก็มัวแต่ไปคุยกับเจ้าอาวาสอยู่ ทิ้งลูกให้อยู่ที่ศาลาคนเดียว มันก็มืดลงทุกที ๆ ท่านก็กลัวหลับหูหลับตานั่งกอดเข่า กลัวแล้วไม่เอาแล้ว ๆ ถอดจิตไปได้เฉยเลย ลักษณะเดียวกันแหละจ้ะ คือพอกำลังใจมันมั่นใจเป็นหนึ่งเดียวแล้วมันก็ใช้งานได้เลย
ถาม : ยาว ๆ อย่างอิติปิโส ?
ตอบ : เอาเหอะ ยิ่งยาวยิ่งดี ชินบัณชรก็ได้ ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกก็ดี หรือไม่ก็มหาสติปัฏฐานสูตร (หัวเราะ)
ถาม : อ่านเจอใน ........(ไม่ชัด)..........หลวงพ่อท่านพูดถึงเรื่องของการก่อสร้างสถานปฏิบัติธรรม ว่าต้องมีมุมให้ถูกต้อง มุมมหาทุกขตะ มุม........(ไม่ชัด).........มุมมหาเศรษฐี ขอถามเป็นอย่างไงครับ ?
ตอบ : พอรู้อยู่ ก็เอาโบสถ์เป็นหลักตามตำราของหลวงพ่อ แล้วโบสถ์ต้องหันหน้าทิศตะวันออก จะมีแต่ละทิศอย่างเช่นว่า ทิศด้านตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นมุมของพระโมคคัลลาน์ ตะวันออกเฉียงใต้เป็นมุมของพระสารีบุตร แล้วก็ตะวันตกเฉียงเหนือจะเป็นมุมของมหาเศรษฐี ตะวันตกเฉียงใต้จะเป็นมุมมหาทุกขตะ
ก็จำแค่ ๓ ทิศน่ะ ถ้าหากว่าหันเหนือปุ๊บ หน้าตรงก็คือตะวันออก มุมทะแยงคือตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ตะวันตกเฉียงเหนือนะใช้ได้ มุมเหลือนอกนั้นใช้ไม่ได้เท่านั้น เพราะว่าจะเป็นมุมโจร มุมมหาทุกขตะ มุมกาลกิณี มุมมรณะ มุมปาราชิก
ถาม : คือว่าสถานปฏิบัติธรรมที่ต้องสร้าง หรือว่าเป็นบ้านก็ได้ ?
ตอบ : จำเพาะวัด แล้วก็ที่มีผลก็คือมีผลต่อตัวเจ้าอาวาสไม่ได้มีผลต่อพระลูกวัด มีผลต่อเจ้าอาวาส อย่างเช่นว่าถ้าอยู่มุมมหาทุกขตะจนตายชักเลย เงินทองไม่เข้าวัด และขณะดียวกันถ้าหากอยู่มุมปาราชิกก็มีสิทธิเจ๊งได้เลย อยู่มุมมรณะก็ตายเร็ว อยู่มุมโจรนี่โจรเข้าวัดแน่นอน
ถาม : อย่างนี้ถ้าจะสร้างสถานปฏิบัติธรรมก็ต้อง .....?
ตอบ : ก็กำหนดเอาเลยว่า เราคิดจะสร้างโบสถ์ตรงจุดไหน แล้วตัวคนเป็นเจ้าอาวาสก็เตรียมกุฏิเอาไว้ด้านที่ดี ๆ เอาไว้ อย่างถ้าตำราหลวงพ่อส่วนใหญ่ท่านนิยมมุมมหาเศรษฐี
ถาม : ตะวันตกเฉียงเหนือ
ตอบ : ก็จะเป็นตะวันตกเฉียงเหนือ
ถาม : อย่างนี้ถ้าจะไปสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมในบ้านต้องสนใจหน่อยมั้ยครับ ?
ตอบ : ก็สนใจในเรื่องของการตั้งหิ้งบูชาพระให้หันเหนือหรือว่าตะวันออก ถ้าหากว่าหันทิศอื่นก็หมดเร็ว
ถาม : ด้านหน้าโบสถ์นี่คือพระประธานหันหน้าไปทางตะวันออกนั่นคือหน้าโบสถ์ ?
ตอบ : ด้านหน้าโบสถ์เลยจ้า ด้านหน้าโบสถ์นั่นมุมโจร หลังโบสถ์เป็นปาราชิก คือว่าตะวันออกเป็นโจร ตะวันตกเป็นปาราชิก ถ้าหากว่าใต้เป็นกาลกิณี เหนือเป็นมรณะ ที่เหลือบอกไปแล้ว
ถาม : พระโมคคัลลาน์ แปลว่าไงครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าอยู่ก็ฝึกฤทธิ์ ฝึกอภิญญาได้ง่ายมุมพระสารีบุตรก็เข้าถึงธรรมได้ง่ายอย่างนี้
ถาม : แล้วถ้าอยากได้ทั้งสองอย่าง สร้างตรงไหนดี ?
ตอบ : ก็สลับกันอยู่ (หัวเราะ) อยู่ตรงนี้ ๓ เดือน แล้วย้ายไปอยู่นู้น ๓ เดือน
ถาม : วัดจากกึ่งกลางที่ดินหรือวัดจากกึ่งกลางโบสถ์ครับ ?
ตอบ : เอาโบสถ์เป็นหลัก ให้อยู่ทิศนั้น ๙๐ องศา ทิศนั้น ถ้าอยู่ในเขต ๙๐ องศานั้นก็ใช้ได้เลย
ถาม : แต่ต้องเป็นเจ้าอาวาส ?
ตอบ : ตัวเจ้าอาวาสจ้ะ สำคัญ นี่เขาไม่รู้ตำราแล้วก็อยู่ผิดอยู่อะไรนี่ อย่างของอาตมาตอนนี้ถ้าย้ายไปอยู่ท่าขนุน มันก็จะเป็นมุมมหาทุกขตะ แต่ว่าบังเอิญว่าเราไม่ใช่เจ้าอาวาส
ถาม : คือว่าตอนนี้กำลังศึกษาพลังจักระอยู่น่ะค่ะ แล้วทดสอบแล้วว่ามันสามารถได้ผลจริง คือ มีพี่คนหนึ่งเขาปวดท้องมากแล้วไม่รู้จะทำยังไง ทำยังไงก็ไม่หาย ก็เลยเอาหินไปวางที่ท้อง พอวางแล้วหินมันแผ่พลังยังไงไม่ทราบค่ะพี่เขาหายปวด แล้วเอาพลังของหินที่มันผลิตรังสีบางอย่างเพื่อปรับสภาพรักษาโรคก็มีคนรักษาหายหลายรายแล้ว ทีนี้สงสัยว่าหินนี่ทำไมมันมีพลังช่วยปรับสภาพได้ ?
ตอบ : วัตถุธาตุทุกอย่างเขามีพลังงานของเขาอยู่โดยเฉพาะพวกหินก็คือ ธาตุดินแน่นอนอยู่แล้วใช้ได้ อาการเจ็บไข้ได้ป่วยนี่ส่วนใหญ่มันเกิดจากธาตุใดธาตุหนึ่งบกพร่อง เพราะฉะนั้นะถ้าหากว่ามีธาตุนั้นเสริมเข้าไปก็จะหายจากอาการป่วยอันนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะรักษาได้ทุกคน
โบราณเขาบอกว่าลางเนื้อชอบลางยา คือเนื้อบางชนิดต้องใช้ยาบางอย่าง ไม่ใช่ว่าป่วยแบบเดียวกันรักษาแบบเดียวกัน แล้วอีกอย่างก็คือว่าการรักษาคนป่วย โรคบางอย่างต้องรักษาถึงหายถ้าไม่รักษาจะตาย โรคบางอย่างรักษาหรือไม่รักษาก็ตาย โรคบางอย่างรักษาหรือไม่รักษาก็หาย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเจอประเภทรักษาหรือไม่รักษาก็ตาย ขนหินลงไปสักคันรถหนึ่งจะได้กลบไปเลย (หัวเราะ)
ถาม : แสดงว่าพลังของหินมีจริงใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : มีจริง ๆ วัตถุทุกอย่างมีพลังอยู่แล้ว อย่าลืมตำราวิทยาศาสตร์ไอสไตน์เขาบอกว่าแกนกลางของวัตถุทุกอย่างเป็นพลังงาน พวกวิทยาศาสตร์เขาก็ตามทันในจุดนี้แล้ว เพราะฉะนั้นก็เชื่อเขาไว้หน่อยหนึ่ง
คาถาขอลาภมันเป็นคำแปลก ๆ หน่อยนะฟังทันมั้ย ? จดก็ได้นะ คาถาขอลาภเขาว่าอย่างนี้ ให้กลั้นใจท่องคาถาในใจว่า ฮัดนิกุดกัดกา กากิกูสูจิ กลั้นใจว่า ๙ จบ คาถานี้เป็นของหลวงพ่อซ่วน เขาใช้แล้วได้ผลอัศจรรย์ดีก็เห็นคนเอาไปใช้กันหลายคน ส่วนคาถาป้องกันภัยหรือว่าคาถาขับมารของหลวงปู่ชุ่มนั้น ท่านให้ว่าคาถาพร้อมทั้งโบกมือไล่ทั้ง ๔ ทิศเพื่อความปลอดภัยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม หรือว่าเวลาจะเจิรญกรรมฐานท่านให้ว่าคาถานี้แล้วโบกมือไล่ทั้ง ๔ ทิศ ท่านบอกว่าป้องกันมารเข้ามาแทรกทำให้เราไขว้เขว เสียผลในการปฏิบัติ
เพราะฉะนั้นถ้าใครใช้คาถาก็มีผลป้องกันอันตรายและก็ขับไล่สิ่งที่ไม่ดีที่จะเข้ามาก่อกวนเราด้วย คาถาว่า ตะรังเมยาจามิ ว่าเสร็จก็โบกมือไปทีหนึ่งจนครบ ๔ ทิศ คำว่าทิศไม่จำเป็นต้องเหนือ ใต้ ออก ตก แต่ให้ใช้ ซ้าย ขวา หน้า หลัง ของเราเอง

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:48 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : มีคนเสนอให้ยกเลิกการประหารชีวิตของนักโทษโดยให้เหตุผลว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มีข้อคิดเห็นเป็นยังไง ?
ตอบ : มีข้อคิดเห็นเป็นยังไง ? จริง ๆ มันต้องประหารให้หนักกว่าเดิม สังเกตุมั้ยสมัยโบราณเวลาประหารชีวิต อย่างเช่นว่า ตัดหัวนักโทษ เขาจะไปแห่ประจานก่อนแล้วก็ไปประหารในที่สาธารณะให้คนจำนวนมากเห็น เพื่อที่มันจะได้เกรงกลัว ทีนี้คนเราจิตสำนึกมันไม่มีความเกรงกลัว ไม่ละอายชั่ว กลัวบาป มันก็จะทำชั่วมากขึ้นไปเรื่อยแบบเดียวกับนักโทษค้ายาบ้า เขาบอกว่าสองพันเม็ดขึ้นไปโทษประหาร แล้วมันไม่ประหารซะทีมันก็ค้าหนักขึ้นไปเรื่อย ๆ ระยะหลังจับได้เป็นล้าน ๆ เม็ดเลย พอโดนประหารไป ๔-๕ รายมันก็จะซาไปแต่พอโดนโทษประหารไปที ๑๕ ราย ๑๗ รายมันก็ชักจะเงียบไป
เพราะฉะนั้นโทษเหล่านี้ความจริงม้ันจำเป็นต้องมีอยู่ การจัดระเบียบของสังคมบางทีผู้นำก็จเป็นต้องเสียสละ แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วผู้นำท่านจะเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อความสุขของส่วนรวมตัวท่านเองจะตกนรกท่านก็ยอม เพราะฉะนั้นถามว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธสมควรจะยกเลิกโทษประหารชีวิตมั้ย ? คนอื่นว่าอย่างไรไม่รู้ อาตมาทั้ง ๆ ที่เป็นพระเห็นว่าไม่สมควรยกเลิก แล้วมันต้องประหารให้หนักขึ้นด้วย โทษยาเสพติด โทษข่มขืนแล้วฆ่าอะไรพวกนี้ว่ามันให้หนัก ๆ ไปเลย มันเข็ดไปเอง
สมัยจอมพลสฤษดิ์ ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว เห็นมั้ย....จับได้ตรงไหนยิงทิ้งตรงนั้นไม่กี่รายเ่ท่านั้น กระทั่งไฟยังไม่กล้าไหม้ไม่กล้าช็อต ไฟยังกลัวเลย ไม่งั้นเดี๋ยวตรงนั้นก็ไฟช็อตตรงนี้ก็ไฟช็อต
ถาม : การค้ายาบ้าหรือการเสพมีโทษและอานิสงส์อย่างไร เมื่อตกนรกแล้วต้องรับกรรมอย่างไรแล้ว เกิดมาชาติหน้าจะมีลักษณะอย่างไร ?
ตอบ : เอาทีละประเด็นนะ อานิสงส์หายากหน่อย ถ้ามันพอดีมันเป็นตัวกระตุ้น แต่ว่าการกระตุ้นในร่างกายมันจะทำงานเกินปกติ พอหมดฤทธิ์ยามันจะประเภทนอนแผ่ กระดิกกระเดี้ยไม่ได้
สมัยอยู่วัดท่าซุงเวลามีงานของหลวงพ่อ พระบางองค์ท่านก็จะเล่นกาแฟ บางองค์ก็กระทิงแดงผสมกาแฟ ถ้าพวกอยู่เวรยามฆราวาสบางคนถ้าไม่ไหวจริง ๆ มันก็เรียกหายาม้าเลย สมัยนั้นยาบ้ามันไม่มีมันมีแต่ยาม้า ปรากฏว่าพอเลิกงานของเราเองไม่ได้กินอย่างเขาอาศัยกำลังตัวเองเฉย ๆ พอนอนพักคืนหนึ่งรุ่งขึ้นเราออกบิณฑบาตได้ แต่ว่าคนอื่นแผ่หราหมด
เพราะฉะนั้นถ้าจะถามว่ามีอานิสงส์ยังไงก็คือ ว่ามันช่วยให้มีกำลังงานขึ้นมาเพียงชั่วคราวเท่านั้นและการมีกำลังของมันนั้นมันไปกระตุ้นเอากำลังงานสำรองออกมาหมด ในเมื่อกระตุ้นออกมาหมดถึงเวลากำลังสำรองไม่มีเหลือเลยอย่างนี้มันก็จะทำให้ร่างกายแย่ ส่วนโทษมันมีสารพันอย่างที่เราเห็น เกิดคลุ้มคลั่งประสาทหลอนบ้างจับโน่นจับนี่เป็นตัวประกันให้ยุ่งไปหมด หรือไม่ก็เสพเข้าไปแล้วเกิดคึกขึ้นมาเที่ยวข่มขืนเที่ยวฆ่าเขาโทษมันก็จะมี คราวนี้ว่าตัวโทษตรงนี้จริง ๆ แล้วในศีล ๕ ก็มีบัญญัติไว้พระพุทธเจ้าว่า สุราเมรยะมัชชะปมา สุราก็คือน้ำเมาที่เกิดจากการกลั่น เมรัยน้ำเมาที่เกิดจากการหมักดอง มัชชะของมึนเมาทั้งปวงทำให้ขาดสติ
เพราะฉะนั้น พวกยาเสพติดต่าง ๆ มันน่าจะอยู่ในประเภทมัชชะคือของมึนเมาทำให้ขาดสติ ตายแล้วจะตกนรกยังไงล่ะ ก็คงไปขุมพวกยมโลกีย์นรก เพราะยมโลกีย์นรกนี่เขาก็จะแยกละเอียดว่าจะลงโทษเกี่ยวกับอะไร ๆ พวกนี้มันลักษณะของมันใช้เสพอะไรก็คงเจอตามโพทกนรก เอาน้ำทองแดงกรอกปากอยากมากใช่มั้ยใสลงไปเลย (หัวเราะ) ตามโพทกนรก-นรากน้ำทองแดง ตามพะ-ทองแดง
ถาม : ......................
ตอบ : มันสงเคราะห์เข้ากับของเก่าได้ พระพุทธเจ้าท่านอ้างเอาไว้ในมหาปเทส ๔ สิ่งที่ไม่สมควรสงเคราะห์แล้วเข้ากับสิ่งไม่สมควร สิ่งนั้นย่อมไม่สมควร ท่านจะมีข้ออ้างใหญ่ให้อ้างอยู่ได้ ๔ ข้อ สิ่งที่เห็นว่าไม่สมควรแต่สงเคราะห์แล้วเข้าสิ่งที่สมควร สิ่งนั้นก็สมควรทั้ง ๆ ที่คนทั่ว ๆ ไปเห็นว่าไม่ควรแต่ว่ามันเหมาะมันสมมัุนใช้ได้อย่างนี้ สิ่งนั้นก็สมควร
ถาม : ถ้าเราได้ไปนิพพานในชาตินี้ ก่อนตายเราจะอธิษฐานให้กระดูกของเราเป็นไปได้ตามที่เราต้องการ ?
ตอบ : ได้ คือการที่กระดูกเป็นพระธาตุมันเกิดอยู่ได้ ๒ สถานด้วยกัน สถานแรกคือ เจ้าของกระดูกอธิษฐานไว้เองให้เป็น สถานที่ ๒ เพื่อกำลังใจของคนหมู่มากลูกศิษย์ลูกหานับถือ พระท่านจะทำให้เป็น ถ้าพ้นจาก ๒ สถานนี้ไปแล้วยังไม่พบว่ามีใครที่ทำให้เป็นได้ หลวงปู่มั่นท่านมรณภาพไปแล้ว ๓๐ กว่าปีแล้วกระดูกถึงเป็นพระธาตุเพราะลูกศิษย์ลูกหาเคารพท่านมาก พระท่านก็เลยสงเคราะห์ให้เป็นไม่งั้นเดี๋ยวคนเขาจะไม่เชื่อว่าอาจารย์เขาดีจริง
ถาม : การทำกรรมฐานแบบพิจารณา เช่น การเดินจงกรม การกินข้าวในทุกอิริยาบทแบบช้า ๆ สโลโมชั่น แบบนั้นตรงตามความต้องการตามคำสอนแบบพระพุทธเจ้าหรือไม่ ?
ตอบ : กล่าวว่าตรงก็ได้แต่ไม่หมด เพราะว่าคนที่แรกฝึกหัดกำลังใจยังไม่ละเอียด ถ้าหากว่าทำอะไรเร็ว ๆ อย่างเช่นว่า เดินเร็ว กินเร็ว บางทีจะพิจารณาไม่ทัน เขาจึงต้องเริ่มจากช้าไปก่อน แต่พอมีความคล่องตัวแล้วก็ทำได้ดีขึ้นเร็วขึ้น
อย่างหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพงท่านบอกว่า ครูบาอาจารย์บอกว่าสอนผมว่าให้ผมฉันช้า ๆ ค่อย ๆ พิจารณาไป แต่พอไปร่วมวงฉันกับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ฉันเร็วมาก เสร็จแล้วท่านก็เลยนึกตำหนิท่านอาจารย์ในใจ ปรากฏว่าท่านอาจารย์หยุดฉัน หันมามองหน้าท่านแล้วบอกว่า คนที่ขับรถเร็วแล้วปลอดภัยน่ะมีอยู่ แต่ของท่านเพิ่งหัดขับเพราะฉะนั้นท่านต้องไปช้า ๆ ก่อน (หัวเราะ)
ดังนั้นว่าที่ถ้าถามว่าตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้ามั้ย ? ระยะแรกที่ยังไม่คล่องตัวก็ถือว่าตรงแต่มันยังตรงไม่หมด พอถึงเวลาคล่องตัวแล้ว เราอยู่อริยาบทไหนมันมีสติรู้อยู่พิจารณาได้ถ้าอย่างนั้นก็เร็วเท่าไหร่ก็ได้
ถาม : อย่างนี้ถ้าใครทำอย่างนี้อย่าเพิ่งไปตำหนิเขา ?
ตอบ : อย่าเพิ่งไปติเขา เรารู้สึกว่ามันช้าเกินไปไม่เหมาะใจเรา ๆ ก็หลีกไปซะ
ถาม : ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งกล่าวว่า พระเจ้าตากสินได้ไปฝึกทำกรรมฐานจนเ้พ้อว่าตัวเองเหาะได้ เป็นบ้าแล้วได้ถูกประหารในที่สุดจริง ๆ แล้วทำกรรมฐานเป็นบ้าได้หรือไม่ ? ท่านเป็นบ้าจริงหรือไม่ ?
ตอบ : อันนี้แยกเป็น ๒ ประเด็น ทำกรรมฐานแล้วเป็นบ้าได้หรือไม่ ? ถ้าทำถูกไม่เป็นแน่นอน ถ้าทำผิดนั่นเป็น ที่ผิดคือทำหามรุ่งหามค่ำไม่ยอมพักไม่ยอมผ่อนร่างกายมันทนไม่ไหว ประสาทมันเครียดก็เลยออกอาการวิปลาสไป อันนี้ส่วนใหญ่มันจะเป็นคนที่ทำถึงระดับปีติ พอปีติมันเกิดนี่ ทีนี้มันไม่รู้จักอิ่งไม่รู้จักเหนื่อยในการปฏิบัติ ขาดสติไม่รู้จักพักผ่อน พอร่างกายทนไม่ไหวก็พัง
เพราะฉะนั้นหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอกไว้ว่าถ้าใครทำกรรมฐานแล้วบ้ามาให้ข้ารักษาข้าไล่ส่ง เพราะว่าข้าสอนใครไม่เคยบอกให้ใครบ้า เพราะฉะนั้นมันไปทำแล้วบ้าแปลว่ามันไปทำผิดที่ข้าสอน ส่วนพระเจ้าตากสินบ้าจริงหรือไม่ ? บ้าจริงตามประวัติศาสตร์บันทึกไว้ แต่ว่าบ้าปลอมในความเป็นจริง เพราะว่าท่านเองท่านตัองการจะผลัดแผ่นดิน ถ้าไม่มีข้ออ้างแล้วรัชกาลที่ ๑ ไปผลัดแผ่นดินคน คนจะไม่ยอมรับนับถือ ท่านก็เลยต้องเสียสละตัวท่านเอง
ถาม : ทำไมบางคนนอนถึง ๑๐ ถึง ๑๒ ชั่วโมงยังไม่รู้สึกอิ่ม บางคนรู้สึกว่านอน ๓-๔ ชั่วโมงเพียงพอแล้ว แพทย์บอกว่านอนวันละ ๘-๑๐ ชั่วโมง จริง ๆ แล้วควรจะเป็นอย่างไร ?
ตอบ : พอดีของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ตัวนี้โยมเข้ามาถึงมัชฌิมาปฏิปทาของพระพุทธเจ้าได้ ตัวพอดีมันไม่ใช่ขีดเส้นเป๊ะ ๕๐% มันขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและสภาพจิตใจที่ได้รับได้ฝึกมา พระที่ได้รับการฝึกอบรมทางจิตมาดีนอนพักสัก ๒-๓ ชั่วโมงเท่ากับคนทั่ว ๆ ไป พัก ๘-๑๐ ชั่วโมงเพราะว่ากำลังใจท่านละเอียดถึงเวลาแล้วร่างกายมันได้พักผ่อนจริง ๆ ถ้ายิ่งท่านเข้าฌาน ๔ ก็เท่ากับว่าอวัยวะภายในท่านได้พักไปด้วย พวกที่ทำงานอัตโนมัติอย่างพวกกระเพาะ พวกปอด พวกหัวใจได้พักไปด้วย
เพราะฉะนั้นพักน้อยก็เหมือนกับได้พักเยอะ ถามว่าอันไหนถึงจะพอเหมาะพอควร มันขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและสภาพจิตใจที่ได้ฝึกมาจะมากจะน้อยต่างกันอย่างไร แต่ว่าถึงเป็นพระปฏิบัติมาก็ตามถ้าว่าขาดการพิจารณา อย่างเช่นว่า ฉันอาหารโดยไม่บันยะบันยังหรือว่าฉันอาหารที่ก่อให้เกิดโทษ ทำให้มันมึนง่วงซึมอะไรอย่างนี้ บางทีก็ว่ายาวเป็น ๑๐ ชั่วโมงเหมือนกัน
ฉะนั้นอยู่ที่วัดจะเตือนท่านบ่อยเรื่องนี้บอกพวกคุณพิจารณาอาหารเรปฏิกูลสัญญา คุณพิจารณาจนช่ำชองแล้ว คุณเชื่อมั่นแน่นอนแล้วว่าอาหารทุกอย่างสกปรก หลังจากนี้ไปคุณก็ไม่ต้องเสียเวลาพิจารณาแล้ว เพราะว่าคุณรู้จนขึ้นใจช่ำใจแล้ว ก็พิจารณาแค่ว่าอาหารที่คุณจะฉันเข้าไปอันไหนมันจะเกิดโทษกับตัวคุณ อย่างเช่น มันเย็นเกินไปจนทำให้คุณเป็นไข้หรือเปล่า ? หรือว่าร้อนเกินไปมันจะทำให้คุณเสียงแหบแห้งจนสวดมนต์ไม่ได้หรือเปล่า ? หรือว่าฉันเข้าไปมันจะทำให้คุณเกิดกำหนัดหรือเปล่า ? คุณพิจารณาตรงนี้แล้วอันไหนเป็นโทษกับเรา ๆ ก็งดเว้นตรงนี้ซะ
ถาม : ปราสาทนครวัดนครธมและปิระมิด คนสร้างได้จริงหรือไม่ เพราะมีขนาดใหญ่โตมากหรือใช้ฤทธิ์อย่างอื่นสร้างครับ ?
ตอบ : ก็มันมีหลายอย่างรวมกันนะ ถ้าหากถามว่าคนสร้างจริงได้หรือไม่ ? ได้จริง ๆ ถามว่าใช้ฤทธิ์หรือเปล่า ? มันเป็นฤทธิ์อยู่อย่างหนึ่งคือ ฐานาฐานะฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากฐานะสูง บรรดาเจ้าพระยามหากษัตริย์ หรือว่าพระเจ้าจักรพรรดิราชท่านบัญชาลงไป เป็นตายยังไงคนมันก็ต้องทำให้ได้
ส่วนลักษณะที่ว่าใช้ฤทธิ์หรือเปล่า....บางทีก็บอกว่าใช้ฤทธิ์ เขาเรียกว่า วิชชามัยฤทธิ์ อย่างพวกเครื่องกล เครื่องผ่อนแรง พวกรอก พวกคาน คานดีด คานงัด อย่างนี้มันก็ใช่อีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นพวกนี้มันมีหลายอย่่างอยู่เหมือนกัน จนกระทั่งถึงอันสุดท้ายใช้พลังจิต อย่างพวกวาโยกสิณ ของหนักอธิษฐานให้เบา ลักษณะนั้นก็ทำได้

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:49 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : การบรรลุธรรมนั้นจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องบรรลุธรรมในวัดหรือในป่า บรรลุธรรมในบ้านได้หรือไม่ ?
ตอบ : สถานที่ไหนก็ได้ถ้ามันเหมาะมันสม อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ว่าสถานที่สัปปายะ คือสถานที่มันเหมาะ หมายถึงอยู่ในที่สงัดไม่เกลื่อนกล่นไปด้วยผู้คน อาหารสัปปายะ หมายความว่า อาหารมันเหมาะกับธาตุขันธ์ของตัวเอง ไม่ใช่ว่าคนแพ้ข้าวเหนียวแล้วไปอยู่ภาคอีสานอย่างนี้มันก็แย่ อากาศสัปปายะ ก็คือว่าไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไปเป็นที่พอดีสบาย
สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันมีส่วนมากสำหรับผู้ฝึกในระยะแรกเริ่ม แต่ว่าผู้ที่กำลังใจทรงตัวแล้วสถานที่ไหนก็เหมาะสำหรับท่าน ตรงจุดไหนก็ตามก็สามารถบรรลุมรรคผลได้ เพียงแต่ว่าความพยายามในการใช้มันมากน้อยต่างกัน ถ้าในสถานที่ ๆ เคยมีพระที่บรรลุมรรคผลอยู่ก่อนแล้วพลังงานของท่านจะหลงเหลืออยู่ พอเราไปตรงจุดนั้นพลังงานของท่านจะหนุนเสริม ทำให้กำลังใจของเรามันเข้าถึงธรรมได้ง่าย แต่ว่าถ้าไม่มีที่ในสถานที่นั้นต้องตะเกียกตะกายเอง เหมือนกับว่าสถานที่หนึ่งมีหนทางให้เราอาศัยขึ้นภูเขาได้ ได้รับการหักล้างถางพอมาดีแล้วมันก็จะสะดวกสำหรับเรา
แต่ถ้าหากว่าเราต้องไปบุกป่าฝ่าหนามปีนเขาปีนห้วยเองมันก็ลำบากหน่อยแต่มันถึงเหมือนกัน ถ้าถามว่าสถานที่ไหนเหมาะ ทุกที่ก็ได้นะ แต่ถ้าหากว่าได้ที่ ๆ เป็นสัปปายะจริง ๆ ก็เป็นอันว่าอันนั้นน่ะวิเศษเลย
ถาม : คนในอดีตที่มาเกิดในชาติปัจจุบัน ถ้าเป็นคน ๆ เดียวกันมาเกิดแล้วเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะต้องมีหน้าเหมือนหรือคล้ายกัน ?
ตอบ : ไม่จำเป็น เพราะว่าเรื่องรูปร่างหน้าตานี่รูปร่างไม่เปลี่ยนจะมีรูปร่างคล้ายคลึงชาติเดิม แต่ว่าหน้าตาจะเปลี่ยนไปตามบุญตามกรรมที่ตัวเองทำ อย่างเช่นว่า ถ้าเจ้าโทสะก็จะขี้เหร่หน่อย ถ้าหากประกอบไปด้วยเมตตาหรือศีลนี่หน้าตาก็จะสวยงามเป็นที่ต้องตาต้องใจคนอื่นเขา แต่ว่าสิ่งที่ไม่ค่อยจะเปลี่ยน ต้องใช้คำว่าไม่ค่อยจะเปลี่ยนคือ
๑. ลักษณะรูปร่าง อาตมาเองเคยเห็นคนบางคนพอเห็นปุ๊บนี่สะดุดใจเลย พอนึกย้อนไปอ๋อ....ที่แท้เราเคยเห็นมาก่อน แต่ว่ามันไม่ใช่ชาตินี้ เคยสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก่อน รูปร่างเขาเหมือนเดิมทุกอย่าง
๒. ลักษณะนิสัย เคยชอบอย่างไงก็จะเป็นอย่างนั้น กินอาหารแบบไหนถนัดเกิดมาชาตินี้มันก็จะกินแบบนั้น เพราะฉะนั้นลักษณะรูปร่างลักษณะนิสัยนี่มันไม่ค่อยเปลี่ยน แต่ลักษณะหน้าตานี่เปลี่ยนแน่
ถาม : ถ้าหน้าเหมือนกับชาติที่แล้ว ?
ตอบ : เป็นไปได้เหมือนกันก็แสดงว่าความดีเขาสม่ำเสมอ
ถาม : การที่ผู้ปกครองมีค่านิยมให้ลูกหลานให้เรียนถึงปริญญาตรีใช้เวลาเรียนถึง ๑๖ ปี ค่านิยมนี้บางครั้งเวลาจบออกมาก็ไม่มีงานทำ ขณะที่คนไม่ได้เรียนหรือเรียนน้อยกับประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน อย่างนี้ควรตั้งอารมณ์ความคิดไว้อย่างไร หรือถ้าเรียนทางโลกนั้นควรจะยึดถืออยู่ระดับใด ?
ตอบ : โบราณท่านบอกว่า รู้จริงแล้วสิ่งเดียวอาจมีมั่ง เลี้ยงชีพช้าอยู่ร้อยชั่วลื้อเหลนหลาน ขอให้ชำนาญจริง ๆ อย่างเดียวก็เป็นอันว่าคุณเอาตัวรอดได้แน่นอน การเรียนมากส่วนใหญ่มันจะตกลักษณะความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เพราะว่าความชำนาญจริง ๆ มันไม่มีอย่างหนึ่ง
แล้วในขณะเดียวกันว่าอาจจะไปเรียนสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รักไม่ได้ชอบเลย แต่ว่าโดนผู้ปกครองฝืนใจให้เรียน แล้วถามว่ารู้สึกอย่างไรในเรื่องเกี่ยวกับอันนี้ ใครก็ตามที่สามารถเอาตัวรอดได้ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้เรียน แต่ว่าเขาเรียนมหาวิทยาลัยของโลก เขาไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยของทางราชการ มหาวิทยาลัยของโลกประสบการณ์มันเยอะ ของสหรัฐเขาจัดโครงการไอสไตน์น้อย เขาจะเอาเด็กที่มีไอคิวสูงเกิน ๑๒๐ ขึ้นไปมาศึกษาเรียนรวมกัน ปรากฏว่าพังบรรลัยหมดเลย
เพราะว่าเด็กพวกนี้มันมีแต่ไอคิว คือสมองในด้านกำหนดจดจำของเขา มันไม่มีอีคิว คือการรักษาอารมณ์ เขาเรียกว่าวุฒิภาวะ ในเมื่อวุฒิภาวะไม่พอเอาแต่ใจตัวเอง คิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองฉลาด ก็เลยเข้าสังคมกับเขาไม่ได้ พอเอาไปรวมกันก็แตกกันบรรลัยหมด
เพราะฉะนั้นในเมื่อสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราก็จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียนมากฉลาดมากไม่ใช่จะประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ว่าคนที่รู้ว่าอะไรเหมาะอะไรควร รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง เอาตัวรอดได้ในสังคมในโลกกว้างนี่ถือได้ว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จน่าสรรเสริญ
ถาม : อย่างนี้ถ้าสมมุตเรามีลูกก็ไม่จำเป็นจะต้องตั้งเป้าว่าจะต้องจบปริญญาตรี ?
ตอบ : ไม่จำเป็น นั่นเป็นการบีบคั้นกดดันลูกมากเกินไป อย่างเช่น ตอนนี้อาตมาส่งเด็ก ๆ เรียนอยู่ก็บอกเขาว่าให้เรียนเต็มที่ ถ้าเราทำเต็มที่แล้วมันได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น หลวงพ่อไม่เคยตั้งความหวังอะไรกัีบหนูหรอก
ถาม : ถ้าฆราวาสได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วไม่ได้บวช ในวันรุ่้งขึ้นก็จะตาย ในปัจจุบันนี้ที่ผ่านมาไม่นานมีหรือไม่ครัึบ ?
ตอบ : มันน่าจะมีอยู่้ แต่ว่าของเราเองนี่เนื่องจากการพยากรณ์มรรคผลเป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ก็เลยไม่มีใครที่จะไปชี้ว่าคนนั้นเป็นพระอรหันต์ คนนี้บรรลุมรรคแล้วตาย แต่ขอยืนยันว่ายังมีอยู่ มีเป็นปกติด้วย ทำถึงเมื่อไหร่ถ้าหากว่าเป็นฆราวาสอยู่ก็ตายเมื่อนั้น
ถาม : การที่เราจะรู้ว่าของเก่าทุนเดิมของเราได้ฝึกในวิชชา ๓ หรือฝึกอภิญญามาอันนี้เราจะสังเกตดูได้จากไหน ?
ตอบ : อันนี้ดูจากจริต นิสัยเฉพาะตนโบราณใช้คำว่า อัชฌาสัย คือความรักชอบเป็นส่วนตัว ตัวเองชอบแบบไหน อย่างเช่น หลวงพ่อท่านเปรียบเทียบว่า เขาเอาของวางไว้ เราอยากรู้อยากเห็นว่ามันเป็นอะไรแล้วเราเปิดดู นี่ก็เป็นลักษณะของวิชชา ๓ ของเขา แต่ถ้าเปิดดูยังไม่พอเอาของเขามารื้อด้วยอย่างนี้เป็นอภิญญา ๖ ไอ้รื้อด้วยไม่พอมันจับวิจัยแยกธาตุเลยว่ามีสารประกอบอะไรบ้างพวกนี้ปฏิสัมภิทาญาณ
เพราะฉะนั้นจริตของแต่ละคนดูออกได้เลยโบราณเรียกว่าอัชฌาสัย ถ้าพวกประเภทวางลงไปแล้วเขาบอกว่าเออแก้วน้ำนะอยู่ในกล่องนี้ เขาก็เชื่อว่าแก้ว แล้ววางลงไปที่เดิมนี่สุกขวิปัสสโกแน่นอน
ถาม : คนกล่าวกันว่าคนสมัยนี้อายุยืนขึ้นเพราะว่าการแพทย์สารธารณสุขดี จริง ๆ แล้วมีส่วนหรือไม่ หรือเป็นการทำปาณาติบาตน้อย ?
ตอบ : ถ้าหากว่าอายุยืนขึ้นนี่อานิสงส์ของการเว้นจากปาณาติบาตแน่นอน พระพุทธเจ้าตรัสอะไรไม่เคยเป็น ๒ สิ่งที่ท่านพูดต้องถูกต้องแน่นอน อย่าลืมว่าการแพทย์สมัยนี้ถึงมันจะเจริญขึ้นก็จริง แต่ถ้าบุญคนมันไม่เหมาะสมมันก็จะไม่ได้มาเกิด ในเมื่อเขามาแล้วอายุเขายืนขึ้น สามารถอยู่ต่อได้นานขึ้นก็แปลว่าตัวบุญที่เขาทำมามันส่งให้มาตอนช่วงนี้
ถาม : ก็ไม่เกี่ยวเรื่องแพทย์น่ะซิ ?
ตอบ : มันมีส่วนเกี่ยวอยู่ เรื่องการแพทย์ที่มันช่วยได้เพราะบุญเก่ามันเสริม มันต่างคนต่างเสริมกัน ถ้าไม่มีบุญเก่าก็ไม่มีโอกาสมาเกิดในยุคที่การแพทย์มันดี ๆ
ถาม : อ๋อ เขามาสรุปที่ว่าอายุยืนขึ้น......
ตอบ : ใช่ นั่นมันสรุปแค่ที่มันเห็นไง

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:49 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : การจัดงานฉลองวันเกิดจริง ๆ แล้วจัดได้หรือไม่ เพราะว่ามีคนเขาบอกว่าจัดงานวันเกิดแล้วเป่าเค้กไม่มีผล ?
ตอบ : อันนั้นมันแล้วแต่เขา ถ้าเขาชอบอย่างนั้นแล้วสบายใจก็ให้เขาทำไป จริง ๆ แล้วลักษณะของงานวันเกิดนี่ของอาตมาเอง วันเกิดตัวเองนี่มันน่าจะนึกถึงพ่อแม่ของตัวเอง โดยเฉพาะแม่วันที่เราเกิดนั่นเป็นวันที่แม่เกือบจะตายใช่มั้ย ? บุญคุณของพ่อแม่ที่ทำให้เราเกิดมาได้พบพระพุทธศาสนาได้ปฏิบัติธรรมได้ถึงทุกวันนี้ พ่อแม่ให้ร่างกายเรามาแล้ว เรามาพบพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เกิดใหม่ทางใจอีกครั้งหนึ่ง พ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ในแต่ละชาติที่เกิดมาบางชาติเราได้พบพระพุทธเจ้า บางชาติเราได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้าทีเป็นแสนองค์ บางชาิติเราได้พบพระอรหันต์ทีละหลาย ๆ องค์ แต่ว่าไม่ว่าชาติใดชาติหนึ่งเราก็มีพ่อหนึ่งองค์แม่หนึ่งองค์ เพราะฉะนั้นพ่อแม่น่ะพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเป็นพระอรหันต์ในเรือน เป็นพระอรหันต์ในบ้านของตัวเอง
เพราะฉะนั้นวันเกิดของตัวเองควรจะเป็นวันที่นึกถึงพ่อนึกถึงแม่ เป็นวันที่ควรจะเอาดอกไม้ธูปเทียนไปกราบพ่อกราบแม่ขอพรจะดีกว่า เสร็จแล้วเราจะทำบุญตักบาตรสร้างความดีในจิตใจของเราก็ทำไป แต่ว่าถ้าโดยในจริง ๆ แล้วสมัยนี้มันเฝือเกินไป โบราณเขานิยมทำบุญอายุครบ ๖๐ ปี ครั้งเดียวหลังจากนั้นแล้วก็จะทำลักษณะว่าครบ ๑๐ ปีทำทีหนึ่ง หรือครบรอบ ๑๒ ปีทำทีหนึ่ง จากนั้นก็จะเป็นครบ ๖๐ ๗๐ ๘๐ ๙๐ หรือไม่ก็จะเป็นครบ ๖๐ ๗๒ ๘๔ ๙๖ เขาจะไม่ทำกันพร่ำเพรื่อเหมือนสมัยนี้
เพราะว่าสมัยโบราณเขาถือกันเหมือนกัน ยิ่งถ้าหากว่าคนที่เป็นคนที่นับถือของคนจำนวนมากแล้ว เวลาจัดงานลักษณะอย่างนั้้นคนก็จะแห่กันไปเอาของไปช่วยเอาเงินไปช่วยอะไรอย่างนี้ เขากลัวว่าการจัดงานมันจะเป็นการเบียดเบียนคนอื่นเขา ทำให้คนอื่นเขาลำบากเขาก็เลยไม่พยายามจัด แต่สมัยนี้ยิ่งพวกข้าราชการบิ๊ก ๆ นี่ขยันจัดกันทุกปี เพราะจัดแล้วได้ตังค์แน่ ๆ
ถาม : เขาเป่าเค้กก็ไม่บาปนะครับ ?
ตอบ : ก็ไม่เป็นไรหรอก ทำไปเถอะ
ถาม : .........(ไม่ชัด)............. ๗๙% การใช้พลังจิตคือการนำจิตใต้สำนึกของคนมาใช้ การสะกดจิตคนที่นอนหลับให้พูดหรือทำสิ่งต่าง ๆ หรือการใช้พลังจิต เช่น การใช้กระดาษตัดตะเกียบหรือการสะกดจิตให้คนสามารถยกของหนัก ๆ ได้ อย่างนี้เป็นอารมณ์ของสมาธิหรือไม่ และอยู่ในการใช้อารมณ์ของฌานหรือไม่ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นอารมณ์ของสมาธิหรือไม่ มันเป็นสมาธิที่โดนชักจูงด้วยพลังงานภายนอก อย่างเช่นว่า พลังจิตของคนที่เขาสะกดนี่แล้ว ก็ไปดึงเอาพลังงานแฝงในร่างกายของเขาออกมา ทำให้เขาสามารถทำในสิ่งที่ปกติแล้วทำไม่ได้ออกมา แล้วถามว่าเป็นสมาธิหรือไม่ เป็นเหมือนกัน แต่ว่าเป็นโดยลักษณะชักจูงของเขาโดยเกิดการกระตุ้นจากภายนอก การกระตุ้นจากภายนอกนี่พวกสารเสพติดต่าง ๆ ก็จะกระตุ้นได้ อย่างเช่น กินยาม้าเข้าไปแล้วก็แข็งแรงผิดปกติอย่างนี้ เป็นต้น
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาบอกมามันใช่ของเขาตามหลักการค้นคว้าของเขา แต่ว่าสภาพของมันจริง ๆ แล้วจิตมีพลังงานมากกว่านั้นมากอย่างมหาศาลเลย พวกที่วิทยาศาสตร์เขาสามารถทำได้นั่นมันแค่ผิว ๆ อยากจะเรียกว่ายังไม่เข้าสู่หมายเลขหนึ่งซะด้วยซ้ำ ขณะที่จริง ๆ มีเป็นพันล้าน
ถาม : มันแค่เปลือก ๆ
ตอบ : แค่สะเก็ดด้วยซ้ำ ไม่ถึงเปลือกเลย อย่าว่าแต่กระพี้หรือแก่นเลย
ถาม : หลวงพ่อท่านเล่าว่าตอนที่ไปเทวสภาพบเทวดาเป็นสิบล้าน จริง ๆ แล้วเทวดาที่อยู่บนสวรรค์มีมากกว่านี้หรือไม่ และถ้ามากกว่าสิบล้านทำไมท่านถึงไม่ได้มาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า หรือว่าท่่านมีภารกิจอย่างอื่นด้วย ?
ตอบ : สวรรค์ชั้นเดียวเทวดาก็เกินสิบล้านแล้ว มีตั้ง ๑๖ ชั้น แล้วเหตุที่ไม่มาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าทั้งหมดก็เพราะว่า อันดับแรกที่ติดภารกิจ อย่างเช่นว่าต้องดูแลรักษาสถานที่สำคัญในพระพุทธศาสนา หรือว่าสิ่งที่เป็นทรัพย์ในแผ่นดินเป็นอะไร หรือไม่ก็อีกอย่างหนึ่งก็คือมัวแต่เพลินเพลินกับกามสุขจนไม่ได้้ใส่ใจกับการปฏิบัิติเพื่อความก้าวหน้าของตนเอง
ส่วนหลังนี่มากนะ เพลินอย่างมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร อากาศจารีเทพบุตร ไปแงะออกจากวิมานยังไม่ค่อยอยากจะมา กว่าจะรู้ว่าตัวเองหมดอายุแล้วมีอายุขัยแค่ ๗ วัน ตกใจซะเหงื่อโทรมเลย นั่นน่ะขนาดนั้นยังเพลินยังไม่รู้ตัว
ถาม : ท่านพระโสดาบันที่ต้องมาเกิดอีก ถ้าเกิดมาในชาติต่อไปท่านจะเป็นพระโสดาบันโดยกำเนิดเลยหรือไม่ หรือต้องมาบรรลุธรรมใหม่อีกครั้งหนึ่ง ?
ตอบ : มันเป็นโดยกำเนิด สภาพจิตที่เป็นพระอริยะ อริยะแปลว่า มีแต่เจริญขึ้นไม่มีการเสื่อมถอย ของท่าน ๆ จะรักษาความเป็นโสดาบันโดยอัตโนมัติเลย แต่ว่าท่านก็ไม่รู้ตัวเองเป็นโสดาบัน ไม่รู้....แต่ว่ารักษาคุณสมบัติได้ครบถ้วนจนกว่าจะมีผู้รู้มาบอกว่าลักษณะอย่าง ๆ เป็นคุณสมบัติของโสดาบัน ท่านก็อ๋อ....ความจริงเราก็ทำได้นี่นา (หัวเราะ) เหมือนกับคนที่มีเงินอยู่ในกระเป๋า โห....เงินเต็มไปหมดถึงเวลาเอาเงินเอาทองออกมาตรวจมานับอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่รู้ว่าไอ้นั่นน่ะเป็นเงินเป็นทองของตัวเอง จนกระทั่งเขาบอกว่า เฮ้ย ! ไอ้ลักษณะนี้มันเป็นเงินเป็นทองนะ เอาไปใช้ได้ ก็ โถ....เรามีอยู่เยอะแยะไป

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:51 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>พระชำระหนี้สงฆ์



รายชื่อต่อไปนี้คือผู้จองพระชำระหนี้สงฆ์ไว้ กรุณาตรวจทานรายชื่อ และจำนวนเงินให้ถูกต้อง หากมีผิดพลาดกรุณาแจ้งขอเปลี่ยนแปลงด่วน เนื่องจากทางช่างเตรียมแกะสลักป้ายชื่อหินอ่อนแล้ว

คณะพระอาจารย์สมปอง สุธมฺมสนฺตจิตฺโต และคุณกุลวดี ตั้งคารวคุณ
สร้างถวาย ๑๘๑,๕๐๐ บาท

คุณกมลา – คุณปภาดา สุวรรณธรรมา และคุณจักษณา วรรณวาทกุล
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

ครอบครัวคุณเบ็ญจา วิบูลย์พันธุ์
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

คณะคุณพัชริยา – คุณกัณฑกาษ – เด็กหญิงภัทธีรา คำภู
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

คณะคุณยุคลธร เพชรชื่นสกุล
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

คณะคุณปิยมงคล โชติกเสถียร
สร้างถวาย ๑๑๑,๑๕๐ บาท

คุณมนตรี จิตสว่างโศภิต
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

อุบาสิกาวิชชุดาภรณ์ ผดุงชีพ
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

ครอบครัวคุณประคิน สายชมจันทร์
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

คุณพิชัย – คุณสินีนาถ อรุณทรพัย์
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

อุบาสิกาบุญชื่น ศรีสองแคว
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

คณะคุณพงศกร แสงไทร
สร้างถวาย ๑๐๔,๒๐๐ บาท

ครอบครัวคุณปิยะ เหลืองกิตติก้อง
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

ครอบครัวคุณสุชาติ ศุภผล, ครอบครัวคุณวนิดา – คุณสหัสชัย ทศกาญจน์,
ครอบครัว พ.ต.ท. ประสาท – คุณสาวพรรณ สงวนทองคำ , ครอบครัวคุณซกจิ๋น แซ่โหง่ว
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

คุณคมกฤช ตันกันภัย, คุณมาลินี-คุณสุมาลี ตีรเลิศพานิช, คุณพีระ- คุณรมณีย์-เด็กหญิงสโรชา นุตกุล,
ครอบครัวคุณมาลีวรรณ บุญเรือง, ครอบครัวคุณประโยชน์-คุณมุกดา นฤภัย
สร้างถวาย ๑๐๑,๐๐๐ บาท

คุณมุกดา เชรชื่นสกุล
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

ม.ร.ว.ผัสพร วะชังเงิน และครอบครัว, ม.ร.ว.ศรีสุดา คงประเสริฐ และครอบครัว,
ม.ล.พัณนิดา ศรีแก้ว และครอบครัว
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

คุณสุภาณี ชีวเลิศวิบูลย์
สร้างถวาย ๑๐๑,๐๐๐ บาท

คุณสุภาวดี ขันธิกุล
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

คุณปรีชา – คุณพงศ์ธรรศ ฉันทะประเสริฐ, คุณเกษรา ทรัพย์เหลือหลาย,
คุณดวงใจ – คุณดวงพร –คุณดวงเนตร ฉันทะประเสริฐ
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

คุณกล้าณรงค์ – คุณดารณี อรุณทรัพย์, คุณพิสิฐ – คุณพิศศุดา อรุณทรัพย์
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

คุณวาสนา บุโพธิ์
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

นางสาววรรณี มะสัน, คณะมาลัยจากฟ้า จ.สงขลา
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

คณะคุณกุลภรณ์ แก้ววิลัย, คุณแม่บุญเรือง เจริญสุข- เด็กชายพิษณุกานต์ อัศวโชค
สร้างถวาย ๑๐๗,๒๗๐ บาท

ครอบครัวคุณแม่ฮวย แซ่เซียว
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

คุณไพโรจน์ ฟูรังษีโรจน์, คุณปุณณภา – คุณพิริยะ กุลธรรมโยธิน,
คุณธิภาพร – คุณอติโรจน์ ฟูรังษีโรจน์
สร้างถวาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท

มีสองรายที่จองไว้คือ
๑. คุณกวางน้อย และคณะเมืองบัว
๒. คุณเดชพูลศักดิ์ จารุพันธุ์พานิช กรุณาติดต่อแจ้งความจำนงด้วยว่าต้องการจะสร้างหรือไม่ เพราะมีคนต้องการเป็นเจ้าภาพแทนอยู่ ขอเจริญพร
พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
16-08-2005, 07:52 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>งานวันวิสาขบูชา ณ. วัดพระธาตุห้าดวง



วัดพระธาตุห้าดวง ต.ลี้ อ. ลี้ จ.ลำพูน ได้จัดงานเนื่องในวันวิสาขบูชา ระหว่าง วันที่ ๒๑-๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา ดังนี้

- จัดให้มีการบวชเนกขัมมะ ปฏิบัติธรรม ตลอดช่วง ๓ วัน กล่าวคือ ผู้ถือบวชต้องถือศีลแปด ปักกลดและแต่งกายด้วยชุดขาว (ผู้ประสงค์จะถือบวชให้ติดต่อแจ้งความประสงค์ไปที่วัด, ให้นำกลัดไปด้วย ส่วนเสื่อ-หมอน – ผ้าห่มที่วัดมีให้) อีกทั้งช่วง ๓ วันดังกล่าว ระหว่าง เวลา ๑๒.๓๐ น. - ๑๔.๐๐ น. จะมีการฝึกมโนมยิทธิทุกวัน

- หล่อพระพุทธรูป ๗๐๐ องค์, สรงน้ำพระธาตุ, เวียนเทียนรอบพระเจดีย์ธาตุ – วิหารสมเด็จองค์ปฐมและยกช่อฟ้าอุโบสถ กำหนดการมีดังนี้

วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๘
๑๘.๐๐ น. – ทำพิธีบวงสรวง และพุทธาภิเษก
๑๘.๓๐ น. – หล่อพระพุทธรูป ๗๐๐ องค์ เป็นปางพระสิงห์หนึ่งขนาดหน้าตัก ๕ นิ้ว หล่อทองเหลืองผิวมันปูรมดำ ซึ่งพระพุทธรูปทั้ง ๗๐๐ องค์ เมื่อหล่อสำเร็จจะนำไปถวายครูบาแก้ว วัดธาตุดอยตุงคำ ประเทศพม่า ลูกศิษย์ ครูบาบุญชุ่ม เพื่อที่ท่านจะนำไปแจกให้ญาติโยมชาวปะหล่อง (อยู่พม่า) ไว้สวดมนต์, ถวายข้าวพระพุทธและกราบไหว้บูชา ครอบครัวละ ๑ องค์ เนื่องจากทางครูบาแก้ว ท่านได้ปรารภขมา เพราะชาวประหล่องแถบนั้นที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาแต่ไม่มีพระพุทธรูปไว้สักการะบูชา
๒๐.๐๐ น. – สรงน้ำพระธาตุ, เวียนเทียนรอบพระเจดีย์ และวิหารสมเด็จองค์ปฐมเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา
- ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ จนถึงเวลาประมาณ ๒๑.๓๐ น. วันที่ ๒๓ ฑฤษภาคม ๒๕๔๘
๙.๐๐ น. – ทำพิธียกช่อฟ้าอุโบสถ
๑๐,.๐๐ น. – ทอดผ้าป่าร่วมสร้างอุโบสถ
๑๑.๐๐ น. – ถวายเพลพระ
- เสร็จพิธี </B>หมายเหตุ</B> ผู้สนใจจะร่วมเป็นเจ้าภาพหล่อพระพุทธรูป ๗๐๐ องค์ สามารถร่วมเป็นเจ้าภาพได้องค์ละ ๕๐๐ บาท หรือตามแต่ศรัทธา ติดต่อโดยตรงได้ที่วัดพระธาตุห้าดวง โทร. (๐๕๓) ๕๗๐-๒๔๔ หรือติดต่อที่พระอนันต์ อานนฺโท เบอร์โทร. (๐๑) ๖๐๒-๗๔๓๗ หรือโอนเงินเข้าบัญชี ธ.กสิกรไทย สาขาลี้ เลขที่ ๓๔๗-๒-๑๙๘๗๖-๘ บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี วัดพระธาตุห้าดวง โดยพระอนันต์ อานนฺโท (เมื่อโอนเงินแล้ว กรุณาแจ้งด้วยว่าท่านต้องการร่วมทำบุญอะไรบ้าง ตามเบอร์โทร. ดังกล่าวข้างต้น)

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>