View Full Version : กาย จิต ใจ ใครคือเรา
k.kwan
29-04-2008, 08:52 AM
กายนี้เกิดมาแต่ไหนหนอ
จิตนี้เกิดมาแต่ไหนหนอ
ใจนี้เกิดมาแต่ไหนหนอ
อันไหนคือเราหนอ
k.kwan
29-04-2008, 09:16 AM
กรรมเกิดจากเหตุ จิต ใจ กาย ประมวลผลสู่การกระทำ
ผลของกระทำเกิดเป็นกรรม
กิเลสเกิดจาก การปรุงของจิตเรา
เมื่อมีเหตุมากระทบ จิตปรุงแล้วส่งไปที่ใจ
ใจชิมแล้วเกิดเป็น(จิต)อารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง
ใจรู้แล้วไม่วางเฉย ก่อให้เกิดการกระทำ(กรรม)
ใจเราทำกรรม ก็รับผลของกรรมไปเพียวๆ
ทั้งคนแช่ง และคนถูกแช่ง ต่างก็ทำกรรมด้วยใจ
ต่างก็รับผลกรรม ไม่ว่ากรรมดี หรือกรรมชั่ว
ก็ต้องก้มหน้ารับกรรมกันไป ตามกฏแห่งกรรม
ถ้าไม่เหนื่อย ไม่ท้อ ทำกันไป ไม่มีความรู้สึก
เราก็คือ หุ่นยนตร์ หรือ R2D2 ของวงจรวัฏสงสาร<!-- / message -->
rawiphan
29-04-2008, 07:57 PM
กายนี้เกิดมาแต่ไหนหนอ
จิตนี้เกิดมาแต่ไหนหนอ
ใจนี้เกิดมาแต่ไหนหนอ
อันไหนคือเราหนอ
ไม่มีเรามีเขาจะเที่ยวหาอะไรกับสิ่งที่ไม่มี
อกิริยาทั้งนั้นคุณ
k.kwan
02-05-2008, 10:52 AM
เม้นท์นี้คุยกะตัวเอง ตามประสาคนโง่
ความฝัน หรือ จิตคิด
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=126495
---------------------------------------
ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น
เมื่อมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป
มาดูที่จิตต่อไปอีก ไม่ต้องกังวลใจ
พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอๆ
สติคอยกำหนดควบคุมอยู่อย่างเงียบๆ (รู้อยู่)
ไม่ต้องวิจารณ์กิริยาจิตใดๆ ที่เกิดขึ้น
เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น
เป็นไปเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ เข้าใจกิริยาหรือพฤติแห่งจิตได้เอง
(จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต)
ทำความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด
สังเกตอารมณ์ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
---------------------------------------------
ฝากเก็บไว้ดูเล่นๆ
สื่อสารเพื่อการถ่ายทอดธรรม อย่างไรทำให้คนเข้าใจได้ ไม่ต้องทะเลาะ?
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=132393
------------------------------
ยุคข่าวสารไร้พรมแดน
รวดเร็วประดุจกามนิจหนุ่ม บางที
การบริโภคข่าวสารอาจถึงขั้นมึนเมา
หากเอาแต่รับเติมใส่ ไม่มี
บันยะบันยัง
ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด
ความรู้ที่มาก หากขาดการสรุป
การกลั่นกรอง ก็อาจทำให้ท้องอืด
ท้องเฟ้อ
ความรู้ที่มาก สื่อความหมาย
ที่ส่ง ผู้รับรับได้ตรงตามต้องการ
หรือไม่
ผู้ส่งไม่เก่งก็ล้มเหลว
ผู้รับไม่เก่งก็ผิดพลาด
สื่อความหมายที่กระจายออก
ไป หลายครั้งที่บิดเบี้ยวกลายเป็น
พิการ
หยุดก่อน !
เราคงจะต้องตั้งสติให้มากขึ้น
เพื่อเตรียมเป็นเครื่องมือชั้นดี
และเครื่องส่งชั้นยอด
ชีวิตนี้มีปัญหา ปัญหามีมาก
แก้ไขไม่ตก
ความมัวเมานั้นหนึ่ง
ความเอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์
นั้นหนึ่ง
กลับไปคิดว่า เขาอยากอ่านหนังสื่อ
เขาใจน้อย กลับหาว่า เขา
เกลียดเรา
เรื่องนี้สรุปว่า...
ยุคที่ภาษาไทยอ่อนแอ
เด็กนักเรียนเรียงความไม่
ค่อยถูก จับใจความไม่ค่อยเป็น
ความรู้ภาษาไทยจึงไม่แตกฉาน
เป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ในการ
ก้าวหน้าสู้วิชาการอื่นๆ
ยิ่งอ่อนภาษาก็ยิ่งสื่อความ
หมายผิดๆพลาดๆ เป็นมหันตภัย
ใต้น้ำ ยากจะเห็น ยากจัรู้
เรื่องนี้สรุปว่า...
ครูภาษาไทยถูกกล่าวโทษ
ทุกครั้งที่นักการเมืองโต้คารมใน
รัฐสภาอันทรงเกียรติ
ไปไหนมา สามวาสองศอก
ถามไมาตอบไป คนละฝั่งคลอง
พูดจาวกวน เวียนไปเวียน
มา น่าเบื่อ เพราะไร้สาระ
ภาษาไทยพื้นฐานที่ดี อาจ
จะได้นักการเมืองที่พูดดีตามไปด้วย
เรื่องนี้สรุปว่า...
ฟังความ พูดคุยโต้เถียง
หากไม่มีศาลาพัก ก็คงจะยืดยาว
ไปอีหลายกิโล
ทั้งเหนื่อย ทั้งไม่ได้ใจความ
น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งก็ดูโหรงเหลง
คงต้องตั้งสติด้วยการหัดขมวด
หัดจับประเด็นให้ชัด
เปลืองน้ำลายกันมานาน
เรื่องนี้สรุปอย่างไรดี
วาทศิลป์อาจด้อย ตอบโต้ไม่
เก่ง บรรยายไม่น่าฟัง
แต่ขอให้ฟังเป็นแสนจะ
โชคดี
เรื่องราวมีมากมาย แยก
ประเด็น เนื้อหามีอะไรบ้าง
เรื่องนี้สรุปว่าอย่างไร บอก
มาที
ในความมากมาย มากเนื้อหา
การฟังโดยไม่วิเคราะห์ จะทำให้ผู้
ฟัง(ตัวเรา) เหน็ดเหนื่อย ตื่นเต้น
เกินเหตุ
ค่อยๆ แยกประเด็น ค่อยๆ
แยกเนื้อหามีอะไร นำประเด็นต่างๆ
มาต่อเรียงร้อย ข้อความก็จะเด่นชัด
ฟังจนเพลิน เรื่องนี้สรุปว่า...
สายน้ำสายนี้จะไม่ปล่อยให้
ไหลไปตามยถากรรม น่าจะมีเขื่อน
มีบ่อพัก กักน้ำไว้เป็นระยะ เพื่อ
ชัดเจนในสิ่งที่ได้ฟัง ได้ยินหรือ
สนทนา
ฟังโดยไม่มีสรุป
เหมือนเดินโดยไม่
หยุดพัก มีแต่จะ
เหนื่อยตายเปล่า
เรื่องนี้สรุปว่า...
ระลึกดูก็เหมือน
การตั้งนโม ข้อมูล
แม้จะวุ่นวาย สับสน
น่าตกใจ แต่เมื่อมา
ลองทบทวน
เรื่องวุ่นจะสงบ
เรื่องน่าตกใจจะ
เป็นเรื่องเล็ก
เรื่องเครียดก็ผ่อนคลาย
สุ จิ ปุ ลิ ฟัง คิด ถาม
เขียน แค่ฟังก็สอบตกเสียแล้ว
ฟังด้วยสติ ระลึกรู้ตัวแล้วมา
คิด มาจับความให้เป็น สรุปเป็น
หากในสมรภูมิ ก็นับว่าตีถูกจุดแล้ว
ความคิดของมนุษย์จะเป็น
สามเหลี่ยมที่มี ๓ มุม ซ้าย ขวา
แล้วพุ่งขึ้นไปยอดสูงเป็นจุดสุดท้าย
สรุปสาระของเรื่องให้ออก
เพื่อจะได้เข้าใจผู้พูด
เพื่อจะได้เข้าใจว่าผู้พูด
ต้องการอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร
หลายๆครั้งที่ก่อเกิด
โศกนาฎกรรมขึ้นในชีวิต เรากับ
เขาไม่เข้าใจกัน พูดกันไม่คุยรู้เรื่อง
มัวแต่ใช้อารมณ์ มัวแต่ถือสา
มัวแต่เศร้าโศก เสียใจ
แต่กลับไม่พยายามจับ
ประเด็นที่กำลังเกิดขึ้น
เรื่องนี้สรุปว่า...
คงจะเป็นถ้อยคำสิริมงคลอีก
คำ สำหรับคนที่ช่างพูด คนที่ขาด
สติจะได้ระลึกรู้ตัวและหันมาจัดการ
กับวจีกรรมของตัวเองให้เข้าที่
เข้าทาง
คุณภาพของงานจะดีขึ้้น
ตัวเราก็จะฉลาดขึ้น
มนุษยสัมพันธ์ดีขึ้น
ปัญหาชีวิตคลี่คลายลง
ขอให้สรรพสิ่ง เพื่อนร่วม
ทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ตั้งสติให้มั่น
อย่าตื่นเต้น โวยวาย
อย่าใจร้อน
ฟังความอย่าด่วนตัดสิน
แต่ขอให้ลองสรุปเนื้อความเสมอๆ
เพลงแห่งความสุข สงบ
จะได้มีโอกาสบรรเลงกับเขามั่ง
ขอให้โชคดี
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=137176
<!-- / message -->
k.kwan
11-05-2008, 10:02 AM
ความคิด ไม่ใช่ตัวเรา เรียกว่า จิต
อารมณ์ ไม่ใช่ตัวเรา เรียกว่า จิต
ความรู้สึก ไม่ใช่ตัวเรา เรียกว่า จิต
ตัวเราที่เเท้จริง เรียกว่า ผู้รู้ หรือ ผู้ดู จิตพุทธะ
เมื่อเรา สามารถที่จะเเยก กายออกจากกาย จิตออกจากใจ
เมื่อนั้น ตัวปัญญา ที่เเท้จริง จะเกิดเอง
-----------------------
ถ้าคิดแบบคนโง่ๆ จะได้ไหม
ถ้าคนโง่จะคิดว่า อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ไม่ใช่ตัวเรา
แต่รู้คือเรา อารมณ์เกิด ก็รู้ว่าอารมณ์เกิด รู้สึกเบื่อ หิว ง่วง ก็รู้
คิดถึงโดเรมอน ก็รู้
พอคนโง่คิดแบบนี้แล้ว ปัญญาจะเกิดในระดับหนึ่งไหม
หรือว่าคนโง่คิดไปเอง ตามประสาคนโง่
คนฉลาดเค้าทำไรกันน้อ
คนโง่ อยากอวดฉลาด ก็โง่นินา
คนโง่ อยู่เฉยๆ ก็โง่ป่าวหว่า
คนโง่ ทำแบบโง่ๆ จะดีไหมหว่า
ตอบประสาคนโง่
jinny95
11-05-2008, 10:38 AM
อิอิ
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 09:35 PM
จิตโง่ทำอะไรอยู่
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 09:36 PM
คนโง่ขอคุยกับคนโง่ได้ไหม
k.kwan
11-05-2008, 09:38 PM
ฮาโหล
ว่างหรอคะ
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 09:39 PM
ไม่ว่างยังโง่อยู่
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 09:40 PM
คุณขวัญทำไรอยู่
k.kwan
11-05-2008, 09:41 PM
ตอนนี้คนโง่ เริ่มเบื่อสงครามอะ ตามอ่านไม่ไหว อิอิ
รุสึกว่าอ่านแล้วไม่หายโง่ เลยไม่รุจะทำไรดี
มานั่งคุยตัวเอง จะโง่ขึ้นรึป่าวเนี่ย
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 09:42 PM
ต้องฉลาดขึ้นสิเพราะเรื่องทุกเรื่องเริ่มที่เราและจบลงก็ที่เรา
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 09:43 PM
ช่วงนี้เราก็ทุกข์เพราะเอาเรื่องคนอื่นมาใส่ตัวเราโง่ไหมหละจิตเรา
k.kwan
11-05-2008, 09:44 PM
ตอนนี้วันๆ มีแต่ความคิดบรรเจิดอะ ไม่รุคิดไรคิดได้คิดดี
สงสัยจะกลับเด็กอุแว๊ จินตนาการเยอะ
อารมณ์ไม่ค่อยกำเริบ
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 09:46 PM
ก็ลองเล่นกับจิตเด็กแล้ว ความสุขก็ไม่เที่ยง ถึงจะกดอารมณ์โกรธได้แต่ก็เป็นสภาวะที่ไม่เที่ยง
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 09:47 PM
ยิ่งจิตเด็กก็เล่นมาก ไม่คิดอะไรเล่นอย่างเดียวเลย
k.kwan
11-05-2008, 09:47 PM
ดูคนอื่นเหมือนดูละครอะ แต่ไม่ค่อยอินแล้ว
ไม่อยากหวังดีกะคนอื่นมาก เพราะตัวเองยังไม่รอดเรยยยย
กัวหวังดีจะกลายเปนหวังร้าย เลยหวังกลางๆแทน
k.kwan
11-05-2008, 09:50 PM
อืมจิตเด็กก็งั้นเนาะ แต่เกาะไม่เบื่อดี
พอดีต้องเล่นกะลูกเลยต้องอาศัย อะนะ
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 09:50 PM
ดูคนอื่นเหมือนครูของเราเค้าสอนเราให้รู้และเห็นความจริงของแต่ละคน การวางใจเป็นกลางนั้นยากเหมือนกันแต่ไม่น่าจะยากเกินความพยายาม ดูทุกวันเดียววันใดวันนึงก็แจ่มเองหละ
k.kwan
11-05-2008, 09:56 PM
เวลาไม่มีอารมณ์เกิดก็ดีเนาะ ไม่วุ่นวายต้องขอบใจทุกคน
ที่เวลาแค่สองเดือนทำให้เรา เปลี่ยนมุมมองไปเยอะ ไม่คิดว่าสงบ
มันเกิดที่ใจเราได้ ถ้าคิดได้
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 09:58 PM
สงบก็ไม่เที่ยง เป็นสภวะหนึ่งเหมือนกันนะ
k.kwan
11-05-2008, 09:59 PM
แต่เห็นคนอื่นที่เขาสอนกันเก่งๆ ไม่หวั่นเสียงด่า เสียงขัดแย้งแล้ว
ต้องยอมรับน้ำใจของทุกท่านจิงๆ เงินก็ไม่ได้ ชื่อเสียงก็ไม่มี ถูกด่าอีก
แต่ก็ยังทนกันได้
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 10:01 PM
ถ้าคนมีเมตตาสูงๆเค้าโดนอะไรกระทบคงไม่เป็นไร
k.kwan
11-05-2008, 10:01 PM
ก็รู้ว่าทุกอย่างไม่เที่ยงนะ แต่ก็ค่อยเป็นไป
จากวุ่นวายมาสงบ มาเบา เดี๋ยวก็มีเปลี่ยนอีก
ก็เฮ้อ ทำไปตามกำลัง
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 10:02 PM
แต่ไม่ชอบที่ต้องว่ากันแรงๆสอนในข้อธรรมจะดีกว่า
k.kwan
11-05-2008, 10:03 PM
คุณผีเสื้อฝึกกรรมฐานมานานยังคะ
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 10:03 PM
เดียวคงต้องไปก่อนนะ ขอให้เจริญในธรรม
สันโดษ
11-05-2008, 10:03 PM
ตั้งกระทู้ช่วย ขันธ์น้อย อยุ่ข้างบน
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 10:04 PM
ส่งข้อความสว่นตัวไปได้รับไหม
ผีเสื้อราตรี
11-05-2008, 10:04 PM
ประมาณ1ปี
jinny95
12-05-2008, 09:00 AM
สอนนู๋บ้าง สอนนู๋บ้าง พิจารณาอะไรกันอยู่เหรอ
k.kwan
12-05-2008, 11:20 AM
ไม่ได้สอนกันหรอก คุณจินนี่
แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันแค่นั้น
แล้วก็คุยกะตัวเองบ้างตามโอกาส
คุนกะคนอื่น เค้าเอาไปปรุงมั่งไม่ปรุงมั่ง
คุยกะตัวเอง ก็จบแค่ที่เรา แค่นั้นอะค่ะ
ปล.เผื่อเราคิดไปไกล อาจมีคนใจดีมาสะกิดบ้าง อิอิ
คิดเดียวอาจมีหลุดโลก เด๋วกู่ไม่กลับไปอยู่ไหนก็ไม่รุ อะนะ
jinny95
12-05-2008, 11:31 AM
สำหรับพี่ขวัญคงหลุดลงหลุมดำยาก เพราะ เมตตาต่อตน เมตตาต่อผู้อื่น ถ่อมตน คิดบวก รู้จักเลือกมุมที่ควรพิจารณา มีสมถะ งดก่อเวรชั่ว
โอ้ย เยอะแยะไปหมด สรุปว่า สัมมาทิฐิ นั่นแล
OLDMAN AND A CAR
12-05-2008, 07:15 PM
กรรมเกิดจากเหตุ จิต ใจ กาย ประมวลผลสู่การกระทำ
ผลของกระทำเกิดเป็นกรรม
กิเลสเกิดจาก การปรุงของจิตเรา
เมื่อมีเหตุมากระทบ จิตปรุงแล้วส่งไปที่ใจ
ใจชิมแล้วเกิดเป็นอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง
ใจรู้แล้วไม่วางเฉย ก่อให้เกิดการกระทำ(กรรม)
ใจเราทำกรรม ก็รับผลของกรรมไปเพียวๆ
ทั้งคนแช่ง และคนถูกแช่ง ต่างก็ทำกรรมด้วยใจ
ต่างก็รับผลกรรม ไม่ว่ากรรมดี หรือกรรมชั่ว
ก็ต้องก้มหน้ารับกรรมกันไป ตามกฏแห่งกรรม
ถ้าไม่เหนื่อย ไม่ท้อ ทำกันไป ไม่มีความรู้สึก
เราก็คือ หุ่นยนตร์ หรือ R2D2 ของวงจรวัฏสงสาร<!-- / message -->
.....ทุกท่าน...มาคนเดียว..และ กลับ ไปเพียงคนเดียว....ไม่สามารถนำพาอะไรติดตามตนไปได้นอกจาก กรรม ....เมื่อกรรมสิ้นสุด...เหตุปัจจัยสิ้นสุด...ท่านก็ไม่ ต้องมา และ ไม่ต้องไป อีกต่อไป....กรรมจะสิ้นสุดได้อย่างไร...หาก เรายังข้องเกี่ยวกับเวไนยสัตว์ ฉะนี้....หากเหนื่อยล้าก็ปล่อยวาง....ทุกอย่างคือความว่างเปล่า
k.kwan
13-05-2008, 08:27 AM
วันนี้มีเรื่องอยากเขียนแต่จะแปลกหรือไม่นั้นอยู่ที่ท่านผู้อ่านจะพิจารณา
คนเรานั้นเมื่อมีของของอยู่ที่ตัวมักไม่เห็นคุณค่า
พอของนั้นสูญหายไปก็เดือดเนื้อร้อนใจเป็นทุกข์
โทษตัวเอง โทษคนอื่น ทุกข์2เด้ง
สร้างกรรมที่ใจตนเอง แถมยังไปสร้างกรรมให้ใจคนอื่นอีก
พอมีคนบอกให้มองมุมใหม่สิ
คนเรานั้นเมื่อมีของของอยู่ที่ตัวให้ใช้สติ
พิจารณาคุณค่าของสิ่งนั้นเสมอๆ ให้รู้คุณค่าเสมอๆ
พอของนั้นสูญหายไปก็อย่าไปทุกข์ เพราะของนั้นหายไปแล้ว
ทุกสิ่งไม่เที่ยง ทุกข์ไป ตามหาไป ใช่ว่าจะได้คืนมา
อย่าโทษตัวเอง อย่าโทษคนอื่น อย่าทุกข์2เด้ง
อย่าสร้างกรรมที่ใจตนเอง อย่าไปสร้างกรรมให้ใจคนอื่นอีก
ตอนนี้เราทำแบบไหนกันเนี่ย
หรือไม่ใช่ทั้งสองแบบ
คนเรามักจะเลือกตามที่ตัวเองเห็นมั้ง
คนส่วนใหญ่เขาเลือกทำแบบไหนกันน้อ
คนฉลาดกะคนโง่เลือกเหมือนกันรึป่าวน้อ
จะเลือกจะเอาแบบไหน ก็เลือกเอาน้อ
ตอนนี้ยังเลือกได้อยู่น้อ
เลือกอันไหนดีน้อ
jinny95
13-05-2008, 10:28 AM
ทำอย่างไรให้ไม่เบียดเบียนตนทั้งวันนี้ และวันหน้า ก็แจ๋วแล้ว
k.kwan
13-05-2008, 11:46 AM
เรื่องขำๆ ขำจริงป่าว ก็ไม่รู้นะแล้วแต่ใจผู้อ่าน
เกี่ยวกับสัญญาเก่าข้อมูลดั้งเดิม
คนหนึ่งทำมีดบาดตัวเอง รู้สึกมือเจ็บ กูเจ็บ กูทำเองเจ็บเอง น่าโมโหตัวเองชะมัด
คนหนึ่งทำมีดบาดตัวเอง รู้สึกมือเจ็บ กูเจ็บ กูทำเองเจ็บเองพอละ
คนหนึ่งทำมีดบาดตัวเอง รู้สึกมือเจ็บ กูเจ็บ พอละ
คนหนึ่งทำมีดบาดตัวเอง รู้สึกมือเจ็บ พอละ
คนหนึ่งทำมีดบาดตัวเอง รู้ว่ามีดบาดมือ ก็รักษาบาดแผล พอละ
ใจจะเลือกอย่างไรดี จิตเค้าปรุงมาให้แล้ว ใครปรุงแบบไหน ก็นะ...เลือกได้ปะ
จิตเรานี้มันหลอกให้เราเต้นตามเป็นจังหวะ แทงโก้ ร๊อค สโลว์ ชะชะช่า มันส์จริงๆ
หลงไปกะจิต ก็เต้นตามอินในอารมณ์ อร่อยเหาะ สนุกจนหลงไหล ไม่เลิกรา
คนหนึ่งคน ถ้ามีคนทำให้เจ็บ รู้สึกเจ็บ กูเจ็บ มึงทำกูเจ็บ กูโมโห กูแค้น กูจะเอาคืน กูโคตรฉลาด
คนหนึ่งคน ถ้ามีคนทำให้เจ็บ รู้สึกเจ็บ กูเจ็บ มึงทำกูเจ็บ พอละ กู้รู้แล้ว กูหยุดแค่นี้
คนหนึ่งคน ถ้ามีคนทำให้เจ็บ รู้สึกเจ็บ กูเจ็บ พอละ กู้รู้แล้ว กูหยุดแค่นี้
คนหนึ่งคน ถ้ามีคนทำให้เจ็บ รู้สึกเจ็บ กู้รู้แล้ว กูหยุดแค่นี้
คนหนึ่งคน ถ้ามีคนทำให้เจ็บ รู้ว่ามีคนทำให้เจ็บ เดี๋ยวก็หาย กูพอแล้ว กูโง่ป่าวหว่า
ใครจะคิดแบบไหนอยู่ที่โปรแกรมที่เราเคยบันทึกไว้รึป่าวนะ
ถ้ารู้แล้วอยากเปลี่ยนโปรแกรมเป็นรุ่นใหม่ไฉไลกว่าเดิม ได้ป่าวหว่า
หรือรู้ว่าเป็นกรรมยังชอบทำ สะใจ อร่อยเหาะ สนุกจนหลงไหล ไม่เลิกรา
ใครฉลาด ใครโง่ ใครจะเลือกโปรแกรมเดิม หรือตั้งโปรแกรมใหม่ก็ตามสบายนะ
ปล.ขอภัยที่ใช้สำนวนพ่อขุน นะคร้า
k.kwan
13-05-2008, 11:57 AM
ในโลกมนุษย์ของเรานี้ มีคนหลากหลาย ดี ชั่ว ปะปนกัน
มีพ่อแม่ ญาติ พี่น้อง มิตรสหาย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
มีคนเตือน มีคนสอน มีคนให้ มีคนรับ มีสารพัดตามแต่จะคิด
อ่อมีเจ้ากรรมนายเวร สุดที่รักตามติดมาด้วย มาสะกิดเมื่อไรก็ซวยไป
ถ้าไปโลกอื่น ที่เค้าแยกคนตามผลกรรม ดี อยู่ส่วนดี ชั่วอยู่ส่วนชั่ว
มีแต่โลกของตนเอง รับกรรมของตนเอง เพราะเป็นการชดใช้กรรม
ถ้าโชคดีได้ไปเสวยกรรมดี ก็รับโบนัสไป หมดบุญก็หล่นตุ๊บมาลำบากกันใหม่
คิดไปทำไมเรา อยู่กับปัจจุบันดีกว่าหนอ มีอิสระ เลือกได้ ทำได้ ถึงเวลาก็ไป
เห็นเขาเป็น ก็อยากเป็นตามเขา แล้วเป็นได้ไหมเล่า
เอาแต่คิด ไม่ยอมริ ลงมือทำ
ไม่ได้ตามที่อยาก แล้วจะอยากไปทำไมเล่า
ป่วยการเปล่า เราเป็นเรา เราคือเรา กรรมของเรา เพราะเราทำมาเองกะมือ
จะไปถือกะเค้า หรือถือของเรา ถือกันไป ถือกันนิรันดร ไม่จรจาก กันซะที
ถือกันไม่เลิกรา ชีวิตนี้ชีวิตไหนฉันก็จะถือจะแบกไป เฮ้อ หนักป่าวเนี่ย
แล้วมาบ่นทำไมเนี่ย ไม่วางซะที
อะหนอ อะหนอ พอรึยังเนี่ย บ้าป่าวเนี่ย
jinny95
13-05-2008, 12:45 PM
ว่าง ๆ ลองไป ดูการเกิดดับลึก ๆ สัก เดือนละ 2 - 3 วันตามวัดนะ เกิดมาชาตินี้ เพื่อไม่ให้เสียเวลาอย่างน้อย อบาย ต้องปิดมิด อย่างพี่คงได้ไม่ยาก
บุคคลทั่วไป 3 คน
13-05-2008, 05:24 PM
วางก็ไม่ได้
เลิกบ่นก็ไม่ได้
นั้นแหละ บังคับไม่ได้ จิตมันจะรักดี
jinny95
14-05-2008, 07:19 AM
ใครมีเพลงนี้ เวอร์ชั่น เhttp://board.palungjit.com/showthread.php?t=128076บน ชลาทิศ บ้าง
k.kwan
14-05-2008, 11:15 AM
ชลาทิศ
ไม่รู้จัก สงสัยคนละเจนเนอเรชั่น
jinny95
14-05-2008, 03:35 PM
แหม ๆ ของพี่ ต้อง แจ้ ดนุพล ช่ะ ม้า
k.kwan
14-05-2008, 11:02 PM
แม่นแร้ว คุณจินนี่ ก็วัยรุ่นอะนะ รุ่นน้องพี่แจ้ด้วยนะ
นี่นี่ มีเรื่องถามนิดส์นึง
วิปัสนาญาณ ที่ควรแก่การพิจารณา เกิดดับ
ควรมีสมาธิ ระดับใด
ปล. ตอนนี้ อยู่ขณิกเลเวลอะ ถามถูกปะคะ นู๋อ่อนง่ะ
ถ้าหลับตาจิตไม่ค่อยนิ่ง ส่ายเป็นชะชะช่าเรย
ถ้าลืมตาก็จดจ่อเป็นเรื่องๆ พอได้ จดจ่อ แป๊บๆ
ที่เห็นจ้อเยอะๆเนี่ย เรื่องจากจินตนาการทั้งนั้น
เหมือนนิยาย จิตมันสะแร๋นแป๋น เลยต้องมาระบายออก
ให้ล้นถ้วยไปเป็นตัวหนังสือ จะได้เลิกจดจ่อเรื่องเดิมๆ
มะมีอะไรในกอไผ่
Greenshade
14-05-2008, 11:07 PM
คนโง่ก็ใช่ว่าจะต้องโง่ไปตลอดนะครับ
jinny95
15-05-2008, 11:48 AM
แม่นแร้ว คุณจินนี่ ก็วัยรุ่นอะนะ รุ่นน้องพี่แจ้ด้วยนะ
นี่นี่ มีเรื่องถามนิดส์นึง
วิปัสนาญาณ ที่ควรแก่การพิจารณา เกิดดับ
ควรมีสมาธิ ระดับใด
ปล. ตอนนี้ อยู่ขณิกเลเวลอะ ถามถูกปะคะ นู๋อ่อนง่ะ
ถ้าหลับตาจิตไม่ค่อยนิ่ง ส่ายเป็นชะชะช่าเรย
ถ้าลืมตาก็จดจ่อเป็นเรื่องๆ พอได้ จดจ่อ แป๊บๆ
ที่เห็นจ้อเยอะๆเนี่ย เรื่องจากจินตนาการทั้งนั้น
เหมือนนิยาย จิตมันสะแร๋นแป๋น เลยต้องมาระบายออก
ให้ล้นถ้วยไปเป็นตัวหนังสือ จะได้เลิกจดจ่อเรื่องเดิมๆ
มะมีอะไรในกอไผ่
ไม่ต้องแนบสนิท ถึงขนาดสงบ นิ่ง เย็น ครับ ถ้าดิ่งลงไปแนบสนิทแล้ว สมาธิบังหมด ไม่เห็นการเคลื่อนไหวของจิตครับ ^-^
วิปัส กับ สมถะ แยกกันไม่ได้ครับ ถ้าจะเข้าวิปัสก็ต้องสมถะนำนิดหน่อย หรือ ได้วิปัสแจ้งรอบหนึ่งแล้ว ก็ต้องใช้สมถะช่วยในการละกิเลสอยู่ดี ^-^
ถ้าส่าย ก็ดูความส่ายนั้นไป มันก็มี 4 ฐานล่ะครับ
กาย คือ เลือด ลม น้ำหนอง กระดูก ร่าง
เวทนา คือ สุข ทุกข์ ทั้งภายใน ภายนอก
จิต คือ การเคลื่อนที่ของภายในสภาวะต่าง ๆ
ธรรม คือ ทั้งที่มองด้วยตาเปล่าภายใน และภายใน เช่น ความไม่เที่ยง เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ไม่พ้น 4 ฐานนี้ครับ ไม่จำเป็นต้องเรียงกันครับ วน ๆ กระโดด ๆ ไปมา ซึ่ง พิจารณาตรงนี้เป็นฐานสำหรับวิปัสต่อไปจะดีมากครับ
ปล. ไม่ต้องเชื่อนะครับ ลองทำดูว่ามันพ้น 4 ฐานนี้หรือไม่ :love:
k.kwan
15-05-2008, 02:26 PM
โอเค๊ โอเค
พี่ไม่เรื่องมาก ว่าง่าย ไม่ค่อยเถียง (คิดเองง่ะ สงสัยเข้าข้างตัวเอง)
จะลองทำดูนะ แร้วจะมารายงานผลแบบ CNN เรย
k.kwan
16-05-2008, 07:51 AM
ดูเพื่อรู้ รู้แล้วทิ้ง
ทำในสิ่งที่เป็นจริง
ปฏิบัติตนฝึกฝนจิต
ฝึกมหาสติ
เพื่อตื่นจากโลกมายา
ตื่นจากความงมงาย ในกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง
การคิดปรุงแต่ง เป็นไปเพื่อสร้างโลก
การหยุดคิดปรุงแต่ง พิจารณาตามจริงเพื่อรู้จักโลก
การละทิ้งสมบัติของโลก เพื่ออยู่เหนือการควบคุมของโลก
ต้องการอยู่เหนือโลก ต้องศึกษาปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น
ปล.ท่านมีสติเพียงพอที่จะทวนกระแสโลกหรือยังหนอ
<!-- / message -->
k.kwan
16-05-2008, 08:01 AM
มารายงานผลการปฏิบัติ
ตอนนี้ไม่เน้นนั่งสมาธิให้จิตรวมเป็นหนึ่งแล้ว
ตอนหลับตาใช้หลักการดูจิตคิด
(เพราะจิตคิดแสดงตัวชัดสุด เห็นง่ายดี) ดูลมหายใจ
ให้มีสติรู้ตัวตลอดเวลา ก็ดูจิตคิดมันส่ายไปส่ายมา
พอไม่รู้ตัวมันก็คิดปรุงไป พอรู้ตัวมันก็อายเลิกคิดแป๊บนึง
แล้วก็คิดใหม่ จิตลิงหนอจิตลิง
แต่ก็ดีรู้ตามจริง รู้ลูกเดียว ไม่เหนื่อยดี ไม่เครียดด้วย
ตอนลืมตาก็ดูไป รู้ลูกเดียว เหมือนสแกนไวรัส
เด้งขึ้นมาเมื่อไร ก็ดูให้มันอายไปเลย
มันจะดื้อด้านได้แค่ไหน ก็ให้มันรู้กันไป
อะหนอ อะหนอ
k.kwan
16-05-2008, 08:09 AM
คนโง่ก็ใช่ว่าจะต้องโง่ไปตลอดนะครับ
ข้าพเจ้ารู้สึกว่ายังโง่น้อยไปอะ ต้องเรียนรู้เพื่อให้โง่มากกว่านี้
เพื่อจะได้รู้ว่า it is what it is คำนี้ข้าพเจ้าคิดว่าคนโง่
เข้าใจง่ายกว่าคนฉลาด เพราะไม่คิดปรุงแต่ง แต่ให้รู้ตามจริง
คนที่รู้ตามจริงได้ คนที่รู้ว่า หินก็คือหิน น้ำก็คือน้ำ โลกก็คือโลก
ธรรมก็คือธรรม ไม่เที่ยงคือไม่เที่ยง เที่ยงคือเที่ยง
การหลุดพ้นคือการหลุดพ้น จะยังต้องการอะไรอีกหนอ
it is what it is หนอ
keawnum
16-05-2008, 08:24 AM
อ้าว เหรอ
jinny95
16-05-2008, 08:28 AM
มารายงานผลการปฏิบัติ
ตอนนี้ไม่เน้นนั่งสมาธิให้จิตรวมเป็นหนึ่งแล้ว
ตอนหลับตาใช้หลักการดูจิตคิด
(เพราะจิตคิดแสดงตัวชัดสุด เห็นง่ายดี) ดูลมหายใจ
ให้มีสติรู้ตัวตลอดเวลา ก็ดูจิตคิดมันส่ายไปส่ายมา
พอไม่รู้ตัวมันก็คิดปรุงไป พอรู้ตัวมันก็อายเลิกคิดแป๊บนึง
แล้วก็คิดใหม่ จิตลิงหนอจิตลิง
แต่ก็ดีรู้ตามจริง รู้ลูกเดียว ไม่เหนื่อยดี ไม่เครียดด้วย
ตอนลืมตาก็ดูไป รู้ลูกเดียว เหมือนสแกนไวรัส
เด้งขึ้นมาเมื่อไร ก็ดูให้มันอายไปเลย
มันจะดื้อด้านได้แค่ไหน ก็ให้มันรู้กันไป
อะหนอ อะหนอ
ดูมันไปว่า คิดอะไร ทำไมถึงคิด มันเกิดจากอะไร ผลของความคิดนั้นคืออะไร
ปล. แซวหน่อยเหอ ทำไวจังนะ ยิ่งทำบ่อย ยิ่งละเอียดขึ้น ยิ่งดูได้ลึกขึ้น ตอนนี้ เอา 4 ฐานนี้ก่อน :love:
k.kwan
16-05-2008, 08:52 AM
อ้าว เหรอ
--------
จิงดิ ซะงั้น
<!-- / message --><!-- sig -->
<!-- / message -->
k.kwan
16-05-2008, 09:18 AM
อ้างอิง:
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: 1px inset; BORDER-TOP: 1px inset; BORDER-LEFT: 1px inset; BORDER-BOTTOM: 1px inset">ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ k.kwan http://board.palungjit.com/images/buttons/viewpost.gif (http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1204040#post1204040)
ปล่อยให้รู้เกิด ดับ ตามจริง
แต่ใจไม่กระทำได้ไหม
ไม่เกิดการกระทำ
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ถ้าใจมันจะไม่กระทำ ก็ให้มันเป็นธรรมชาติของใจ
ไม่ต้องไปฝืนไม่กระทำ แค่รู้ มันก็ตื่น แค่เห็นมันวาง
ต้องดูจนให้ใจตั้งมั่น อะไรมากระทบก็ตก
จากคุณไฟสถิตย์
<!-- / message -->
k.kwan
16-05-2008, 09:27 AM
ประสบการณ์จากคนอื่น ตามไปดู ไปรู้ เฉยๆ
สอดรู้สอดเห็นนิดส์นึง ไม่ปรุงน้อ
<!-- End Post Groan Hack --><!-- start adv-->
อะหนอ แหนอ
<!-- / close content container --><!-- / post #1204100 --><!-- post #1204107 --><!-- open content container --><TABLE class=tborder id=post1204107 cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 0px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid"><!-- status icon and date -->http://board.palungjit.com/images/statusicon/post_new.gif วันนี้, 10:19 AM <!-- / status icon and date --></TD><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 0px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid" align=right>#18 (http://board.palungjit.com/showpost.php?p=1204107&postcount=18) </TD></TR><TR vAlign=top><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 0px solid; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 0px solid" width=175>เซลล์ (http://board.palungjit.com/member.php?u=215952)<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_1204107", true); </SCRIPT>
สมาชิก
http://board.palungjit.com/customavatars/avatar215952_1.gif (http://board.palungjit.com/member.php?u=215952)
เข้ามาครั้งสุดท้ายเมื่อ: วันนี้ 10:21 AM
วันที่สมัคร: Apr 2008
ข้อความ: 44 <!-- Start Post Thank You Hack -->
ได้ให้อนุโมทนา 198 ครั้ง
ได้รับอนุโมทนา 424 ครั้ง ใน 42 โพส <!-- End Post Thank You Hack -->
พลังการให้คะแนน: 0 http://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gif
</TD><TD class=alt1 id=td_post_1204107 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid"><!-- message -->โดยส่วนตัวก่อนที่จะมาอ่านหนังสือของอาจารย์ ประมาณ 8 ปีที่แล้ว ก่อนหน้านั้นผมก็เป็นคนหนึ่งที่แสวงหาคำตอบของชีวิตมานาน ว่าเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร คำตอบในตอนนั้นน่าจะเข้าหาทางธรรม น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ก็ลองผิดลองถูก ปฎิบัติมาหลายอย่าง ทั้งพลังจักรวาล กุฑลิณีโยคะ สมาธิแบบต่างๆ ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานคือต้องปฎิบัติสมาธิเทคนิคทั้งหมด ก็ฝึกฝนมาเรื่อยครับ แต่การปฎิบัติถ้าเทียบกับของพุทธแล้วก็เป็นการปฎิบัติในแนวสมถะอย่างเดียว จิตจะมีกำลังมาก อย่างที่หลายๆท่านรู้ครับ แต่ตอนนั้นค่อนข้างจะติดกับฌาญอยู่นาน ออกจากสมาธิแล้วก็เลวเหมือนเดิมครับ คือ ยังมีโลภ โกรธ หลงอยู่ (ยอมรับแบบไม่อายครับ อย่างน้อยอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้ามาอ่านได้ไม่มากก็น้อยครับ)
แต่ทุกครั้งเมื่อปฎิบัติจนชำนาญแล้ว (ในตอนนั่งสมาธิ) จิตมีกำลังสูง จะเห็นการเกิดดับของจิตแต่ละดวง จนสุดท้ายเข้าใจว่าอาการไม่เกิดไม่ดับเป็นอย่างไร พอถอนกำลังลงมา สิ่งที่คั่งค้างอยู่ในใจที่หาคำตอบไม่ได้ ก็ผุดขึ้นมาเป็นสายครับ พอออกจากสมาธิมาก็มานั่งทบทวนกับคำตอบที่ได้ ก็สามารถนำไปแก้ไขปัญหาได้ครับ
ถึงจะทำอะไรได้บ้าง เข้าฌาญ ออกฌาญ ได้อย่างชำนาญตามเทคนิคสมาธิ แต่กิเลส ตัณหาที่อยู่ในใจก็ยังไม่ลดลงไป เหมือนขับเรือได้ชำนาญแต่ไม่มีหางเสือครับ ก็เลยมานั่งคิดว่าหากเป็นอย่างนี้ต่อไป ก็ไม่น่าจะเวิรค์ ก็เลยเลิกหมด หันมาฝึกสติครับ ผลที่ได้ก็เหมือนกันตรงที่ว่าหากมีสติครบ สติตั้งมั่น เห็นอาการของจิตในปัจจุบัน และดับลงตรงนั้น สมาธิก็เกิดขึ้นเหมือนกัน โดยที่ไม่ต้องนั่งสมาธิ และเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ขัดแย้งกับการปฎิบัติตัวในชีวิตประจำวัน รู้สึกว่าความเลวลดลงไปเยอะครับ คนรอบข้างก็ happy มากขึ้น
และก็ได้มาอ่านหนังสือของ อ.ปริญญา ในช่วงที่ท่านสื่ออยู่แรกๆ เป็นรุ่นแรกๆครับ ก็เกิดความสงสัย ก็เลยได้โทรศัพท์ไปสนทนากับท่าน ในช่วงที่ท่านกำลังสื่ออยู่ เลยเกิดความเกรงใจไม่กล้าถาม ท่านก็เมตตาว่าไหนๆก็โทรมาแล้ว ก็ให้ถามมา
ก็ได้สนทนากับท่านพักนึง ในตอนนั้นจะรู้ถึงมายา คือ ได้กลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ตลอดเวลาครับ อีกวันนึงก็จะได้กลิ่นนั้นทั้งวันครับ
และได้ติดตามไปฟังท่านสื่อเหมือนกัน ก็จะได้รับทราบมายาเช่นนั้นเหมือนเดิมครับ
แต่ไม่ได้สนใจอะไรมากครับ ในช่วงนั้นสนใจเรื่องภัยภิบัติมากกว่า
พอเวลาผ่านไปช่วงนั้นยังไม่เกิด ก็เกิดความคิดแบบจิตมนุษย์ว่า ไม่น่าจะจริงในเรื่องภัยพิบัตินี้ แต่ก็ปฎิเสธความรู้ที่ท่านสื่อมาในหนังสือไม่ได้
เพราะก่อนหน้าที่จะรู้จักอาจารย์ ผมเคยนั่งสมาธิมาก่อน และเมื่อจิตสงบ และในขณะนั้นลองถามคำถามที่คาใจอยู่ ก็จะได้รับคำตอบที่ไหลมาเป็นสาย และเป็นคำตอบที่ไม่เคยทราบมาก่อนครับ
พอมาได้อ่านหนังสือของท่าน ก็แน่ใจว่ากระบวนการที่ท่านสื่อมาบอก สามารถทำได้จริงครับ เพียงแต่ท่านทั้งหลายลองฝึกฝนดูครับ ในหนังสือมีบอกใบ้ไว้แล้วครับ
สิ่งที่เพื่อนมนุษย์สามารถทำได้ดีที่สุดตอนนี้ ต้องพยายามละตัวตนในได้ครับ ไม่มีเขา ไม่มีเรา เข้าให้ถึงว่าเราเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร เข้าให้ถึงในทุกเวลาครับ
เรื่องภัยพิบัติ จิตใจที่เศร้าหมองทั้งหลาย คือเรื่องของเครื่องยนต์แห่งกรรม ไม่ใช่เรื่องของแก่นแท้แต่อย่างใดครับ
เมื่อท่านเข้าถึงความจริงข้อนี้ได้เลย การเปิดกลไกการทำงานของสมองในมิติที่สูงกว่า จะไม่ใช่เรื่องยากเย็นครับ
(เขียนจากประสบการณ์ส่วนตัวครับ อย่าเพิ่งเชื่อ และก็อย่าเพิ่งปฎิเสธนะครับ เพราะเราจะได้ช่วยกันในการรับข้อมูลอย่างไม่ผิดเพี้ยน โดยส่วนตัวแล้วเรื่องภัยพิบัติจะเกิดหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งที่ผมกังวลครับ แต่การตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท เป็นสิ่งที่สมควรทำครับ สิ่งใดที่เรารับมาและพิจารณาแล้วว่าช่วยให้เราสว่าง ช่วยให้เราคลายกิเลส ตัณหา ให้เบาบางลง ล้วนเป็นสิ่งที่ดีที่ควรทั้งนั้นครับ ธรรมชาติ ใจเรา ความคิดเรา ผู้คนรอบๆ ก็คือครูเราทั้งนั้นครับ)<!-- / message -->
</TD></TR></TBODY></TABLE>
jinny95
16-05-2008, 10:22 AM
อิอิ ดูทวารใจอย่างเดียวยังไม่ค่อยจะทัน
k.kwan
16-05-2008, 11:07 AM
อันนี้ก็ตามไปสอดรู้สอดเห็นเขาอีกน้า สนองตัณหาจิตลิงมัน
<!-- / close content container --><!-- / post #1204263 --><!-- post #1204265 --><!-- open content container --><!-- this is not the last post shown on the page --><TABLE class=tborder id=post1204265 cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 0px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid"><!-- status icon and date -->http://board.palungjit.com/images/statusicon/post_new.gif วันนี้, 10:55 AM <!-- / status icon and date --></TD><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 0px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid" align=right>#47 (http://board.palungjit.com/showpost.php?p=1204265&postcount=47) </TD></TR><TR vAlign=top><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 0px solid; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 0px solid" width=175>keawnum (http://board.palungjit.com/member.php?u=2188)<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_1204265", true); </SCRIPT>
สมาชิก
เข้ามาครั้งสุดท้ายเมื่อ: วันนี้ 11:44 AM
วันที่สมัคร: Jun 2005
ข้อความ: 427 <!-- Start Post Thank You Hack -->
ได้ให้อนุโมทนา 331 ครั้ง
ได้รับอนุโมทนา 1,259 ครั้ง ใน 454 โพส <!-- End Post Thank You Hack -->
พลังการให้คะแนน: 83 http://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gif
</TD><TD class=alt1 id=td_post_1204265 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid"><!-- message -->อ้างอิง:
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: 1px inset; BORDER-TOP: 1px inset; BORDER-LEFT: 1px inset; BORDER-BOTTOM: 1px inset">ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ ไร้กรรม http://board.palungjit.com/images/buttons/viewpost.gif (http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1204230#post1204230)
หลวงตา มหาบัว ท่านเทศนา ไว้ว่า
............
ในสมัย พุทธองค์...ธรรมะ อันเดียวกัน กิเลสอันเดียวกัน
กับ ธรรมะ ในปัจจุบัน กิเลส ในปัจจุบัน
...........
ดังนั้น...หลักในการปฏิบัติ..เพื่อถอดถอนกิเลส ...ก็ต้อง ใช้หลักอันเดียวกัน..ไช่ไหม่ครับ ใช้ธรรมอันเดียวกันไช่ใหมครับ
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ไม่รู้เหมือนกัน
แต่ธรรมคือทุกสิ่งทุกมวล รวมทั้งกิเลส และไม่มีกิเลสก็เป็นธรรม
พอใจไม่พอใจก็เป็นธรรม
อัตตา อนัตตาก็เป็นธรรม
ตัวเราไม่ใช่ตัวเราก็เป็นธรรม
ข้อธรรมไม่ใช่ข้อธรรมก็เป็นธรรม
แล้วจะเหลืออะไรให้ยึดอีกดี เพราะ ยึดไม่ยึดก็เป็นธรรม
เมื่อธรรมทั้งหลายในโลกล้วนไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา
ตัวธรรมของมันก็ไม่เที่ยงในตัวมันเอง ทั้งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซ้อนไปเรื่อยๆ
แม้นแต่สมมติที่ว่าสามารถนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ก็เป็นธรรม แต่ถ้าไม่ทิ้งสมมติที่เป็นประโยชน์แล้ว สมมตินั้นก็จะไร้ประโยชน์ไปในทันที เพราะรู้ธรรมแล้ว แต่ยังยึดธรรม แล้วธรรมนั้นก็จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปไม่มีที่สิ้นสุด อันเป็นกฏของวัฏสังสาร
จะออกจากวัฏสังสาร ต้องออกจาก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และอัตตา อันเป็นเหตุให้เกิดพบเกิดชาติอยู่เนืองๆ
มีใครไหมที่ละขันธ์ทั้ง 5 ได้แล้ว แต่ยัง ท่องจำขันธ์ทั้ง 5 ได้ขึ้นใจ ถ้ามีใครมาบอกว่าไม่ใช่ก็จะโกรธ แบบนี้เรียกว่าใช้ธรรมใช้สมมติให้เป็นประโยชน์ไม่ได้ เพราะไม่วางธรรม
เมื่อไม่รู้ธรรม จึงต้องทำให้รู้ธรรมด้วยทำ ทำแล้วรู้ธรรมแล้ว จึงวางทำและวางธรรม วางสิ่งรู้และไม่รู้ เพราะนั่นคือธรรม นั่นคือการวางธรรม
ตอบเอง งง เอง
</TD></TR></TBODY></TABLE>
งงเป็นเพื่อนกะตัวเองด้วยน้า
จากนู๋โง่จัง
k.kwan
16-05-2008, 11:43 AM
(นิโรธ)
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง โย ตัสสาเยวะ
ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การดับตัณหาความอยากให้หมดไปจากใจด้วยการ ละวาง ปล่อย และไม่คิดยินดีพัวพันอยู่กับตัณหาความอยากนั้นอีกเด็ดขาดคือ การดับทุกข์ให้หมดไปจากใจได้อย่างแท้จริง ฯ
(มรรค)
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค เสยยะถีทัง
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต
สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติเพื่อนำกิเลสให้หมดไปจากใจนี้ มี ๘ อย่าง คือปัญญาเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบความเพียรชอบ การระลึกชอบ และการตั้งจิตไว้ชอบคือ ข้อปฏิบัติเพื่อนำใจให้หมดจากกิเลสและดับความทุกข์
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=128846&page=5<!-- / message -->
k.kwan
16-05-2008, 12:06 PM
<!-- End Post Thank You Hack --><!-- Start Post Groan Hack --><SCRIPT type=text/javascript><!--function post_groan_give_1204690(){ fetch_object('post_groan_button_1204690').style.display = 'none' do_groan_add = new vB_AJAX_Handler(true) do_groan_add.onreadystatechange(groan_add_Done_1204690) do_groan_add.send('showthread.php?do=post_groan_add_ajax&p=1204690')}function groan_add_Done_1204690(){ if (do_groan_add.handler.readyState == 4 && do_groan_add.handler.status == 200) { fetch_object('post_groan_box_1204690').innerHTML = do_groan_add.handler.responseText }}function post_groan_remove_all_1204690(){ do_groan_remove_all = new vB_AJAX_Handler(true) do_groan_remove_all.onreadystatechange(groan_remove_all_Done_1204690) do_groan_remove_all.send('showthread.php?do=post_groan_remove_all_ajax&p=1204690') fetch_object('post_groan_button_1204690').style.display = '' }function groan_remove_all_Done_1204690(){ if (do_groan_remove_all.handler.readyState == 4 && do_groan_remove_all.handler.status == 200) { fetch_object('post_groan_box_1204690').innerHTML = do_groan_remove_all.handler.responseText }}function post_groan_remove_user_1204690(){ do_groan_remove_user = new vB_AJAX_Handler(true) do_groan_remove_user.onreadystatechange(groan_remove_user_Done_1204690) do_groan_remove_user.send('showthread.php?do=post_groan_remove_user_ajax&p=1204690') fetch_object('post_groan_button_1204690').style.display = '' }function groan_remove_user_Done_1204690(){ if (do_groan_remove_user.handler.readyState == 4 && do_groan_remove_user.handler.status == 200) { fetch_object('post_groan_box_1204690').innerHTML = do_groan_remove_user.handler.responseText }}//--></SCRIPT>
<!-- End Post Groan Hack --><!-- start adv-->
<!-- / close content container --><!-- / post #1204690 --><!-- post #1204704 --><!-- open content container --><TABLE class=tborder id=post1204704 cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 0px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid"><!-- status icon and date -->http://board.palungjit.com/images/statusicon/post_new.gif วันนี้, 12:58 PM <!-- / status icon and date --></TD><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 0px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid" align=right> #152 (http://board.palungjit.com/showpost.php?p=1204704&postcount=152) </TD></TR><TR vAlign=top><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 0px solid; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 0px solid" width=175>keawnum (http://board.palungjit.com/member.php?u=2188)<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_1204704", true); </SCRIPT>
สมาชิก
เข้ามาครั้งสุดท้ายเมื่อ: วันนี้ 12:59 PM
วันที่สมัคร: Jun 2005
ข้อความ: 432 <!-- Start Post Thank You Hack -->
ได้ให้อนุโมทนา 331 ครั้ง
ได้รับอนุโมทนา 1,273 ครั้ง ใน 462 โพส <!-- End Post Thank You Hack -->
พลังการให้คะแนน: 84 http://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gif
</TD><TD class=alt1 id=td_post_1204704 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid"><!-- message -->จะไปยึดว่างหรือปล่อยให้ว่างดี
ยึดว่างก็เหมือนสมาธิ ถ้าความว่างเป็นรูปแล้ว
กสิณ ดิน น้ำ ลม ไฟ เขียว ขาว เหลือง แดง อากาศ แสงสว่างเป็นรูปหรือไม่อย่างไร
ทำไมยึดรูปพวกนี้แล้วจึงเห็นไตรลักษณ์ ทำไมยึดแล้วเป็นสมาธิ จะเกิดสมาธิได้ต้องมีสติ มีสติจึงไม่วอกแวกเป็นสมาธิ และนำไปพิจารณาได้
หากยึดแล้วไม่เป็นประโยชน์จะเกิดกรรมฐาน 40 กองหรือไม่อย่างไร
ยึดเพื่อรู้แล้ววางข้อธรรม หรือวางเพื่อยึดในข้อธรรม
กระนั้นเลยจึงยึดเพื่อเป็นข้ออาศัย หากท่านทำสมาธิก็เป็นการยึดอยู่แล้ว แม้นกระทั้งอรูปฌาน 4 ก็ตาม ก็ยังเป็นการยึด
จะตายขณะเดินปกติ หรือตายขณะเข้าฌานดี
<!-- / message --><!-- sig --></TD></TR></TBODY></TABLE>
ผีเสื้อราตรี
16-05-2008, 06:35 PM
ชอบข้อมุลที่คุณขวัญเอามารวมดีดีทั้งนั้นเลย เพราะบางอันยังไม่เคยอ่านเลย มีข้อมุลดีดีเอามาแบ่งให้ดูอีกนะ
jinny95
16-05-2008, 10:02 PM
ค่อย ๆ เริ่มทำทีละนิดนะครับ ค่อย ๆ เติมด้วยมันก็เต็ม ของแบบนี้ต้องวางแผนระยะยาว เราวนเวียนยึดติดในวัฏมาไม่รู้ก็ชาติ จะให้หลุดวันนี้พรุ่งนี้เลยคงไม่ได้ ใจเย็น ๆ นะครับเป็นกำลังใจให้เสมอ^-^
k.kwan
17-05-2008, 10:55 PM
จุดเทียนเวียนวน เราเอ๋ยทุกคนเฝ้าทนวนเวียน
ทำไปเรื่อยเนาะ จิตไม่ใช่เรา แต่จิตทำงานให้เรา
ก็ต้องหาอุบายฝึกจิต จริงๆแล้วจิตเค้าอยากฝึกนะ
แต่เราไม่รู้เอง มัวแต่ฝืนธรรมชาติของตัวเอง เลยโง่
k.kwan
19-05-2008, 12:07 PM
ได้ดูหนังเรื่อง i am legend ฉันคือตำนาน
ดุแล้วก็ได้ความประทับใจของคนที่เสียสละ
ชีวิตเพื่อผู้อื่น ถึงแม้จะอันตราย
ถึงแม้เขาจะไม่เข้าใจ แต่ก็ยินดี
และมีความสุขที่ได้ทำ แม้ขณะตาย
ก็ยังยิ้มได้ คนฉลาดเขาจะเข้าใจไหมหนอ
ข้าพเจ้าเข้าใจว่าคนที่สร้างตำนานได้
เขาไม่ได้หวังจะเป็นตำนาน
แต่เขาทำหน้าที่ด้วยความจริงใจ
ไม่ได้ทำเพราะต้องการหวังผลชื่อเสียง
แต่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงใจ
ไม่หวังผลตอบแทน ไม่ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ
คนที่ได้เป็นตำนาน เพราะคนอื่นซาบซึ้งในความดี
จึงยกย่องให้เป็นตำนาน
ผีเสื้อราตรี
19-05-2008, 12:32 PM
คุณขวัญมาคุยกับตัวเองอีกแล้วเหรอ
k.kwan
19-05-2008, 04:03 PM
รู้สึกประทับใจ และซาบซึ้ง
คนในตำนานทุกทุกท่าน
และคนที่กำลังจะเป็นตำนาน
ในอนาคตต่อไป
ดั่งเม็ดทรายในมหาสมุทร
หมั่นเพียรไม่ย่อท้อ
ดั่งเลือดไหลริน มิหวาดหวั่น
มีชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
เรามิได้หวังเป็นตำนาน
เราหวังเพืยงไร้ตัวตน
ไม่ยึดมั่น ถือมั่น ปล่อยวางทุกสิ่ง
แต่เป็นกำลังใจให้ผู้เสียสละทุกท่าน
k.kwan
19-05-2008, 07:48 PM
<TABLE class=tborder id=post1213243 cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 0px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid">http://board.palungjit.com/images/statusicon/post_old.gif วันนี้, 07:04 PM <!-- / status icon and date --></TD><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 0px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid" align=right> #97 (http://board.palungjit.com/showpost.php?p=1213243&postcount=97) </TD></TR><TR vAlign=top><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 0px solid; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 0px solid" width=175>อวิโรธนะ (http://board.palungjit.com/member.php?u=219297)<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_1213243", true); </SCRIPT>
สมาชิก
เข้ามาครั้งสุดท้ายเมื่อ: วันนี้ 08:35 PM
วันที่สมัคร: May 2008
ข้อความ: 8 <!-- Start Post Thank You Hack -->
ได้ให้อนุโมทนา 0 ครั้ง
ได้รับอนุโมทนา 8 ครั้ง ใน 5 โพส <!-- End Post Thank You Hack -->
พลังการให้คะแนน: 0 http://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gif
</TD><TD class=alt1 id=td_post_1213243 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid"><!-- message -->ผู้ที่เข้าใจคนอื่นคือผู้รอบรู้
ผู้ที่เข้าใจตนเองคือผู้รู้แจ้ง
ผู้ที่มีชัยต่อคนอื่นคือผู้มีกำลัง
ผู้ที่มีชัยต่อตนเองคือผู้เข้มแข็ง
ผู้ที่มักน้อยคือผู้ร่ำรวย
ผู้ที่มานะพยายามคือผู้มีความหวัง
ผู้ที่วางตัวเหมาะสมย่อมอยู่ได้ยาวนาน
ถึงแม้ผู้นั้นจะสิ้นชีวิตไปแล้ว
แต่คุณความดียังคงอยู่สืบไป
<!-- / message --></TD></TR></TBODY></TABLE>
สันโดษ
19-05-2008, 08:01 PM
ทำเป็นไดอารี่ ส่วนตัวเลยนะ...
เเอบเก็บเม้นท์ ....ออกเเนวโรคจิตนะเนี๊ย....หุหุ
k.kwan
19-05-2008, 08:18 PM
ก็ชั้นชอบอะ
มีไรอ๊ะเป่าท่านพี่
ท่านพี่ก็ อะหนอ สงเคราะห์
น้องบ้างจิ ขี้เกียจไปเปิดหาของเก่า
k.kwan
19-05-2008, 08:18 PM
<TABLE class=tborder id=post1213287 cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 0px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid"><!-- status icon and date -->http://board.palungjit.com/images/statusicon/post_old.gif วันนี้, 07:49 PM <!-- / status icon and date --></TD><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 0px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid" align=right> #103 (http://board.palungjit.com/showpost.php?p=1213287&postcount=103) </TD></TR><TR vAlign=top><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 0px solid; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 0px solid" width=175>อวิโรธนะ (http://board.palungjit.com/member.php?u=219297)<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_1213287", true); </SCRIPT>
สมาชิก
เข้ามาครั้งสุดท้ายเมื่อ: วันนี้ 09:11 PM
วันที่สมัคร: May 2008
ข้อความ: 9 <!-- Start Post Thank You Hack -->
ได้ให้อนุโมทนา 0 ครั้ง
ได้รับอนุโมทนา 10 ครั้ง ใน 5 โพส <!-- End Post Thank You Hack -->
พลังการให้คะแนน: 0 http://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gif
</TD><TD class=alt1 id=td_post_1213287 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid"><!-- message -->ผู้ที่ถูกลดทอน จะต้องมีมาก่อน
ผู้ที่อ่อนแอ จะต้องเข้มแข็งมาก่อน
ผู้ที่ตกต่ำ จะต้องยิ่งใหญ่มาก่อน
ผู้ที่ได้รับ จะต้องให้มาก่อน
เหล่านี้คือนัยที่แสดงออกให้ปรากฏ
ความอ่อนละมุนมีชัยเหนือความแข็งกร้าว
ควรปล่อยให้มัจฉาอยู่ในสระลึกจะดีกว่า
เหมือนดังเก็บงำศัตราวุธทั้งมวล
ของบ้านเมืองไว้มิให้ใครแลเห็น
<!-- / message --></TD></TR></TBODY></TABLE>
k.kwan
19-05-2008, 08:22 PM
ที่หมอง คือ จิต ตนเองที่คิด อกุศล
..
k.kwan
19-05-2008, 10:10 PM
<TABLE class=tborder cellSpacing=1 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=tcat colSpan=2>ข้อความส่วนตัว: มีหนังสืออยากแนะนำครับ</TD></TR></TBODY></TABLE><!-- post # --><TABLE class=tborder id=post cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 0px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid"><!-- status icon and date -->http://board.palungjit.com/images/statusicon/post_old.gif 17-05-2008, 02:58 PM <!-- / status icon and date --></TD><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 0px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid" align=right> </TD></TR><TR vAlign=top><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 0px solid; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 0px solid" width=175>jinny95 (http://board.palungjit.com/member.php?u=194691)<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_", true); </SCRIPT>
สมาชิก
http://board.palungjit.com/customavatars/avatar194691_39.gif (http://board.palungjit.com/member.php?u=194691)
เข้ามาครั้งสุดท้ายเมื่อ: วันนี้ 02:07 PM
วันที่สมัคร: Oct 2007
สถานที่: แหวกตรงกลาง
ข้อความ: 1,047 <!-- Start Post Thank You Hack -->
ได้ให้อนุโมทนา 2,392 ครั้ง
ได้รับอนุโมทนา 3,039 ครั้ง ใน 1,068 โพส <!-- End Post Thank You Hack -->
พลังการให้คะแนน: 148 http://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_highpos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_highpos.gif
http://board.palungjit.com/images/misc/im_msn.gif (http://board.palungjit.com/private.php?do=showpm&pmid=493791#) http://board.palungjit.com/images/misc/im_yahoo.gif (http://board.palungjit.com/private.php?do=showpm&pmid=493791#)
</TD><TD class=alt1 id=td_post_ style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid"><!-- icon and title -->มีหนังสืออยากแนะนำครับ
<HR style="COLOR: #ffffff" SIZE=1><!-- / icon and title --><!-- message -->เล่มนี้มีสิ่งต่าง ๆ ที่ควร รู้ไว้ เพื่อเห็นหลักในการบำเพ็ญครับ
http://buddhism.hum.ku.ac.th/book/heart_meditation.htm
ถ้าหาซื้อได้ลองหาซื้อไว้นะครับ ในเว็ปมันมีแค่ครึ่งเดียวเอง ^-^
<!-- / message --><!-- sig -->
____________________________________________________________
สิ่งที่คุณ
</TD></TR></TBODY></TABLE>
k.kwan
19-05-2008, 10:45 PM
<TABLE class=tborder id=post1213217 cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 0px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid"><!-- status icon and date -->http://board.palungjit.com/images/statusicon/post_new.gif วันนี้, 06:28 PM <!-- / status icon and date --></TD><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 0px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid" align=right>#25 (http://board.palungjit.com/showpost.php?p=1213217&postcount=25) </TD></TR><TR vAlign=top><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 0px solid; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 0px solid" width=175>อวิโรธนะ (http://board.palungjit.com/member.php?u=219297)<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_1213217", true); </SCRIPT>
สมาชิก
เข้ามาครั้งสุดท้ายเมื่อ: วันนี้ 09:36 PM
วันที่สมัคร: May 2008
ข้อความ: 9 <!-- Start Post Thank You Hack -->
ได้ให้อนุโมทนา 0 ครั้ง
ได้รับอนุโมทนา 12 ครั้ง ใน 6 โพส <!-- End Post Thank You Hack -->
พลังการให้คะแนน: 0 http://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gif
</TD><TD class=alt1 id=td_post_1213217 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid"><!-- message -->เต๋าที่กล่าวถึงได้ใช่เต๋าที่มั่นคง
นามที่ขนานได้ใช่นามที่มั่นคง
ไร้นามฟ้าดินจึงอุบัติ
มีนามจึงเป็นมารดาแห่งสรรพสิ่ง
จึงละความต้องการเป็นนิจจักเห็นความตระการ
มึความต้องการเป็นนิจจักเห็นแต่เพียงเปลือก
สองสิ่งนี้เหมือนกันแต่ต่างนาม
เหมือนกันจึงเรียกว่าลึกลับ ลึกลับในความลึกลับ
เป็นประตูสู่ความตระการยวดยิ่ง
<!-- / message -->
</TD></TR></TBODY></TABLE>
k.kwan
19-05-2008, 11:16 PM
<TABLE class=tborder id=post1212361 cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 0px solid; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 0px solid" width=175>สันโดษ (http://board.palungjit.com/member.php?u=193201)<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_1212361", true); </SCRIPT>
สมาชิก
http://board.palungjit.com/customavatars/avatar193201_71.gif (http://board.palungjit.com/member.php?u=193201)
เข้ามาครั้งสุดท้ายเมื่อ: เมื่อวานนี้ 11:06 PM
วันที่สมัคร: Oct 2007
ข้อความ: 2,126 <!-- Start Post Thank You Hack -->
ได้ให้อนุโมทนา 2,598 ครั้ง
ได้รับอนุโมทนา 5,350 ครั้ง ใน 2,294 โพส <!-- End Post Thank You Hack -->
พลังการให้คะแนน: 295 http://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_highpos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_highpos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_highpos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_highpos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_highpos.gifhttp://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_highpos.gif
</TD><TD class=alt1 id=td_post_1212361 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid"><!-- message -->อ้างอิง:
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: 1px inset; BORDER-TOP: 1px inset; BORDER-LEFT: 1px inset; BORDER-BOTTOM: 1px inset">ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ ไฟสถิตย์ http://board.palungjit.com/images/buttons/viewpost.gif (http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1212349#post1212349)
ที่ไม่ยึด เพราะรู้แล้วว่าไม่มีอะไรเที่ยง
กับ รู้แล้ว เพื่อต่อรู้ เพราะรู้เป็นอุปนิสัยนำไปทางสัมมาทิฎฐิ ใช่ไหม
</TD></TR></TBODY></TABLE>
พุทธสารีบุตรตอบ
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดซึ่งอกุศล และรากเหง้าของอกุศล
รู้ชัดซึ่งกุศล และรากเหง้าของกุศล.... รู้ชัดซึ่งอาหาร
(๔ ประการ คือ อาหารคือคำข้าว อาหารคือผัสสะ
อาหารคือความจงใจ และอาหารคือความรู้แจ้งทางทวาร ๖)
เหตุเกิดแห่งอาหาร (ตัณหา) ความดับอาหาร
และทางที่จะให้ถึงความดับอาหาร (มรรคมีองค์ ๘)....
รู้ชัดซึ่งทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และทางให้พึงความดับทุกข์ ....
รู้ชัดซึ่งชราและมรณะเหตุเกิดแห่งชราและมรณะ
ความดับชราและมรณะ และทางที่จะให้ถึงความดับชราและมรณะ....
รู้ชัดซึ่งชาติ.... ภพ.... อุปาทาน.... ตัณหา....เวทนา.... ผัสสะ....
อายตนะ ๖..... นามรูป.... วิณญาณ..... สังขาร.... อวิชชา .....
อาสวะ..... เหตุเกิดแห่งอาสวะความดับแห่งอาสวะ
และทางปฏิบัติเพื่อถึงความดับอาสวะแม้ด้วยเหตุเพียงเ ท่านี้
อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฐิ
<!-- / message --><!-- sig -->
</TD></TR></TBODY></TABLE>
k.kwan
20-05-2008, 12:21 PM
ดูจิต ด้วยความรู้สึกตัว
ถ้ายังตั้งใจดูอยู่ก็ยังไม่ใช่สติตัวจริงครับ สติตัวจริงจะระลึกขึ้นมาได้เอง จากการที่จิตจดจำ
สภาวะนั้นๆได้แม่นยำโดยไม่ต้องจงใจ ชักชวน ตั้งใจ กำหนด ประคอง ให้สติเกิด
ไม่ต้องพยายามเลยนะครับ มันเผลอไปก่อนแล้วค่อยรู้ ดีกว่าพยายามรู้ไม่ให้เผลอ
ไม่ส่งนอก ไม่ส่งใน ไม่จงใจให้กลาง ก็คือ "ความรู้สึกตัว" ที่รู้เท่าทันปัจจุบันนั่นเองครับ
http://www.wimutti.net/dojit/board/bdetail.php?id=1449
k.kwan
20-05-2008, 12:29 PM
หนทางยังมีอยู่ ผู้เดินทางยังไม่ขาดสาย ลงมือเสียแต่วันนี้
ก่อนที่กระแสลมแห่งกาลเวลา จะพัดพารอยพระบาทของท่านหายไป
เพราะถึงเวลานั้น พวกเราก็จะต้องระหกระเหินไร้ทิศทาง ไปอีกนานแสนนาน
http://www.wimutti.net/pramote/#preach
เย ธัมมา เหตุปปะภะวา
เตสัง เหตุง ตถาคะโต
เตสัญจะ โย นิโรโธ จะ
เอวัง วาที มหาสมโณ
สิ่งเหล่าใดเกิดแต่เหตุ
พระตถาคต (พระพุทธเจ้า) ได้ตรัสเหตุของสิ่งเหล่านั้น
รวมทั้งความดับของสิ่งเหล่านั้นด้วย
พระมหาสมณะได้ตรัสไว้อย่างนี้
k.kwan
20-05-2008, 12:44 PM
<TABLE class=start cellSpacing=0 cellPadding=0 width="70%" border=0><TBODY><TR><TD>จิตที่ส่งออกนอก</TD><TD width=16></TD><TD>เป็นสมุทัย</TD></TR><TR><TD>ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก</TD><TD></TD><TD>เป็นทุกข์</TD></TR><TR><TD>จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง</TD><TD></TD><TD>เป็นมรรค</TD></TR><TR><TD>ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต</TD><TD></TD><TD>เป็นนิโรธ</TD></TR><TR><TD align=right colSpan=3></TD></TR><TR><TD align=right colSpan=3>หลวงปู่ดูลย์ อตุโล</TD></TR></TBODY></TABLE>
http://www.wimutti.net/
k.kwan
20-05-2008, 02:11 PM
อ้างอิง:
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: 1px inset; BORDER-TOP: 1px inset; BORDER-LEFT: 1px inset; BORDER-BOTTOM: 1px inset">ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ พลัjจิต http://board.palungjit.com/images/buttons/viewpost.gif (http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1215280#post1215280)
ไม่มีใครถามเราเลยว่าไปเอารถดับเพลิงมาจากไหน หรือรู้กันแล้ว
</TD></TR></TBODY></TABLE>
จะอธิบายให้ฟังนะ ก็เอามาจากการปฎิบัตินั้นละ อย่างเช่น อสุภะหรือกรรมฐาน หรือ สติปัฎฐาน เป็นต้น การใช้จิตดูนั้น เราดูให้รู้ว่า จิตเราจะมีปฎิกริยา กับกิเลศ หรือไม่ถ้ามี จะหาวิธีใดเข้าช่วยให้เบาบางลงได้ ก็แล้วแต่จริตของใครของมัน เมื่อจิตรับรู้แล้วว่ากิเลศเบาบางแล้ว จะเกิดรถดับเพลิงมาดับกิเลศนั้น เมื่อกิเลศนั้นดับ สิ่งนั้นก็ไม่เกิด จะดับได้แค่ใหนมันขึ้นอยู่กับอินทรีย์ของแต่ละบุคคล ไม่ต้องถามนะว่ารถดับเพลิงรูปร่างมันเป็นยังไง ปฎิบัติไปเลื่อยๆเดียวหายสงสัยเอง
k.kwan
20-05-2008, 02:14 PM
<!-- End Post Thank You Hack --><!-- Start Post Groan Hack --><SCRIPT type=text/javascript><!--function post_groan_give_1215363(){ fetch_object('post_groan_button_1215363').style.display = 'none' do_groan_add = new vB_AJAX_Handler(true) do_groan_add.onreadystatechange(groan_add_Done_1215363) do_groan_add.send('showthread.php?do=post_groan_add_ajax&p=1215363')}function groan_add_Done_1215363(){ if (do_groan_add.handler.readyState == 4 && do_groan_add.handler.status == 200) { fetch_object('post_groan_box_1215363').innerHTML = do_groan_add.handler.responseText }}function post_groan_remove_all_1215363(){ do_groan_remove_all = new vB_AJAX_Handler(true) do_groan_remove_all.onreadystatechange(groan_remove_all_Done_1215363) do_groan_remove_all.send('showthread.php?do=post_groan_remove_all_ajax&p=1215363') fetch_object('post_groan_button_1215363').style.display = '' }function groan_remove_all_Done_1215363(){ if (do_groan_remove_all.handler.readyState == 4 && do_groan_remove_all.handler.status == 200) { fetch_object('post_groan_box_1215363').innerHTML = do_groan_remove_all.handler.responseText }}function post_groan_remove_user_1215363(){ do_groan_remove_user = new vB_AJAX_Handler(true) do_groan_remove_user.onreadystatechange(groan_remove_user_Done_1215363) do_groan_remove_user.send('showthread.php?do=post_groan_remove_user_ajax&p=1215363') fetch_object('post_groan_button_1215363').style.display = '' }function groan_remove_user_Done_1215363(){ if (do_groan_remove_user.handler.readyState == 4 && do_groan_remove_user.handler.status == 200) { fetch_object('post_groan_box_1215363').innerHTML = do_groan_remove_user.handler.responseText }}//--></SCRIPT>
<!-- End Post Groan Hack --><!-- start adv-->
<!-- / close content container --><!-- / post #1215363 --><!-- post #1215367 --><!-- open content container --><!-- this is not the last post shown on the page --><TABLE class=tborder id=post1215367 cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 0px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid"><!-- status icon and date -->http://board.palungjit.com/images/statusicon/post_new.gif วันนี้, 02:54 PM <!-- / status icon and date --></TD><TD class=thead style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 1px solid; FONT-WEIGHT: normal; BORDER-LEFT: #ffffff 0px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 1px solid" align=right> #197 (http://board.palungjit.com/showpost.php?p=1215367&postcount=197) </TD></TR><TR vAlign=top><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid; BORDER-TOP: #ffffff 0px solid; BORDER-LEFT: #ffffff 1px solid; BORDER-BOTTOM: #ffffff 0px solid" width=175>เซ็ง สัน ดาน (http://board.palungjit.com/member.php?u=219305)<SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_1215367", true); </SCRIPT>
สมาชิก
เข้ามาครั้งสุดท้ายเมื่อ: วันนี้ 03:01 PM
วันที่สมัคร: May 2008
ข้อความ: 25 <!-- Start Post Thank You Hack -->
ได้ให้อนุโมทนา 4 ครั้ง
ได้รับอนุโมทนา 10 ครั้ง ใน 9 โพส <!-- End Post Thank You Hack -->
พลังการให้คะแนน: 0 http://board.palungjit.com/images/reputation/reputation_pos.gif
</TD><TD class=alt1 id=td_post_1215367 style="BORDER-RIGHT: #ffffff 1px solid"><!-- message -->คารมคมคาย ใช่คมมีด
หาใช้ตัดกิเลสเพียงวาจาได้ไม่
วิปัสสนา หาใช่ยึดคำรู้ แต่ให้เข้าไปรู้โดยไม่ยึด
การตรองซึ่งโยนิโส อุปมาลิงเห็นมังคุด
ใช่จะเห็นเนื้อใน
<!-- / message --></TD></TR></TBODY></TABLE>
k.kwan
20-05-2008, 02:21 PM
แต่ถ้าเป็นนักวิปัสสนา ปฏิบัติเลยปฏิบัติขณะนี้โยมฟังเทศน์เดี๋ยวนี้ปฏิบัติได้เลย กำหนดตรงไหน...ที่วัดมหาธาตุ...ญาติโยมมาฟังก็ได้...เทศน์ก็ให้นั่งกรรมฐานไม่ให้ฟังเฉย นั่งสมาธิหลับตาฟัง กำหนดเลย กำหนดได้ยินหนอๆๆๆ..ที่หู สมัยพระพุทธเจ้าฟังอย่างนี้เป็นส่วนมาก ...ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ก็คือได้ยินหนอ เห็นก็สักแต่ว่าเห็นคือเห็นหนอ นี่เรียกว่าฟังปฏิบัติ ทำไมจึงต้องปฏิบัติในขณะนั้น ก็เพราะว่า กิเลสมันเกิดในขณะนั้นด้วย ขันธ์5เกิดในขณะนั้นด้วย เกิดตรงไหน? ..เสียงกระทบหู เวลาอาตมาเทศน์อยู่เดี๋ยวนี้โยมได้ยินไหม? ได้ยินนี่ขันธ์5เกิดแล้ว ตรงไหนเป็นรูป..เสียงอาตมากับหูโยม..เสียงกับหูเป็นขันธ์นึงที่เรียกรูปขันธ์ ทีนี้เมื่อโยมฟังเสียงอาตมาแล้วรู้สึกอย่างไรโยม?บางคนถูกใจ..ฟังดีเกิดสบายใจใช่ไหม โยมสบายใจนี่แหล่ะขันธ์ไหน?สุขเวทนาเป็นเวทนาขันธ์ ถ้าคนไหนฟังแล้ว...พระองค์นี้พูดอะไรก็ไม่รู้..นี่ทุกขเวทนาเป็นเวทนาขันธ์อีก ถ้าคนไหนฟังแล้วเฉยๆ ดีก็ไม่ว่าชั่วก็ไม่ติ..เฉยๆอันนี้เป็นอุบกขาเวทนาก็เป็นเวทนาขันธ์ ได้สองขันธ์แล้ว ถ้าเกิดฟังแล้วจำได้ว่า..นี่หลวงพ่อหนอมาแล้วนี่เป็นสัญญาขันธ์หรือจำอาจารย์หนอไม่ได้อีกแต่รู้เป็นธรรมะพระท่านเทศน์ธรรมะก็เป็นสัญญาขันธ์แล้ว แต่งให้เห็นว่าท่านเทศน์ช้า-เร็ว ,ดี-ไม่ดี ,เข้าใจ-ไม่เข้าใจนี่เป็นสังขารขันธ์แปลว่าปรุงแต่ง ที่ได้ยินแว่วๆๆนี่วิญญาณ ครบ5ขันธ์หรือยังโยม? ได้ยินเสียงครั้งหนึ่งขันธ์5เกิดแล้ว ขันธ์5นี้แหล่ะเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เป็นภูมิของวิปัสสนาที่เรียก วิปัสสนาภูมิ6 (ขันธ์5 อายตนะ12 ธาตุ18 อินทรีย์12 อริยสัจ4 ปฏิจจสมุปบาต12...นี้คือภูมิของวิปัสสนา) ถ้ามันถูกขันธ์5แล้วเป็นภูมิแล้ว ก็มีทางเดินแล้ว จึงต้องกำหนดขันธ์5 โยมกำหนดได้ยินหนอๆๆมันถูกขันธ์5แล้ว ถูกรูปกับนามแล้ว ขันธ์5ย่อให้สั้นก็เหลือ2 ก็คือรูปกับนาม ...คือกำหนดรูปกับนาม กำหนดขันธ์5 นี่กิเลสมันก็ขาด ถ้าฟังเฉยๆกิเลสไม่ขาดนะโยมนะ ..แต่บุญก็ได้แต่บุญคนละขั้น เขาเรียกกามาวจรบุญ บุญในขั้นกาม..กามาวจรกุศลพาเราท่องเที่ยวอยู่ในกาม คือในโลกมนุษย์มั่ง อยู่ในสวรรค์6ชั้นบ้าง ...แต่ถ้าโยมกำหนดเวลาฟัง ได้ยินหนอๆกิเลสขาด เป็นบุญขั้นโลกุตตระ บุญเหนือโลก..เป็นบุญขั้นภาวนาแล้ว ต้องการจะไปนิพพานกิเลสขาด....
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=129460&page=10
k.kwan
20-05-2008, 02:45 PM
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ สันโดษ
ถึงแม้ผู้ปฏิบัติจะไม่รู้เกี่ยวกับลำดับขั้นของวิปัสสนาญาณเลย
แต่ถ้าปฏิบัติถูกทางแล้ว วิปัสสนาญาณก็ย่อมจะเกิดขึ้นมาเอง
โดยลำดับอยู่แล้ว และแน่นอนว่า...
ผลอันสืบเนื่องจากวิปัสสนาญาณนั้น
ก็ย่อมจะเกิดตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย
และพัฒนาการต่างๆ ก็ย่อมจะเป็นไป
ตามขั้นตอน ตามวาสนา บารมี และอุปนิสัย
อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล
เพราะต้นเหตุที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
ก็คือความรู้ ความเข้าใจ ความเห็นแจ้งในธรรมชาติของรูปนาม
ด้วยปัญญาของตนเอง อันเกิดจากการเจริญวิปัสสนานั่นเอง
ไม่ใช่เกิดจากระเบียบกฎเกณฑ์ที่ใครวางเอาไว้เลย
จะมีก็แต่กฎเกณฑ์ของธรรมชาติเท่านั้น
k.kwan
20-05-2008, 02:50 PM
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ สันโดษ
แต่ถ้าผู้ปฏิบัติรู้เรื่องรายละเอียดของวิปัสสนาญาณ
ขั้นต่างๆ ล่วงหน้า
ก่อนที่ความเห็นแจ้งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นด้วยปัญญาของตนเอง
จริงๆ แล้ว ผลเสียที่อาจจะเกิดตามมา ก็คือ
1. การปฏิบัติจะก้าวหน้าได้ช้า เพราะผู้ปฏิบัติมัวแต่คอยเปรียบเทียบผล
การปฏิบัติของตน กับทฤษฎีอยู่ และอาจถึงขั้นทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน
ไม่อยู่กับสภาวะอันเป็นปัจจุบันเฉพาะหน้า จนปัญญาไม่เกิดเลยก็ได้
2. ผู้ปฏิบัติอาจเกิดอติมานะ คือความเย่อหยิ่งถือตนว่าปฏิบัติได้สูงกว่า
คนอื่น ซึ่งเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง และอาจมีผลสืบเนื่องให้กิเลสตัวอื่นๆ เกิด
ตามมา
3. อาจเกิดญาณเทียมขึ้นมาได้ เพราะผู้ปฏิบัติรู้ล่วงหน้าแล้วว่าต่อไป
ควรเกิดความรู้ และความรู้สึกอย่างไรขึ้นมาบ้าง และด้วยความที่อยาก
จะก้าวหน้าไปเร็วๆ จึงเกิดการน้อมใจไปสู่ความรู้สึกเช่นนั้น หรือเกิดการ
สะกดจิตตนเองโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ปัญญาเหล่านั้นยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่
อาศัยสัญญาคือการจำมาจากตำรา หรือจากผู้อื่น
ซึ่งสัญญาจะทำได้ก็เพียงข่มกิเลสเอาไว้เท่านั้น ไม่สามารถทำลาย
ความยึดมั่นถือมั่น และกิเลสต่างๆ ได้อย่างแท้จริง เมื่อมีเหตุปัจจัยที่
เหมาะสมกิเลสก็จะแสดงตัวออกมาใหม่)
k.kwan
20-05-2008, 02:54 PM
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ บุคคลทั่วไป 3 คน
รู้สึก กับ คิด มันคนละตัว
รู้สึก ไม่ต้องแปลความหมายใดๆ ไม่ต้องมีคำอะไรพรรณาอยู่ในหัว
ให้เหมือนคนกระซิบ เพราะ รู้สึก ก็คือ รู้สึก
แต่ความคิด มันมีคำบรรยาย มันมีการใช้สัญญา บัญญัติคำสมมติ
ระหว่างการดูไตรลักษณ์
ถ้า เราใช้ความรู้สึกในไตรลักษณ์ ไม่ต้องมีการบรรยาย ก็ รู้สึกไตรลักษณ์
เมื่อรู้สึกแล้ว รู้สึกเป็นแล้ว คุณจะตั้งคำถามไหม ว่า เขารู้เรื่องอะไร
ถ้า คนใช้ความคิดดูไตรลักษณ์ ถามอะไร เขาก็บอกต้องทำ ต้องคิด ต้อง
ขบ ต้องตัด ต้องกำหนด
สองสภาวะนั้นต่างกัน
พระพุทธองค์ชี้ ให้รู้สึก เอา ไม่ใช่คิด
<!-- / message -->
k.kwan
20-05-2008, 03:18 PM
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ สันโดษ http://board.palungjit.com/images/buttons/viewpost.gif (http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1215417#post1215417)
การเข้าใจผิดเรื่องผลของการเจริญวิปัสสนานั้นเกิดขึ้นได้ง่าย
เพราะธรรมดากิเลสนั้นนอกจากจะถูกทำลายอย่างถาวรด้วย
วิปัสสนา ปัญญาแล้ว ยังอาจถูกกด หรือข่มเอาไว้ได้หลายวิธี เช่น
ด้วยอำนาจของสมาธิ การพิจารณาแล้วข่มเอาไว้ การข่มด้วยสติ
การน้อมใจแล้วข่มเอาไว้ ฯลฯ
ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะซ่อนกิเลสเอาไว้ได้ชั่วคราวเท่านั้น
เมื่อสบโอกาสที่เหมาะสมกิเลสเหล่านั้นก็จะแผลงฤทธิ์ออกมาได้ใหม่
k.kwan
20-05-2008, 03:22 PM
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ สันโดษ http://board.palungjit.com/images/buttons/viewpost.gif (http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1215417#post1215417)
ดังนั้น ผู้ปฏิบัติจึงต้องระวังให้ดี
ไม่เช่นนั้นแล้วญาณเทียมจะเกิดขึ้นได้
การปฏิบัติโดยการรับรู้สภาวะที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน
ไม่ต้องสนใจผลที่จะเกิดในอนาคต
และไม่ต้องไปเทียบชั้นญาณกับทฤษฎีจะปลอดภัยกว่า
ขอให้ศึกษาวิธีการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างชัดเจนเป็นใช้ได้
หลังจากนั้นก็คอยดู คอยสังเกตสภาวะที่ปรากฏให้เห็นจริงๆ
ในขณะนั้น แล้ววิปัสสนาญาณก็จะเกิดขึ้นเอง อย่าใจร้อน
ถ้ามีกัลยาณมิตรคอยแนะนำตามสมควรก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก
k.kwan
20-05-2008, 03:31 PM
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ สันโดษ http://board.palungjit.com/images/buttons/viewpost.gif (http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1215417#post1215417)
การเจริญวิปัสสนาในชีวิตประจำวัน
1.) เมื่อมีเวลาว่าง ให้พยายามทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิต
ตั้งแต่จำความได้ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ทบทวนไปช้า ๆ
2.) ก่อนนอนทุกคืนควรพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดวันนี้ทั้งวัน
3.) ในชีวิตประจำวันก็ขอให้คอยสังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้น
ในขณะนั้น ๆ มีสติรู้ทันความรู้สึกตลอดเวลา
4.) ในเวลาทำกรรมฐาน ขณะทำสมาธิก็คอยสังเกตจิต
หรือสังเกต "เรา" เป็นระยะๆ ทำนองเดียว
5.) เมื่อเห็นทุกข์เห็นโทษของสิ่งใดแล้ว
ความยินดีรักใคร่ ความยึดมั่นถือ
มั่นในสิ่งนั้น ๆ ก็จะลดลงไปเอง
seng sun dan
20-05-2008, 06:38 PM
ร้อยวาจาคมกริบ ถูกจริตสาวขวัญ
เก็บเกี่ยว หน่วงสัญญา สร้างภพธรรม
หมื่นคำธรรมไม่พิจารณา ก็สูญเปล่า
รู้แจ้งแทงทะลุ ทะลวงจิต
ใช่หมายคิดตรึกตรองนั่งฝัน
ปฎิบัติให้แจ้งซึ่งรสธรรม
สถิตย์แน่นแน่วแน่เป็นอารมณ์
เกิดมาแล้วได้พบธรรมเดินตามรอยพระสัมมา
ได้ชื่อว่าผู้องอาจหาญ ไม่หวั่นตาย
ตัวดีมีศีลมั่นไม่ด่างหาย อีกไม่คร้ามปวารณาพระสัทธรรม
ชาตินี้งามสง่าในถ่วงท่า มารกิเลสหนีไปโดยพลัน
ใครถามธรรม ตอบไปใช่ใจหาญ
ไม่รนราน เชื่อมั่นไม่หวั่นไหว
ธรรมที่รู้ เป็นธรรมเที่ยง เราเห็นแจ้ง
จักสำแดงฤทธิ์ธรรม ตามรอยพระโอษฐ์
seng sun dan
20-05-2008, 07:41 PM
สักว่า สักว่า สักว่า เห็น
ไม่เหม่อ ไม่เอ๋อ ไม่เเพ่ง
สักว่า สักว่า สักว่า รู้
ใช่วาง ให้ว่าง หรือว้าง
สักว่า สักว่า สักว่า เป็นเช่นนั้น
ไม่ฝืน ไม่คล้อย ไม่ต้าน
สักว่า สักว่า สักว่า เป็นสภาวะ
เกิดเอง ตั่งเอง ดับเอง
สักว่า สักว่า สักว่า แม้สักว่าก็ไม่มี
เพราะเหตุนี้ จึงกลืนเข้าไปกับธรรมชาติ
ขยาย
วัตถุใดๆมันก็อยู่ของมันอย่างนั้น นั่นธรรมชาติ
ดับอายตนะด้วย สักว่ารู้ เหมือนเราไม่ได้อยู่ในที่นั้น
แต่เราเป็นสิ่งเดียวกับธรรมชาตินั้น นี่เรียกว่า เต๋า
เต๋า มิใช่อากาศธาตุ มิใช่บรรยากาศ เต๋ามากกว่า ว่าง
ไม่รู้จะเรียกสภาวะนั้นว่าอย่างไร จึงอุปมาว่าเป็น เต๋า
ที่จริงมันก็คือ นิพพานปัจจุบัน
อะหนอ อะหนอ
seng sun dan
20-05-2008, 07:57 PM
สภาวะเช่นนี้ คือการการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ
อิทัจปัจยตา คือกฎแห่งการเปลี่ยนแปลง
เราก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอิทัจ สิ่งนั้นจึงเป็นอนัตตา
ไม่ใช่ความไม่เที่ยง แต่เป็นความไร้รูป ไร้นาม
เพราะไร้รูป ไร้นาม แต่รู้ว่ามี
ความมีจึงเกิด แต่ไม่ใช่ อัตตา
สันโดษ
20-05-2008, 07:57 PM
ความคิด ปัญญา อยู่ที่จิต
ไม่คิด ไม่ทำ ไม่เเสวง
หากเเม้น ไม่คิด ไม่เเคลน
ปัญญา ย่อมอยู่เหนือ ตัวตน
ปัญญา และ จิต ไม่คิด
สิ่งที่คิด คือ จิตที่เข้าหา
ปัญญา ที่ก่อเกิดมา
เกิดจากประสบการณ์ ที่เวียนวน
สันโดษ
20-05-2008, 07:58 PM
<TABLE class=tborder cellSpacing=1 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=thead>ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 4 คน ( เป็นสมาชิก 3 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) </TD><TD class=thead width="14%">[ แนะนำเรื่องเด่น (http://board.palungjit.com/topic/upload.php) ]
</TD></TR><TR><TD class=alt1 width="100%" colSpan=2>สันโดษ (http://board.palungjit.com/member.php?u=193201), เซ็ง สัน ดาน (http://board.palungjit.com/member.php?u=219305), k.kwan (http://board.palungjit.com/member.php?u=202209) </TD></TR></TBODY></TABLE><!-- currently active users -->
รักนะ เด็กโง่ โง่
k.kwan
20-05-2008, 07:59 PM
เซ็ง สัน ดาน สันดานใครไม่หมายรู้
แต่งเพิ่งรู้ สันดานจืด เซ็งแล้วหนอ
สักวา ว่าไว้ ให้หมายเพียร ไม่ย่อท้อ
รู้ลูกเดียว รู้เพียวๆ ไม่เหลียว มองพี่น้อง
เพียรธรรมะ เพียรมั่นอยู่ในใจ ตามรู้เอย
สันโดษ
20-05-2008, 08:00 PM
วันนี้ จิต สิงศักดิ์สิทธิ์ ประทับ เลยเข้ามาหาที่นี้
seng sun dan
20-05-2008, 08:01 PM
ถามมาสิ สภาวะนี้เราเพิ่งแจ้ง จึงถอดมาเป็นตรรกะ
พยายามอธิบายสุดแล้ว ได้แค่นี้
มันเป็นสภาวะ ปัจตัง
อะหนอ อะหนอ
สันโดษ
20-05-2008, 08:01 PM
รู้เเล้ว หนอแก้วกัลยา
เพื่อนเกิด บังเกิด เกิดผล
ปัญญา ที่อยู่ เหนือตัวตน
ได้ อยู่ใน จิตเสถียรธรรม
ขวัญ แก้ว ตอนนี้ เข้าใจเเล้ว
สู่ ที่ๆ เคยอาศัย
ขวัญแก้ว ต้องบอกต่อไป
เพ่งเพียร พยายาม เข้าใจตน
k.kwan
20-05-2008, 08:04 PM
จิตเอ๋ยจิต จิตใครก็ไม่รู้
เฝ้ามองดู ดูอยู่ ไม่รู้เบื่อ
ดูๆไป ไม่คิด ซักนิดเดียว
ประเดี๋ยวมา ประเดี๋ยวไป
ไวจริงเชียว เดี๋ยวไปเปรี้ยว
ไปเฟี๊ยว เซี้ยวจริงๆ
seng sun dan
20-05-2008, 08:05 PM
เซ็งสันดาน สันดานเราใช่สันดานใคร
ตอกย้ำใจ หมายคลาดซึ่งอัตตา
สภาวะนั้นมีอยู่ ตัวเรารู้
สันดาน ก็ สันดาน เป็นเช่นนั้น
หาใช่เรา เราจึงเซ็ง
k.kwan
20-05-2008, 08:07 PM
เซ็ง สัน ดาน อยากบอกไร
บอกมาเถิด ไม่เตลิดฟังตลอด
ไม่ปอดหนอ ปัจจัตตัง
ปัจจัยไร ไม่ต้องพ้อ
ไม่ย่อท้อ ได้มาแล้ว เล่าสู่กันฟัง
seng sun dan
20-05-2008, 08:11 PM
สักว่า คำนี้ที่อยากบอก
เป้นสภาวะ เข้าถึงธรรมชาติ
ใช่แต่งคำให้สวยหรู หรืออวดตน
ฟังเอาเถิด สักว่า สักว่า สักว่า
สันโดษ
20-05-2008, 08:11 PM
สันโดษ (http://board.palungjit.com/member.php?u=193201), เซ็ง สัน ดาน (http://board.palungjit.com/member.php?u=219305), k.kwan (http://board.palungjit.com/member.php?u=202209)
ไม่ได้ ว่า ใครนะ ...ทำไมต้องอยู่ตรงกลาง เสมอหว่า??
k.kwan
20-05-2008, 08:14 PM
สันดานนั้น สันดานเดิม ของเธอหรือ
ท่าอย่าถือ สันดานนั้น ก็เราหนอ
เราคือเรา เขาคือเรา จริงป่าวน้อ
ไม่มีเรา ไม่มีเขา จริงป่าวเนี่ย
ไร้ตัวตน ไม่มัวเมา หลงกิเลส
นั่นก็ใช่ นี่ก็ใช่ บรรลัยหนอ
รู้ไม่รู้ ก็มั่วเขลา มัวเมาพอ
ใจเลิกหลง เลิกมัวเมา อวิชชา
เขาว่าดี ก็อย่าดีไปตามเขา
เขาว่าเรา ไม่มีเรา ก็แล้วกันหนอ
จะมีไร ไม่มีไร ก็แค่นั้น
นั่นแหละพอ ดูก็รู้ รู้แค่นั้น
พอไหมเธอ
seng sun dan
20-05-2008, 08:17 PM
เหมือนเราอยู่ในสถานที่ที่อยู่เป็นปัจุบัน
มีวัตถุ มีเสียง มีการเคลื่อนไหว
แต่จริงแล้วมันก็เป็นของมันอย่างนั้น
เรา สักว่ารู้ สักว่าได้ยิน สักว่าเห็น
ตัวหาย ใจหาย มีแต่สภาวะรู้
ปล. จิตอย่าเผลอส่งนอก และ อย่าเพ่งเข้าใน แต่ ให้อยู่กลางๆ
seng sun dan
20-05-2008, 08:20 PM
เป็นอย่างนั้น ไม่มีเรา ไม่มีเขา คำพระพูดไว้ถูกแล้ว
หลงเข้ามา
20-05-2008, 08:25 PM
<TABLE class=tborder cellSpacing=1 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=thead>ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 4 คน ( เป็นสมาชิก 4 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน ) </TD><TD class=thead width="14%">[ แนะนำเรื่องเด่น (http://board.palungjit.com/topic/upload.php) ]
</TD></TR><TR><TD class=alt1 width="100%" colSpan=2>หลงเข้ามา (http://board.palungjit.com/member.php?u=206532), เซ็ง สัน ดาน (http://board.palungjit.com/member.php?u=219305), สันโดษ (http://board.palungjit.com/member.php?u=193201), k.kwan (http://board.palungjit.com/member.php?u=202209) </TD></TR></TBODY></TABLE>
หุหุ ทำอะไรกันอยู่
k.kwan
20-05-2008, 08:26 PM
ดีใจหนา มีเพื่อนมา เอ่ยเฉลย
ไร้ตัวตน ไม่ต้องหวั่น คำใครเลย
เราไม่มีตัวตน เพียงอักษร
สิ่งใดดี สิ่งใดเพื่อ ปัญญาของ
ผองพี่น้อง สรรพสัตว์ ร่วมกรรมเวร
มาร่วมกัน จรรโลง พระศาสนา
ให้ก้องไปในโลกา ทั้งสามภพ
รู้เท่าไร บอกเท่านั้น นั่นแหละดี
ยังไม่รู้ ก็ไม่บอก แจ้งแถลงไข
มันยังไง ยังไม่รู้ จะบอกไงนี่
ถ้าเพื่อนรู้ ก็บอกไป ยังไงก็ดี
เป็นทางเดิน มีคนเดิน เพลินไปแล้ว
ถ้าเพื่อนแก้ว บอกต่อย่อมยังผล
ให้เวไนยสัตว์ พ้นโคลนตม
ใครไม่สมใจเขา ก็ปล่อยเขาไป
สันโดษ
20-05-2008, 08:26 PM
<TABLE class=tborder cellSpacing=1 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=thead>ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 4 คน ( เป็นสมาชิก 4 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน ) </TD><TD class=thead width="14%">[ แนะนำเรื่องเด่น (http://board.palungjit.com/topic/upload.php) ]
</TD></TR><TR><TD class=alt1 width="100%" colSpan=2>สันโดษ (http://board.palungjit.com/member.php?u=193201), เซ็ง สัน ดาน (http://board.palungjit.com/member.php?u=219305), หลงเข้ามา (http://board.palungjit.com/member.php?u=206532),เสมอ</TD></TR></TBODY></TABLE>
k.kwan
20-05-2008, 08:30 PM
หลงเข้ามา หลงแล้ว หลงต่อหนอ
เลิกหลง ก็ยังหลง ในเลิกหรือหนอ
หลงตามเฝ้า หลงตามดู พอไหมน้อ
หรือเลิกหลง มาเฝ้าต่อ เป็นเวรยาม
หลงเข้ามา
20-05-2008, 08:31 PM
ที่ยกมาไม่ใช่ให้ยึด เต๋า
แต่อธิบาย จิต คือ พุทธะ
ลองพิจารณาเถิด
ค่อยๆดับอยาตนะทีละตัว ด้วยสักว่ารู้
seng sun dan
20-05-2008, 08:32 PM
หุหุ เซ็ง สัน ดาน
อวิโรธนะ
20-05-2008, 08:37 PM
<TABLE class=tborder cellSpacing=1 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=thead>ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 5 คน ( เป็นสมาชิก 5 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน ) </TD><TD class=thead width="14%">[ แนะนำเรื่องเด่น (http://board.palungjit.com/topic/upload.php) ]
</TD></TR><TR><TD class=alt1 width="100%" colSpan=2>อวิโรธนะ (http://board.palungjit.com/member.php?u=219297), เซ็ง สัน ดาน (http://board.palungjit.com/member.php?u=219305), สันโดษ (http://board.palungjit.com/member.php?u=193201), หลงเข้ามา (http://board.palungjit.com/member.php?u=206532), k.kwan (http://board.palungjit.com/member.php?u=202209) </TD></TR></TBODY></TABLE>
สนุกกันใหญ่
k.kwan
20-05-2008, 08:38 PM
สันดานใคร เซ็งใคร ก็เซ็ง
อารมณ์หนอ มันเกิดแล้ว ก็ตามดู
เท่านั้นพอ เราหนอเรา ยังมีเรา
เขลาไม่พอ ต้องพิจหนอ รู้หนอ
ขอว่าไป ถ้าจะเกิด เมื่อไหร่
ก็เมื่อนั้น บารมีพลัน เต็มฝั่ง
วันฟ้าใส พละเต็ม อินทรีย์กล้า
ฟันฝ่าไป ชนะไซร้ ตัวเรานั้น
ไม่มีเรา เขาก็ไม่มี
ทุกสิ่งมีอยู่ ตามธรรมชาติ
ดาษดื่นมา เป็นอย่างนั้น
นั่นเองหนอ มีแต่เรา
เฝ้าแต่ฝัน บรรเจิดปลอม
ทุกข์ในสุข ทุกข์ในทุกข์
ไม่รู้ตัวมัวเมาเอย
seng sun dan
20-05-2008, 08:41 PM
เหมือนเรานั่นอยู่ในที่มืดสนิทก็ได้
เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของความมืด
ไม่เห็นอะไร แม้ตัวเรา
ความรู้สึกก็ไม่มี มีแต่รู้
สันโดษ
20-05-2008, 08:42 PM
ทำไม มีแต่ คน เซ็ง สันดาน สันโดษ เสมอ???
อวิโรธนะ (http://board.palungjit.com/member.php?u=219297), เซ็ง สัน ดาน (http://board.palungjit.com/member.php?u=219305), สันโดษ (http://board.palungjit.com/member.php?u=193201),
-*-
k.kwan
20-05-2008, 08:45 PM
สันโดษ วิเวก อันเดียวกัน
ใช่ป่าวจ๊ะ จะวิเวก ตัวคนเดียว
หรือสันโดษ ตัวโดดเดียว
เพื่อนมากมี หลายสีสรร
ช่างจำนรร สร้างสรร
มาหยอกล้อ ตลกบ้าง ว่ากันไป
หลงเข้ามา
20-05-2008, 08:47 PM
ให้พิจารณา ด้วยโยนิโส
แล้วทำสมาธิเข้าไปหาคำตอบ
สางสิ่งที่เกิดกับใจ ด้วยการเห็นไตรลักษณ์
สางไป สางไป สางไป จนเหลือแต่ตัวรู้
ทำไปเรื่อยๆจนใจมันรับเป็นอารมณ์
นั่นแหละรสของความว่าง
แต่สิ่งที่ เซ็งสันดาน อธิบาย เป็นการสางจนว่าง
เป็นส่วนหนึ่งของสภาวะ โดยแค่ สักว่ารู้
k.kwan
20-05-2008, 08:48 PM
ไหนๆก็มากัน สะพรั่งพร้อม
ช่วยฝากธรรม เป็นการบ้าน
บ้างดิหนอ จะได้ฝึก จะได้ฟัน
ปั่นสองล้อ ตามไปติดต้นคอ
หายใจรด ตดใส่เอย
seng sun dan
20-05-2008, 08:49 PM
คุณขวัญตามข่าวบ้างรึเปล่า
ภิกษุเตโช เกเรอีกแล้วนะ
k.kwan
20-05-2008, 08:52 PM
ปล่อยเขาหนอ พระท่านว่า
แล้วแต่กรรมของเวร
พระต้องปล่อยให้พระ
ด้วยกันเขาว่าความ
หลงเข้ามา
20-05-2008, 08:57 PM
แหม แต่กว่าจะปล่อยได้
เล่นไปหลายหน้าเลย หุหุ
k.kwan
20-05-2008, 08:59 PM
คนหลงผิด ก็ด้วยเพราะ
สันดานเดิม นั้นหนอ พ่อหลงผิด
จะไม่รู้ หรือรู้ ก็ไม่รู้หนอ
เห็นเขาจ้อ มาดมั่นว่ากันไป
อันโลกุตตระ เข้าถึงไหม
ฉันไม่รู้ เฝ้าถามอยู่
ก็ไม่บอก หลอกให้หลง
ใครพิจตาม ถ้ามีสติ
ก็รอดพ้น ส่วนใครหลง
ตามเงา เขลาเปล่าเอย
k.kwan
20-05-2008, 09:03 PM
ถ้าเอาเขา เป็นบททดสอบ
ก็พอได้ ฝึกเราไซร้ ไม่หลง
ไปกับเขา เขาจะวน ทนเวียน
เศียรหมุนจน คอหักป่น ก็ไม่เลิก
ทิฏฐิจริง ยึดมั่นว่าไม่มั่น แปลกจริงหนอ
เราว่าแปลกต่อ กว่าเขาไหม
อยากเห็นทิฏฐิ หน้าตาเป็นไง
ไปดูได้ พอเห็นเป็น อย่างนั้น
seng sun dan
20-05-2008, 09:04 PM
ให้คาถา ดับอายตนะ สักว่า สักว่า สักว่า
ไม่ต้องท่อง แต่ทันทีที่รู้ ก็ให้สักว่ารู้
แต่ต้องแยกให้ออกจากการทำงานนะ
อายตนะไหนจำเป็นต้องมี ก็ให้มีสติในอยตนะนั้นๆ เพียงสักว่า
สันโดษ
20-05-2008, 09:05 PM
http://storage.msn.com/x1pAdjo0uCo2H2ic0SXt32J02oFVcED8gpgyv8cLqCoSANSa1oD8JGVuOw_U0_pepCkHwe_H3yHldq74ZzJwM8CZ7oXc6BqaPdQmZqim2bW_h11qk9YsTW2fQt0Fg3iym-2Oj8Sb1WobAi0IykB7iWOfQ
k.kwan
20-05-2008, 09:06 PM
ดูเขา แล้วดูเรา ได้สองต่อ
มั่นใจพอ เห็นเขา ในเราไหม
ไม่มีเขา ในเรา พอเข้าใจ
โลกนี้ไซร์ ก็มายา ทุกสิ่งอัน
k.kwan
20-05-2008, 09:08 PM
นังเหมียวนี่ หน้าตา ช่างรัก
อารมณ์รัก บรรเจิด เพลิดเพ้อต่อ
หามาล่อฉันใช่ไหม รู้ทันนา
k.kwan
20-05-2008, 09:13 PM
วันนี้พอ ลาก่อน ไปละนะ
เจริญจิต เจริญธรรม ไม่มีท้อ
ไม่มีล่อ ไม่มีลวง ไม่ทวงกัน
jinny95
20-05-2008, 10:35 PM
^-^ เคยได้ยินเถระท่านหนึ่งบอกว่า อย่าส่งจิตออกนอก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ให้ส่งจิตเข้าใน ... อิอิ ( แวะมาป่วน )^-^
บุคคลทั่วไป 3 คน
20-05-2008, 11:48 PM
<TABLE class=tborder cellSpacing=1 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=thead>ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 2 คน ( เป็นสมาชิก 2 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน ) </TD><TD class=thead width="14%">[ แนะนำเรื่องเด่น (http://board.palungjit.com/topic/upload.php) ]
</TD></TR><TR><TD class=alt1 width="100%" colSpan=2>บุคคลทั่วไป 3 คน (http://board.palungjit.com/member.php?u=214899), k.kwan (http://board.palungjit.com/member.php?u=202209) </TD></TR></TBODY></TABLE>
k.kwan
21-05-2008, 07:36 AM
<TABLE class=tborder cellSpacing=1 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=thead>ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 2 คน ( เป็นสมาชิก 2 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน ) </TD><TD class=thead width="14%">[ แนะนำเรื่องเด่น (http://board.palungjit.com/topic/upload.php) ]
</TD></TR><TR><TD class=alt1 width="100%" colSpan=2>บุคคลทั่วไป 3 คน (http://board.palungjit.com/member.php?u=214899), k.kwan (http://board.palungjit.com/member.php?u=202209) </TD></TR></TBODY></TABLE>
มาทบทวนการบ้าน ค่ะท่าน
มาดูว่า เผลอสร้างกรรมอะไรไปบ้าง
คนเราก็มีเผลอ เป็นบางคราว
ทบทวนแล้ว ก็ละวางอีกหน
สติมาอีกหน ดูอีกที ก็ดีเหมือนกัน
ฐาณัฏฐ์
21-05-2008, 09:18 AM
ชิมิ ชิมิ
บุคคลทั่วไป 3 คน
21-05-2008, 09:29 AM
แจ่ม
จิตแจ่มใส ทำอะไรก็ดีไปหมด
เห็นอะไร ร้าย หรือ ดี แต่ก็สนุกไปหมด
ดูจิตเป็นนี่ มันส์ จริงๆ นะ
แถม เบาใจ กว่าที่คิด
ไม่ได้หนักเท่าไหร่
หนักมากก็เอาไปชั่ง
:)
k.kwan
21-05-2008, 12:04 PM
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ เซ็ง สัน ดาน http://board.palungjit.com/images/buttons/viewpost.gif (http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1217067#post1217067)
ในสถานการณ์ที่เผาไหม้
ปุถุชนย่อมปล่อยใจไหลแผดเผาด้วย ไฟโมหะ
ตรงนี้ต่างกับบุรุษผู้ศึกษาธรรม
เพราะ สัตบุรุษย่อมดับเพลิงที่เหตุได้ทันด้วยท่าที ที่เยือกเย็น
ด้วยสติ ที่อาจหาญ เพราะใจตั้งมั่นในธรรมแล้ว
ด้วยรู้เหตุผลกลกิเลส พยามารจึงจะสืบสันดานต่อไป เป็นไปได้ไม่
<!-- / message -->
k.kwan
21-05-2008, 12:05 PM
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ เซ็ง สัน ดาน http://board.palungjit.com/images/buttons/viewpost.gif (http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1217067#post1217067)
จะสมมุติหรือไม่ ให้มันเกิดขึ้นกับใจซึ่งเป็นผลจากการปฎิบัติเถิด
ถ้ายังไปยึดสมมุตติแบบไม่รู้ที่มา มันก็จะเป็นสมมุตติแบบย้ำๆในจิต
โน่นก็สมมุตติ นี่ก็สมมุติ อะไรๆก็สมมุมติ
คนที่วิมุตติในสมมุติแล้ว นั่นแหละ เขาไม่ต้านสมมุติ เพราะสมมุตติหมด
ไปจากใจแล้ว
<!-- / message -->
k.kwan
21-05-2008, 12:24 PM
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ เซ็ง สัน ดาน http://board.palungjit.com/images/buttons/viewpost.gif (http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1217067#post1217067)
แล้วจะไปสร้างตุ๊กตุ่น ตุ๊กตามาทำไมล่ะ
ผมจะสร้างให้สดับกัน
เมื่อเริ่มหลับตา ตัวก็หาย
เมื่อเริ่มหายใจ ก็เห็นรูปนาม
เมื่อเริ่มหายใจละเอียด ก็หยั่งกิเลส
เมื่อเริ่มตั่งมั่น ก็เห็นไตรลักษณ์
เมื่อลมละเอียดหาย ก็กลับมามาที่รูปนามอีก แต่เป็นการรู้ กับ ถูกรู้
เมื่อรู้ตัวว่า รู้ ก็จะเป็นถูกรู้ทันที
เพราะเหตุนี้ จึง สักว่ารู้ รู้เป็นกลางๆ
นั่นแล ให้ประคองตรงนั้นตลอดตื่น จนเป็นปัจจุบัน
k.kwan
21-05-2008, 06:38 PM
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ อวิโรธนะhttp://board.palungjit.com/images/buttons/viewpost.gif (http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1217067#post1217067)
ความจริง หรือ ความลวง
ในโลกของสมาธิ ถ้าสติไม่แน่นพอ การปรุงแต่งสร้างภพเกิดขึ้นได้ทุกขณะจิต
หรือการรวมจิตเอกทัต โดยขาดสติระละรู้ จิตจะไหลรวบเป็นภพใหม่ ในสภาวะติดสุข
คำถามมีอยู่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นใจจิตเป็นของลวง หรือ ของจริง
การชนะตัวตนภายในไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าใจยอมรับความจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก
จิตมนุษย์มักสร้างอารมณ์มาบังเหตุผลเสมอ เพราะเหตุนี้ ผู้ยังเวียนตายในสังสารวัฏ ย่อมไม่เห็นความจริงข้อนี้
การหยั่งลึกปฎิจสมุปบาท ได้ชื่อว่าเห็นความจริง ธรรมชาติจิต
เมื่อรู้วงจร สิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ย่อมดับ จึงได้ชื่อว่าเป็นความจริง
แน่นอน เมื่อสัมผัสไตรลักษณ์ครั้งแรก ภูมิจิตย่อมคลายออกจากอารมณ์ทีบังตา
ดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้นแล้ว
เปรียบเหมือนแสงแดดที่ส่องลงในที่มืด เผาฆ่าเชื้อโรคให้จางหาย แต่ใช่ว่าจะหมดไป
หากเราหยุดได้ชื่อว่าประมาท เพราะแม้เห็นกิเลสแล้ว ปหานลงแล้ว แต่เชื้อยังมีอยู่
กิเลสย่อมแตกออกและเติมโตตามกำลัง
จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่
อย่าประมาทกิเลส เพราะ มีตัวใหม่มาให้เห็นเสมอ
มันจะไล่ล่าคุณเวลาที่ขาดสติ
แม้ความหงุดหงิดใจเล็กน้อย ย่อมเติมใหญ่ในสืบเชื้อได้
ควรตระหนักเสมอ ในกิเลส โทสะ โมหะ โลภะ
เพราะแต่ละครั้งที่เกิด กิเลสย่อมไม่เหมือนกันซะทีเดียว
บางเวลาอาจเริ่มด้วยเหตุผลและอาจจบด้วยความไร้เหตุผล
<!-- / message --><!-- / message -->
k.kwan
21-05-2008, 07:00 PM
(ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping-love (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (ping) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (good) (||) (||) (||) (||) (||) (||) (||) (||) (||) (||) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love) (tm-love)
อันนี้ ลูกชายจอมลิงมาขอแจม
k.kwan
21-05-2008, 07:15 PM
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ อวิโรธนะhttp://board.palungjit.com/images/buttons/viewpost.gif (http://board.palungjit.com/showthread.php?p=1217067#post1217067)
สังสารวัฎในจิต
เกิดสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งย่อมเกิด เป็นวงจรเสมอ
ดังนั้นทางเลือกก็มีสองทางเช่นกัน
กิเลสไม่สามารถเกิดขึ้นลอยๆ แต่เป็นการสืบสันดานจากอยาตนะ
การปิดหู ปิดตาไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะเราไม่สามารถปิดใจได้
ทั้งนี้ ใจย่อมอยู่เหนืออายตนะทั้งปวง
สังสารวัฎในกาย หมุนรอบสืบต่อ กิเลสตัวหนึ่งสู่กิเลสอีกตัวหนึ่ง
การที่ดับเป็นปัจจุบัน ใช่ว่าจะดับไปจริง
เพราะ สิ่งหนึ่งนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง ดังนั้นการตื่นจากกิเลส
จึงเป็นการสร้างเหตุแห่งกุศลจิต
ไม่บังเอิญ ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว
ด้วยอำนาจกรรม ทุกอย่างถูกกำหนด นี่เรียกว่า ชะตา
เพราะเข้าใจเหตุในสังสารวัฏ ที่ว่าด้วยเหตุหนึ่ง ไปสู่เหตุหนึ่ง
ทุกสิ่งจึงเป็นเหตุของผล
ในแต่ละวัน เมื่อกิเลสเข้ามาไล่ล่า ทางออกย่อมมีเสมอ
จะไหลตามอารมณ์ หรือ จะต้านด้วยเหตุผล
ผลชะตา ย่อมออกมาต่างกัน
นั่นแปลว่า สิ่งที่ยังไม่เกิดในอนาคต เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้
หรือพูดอีกนัยหนึ่ง คือ สื่งนั้นถูกกำหนดไว้แล้ว
<!-- / message -->
<!-- / message -->
อวิโรธนะ
21-05-2008, 07:25 PM
ท่าทางจะชอบคำคม งั้นให้อีกประโยค
" มีดโกน "
k.kwan
21-05-2008, 07:46 PM
ท่าทางจะชอบคำคม งั้นให้อีกประโยค
" มีดโกน "
ขออนุญาตินะคะ ชอบสะสมมีดโกนอะค่ะ มันโดนนนนน
ชิมิ ชิมิ หนอ
บุคคลทั่วไป 3 คน
21-05-2008, 08:14 PM
ภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ และ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย
มีมาตั้งเเต่ อดีต จนถึงปัจจุบัน
สิ่งที่ เห็น เป็น เพียง ธรรมชาติ ของ เวไนยสัตว์
ที่เป็นไปตามกาลของ กฎแห่งกรรม
สิ่งที่เราทำได้ คือ ดู เพื่อ รู้ มิใช่ ดูเพื่อ ทุกข์
ปัญญา ก่อให้เกิด การศึกษา
แต่ปัญญา ไม่สามารถ แก้กรรม
หาก ขาด ซึ่ง สติในการพิจารณา
ทุกอย่าง ที่เกิดขึ้น ต้องกลัวหรือ เปล่า?
ทุกอย่าง ที่เกิดขึ้น ต้อง ทุกข์ หรือเปล่า?
ทุกอย่างที่เกิด ขึ้น เป็น เพียง สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก
เราไม่สามารถ ควบคุม ดิน น้ำ ลม ไฟ
แต่ เราสามารถ ควบคุมจิตใจ ให้มั่นคง และ ตั้งใจ ปฏิบัติ สืบไป
ตราบที่ ตนเอง ทำได้ การเจริญ สติ
มิใช่ เจริญ ด้วย ความ หวาดระเเวง
แต่เจริญ สติ ด้วยปัญญา ที่เฝ้ามอง
ทุกอย่าง เกิดขึ้นเเล้ว เกิดขึ้นจริง
แต่ ที่ไม่เกิด กับ เรา เพราะ บารมี ที่ตนเอง สร้างขึ้นมา
หากเรา เชื่อ คุณ พระศรีรัตนตรัย
ตัวเรา ย่อม มีบุญบารมี เฉกเช่นเดียวกัน
หากเรา ไม่เชื่อ สิ่งที่มองไม่เห็น ก็ไม่ผิด
เพียงแต่ เราหามี ที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ไม่
จงเชื่อ ตนเอง และ เชื่อ ความดี ที่เรา ได้สร้าง
จะเป็น เกราะ ป้องกัน ศัตรู และ ภัยพิบัติ ที่ มองไม่เห็น
หมั่นปฏิบัติ เเละเรียนรู้ ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไร คือ กฎแห่งกรรม
ท้ายที่สุดเเล้ว เราจะพ้น จากภัยพิบัติ
ด้วย บุญบารมีของตนเองที่สร้าง ณ ปัจจุบัน
สิ่งศักดิ์สิทธิ์เดียวที่ช่วยเราได้ คือ ความดีของตนเอง
ตนเเลเป็นที่พึ่งแห่งตน (พระพุทธเจ้า)
เก็บอันนี้ดีก่า
ชอบใจ มั๊กๆ มีการ ลงปริยัติตบท้ายได้ วิจิตร มั๊กๆ
......(พระพุทธเจ้า).....
k.kwan
21-05-2008, 08:43 PM
นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา
ขอนอบน้อมแด่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว
ขอนอบน้อมแด่วิมุตติธรรมของท่านผู้หลุดพ้นแล้ว
หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล (http://www.geocities.com/bhuthaphum/)
เรื่องของกรรมคนเรานี้ย่อมมีกรรมเป็นของๆตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป เมื่อยังมีชีวิตอยู่กรรมนั้นจักเป็นทายาท ให้เราได้รับผลของกรรมนั้นสืบต่อๆไป
หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถร (http://www.luangpumun.org/)
อวิชชาเกิดมาจากอะไร? ท่านหาได้บัญญัติไว้ไม่ พวกเราก็ยังมีบิดามารดา อวิชชาก็ต้องมีพ่อแม่เหมือนกัน ได้ความตามบาทพระคาถาเบื้องต้นว่า ฐีติภูตํ นั่นเองเป็นพ่อแม่ของอวิชชา ฐีติภูตํ ได้แก่ จิตดั้งเดิม เมื่อ ฐีติภูตํ ประกอบไปด้วย ความหลง จึงมีเครื่องต่อกล่าวคือ อาการของอวิชชาเกิดขึ้น เมื่อมีอวิชชาแล้ว จึงเป็นปัจจัยให้ปรุงแต่งเป็นสังขารพร้อมกับความเข้าไปยึดถือ จึงเป็นภพชาติ คือต้องเกิดก่อต่อกันไป ท่านเรียกปัจจยาการ
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล (http://www.wimutti.net/pudule/index.html)
จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (http://www.luangta.com/)
อวิชชารวมตัว ปกปิดจิตแท้ - ธรรมแท้
การพิจารณาเห็นสภาพทั้งหลายทั้งภายนอกทั้งภายในกาย
ทั้งในเจตสิกธรรมของตัวชัดขึ้นเท่าไร มันก็เห็นจุดที่อยู่ที่อาศัยของตัวการสำคัญชัดขึ้นๆ เมื่อพิจารณาตะล่อมเข้าไป ความรู้ของจิตมันก็แคบเข้าไป ความกังวลของใจก็น้อยเข้าไป กระแสของใจที่ส่งออกไปก็แคบ พอกระเพื่อมตัวออกไปเกี่ยวกับสิ่งใดก็พิจารณาเกี่ยวกับสิ่งนั้นด้วย พิจารณาความกระเพื่อมของจิตที่ออกไปแสดงตัวด้วย ก็เห็นทั้งสองเงื่อนรู้เหตุรู้ผลกันทั้งสองด้าน คือด้านที่ไปเกี่ยวข้องสิ่งที่ถูกเกี่ยวข้องหนี่ง ผู้ไปเกี่ยวข้องหนึ่ง ปัญญาก็ขยับตัวเข้าไปเป็นลำดับๆ
เมื่อเข้าไปถึงตัวอวิชชาจริงๆ โดยมากนักปฏิบัติถ้าไม่มีครูอาจารย์คอยแนะนำไว้ก่อน จะต้องไปถือเอาตัวนั้นแลว่าเป็นตัวจริง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างได้พิจารณาเห็นชัดภายในใจแล้วว่า ได้รู้เท่าและปล่อยวางไปหมดไม่มีสิ่งใดเหลือ แต่ผู้ที่รู้สิ่งทั้งหลายนั้นคืออะไรนั่น ทีนี้ก็ไปสงวนอันนั้นไว้ นี่แลที่ว่าอวิชชารวมตัวแล้ว แต่กลับมาเป็นตัวขึ้นโดยไม่รู้สึก จิตก็มาหลงอยู่นั้น ที่ว่าอวิชชาก็คือหลงตัวเองนี่แหละ ส่วนที่หลงสิ่งภายนอกนั้นยังเป็นกิ่งก้าน ไม่เป็นเรื่องของอวิชชาอันแท้จริง ...
หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ (http://www.relicsofbuddha.com/worralapo/index.htm)
เราเกิดมาในชาตินี้เป็นบุญลาภอันประเสริฐ ที่ได้มาพบพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐในโลก สมควรที่จะลงมือปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์โดยความไม่ประมาท กิเลสบาปธรรมจะได้น้อยเบาบางจากดวงจิตของตน การที่คนเราจะพ้นทุกข์ไปไม่ได้ก็เพราะไม่ปฏิบัติตามคำสอน ของพระพุทธเจ้านั้นเอง
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย (http://www.thaniyo.net/)
คำว่ากรรม คือการกระทำของมนุษย์ที่พร้อมไปด้วยเจตนา คือ ความตั้งใจว่าจะทำ จะพูด จะคิด ทีนี้ ในเมื่อทำลงไปแล้ว จิตเขาบันทึกผลงานเอาไว้โดยธรรมชาติ บางทีเราเผลอทำความไม่ดีลงไป ภายหลังเรานึกว่ามันเป็นบาป เราจะกลับมาเปลี่ยนความคิดว่า "ฉันทำเล่นๆ ฉันไม่ต้องการผลตอบแทน" มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้...
http://www.wimutti.net/teacher.php
jinny95
21-05-2008, 10:45 PM
"ธรรมดาเราดูแต่คนอื่น 90 % ดูตัวเองแค่ 10 %"
คือคอยดูแต่ความผิดของคนอื่นเพ่งโทษคนอื่น คิดแต่จะแก้ไขคนอื่น.... จริงไม๊นะ ?
พระอาจารย์สอนคนชอบยุ่งกับเรื่องของคนอื่น
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
อย่ายุ่งกับเรื่องของคนอื่น ภาวนามากๆ ดูตัวเองมากๆ
หลวงพ่อ ( พระโพธิญาณเถร) บอกว่า
"ธรรมดาเราดูแต่คนอื่น 90 % ดูตัวเองแค่ 10 %"
คือคอยดูแต่ความผิดของคนอื่นเพ่งโทษคนอื่น คิดแต่จะแก้ไขคนอื่น
กลับเสียใหม่นะ ดูคนอื่นเหลือไว้ 10 %
ดูเพื่อศึกษาว่า เมื่อเขาทำอย่างนั้น คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร
เพื่อเอามาสอนตัวเองนั่นแหละ
ดูตัวเอง พิจารณาตัวเอง 90 % จึงเรียกว่าปฏิบัติธรรมอยู่
ธรรมชาติของจิตใจมันเข้าข้างตัวเอง
โบราณพูดว่า เรามักจะเห็น ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา ความผิดของตนเองเท่ารูเข็ม
มันเป็นความจริงอย่างนั้นด้วย เราจึงต้องระวังความรู้สึกนึกคิดของตัวเองให้มากๆ
เห็นความผิดของคนอื่น ให้หารด้วย 10
เห็นความผิดตัวเอง ให้คูณด้วย 10
จึงจะใกล้เคียงกับความจริงและยุติธรรม
เพราะเหตุนี้เราจะต้องพยายามมองแง่ดีของคนอื่นมากๆ
และตำหนิติเตียนตัวเองมากๆ
แต่ถึงอย่างไรๆ เราก็ยังเข้าข้างตัวเองนั่นแหละ
พยายามอย่าสนใจการกระทำ การปฏิบัติของคนอื่น
ดูตัวเอง สนใจแก้ไขตัวเองนั่นแหละมากๆ
เช่น เข้าครัวเห็นเด็กทำอะไรไม่ถูกใจ
แล้วก็เกิดอารมณ์ร้อนใจ
ยังไม่ต้องบอกให้เขาแก้ไขอะไรหรอก
รีบแก้ไข ระงับอารมณ์ร้อนใจของตัวเองเสียก่อน
เห็นอะไร คิดอะไร รู้สึกอย่างไร ก็สักแต่ว่า ใจเย็นๆ ไว้ก่อน
ความเห็น ความคิด ความรู้สึกก็ไม่แน่ ..... ไม่แน่
อาจจะถูกก็ได้ อาจจะผิดก็ได้
เราอาจจะเปลี่ยนความเห็นก็ได้
สักแต่ว่า ..... สักแต่ว่า ..... ใจเย็นๆ ไว้ก่อน ยังไม่ต้องพูด
ดูใจเราก่อน สอนใจเราก่อน หัดปล่อยวางก่อน
เมื่อจิตสงบแล้ว เมื่อจิตปกติแล้ว
จึงค่อยพูด จึงค่อยออกความเห็น
พูดด้วยเหตุ ด้วยผล ประกอบด้วยจิตเมตตากรุณา
ขณะมีอารมณ์อย่าเพิ่งพูด
ทำให้เสียความรู้สึกของผู้อื่น
ทำให้เสียความรู้สึกของตัวเอง
ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร
มักจะเสียประโยชน์ซ้ำไป
เพราะฉะนั้น อยู่ที่ไหน อยู่ที่วัด อยู่ที่บ้าน
ก็สงบๆ ๆ ไม่ต้องดูคนอื่นว่าเขาทำผิดๆ ๆ
ดูแต่ตัวเรา ระวังความรู้สึก ระวังอารมณ์ของเราเองให้มากๆ
พยายามแก้ไข พัฒนาตัวเรา ..... นั่นแหละ
เห็นอะไรชอบ ไม่ชอบ ปล่อยไว้ก่อน
เรื่องของคนอื่น พยายามอย่าให้เข้ามาที่จิตใจเรา
ถ้าไม่ระวัง ก็จะยุ่งกับเรื่องของคนอื่นไปเรื่อยๆ
หาเรื่องอยู่อย่างนั้น เอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเป็นเรื่องของเราหมด
มีแต่ยินดี ยินร้ายพอใจ ไม่พอใจ ทั้งวัน
อารมณ์มาก จิตไม่ปกติ ไม่สบาย ทั้งวันๆ ก็หมดแรง
ระวังนะ
พยายามตามดูจิตของเรา รักษาจิตของเราให้เป็นปกติให้มาก
ใครจะเป็นอะไร ใครจะทำอะไร ดีหรือไม่ดี เรื่องของเขา
แม้เขาจะทำกับเรา ว่าเรา..... ก็เรื่องของเขา
อย่าเอามาเป็นอารมณ์
อย่าเอามาเป็นเรื่องของเรา
ดูใจเรานั่นแหละ
พัฒนาตัวเองนั่นแหละ
ทำใจเราให้ปกติ สบายๆ มากๆ
หัด-ฝึก ปล่อยวาง นั่นเอง
ไม่มีอะไรหรอก
ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการตามรักษาจิตของเรา
คิดดี พูดดี ทำดี มีความสุข
บุคคลทั่วไป 3 คน
22-05-2008, 09:03 AM
.
ปวารณา คือการปวารณาซึ่งตนอย่างที่ท่านกล่าวว่า "ทิฏฺเฐนะ วา สุเตน วาปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย" ด้วยการเห็นก็ดี ด้วยการได้ยินก็ดี ด้วยการรังเกียจก็ดี จะประการใดประการหนึ่ง ขอให้ตักเตือนด้วยความเอ็นดูเมตตาปรารถนาหวังดีต่อข้าพเจ้า"
คำปวารณามีอย่างนี้ ปวารณาซึ่งกันและกันทุกคนไม่ว่าใครทั้งนั้นผู้ใหญ่ผู้น้อย อายุพรรษามากน้อยเหมือนกัน ปวารณากันให้ว่ากล่าวตักเตือนกันไว้ด้วยความเมตตาปรารถนาหัวงดีต่อกัน ถ้ามีโทสะมานะเกิดขึ้นแต่ในใจของตนแล้วการตักเตือนถึงแม้เป็นของดี ก็ไม่มีประโยชน์แก่ตนอีก ถ้าหากคนฟัง คนที่ถูกตักเตือนยอมรับยอมปฏิบัติตาม จะเป็นประโยชน์ต่อคนนั้นต่อไป แต่ผู้ปฏิบัติจะพูดย้อนผู้สอนผู้ตักเตือนแล้ว ไม่มีประโยชน์ ขาดเมตตาเอ็นดูกรุณาซึ่งกันและกัน การปวารณานี้มีประโยชน์มากไม่เฉพาะแต่เวลานี้หรืออยู่แต่ในวัดนี้ ถ้าไปในที่อื่นเห็นหน้าเห็นตากันเมื่อไรว่ากล่าวตักเตือนกันได้ทุกเมื่อ จึงว่ามีประโยชน์มาก เรามาอยู่จำพรรษาร่วมกัน ด้วยความเห็นด้วยทิฐิมานะอะไรต่าง ๆ ยอมสละทุกสิ่งทุกประการ อ่อนน้อมยอมเข้าหากัน ย่อมมีความสุขสบาย
refer : http://www.thewayofdhamma.org/page3_1_2/10.html
บุคคลทั่วไป 3 คน
22-05-2008, 09:22 AM
มีคนบอกว่า
สำหรับคุณผมคงไม่พยายามชี้อะไรแล้วนะเพราะ เขา มาเพื่อพากันหลง ยิ่งคุยกับคุณขจรกับคุณขุนพล ก็ยิ่งทำให้เกิดเดรัจฉานกถา มีแต่เพียงความสนุกเฮฮามั่วซั่วไปเรื่อยๆ ไม่ได้หวังให้ใครได้ดี หรือ ไม่ดี --เป็นเพียงการเข้ามาคุยเล่นเขาเข้ามาเพื่อคุยเล่นเท่านั้นไม่ได้มีนัยยะของการเปิดตามธรรมอยู่เลยแบบนี้ ผมชี้ไปมีแต่เสียกับเสียจะเหมือนคุณขจรในที่สุด คือ เอาแต่คุยเล่นพอชี้สภาวะธรรมกลับเกิดรุ้สึกว่าถูกเพ่ง จิตข้างในมีปฏิฆะเจตสิก ทำให้น้อมรับ แต่ก็ไม่ได้รับธรรมนั้นเข้าสู่ดวงจิต ซึ่งจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยในการได้สดับธรรมแม้กาลนี้ หรือ ชาติหน้า ธรรมนี้จะไม่ตามติดไปด้วยเพราะปฏิฆะได้เกิดขึ้นในจิตก่อน
...............
อิอิ...เราก็กำลังดังครับ...ชื่อเสีย....โด่งดัง
..............
แค่อ่านสำนวนการพูด เราก็รู้ว่า เป็นเพื่อนรักเราครับ.....เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด...อิอิ
..............
ขอบคุณที่ห่วงใยครับ...
....
มีคนบอกว่า
สำหรับคุณผมคงไม่พยายามชี้อะไรแล้วนะเพราะ เขา มาเพื่อพากันหลง ยิ่งคุยกับคุณขจรกับคุณขุนพล ก็ยิ่งทำให้เกิดเดรัจฉานกถา มีแต่เพียงความสนุกเฮฮามั่วซั่วไปเรื่อยๆ ไม่ได้หวังให้ใครได้ดี หรือ ไม่ดี --เป็นเพียงการเข้ามาคุยเล่นเขาเข้ามาเพื่อคุยเล่นเท่านั้นไม่ได้มีนัยยะของการเปิดตามธรรมอยู่เลยแบบนี้ ผมชี้ไปมีแต่เสียกับเสียจะเหมือนคุณขจรในที่สุด คือ เอาแต่คุยเล่นพอชี้สภาวะธรรมกลับเกิดรุ้สึกว่าถูกเพ่ง จิตข้างในมีปฏิฆะเจตสิก ทำให้น้อมรับ แต่ก็ไม่ได้รับธรรมนั้นเข้าสู่ดวงจิต ซึ่งจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยในการได้สดับธรรมแม้กาลนี้ หรือ ชาติหน้า ธรรมนี้จะไม่ตามติดไปด้วยเพราะปฏิฆะได้เกิดขึ้นในจิตก่อน
ประโยคนี้ ผมเป็นคนพูดเอง โดย จดหมายส่วนตัวไปถึง เพียงนาม
นี้ถ้าคุณเอาข้อความที่เป็นส่วนตัวออกมาเผยแพร่ได้ ก็มีสองสถาณ คือ
ไปเปิดอ่านจดหมายของเขา หรือ เขาส่งจดหมายมาเป็นการส่วนตัวถึง
คุณเพื่อเล่าแจ้ง ซึ่ง ถ้าเป็นกรณที่สอง ถ้าเจตนาแจ้งเพื่อทราบ ย่อม
หมายถึงกำชับด้วยว่า อย่าเปิดเผยว่าได้ส่งมา เพราะ เพียงนาม จะถูก
ตัดการตักเตือนไปโดยปริยาย กับ สอง เขาเป็นพวกเดียวกับคุณ ซึ่ง
แปลว่า ไม่ว่าอะไรที่ผมจะตักเตือนไปถึงเพียงนาม จะกลายเป็นของ
เล่นเม้าท์แตก ซึ่ง ผมก็ต้องหยุดการเตือนเพียงนามไปโดยปริยายเช่น
กัน
ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไร วันนี้ คุณเพียงนาม จะไม่ได้รับการตักเตือน
จากผมอีกแล้ว
ที่มาที่ไปของ จม นั้น ก็เพื่อดึง ญาติของเพียงนามที่ชื่อ พิญณ์ ให้ออก
มาจากมิตรผู้ไม่สนใจในประโยชน์ของผู้อื่น
วันนี้ ไม่ว่าอย่างไร ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ผู้ใดสนใจ หรือ เคารพ
ในประโยชน์ของผู้อื่นหรือไม่
ถ้าแม้นคำตักเตือนของเราที่ส่งไปยังผู้ปราวณาตนของ "เพียงนาม" ให้
เราว่ากล่าวตักเตือนได้ จะกลายเป็นทุกข์ร้อนเช่นนี้ ก็สมควรที่จะให้
ถอนคำปารวณาตนนั้นออกไป
เพื่อให้เขาได้ยินดีในความสุขอันประเสริฐยิ่งจากมิตรผู้ไร้กรรม
k.kwan
22-05-2008, 11:48 AM
ตราบใดที่เราและเขา ยังเป็นปถุชนอยู่
ย่อมมีอวิชชา ความหลง มัวเมา กิเลส ตัณหา อยู่ใน
ในขันธสันดาน จิตใจย่อมหมอง ด้วยอวิชชาครอบไว้
หลงผิด มัวเมา กระทำไปโดย อวิชชานำพาไป ไม่รู้ตัว
หากเราไม่ชอบใจ ไม่ต้องใจสิ่งใด ที่บังเกิดแก่ จิต ใจ
ของเรา โปรดเมตตา สงสาร จิต และใจ ทั้งเขา และเรา
ล้วนถูก อวิชชา หลอกลวง ให้หลงผิด คิดผิด กระทำผิด
หากเรารู้ตัวแล้ว โปรดช่วยให้เขารู้ตัว จะเป็นกุศลยิ่งขึ้นไป
ส่วนกระทำใดๆ ไปแล้ว ด้วยเจตนาดี ย่อมเป็นกุศล สำหรับ
จิต ใจ ของเราผู้กระทำ ส่วนผู้รับ จะได้กุศล หรือได้อกุศล
ย่อมไม่อยู่ในอำนาจของเรา ไม่สามารถควบคุมได้
และไม่ถือเอาสิ่งนั้น มาเป็นสรณะแห่งใจ ควรวางไว้นอกจิต นอกใจ
เพราะสิ่งเหล่านั้น ก็คืออวิชชา ที่เราไม่ควรถือไว้เป็นสรณะ
ให้จิต และใจ เศร้าหมอง สู้เขาต่อไป ทาเคชิ
งุงิ งุงิ ชิมิ หนอ
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก หนอ
k.kwan
22-05-2008, 11:55 AM
นี้ถ้าคุณเอาข้อความที่เป็นส่วนตัวออกมาเผยแพร่ได้ ก็มีสองสถาณ คือ
ไปเปิดอ่านจดหมายของเขา หรือ เขาส่งจดหมายมาเป็นการส่วนตัวถึง
คุณเพื่อเล่าแจ้ง
-------------
คุณในข้อความนี้คือใครหรือคะ
สงสัยมันผุดขึ้นมาเรย จิตสอดรู้มันทำงานด้วยความขยัน
ควรจะให้รางวัล หรือให้โทษ จิตสอดรู้ดีหนอ
อ้อ รู้แล้ว ฉีดน้ำดับเพลิงมันดีก่า
อะหนอ อะหนอ
บุคคลทั่วไป 3 คน
22-05-2008, 11:58 AM
อ้าว หมายถึง คนที่ใช้ชื่อ ไร้กรรม ครับ
แล้วก็ให้หมายถึง คนที่ชื่อ ไร้กรรม นะ
ไม่ได้หมายไปถึง คนที่เป็นที่มาที่ไปจริงๆ
คุณขวัญกลัมมาแจ่มแล้ว ใครจะไปว่าได้อีก
ชิมิ ชิมิ
k.kwan
22-05-2008, 12:41 PM
โปรดเมตตา สงสาร ใจเรา และใจเขาเถิด
โดนอวิชชา เล่นงานกันทั้งน้านนน
ชิมิ ชิมิ หนอ
k.kwan
22-05-2008, 01:07 PM
ลวงตา (คุณอวิโรธนะ)
เราอาศัยอยู่ในโลก แต่เรารับรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างไม่ถูกต้อง
ด้วยจิตใจที่หลงผิดของเรา
ความจริงข้อนี้เป็น อวิชา ที่มีอยู่จริง
เรามักเชื่อสิ่งต่างๆที่เห็น เช่น วัตถุที่ถูกมองเป็นสิ่งคงสภาพอยู่อย่างนั้น
เพราะตาเราเชื่อนั้น ที่จริงไม่มีอะไรใหม่มีแต่เสื่อมลงทุกขณะ
หรือ อธิบายในแบบรูปนามเมื่อตาเรามองเห็นวัตถุที่วิ่งผ่านไป
วิญาณเกิดการรับรู้ว่ามีวัตถุเป็นตัวตน
ครั้งเมื่อผ่านไปแล้ว รูปดับ นามก็ดับ
แต่ใจเราเชื่อว่าวัตถุนั้นยังคงมีอยู่ และถูกบันทึกไว้ในความจำเรียบร้อยแล้ว
กระบวนการเห็น ถูกบันทึกแวปรุงแต่งเป็นความ ชอบ ไม่ชอบ หรือ ความกลัว
เมื่อไม่รู้เหตุของที่มา จิตเข้าไปรับอารมณ์ ทำให้ต้องเกิดการสนองอารมณ์นั้น
ทุกอย่างเป็นลูกโซ่ ขับเคลื่อนจาก สิ่งหนึ่งสู่สิ่งหนึ่ง เป็นชาติภพ ต่อไป
ทุกอย่างเต็มไปด้วยสิ่งลวงตา
ในบท กาลมาสูตร มีบทหนึ่งกล่าวไว้ " อย่างเชื่อแม้สิ่งที่เห็น "
มนุษย์มีความสามารถรับรู้สิ่งที่เห็น แต่ไม่เข้าใจสิ่งที่เห็น
เช่น ครั้งหนึ่งมนุษย์ไม่เคยเข้าใจเรื่องไฟ เมื่อเกิดฟ้าผ่าลงในกิ่งไม้
เกิดไฟลุกโชน เป็นของร้อน น่ากลัว ลุกลามไม่ทั่วไม่สามารถห้ามได้
จึงเข้าใจว่าเป็นพระเจ้าพิโรธ
ถ้าให้ความเครพ พระเจ้าจะให้น้ำฝนเป็นสิ่งตอบแทน
กับความตาย หลายคนเข้าใจว่า "การจบชีวิต เป็นการจบแล้วของชีวิตหรือ"
ในสังสารวัฎ การเวียนตายเกิด ไม่มีคำว่าจบสิ้น ถ้ายังไม่สามารถแจ้งในความจริง
ความจริง คือ การหยั่งถึงวงจรปฎิจจสมุปบาท
สาวลึกไปหาเหตุแล้วดับที่เหตุของการเกิด
เราจะเห็นความจริงได้อย่างไร
ในพุทธศาสนา สอนให้มองเห็นความจริงที่อยู่ข้างในตัว
ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหลอกตนเอง โดยขาดปัญญา
โดยมีหลักการทำ วิปัสสนา เพื่อพัฒนา ปัญญา ให้เท่าทันตามความเป็นจริง
มีอีก ตามไปอ่านนะคนดี
<!-- / message -->http://board.palungjit.com/showthread.php?t=129818
k.kwan
22-05-2008, 01:22 PM
เล่ห์ลวงแห่งมาร
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=116003
บุคคลทั่วไป 3 คน
22-05-2008, 02:23 PM
๓. มัจจุมาร คือ ความตายเป็นมาร พอเราจะทำความดี มันกลัวเราหนีพ้น ไม่รู้จะขัดคอเราอย่างไร พาลชักแหง็ก ๆ ตายเอาดื้อ ๆ ฆ่าเราตายจากความดีทั้งร่างกายและจิตใจเลย
ตรงส่วนมัจจุมารนี้ มันส์ ขอเล่าเป็นอุทาหรณ์ เป็นลำดับดังนี้
1.ปรกติคนทำสมถะสมาธิ จะนั่งมาเรื่อยๆ จนถึงขั้น ปิติ แล้วก็ติดตรงนี้
2.ผู้สอน จะให้คำสอนมาว่า กลัวอะไร ให้กล้าๆหน่อย ตายเป็นตาย
3.คนเรียน ก็เอามาทำ จนพ้นปิติไปแล้ว เรียกว่า ธรรมบรรยายข้อ 2 สำเร็จ
ไปแล้ว แต่พี่แกไม่ทิ้ง
4.ทำสมาธิไปเรื่อย พอได้วสีนิดหน่อย ก็จะเข้าสู่สุข แต่บางคนมีโลภะเจตนา
เจือการปฏิบัติ จึงเร่งเข้าภาวะ ฌาณ ซึ่งเรียนรู้มาว่า ลมหายใจจะหายไป ก็จะ
เผลอปรุงให้ลมหายใจหายไปโดยไม่รู้ตัว ( เพราะ สติพละ ไม่ได้เจริญไว้ )
หนักเข้า จะเห็นว่าอึดอัด แล้วคำสอนในข้อสองลั่นขึ้นมา เหมือนมากระซิบ
( สัญญามันดึง ) ทำให้ยิ่งไปกำหนดลมหายใจให้หายไป ก็จะเกิดอาการ
ชักกระแด่วๆบ้าง หรือ หมดสติไปบ้าง โดยอาการหมดสติครั้งนี้เกิดจาก
อาการหมดลมหรือใกล้ตาย ดังนั้น ภาวะใกล้ตายทั่วไปจะมี ภาพนิมิตจำนวน
มาก (กรรมเก่า สัญญาเก่าเข้ามา ) ก็เป็นทีมาของอาการกระแด่วๆ และพอ
ตื่นขึ้นมา ก็คิดว่า ตัวเองได้ข้ามกรรมหนักมาแล้ว คิดว่า บรรลุ
ก็ต้องระวังกัน การทำสมาธิจึงต้องมีครูคอยดูรูปฌาณให้เรา จะได้ไม่เกิดขึ้น
เพราะ โลภะเจตนาไปสร้างขึ้นเอง อันจะนำมาซึ่ง โมหะมูลจิตจำนวนมาก
แต่ถ้าทำสมาธิโดยมีการเจริญ สติ เอาไว้ก่อน ก็จะตรวจตนเองได้ และรู้ระงับ
เหตุแห่งทุกข์อันจะเกิดจาก มิจฉาสมาธิ
** โดยส่วนตัว ผมไปถึงขั้นกลั้นลมหายใจ แต่ตรวจทันเสียก่อนว่า มีโลภะ
มีตัณหาเกาะอยู่ที่ใจ ทำให้หยุดได้ทัน และก็รู้ทางที่ผิด เมื่อรู้ทางที่ผิด ก็
คือ รู้ทางที่ถูก แต่ให้ดี อย่าไปรู้ทางที่ผิดดีกว่า ก็ขอเล่าเอาไว้ให้ฟังอีกครั้ง
ฐาณัฏฐ์
22-05-2008, 09:31 PM
ไม่รุ
ไม่ชิ
http://i242.photobucket.com/albums/ff298/akapong999/dookdik/peach/emoticon/peach016.gifชิมิ ชิมิ.
k.kwan
22-05-2008, 10:19 PM
การอภัยให้ผู้อื่น แท้จริงแล้วคือการอภัยให้ตัวเราเอง
การที่เราขุ่นข้องหมองใจ ในการกระทำของผู้อื่น
หรือการกระทำของตัวเอง ล้วนเกิดการจากใจเรา
หลงในอวิชชา กิเลส ตัณหา พาไป เตลิดไป
รู้สึกว่าอารมณ์นี้ดี สะใจ การบีบคั้นใจตนเอง
การหาทุกข์มาไว้ที่ใจ การแบกไว้นั้นเป็นของดี
เป็นสิ่งที่ควรแบกไว้ เทิดทูนไว้ ไม่วาง
ไม่อภัย ไม่อโหสิ เพราะคิดว่าผู้อื่นเบียดเบียนเรา
คนที่ช้ำที่สุดคือใจเราเอง ใจเราหมอง
ใจเราโดนกิเลสครอบงำไว้ การอภัยให้ผู้อื่น
และตนเอง คือการชำระกิเลส ให้หลุดออกไปจากใจ
ให้เบาบางไปจากใจ คนที่ได้กุศลคือใจเราเอง
โปรดอภัย และอโหสิกรรม ให้เป็นนิสัยจะเกิดกุศล
สะสมบุญบารมี โดยตัวเราทำได้เอง ตลอดเวลา
k.kwan
23-05-2008, 08:39 AM
นายหลง....ไวน์
...เกิดเป็นไวน์ชั้นยอด...ก็ต้องนับเป็นของดี หากแต่ไม่มีโอกาสได้รับการให้อภัย
...แต่แม้ว่าเป็นแค่ไวน์รอง ก็ยังถือว่าดี เพราะมักได้รับการจับตามอง...อย่างเห็นใจ
...ชีวิตที่เป็นหนึ่งย่อมเป็นเรื่องดี
หากแต่ต้องรักษาจุดนั้นให้นิ่งและนาน
...ชีวิตที่เป็นรอง...ก็ยังนับได้ว่าดี
ถึงไม่เป็นหนึ่ง ...แต่ก็มักได้รับกำลังใจ
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=130014&page=2<!-- End main--><!-- / message -->
k.kwan
23-05-2008, 08:48 AM
นายหลง....ไวน์
ไม่ได้เกิดมาเป็นหนึ่ง
<!-- Main --><CENTER>...รถตู้ขาวคันใหญ่ปรากฏกายพร้อมเครื่องหมายกากบาทสีแดงเด่น
...แล่นเอื่อยมาจอดนิ่งเป็นสง่าหน้าเสาธง
สร้างความพรั่นพรึงให้หมู่เด็กน้อย...ที่ยืนคอยอยู่เบื้องหน้า
ภาพจากนั้นคือ นิ้วต่อนิ้วอันแดงฉาน แต่ในแววตาของต่างคน...ล้วนมุ่งหมายจะเอาชัย
...หนึ่งเดือนให้หลัง
“...ได้เท่าไหร่” ...ก็แค่ถาม...หลังเห็นแต้มของตัวเอง
“A...ว่ะ” ...มันตอบพร้อมชูป้ายชัยชนะ “แล้วเอ็งล่ะ”
“...เอ่อ...แค่ B เอง”
...จากวันนั้นถึงวันนี้...ในความพยายามอีกหลายครั้ง ...ก็ยังไม่เคยประสบความสำเร็จ
“เลือดกรุ๊ป B ก็ได้วะ ...ไม่ได้ A ก็ไม่ตายนี่หว่า”</CENTER>
..........................
...ด้วยคล่องแคล่วกับการตั้งบัญญัติไตรยางศ์
บวกกับความชำนาญการเพียงแค่แก้สูตรสมการสามชั้น
...เมื่อมีโอกาสปะปนเข้าไปร่วมกับเหล่าเด็กเรียนซึ่งล้วนเป็นกระบี่มือหนึ่งในวงการธุรกิจ
...ชีวิตช่วงนั้นจึงต้องตกระกำลำบาก
“...ได้อะไร” ...ไอ้เปา...ถามทุกครั้งที่เกรดออก
“B...อีกแล้วโว้ย” ...เออ! เอ็งมันเก่ง ได้ A ตลอด
“ได้มากี่ตัวแล้ว” ...ไอ้เปามันไม่ยอมหยุด
“B ทุกตัว” ...ก็รู้สึกภูมิใจอยู่ “...ถึงจะไม่มี A แต่ก็ไม่เคยติด C เว้ย”
“นี่ไม่รู้จริง ๆ เหรอว่า MBA เขาให้เกรด B ต่ำสุด”
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=130014&page=2
-------------------------------------------
มาตาหลกกันหน่อยนะ
ถ้าเส้นลึกก็ขำๆบ้างก็ยังดีนะ
ชิวิตนี้สั้นจิ๊ดเดว คิดไป2แป๊บก็ม่องเท่งแล้ว
จะแบกกันไปไย อารมณ์ ความรู้สึกทั้งหลาย
ก็ของปรุงแต่งจากจิตเรามาเสริฟให้ใจเราหม่ำกันทั้งนั้น
การอภัย การอโหสิกรรม ทำให้ได้จึงได้ชื่อว่าชนะใจตน
ชนะกิเลสในใจตน สงครามเพิ่งจะเริ่มต้น
อย่างเพิ่งนับศพทหาร
ชิมิ ชิมิ หนอ
<CENTER>
</CENTER>
k.kwan
23-05-2008, 09:32 AM
วันนั้น...ๆ
<!-- Main -->...บรรยากาศเหนือผืนผ้าใบสีป่าน...ดูเงียบงัน แม้กลิ่นเหงื่อคราบไคลที่แทรกในทุกอณูของเบาะ...ก็ยังเปลี่ยนไป เพียงแค่วันนั้น...มีการปรับเลื่อนสายตามมาตรฐานของสำนักยูโด “บูโดกัน” โดยมีหลักการแข่งขันกำหนดว่า ต้องชนะผ่านสองในสามคน...จากระดับสายเดียวกัน
...ที่มุมห้อง ...ศึกษา...เพื่อนนักยูโดสายเขียวนอนอยู่ใต้ผืนผ้าใบชำรุด
“ให้เหงื่อออก...แล้วไข้จะลด” ...เขาพูดก่อนจะคลุมโปงต่อ
แต่หลังการแข่งขันแบบพบกันหมด เขากลับมานอนซมที่มุมเดิม
“ไม่เป็นไร งวดหน้า...ค่อยเอาใหม่” เขาพูดทั้งนัยน์ตาแดงกล่ำด้วยพิษไข้...และมีน้ำซึมเต็มเบ้า
ภาพที่เห็นในวันนั้น...ทำให้ตั้งใจเด็ดขาดว่า เราจะไม่แข่ง...ให้ใครต้องแพ้อีก
<CENTER>..................</CENTER>
...ภายในห้องสอบนั้นดูเคร่งขรึม ทุกคนมีแววตาดูไม่เป็นมิตรเหมือนวันก่อน ๆ
เพียงแค่วันนั้น...คือวันแข่งขันชิงทุน AFS เพื่อไปศึกษายังประเทศสหรัฐฯ เป็นเวลาหนึ่งปี โดยมีหลักการว่า จะคัดให้เหลือเพียงสองคนจากนักเรียนชั้นมัธยมสี่ทั้งระดับร่วมสองร้อย ...ซึ่งเมื่อประกาศผลในเดือนถัดมา
“ไม่น่าเชื่อว่า...จะเป็นนาย” ...พิเชษ...มือหนึ่งภาษาอังกฤษของรุ่น...เอ่ยด้วยสำเนียงเหยียดหยัน“นี่คงท่องดิคชันนารีมาทั้งเล่มเลยสินะ”
...แต่เราทั้งสองโชคร้าย เมื่อทุนทั้งหมดถูกยกเลิก ด้วยปีนั้นเกิดเหตุ...มหาวิปโยค
...วันนั้น...สัญญากับตัวเองไว้ว่า เราจะไม่แข่ง...ให้ต้องเกลียดใครอีก
<CENTER>..................</CENTER>
...ครูเสริมศรีขมวดคิ้วอย่างสงสัย เมื่อเด็กทยอยออกจากห้องสอบไปเกือบหมดแล้ว จะเหลือก็แต่เด็กสองคนที่สายตาถมึงทึงใส่กัน ไม่ยอมลุกจากที่นั่ง...จนหมดเวลา
“ต้องขยันอ่านมากกว่านี้หน่อยนะ" ...ทวีศักดิ์...ศิษย์เอกวิชาชีววิทยา...ด้วยคะแนนสูงสุดสองเทอมติดต่อกัน ...เอ่ยหลังเจอกันหน้าห้อง แล้วเมื่อประกาศผล ที่สุด...เขาก็คว้ามันไปได้อีกเป็นครั้งที่สาม
...นึกถึงวันนั้น...ให้นึกเสียดายว่า เราไม่น่าแข่งกับใคร...เพราะความหมั่นไส้เลย
<CENTER>..................</CENTER>
...หลังเสร็จสิ้นการแข่งขันฉันท์ลักษณ์น้องใหม่ครั้งแรก ...ทีมเราแพ้อย่างจืดชืดเพราะความจริงจังและอยากเอาชนะ
“นี่เธอ! แต่ไหนแต่ไรมา...เราไม่เคยชนะเลยแม้