PDA

View Full Version : ทำความเข้าใจ ในเรื่อง นิพพาน ก่อนถึง นิพพาน


Saint Telwada
29-04-2008, 09:04 AM
มาทำความเข้าใจ ในเรื่องนิพพาน ก่อนถึงนิพพาน
นิพพาน หรือ ปรินิพพาน เป็นชื่อชั้นการฝึกปฏิบัติธรรม ในทางศาสนาพุทธ ขั้นสูงสุดผู้จะเข้าถึงนิพพาน ได้ ต้องผ่าน ระดับชั้น การฝึกปฏิบัติ ตั้งแต่ ระดับ โสดาบัน ฯ เป็นต้นมา
ก่อนที่จะสำเร็จธรรมในชั้นต่างๆนั้น ล้วนต้อง บรรลุถึง ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงจะเข้าสู่ชั้นสำเร็จ ในชั้นนั้น
ข้าพเจ้าได้ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และได้ฝึกปฏิบัติ จนได้ผลอย่างชัดแจ้งแล้วว่า
ชั้นการฝึกปฏิบัติธรรม ในทางพุทธศาสนานั้น มีจริง เป็นจริง ซึ่งในแต่ละชั้น ตั้งแต่ชั้นโสดาบันฯ เป็นต้นไป จนถึงระดับ อรห้นต์ และ นิพพานนั้น ล้วนมีปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกายที่แตกต่างกันไป คำว่า ปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกาย ย่อมหมายรวมถึงสภาพสภาวะจิตใจด้วย
ผู้บรรลุนิพพานนั้น จะเปรียบได้กับเป็นผู้ชนะต่อสรรพสิ่งทั้งมวล ไม่ว่าจะชนะ กิเลส ในตัวเอง ยังสามารถชนะ กิเลสในตัวผู้อื่นที่แสดงออกมาอีกด้วย
คำว่า ผู้ชนะนั้น ไม่ได้เหมือนการชนะในการแข่งขันกีฬา หรืออื่นๆทั่วๆไป
เพราะการชนะในทางศาสนานั้น หมายถึงสามารถขจัด ควบคุม ป้องกัน สิ่งที่เรียกว่ากิเลสทั้งมวล และยังอาจหมายรวมถึง สภาพการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติอีกด้วย
การบรรลุนิพพานนั้น ยังเป็นเพียงการบรรลุ ยังไม่ถึงขั้นสำเร็จ เพราะการจะสำเร็จนิพพานนั้น จำเป็นต้องสละทุกอย่าง ถึงแม้ไม่บวช ก็สำเร็จได้ ขึ้นอยู่กับ สภาวะจิตใจ และความต้องการของบุคคลนั้นๆว่า จะสละ หรือขจัดทุกอย่างหรือไม่
การบรรลุถึงนิพพานนั้น สรีระร่างกาย ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานนิวเคลียส ที่มีทั้งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คือความเป็น อัตตา คือมีตัวมีตน สามารถมองเห็นเป็นรูปร่าง แต่โปร่งแสง มีฉัพพรรณรังสี เปล่งออกมาตลอดเวลาที่มีการแปรเปลี่ยนทางสรีระร่างกาย
การบรรลุนิพพาน อีกรูปแบบหนึ่งนั้น สรีระร่างกาย ก็จะแปรเปลี่ยน เป็นธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ มนุษย์ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
การแปรเปลี่ยนของสรีระร่างกายนั้น หมายถึง การแปรเปลี่ยนทางสรีระร่างกายที่เป็นมนุษย์นี้แหละ แปรเปลี่ยนไปตามที่ได้อธิบายไป การแปรเปลี่ยนอย่างหลังนี้ เรียกว่า "อนัตตา" คือ ความไม่มีตัว ไม่มีตน
การบรรลุนิพพานที่ เรียกว่า "อัตตา"นั้น สาเหตุ ก็เพราะ มีความหลง หรือความห่วง อะไรบางอย่าง อันเป็นอย่างละเอียด สุด จึงยังคงรูปให้สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สรีระร่างกายก็แปรเปลี่ยน จากมนุษย์ ไปสู่อีกมิติหนึ่ง
ส่วน การบรรลุนิพพาน ที่เรียกว่า "อนัตตา"นั้น หมายถึง ไม่หลง ไม่ห่วง หลุดพ้นจากวัฏจักร อย่างสิ้นเชิง สรีระร่างกาย จะแปรเปลี่ยน เป็นอากาศธาตุ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
แต่ยังคงมีรูป อันเป็นรูปที่มนุยษ์มองไม่เห็น
การแปรเปลี่ยนทางสรีระร่างกาย เมื่อบรรลุนิพพานนั้น จะแตกต่างจาก รูปร่างหรือสรีระร่างกายของ โอปปาติกะ เช่น เทวดา รุกขเทวา เจ้าที่ ฯลฯ เพราะ รูปร่าง ของโอปปาติกะ นั้น มีธรรมอยู่น้อย
แต่ผู้บรรลุนิพพาน สำเร็จด้วยธรรม จึงสามารถ กำหนดได้ คือ ที่ว่า เป็น "อนัตตา"นั้น จะกำหนดให้เห็นเป็นรูปร่าง ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ได้ เช่นกัน
อธิบายมาพอสมควร เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่าน ก็โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และคิดพิจารณาด้วย ขอรับ
เพราะข้าพเจ้าไม่ท้าให้พิสูจน์ตัวข้าพเจ้า ขอรับ<O:p</O:p

คีตเสวี
29-04-2008, 11:27 AM
ยินดีด้วยครับที่คุณลุงยังวิริยะในธรรมอย่างต่อเนื่อง ถึงท่านบรรลุแล้วหรือไม่ก็ตามก็ขอให้แน่วแน่อยู่ในศีลในธรรม มี ทาน ศีล ภาวนะให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปนะครับ จะได้เป็นแบบอย่างที่ดีครับ สาธุ

toss
29-04-2008, 01:43 PM
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ ขอมีนิพพานเป็นที่ตั้ง

ตะวันออก
29-04-2008, 03:54 PM
สาธุ สาธุ สาธุ

pummuq
29-04-2008, 06:55 PM
คุณๆเห็นคุณเขียนเกียวกับโปรงใสโปร่งแสงอะไรของคุรอยุ่ทีนุงแล้ว
คราวนี้เอาอีกแล้วเหรอ
ตัวเองเข้าใจแล้วเหรอมาสอนคนอื่น
คนไม่รู้เรืองพอมาอ่านก็สาธุๆๆๆ
อะไรวะ
คนที่ทำตัววิปริตจากพระธรรมวินัยก็บาปแล้วนะ แต่คนที่ทำให้พระธรรมวินัยวิปริตจะหนักแค่ไหน
อ่านแล้วล่ะที่คุณเขียนน่ะ
ไม่รู้จะว่ายังงัย ตั้งสติหน่อยนะ
โอว
ถ้าไม่รู้จริงอย่าเอาอะไรมาเขียนแพร่ให้คนอื่น
คนอื่นเค้าไม่รู้นึกว่าจริงจะกลายเป็นมิจฉาทิฐถิ
เลิกพูดได้แล้ว
เอาสั้นๆนะ หลวงตามหาบัวเคยกล่าวทำนองว่า
ร่างกายนี้ไม่มีในพระอรหันต์พระอรหันต์ไม่มีในร่างกายนี้
จำคำพูดที่แน่ๆไม่ได้ไปหาอ่านเอา
มาพูดอัตตา อนัตตา อะไรของคุณก็ไม่รู้ คนมาอ่านจะเข้าใจไปถึงไหนเนี่ย
เอาแค่นี้ก่อนนะขี้เกียจพูดกับคุณ แต่เห็นสองทีนี่แล้วปล่อยไปเดียวคนจะมาสาธุๆๆๆ คนปฏิบัติธรรมๆอย่าให้ใครเค้าตำหนิสิ ทำให้เหมือนคนมีครูบาอาจารย์หน่อย

Saint Telwada
29-04-2008, 08:43 PM
คุณ pummuq
ข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้าเขียนภาษาไทยได้ดีพอสมควร
และในกระทู้ของข้าพเจ้า ก็บอกไว้แล้วว่า
ข้าพเจ้า ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และฝึกปฏิบัติ จนได้ผลเป็นที่ช้ดแจ้งแล้ว

คงไม่ถึงกับท้าให้คุณมาพิสูจน์ตัวข้าพเจ้าดอกนะ

สิ่งที่ข้าพเจ้าเผยแพร่ มาเป็นเวลากว่า 5 ปีเห็นจะได้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นจริง สามารถพิสูจน์ได้อยู่แล้ว และก็ท้าให้พิสูจน์นับครั้งไม่ถ้วนอยู่แล้ว
แต่ครั้งนี้ไม่ท้าใครพิสูจน์นะขอรับ เพราะข้าพเจ้าเองก็ไม่อยากสอน เพราะก็อยากจะพิสูจน์ให้ได้รู้กันว่า ถ้าไม่สอนอะไรจะเกิดขึ้น
แต่ก็ฝืนความรู้สึกตัวเองไม่ได้ มีเมตตามากเกินไป จึงต้องเข้ามาสอนอย่างเร่งด่วน แม้จะสายไปหน่อย แต่ก็ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
แล้วคุณก็ไม่ต้องเอา พระสงฆ์มาล่อหลอกให้ข้าพเจ้ากล่าวถึงดอกนะ
พระสงฆ์ ก็อยู่ส่วนพระสงฆ์
ข้าพเจ้าได้แต่เตือนเหล่าพระสงฆ์บางรูปว่า
อย่าได้อวดอุตริฯ ถ้าไม่บรรลุธรรม ก็อย่าสอน สอนในสิ่งที่มีในตัวเอง
ซึ่ง ก็สอนได้อยู่แล้ว
แต่เรื่อง อริยะบุคคล ในระดับต่างๆนั้น อย่าได้อวดอุตริฯ เพราะไม่มีใครรู้ ไม่มีใครฝึกได้ดอกนะคุณ ผู้ใช้ชื่อว่า pummuq
แล้วคุณอย่าคิดว่า ข้าพเจ้าวิปริต จากอะไรของคุณนั่น
ขอถามตัวคุณสักหน่อยว่า คุณฝึกตามสิ่งที่คุณคิดว่าวิปริตนั้น คุณฝึกได้แค่ไหนกันละคุณ
แล้วคุณอยากจะฝึกตามหลักธรรมศรีอาริย์ ไหมละ
หลักธรรมศรีอาริย์ ก็เป็นหลักธรรมศาสนาพุทธ เหมือนกัน
ถึงแม้จะมีหลักธรรมแตกต่างจากที่มีอยู่เดิม ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ดอกนะคุณ อยากลองไหมละ

แล้วคุณก็อย่าตำหนิติเตียนผู้อื่น อิจฉาข้าพเจ้าหรืออย่างไร
ครู อาจารย์ ของข้าพเจ้าก็มี แต่ข้าพเจ้า เป็นลูกศิษย์ที่ครูอาจารย์ สั่งให้ค้นหาความจริงทางศาสนา เพื่อคนไทย
และปัจจุบัน ข้าพเจ้านี้แหละก็คือ อาจารย์ ระดับ ปรมาจารย์ หรือจะเรียกง่ายๆว่า "ศาสดาแห่งศาสนา" ก็ได้นะคุณ

อีกประการหนึ่ง คุณกล่าวว่าข้าพเจ้าเอาอะไรมาเขียน คุณกลับไปอ่านกระทู้ให้ดีขอรับว่า ข้าพเจ้าเอาอะไรมาเขียน
มีใครบ้าง ในแวดวงศาสนาพุทธ ที่เขียนว่า บรรลุ โสดาบันเป็นอย่างนั้น บรรลุ สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นอย่างนั้น
ที่เขียน ก็เป็นพวกอวดอุตริฯ คือไม่ได้ฝึกสำเร็จอะไร พวกอวดอุตริฯซิ ถึงจะเรียกว่า เอาอะไรมาเขียน
พิสูจน์ไม่ได้ ยังดันทุรังเขียน โฆษณา ประชาสัมพันธ์ อยู่นั่นแหละ รู้ตัวบ้างหรือเปล่าละคุณ
หรือว่า จะต้องท้าให้คุณมาพิสูจน์ตัวข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้ามีปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกายดังที่เขียนไว้หรือไม่
จะมาดูไหมละคุณ ,,,,,,(ไม่ได้ท้านะคุณ เขียนถามเฉยๆ)

YOMI_NK
29-04-2008, 11:42 PM
แล้วคุณก็อย่าตำหนิติเตียนผู้อื่น อิจฉาข้าพเจ้าหรืออย่างไร
ครู อาจารย์ ของข้าพเจ้าก็มี แต่ข้าพเจ้า เป็นลูกศิษย์ที่ครูอาจารย์ สั่งให้ค้นหาความจริงทางศาสนา เพื่อคนไทย
และปัจจุบัน ข้าพเจ้านี้แหละก็คือ อาจารย์ ระดับ ปรมาจารย์ หรือจะเรียกง่ายๆว่า "ศาสดาแห่งศาสนา" ก็ได้นะคุณ


ถ้าจะเทียบถึงศาสดานี่ผมขอละกันนะอย่าเลย แรงไปนะครับ
แต่ถ้าเก่งอย่างนั้นจริงๆ ช่วยเมตตาผมหน่อย มาปรากฏตัวแบบพิศดารให้ผมเห็นหน่อย เหาะเหิน เดินอากาศหรือไงก็ได้ที่วิเศษๆนะ อยากเห็น ชอบเรื่องแปลก...เงอะๆๆ

Saint Telwada
30-04-2008, 07:36 AM
แล้วคุณก็อย่าตำหนิติเตียนผู้อื่น อิจฉาข้าพเจ้าหรืออย่างไร
ครู อาจารย์ ของข้าพเจ้าก็มี แต่ข้าพเจ้า เป็นลูกศิษย์ที่ครูอาจารย์ สั่งให้ค้นหาความจริงทางศาสนา เพื่อคนไทย
และปัจจุบัน ข้าพเจ้านี้แหละก็คือ อาจารย์ ระดับ ปรมาจารย์ หรือจะเรียกง่ายๆว่า "ศาสดาแห่งศาสนา" ก็ได้นะคุณ


ถ้าจะเทียบถึงศาสดานี่ผมขอละกันนะอย่าเลย แรงไปนะครับ
แต่ถ้าเก่งอย่างนั้นจริงๆ ช่วยเมตตาผมหน่อย มาปรากฏตัวแบบพิศดารให้ผมเห็นหน่อย เหาะเหิน เดินอากาศหรือไงก็ได้ที่วิเศษๆนะ อยากเห็น ชอบเรื่องแปลก...เงอะๆๆ

ข้าพเจ้าเองก็อยากจะถามคุณสักหน่อยว่า ทำไมคุณถึงอยากจะให้ข้าพเจ้าแสดงฤทธิ์ เหาะเหิน เดินอากาศ มันทำให้คุณ หลุดพ้นจากความทุกข์ได้หรืออย่างไร มันทำให้เหตุวิปริตทางธรรมชาติลดน้อยลงไปหรืออย่างไร
การที่ข้าพเจ้าเข้ามาสอน ก็เป็นฤทธิ์ รูปแบบหนึ่งแล้ว อย่างน้อย ถึงแม้จะช่วยได้ไม่ทันกาล ก็ยังผ่อนหนักเป็นเบาได้
แล้วการเป็น"ศาสดาแห่งศาสนา" นั้น มันแปลกปลาดที่ตรงไหน ข้าพเจ้าก็ประกาศตัวว่า คือ "ศรีอาริยเมตไตรย" มากกว่า 7 ปี แล้ว ไม่เป็นแปลกปลาด อะไรเลย
ถ้าข้าพเจ้า เหาะเหิน เดินอากาศไม่ได้ ข้าพเจ้าไม่ใช่ศาสดาแห่งศาสนาอย่างนั้นหรือ
และถ้าข้าพเจ้า เหาะเหิน เดินอากาศได้ ก็จะมีคนนับถือว่า ข้าพเจ้าคือศาสดาแห่งศาสนากระนั้นหรือ
ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่มีใครสนใจดอกคุณ ความคิดอย่างคุณนะ
มีแต่ เขาอยากให้ข้าพเจ้าดลบันดาล ให้ทุกคน มีกินมีใช้ มีเงินมีทอง ไม่ขัดสน ไม่ลำบากจนเกินตัวกันทั้งนั้น แล้วทำไมคุณถึงได้มีความคิดวิปริตอย่างนั้นละคุณ
ฤทธิ์ หรือ อำนาจอันศักสิทธิ์ หรือ อภิญญา นั้น ใช่ว่าจะไม่ประโยชน์ แต่ประโยชน์ของ อภิญญา หรือฤทธิ์ มันก็ต้องขึ้นอยู่กับเหตุ ขึ้นอยู่กับการใช้ ขึ้นอยู่กับว่า ควรใช้หรือไม่ควรใช้
ใช้ไม่เกิดประโยชน์ ใช้แล้วเกิดความหลง ไม่ใช้ดีกว่านะคุณ

คีตเสวี
30-04-2008, 09:32 AM
คุณลุงครับ ผมเคยคิดเอาเองด้วยปัญญาน้อยนิดของผมว่า ก่อนสอนให้มีเมตตา ขณะสอนให้สอนด้วยเมตตา และสอนเสร็จแล้วด้วยเมตตา ถ้าผมคิดเอาเองอย่างนี้ผมคิดได้ถูกหรือยังนะครับ โปรดชี้แนะผู้ไม่รู้ครับ

ศนิวาร
30-04-2008, 09:46 AM
เฮ้อ/...........นึกไม่ถึงว่ายังไม่หมดศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ก็มีคนเร่งร้อนประกาศตัวเป็นศาสดาแห่งศาสนาซะแล้ว อ่านๆดูก็มาจากหลักคำสอนของพระสมณโคตมะในพระไตรปิฎกทั้งนั้น ใช้วาทะของตนข่มวาทะของคนอื่นก็ไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง

อัฑฒเศรษฐ์
30-04-2008, 11:31 AM
"อีกประการหนึ่ง คุณกล่าวว่าข้าพเจ้าเอาอะไรมาเขียน คุณกลับไปอ่านกระทู้ให้ดีขอรับว่า ข้าพเจ้าเอาอะไรมาเขียนมีใครบ้าง ในแวดวงศาสนาพุทธ ที่เขียนว่า บรรลุ โสดาบันเป็นอย่างนั้น บรรลุ สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นอย่างนั้น ที่เขียน ก็เป็นพวกอวดอุตริฯ คือไม่ได้ฝึกสำเร็จอะไร พวกอวดอุตริฯซิ"
"ข้าพเจ้านี้แหละก็คือ อาจารย์ ระดับ ปรมาจารย์ หรือจะเรียกง่ายๆว่า "ศาสดาแห่งศาสนา" ก็ได้นะคุณ"
"มันแปลกปลาดที่ตรงไหน ข้าพเจ้าก็ประกาศตัวว่า คือ "ศรีอาริยเมตไตรย" มากกว่า 7 ปี แล้ว ไม่เป็นแปลกปลาด อะไรเลย"

Saint Telwada
01-05-2008, 08:56 AM
คุณลุงครับ ผมเคยคิดเอาเองด้วยปัญญาน้อยนิดของผมว่า ก่อนสอนให้มีเมตตา ขณะสอนให้สอนด้วยเมตตา และสอนเสร็จแล้วด้วยเมตตา ถ้าผมคิดเอาเองอย่างนี้ผมคิดได้ถูกหรือยังนะครับ โปรดชี้แนะผู้ไม่รู้ครับ

ตอบ......
คำถามของคุณ หรือข้อคิดเห็นของคุณ นับได้ว่ามีประโยชน์ต่อ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เป็นอย่างมาก เป็นคำถามที่ดีมากขอรับ เพราะสามารถนับเข้าในวิชาสาขา จิตวิทยา ได้อย่างเหมาะเจาะและลงตัว เป็นที่สุด เพราะ
อันธรรมดา ของมนุษย์ และสัตว์ ล้วนย่อมมีพฤติกรรม หรือการกระทำ หรือดำรงชีวิต ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ อาจเหมือนกัน หรืออาจแตกต่างจากกัน ในแต่ละบุคคล(หมายเอาเฉพาะมนุษย์) เงื่อนไขในการสร้างความคิด สร้างความรู้ สร้างความเข้าใจ ให้เกิด ต่อบุคคลอื่นนอกเหนือจากตัวเองนั้น บ้างก็มีเงื่อนไข หรือสามารถใช้เงื่อนไขแบบเดียวกันได้ แต่บ้าง ก็ต้องใช้เงื่อนไข หรือสามารถใช้เงื่อนไข ที่แตกต่างกันออกไป
หรือบางครั้ง ก็ไม่สามารถใช้เงื่อนไข ใดใด กับบุคคลคนบางจำพวกได้เลย นั้นขึ้นอยู่กับ ความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ และความต้องการของบุคคลเหล่านั้นๆ

เงื่อนไขในการใช้สร้างความคิด สร้างความรู้ สร้างความเข้าใจ ฯลฯ ต่อบุคคลใดใด ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพการครองเรือนของผู้ใช้ เช่น บิดา มารดา สร้างเงื่อนไข ต่อบุตร เพื่อให้เกิดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความเชื่อฟัง แตกต่างกันไป อันขึ้นอยู่กับ พฤติกรรม หรือการกระทำของ บุตร อันประกอบไปด้วยปัจจัย ด้านเวลา สถานที่ และโอกาส
บิดา มารดา บางคน ก็ต้องดุด่า เฆี่ยนตี บุตร ตามความจำเป็น และพฤติกรรมของ บุตร อันเป็นเงื่อนไขเพื่อจะทำให้บุตร หลาบจำ ไม่ประพฤติอีก ซึ่ง การสร้างเงื่อนไขของบิดา มารดา ด้วยการ ดุด่า ว่ากล่าว หรือเฆี่ยนตีบุตร นั้น ก็ย่อมเป็นไปด้วยสภาพสภาวะจิตใจที่เรียกว่า "เมตตา"
เพราะคำว่า "เมตตา" นั้น มีความหมาย ในพฤติกรรม หรือการกระทำ อย่างกว้างขวาง มิได้มีความหมาย เพียงตามที่คุณเข้าใจอยู่ อย่างนี้เป็นต้น
บิดา มารดา บางคน ก็จะสอนบุตร ด้วยมธุรส วาจา ด้วยเหตุ ด้วยผล อันเป็นการใช้เงื่อนไข เพื่อทำให้บุตร เชื่อฟัง ประพฤติตนอยู่ในกรอบ ที่บิดามารดาต้องการ ซึ่ง ล้วนขึ้นอยู่กับ สิ่งแวดล้อม ทางสังคม วัฒนธรรมจารีต ประเพณี และ กรรมพันธุ์ เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งเงื่อนไขของบิดามารดา ผู้ใช้เงื่อนไข ด้วยมธุรส วาจา ด้วยเหตุด้วยผล ก็เป็นการใช้เงื่อนไข ด้วยสภาพสภาวะจิตใจที่เรียกว่า "เมตตา"ด้วยเช่นกัน แต่เป็นพฤติกรรมแห่งการกระทำอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งต้องการผลเช่นเดียวกัน คือเพื่อ บุตร หรือ เพื่อ ปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของบุตร ให้อยู่ในกรอบตามที่บิดามารดา ต้องการ ฯลฯ
แต่จะแตกต่างกันที่สภาพสภาวะจิตใจของบุตรผู้ถูกกระทำ ดังนี้เป็นต้น
ที่ได้อธิบายมาพอสังเขป คงเพียงพอต่อการทำความเข้าใจ ในเรื่องที่คุณถามมา นะขอรับ
,,,ขอให้เจริญในความคิด,,,ขอรับ

Saint Telwada
03-05-2008, 06:44 AM
ก่อนที่จะถึงนิพพานได้นั้น ท่านทั้งหลายควรได้รู้ว่า ผู้ปฏิบัติ ย่อมต้องบรรลุ โสดาบัน(ชื่อชั้นอันเป็นผลจากการปฏิบัติ หรือการฝึกตน ในทางพุทธศาสนา) เป็นอันดับแรก
ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่า บรรลุโสดาบันหรือไม่ หรือยัง

ผู้บรรลุโสดาบัน ต้องประกอบไปด้วยหลักธรรม หรือหลักวิชชา ทางศาสนา คือต้องรู้ต้องเข้าใจ หลักธรรมทั้งหมด อีกทั้งยังต้องมีสมาธิที่ดี มีความสามารถแยกแยะรายละเอียด ในข้อธรรมะต่างๆ ได้ดีพอสมควร ตามแต่กำลังสมองสติปัญญา และความขยันหมั่นเพียร รวมไปถึงปัจจัยในเรื่องของเวลา อันจะเป็นทั้ง ตัวช่วย และอาจจะเป็นตัวขัดขวางไม่ให้ถึงซึ่งความสำเร็จได้เช่นกัน
ในยุคสมัยนี้ สภาพสภาวะทางจิตใจ เป็นเรื่องสำคัญในการฝึกปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง หากท่านทั้งหลาย ยังครองเรือนอยู่ในเพศฆราวาส ยิ่งต้องรู้จักการบริหารเวลา เพื่อได้มีเวลาว่างสำหรับ คิดทบทวน พิจารณา เทียบเคียง ฯลฯ ในการดำรงชีวิต ตามวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในหลักธรรม จะเรียกว่า การดำรงชีวิตตามวิถีชีวิตประจำวัน ล้วนทำให้เกิด "ญาณ" อันนับเข้าในวิปัสสนาได้
ผู้บรรลุโสดาบัน เป็นอย่างไรกันละ
ผู้บรรลุโสดาบัน ก็คือ ผู้ที่สามารถเข้าใจ และรู้ รวมไปถึงการจดจำ เหตุ และ ผล หรือเข้าใจ และรู้ รวมไปถึงจดจำ มรรค และ ผล
ในการดำรงชีวิต ตามวิถีชีวิตประจำวัน ได้อย่างมากมายไม่รู้จบ
ถ้าจะเรียกตามศัพท์ภาษาทางศาสนาก็เรียกว่า "โสดาบัน ปฏิมรรค ,โสดาบัน ปฏิผล"
ในระดับผู้บรรลุโสดาบันนี้ บุคคลนั้นๆจะสามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลส ได้เป็นบางเรื่องบางอย่าง อาจสามารถขจัดได้ในทันทีที่สัมผัส หรืออาจต้องใช้เวลาในการขจัด ซึ่ง ย่อมขึ้นอยู่กับความรู้ ความเข้าใจ และสภาพแห่งสรีระร่างกาย เป็นสำคัญ

Saint Telwada
04-05-2008, 02:03 PM
ฮ่า ฮ่า ฮ่า เขาเรียกว่า ไม่เห็นโลง ไม่หลั่งน้ำตา ทำเป็นยุยงเย้าแหย่
ไม่เป็นไร
ข้าพเจ้าจะเย้าแหย่บ้างนะ

ท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง ถ้าบุคคลผู้ใช้ชื่อว่า "iofeast" ยังลอยนวลอยู่ได้ หรือเข้ามาก่อกวนได้
ภัยพิบัติทางธรรมชาติ จะรุนแรงเพิ่มขึ้น อย่างแน่นอน ปกติในปีนี้ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ก็เริ่มมีความรุนแรงให้เห็นผิดปกติอยู่แล้ว
แต่ถ้า มันผู้ใช้ชื่อว่า "iofeast" เข้ามาก่อกวน หรือยุยงยุแหย่ อีก ภ้ยพิบัติทางธรรมชาติ จะรุนแรงขึ้น นี้เป็นเพียงคำเตือนเล็กน้อย
ถ้ายังขัดขืน ข้าพเจ้าก็จะยุแหย่ยุยงว่า ถ้า ผู้ใช้ชื่อว่า "iofeast" ยังมีชีวิตอยู่ในโลก ภัยพิบัติทางธรรมชาติ จะรุนแรงเป็นทวีคูณ และไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่า มันผู้ใช้ชื่อว่า "iofeast" จะไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้เท่านั้น ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ จึงจะทุเลาเบาบางลงไป ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
อยากลองก็เอาอีกนะคุณ

ใบไม้นอกกำมือ
04-05-2008, 07:59 PM
คุณSaint Telwadaครับ



รู้สึกคุณไม่มีความรู้เลยว่าพระพุทธเจ้าสอนว่า "อัตตา" "อนัตตา" "อัตตาทิฏฐิหรืออุปทาน" คืออะไร ผมขอนำข้อความในอดีตมาลง


กฎของไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น ธรรมข้อนี้เป็นเรื่องของขันธ์ 5 และเรื่องของสังขารเท่านั้น ไม่ได้เป็นเรื่องนิพพาน คุณลองไปดูในอนัตตลักขณสูตรอีกครั้ง คุณจะพบว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า สิ่งที่จะเป็นอัตตาได้ต้องมีลักษณะดังนี้ :

" สิ่งใดเที่ยง, ไม่มีทุกข์, ไม่ปรวนแปรเป็นธรรมดาสามารถบังคับบัญชาให้เป็นอย่างใจหวังได้ สิ่งนั้นก็ย่อมเป็น อัตตา "


คุณsiratsapon



แย้งผมว่า

กฎของไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น ธรรมข้อนี้เป็นเรื่องของขันธ์ 5 และเรื่องของสังขารเท่านั้น ไม่
ได้เป็นเรื่องนิพพาน คุณลองไปดูในอนัตตลักขณสูตรอีกครั้ง คุณจะพบว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า สิ่งที่จะ
เป็นอัตตาได้ต้องมีลักษณะดังนี้ :
" สิ่งใดเที่ยง, ไม่มีทุกข์, ไม่ปรวนแปรเป็นธรรมดาสามารถบังคับบัญชาให้เป็นอย่างใจหวังได้ สิ่งนั้นก็ย่อมเป็น
อัตตา "
###
ผมได้อ่านอนัตตลักขณสูตรดูแล้ว ไม่พบข้อความที่คุณบอกครับ ผมอ่านแล้วก็พบสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอน
เอาไว้เสมอๆ ว่าหลายๆ แห่ง ว่าลักษณะแห่งอนัตตาเป็นอย่างไร? ขันธ์ห้าแต่ละอย่างนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น
อนัตตา ถ้าเป็นอัตตาล่ะก็จะต้องไม่เสื่อมฯ และให้ไม่ยึดมั่นปรุงแต่ง ถือมั่นว่าเป็นของเรา เป็นเรา...
พระพุทธเจ้าพระองค์ตรัสสอนเสมอๆ ว่า
"สังขารทั้งปวงไมเที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา"
ซึ่งพระพุทธเจ้าจะอุบัติหรือตรัสรู้หรือไม่ก็ตามมันก็เป็นอยู่อย่างนั้นดังนี้


ผมจึงนำอนัตตลักขณสูตรมาลง
<TABLE style="MARGIN-TOP: 0px; MARGIN-BOTTOM: -1mm; MARGIN-LEFT: 0px; LINE-HEIGHT: 2; FONT-FAMILY: 'MS Sans Serif'" borderColorDark=#79052c width="100%" align=center borderColorLight=#804000 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center align=middle width=289>

อนัตตลักขณสูตร



</TD><TD vAlign=bottom align=right width=472>http://board.palungjit.com/mhtml:file://F:\ขันธ์ 5 เป็นอนัตตา นิพพานเป็นอัตตา.mht!http://www.nkgen.com/Mouse.gifคลิกขวาเมนู


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร เรื่องอนัตตาในขันธ์ ๕ ต่อเหล่าพระปัญจวัคคีย์ทั้ง๕ จนสำเร็จพระอรหันต์[๒๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
รูปเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตา (http://javascript%3cb%3e%3c/b%3E:na_open_window('win',%20'ex3.htm#อัตตา', 0, 0, 780, 230, 1, 0, 0, 1, 1))(มีตัวตน หรือเป็นของตัวตน อย่างแท้จริง)แล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นเพื่ออาพาธ(ความเสื่อม ความเจ็บไข้ ความแปรปรวน) และบุคคลพึงได้(หมายถึง ย่อมบังคับบัญชาได้ตามปรารถนา)ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา (http://javascript%3cb%3e%3c/b%3E:na_open_window('win',%20'ex3.htm#อนัตตา', 0, 0, 780, 230, 1, 0, 0, 1, 1))(ไม่มีตัวตน ที่เป็นแก่นแกนอย่างแท้จริง - ไม่ใช่ตัวใช่ตนแท้จริง - หรือกล่าวอีกอย่างที่มีความหมายเดียวกันว่า มีตัวตนแต่ไม่เป็นแก่นเป็นแกนแท้จริง)ฉะนั้นรูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ(แปรปรวน เช่น เจ็บป่วย) และบุคคลย่อมไม่ได้(หมายถึง ย่อมบังคับบัญชาไม่ได้ตามปรารถนา)ในรูปว่า รูปของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. (กล่าวคือ ถ้ารูปนั้นเป็นของตัวของตนจริงๆแล้วไซร้ จะต้องควบคุมบังคับได้ตามปรารถนา ต้องควบคุมบังคับให้ไม่แปรปรวนหรือดับไปตามสภาวธรรมได้ด้วยตัวตนของตนเองอย่างแท้จริงและแน่นอน)
เวทนาเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเวทนานี้จักได้เป็นอัตตา (http://javascript%3cb%3e%3c/b%3E:na_open_window('win',%20'ex3.htm#อัตตา', 0, 0, 780, 230, 1, 0, 0, 1, 1))แล้ว เวทนานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในเวทนาว่า เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เวทนาของ เราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเวทนาเป็นอนัตตา (http://javascript%3cb%3e%3c/b%3E:na_open_window('win',%20'ex3.htm#อนัตตา', 0, 0, 780, 230, 1, 0, 0, 1, 1)) ฉะนั้นเวทนาจึง เป็นไปเพื่ออาพาธ(แปรปรวน) และบุคคลย่อมไม่ได้ในเวทนาว่า เวทนาของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด เวทนาของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
สัญญาเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสัญญานี้จักได้เป็นอัตตา (http://javascript%3cb%3e%3c/b%3E:na_open_window('win',%20'ex3.htm#อัตตา', 0, 0, 780, 230, 1, 0, 0, 1, 1))แล้ว สัญญานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะสัญญาเป็นอนัตตา (http://javascript%3cb%3e%3c/b%3E:na_open_window('win',%20'ex3.htm#อนัตตา', 0, 0, 780, 230, 1, 0, 0, 1, 1)) ฉะนั้น สัญญาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในสัญญาว่าสัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสังขารเหล่านี้จักได้เป็นอัตตาแล้วสังขารเหล่านี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของ เราจงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะ สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ฉะนั้น สังขารทั้งหลายจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในสังขารทั้งหลายว่าสังขารทั้งหลายของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
วิญญาณเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าวิญญาณนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว วิญญาณนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในวิญญาณว่าวิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะวิญญาณเป็นอนัตตา ฉะนั้นวิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในวิญญาณว่าวิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด วิญญาณของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.


ตรัสถามความเห็นของพระปัญจวัคคีย์
[๒๑] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
พระปัญจวัคคีย์ทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
ภ (http:///). ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ป (http:///). เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
(โยนิโสมนสิการ (http://javascript%3cb%3e%3c/b%3E:na_open_window('win',%20'ex3.htm#โยนิโสมนสิการ', 0, 0, 780, 230, 1, 0, 0, 1, 1))จากปฎิจจสมุปบาท และพระไตรลักษณ์ จะพบความจริงได้ด้วยตนเองในที่สุดว่า สุขทุกข์เพราะความไม่เที่ยง ย่อมเป็นทุกข์ในที่สุดทั้งสิ้น)
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตน(อัตตา)ของเรา?
ป. ข้อนั้น ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
(ในเมื่อรู้แล้วว่า มันเป็นตัวทุกข์ แล้วไปเก็บไปเอามันว่า เป็นของตัวของตนทำไมให้เป็นทุกข์)
ภ. เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตน(อัตตา)ของเรา?
ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้
ภ. สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตน(อัตตา)ของเรา?
ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตน(อัตตา)ของเรา?
ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตน(อัตตา)ของเรา?
ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.


............................................................................................................................



และตอบคุณsiratsaponไปว่า



ผมยกอนัตตลักขณสูตรมาเต็มๆเลย เพื่อจะชี้ให้คุณเห็นว่า

1. พระพุทธเจ้าพูดถึงขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นเป็น อนัตตา


2. พระพุทธเจ้าพูดถึงความหมายของอัตตา เอาไว้ด้วย แต่ตัวนี้ผู้ที่เข้าถึงกระแสแห่งพระนิพพานจะรู้และเข้าใจได้ เมื่อผู้ที่เข้าถึงกระแสแห่งพระนิพพานแล้ว ไปอ่านพระไตรปิฎกอีกครั้ง จะตรัสรู้ธรรมด้วยตนเองเลยว่า สิ่งที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ และไม่ตายนั้น มีขันธ์หรือกายเหมือนกัน เรียกว่าธรรมขันธ์ หรือธรรมกาย อายตนะนิพพานก็คือธรรมกายนี่เอง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เที่ยง....ที่ผมกล่าวว่า

" สิ่งใดเที่ยง, ไม่มีทุกข์, ไม่ปรวนแปรเป็นธรรมดาสามารถบังคับบัญชาให้เป็นอย่างใจหวังได้ สิ่งนั้นก็ย่อมเป็นอัตตา "

คุณไม่เข้าใจตอนนี้ ก็คงไม่เป็นไร สักวันหนึ่งหรือชาติใดชาติหนึ่งเมื่อคุณมีบุญบารมีพร้อมจะเข้าถึงแก่นธรรม คุณย่อมเข้าใจเอง ผมไม่อยากไปยัดเยียด หรือบังคับอะไรให้คุณ ผู้เป็นบัญฑิตที่ใช้สมองคิด และตีความพระไตรปิฎกอย่างเดียว ให้เชื่อตามผม


คุณsiratsapon ครับ



อ่านข้อความสุดท้ายซิครับ

ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตน(อัตตา)ของเรา?
ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าาข้า


ตอนนี้ ผมจะลองถามใหม่ว่า

ก็สิ่งใดเที่ยง ไม่เป็นทุกข์ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตน(อัตตา)ของเรา?

ใบไม้นอกกำมือ
04-05-2008, 08:14 PM
คุณSaint Telwadaครับ


นั่นถือนิยามของอัตตา อนัตตา ในอนัตตลักขณสูตร คราวนี้เอาข้อความเรื่อง "อัตตาทิฏฐิหรืออุปทาน" คืออะไรบ้าง

อัตตาที่พระพุทธเจ้ากล่าวถึงในอนัตตลักขณสูตร ไม่ใช่อัตตทิฏฐิ หรือ อัตตวาทุปาทาน<O:p</O:p
<O:p</O:p
ก่อนอื่นผมต้องกล่าวถึงสักกายทิฏฐิ และอัตตาที่เกิดจากทิฏฐิหรืออุปทานเป็นอันดับแรก<O:p</O:p
จริงๆแล้ว สักกายทิฏฐิ กับ อัตตานุทิฏฐิ ( หรือ อัตตวาทุปาทาน ) คือ ธรรมชาติอย่างเดียวกัน<O:p</O:p
สักกายทิฏฐิคือ ความยึดมั่นถือมั่นในกาย ว่าเที่ยงแท้ ยังเห็นว่ามีตัวตนว่าเป็นกายมีมวลสาร เป็นตัวให้เห็นอยู่

แต่พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิ คือ เห็นชัดรู้ชัดประจักษ์จิต เห็นด้วยจิต เข้าใจด้วยจิตว่า กายนี้ไม่ใช่ตัวตน ไม่ได้เป็นก้อนเนื้อสสารอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจแต่พระโสดาบันท่านรู้อย่างถ่องแท้ว่า มนุษย์และสัตว์เกิดจากธาตุ 4 มาประชุม แล้วมี วิญญาณครอง ถูกสมมุติเรียกว่าร่างกายเมื่อแยกย่อยเหลือแต่อนุภาคมูลฐานแล้ว ก็จะไม่เห็นว่าเป็นตัวร่างกาย แต่เป็น สิ่งๆหนึ่งซึ่งเกิดจากสิ่งมูลฐานมาประชุมกัน เท่านั้น
<O:p</O:p
ใน 3 ภพ ไม่มีอัตตาอยู่ มีแต่อัตตานุทิฏฐิหรือ อัตตาของโลก ที่เกิดจากการยึดถือของมนุษย์ สัตว์ เทพ พรหม ฯลฯ ว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา ของเขา
<O:p</O:p
ในอนัตตลักขณสูตร พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนปัญจวัคคีย์ว่าสิ่งที่จะเป็นอัตตาได้ต้องมีลักษณะดังนี้ :<O:p</O:p
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูป(เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)นี้จักได้เป็นอัตตา (http://javascript%3cb%3e%3c/b%3E:na_open_window('win',%20'ex3.htm#อัตตา', 0, 0, 780, 230, 1, 0, 0, 1, 1))(มีตัวตน หรือเป็นของตัวตน อย่างแท้จริง) แล้ว รูป ฯลฯ นี้ไม่พึงเป็นเพื่ออาพาธ (ความเสื่อม ความเจ็บไข้ ความแปรปรวน)และบุคคลพึงได้(หมายถึงย่อมบังคับบัญชาได้ตามปรารถนา)ในรูป ฯลฯ ว่ารูป ฯลฯ ของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูป ฯลฯ ของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย<O:p</O:p

กล่าวอีกนัยหนึ่ง<O:p</O:p

" สิ่งใดเที่ยง, ไม่มีทุกข์, ไม่ปรวนแปรเป็นธรรมดา สามารถบังคับบัญชาให้เป็นอย่างใจหวังได้ สิ่งนั้นก็ย่อมเป็นอัตตา "
<O:p</O:p
ดังนั้น กรุณาอย่านำ อัตตทิฏฐิ หรือ อัตตวาทุปาทานมาเป็นอัตตาเลยครับ อัตตาที่พระพุทธเจ้ากล่าวถึงในอนัตตลักขณสูตร ไม่ใช่อัตตาของโลก ที่เป็นอัตตทิฏฐิ หรือ อัตตวาทุปาทานมันคนละตัวกันครับ<O:p</O:p
<!-- / message -->

เด็กโชว์พาว
05-05-2008, 01:13 AM
เง่อ ต้องเข้าใจเรื่องนิพพานก่อนถึงนิพพานด้วยหรอเนี่ย มีงี้ด้วย -*-

Saint Telwada
05-05-2008, 12:17 PM
ก่อนจะตอบข้อซักถามของพวกคุณ
ข้าพเจ้า ต้องกราบขอขมาต่อพระไตรปิฏก และต่อองค์พระสมณโคดม ไว้ก่อนเป็นการล่วงหน้า แล้วจะได้ตอบแบบ ไม่ต้องไว้หน้าใครทั้งนั้นว่า

พวกคุณ เอาอะไรที่ไหนมาเขียน พวกคุณอ้างเอาในตำราหรือพระไตรปิฎก มากล่าว
"แล้วพวกคุณฝึกปฏิบัติได้ผลดีแล้วหรือถึงได้นำมาเขียนเป็นตุเป็นตะ"
ในตำราหรือพระไตรปิฎก เป็นเพียงเรื่องบอกเล่า จากคำบอกเล่าของใครก็ไม่รู้ พวกคุณพิสูจน์แล้วหรือว่า มีจริงเป็นจริง

ข้าพเจ้าไม่ได้ศึกษาจากตำรา หรือพระไตรปิฎก ข้าพเจ้าศึกษา จากธรรมชาติทั่วไป ทั้งยังฝึกปฏิบัติ จนได้ผลชัดแจ้งแล้ว
อะไรของพวกคุณ นิพพาน มีตัวตน หรือนิพพานไม่มีตัวตน หรือไม่ตัว ไม่ใช่ตน พวกคุณเข้าใจกี่มากน้อย

"ข้าพเจ้าบัญญัติ ศาสนาพุทธ และหลักธรรม หรือหลักการ ศรีอาริยเมตไตรย ขึ้นมา ข้าพเจ้า ก็ต้องสอนตามแนวทางของข้าพเจ้า "
พวกคุณไปเอาอะไรมาสอน พิสูจน์ได้ไหม ฝึกปฏิบัติกันได้ตามที่พวกคุณนำมากล่าวได้แล้วหรือ
ด้วยเหตุนี้แหละข้าพเจ้าจึงเตือน เหล่าพระสงฆ์ เป็นนักเป็นหนา ว่าอย่า อวดอุตริฯ สอนเรื่อง โสดาบันบ้าง อรหันต์บาง นิพพานบ้าง เพราะ มันเป็นการสอนธรรมที่ไม่มีในตน
เรื่องอื่นก็ไม่ว่า เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นธรรมที่มีอยุ่ในตนอยู่แล้ว

ข้าพเจ้าไม่ต้องท้าให้พวกคุณมาพิสูจน์ดอกนะ เพราะท้ามาเป็นพันครั้งเห็นจะได้
ไปพิจารณาดูเถิด
แล้วก็จงคิดดูซิว่า ใครที่ไม่มีความเข้าใจในศาสนา แถมยังทำลายศาสนา โดยที่รู้เท่าไม่ถึงกาล ดันอ้างเอาตำรายกมากล่าว แล้วตัวคุณปฏิบัติไม่ได้ เขาเรียกว่าอะไรหรือคุณ

ใบไม้นอกกำมือ
05-05-2008, 12:36 PM
เง่อ ต้องเข้าใจเรื่องนิพพานก่อนถึงนิพพานด้วยหรอเนี่ย มีงี้ด้วย -*-


คนยังไม่รู้นิพพาน จะไปนิพพานกันทำไมครับ บอกมาได้นิพพานเป็นอนัตตา อนัตตาคือมันไม่มี แล้วจะไปหาอะไรครับ อยู่ในภพ 3 ไม่ดีหรือครับ

ใบไม้นอกกำมือ
05-05-2008, 12:44 PM
ก่อนจะตอบข้อซักถามของพวกคุณ
ข้าพเจ้า ต้องกราบขอขมาต่อพระไตรปิฏก และต่อองค์พระสมณโคดม ไว้ก่อนเป็นการล่วงหน้า แล้วจะได้ตอบแบบ ไม่ต้องไว้หน้าใครทั้งนั้นว่า

พวกคุณ เอาอะไรที่ไหนมาเขียน พวกคุณอ้างเอาในตำราหรือพระไตรปิฎก มากล่าว
"แล้วพวกคุณฝึกปฏิบัติได้ผลดีแล้วหรือถึงได้นำมาเขียนเป็นตุเป็นตะ"
ในตำราหรือพระไตรปิฎก เป็นเพียงเรื่องบอกเล่า จากคำบอกเล่าของใครก็ไม่รู้ พวกคุณพิสูจน์แล้วหรือว่า มีจริงเป็นจริง

ข้าพเจ้าไม่ได้ศึกษาจากตำรา หรือพระไตรปิฎก ข้าพเจ้าศึกษา จากธรรมชาติทั่วไป ทั้งยังฝึกปฏิบัติ จนได้ผลชัดแจ้งแล้ว
อะไรของพวกคุณ นิพพาน มีตัวตน หรือนิพพานไม่มีตัวตน หรือไม่ตัว ไม่ใช่ตน พวกคุณเข้าใจกี่มากน้อย

"ข้าพเจ้าบัญญัติ ศาสนาพุทธ และหลักธรรม หรือหลักการ ศรีอาริยเมตไตรย ขึ้นมา ข้าพเจ้า ก็ต้องสอนตามแนวทางของข้าพเจ้า "
พวกคุณไปเอาอะไรมาสอน พิสูจน์ได้ไหม ฝึกปฏิบัติกันได้ตามที่พวกคุณนำมากล่าวได้แล้วหรือ
ด้วยเหตุนี้แหละข้าพเจ้าจึงเตือน เหล่าพระสงฆ์ เป็นนักเป็นหนา ว่าอย่า อวดอุตริฯ สอนเรื่อง โสดาบันบ้าง อรหันต์บาง นิพพานบ้าง เพราะ มันเป็นการสอนธรรมที่ไม่มีในตน
เรื่องอื่นก็ไม่ว่า เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นธรรมที่มีอยุ่ในตนอยู่แล้ว

ข้าพเจ้าไม่ต้องท้าให้พวกคุณมาพิสูจน์ดอกนะ เพราะท้ามาเป็นพันครั้งเห็นจะได้
ไปพิจารณาดูเถิด
แล้วก็จงคิดดูซิว่า ใครที่ไม่มีความเข้าใจในศาสนา แถมยังทำลายศาสนา โดยที่รู้เท่าไม่ถึงกาล ดันอ้างเอาตำรายกมากล่าว แล้วตัวคุณปฏิบัติไม่ได้ เขาเรียกว่าอะไรหรือคุณ


คุณ "กราบขอขมาต่อพระไตรปิฏก และต่อองค์พระสมณโคดม" และก็เอาข้อเขียนของสมมุติสงฆ์ที่ไม่ปฏิบัติมาพูด และตีความไปตามข้อผิดพลาดนั้น ผมก้จำเป็นต้องชี้แนะครับ แต่ผมไม่ต้องการไปเอาแพ้เอาชนะอะไรกับคุณ และผมก็ไม่ได้เป็นพวกเดียวกับคนอื่นด้วย คุณจะไปตอบโต้เขาอย่างไร ผมไม่เกี่ยว ผมมาเพื่อเผยแพร่สัจธธรรมของจริงขั้นโลกุตตระธรรม ผมแย้งกับทุกท่านล่ะครับ ถ้าเขาพูดยังไม่ถูกต้อง แต่ถ้าพูดถูกต้อง ผมไม่แย้งแน่

ใบไม้นอกกำมือ
05-05-2008, 12:53 PM
คุณ Saint Telwada และคุณ เด็กโชว์พาว ครับ




"อนัตตาธรรม" ก็คือ สุญญตา ในสุญญตาหรืออนัตตาธรรม มีความจริงอยู่ 2 อย่าง
<O:p</O:p
<O:p</O:p
1. อนัตตา ตามความหมายในอนัตตลักขณสูตร พระพุทธเจ้าให้นิยามว่า <O:p</O:p
“ สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาไม่สามารถบังคับบัญชาได้ตามปรารถนา”สิ่งนั้นคือ “อนัตตา” จากคำสอนที่พระพุทธองค์ตรัสสอนปัญจวัคคีย์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือที่เรียกว่า ขันธ์ 5 (เบญจขันธ์) ได้แก่ รูป-นามทั้งหมดนั่นแหละเป็น “อนัตตา”
<O:p</O:p
คำว่า “อนัตตา” ในขันธ์ 5 นี้เป็นสิ่งที่ชาวโลกหลงเข้าใจผิดว่ามันเป็น “ อัตตา” ของโลก แต่ความจริง อัตตาของโลกนี้ พระพุทธเจ้าเรียกมันว่า อุปทาน หรือ มายา หรือ อนัตตา
<O:p</O:p
<O:p</O:p
2. อัตตา ตามความหมายในอนัตตลักขณสูตร พระพุทธเจ้าให้นิยามว่า<O:p</O:p
" สิ่งใดเที่ยง, ไม่มีทุกข์, ไม่ปรวนแปรเป็นธรรมดาสามารถบังคับบัญชาให้เป็นอย่างใจหวังได้ สิ่งนั้นก็ย่อมเป็นอัตตา " ดังนั้น จากคำสอนที่พระพุทธองค์ตรัสสอนปัญจวัคคีย์ อัตตา ที่พระพุทธเจ้าพูดถึง คือ นิพพาน เพราะนิพพานเป็นสิ่งเดียวที่ เที่ยง, ไม่มีทุกข์, ไม่ปรวนแปรเป็นธรรมดาสามารถบังคับบัญชาให้เป็นอย่างใจหวังได้<O:p</O:p
<O:p</O:p

Saint Telwada
05-05-2008, 12:53 PM
คุณ ใบไม้นอกกำมือ แล้วคุณตั้งกระทู้ โอ้อวด ว่า สยบพระองค์นั้นองค์โน้น เรื่องนิพพาน เป็น อัตตา ไม่ใช่เป็นอนัตตา อะไรของคุณ กันละ คุณรู้จักพุทธศาสนามากน้อยแค่ไหน หรือว่า รู้แค่อ่าน ตำรา แล้วก็เอามาโอ้อวด โดยไม่ได้รู้ความหมาย ได้ฝึกปฏิบัติสักนิดเดียวเลยหรือ

และการรู้จักเรื่องของนิพพาน ก่อนที่จะถึงนิพพาน มันก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะการได้รู้จุดหมายของพฤติกรรม หรือการกระทำใดใด ย่อมเป็นบรรทัดฐาน มิให้ผู้ปฏิบัติ หลงผิด หรือเข้าใจ หรือบ้า คิดว่าตัวเองรู้อย่างนั้นอย่างนี้
คุณปฏิบัติธรรมจน มีฉัพพรรณรังสีไหมละ ทำมาเป็นวางฟอร์มว่า แย้งเพราะสอนให้รู้จักโลกุตรธรรม คุณมีความรู้เรื่องธรรมะกี่มากน้อย
คุณว่าหลักการทางศาสนา มีการแบ่งแยก ว่าเป็นทางโลก ทางธรรมด้วยหรือ
ถ้าหลักการทางศาสนามีการแบ่งแยก
ขอถามหน่อยซิ เห็นอวดรู้ ว่า
ในหลักการทางศาสนา ทางโลก คือ พฤติกรรมใด บ้าง ของมนุษย์
แล้วในทางธรรม คือ พฤติกรรมใด บ้างของมนุษย์
ไหนลองโปรดสัตว์โลก อย่างข้าพเจ้าหน่อยซิ
คุณใบไม้นอกกำมือ

Saint Telwada
05-05-2008, 01:15 PM
ขออภัยต่อท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะตอบโต้ คุณ ใบไม้นอกกำมือ
แบบอาจใช้ศัพท์ภาษา ที่อ่านแล้วออกจะรู้สึกว่า เป็นการดูหมิ่น
ขอให้ท่านทั้งหลายที่ได้เข้ามาอ่าน ได้คิดและรู้ว่า เป็นเพียงที่ข้าพเจ้า จะสบย แมลงป่องตัวหนึ่ง ที่ชูหางเองอ้า อวด อ้างฤทธี

ฮ่า ฮ่า ฮ่า
คุณใบไม้นอกกำมือ ความรู้ของคุณ ยังน้อยนิด แค่คุณเขียนอธิบาย เรื่อง อัตตา กับอนัตตา มาพอสังเขปนั้น ก็แสดงให้เห็นว่า คุณไม่ได้รุ้เรื่องอะไรที่ลึกซึ้ง ไปกว่า การได้อ่านจากตำรา แถมยังอ่านแบบไม่ใช้การคิดพิจารณา
ในตำรา เขาเขียนให้คนที่ยังไม่บรรลุธรรมอะไรเลยได้อ่าน
อีกทั้งในยุคสมัยนั้น ก็ไม่มีใครรู้เรื่อง ฟิสิกซ์ ไฟฟ้า อะไรเลย
ในความคิดของคุณ คงคิดว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา คือ ความ ไม่ใช่ตน ไม่ตัว คุณคิดผิด ทั้ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีตัว มีตน ทั้งสิ้น แต่คุณไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าดอกนะ
สัญญา สังขาร วิญญาณ ล้วน อยู่ในรูปแบบ ของคลื่นไฟฟ้า อันอยู่ในเซลล์ หลายเซลล์ รวมกันเ ป็นอวัยวะ สัญญา เวทนา สังขาร วิญญาณ ล้วนมีรูป คือ ความมีตนมีตัวทั้งสิ้น คุณไปศึกษา เรื่องเคมี ฟิสิกซ์ เพราะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ อันเป็นความรู้ที่พิสูจน์ได้ว่ามีจริงเป็นจริง ในทางที่คุณคิดว่า สิ่งที่ได้กล่าวไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์นั้น ความจริง มันก็เที่ยงของมันอยู่แล้ว จะว่ามันแปรปรวน ก็ไม่ได้ จะว่ามันไม่แปรปรวนก็ไม่ได้ เพีราะคุณมองไม่เห็นรูปลักษณะของมัน ว่ามันจะแปรปรวนหรือไม่แปรปรวน เปรียบไปกับ การมองรูปภายนอกนั่นแหละคุณ
แล้วก็อย่าคิดว่า เวลาเขาโกรธ รัก ชอบ หลง อะไรนั้น เขาแปรปรวนนะ ถ้าคิดอย่างนั้น คิดผิด มันเป็นเรื่องปกติของสภาพคลื่นไฟฟ้าที่จะไหลไป เคลื่อนที่ไป ไม่ใช่การแปรปรวน เพราะการแปรปรวนนั้น หมายถึงการขาดสติ สัมปชัญญะ ซึ่ง ถ้าเป็นรูปร่างภายนอก ที่คุณคิดว่าเป็นอัตตานั้น ก็มีความแปรปรวนได้เช่นกัน แต่ไม่บอกนะ เวลาจะหมด ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ส่วนคำว่า อัตตา มีความหมายตามพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับ พระธรรมปิฏกว่า "ตัวตน, อาตมัน; ปุถุชนย่อมยึดมั่นมองเห็นขันธ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมดเป็นอัตตา หรือยึดถือว่าอัตตาเนื่องด้วยขันธ์ ๕ โดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง; เทียบ อนัตตา "
นั้นย่อมหมายถึงรูปร่าง ทั้งหมด ของบุคคลใดใดบุคคลหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ล้วนเป็นสิ่งที่มีตัวตน หรือเคยมีตัวตนอยู่
นิพพาน ย่อมเป็นได้ ดัง อนัตตา และ อัตตา
พอก่อนนะ เอาพอหอมปากหอมคอ ที่เหลือกลับไปอ่านกระทู้ใหม่ แล้วพิจารณาดูให้ดี จะได้เกิดความเข้าใจ หรือเกิดปัญญา อย่างถ่องแท้ อย่าหลงตัวเองอยุ่เลยนะคุณ ฮ่า ฮ่า อ่า

Saint Telwada
05-05-2008, 07:13 PM
คุณ ใบไม้นอกกำมือ แล้วคุณตั้งกระทู้ โอ้อวด ว่า สยบพระองค์นั้นองค์โน้น เรื่องนิพพาน เป็น อัตตา ไม่ใช่เป็นอนัตตา อะไรของคุณ กันละ คุณรู้จักพุทธศาสนามากน้อยแค่ไหน หรือว่า รู้แค่อ่าน ตำรา แล้วก็เอามาโอ้อวด โดยไม่ได้รู้ความหมาย ได้ฝึกปฏิบัติสักนิดเดียวเลยหรือ

และการรู้จักเรื่องของนิพพาน ก่อนที่จะถึงนิพพาน มันก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะการได้รู้จุดหมายของพฤติกรรม หรือการกระทำใดใด ย่อมเป็นบรรทัดฐาน มิให้ผู้ปฏิบัติ หลงผิด หรือเข้าใจ หรือบ้า คิดว่าตัวเองรู้อย่างนั้นอย่างนี้
คุณปฏิบัติธรรมจน มีฉัพพรรณรังสีไหมละ ทำมาเป็นวางฟอร์มว่า แย้งเพราะสอนให้รู้จักโลกุตรธรรม คุณมีความรู้เรื่องธรรมะกี่มากน้อย
คุณว่าหลักการทางศาสนา มีการแบ่งแยก ว่าเป็นทางโลก ทางธรรมด้วยหรือ
ถ้าหลักการทางศาสนามีการแบ่งแยก
ขอถามหน่อยซิ เห็นอวดรู้ ว่า
ในหลักการทางศาสนา ทางโลก คือ พฤติกรรมใด บ้าง ของมนุษย์
แล้วในทางธรรม คือ พฤติกรรมใด บ้างของมนุษย์
ไหนลองโปรดสัตว์โลก อย่างข้าพเจ้าหน่อยซิ
คุณใบไม้นอกกำมือ

ก็ถามแบบให้คุณตอบตามที่คุณเรียนมาจากตำรานั่นแหละว่า โลกุตตรธรรม ที่คุณกล่าวถึงนั้น มันมีพฤติกรรมแตกต่าง กับสิ่งที่ไม่ใช่โลกกุตตรธรรม อย่างไรกันละ
แล้วคุณรู้และฝึกปฏิบัติ ได้แล้วหรือ ตอบหน่อยน่า
อย่าทำเป็นใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหวอยู่เลย ผู้คนที่ได้เข้ามาอ่าน จะได้รู้ว่า ไอ้ที่ว่ารู้ในตำรานั้น มันรู้จริงรู้แจ้งแค่ไหนกัน

MegaFM
05-05-2008, 08:03 PM
หุหุ ไม่ได้เข้ามาชมนานเลย เดี๋ยวนี้ลุงเทวดามาเวอร์ชั่นใหม่แระ มีเซ็นต์นำหน้าด้วย เท่ไปอีกแบบ

เพิ่งรู้นะครับว่าเดี๋ยวนี้คุณลุงเทวดากับคุณใบไม้เข้ามาถกธรรมกันแล้ว

งานนี้ยาวแน่
หุหุ

pakung
05-05-2008, 08:13 PM
ดูดิ เรืองแสง วิ๊งงงงงงง งง

นักบุญภาคอีสาน
05-05-2008, 08:39 PM
มาทำความเข้าใจ ในเรื่องนิพพาน ก่อนถึงนิพพาน
นิพพาน หรือ ปรินิพพาน เป็นชื่อชั้นการฝึกปฏิบัติธรรม ในทางศาสนาพุทธ ขั้นสูงสุดผู้จะเข้าถึงนิพพาน ได้ ต้องผ่าน ระดับชั้น การฝึกปฏิบัติ ตั้งแต่ ระดับ โสดาบัน ฯ เป็นต้นมา
ก่อนที่จะสำเร็จธรรมในชั้นต่างๆนั้น ล้วนต้อง บรรลุถึง ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงจะเข้าสู่ชั้นสำเร็จ ในชั้นนั้น
ข้าพเจ้าได้ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และได้ฝึกปฏิบัติ จนได้ผลอย่างชัดแจ้งแล้วว่า
ชั้นการฝึกปฏิบัติธรรม ในทางพุทธศาสนานั้น มีจริง เป็นจริง ซึ่งในแต่ละชั้น ตั้งแต่ชั้นโสดาบันฯ เป็นต้นไป จนถึงระดับ อรห้นต์ และ นิพพานนั้น ล้วนมีปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกายที่แตกต่างกันไป คำว่า ปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกาย ย่อมหมายรวมถึงสภาพสภาวะจิตใจด้วย
ผู้บรรลุนิพพานนั้น จะเปรียบได้กับเป็นผู้ชนะต่อสรรพสิ่งทั้งมวล ไม่ว่าจะชนะ กิเลส ในตัวเอง ยังสามารถชนะ กิเลสในตัวผู้อื่นที่แสดงออกมาอีกด้วย
คำว่า ผู้ชนะนั้น ไม่ได้เหมือนการชนะในการแข่งขันกีฬา หรืออื่นๆทั่วๆไป
เพราะการชนะในทางศาสนานั้น หมายถึงสามารถขจัด ควบคุม ป้องกัน สิ่งที่เรียกว่ากิเลสทั้งมวล และยังอาจหมายรวมถึง สภาพการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติอีกด้วย
การบรรลุนิพพานนั้น ยังเป็นเพียงการบรรลุ ยังไม่ถึงขั้นสำเร็จ เพราะการจะสำเร็จนิพพานนั้น จำเป็นต้องสละทุกอย่าง ถึงแม้ไม่บวช ก็สำเร็จได้ ขึ้นอยู่กับ สภาวะจิตใจ และความต้องการของบุคคลนั้นๆว่า จะสละ หรือขจัดทุกอย่างหรือไม่
การบรรลุถึงนิพพานนั้น สรีระร่างกาย ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานนิวเคลียส ที่มีทั้งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คือความเป็น อัตตา คือมีตัวมีตน สามารถมองเห็นเป็นรูปร่าง แต่โปร่งแสง มีฉัพพรรณรังสี เปล่งออกมาตลอดเวลาที่มีการแปรเปลี่ยนทางสรีระร่างกาย
การบรรลุนิพพาน อีกรูปแบบหนึ่งนั้น สรีระร่างกาย ก็จะแปรเปลี่ยน เป็นธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ มนุษย์ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
การแปรเปลี่ยนของสรีระร่างกายนั้น หมายถึง การแปรเปลี่ยนทางสรีระร่างกายที่เป็นมนุษย์นี้แหละ แปรเปลี่ยนไปตามที่ได้อธิบายไป การแปรเปลี่ยนอย่างหลังนี้ เรียกว่า "อนัตตา" คือ ความไม่มีตัว ไม่มีตน
การบรรลุนิพพานที่ เรียกว่า "อัตตา"นั้น สาเหตุ ก็เพราะ มีความหลง หรือความห่วง อะไรบางอย่าง อันเป็นอย่างละเอียด สุด จึงยังคงรูปให้สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สรีระร่างกายก็แปรเปลี่ยน จากมนุษย์ ไปสู่อีกมิติหนึ่ง
ส่วน การบรรลุนิพพาน ที่เรียกว่า "อนัตตา"นั้น หมายถึง ไม่หลง ไม่ห่วง หลุดพ้นจากวัฏจักร อย่างสิ้นเชิง สรีระร่างกาย จะแปรเปลี่ยน เป็นอากาศธาตุ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
แต่ยังคงมีรูป อันเป็นรูปที่มนุยษ์มองไม่เห็น
การแปรเปลี่ยนทางสรีระร่างกาย เมื่อบรรลุนิพพานนั้น จะแตกต่างจาก รูปร่างหรือสรีระร่างกายของ โอปปาติกะ เช่น เทวดา รุกขเทวา เจ้าที่ ฯลฯ เพราะ รูปร่าง ของโอปปาติกะ นั้น มีธรรมอยู่น้อย
แต่ผู้บรรลุนิพพาน สำเร็จด้วยธรรม จึงสามารถ กำหนดได้ คือ ที่ว่า เป็น "อนัตตา"นั้น จะกำหนดให้เห็นเป็นรูปร่าง ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ได้ เช่นกัน
อธิบายมาพอสมควร เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่าน ก็โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และคิดพิจารณาด้วย ขอรับ
เพราะข้าพเจ้าไม่ท้าให้พิสูจน์ตัวข้าพเจ้า ขอรับ<O:p</O:p




เอ๋า.....

นักบุญภาคอีสาน
05-05-2008, 08:44 PM
มาทำความเข้าใจ ในเรื่องนิพพาน ก่อนถึงนิพพาน
นิพพาน หรือ ปรินิพพาน เป็นชื่อชั้นการฝึกปฏิบัติธรรม ในทางศาสนาพุทธ ขั้นสูงสุดผู้จะเข้าถึงนิพพาน ได้ ต้องผ่าน ระดับชั้น การฝึกปฏิบัติ ตั้งแต่ ระดับ โสดาบัน ฯ เป็นต้นมา
ก่อนที่จะสำเร็จธรรมในชั้นต่างๆนั้น ล้วนต้อง บรรลุถึง ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงจะเข้าสู่ชั้นสำเร็จ ในชั้นนั้น
ข้าพเจ้าได้ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และได้ฝึกปฏิบัติ จนได้ผลอย่างชัดแจ้งแล้วว่า
ชั้นการฝึกปฏิบัติธรรม ในทางพุทธศาสนานั้น มีจริง เป็นจริง ซึ่งในแต่ละชั้น ตั้งแต่ชั้นโสดาบันฯ เป็นต้นไป จนถึงระดับ อรห้นต์ และ นิพพานนั้น ล้วนมีปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกายที่แตกต่างกันไป คำว่า ปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกาย ย่อมหมายรวมถึงสภาพสภาวะจิตใจด้วย
ผู้บรรลุนิพพานนั้น จะเปรียบได้กับเป็นผู้ชนะต่อสรรพสิ่งทั้งมวล ไม่ว่าจะชนะ กิเลส ในตัวเอง ยังสามารถชนะ กิเลสในตัวผู้อื่นที่แสดงออกมาอีกด้วย
คำว่า ผู้ชนะนั้น ไม่ได้เหมือนการชนะในการแข่งขันกีฬา หรืออื่นๆทั่วๆไป
เพราะการชนะในทางศาสนานั้น หมายถึงสามารถขจัด ควบคุม ป้องกัน สิ่งที่เรียกว่ากิเลสทั้งมวล และยังอาจหมายรวมถึง สภาพการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติอีกด้วย
การบรรลุนิพพานนั้น ยังเป็นเพียงการบรรลุ ยังไม่ถึงขั้นสำเร็จ เพราะการจะสำเร็จนิพพานนั้น จำเป็นต้องสละทุกอย่าง ถึงแม้ไม่บวช ก็สำเร็จได้ ขึ้นอยู่กับ สภาวะจิตใจ และความต้องการของบุคคลนั้นๆว่า จะสละ หรือขจัดทุกอย่างหรือไม่
การบรรลุถึงนิพพานนั้น สรีระร่างกาย ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานนิวเคลียส ที่มีทั้งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คือความเป็น อัตตา คือมีตัวมีตน สามารถมองเห็นเป็นรูปร่าง แต่โปร่งแสง มีฉัพพรรณรังสี เปล่งออกมาตลอดเวลาที่มีการแปรเปลี่ยนทางสรีระร่างกาย
การบรรลุนิพพาน อีกรูปแบบหนึ่งนั้น สรีระร่างกาย ก็จะแปรเปลี่ยน เป็นธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ มนุษย์ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
การแปรเปลี่ยนของสรีระร่างกายนั้น หมายถึง การแปรเปลี่ยนทางสรีระร่างกายที่เป็นมนุษย์นี้แหละ แปรเปลี่ยนไปตามที่ได้อธิบายไป การแปรเปลี่ยนอย่างหลังนี้ เรียกว่า "อนัตตา" คือ ความไม่มีตัว ไม่มีตน
การบรรลุนิพพานที่ เรียกว่า "อัตตา"นั้น สาเหตุ ก็เพราะ มีความหลง หรือความห่วง อะไรบางอย่าง อันเป็นอย่างละเอียด สุด จึงยังคงรูปให้สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สรีระร่างกายก็แปรเปลี่ยน จากมนุษย์ ไปสู่อีกมิติหนึ่ง
ส่วน การบรรลุนิพพาน ที่เรียกว่า "อนัตตา"นั้น หมายถึง ไม่หลง ไม่ห่วง หลุดพ้นจากวัฏจักร อย่างสิ้นเชิง สรีระร่างกาย จะแปรเปลี่ยน เป็นอากาศธาตุ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
แต่ยังคงมีรูป อันเป็นรูปที่มนุยษ์มองไม่เห็น
การแปรเปลี่ยนทางสรีระร่างกาย เมื่อบรรลุนิพพานนั้น จะแตกต่างจาก รูปร่างหรือสรีระร่างกายของ โอปปาติกะ เช่น เทวดา รุกขเทวา เจ้าที่ ฯลฯ เพราะ รูปร่าง ของโอปปาติกะ นั้น มีธรรมอยู่น้อย
แต่ผู้บรรลุนิพพาน สำเร็จด้วยธรรม จึงสามารถ กำหนดได้ คือ ที่ว่า เป็น "อนัตตา"นั้น จะกำหนดให้เห็นเป็นรูปร่าง ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ได้ เช่นกัน
อธิบายมาพอสมควร เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่าน ก็โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และคิดพิจารณาด้วย ขอรับ
เพราะข้าพเจ้าไม่ท้าให้พิสูจน์ตัวข้าพเจ้า ขอรับ<O:p</O:p




อ๋อ...คุณว่าคุณเห็นนิพพานแล้วว่างัน........ลองเล้าสภาวะ ต่างๆๆที่เกิดขึ้นในระดับต่างๆๆให้ฟังหน่อยสิครับ.........จะได้รู้ด้วย (ไม่ต้องระเอียดก็ได้นะครับ)

Saint Telwada
06-05-2008, 07:22 AM
อ๋อ...คุณว่าคุณเห็นนิพพานแล้วว่างัน........ลองเล้าสภาวะ ต่างๆๆที่เกิดขึ้นในระดับต่างๆๆให้ฟังหน่อยสิครับ.........จะได้รู้ด้วย (ไม่ต้องระเอียดก็ได้นะครับ)

ตอบ...
คุณขอรับ ข้าพเจ้า ไม่เคยบอกว่า ข้าพเจ้าเห็นนิพพาน แต่ข้าพเจ้าบอกว่า
ข้าพเจ้า ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และฝึกปฏิบัติ จนได้ผลชัดแจ้งแล้วว่า
นิพพาน มี ลักษณะอย่างไร (กรุณา อ่านกระทู้ ให้ละเอียด และอย่างช้าๆ)

เมื่อบุคคลใดใด บรรลุถึงนิพพาน นั่นหมายความถึง ว่า บุคคลนั้นๆ บรรลุหรือสำเร็จอรหันต์ด้วย เหตุเพราะ ในชั้น อรหันต์ กับนิพพานนั้น คาบเกี่ยวกัน
ลักษณะของอรหันต์และนิพพานนั้น แตกต่างกันไม่มากนัก และจะไปไปมามา ตามสภาพสภาวะจิตใจว่า จะสามารถขจัด หรือจำเป็นต้องติดไว้ เพื่อการดำรงชีวิตในสังคมเป็นอยู่ทั่วไป เหตุที่กล่าวว่า จำเป็นต้องติดไว้นั้น เหตุเพราะการเป็นอยู่ในโลกมนุษย์ ถึงแม้จะสำเร็จอรหันต์ บรรลุนิพพาน ก็ยังต้องเกี่ยวข้องอยู่กับสรรพสิ่งต่างๆ อันก่อให้เกิดกิเลส อย่างละเอียดสุด อันเป็นสาเหตุหรือข้อจำกัด ในการที่ฝึกตนให้สำเร็จนิพพาน
เพราะนิพพานนั้น ก็เป็นเพียงแค่ขจัดสภาพสภาวะจิตใจอันที่เรียกว่า กิเลส ความติดหลงในสรรพสิ่ง พอขจัดได้ สภาพสภาวะของสรีระร่างกาย ก็จะโปร่งแสงทุกส่วน จะให้มนุษย์ทั่วไปมองเห็นก็ได้ หรือมนุษย์ทั่วไป จะมองไม่เห็น หมายความว่า หายไปต่อหน้าต่อหน้า แล้วก็กลับมองเห็นอีก อย่างนี้เป็นต้น หรือจะมองเห็นโปร่งแสง มีแสงสีต่างๆ ถ้าส่วนใดในสรีระร่างกาย หรืออวัยวะส่วนใดของร่างกาย ไม่ว่าภายในภายนอก ยังมีคลื่นแห่งกิเลส อันขจัดไม่ออก ก็จะมีสีดำ หรือเกือบดำ คือ ดำจางๆ อย่างนี้เป็นต้น
สภาพสภาวะจิตใจเคยได้กล่าวไปหลายครั้งแล้วว่า จะว่าวางเฉยก็ไม่ใช่ จะว่าไม่วางเฉยก็ไม่ใช่ มันจะเป็นสภาพสภาวะจิตใจที่ผสมผสานกันหลายรูปแบบ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นสภาพสภาวะจิตใจ ที่มีอยู่ก่อนที่จะได้สัมผัส หรือมีอยู่ก่อนที่สรีระร่างกายจะแปรเปลี่ยนเป็นนิวเคลียส

คีตเสวี
06-05-2008, 11:50 AM
ดีครับ สาธุ ถกกันในธรรม

บัญฑิตพึงแสดงธรรมด้วยเมตตา ปรารถนาดี เผื่อแผ่ อารีย์ ดั่งมารดาให้ความรักบุตร

เพื่อยังความไม่เข้าใจให้ ยังความเข้าใจแล้วให้เข้าใจยิ่งขึ้น ให้ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ แก้ความเห็นผิดที่มีอยู่ในตน

ขอที่หนึ่งให้ท่านมีที่ยืน ด้วยเมตตาครับhttp://board.palungjit.com/images/icons/icon_06.gif

Saint Telwada
06-05-2008, 07:04 PM
อนึ่ง บุคคลจะบรรลุนิพพานได้นั้น ต้องผ่านการฝึกฝน ทั้งด้านความรู้ และหลักธรรมคำสอน หรือหลักวิชชา ที่ถูกต้อง อันจักนำให้บุคคลนั้นๆ บรรลุชั้นอริยะบุคคลตั้งแต่ โสดาบัน เป็นต้นไป
ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า ต้องมีหลักธรรมคำสอน หรือหลักวิชชาที่ถูกต้องนั้น ก็เพราะ หลักการทางศาสนา จักต้องเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ที่ว่าจักต้องเป็นความรู้หรือหลักวิชชา หรือหลักคำสอน อันเป็นไปตามธรรมชาติ นั้น ย่อมหมายถึง วิถีชีวิต การดำรงชีวิต พฤติกรรม ทั้งภายในภายนอก ของแต่ละบุคคล ครอบครัว จนไปถึงสังคมระดับประเทศ และระดับโลก
หลักมีหลักการหรือคำสอน หรือหลักธรรมหรือหลักวิชชา ที่ถูกต้องแล้ว ย่อมสามารถคิดพิจารณาให้เชื่อมโยงสัมพันธ์ เกี่ยวข้องตามหลักธรรมชาติ ที่เป็นจริง อันย่อมสามารถเป็นปัจจัยทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกาย นั่นหมายความว่า บุคคลนั้นๆ ย่อมสามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลส อันได้แก่ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก สภาพสภาวะจิตใจรูปแบบต่างๆ ให้ออกจากร่างกาย และสิ่งที่ถูกขจัดออกมานั้น ก็คือฉัพพรรณรังสี นั่นเอง

Saint Telwada
06-05-2008, 07:14 PM
อีกประการหนึ่ง หลายๆท่าน อาจจะมีข้อสงสัยว่า ฉัพพรรณรังสีนั้น มีอันตรายต่อผู้คนรอบข้าง หรือไม่ เพราะข้าพเจ้าบอกว่า ฉัพพรรณรังสี ก็คือ คลื่นความคิด อารมณ์ ความรู้สึก สภาพสภาวะจิตใจรูปแบบต่างๆ ซึ่ง ก็คือ กิเลส
คำตอบ..ก็คือ
ไม่เป็นอันตราย มีแต่คุณประโยชน์
เพราะฉัพพรรณรังสีที่เปล่งออกมานั้น ยกเว้นสีดำ คือคลื่นที่มีพลังงานสูง และได้สลายอาสวะแห่งกิเลสแล้ว คือสลาย คลื่นความคิด อารมณ์ ความรู้สึก และสภาพสภาวะจิตใจรูปแบบต่างๆ
หรือถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น ฉัพพรรณรังสีที่เกิดขึ้นนั้น ได้กลั่น และกรอง พร้อมทำลาย คลื่นแห่งอาสวะต่างๆ ให้หมดสิ้นไปแล้ว และฉัพพรรณรังที่ปรากฏออกมา ก็จะมีสีแสง แตกต่างกันไป ตามแต่สภาพความคิด อารมณ์ ความรู้สึก และสภาพสภาวะจิตใจ
ยกเว้น สีดำ เพราะสีดำที่ปรากฏให้เห็นนั้นแสดงว่า คลื่นแห่งอาสวะแห่งกิเลสมีมาก ถ้าสีดำเข้ม ก็พิโรธมาก ถ้าสีดำจางหน่อย ก็อารมณ์ขุ่นมัว ฉัพพรรณรังสี สีดำนั้น อาจไหลไปเข้าสู่บุคคลใดก็ได้ ถ้าเขาผู้นั้นสมาธิไม่ดีพอ และบุคคลใดที่ฉัพพรรณรังสีสามารถไหลเข้าไปได้ ก็จะมีอารมณ์ฉุนเฉียว อาจจะหลายนาที หลายชั่วโมง หรือหลายวัน ก็เป็นได้

Saint Telwada
06-05-2008, 07:30 PM
ฮ่า ฮ่า ฮ่า ปัญญาต่ำอย่างคุณ อยากลองดีใช่ไหม ได้เลย แล้วจะได้เห็นว่า ของจริง หรือของปลอม ฮ่า ฮ่า ฮ่า
และจงรู้ไว้ ว่า อย่าหวังว่า ข้าพเจ้าจะเข้ามาสอนอีก ฮ่า ฮ่า ฮ๋า

Saint Telwada
06-05-2008, 07:54 PM
ท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง ถ้าบุคคลผู้ใช้ชื่อว่า "iofeast" ยังลอยนวลอยู่ได้ หรือเข้ามาก่อกวนได้
ภัยพิบัติทางธรรมชาติ จะรุนแรงเพิ่มขึ้น อย่างแน่นอน ปกติในปีนี้ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ก็เริ่มมีความรุนแรงให้เห็นผิดปกติอยู่แล้ว
แต่ถ้า มันผู้ใช้ชื่อว่า "iofeast" เข้ามาก่อกวน หรือยุยงยุแหย่ อีก ภ้ยพิบัติทางธรรมชาติ จะรุนแรงขึ้น
ถ้ายังขัดขืน ข้าพเจ้าก็จะยุแหย่ยุยงว่า ถ้า ผู้ใช้ชื่อว่า "iofeast" ยังมีชีวิตอยู่ในโลก ภัยพิบัติทางธรรมชาติ จะรุนแรงเป็นทวีคูณ และไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่า มันผู้ใช้ชื่อว่า "iofeast" จะไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้เท่านั้น ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ จึงจะทุเลาเบาบางลงไป ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

มาถึงตอนนี้ แสดงว่าทุกคน อยากลองของว่างั้นเถอะ ได้เลย แล้วจะได้รู้กันว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่เข้ามาสอน จะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตามที่ข้าพเจ้าบอกไว้หรือไม่
ทีมงาน อย่าลบนะ เพราะทีมงาน ต้องรับผิดชอบด้วย ฮ่า ฮ่า ฮ่า

<!-- / message -->

iofeast
06-05-2008, 08:09 PM
ฮ่าฮ่าฮ่า การอ่านมลภาวะ หรือ ขยะ ทางหน้าเว็ปจะช่วยลดภัยภิบัติได้อย่างไรหนอ ฮ่าฮ่าฮ่า

www.psychiatry.or.th (http://www.psychiatry.or.th)

ด่วนเลยจ้าพี่น้องเอ๋ย

โปเต้ผู้ใฝ่ธรรม
06-05-2008, 09:00 PM
วางมวยกันแร้ว

SuperHadeS
07-05-2008, 12:01 AM
ท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง ถ้าบุคคลผู้ใช้ชื่อว่า "iofeast" ยังลอยนวลอยู่ได้ หรือเข้ามาก่อกวนได้
ภัยพิบัติทางธรรมชาติ จะรุนแรงเพิ่มขึ้น อย่างแน่นอน ปกติในปีนี้ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ก็เริ่มมีความรุนแรงให้เห็นผิดปกติอยู่แล้ว
แต่ถ้า มันผู้ใช้ชื่อว่า "iofeast" เข้ามาก่อกวน หรือยุยงยุแหย่ อีก ภ้ยพิบัติทางธรรมชาติ จะรุนแรงขึ้น
ถ้ายังขัดขืน ข้าพเจ้าก็จะยุแหย่ยุยงว่า ถ้า ผู้ใช้ชื่อว่า "iofeast" ยังมีชีวิตอยู่ในโลก ภัยพิบัติทางธรรมชาติ จะรุนแรงเป็นทวีคูณ และไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่า มันผู้ใช้ชื่อว่า "iofeast" จะไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้เท่านั้น ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ จึงจะทุเลาเบาบางลงไป ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

มาถึงตอนนี้ แสดงว่าทุกคน อยากลองของว่างั้นเถอะ ได้เลย แล้วจะได้รู้กันว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่เข้ามาสอน จะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตามที่ข้าพเจ้าบอกไว้หรือไม่
ทีมงาน อย่าลบนะ เพราะทีมงาน ต้องรับผิดชอบด้วย ฮ่า ฮ่า ฮ่า

<!-- / message -->


ตลกมากเลย ผู้สูงส่งใช้ภาษาอย่างนี้เนี่ยนะ สงสารเมีย ลูกตัวเองบ้างนะ(eek) (eek) (eek) (eek)