View Full Version : ฉบับที่ ๑๔ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๘
WebSnow
14-08-2005, 09:56 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนสิงหาคม ๒๕๔๔
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
ถาม : สมัยก่อนมีพระภิกษุณีรูปหนึ่งนะครับได้ถูกข่มขืนตามเนื้อเรื่องกล่าวว่า หลังจากที่ได้ทำอนันตริยกรรมแล้ว ถูกธรณีสูบแผ่นดินแยกออกแล้วตกลงในอเวจีมหานรก อยากจะถามว่านรกจริง ๆ อยู่ใต้ดินหรือเปล่า ?
ตอบ : ไม่ได้อยู่ใต้ดินนะ อันนั้นคือนันทมานพ นันทมานพนี่จริง ๆ แล้วเขาเป็นคนที่แอบรักนางอุบลวรรรณาเถรีมาก่อน คราวนี้นางอุบลวรรณาเถรีท่านสร้างบารีมีเอาไว้มาก ในเมื่อท่านสร้างบารมีเอาไว้มาก ท่านเบื่อหน่ายในวัฎสงสารก็ไปบวชจนกลายเป็นภิกษุณีอรหันต์ เป็นผู้เลิศในทางมีฤทธิ์ด้วย
แล้ววันหนึ่งนันทมานพนี่แอบซ่อนอยู่ใต้เตียงเวลาท่านออกบิณฑบาต พอกลับเข้ามาก็ข่มขื่นท่านลักษณะกฎของกรรมนี่บทมันจะบดบังขึ้นมาถึงมีฤทธิ์มีอะไรขนาดนั้นก็ตามมันก็เรียกว่าเผลอได้ ไม่ได้ดูไม่ได้อะไรอันตรายก็เกิดขึ้น ตรงนี้เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้ข้อหนึ่งว่าห้ามภิกษุณีอยู่ในเสนาสนะที่ปราศจากภิกษุในขณะเดียวกันก็ห้ามร่วมอยู่กับภิกษุณีคืออย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีพระอยู่ด้วย อยู่ในเขตบริเวณวัดเดียวกันแต่ว่ากันเป็นส่วนหนึ่งต่างหากออกไป เพื่อว่าคนจะได้ไม่ได้แอบทำร้ายได้
คราวนี้ที่นันทมานพพอทำเขาทำกรรมหนักขนาดนั้นพอเขาก้าวลงเตียงมาแผ่นดินมันแยกออกแล้วหนีบเขาตาย ไม่ได้ตกนรกในลักษณะที่ว่าลงไปนรกอยู่ใต้ดิน แต่ว่าพอเขาตายจิตเขาลงอเวจีมหานรกไป
ถาม : ที่สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าที่อเมริกาครับ มีเครื่องบินหรือว่าเรือหายไปหลายลำแล้วเขาบอกว่าบางคนก็กลับมาก็บอกว่าหลุดไปอีกมิติหนึ่งอันนี้จริงเท็จแค่ไหน ?
ตอบ : จริงแท้อย่างไรไม่รู้ แต่ที่รู้มาส่วนหนึ่งก็คือว่าตรงจุดนั้นมันจะมีมนุษย์ต่างดาวมาทดลองอาวุธของเขา หรือว่ามาจับคนไปเพื่อที่จะเอาไปตรวจสอบเอาเอาไปทดลองเหมือนกับเอาสัตว์ไปทดลองอย่างนั้นน่ะ แต่ว่ามีหลายครั้งที่เขาทดลองเสร็จแล้วเขารีบเอามาคืน วิทยาการเขาก้าวหน้ามาก บางดวงนี่ล่วงหน้าเราเป็นแสน ๆ ปี เขาถึงขนาดเครื่องเขาตรวจสอบได้ว่ามนุษย์เต็มไปด้วยความโลภ เขาเลยต้องรีบเอามาคืน สะใจมาก
แล้วขณะเดียวกันบางพวกที่เขามาน่ะเขามาทดลองอาวุธของเขา ไอ้พวกทดลองอาวุธนี่โหดไปหน่อยเพราะว่าอาวุธรังสีของมันนี่อย่างเรือสร้างด้วยโลหะลำโต ๆ มันฉายเเว็บเดียวกลายเป็นไอเลย ไอ้พวกนั้นไม่ได้แต่เรือหายไปอย่างเดียวคนตายด้วย แต่ถ้าพวกที่โดนจับไปทดลองถึงเวลาแล้วเขาเอามาคืน ถ้าถึงเวลาเอามาคืนเขาคิดว่าเขาหลุดไปอยู่อีกมิติหนึ่ง
ถาม : หลวงพ่อฤๅษีได้อธิบายถึงปฎิปทาเรื่องปฎิปทาท่านผู้เฒ่า ท่านบอกว่าได้พบหลวงพ่อเนียม เมื่อวันแรกที่ได้ทำการสอนกรรมฐานท่านบอกว่าได้พบหลวงพ่อเนียมในห้องและมีแสงสว่างเหมือนเปิดไฟเป็นสิบสิบดวง แล้วหน้าตาของหลวงพ่อเนียมเปลี่ยนไปเหมือนคนหนุ่มวัยกว่าที่พบครั้งแรกเป็นเพราะอะไรครับ ?
ตอบ : พระท่านสงเคราะห์ลักษณะนั้นแปลว่าพระท่านคุมอยู่ เวลาพระท่านคุมลงมานี่บางทีเปลี่ยนหมดของหลวงพ่อนี่สังเกตได้เลย ใครถ่ายรูปไว้บ่อย ๆ จะเห็น บางทีก็สีหนึ่ง บางทีก็แก่เชียว บางทีก็หนุ่มฟ้อเลยนะ แต่ละครั้งไม่เหมือนกันลักษณะเดียวกันนะ อีกองค์หนึ่งที่ชัด ๆ แต่ตอนนี้มรณะภาพไปแล้วคือหลวงพ่อดาบส หลวงพ่อดาบสที่พบท่านครั้งสุดท้ายนี่ห้องไม่ได้เปิดไฟไม่ได้อะไรกุฎิของท่านก็เล็ก ๆ นะสว่างยังกับไฟอย่างนี้ เรามอง ๆ เสร็จบอกโยมรีบไปทำบุญเถอะลักษณะนี้จะไปแล้ว วันที่พระสวยที่สุดมีอยู่ ๒ วัน วันที่บรรลุมรรคผลกับวันที่นิพพาน
ถาม : คำว่าบุพเพสันนิวาส ที่ท่านบอกว่าประกอบด้วย ๒ ประการคือเคยเกื้อกูลกันในชาติปางก่อน และได้เกื้อกูลกันในชาตินี้ อยากจะถามว่าคนที่ต้องแต่งงานกันนั้นได้ถูกกำหนดแล้วด้วยกฎของกรรมหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : มีทั้งเก่าแล้วก็ใหม่ ของเราคำถามเมื่อกี้นี่มันผิดนะคำว่า บุพเพสันนิวาส ปุบพะปุพเพคือแต่ปางก่อน สันนิวาสคืออยู่ร่วมกัน ลักษณะนี้ตัวบุญบารมีที่สร้างรวมกันมา ถ้าหากมันหลายชาติต่อหลายชาติรวมกันเวลาเจอกันปุ๊บสัญญาเก่ามันจะกลับมา มันจะวิ่งเข้าหากันอย่างกับแม่เหล็กดูดเศษเหล็กเลย ที่เขาเรียกว่ารักแรกพบอะไรนั่นนะ
ถ้าเป็นพวกนี้นี่หลีกกันไม่พ้นถึงเวลาต้องแต่งกันแน่ แต่ว่าอีกประเภทหนึ่งที่เรียกกันว่าเกื้อกูลกันในปัจจุบันนั้นก็คือว่าสงเคราะห์ช่วยเหลือกันในชาตินี้ มันเป็นการสร้างกรรมใหม่ บุพเพสันนิวาสนั่นกรรมเก่า ว่าทั้ง ๒ ประเภทถ้าหากว่าเกื้อกูลกันในปัจจุบันพอเห็นอกเห็นใจก็แต่งกันเป็นเนื้อคู่กันไป ทั้ง ๒ ประการมันมีทั้งเก่าแล้วก็ใหม่ถ้าบุพเพสันนิวาสนี่เป็นเก่า ถ้าเกื้อกูลกันในปัจจุบันนี้ใหม่เริ่มต้นนับหนึ่ง
ถาม : ก็คือเปลี่ยนแปลงได้ ?
ตอบ : เปลี่ยนแปลงได้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นถ้าใครบอกไม่มีคู่อย่าไปเชื่อมันนะไอ้หมอดู ไม่มีคู่ก็หาในชาตินี้สิ
ถาม : ถ้าเกิดว่าเราไปชอบเขาแล้วเขาไม่ชอบเรา ?
ตอบ : ก็อย่าไปยุ่งกับมันก็หมดเรื่อง (หัวเราะ)
ถาม : ถือว่าไม่ได้มีเวรต่อกันใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ก็จะไปมีอะไรล่ะ ไม่ไปผูกพยาบาทคาดพยาเวรไม่ได้ไปสร้างกรรมใหม่อะไรมันก็ไม่มีปัญหา
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
14-08-2005, 10:04 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : การใช้ลูกประคำในการทำกรรมฐานใช้อย่างไรครับแล้วภาวนาว่าอย่างไร ?
ตอบ : ใช้นับ (หัวเราะ)
ถาม : คนทั่วไปทำได้มั้ยครับ ?
ตอบ : คือถ้าหากว่าเอาตามตำรานะ ตามตำรานี่เขาจะตั้งนะโม ๓ จบใช่มะ แล้วก็พุทธง ธัมมัง สังฆัง สะระนังคัจฉามิ อิติปิโส สวากขาโต สุปฎิปันโน คือ เป็นการถวายบูชาต่อพระพุทธเจ้าเสร็จแล้วจะใช้คาถาหรือคำภาวนาอย่างไรใช้ตามนั้นแล้วแต่ อันนี้เท่าที่เคยใช้มานี่สารพัดคาถา ๑๐๘ เลย
คือมีอยู่สมัยหนึ่งหลวงพ่อท่านสงเคราะห์คล้าย ๆ กับว่าจะตึงกำลังใจของเราให้ต้องภาวนาท่านก็จะบอกคาถาบทโน้นดีนะไอ้หนู คาถาบทนี้ดีนะไอ้หนู เอาไปภาวนานะลูกนะให้เวลา ๓ เดือน อย่าลืมรักษาศีล ๕ ด้วยนะ ถ้าไม่รักษาศีล ๕ คาถาจะไม่มีผล เราเองก็จำเป็นต้องรักษาศีล ๕ ไปนั่งภาวนา ท่านก็ยังอีกอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงนะลูก ไม่งั้นมันจะเกิดผลช้า กว่าเราจะรู้ท่านหลอกให้เราภาวนาก็ติดไปแล้ว พอทำ ๆ ได้ผลก็วิ่งโร่หน้าบานไปรายงานท่าน ๆ ก็ เอ้อ ๆ ดี ๆ ลูกเดี๋ยวเอาบทนี้ไปบทนี้มันเป็นอย่างนี้ไปลองทำดู เพราะฉะนั้นที่ใช้มามันใช้มาเยอะ สารพัดคาถาเลย
ถาม : คือท่องทีละคำแล้วก็นับ ?
ตอบ : แล้วแต่เราบางทีก็ใช้ทั้งบทต่อเม็ดหนึ่ง บางทีก็ใช้คำละเม็ดก็ได้ แล้วแต่เราถนัด
ถาม : คือช่วยให้จิตทรงตัวดีขึ้น ?
ตอบ : มันเป็นอิริยาบถและสัมปชัญญะด้วย คือสติมันรู้อยู่ว่าตอนนี้เรานับใช้มั้ย มันจับอิริยาบถอยู่ตอนนี้มันเคลื่อนไหวนะ ตอนนี้รู้ลมหายใจเข้าออกอยู่นะ ตอนนี้รู้คำภาวนาอยู่นะ มันแยกจิตรับรู้หลาย ๆ อย่างพร้อมกันได้เอาไปทำเถอะไม่ได้ว่าอะไรหรอก
ถาม : การที่เราให้จิตพูดคุยกับเทวดาท่านนะครับ ท่านจะรับทราบความคิดเราหรือเปล่า ?
ตอบ : ไม่ต้องห่วงเลยแหละ คุณไม่ต้องคุยเขาก็รู้อาตมาโดนต้อนซะอยู่หมัด เราคิดท่านรู้หมดจะทำอะไรท่านรู้หมด บางทีเจตมาจะเเกล้งท่านไม่ได้รับประทานหรอกท่านรู้ก่อน คือของท่าน ๆ เป็นทิพย์ทั้งกายไม่ได้เป็นทิพย์แต่จิตเฉย ๆ ฉะนั้นสิ่งที่ท่านรู้มันเหมือนอย่างกับเรียนจบปริญญาเอกแล้วมาดูเด็กอนุบาลมันหลอกอย่างงั้น เด็กอนุบาลหลอกด๊อกเตอร์ได้คงจะเก่งนะ
ถาม : อย่างตอนเช้าที่เราสวดมนต์ไหว้พระแล้ว
ตอบ : ทราบอยู่แล้ว ท่านยินดีโมทนาด้วยอยู่แล้วในความดีของเราโดยเฉพาะท่านที่อยู่ในเขตนั้นเอาแน่ ๆ ละ
ถาม : ความต้องการจริง ๆ ในการทำกรรมฐานอยู่ที่อัปปนาสมาธิ หรือที่อุปจารสมาธิ แล้วเวลาใช้ทิพจักขุญาณเราใช้อุปจารสมาธิ ?
ตอบ : อันนี้มันต้องถามว่าเป็นความต้องการของใคร ถ้าหากว่าโดยปกติทั่ว ๆ ไป การทำสมาธิใคร ๆ ก็หวังซึ่งอัปปนาสมาธิยิ่งได้ฌานสี่หรือสมาบัติแปดยิ่งดี
คราวนี้ว่าการใช้อุปจารสมาธิ เพื่อใช้ทิพจักขุญาณนั่นนะมันเป็นกำลังที่เบาอยู่ บางทีกำลังของเรามันน้อยมันทำให้ใช้ตัวนิวรณ์หรือว่ากิเลสต่าง ๆ มันแทรกได้ง่ายทิพจักขุญาณมันจะมัวไป แต่ถ้าเป็นอัปปนาสมาธิคือกำลังของฌานสี่นี่กำลังใจของเรามันตั้งมั่น มั่นคงแล้วความชัดเจนเเจ่มใสจะมีมาก
ยิ่งโดยเฉพาะถ้าหากว่าท่านที่ทำกสิณอย่างอาโลกสิณ ก็คือว่ากสิณแสงสว่างนะ กสิณแสงสว่างนี่ท่านใช้ลูกแก้ว โอทาตกสินหรือกสิณสีขาว เตโชกสิณหรือว่ากสิณไฟ เหล่านี้จะเป็นทิพจักขุญาณโดยตรง ถ้าเป็นกำลังของฌานสี่นี่ชัดแจ๋วเหมือนกับนั่งคุยกันตรงหน้าเลย เพราะฉะนั้นการใช้การใช้อุปจารสมาธินี่กำลังมันน้อยไปนิดหนึ่ง ถ้าหากว่าเราไม่ได้ใช้กำลังให้สูงกว่านั้นหน่อยหนึ่งบางทีกำลังใจมันฟุ้งซ่านอยู่ อำนาจของนิวรณ์อะไรต่าง ๆ มันทำให้จิตมัว
ถาม : ถ้าสมมุติตัวเองเห็นได้ชัดเจนอย่างนี้ก็ถือว่าฌานสี่ ?
ตอบ : มันจะเป็นสี่หรือเป็นอะไรก็ช่างเถอะ แต่ว่าส่วนใหญ่มโนมยิทธินี้เข้าใจไว้เลยนะ มโนมยิทธินี่ตอนเห็นนี่เป็นอุปจารสมาธิแต่ถ้าคุณไปได้นี่ฌานสี่แน่ ๆ เลย อันนี้กล้ายืนยันใครมันจะว่าครึ่งกำลังไปเต็มกำลังอะไรช่างมัน ตอนเห็นนี่อุปจารสมาธิแต่ถ้าคุณไปได้ละก็ฌานสี่แน่นอน
ถาม : ไปได้หมายความว่าไปทั้งตัว ?
ตอบ : อย่างเช่นว่าเราตั้งใจจะไปกราบพระไม่ว่าจะไปที่จุฬามณีหรือว่าจะไปบนนิพพานอะไรนี่เป็นกำลังของฌานสี่แน่ไม่จำเป็นจะต้องไปทั้งตัวหรอกไปแค่ใจนั่นน่ะ
ถาม : ทำยังไงก็มองไม่เห็นนะคะ มืด....?
ตอบ : ไม่ต้องเห็นจ้ะ เขาไม่ได้ใช้ตา เขาใช้ใจ เหมือนยังกับตอนนี้เรานึกถึงภาพบ้านชัดเจน ตามันเห็นซะเมื่อไหร่นึกออกมั้ย ก็เห็นลักษณะนั้นน่ะ เราต้องเข้าใจตรงจุดนี้ให้ได้ถ้าใช้สายตาชาติหน้าโน่นเหอะกว่าจะได้เห็น ชาติหน้าถ้าตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาหรือไปอยู่บนนิพพานนี่มีทิพยเนตรแล้วคราวนี้เห็นแน่
ถาม : ท่านสอนว่าตอนเช้าให้ตั้งอารมณ์อยู่ในอากิญจัญญายตนฌานพอดีเดือนที่แล้วหลวงพี่บอกว่า ถ้าเกิดเป็นอรูปฌานต้องทำอารมณ์ฌานสี่ไปแล้ว
ตอบ : นั่นหมายถึงว่าการฝึก แต่คราวนี้ของเรามันไม่ได้เต็มที่ก็ได้คือตัวอรูปฌานนี่มันจะเป็นอารมณ์คิดอารมณ์พิจารณาเหมือนกับคล้าย ๆ กับวิปัสสนาญาณ ตัวอากิญจัญญายตนฌาน ที่หลวงพ่อท่านบอกให้ตั้งอารมณ์ให้เหมือนนั่นมันเป็นวิปัสสนาญาณ คือท่านต้องการให้เราตั้งอารมณ์ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันไม่มีอะไรเหลืออยู่ คน สัตว์ วัตถุธาตุสิ่งของทั้งหมดในที่สุดก็พังหมดไปม่มีอะไรเหลือได้เลย
ลักษณะอารมณ์ใจที่ตั้งอยู่นี่มันจะเป็นวิปัสสนาญาณ มันคล้าย ๆ กับอากิญจัญญายตนฌาน เพราะว่ามันคิดแบบเดียวกันแต่ว่ามันไม่ได้ประเภทที่ต้องไปนั่งจับกสิณขึ้นมาแล้วเพิกภาพกสิณแล้วค่อยมากำหนดใจ ถ้าคุณต้องการฝึกอรูปฌานคุณต้องขึ้นด้วยฌานสี่ แต่ลักษณะพิจารณาแบบนี้ใช้ไปเถอะกำลังแค่ไหนก็ใช้ได้
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
14-08-2005, 10:04 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD></FONT>
ถาม : เวลาที่หลวงพี่เล่าเรื่องหรือว่าเล่าสถานที่ต่าง ๆ ถ้าเกิดมีคนสามารถเห็นที่หลวงพี่เล่าได้ ?
ตอบ : ก็อันนั้นแหละคือตัวทิพจักขุญาณ แล้วก็ตัวมโนมยิทธิละตัวเดียวกันนั่นแหละ เพราะมโนมยิทธิก็คือทิพจักขุญาณเพียงแต่เราจะใช้ทิพจักขุญาณในแง่ไหน ถ้าใช้รู้อดีตเขาเรียกอตีตังสญาณ รู้อนาคตเรียกอนาคตังสญาณไง อันนั้นมันจะเป็นปัจจุบันนังสญาณแล้วก็ขณะเดียวกันถ้าระลึกไปในเรื่องย้อนหลังไปนาน ๆ ก็เป็นอตีตังสญาณเหมือนกัน นึกตามไปได้นึกเห็นได้ละดี เพราะอันนั้นเป็นการจับโกหกกันอย่างหนึ่ง พูดไม่จริงภาพที่เราเห็นจะคนละอย่างกับที่เขาเล่า เราจะรู้ได้เลยว่าอันนั้นเขาโกหก
ถาม : หลวงพ่อฤๅษีท่านเล่าให้ฟังเรื่องหลวงพี่อสุ่นวัดบางปลาหมอ เวลาท่านสร้างพระอุโบสถท่านเสกใบไม้ให้เป็นปลาแล้วให้คนงานอยากจะเรียนถามว่าการเสกใบไม้ให้เป็นปลานี้ใช้กรรมฐานกองไหน
ตอบ : อันนี้ต้องเป็นกสิณสิบ ถ้ากสิณสิบชำนาญนี่อธิษฐานธาตุสี่เท่านั้นเอง มันจะปรับธาตุให้เป็นอะไรก็ได้ ถ้าถามว่าใช้กรรมฐานกองใด อย่างน้อย ๆ คุณต้องชำนาญกสิณแล้ว ถ้าไม่งั้นไม่ได้รับประทานแน่ ปลาตัวเดียวก็ไม่ได้หรอก
ถาม : พระบรมสารีริกธาตุซึ่งเป็นพระหัตถ์ข้างซ้ายของพระพุทธเจ้า
ตอบ : ไม่เข้าใจคำถาม คือลักษณะว่าต้องเป็นพระหัตถ์ข้างซ้ายด้วย และต้องเป็นของพระพุทธเจ้า ๕ องค์ด้วย สงสัยจะพบยากเพราะพระพุทธเจ้าท่านเพิ่งจะมี ๔ องค์เอง (หัวเราะ) พระศรีอาริยเมตไตรยยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าจ้า (หัวเราะ)
ถาม : คือ... ผมได้พบที่วัด ๆ หนึ่งครับ มีญาติโยมมาเขาบอกว่ามาที่บ้านแล้วคนนั้นเขาก็เลยเอามาถวายที่วัดแล้วก็ตั้งเก็บไว้ หรือบอกไว้ว่าข้างไหนของพระพุทธเจ้าองค์ไหน
ตอบ : อันนี้ไม่ทราบเหมือนกันนะเพราะอาตมาคงความสามารถไม่ถึง แหม.. ต้องเป็นข้างซ้ายด้วยแล้ว ๕ องค์ด้วย ลำบากจังเลยกติกาเขา
ถาม : แล้ว...ผม ....ไม่กล้าพูดหรือจริง ๆ แล้ว....
ตอบ : อันนี้ไม่ทราบ คือกำลังใจของเราถ้ายึดมั่นแล้วไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ถ้านึกเป็นพุทธานุสสติก็ได้เหมือนกันหมดต่อให้เป็นของปลอม ถ้าเรานึกว่าจริงก็จริง พระท่านพร้อมที่จะสงเคราะห์เลยนะ
เคยยกตัวอย่างที่ลูกชายจะไปค้าขายที่อินเดียแล้วถามแม่ว่าอยากได้อะไร แม่บอกว่าอยากได้พระธาตุเขี้ยวแก้วของพระสารีบุตร ทำอย่างกับซื้อในตลาดได้ใช่มั้ย ? ลูกชายด้วยความรักแม่มาก ไม่กล้าบอกว่ามันหายากหาเย็นเหลือคณาจะไปหาที่ไหน ก็รับปากว่าจะหามาให้ตอนขาหลับไม่รู้จะหายังไง เจอหมาตายพอดี เลยทุบเอาเขี้ยวหมามาขัดซะะขาวจ๋องเลยเอาไปให้แม่ แม่ดีใจอกดีใจใส่ผอบบูชาซะอย่างดีปรากฏว่าคืนนั้นเปล่งรัศมีสว่างไปทั้งบ้านเลย แม่เขาดีก็ใจ เออ...ลูกอุตสาห์กตัญญูหาของดีที่แม่ต้องการมาให้ ดีอกดีใจบูชาแล้วบูชาเล่า
ขณะที่ลูกน้ำท่วมปากอกจะแตกตาย บอกไม่ได้ว่าเอาเขี้ยวหมามาให้ คือตัวศรัทธาท่านสงเคราะห์ให้มันกลายเป็นอนุสสติ คือเครื่องยึดถือของเขาไปแล้วนี่ ทีนี้การยึดในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นการยึดที่ถูกต้องอยู่แล้ว ถึงองค์ท่านไม่สงเคราะห์ เทวดารอบ ๆ ท่านก็ช่วยอยู่แล้วนะเพราะฉะนั้นถ้าเรานึกว่าใช่ก็คือใช่
ถาม : วิชาทำฮวงจุ้ยที่คนเขาบอกว่าทำแล้วได้ผล จริง ๆ แล้วได้ผลเพราะวิชาหรือว่าเป็นผลของกรรมครับ ?
ตอบ : ก็ทั้ง ๒ อย่างรวมกัน ถ้าหากว่าเป็นผลของกรรมจริง ๆ จำเป็นต้องรับนี่ต่อให้ใช้ฮวงจุ้ยขนาดไหนก็แก้ไม่ได้ แต่ว่าลักษณะฮวงจุ้ยมันเป็นการคล้อยตามธรรมชาติ เราอย่าลืมว่าโลกเรานี้มีพลังงานอยู่ไอ้ที่เขาเรียกว่า พลังงานแม่เหล็กโลก มันจะมีทิศทางที่แน่นอนเลยว่าประเภทขั้วบวกขั้วลบอยู่ทิศไหน จะเหนือหรือใต้ ในเมื่อมีทิศทางที่แน่นอนก็จะมีเส้นทางเดินที่แน่นอน
คราวนี้ตำราจีนเรียก ฮวงจุ้ย ถ้าหากตำราของมอญเรียก วิชาโลกวิทู โลกวิทู คือรู้แจ้งในโลก จะรู้หมดนะว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ บริเวณนั้นเป็นอย่างไร ต้องทำอย่างไรจึงจะอยู่ถึงจะอยู่ในเขตนั้นโดยที่ไม่ขัดกัน ลักษณะการที่ไปขัดกับพื้นที่ ขัดกับสถานที่มันจะทำให้ร่างกายเกิดไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาได้ แต่ว่าถ้าหากว่ามันเป็นวาระของกรรมจริง ๆ ต่อให้ทำตามทุกอย่างแล้วมันก็หนีไม่พ้นมันต้องรับไป ถ้าหากว่าไม่ใช่วาระของกรรมการคล้อยตามมันก็อาจจะอยู่สุขอยู่สบาย มีความเจริญรุ่งเรืองตามหลักวิชาเขาจริง ๆ วิชาเขาเป็นจริงแต่ขณะเดียวกันถ้าวาระกรรมที่หนักจริง ๆ เข้ามาวิชาก็ช่วยไม่ได้
ถาม : นักร้องนักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในปัจจุบัน ทำให้มีคนชื่นชอบชื่นชมและสามารถทำให้คนจดจำเพลงหรือว่าผลงานได้เป็นอย่างดีและก็เป็นศิลปินอยู่เป็นระยะเวลานาน จริงหรือไม่ที่กล่าวว่าเวลาตายไปแล้วต้องตกนรกหรือถ้าเขาทำบุญบางอย่างจะพอช่วยเขาไม่ให้ลงนรกได้หรือไม่ ?
ตอบ : ถ้าไม่มีบุญส่วนใดหนุนเสริมเลย ลงอเวจีมหานรกแน่นอน แต่ถ้าหากว่ามีบุญอื่นหนุนเสริมแล้วเกาะบุญนั้นได้ ก็ไปรับผลความดีก่อน เหตุที่เขาต้องลงอเวจีมหานรกเพราะว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมัน มายาการ มันทำให้คนไปยึดติด ก็เลยกลายเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้าท่านสอน พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ละ อันนี้กลายเป็นสอนให้ยึดทั้ง ๆ ที่เขาเองเขาก็ไม่เจตนาหรอก แต่ว่าเขารู้ว่าการที่เขาทำอย่างนั้นแล้วคนมันจะกรี๊ด ทำอย่างนั้นแล้วคนมันจะชอบใช่มั้ย ? ถ้าไม่ได้ทำบุญอื่นเอาไว้แล้วจิตใจไม่หนักแน่นพอในบุญนั้นไม่ได้ยึดเอาไว้แน่นอนนี่เสร็จ ตัวอย่างในพระไตรปิฎกก็มี พระตาลปุตตคามิณีเถระไง อันนั้นท่านเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงมาก
คราวนี้ได้ไปแสดงที่เมืองสาวัตถีได้ยินว่าพระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้รู้ เป็นสัพพัญญูรู้ทุกอย่าง ท่านเองท่านก็ต้องการที่จะไปถามพระพุทธเจ้าว่าตามที่พระกูลของท่านยึดถือกับสืบ ๆ มาว่าบุคคลที่สร้างความรื่นเริงบังเทิงใจให้แก่ผู้อื่น หากตายไปแล้วจะได้เป็นสหายของเทวดาชั้วดาวดึงส์ คำว่าเป็นสหาย คือไปเกิดร่วมกัน หมายความว่าจะได้ไปเกิดที่ชั้นดาวดึงส์จริงมั้ย ?
พระพุทธเจ้าท่านก็ตอบบอกว่า มานะเว ดูก่อนมานพ อย่าให้เราตอบคำถามนี้เลย ท่านก็พยายามตื๊อถามจนวาระที่ ๓ ท่านถึงได้บอกว่า ลงนรกอเวจีมหานรก ท่านนั่งร้องไห้เลยถามว่าจะแก้ยังไง พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าต้องบวชแล้วตั้งใจปฎิบัติท่านก็เลยกลายเป็นพระอรหันต์ไป คือถ้าไม่มีบุญอื่นเสริมนี่เสร็จแหง ๆ แต่ถ้าหากว่ามีบุญอื่นแล้วยึดเกาะในบุญนั้นได้ก็ไม่ได้ลงนรกหรอก แต่ว่าตัวกรรมที่ทำก็ไม่ได้หมายความว่าหมดไป มันถึงวาระใดวาระหนึ่งกรรมนั้นมันก็สนองเหมือนกัน เพราะฉะนั้นตะกายไปนิพพานให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้นั่นแหละปลอดภัยที่สุด ถามว่าลงนรกจริงมั้ย ? จริงมั่ง ไม่จริงมั่ง (หัวเราะ) ท่านที่ไม่มีบุญเลยก็จริง แต่ถ้าหากว่าท่านที่เกาะบุญแน่นแฟ้นก็ไปตามบุญก่อน
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
14-08-2005, 10:05 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ถ้าเกิดว่าเราไปเล่นละครแบบว่าของห้างอะไรแบบนี้ ?
ตอบ : ก็เล่นไปซิ ถึงเวลาก็มาตั้งหน้าตั้งตา ทาน ศีล ภาวนาของเราต่อไป แล้วเราเล่นเราก็ไม่ได้เจตนาให้เขามายึดมาเกาะอะไรกับเรานั่นเล่นเพราะเสียไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ไม่อยากไปเต้นแร้งเต้นกาซักกะหน่อยเขาบังคับ
ถาม : การที่มีแม่ชีท่านหนึ่งได้เล่าเรื่องว่า เรื่องพิธีกรรมที่ว่า ได้นำข้าวและภัตตาหารไปถวายแก่พระพุทธเจ้าที่พระนิพพานทำได้จริงหรือครับ ?
ตอบ : อันนี้ใครที่ได้มโนมยิทธิทำได้ทุกคน แต่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันจริง ๆ คือลักษณะของความเป็นทิพย์เรานึกจะให้เป็นยังไงก็เป็นยังงั้น นึกให้มีภัตตาหารที่เป็นทิพย์ขึ้นมาก็มีขึ้นมา นึกจะถวายเป็นพุทธบูชาก็ถวายไป ท่านไม่ได้ว่าอะไรอยู่แล้ว เพราะว่ามันเป็นพุทธานุสสติ
ขณะเดี่ยวกันถ้าหากว่า จิตไปที่นิพพานจริง ๆ มันก็เป็นการตัดกิเลสในตัวอยู่แล้วด้วย บุคคลที่ได้มโนมยิทธิสามารถทำอย่างนี้ได้ทั้งนั้นเพียงแต่ว่าที่ท่านบอกเอาไว้ในลักษณะที่ว่า ถ้าทำอย่างนั้นแล้วจะได้บุญมหาศาล ไม่มีบุญอะไรเปรียบเทียบได้อีกแล้วอะไรอย่างนั้น ถ้าหากว่าในลักษณะอย่างนั้นมันก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะว่าบุญอื่นที่เหนือกว่านั้นยังมีอยู่ อย่างเช่นว่าท่านบอกว่า สัพพะทานังธรรมทานัง ชินาตัง การให้ธรรมเป็นทานชนะทานทั้งปวง ลักษณะนั้นมันเป็นโปรโมตอย่างหนึ่ง เจตนาประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนเชื่อถือแล้วก็ขณะเดียวกันก็เพื่อตัวเอง ก็ดูเจตนาเขาด้วย แต่ว่าถ้าถามว่าลักษณะอย่างนั้นทำได้มั้ย ? คนที่ได้มโนมยิทธิทำได้ทุกคน
ถาม : การที่มีคนกล่าวว่าการประพรมน้ำพระพุทธมนต์เป็นเรื่องของไสยศาสตร์วิชา เป็นความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล ถือเป็นการปรามาสคุณของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ถ้าตกนรกจะลงไปอเวจีมหานรกหรือไม่ ?
ตอบ : อันนี้ไม่ต้องห่วง จริง ๆ แล้วที่โบราณใช้คำว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ นั่นชัดเลย เพราะว่าบางสิ่งบางอย่างโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณอนันต์แล้วก็โทษมหันต์ แตะผิดข้างมันก็เหมือนกับมีด ๒ คม ไปแตะด้านคมเข้ามันก็หวังว่ามือขาด จริง ๆ แล้วถ้าหากว่าของเราไม่เชื่อแล้วเงียบ ๆ ไว้มันยังปลอดภัยกว่า เพราะเรา ๆ ก็รู้อยู่จริง ๆ แล้วที่เขาพูดเขาหมายเอาว่าต้องการตัวธรรมะที่บริสุทธิ์ไปเลย แล้วจำไว้เลยว่า ธรรมะบริสุทธิ์มันเหมือนกระดูกทั้งแท่ง แทะกันไม่เข้าหรอกมันต้องใส่เนื้อใส่น้ำมั่ง ตัวคนพูดเองมันเองมันก็ไม่ได้ต้องการอย่างนั้นหรอก
เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็คือดีแต่ติคนอื่น ปราศจากการเตือนตัวเอง กล่าวโทษโจทย์ตัวเองไม่เป็นรู้จักแต่ว่าคนอื่นเขา รังแต่จะสร้างโทษให้แก่ตนเองมากขึ้น ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่ดีจริง พระพุทธเจ้าท่านคงไม่สั่งให้พระอานนท์ทำ ในรัตนสูตรบทนั้นเขาเอาไว้ทำน้ำมนต์โดยเฉพาะที่ขึ้น ยานีธะภูตานิ สมาคะตานิ เพราะว่า ตอนนั้นเมืองไพสาลีเกิดโรคระบาดขึ้นก็ทูลเชิญพระพุทธเจ้าไป พระพุทธเจ้าให้พระอานนท์ไปทำน้ำมนต์ไปพรม พวกอมนุษย์ต่าง ๆ หนีกันชนิดที่ว่ากำแพงเมืองพังไปแถบ ถ้าไม่มีผลจริง ๆ พระพุทธเจ้าท่านไม่สั่งให้ทำ ทีนี้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นศึกษาไม่ครบยังไม่พอใจคอยังคับแคบอีกต่างหาก เจออะไรที่ไม่ตรงกับกิเลสตัวเองว่าไว้ก่อน ใช้คำพูดหนักไปมั้ย ?
ถาม : เมืองโบราณหรือสถานที่ต่าง ๆ เมื่อเวลาผ่านไประยะเวลานาน ๆ มีพื้นดินปกคลุม
ตอบ : ทำไมล่ะ ? ก็เป็นความปกติของเขา อย่าลืมว่าพวกบรรดาต้นไม้ใบหญ้าก็ดี ซากพืช ซากสัตว์เหล่านี้มันทับถมกันไปมันก็กลับกลายเป็นดินไปเรื่อย ๆ มันก็หนาขึ้นเรื่อย ๆ ที่ท่านบอกว่า ๑ พุทธันดร แผ่นดินจะหนาขึ้นโยชน์หนึ่ง ช่วงระยะพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งถึงอีกองค์หนึ่งน่ะ แผ่นดินจะหนาขึ้น ๑๖ กิโลเมตร มันนานขนาดนั้น
ถาม : งั้นมันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เหรอคะ ?
ตอบ : มันก็ใหญ่ขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันมันเองมันก็สึกหรอทรุดโทรมไปเหมือนกัน อย่าลืมว่าตอนไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกมันก็บรรลัยไปพักหนึ่ง แล้วเดี๋ยวมันก็ค่อย ๆ กินอ้วนขึ้นมาใหม่ ยังดีนะ มันอ้วนได้ผอมได้
ถาม : แล้วโลกมันจะไม่เป็นอย่างที่เขาบอกเหรอคะ ที่ดาวเก่า ๆ อยู่ไปกลายเป็นดาวแคระขาว ?
ตอบ : นั่นเขาว่า เราต้องเอาตามพระพุทธเจ้าว่า ที่เขาว่ามันเป็นแค่ทฤษฏี มันเป็นการคิดว่า คาดว่า ควรจะเป็นอย่างนั้น เขาเองเขาก็ไม่กล้ายืนยันว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นใช่มั้ย ? มันเป็นทฤษฏีเฉย ๆ ทฤษฏีบิ๊กแบง ก็ดีอะไรเหล่านั้น อ่านเอามันก็พออย่าเพิ่งเชื่อมัน ถ้าจะเชื่อ เชื่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกว่ามันไม่ต้องสลายมันอยู่แน่ ๆ แต่ขณะเดียวกันท่านก็ไม่ยืนยันว่ามันไม่ต้องสลายไปเลย มันก็สลายตัวของมันอยู่ตลอดเวลา แต่มันสลายไม่หมดถึงเวลามันก็ก่อตัวขึ้นใหม่ สภาพมันอนิจจัง คือไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ถาม : การตั้งอารมณ์มโนมยิทธิอยู่ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ถ้าเกิดบรรลุธรรมเป็นไปได้หรือไม่ว่าเวลาบรรลุธรรมแล้วจะได้อภิญญาเลย ?
ตอบ : ของเก่ามีอะไรจะได้ตามเดิม ถ้าของเก่าคุณมีวิชาสามมาคุณก็จะได้อย่างนั้น ถ้าได้อภิญญามาก็ได้อภิญญาหกไป ถ้าหากว่าเคยมีพื้นฐานของสมาบัติ ๘ มาก็จะได้ปฎิสัมภิทาญาณไป ถ้าหากว่าบรรลุปุ๊บของเก่ามันตามมาหมด เหตุที่ต้องตามมาตอนนั้นเพราะว่าส่วนใหญ่เหล่านี้จะเป็นความสามารถพิเศษที่มันเกินมนุษย์ทั่ว ๆ ไป จำเป็นต้องให้เรายอมรับกฏของกรรมจริง ๆ
ถ้าเรายังไม่ยอมรับกฏของกรรมนี่ความสามารถพิเศษเหล่านี้มันช่วยคนได้มาก เราจะไปฝืนกฎของกรรมช่วยเขา ในเมื่อถ้าเราไปฝืนกฏของกรรมมันก็วุ่นวาย ก็เลยต้องบังคับว่าต้องยอมรับกฏของกรรมแล้วถึงจะได้ความสามารถนี้ไป
ถาม : พระเจ้าพิมพิสารมีภรรยาชื่อพระนางเทวีได้ตั้งครรภ์เมื่อแพ้ท้องพระเจ้าพิมพ์สารถามว่าอยากกินอะไร แต่นางไม่ยอมบอกจนร่างกายผ่ายผอม สุดท้ายจึงยอมบอกว่าอยากกินโลหิตของพระเจ้าพิมพิสาร อยากจะถามว่าทำไมแพ้ท้องจึงอยากกินโลหิตของพระเจ้าพิมพิสาร เพราะอะไร ?
ตอบ : มันกินพิลึกพิลั่นมากกว่านั้นอีก ลักษณะอาการแพ้ท้องมันเป็นปกติของเขา แต่ละคนแพ้แล้วมันอยากของไม่เหมือนกัน ในเมื่อเขาอยากกินอย่างนั้นหาให้เขากินเป็นอันหายอยากไป ถ้าถามว่าทำไม ต้องไปถามคนแพ้ว่าทำไมถึงอยากกินอย่างนั้น แต่เขาให้สังเกตว่าถ้าหากว่าอยากกินดินนะบางคนนี่ฟาดดินสอพองหมดเป็นถ้วย ๆ เลยเขาบอกว่าถ้าหากว่าอยากกินดินส่วนใหญ่เป็นพรหมมาเกิด ถ้าหากว่าอยากกินพวกผลไม้ส่วนใหญ่เป็นเทวดามาเกิด ถ้าหากอยากกินของสดของคาวหรือพวกเลือด ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์นรกมาเกิดสะใจมั้ย ? (หัวเราะ) อันนี้ร้ายมากนะ มันจะมากินเลือดพ่อเลย (หัวเราะ)
ถาม : ถามว่าจริง ๆ แล้วเด็กที่เกิดนี่เป็น....?
ตอบ : หหมายความว่าไง
ถาม : เป็น เป็นใครครับ ?
ตอบ : พระเจ้าอชาติศัตรูฆ่าพ่อเลยล่ะ (หัวเราะ) ตอนกินเลือดนั่นยังดี (หัวเราะ) โตขึ้นมันฆ่าพ่อเลย (หัวเราะ)
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
14-08-2005, 10:05 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD></FONT>
ถาม : การท่องคาถานี่เป็นธรรมทานมั้ย ถ้าเกิดเราท่อง จิต คำนึงนี่.....(ฟังไม่ชัด) ......มีผลยังไง ?
ตอบ : เฮ้ย คุณท่องคาถาเป็นธรรมทาน ไม่เข้าใจคำถามคุณว่ะ ?
ถาม : อ๋อ คือเรื่องมันเป็นอย่างครับ คือผมท่องคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วทีนี้สังเกตว่ารู้สึกว่าจะผิด...(ฟังไม่ชัด)...?
ตอบ : ทำไมล่ะ ? เรื่องของคาถาถึงผิดถ้าเข้าใจเราเชื่อมั่นมันมีผลตามนั้น นะโมพุทธายะ กลายเป็นนะโมพุทธาเเยะ เขายังเสกหินมากินได้เลย เคยได้ยินเรื่องนี้มั้ยล่ะ ? เออนั่นแหละ หลวงตาออกธุดงค์กลางป่า อาจารย์ก็สอนให้ภาวนานโมพุทธายะ หลวงตาก็หนังสือหนังหาไม่เคยเรียนมาใช่มั้ย ? ฟังไปฟังไปพออยู่ป่าเผลอกลายเป็นนะโมพุทธาแยะ แต่แกก็แยะไปแยะมากำลังใจมันมั่นคงนี่ มันอภิญญาเกิด แกก็จับหินขึ้นมาอธิษฐานให้กลายเป็นอาหารก็เป็นอาหาร ให้กลายเป็นขนมก็กลายเป็นขนม ให้กลายเป็นวุ้นก็กลายเป็นวุ้นกินได้สบายเลย
ทีนี้ไปเจอพระนักเรียนมันเข้าไปธุดงค์เหมือนกัน ไปถึงก็อยู่สบายกินสบายอยากกินอะไรหลวงตาก็ทำให้ ทำไปทำมาก็สงสัยก็ถามอาจารย์ครับ อาจารย์ใช้คาถาอะไรถึงเสกหินเป็นอาหารกินได ้เขาบอกใช้นะโมพุทธาแยะ พระนักเรียนเขาก็รู้ว่ามันผิด มันไม่ใช่ครับหลวงตา มันต้องนะโมพุทธายะ ผมเรียนมาไอ้นะโมพุทธาแยะเนี่ยไม่ใช่แน่ เล่นเอาหลวงตาหมดกำลังใจ เสกหินเมื่อไหร่มันก็กลายเป็นหินเหมือนเดิมอดทั้งคู่ ต้องตะกายกลับวัดมา มาถามอุปัชฌาย์ใหม่ อุปัชฌาย์ก็บอก คุณ...ไอ้นะโมพุทธาแยะนั่นมันตัวเมียมันใช้ได้อยู่ แต่ถ้าจะให้ดีใช้ตัวผู้นะโมพุทธายะดีกว่าเยอะเลย เกิดความมั่นใจขึ้นมาอีก
อีทีนี้แยะก็ได้ยะก็ได้ ถ้าไม่ได้อาจารย์เก่งนี่เจ๊งเลยใช่มั้ย ? เขาหมดความมั่นใจไปแล้ว ถ้าคุณมั่นใจถึงคาถาผิดก็ใช้ได้ผล แต่ถ้าหากว่าคุณขาดความมั่นใจมัวแต่ไปสงสัยอยู่ผลมันจะน้อย เพราะฉะนั้นก็เปลี่ยนเอาตัวที่เรามั่นใจ
ถาม : อยากจะขอคาถาสะเดาะกุญแจไว้ เผื่อว่า.............(ฟังไม่ชัด).....?
ตอบ : คาถาสะเดาะกุญแจในหนังสือประวัติหลวงปู่ปานก็มี ก็ใช้นะมะพะทะ ถอยหลังก็ใช้ทะพะมะนะ แต่เคล็ดลับมันอยู่นิดเดียวนะ คืออยู่ที่อย่าคิดว่ามันเป็นกุญแจหรืออย่าคิดว่ากุญแมันล็อคอยู่ ลองกับลูกบิดก็ได้ ตอนที่คุณเปิดลูกบิดคุณรู้ว่าลูกบิดมันไม่ได้ล็อค คุณบิดมันสบายใจยังไงตอนที่มันล็อคแล้วคุณก็ว่าคาถาทำใจมันให้ได้อย่างตอนนั้น เช๊ะเดียวหลุดเลย
ถาม : การท่องคาถาเป็นกรรมฐาน เวลาเราจะใช้สมมุติว่าจะสะเดาะกุญแจ อารมณ์นี่ต้องถึงขั้นไหน ?
ตอบ : อารมณ์ต้องถึงขั้นไหน เรื่องของคาถานี่ตั้งแต่อุปจารฌานได้ผลแล้ว คือมากกว่าตอนนี้นิดเดียวก็เริ่มใช้ได้ผล ยิ่งสมาธิสูงเท่าไหร่ยิ่งได้ผลมากเท่านั้น อารมณ์แน่นกว่าปกตินิดเดียวก็เริ่มมีผลแล้ว ส่วนใหญ่มันอยากมากเกินไปมันก็เลยไม่มีผล
ตอนนี้ที่วัดมีพระอยู่องค์หนึ่งอยากทุกเรื่อง แต่อยากแล้วไม่ทำชาติหน้าบ่าย ๆ มันคงได้อย่างที่ตัวเองอยาก ระยะหลังนี้กลัวไม่กล้าเข้าใกล้เลย เราอยู่ทางด้านี้ มันจะหนีไปอยู่อีกมุมวัด เพราะว่าเขาอยู่ใกล้ ๆ แล้วคิดอะไรเราพูดออกไปหมด เขาเข็ดไม่กล้าอยู่ใกล้เราก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาคิดผิดเราก็จะบอกเขาว่าอย่างนั้นมันผิดมันต้องตั้งอารมณ์อย่างนี้ ว่ามันไปหลายทีด้วยความเมตตาแท้ ๆ มันกลัวซะจนไม่กล้าเข้าใกล้เลย ...ตกลงว่าคุณอ่านลายมือคุณผิดใช่มั้ย ? มันท่องคาถาเป็นกรรมฐาน อ่านไปว่าเป็นธรรมทาน ขนาดเขียนเองยังอ่านไม่ออกเลย (หัวเราะ)
ถาม : เวลาท่องคาถา ถ้าเกิดอารมณ์เลยฌาน ๑ แล้วจะมี กรรมฐานจะต้องติดต่อกันมั้ย ?
ตอบ : คือถ้าหากว่ากำลังใจของคุณลเอียดอยู่ในลักษณะของฌานใช้งาน มันจะภาวนาอยู่มันยังเป็นตลอดอยู่ แต่ถ้าหากว่ามันไม่ใช่ลักษณะฌานใช้งานเป็นการเริ่มต้นใหม่ ๆ ถ้าถึงช่วงนั้นแล้ว คำภาวนามันจะหาย บางทีลมหายใจก็จะหายไปด้วย พอจิตกับประสาทมันเริ่มแยกเป็นคนละส่วนกันมันจะบังคับร่างกายไม่ได้ พอบังคับร่างกายไม่ได้ลมหายใจมันถึงหายใจอยู่เราก็ไม่รับรู้มัน ฉะนั้นบางทีคำภาวนาหายไปไม่หายใจไปเปล่าลมหายใจก็หายไปด้วย ทีนี้ตรงนั้นอย่าตกใจตะกายหายใจใหม่นะ มันไม่เป็นอะไรหรอกมันอยู่ได้สบายมาก
ถาม : จำเป็นมั้ยครับต้องหลับตา หรือลืมตาก็ได้ ?
ตอบ : อยู่ที่ตัวเรา บางคนหลับตาแล้วอะไรที่มันเข้าทางประสาทตาตัวเองไม่วอกแวก ลืมตาภาวนาก็ได้ เก่งกว่าด้วย แต่ถ้าหากว่าเรารู้สึกว่าลืมตาแล้วเดี๋ยวอันโน้นมาเดี๋ยวอันนี้มาทำให้วอกแวกไปสนใจมัน ๆ จะเสียการภาวนาเราก็หลับตามันซะ
ถาม : ส. ศิวะรักษ์ครับ พูดถึงหลวงพ่อคูณครับ บอกว่าพระที่สร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล ไม่ใช่กิจของสงฆ์อย่างนี้คิด....?
ตอบ : ส. ศิวะรักษ์ไม่ใช่สงฆ์ตอบแค่นี้ หลวงพ่อคูณสร้างโรงเรียนสร้างโรงพยาบาลมันบอกว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ ก็เลยบอกว่า ส.ศิวะรักษ์มันไม่ใช่สงฆ์ ประเภทนี้มันจะเอาพระประเภทที่นั่งเฉย ๆ แล้วบริสุทธิ์สิ้นเชิงมันอยากได้หัวตอ ฮึ! พระเขาเกิดมาเขารู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มีความสามารถทำได้เขาก็ทำ โดยเฉพาะเสืออย่างหลวงพ่อคูณด้วย เดี๋ยวก็หัวขาดหรอก
ถาม : พอดีเมื่อวานครับ เวลาประมาณตี ๔ ตี ๕ ผมได้เจอแมลงสาบตัวหนึ่งกำลังนอนชักอยู่ใกล้จะตาย พอดีกำลังท่องคาถาอยู่ก็เลยท่องคาถาไปด้วยแล้วบอกเขา อย่างนี้เขาจะฟังรู้เรื่องมั้ย ?
ตอบ : ถ้าจิตเขาเกาะนี่เขามีโอกาสได้ดีเลย ลักษณะแบบเดียวกับงูเหลือมฟังธรรม ค้างคาวฟังธรรม แต่ตอนที่มันชักเวทนามันเยอะ ไม่แน่ว่าจิตเขาจะเกาะหรือเปล่า ? เพราะฉะนั้นต้องดูว่ากำลังใจของเขา ๆ เกาะเสียงของเราที่ภาวนารึเปล่า ? ถ้าหากว่าเขาเกาะเสียงของเราที่ภาวนาคาถาหรือว่าตั้งใจอยู่ในความดีนี่เขาได้ประโยชน์ไปเลย ทำไปเถอะ เขาจะเกาะหรือไม่เกาะทำไปเถอะ ถ้าเขาเกาะเขาได้ดีไปดีเขาไม่ลืมเราหรอก อ้าว... หมดแล้ว สงสัยมันไม่หมดจริงหรอกมันอ่านไม่ออก (หัวเราะ)
ถาม : เวลาที่ทำกรรมฐานแล้วมีอารมณ์เข้ามาแทรก แต่ว่าเป็นอารมณ์พิจารณาถือว่าเป็นพุทธานุสสติ สังฆานุสสติ ถือว่าเป็นอารมณ์เข้ามาแทรกนี้ ?
ตอบ : ดูว่าตอนนั้นเราทำกรรมฐานตามกองมั้ย ? ถ้าเราทำกรรมฐายตามกองนี่อารมณ์แทรกอื่นต้องตัดออกให้หมด ถ้าเราไม่ได้ทำกรรมฐานตามกอง ภาวนาเฉย ๆ แล้นมันอยากจะพิจารณาก็ว่าไปได้เลย
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
14-08-2005, 10:06 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ตัดอารมณ์นี่ยังไง ?
ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นการภาวนากรรมฐานตามกอง อย่างเช่นว่าภาวนากสิณอยู่ อย่างนั้นอารมณ์อื่นที่แทรกเข้ามาตัดมันออกไปเลย
ถาม : ถ้าอย่างเราท่องคาถา ๔-๕ ชั่วโมงแล้ว ?
ตอบ : น้อยไปมั้ง ๔-๕ ชั่วโมง มันต้อง ๒๔ ชั่วโมง (หัวเราะ)
ถาม : แล้วอย่างนี้จะถึงจุดสูงสุดของความต้องการของอารมณ์แล้วยัง ?
ตอบ : ไม่ใช่นะ ระยะเวลาไม่ได้เกี่ยวกับความดีของทางใจกำลังใจอาจจะขึ้นสูงสุดภายในวินาที ๒ วินาทีก็ได้ ระยะเวลาไม่ใช่เครื่องวัด ไอ้นั่นดีไม่ดีนั่งทนแข่งกัน สมัยก่อนเคยไปนั่งแข่งกับทางด้าน *
*
*
*
ในหนังสือเล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๒๑ ซ้ำกับเล่มที่ ๑๓ หน้าที่ ๒๑ จึงขอข้ามหน้านี้ไปก่อน
ประโยคจึงไม่ต่อเนื่องนะคะ หากได้ข้อมูลแล้วจะนำมาพิมพ์เพิ่มเติมค่ะ
*
*
*
*
กำลังมันจะทรงตัวแล้วมันก็เลิกกังวล มันจะคิดเฉพาะหน้าตอนนี้ เราทำอะไรมันจะทำแค่นั้น พอเสร็จจากอันนี้แล้วจะทำอะไรค่อยคิดต่อ คราวนี้จะไม่กังวลแล้ว แบบเดียวกับว่า เรานั่งอยู่ที่นี่แต่ว่าถ้าเกิดว่าเมื่อเช้านี้เราซักผ้าแล้วเราก็ตากผ้าอยู่ที่บ้าน ดูฟ้าแล้ว เอ้า ! ฟ้ามันมืดฝนจะตก กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ยังไงก็กลับบ้านไม่ทันอยู่แล้ว ก็ต้องคิดให้เป็นด้วยว่า เออ...ในเมื่อมันไม่มีประโยชน์จะไปกังวลกับมัน เรามาอยู่ตรงนี้เรามาทำบุญเรามาทำความดี
เพราะฉะนั้นเราเองควรจะทำตรงจุดนี้ที่ปัจจุบันนี้ของเราให้ดีที่สุดดีกว่า อดีตที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยมันไป อนาคตยังมาไม่ถึงไปแก้ไขไม่ได้ก็ช่างมัน ถ้าแก้ไขได้ก็แก้ไข เวลานั้นเอาอยู่กับปัจจุบันก่อน ทำตอนนี้เดี๋ยวนี้ให้ดีที่สุดก่อน สมาธิต้องดีแล้วจะเลิกกังวล
ถาม : แล้วตัววิตก วิจารณ์ ล่ะครับ ?
ตอบ : ตัววิตก วิจารย์มันมีเป็นปกติของทุก ๆ คนแต่ว่าเอาสติรู้ก็สามารถที่จะตัดมันเลย ถ้าตัดไม่ได้ก็รู้อยู่แล้วคุมมันเอาไว้ให้มันอยู่ในกรอบ อยู่ในกรอบก็คือว่าให้มันวิตกวิจารย์อยู่ในด้านดี ๆ อย่างเช่นว่า นึกถึงเรื่องของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นึกถึงเรื่องของศีล นึกถึงเรื่องของการให้ทานอย่างนี้
ถาม : คืออย่างนี้ครับ คือเรานัดเขาเวลานัดเวลา ๙ โมงทีนี้ช่วงที่เรายังไปไม่ถึงมีอุปสรรค บางทีอย่างเช่นฝนตก จิตมันก็เป็นห่วง เออ...เพื่อนเรารออยู่นะ ตัวนี้ตัดยากครับ
ตอบ : จริง ๆ แล้วก็คือมันต้องคิดให้เป็นว่าอย่างไร ๆ มันก็ต้องรออยู่แล้ว ในเมื่อมันจะต้องรออยู่แล้วเราไปกังวลหรือไม่กังวลมันก็ราคาเท่ากัน แล้วจะไปกังวลให้มันเสียอารมณ์ของเราทำไม
ถาม : มันเป็นอารมณ์ของปฐมฌานหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ตัวกังวลนี่มันไม่มีทางเป็นฌานได้หรอก (หัวเราะ) ถ้ายังห่วงกังวลอยู่มันทรงฌานไม่ได้
ถาม : .........(ไม่ชัด)...........มีความจำดี
ตอบ : ความจำดี...อันนี้มันก็เกี่ยวกับสมาธิเหมือนกัน ถ้าสมาธิทรงตัวจิตมันผ่องใส สมองมันเหมือนกับมันจัดอันดับของมันเองสามารถเรียงลำดับเรื่องข้อมูลของมันได้เปรี้ยะ ๆ เลย สมมุติว่าอาจารย์พูดมาเรื่องอะไรมันก็จะจับประเด็นได้เร็ว
ลักษณะนี้บางทีพูดแล้วมันเข้าใจยากเอาเป็นว่ายกตัวอย่างว่า หลวงพ่อวัดปากคลองมะขามเฒ่า เจ้าคุณพระมงคลชัยสิทธิ์ เวลาไปหาท่านแต่ละทีนี่ ท่านชอบให้คาถาแล้วคาถาท่านยาวมาก พอให้เสร็จแล้วไม่พอ ท่านเขกหัวเปรี้ยงเบ้อเร่อเลย บอกเอ้าให้เอ็งไปใช้
แต่ว่าทีนี้พอสมาธิมันดีมันสามารถเรียงลำดับได้หมดเลยว่าคาถาของท่านเนื้อหามันเป็นอย่างไร มันขึ้นต้นมันก่อนหลังอย่างไร แล้วเราจะจัดลำดับการจำแล้วมันแยกแยะออกมาเสร็จเรียบร้อย แล้วมันจะจำได้ขนาดที่ว่าบอกคนอื่นบางทีเขา ๓ เที่ยวแล้วยังจำไม่ได้ถ้าสมาธิดีเหมือนอย่างกับสมองมันแยกออกเป็นหมวดเป็นหมู่ เป็นระดับของมันเองจะจัดเรียงของมันเรียบร้อยเลยว่าต้องจำอย่างไรแล้วมันจะจำของมันได้
อยากจะจำต้องหัดภาวนาเยอะ ๆ เข้าไว้ ถ้าสมาธิดีแล้วเหมือนกับเจ้าจอย มันนั่งมองอาจารย์เขาอยู่เพื่อนข้างหลังห้องก็เล่นกัยโยกโต๊ะโยกเก้าอี้ โยกไปโยกมามันโยกเกินศูนย์ถ่วง เก้าอี้มันหงายฟาดโครมลงไป เพื่อนอีก ๓๐ กว่าคนหันไปมองเป็นตาเดียวกัน เจ้าจอยมันนั่งมองแต่หน้าอาจารย์ สมาธิมันดีขนาดรอบข้างมีอะไรมันไม่รู้เรื่อง ได้ยินแต่เสียงอาจารย์อยู่อย่างเดียว เขาทำได้ขนาดนั้น ถ้าเราสมาธิดีขนาดนั้นเรื่องความทรงจำไม่มีปัญหาเลย
ส่วนใหญ่แล้วเด็กสมัยใหม่สมาธิสั้น รีโมทคอนโทลมันทำพิษนึกออกมั้ย ? ไม่ชอบใจเปลี่ยน ๆ ความจำมันขาดเป็นท่อน ๆ เหมือนตัวจิ๊กซอว์ในเมื่อความจำมันขาดเป็นท่อน ๆ เหมื่อนตัวจิ๊กซอว์ ความสนใจจุดสนใจจุดใดจุดหนึ่งมันก็น้อยมันกลาย มัน........
ถาม : มันเป็นแบบนี้รึเปล่าคะคือ คนสมัยนี้ไม่ค่อยได้เดิน สมัยก่อนเดินเยอะ
ตอบ : มันก็มีส่วนเหมือนกัน จะมากจะน้อยส่วนของมันมีอยู่แต่ว่าจริง ๆ ก็คือสังคมปัจจุบัน พวกเกี่ยวกับพวกคอมพิวเตอร์หรือพวกเครื่องเล่นอะไรต่อมิอะไรที่มันใช่ระบบดิจิตอลที่จะสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้เร็วมาก รับข้อมูลได้เร็วค้นหาข้อมูลอะไรได้เร็วอะไรอย่างนี้มันทำให้คนสมาธิสั้นลง
ถาม : เพราะว่าสมัยก่อนชาวนาเขาปลูกข้าว กว่าเขาจะปลูกได้ไร่หนึ่งเขาใช้ความเคยชิน ถ้าเดินนี่นับ ....
ตอบ : นับครั้งไม่ถ้วน สมัยนี้มันเล่นรถดำนา (หัวเราะ)
ถาม : เปลี่ยนแปลงง่าย ฉะนั้นเวลาทำอะไรซ้ำ ๆ เป็นพัน ๆ ครั้งทำให้ได้เรื่องสมาธิ
ตอบ : ของเราความสนใจเฉพาะที่มันน้อยความจำไม่ก็เลยไม่ดีไปด้วย เขาเรียก สมาธิสั้น
ถาม : การแยกกายกับใจแยกอย่างไร ?
ตอบ : แยกกายกับใจ ถ้าหากว่าสมาธิทรงตัวตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปกับจิตกับกายจะเริ่มแยกเป็นคนละส่วนกัน คือตอนนั้นจิตจะสนใจแต่อาการภายใน ประสาทร่างกายที่ถือว่าเป็นกายจริง ๆ ภายนอกมันไม่ค่อยจะรับรู้กันแล้ว ถึงไม่ใช้ความพยายาในการแยกมันก็จะแยก ทีนี้ในความหมายของเรา แยกจิตแยกกายมันเป็นการถอดกายในออกไปแบบที่เขาเรียกว่าถอดกายทิพย์หรือเปล่า ? ถ้าหากว่าเป็นลักษณะอย่างนั้น ต้องผึกอีกแบบหนึ่ง
เขาจะมีการฝึกให้ถอดกายในไปเพื่อที่จะไปท่องเที่ยวภพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรก สวรรค์ พรหม นิพพานอะไรเหล่านี้เป็นต้น แต่ถ้าหากว่าได้แยกจิตแยกกายลักษณะที่ว่านี้ แค่เราทำสมาธิได้ปฐมฌานก็เริ่มแยกได้แล้ว
ถาม : แค่ได้ปฐมฌานนี่ได้ยังไงคะ ?
ตอบ : คือกำลังใจมันจะทรงตัวอยู่ระดับหนึ่ง ในระดับนี้สิ่งที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะไรมันไม่ค่อยได้รับความสนใจเพราะจิตมันเป็นสุขอยู่กับการภาวนาเฉพาะหน้า คราวนี้การที่เราภาวนาซะจนชิน คำว่า ชิน ภาษาบาลีเขาเรียกว่า ฌาน ปฐมฌานคือความเคยชินขั้นที่ ๑ มันมีอยู่ด้วยกัน ๔ ขั้นเขาเรียก ฌาน ๑ ฌาน ๒ ฌาน ๓ ฌาน ๔ คราวนี้ว่าแค่เข้าถึงความเคยชินขั้นที่ ๑ ก็เป็นอันว่าจิตกับกายมันเริ่มจะห่างกันแล้ว พอเริ่มเป็นฌาน ๒ บางทีมันเริ่มไม่รับรู้การหายใจ คำภาวนามันก็หายไปด้วยถ้าถึงฌาน ๓ ยังกับประเภทกลายเป็นหินไปเลยก็มี คือสภาพต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายมันจะแปลก ๆ แล้วฌาน ๔ นี้ ไม่รับรู้อาการภายนอกแน่นอนเลยฟ้าผ่าข้างหูไม่เอาด้วยไม่ได้ยิน เพราะประสาทร่างกายมันไม่ได้ทำงานตรงนั้นแล้ว </TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
14-08-2005, 10:06 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : คือเป็นคนที่รู้สึกว่าขี้กังวลมากเลย ไม่รู้ว่า......
ตอบ : เริ่มต้นภาวนาซะก่อนนะ ทุกอย่างที่เราพูดมาถ้าเราเริ่มภาวนาแล้วปัญหาอื่น ๆ มันจะหมดนะจ๊ะ เพราะฉะนั้นตั้งหน้าตั้งตาภาวนาได้เลย
ถาม : .............................
ตอบ : นั่งสมาธินับลมหายใจเข้า ออกของเรานี่แหละว่าไปเลย ถ้าหากว่าเราเริ่มตรงจุดนี้แล้ว ตัวอื่น ๆ มันหมดไป ไม่อย่างนั้นของเรา เราถาม ๆ อยู่นี่มันจะหาที่จบไม่ได้มันต้องทำ พอทำแล้วเกิดปัญหาเฉพาะจุดขึ้นมาเราก็แก้ทีละจุดมันก็จบ แต่ถ้าเราถามอยู่มันจะไม่จบ ฉะนั้นตั้งหน้าตั้งตาทำได้เลย มีเวลานั่งสมาธิ เวลานั่งสมาธิครั้งแรกมันก็ฟุ้งซ่านนั่งอยู่ตรงนั้นแหละ แต่มันไปคิดอะไรก็ไม่รู้พอรู้ตัวก็เลิกคิดมัน มาจับลมหายใจเข้า ออก รู้ตัวก็เลิกคิดกัน มาจับลมหายใจเข้า ออก เดี๋ยวก็ชนะมันได้
ถาม : คือตอนนี้ไม่แน่ใจบรรยากาศที่ทำงานค่ะ
ตอบ : ทำไมล่ะ ?
ถาม : จะเกิดปัญหาคือ ตอนนี้งานมันขยายตัว คือคนในที่ทำงานยังไม่พร้อมที่จะรับงานจะทำยังไงคะ ?
ตอบ : ถ้าเรามีหน้าที่รับผิดชอบก็จำเป็นที่จะต้องอบรมหาความชำนาญให้กับเขา เพื่อเขาจะได้เตรียมพร้อมที่จะรับงานใหม่ แต่ถ้าเราไม่มีหน้าทีรับผิดชอบทำแค่งานตรงหน้าของเราให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ คือถ้าเราไปยุ่งกับคนอื่นเมื่อไหร่เกิดเรื่องเมื่อนั้น แต่ถ้าหากว่าอยู่ใต้การรับผิดชอบของเรานี่ จำเป็นนะต้องมีการประชุมมีการอบรมเพื่อที่จะให้เขาทำงานได้เต็มฝีมือมากกว่านั้น หรือได้ดีมากกว่านั้น หรือไม่ก็ทำให้เขาดูว่าที่จริง ๆ มันต้องทำอย่างไร หนักใจมั้ย ?
ถาม : ..........(ไม่ชัด)..............แต่เขาคงจะต้องอยู่กับเราต่อไป ต้องทำยังไงถึงจะให้เขายอมทำงาน ?
ตอบ : ไอ้เรื่องการที่จะทำให้คนอื่นยอมรับเรานี่มันมีอยู่อย่างเดียว คือต้องแสดงให้เห็นว่าเราเหนือกว่าทุกกระบวน ความสามารถในการงานของเราทุกอย่างเหนือกว่าอะไรดีกว่า
ถาม : มีอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องวัยวุฒิค่ะ
ตอบ : ไม่เป็นไรหรอกสมัยนี้ปลอมหน้าได้ อายุแค่นี้เขาปลอมเป็นคุณยายอายุ ๙๐ ยังไหวเลย ทำหน้าให้เหี่ยว ๆ ไม่ใช่เรื่องยาก คนมีความสามารถวัยวุฒินี่มันจะโดยคุณวุฒิ คือความสามารถคลุมไปเองนะค่อย ๆ ทำไปเถอะเดี๋ยวพอเอางานเอาการไปมาก ๆ หน้ามันเหี่ยวเกินไปเอง ตกลงเขามีจุดเดียวใช่มั้ยที่เขาไม่ยอมรับ คือเขาเห็นว่าเราเด็กเกินไป
ถาม : เขาใช้วิธีบีบค่ะ คือบีบให้เราทนไม่ไหว ยอมในสิ่งที่เราควรจะได้
ตอบ : แล้วในเมื่อเรารู้ว่าเขาบีบจะไปให้เขาบีบทำไมล่ะ ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปซิ แกล้งโง่นี่มันสนุกนะ โบราณเขาว่าแกล้งโง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ไม่ได้ ไม่ว่ามันจะมาวิธีไหนก็ตามเราก็หลบซ้ายเลี่ยงขวาไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมเข้าไปในจุดที่เขาต้องการ ก็เห็น ๆ อยู่ว่ามันต้อนเราไปมุมนั้น แกล้ง ๆ เดินไปเกือบถึงมุมแล้วก็เลี้ยวซะ....(หัวเราะ)....มันน่าสนุกนะ แต่สักวันจะทุกข์เอาจริง ๆ ปัญหามากเลยไปนั่งท่องคาถามั้ย ?
มันมีคาถาอยู่บทหนึ่งเขาเรียก คาถาวัวกินนมเสือ มาจากนิทานพื้นบ้านหลวิชัย คาวี เคยได้ยินมั้ยที่เขาเรียกว่า เสือโคคำฉันท์ แม่วัวถูกเสือกินไปแล้ว แต่ลูกวัวเป็นเพื่อนกับลูกเสือ ลูกเสือก็เลยชวนลูกวัวมาอยู่ด้วยกัน มากินนมแม่เสือด้วยกัน อันนี้มันมีคาถาอยู่บทหนึ่งเขาเรียก วัวกินนมเสือ มันหมายความว่าถึงจะมีศัตรูอยู่รอบด้าน แต่เราก็จะอยู่ได้ ลองภาวนาดูมั้ย ? (หัวเราะ) เดี๋ยวเขียนให้ดีกว่าไม่ยาวมากหรอก ๔ บรรทัด ไปลองดูน่าสนุกนะ
ถาม : ไม่ทราว่าเราจะเลือกการปรับหรือการเปลี่ยนดี ?
ตอบ : ก็ค่อย ๆ ปรับดีกว่า เพราะเปลี่ยนทีเดียวเลย ความเคยชินของคนจะทำให้เขารู้สึกลำบาก ค่อย ๆ ปรับดีกว่า ถ้าหากว่าเปลี่ยนทีเดียวเรารับได้ แต่คนอื่นเขารับไม่ได้ ต้องคิดถึงคนอื่นด้วย
ถาม : พอรู้ว่าที่นี่เกิดปัญหาแล้วก็เปลี่ยน
ตอบ : อย่างนี้หนีปัญหา เรื่องปัญหามันมีอยู่ทุกที่จากที่หนึ่งก็ไปอีกที่หนึ่ง วิ่งชนปัญหาดีกว่าหนีมัน
ถาม : แล้วหนู....(ไม่ชัด)........ในลักษณะที่กรมเดียวกัน กองเดียวกันในลักษณะที่กินแรงเพื่อนในที่ทำงาน
ตอบ : นี่เจอมาเยอะต่อเยอะ แต่ว่าก็จะเอาแค่ในเขตความรับผิดชอบของเราเอง ถ้าหากว่าในใต้อำนาจรับผิดชอบของเรามีคนอยู่กี่คน จำนวนเท่าไหร่ ก็เร่งรัดเขาได้ นอกเหนือไปจากนั้นแล้วโดยเฉพาะสูงขึ้นไป หรือว่างานรับชอบของคนอื่นอย่าไปแตะนะ เอาแค่จุดของเราให้มันดี
ถาม : แล้วในเมื่อบางคนไม่เวิร์คนี่เราสามารถที่จะเอาคนออกเราควรจะทำมั้ย ?
ตอบ : บอกเขาตรง ๆ บอกว่าถ้าคุณยังทำแบบนี้อีก ต้องหางานที่อื่นทำแล้วล่ะ
ถาม : แล้วขู่ด้วยวิธีต่าง ๆ
ตอบ : ไม่ต้องเสียเวลาขู่หรอก ทำจริง ๆ เลยเชือดลิงให้ไก่ดู ไม่ใช่เชือดไก่ให้ลิงดู คนไหนเส้นใหญ่ที่สุดเอาคนนั้นออก คนอื่นมันหนาวเอง งานบางอย่างมันจำเป็นนะ อย่าคิดว่ามันเป็นการสร้างศัตรู แต่ว่าจำเป็นเพื่อที่จะให้งานทั้งหมดเป็นไปด้วยดี จำเป็นที่จะต้องทำ
ถาม : แล้วคนที่อยู่ร่วมกันแล้ว อย่างที่คนที่กำลังใจไม่เสมอกัน เราต้องวางตัวยังไง ต้องวางใจยังไง ?
ตอบ : อย่าตั้งความหวังอยู่กับเขามากนัก คิดว่าทั้งหมดเราทำเองได้ไม่ต้องง้อใคร ถ้าหากว่าเขาช่วยก็ถือว่ามันเป็นบุญเป็นคุณเป็นน้ำใจของเขา แต่อย่าไปหวังว่าเขาจะทำหน้าที่นั้นได้ดี คิดซะว่าถ้าเป็นงานใต้รับผิดชอบของเรา คนที่รับผิดชอบก็คือเรา เพราะฉะนั้นเราเองทำทั้งหมดพอคนอื่นเขามาทำเบาแรง เออดี....ถือว่าเขาช่วยเรา จะไปหวังร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มจากคนอื่นมันเป็นไปไม่ได้หรอก
บางคนจิตใต้สำนึกมันไม่มี จริง ๆ แล้วนิยมคนญี่ปุ่นนะ คนญี่ปุ่นระยะหลังนี่ไม่รู้ว่าเป็นยังไง แต่ว่าช่วงก่อนนี้เขาเข้าทำงานที่ไหนนี่ เขาทุ่มเป็นทุ่มตายให้กับที่นั่นเลย เหมือนกับงานตัวเองยิ่งกว่างานตัวเองตัวนี้เขาเรียกว่า จิตสำนึกของความเป็นเจ้าของ แต่ว่า....ส่วนใหญ่ของเราแล้วจิตสำนึกของความเป็นเจ้าของไม่ค่อยมี ใครเปลี่ยนงานได้บ่อยเท่าไรถือว่ามีความสามารถเท่านั้น มันกลายเป็นว่าต้องไปหาความชำนาญในที่ใหม่ไปเรื่อย ๆ ต้องเสียเวลาไปศึกษางานใหม่ ต้องไปปรับเข้ากับสถานที่ใหม่ไปเรื่อย ๆ มันก็เลยพูดง่าย ๆ ว่านอกจากจะก้าวหน้ายากแล้วก็ลักษณะเหมือนกับที่เราบอกว่า ถึงเวลาก็หนีปัญหาทิ้งไปทำที่อื่นก็หนีไปไม่รู้จบ
เพราะฉะนั้นของเราตอนนี้แก้ที่เรารับผิดชอบก่อน ภายใต้การรับผิดชอบของเราเท่าไหร่เราแก้เท่านั้น อย่าไปแบกโลกแทนคนอื่นเขา สมมุติว่านั่งโต๊ะติดกันแต่งานมันคนละส่วน ไอ้โน่นมันจะเละแค่ไหนปล่อยมันเราทำของเราให้ดีไว้ ผู้บริหารเขาจะมองเห็นเองว่าใครเป็นยังไง แล้วต่อไปถ้ามีโอกาสขยับขึ้นไปสูงกว่านั้นแล้ว เราก็ค่อยมาแก้ที่จุดที่เรายังไม่ได้แก้ แต่ว่าก่อนนั้นไม่ได้อยู่ใต้ความรับผิดชอบของเรา แต่ว่าตอนนี้อยู่ใต้ความรับผิดชอบของเราก็แก้ต่อไป อย่าใจร้อนนะถือว่าคนเราเกิดมาอายุนานหลายสิบปีค่อย ๆ ทำไปอายุสัก ๕๐ แล้วค่อยดีเราก็รอได้ (หัวเราะ)
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
14-08-2005, 10:07 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ....................
ตอบ : พระสุก พระใส พระเสริม พระบางใช่มั้ย ? พระสุกจมอยู่ที่เวินพระสุก พระใสอยู่วัดโพธิ์ชัย หนองคาย พระเสริมอยู่วัดปทุมวนาราม สระปทุมใกล้ ๆ กรมตำรวจ ส่วนพระบาง พระบางมีอยู่ระยะหนึ่งที่ฝนฟ้ามันแล้ง ราษฎรทูลเกล้าถวายฎีการัชกาลที่ ๔ ว่าหลวงพ่อพระบางทำให้ฝนแล้ง ก็เลยเอไปคืนลาวซะ ไม่งั้นลาวจะไม่มีพระพุทธรูปสำคัญเหลือเลย ตอนนี้พระบางอยู่ที่หลวงพระบาง จริง ๆ เวลาหน้าสงกรานต์นี่ เจ้ามหาชีวิตของลาวจะเป็นผู้นำอัญเชิญพระบางแห่ออกมาเพื่อให้ชาวบ้านได้กราบไหว้บูชา
มาตอนหลังพอระบบพระมหากษัตริย์โดนคอมมิวนิสต์ล้มไป ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ประเพณียังเป็นปกติอยู่รึเปล่า แต่ว่าถ้าหากว่าเจ้ามหาชีวิต คือพระมหากษัตริย์ของเขายังอยู่นี่ จะเป็นผู้อัญเชิญพระบางออกมาทุกปี ศิลปล้านช้างนี่จะอยู่ราว ๆ โน่นยุคปลายอยุธยาต้นรัตนโกสินทร์ ก็คือว่าจะเป็นช่วงต่ออยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์
ถาม : ก็ไม่เก่ามาก
ตอบ : ไม่เก่ามาก จริง ๆ แล้วล้านนากับล้านช้าง เกี่ยวเนื่องแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะว่าแต่งงานข้ามกันไปก็ข้ามกันมา แล้วมาพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ผู้ที่ถือว่าเป็นมหาราชของลาว จริงๆ แล้วครองเชียงใหม่อยู่ก่อนนานมากเลยหลายปีทีเดียว พอพม่าจะตีเชียงใหม่ ท่านเห็นว่าไม่สามารถจะต้านกำลังพม่าได้ ก็เลยหอบพระแก้วมรกตไปตั้งเวียงจันทน์ขึ้นมาแทน ลาวก็บอกว่าไทยขโมยพระแก้วไป ไทยก็บอกว่าลาวขโมยไปก่อน...(หัวเราะ)....ทะเลาะกันไปก็ทะเลาะกันมาอยู่นั่นแหละ
แต่ตามประวัติพระแก้วมรกต เขาว่าต้องอยู่ถึง ๗ นครใช่มั้ย ? เท่าที่รู้ก็คือว่า ท่านเกิดขึ้นที่ปาฏลีบุตร แล้วก็มาปรากฎที่ลำปางไปอยู่เชียงใหม่ ไปอยู่เวียงจันทน์ แล้วก็มาอยู่หนองคาย แล้วก็มาอยู่กรุงเทพ คืออยู่เวียงจันทน์แล้วก็อัญเชิญมาพักที่หนองคายก่อน แล้วก็มาอยู่กรุงเทพ เอ๊ะ ๖ เท่ากับว่า ๖ เมือง
ถาม : แล้วก็ย้ายข้ามฝั่งไปธนบุรี ก็ ๗ แล้ว
ตอบ : จริง ๆ แล้วเขานับว่า นับว่า ๖ เมือง เมืองที่ ๗ นี่เมืองใหญ่หน่อยเมืองรัชเซีย พระเจ้าซาร์นิโคลัสไง ท่านเสด็จมาเมืองไทย ท่านซี้ปึกกับรัชกาลที่ ๕ นี่ รัชกาลที่ ๕ เลยออกปากว่าในเมื่อสนิทสนมกันขนาดนี้ แทบจะถือว่าเป็นแผ่นดินเดียวกันเป็นทองแผ่นเดียวกันก็ว่าได้
เพราะฉะนั้นท่านอยากได้อะไรที่เป็นของไทย ในฐานะพระเจ้าแผ่นดินไทย ท่านยินดีมอบถวายให้ ท่านเล่นขอพระแก้วมรกต (หัวเราะ) รัชกาลที่ ๕ ไม่นึกว่าจะเจอขนาดนั้น ก็คงสะอึกเหมือนกัน รัชกาลที่ ๕ ก็คงเห็นว่าในเมื่อตนเองเป็นกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ พระเจ้าซาร์นิโคลัสกล้าขอก็ให้เหมือนกัน พระเจ้าซาร์นิโคลัสคงซึ้งในน้ำใจ ขอของสำคัญขนาดนี้ยังให้ ก็เลยบอกเอ้า ถ้างั้นอะไรที่อยากได้ในรัสเซีย ต้องการก็จะให้บ้าง รัชกาลที่ ๕ ขอพระแก้วคืน (หัวเราะ) ตกลงว่านครที่ ๗ นี่ไปอยู่แป๊บเดียว
ถาม : ไม่ทันไปใช่มั้ยคะ ไปหรือยังคะ ?
ตอบ : ถือว่าไปล่ะ ถือว่าให้เขาแล้ วถึงได้บอกที่บอกว่าต้องอยู่ถึง ๗ เมือง เห็นทีจะอยู่มาครบจริง ๆ หนองคายพระแก้วอยู่พักหนึ่ง เคยไปมั้ยวัดพระแก้วเก่า ปัจจุบันเป็นที่ทำงานของหน่วยปฏิบัติการตามลำน้ำโขงติดอยู่ชายน้ำเลย วัดกับเจดีย์เขาสร้างอยู่เป็นที่ประดิษฐานชั่วคราวก่อนที่จะทำพิธีอัญเชิญเข้ามากรุงเทพ
ถาม : สรุปว่าในแม่น้ำโขงที่เขาบอกว่าเขาเจอพญานาค พญานาคเนี่ยจริง ๆ นาคนั้นก็คือเป็นเทวดาที่เขามาให้เห็นหรือว่า ....?
ตอบ : นาคมี ๒ แบบ แบบที่เป็นเทวดา คือเทวดาชั้นจาตุมหาราชเหล่าที่เราเรียกว่า นาคา เหล่านี้จะเป็นบริวารของท่านท้าววิรูปักษ์ เวลาทำงานท่านจะปรากฏให้เห็นลักษณะของงูใหญ่ นี่ต้องถือว่าเป็นเครื่องแบบเวลาทำงานแบบเดียวกับบริวารของท่านท้าวเวสสุวัณ เวลาจะทำงานก็ปรากฏในรูปของยักษ์
แต่จริง ๆ แล้วท่านสวยสะโอดสะองลักษณะคล้าย ๆ พรหม เพียงแต่ว่าเครื่องแต่งตัวไม่เหมือนพรหม ที่ท่านคล้ายพรหมเพราะส่วนใหญ่แล้วจะทรงฌานได้เพียงแต่ตอนตายลืมเข้าฌานไปตายอยู่นอกฌานซะ น่าจะหนาวแย่เลยนะ ตายนอกชานคราวนี้ อีกประเภทหนึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉานกึ่งทิพย์ อย่างพวกครุฑ พวกนาคเหล่านี้ ถ้าประเภทเดรัจฉานกึ่งทิพย์พวกนี้เขาจะอยู่ในภูมิของเดรัจฉานเลย แต่ว่าบุญเก่าที่เสริมเอาไว้มากก็เลยทำให้มีทิพสมบัติเลยมีอะไรสามารถแปลงร่างเป็นคนได้ แต่ว่าสัญชาติของท่านจริง ๆ ก็คือสัตว์เดรัจฉาน
ถาม : แต่พวกนี้ก็คือ ถือกำเนิดจากสัตว์เดรัจฉานธรรมดา ?
ตอบ : ไม่ใช่จ้ะ เป็นโอปปาติกะ คือเป็นเดรัจฉานมีฤทธิ์เรียกได้ว่าอยู่ในสภาพกึ่งทิพย์ โอปปาติกะเกิดแล้วโตเลยไม่ต้องเสียเวลา
ถาม : แล้วมีร่างกายจับต้องได้มั้ย ?
ตอบ : ถ้าท่านให้จับก็จับได้ เพราะว่าท่านทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าต้องการให้หยาบเสมอเรา คือต้องการปรากฏให้เราเห็น แสดงกายหยาบขึ้นมาก็จับได้ต้องได้ เทวดาก็เหมือนกัน ถ้าต้องการให้เราจับต้องได้ก็จับได้
เคยจับดูเทวดาผู้หญิงเนื้อก็เหมือนกับผู้หญิงของเรานี่แหละ แต่ว่าเนื้อเป็นแก้ว ๆ เวลาจับเนี่ยลักษณะก็เหมือนกับเนื้อผู้หญิงคือนิ่ม ๆ เหมือนกัน ไม่ได้เจตนานะตอนนั้นตั้งใจจะจับเขาทุ่ม คว้าไปเจอเอวเต็มที่เลยแล้วเขาก็ประเภทจั๊กกะจี้ยักเอวยักไหล่ ก็เขาแกล้งเราก่อน ของเราตะแคงข้างภาวนา เขาบอกท่านี้ไม่ดีหรอก เขาก็จับหัวคนท้ายคนเปลี่ยนท่าใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมารำคาญก็ถีบมันซะ เขาจับขาไว้ ถีบซ้ายก็จับซ้าย ถีบขวาก็จับขวา เราก็เอ๊ะ จะทำยังไงมันดี ก็คว้าคนที่อยู่ทางหัวนอนทุ่มมันซะก่อน เอื้อมมือคว้าไปเต็มที่เลย ปัทโธ่ผู้หญิงนี่หว่าไอ้เราก็นึกว่าผู้ชาย
ถาม : แล้วตกลงได้ทุ่มหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : จะไปได้ทุ่มอะไรเล่า พอจับไปรู้ว่าเป็นผู้หญิงก็รีบปล่อยแล้ว (หัวเราะ) เขาไม่จับเราทุ่มก็บุญแล้ว
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
14-08-2005, 10:07 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD></FONT>
ถาม : ท่านคะ อย่างนี้ในประวัติศาสตร์นั่นมีจริงรึเปล่าคะ ลาวไม่ชอบใจไทย ?
ตอบ : คงจะพอ ๆ กันนั่นแหละพอ ๆ กับที่ว่าพอไทยได้ยินว่าพม่าเมื่อไหร่ ก็นึกถึงกรุงศรีอยุธยาแตกทุกที ก็พอกัน เรื่องทั้งหลายเหล่านี้จริง ๆ แล้วคนเรามันไปยึดอดีตมากเกินไป ถ้าถามว่าคุณเกิดทันยุคนั้นมั้ย ตอบยาก...ยกเว้นพวกที่ได้ทิพจักขุญาณใช่มั้ย ?
อย่างนี้ถ้าจะบีบกันให้ตายจริง ๆ ก็ถามว่าเกิดทันมั้ย ? ตอนนี้อายุเท่าไหร่ ? อย่างนี้มันกลายเป็นไปใส่อารมณ์ตามอดีตที่เลยมานานแล้ว อย่างที่ไปสร้างวัดทางพม่าเหมือนกัน หลายคนก็บ่นว่าพม่ามันทำอย่างนั้นกับเรา อย่างนี้กับเรา แล้วไปช่วยมันทำไม บอกเราไม่ได้ช่วยพม่านะ นี่ช่วยคนไทยที่มันหลงอยู่ในพม่า (หัวเราะ) เออ.....
ถาม : เขาไม่ยอมให้กลับมาฝั่งนี้เลยเหรอ ?
ตอบ : ของเราไม่ยอมรับเขาต่างหาก ทางด้านโน้นถึงไม่ยอม ถ้าเขาจะมาเขาก็หนีมาได้ ของเราไม่ยอม มันกลายเป็นเขาหลบหนีเข้าเมืองไปน่ะซิ แต่ว่าถึงไม่ยอมก็เหอะ ถ้าพวกโน้นมันมาคนแถวหนองบัว สองแคว ป่าหวาย สามพระยา มาทำงานเมืองไทยเกือบทั้งหมู่บ้าน เขามาเขาพูดได้เลยนะไม่ต้องเสียเวลาหัด ไปสมัครงานที่ไหนเขารับเลย
เดือนที่แล้วเขาก็มาที่นี่ ๒ คน ๓ คนเอาซองกฐินเก่าของปีที่แล้วโน่นของวัดหนองบัว มาให้เรี่ยไรแล้วไม่มีเวลากลับเอามาฝากไว้ตรงนี้ ตอนช่วงที่กลับมาทางด้านโน้นเขาก็ฝากจดหมายมาฝากจดหมายมาว่าให้คนโน้นนี้ อยู่ที่นั่นอยู่ที่นี่ มีเบอร์โทรให้มาก็โทรไปบอกให้เขามารับจดหมายไป ทางด้านโน้นเขายังมีน้ำใจเหมือนกับคนโบราณ ก็คือว่าไปไหนนี่จะมีการฝากโน่นฝากนี่ไปให้กันอยู่ ของเราสมัยนี้ถ้าขืนฝากไปนะ หายจ้อยไปแน่เลย อย่างไปนี่มันจะฝากเงินฝากทองไป แล้วบางคนฝากไปทีหนึ่ง ๖ บาท ๑๐ บาท ทองคำอย่างนี้ เขาไม่กลัวเราโกง
ถาม : ..............................
ตอบ : ก็ทองคำเขายังฝากไปทีขนาดนั้น เขาไม่กลัวเราโกง เขายังตรงไปตรงมาอยู่ พอได้เงินครบเมื่อไหร่ ครบสลึงซื้อสลึง ครบห้าสิบซื้อห้าสิบ ครบบาทซื้อบาท
ถาม : เขาซื้ออย่างนี้เหรอ ของเราเก็บแล้วเอาไปตึ๊ง
ตอบ : ของเขามันไม่ตึ๊ง มันเก็บตายเลย
ถาม : ถ้าอย่างนั้นราคาทองที่นั่นน่าจะถูกกว่าหรือเปล่า ?
ตอบ : ทองเขาจะซื้อทางฝั่งไทย เพราะว่าทองพม่าน้ำหนักมันน้อยกว่าไทย ทองไทยบาทหนึ่งเท่ากับ ๑๕.๒ กรัม ทองพม่าบาทหนึ่ง ๑๕ กรัมเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าซื้อทองไทย ๑๐ บาท ซื้อทองพม่าได้เกือบ ๑๑ บาท
ถาม : ราคา ๑๕ กรัมของเขาถูกกว่าของไทยเราหรือคะ ?
ตอบ : ๑๕ กรัมของเขามัน ๗๐.๐๐๐ กว่า ตอนนั้นก็ราว ๆ เกือบ ๘,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นทองไทยไปขายเป็นเงินเขาก็ได้กำไรเยอะ ของเราตอนนั้นมันก็แค่ ๕,๐๐๐ กว่า ตอนนี้ ๕,๐๐๐ เกือบ ๆ ๖,๐๐๐ บาท
ถาม : เอ๊ะ เงินกับทองของเขาน่าจะ ......(ไม่ชัด)...........?
ตอบ : ทองแพงจริง ๆ ของเขาเองมันคล้าย ๆ กับว่าเงินของเขามันไม่มีค่าไม่น่าเชื่อถือเพราะรัฐบาลเขาพร้อมที่จะยกเลิกได้ทุกเวลา เขาเลยชอบถือพวกทองหรือไม่ก็เงินต่างประเทศแทน อย่างเงินไทยหรือว่าดอลลาร์อย่างนี้ก็เท่ากับว่าค้ำประกันได้ ถึงเวลาก็ค่อยไปแลกเอาไปแค่พอใช้ เขาจะเก็บกันเป็นทองกันทั้งนั้น ซื้อทอง
ส่วนใหญ่แล้วพวกหนองบัวมา พวกก็จะฝากเงินมาซื้อด้วยซ้ำไป เอาทองไทยนะ เอาเส้นใหญ่ ๆ ตัน ๆ เขาไม่เอาสวยงามหรอกเอาตัน ๆ ไว้ น้ำหนักมันดี คราวที่แล้วไปที่พวกเราถวายทองบูชาพระธาตุไป ก็แยกใส่ถุงไว้พลอยไว้ด้าน ทองไว้ด้าน พระไว้ด้าน ถึงเวลาก็เอาทองใส่ย่ามไป เพราะว่าจะรอช่วงสุดท้ายแล้วค่อยเอาใส่บาตรเพราะเราไปก่อนนั้นเกือบเดือน
ถ้าหากว่าเอาไปใส่ไว้ในบาตรอาจจะโดนขโมยได้ ก็ให้ตาปะลัยเขาเอาย่ามแขวนคอเอาไว้ เอ็งอย่าออกห่างข้านะ ครับ ๆ อาจารย์ แล้วแกว่งไปแกว่งมานั่นแหละไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอก
พอถึงเวลาจะเอาใส่บาตรก็บอกพ่อออก พ่อออกก็คือลุง พ่อออกเอาย่ามมาซิ พ่อออกเขาก็ส่งย่ามมาให้ พอเราเททองออกมา โอ้โห....เป็นชั่งเลย เออทีนี้รู้หรือยังว่าแขวนอยู่กับคอตัวเองแท้ ๆ (หัวเราะ) เขาเอาย่ามแขวนคอเอาไว้ก็เขาคล้องอย่างนี้เลยนะ แล้วก็เดินไปเดินมาภูมิใจมากถือย่ามให้อาจารย์ เขาไม่รู้หรอกว่าทองเป็นชั่งเลย (หัวเราะ)
ถาม : เขาไม่สงสัยเหรอมันหนักมากเลย
ตอบ : เขาคงคิดว่าของพระโน่นมั่งนี่มั่งใช่มั้ย ? แล้วส่วนใหญ่แล้วของเรามันพกกล้องถ่ายรูปบ้างอะไรบ้าง ของพวกนี้รวม ๆ กันแล้วมัหนักหารู้ไม่ว่าทองทั้งถุงเลย (หัวเราะ)
ถาม : ทองชั่งหนึ่งกี่บาท ?
ตอบ : ชั่งหนึ่งมัน ๓ ปอนด์พม่า (หัวเราะ) ๓ ปอนด์ กิโลกว่า
ถาม : โห......กิโลครึ่ง
ตอบ : ไม่ทราบเหมือนกันเท่าไหร่ ๓ ใช่มั้ย มันต้องหาร ๒.๒ ๑,๐๐๐หาร ๑๕.๒ ได้ ๘๙ บาทกว่าเกือบ ๆ ๑๐๐ บาท ทองชั่งหนึ่ง ๘๐ กว่าบาทคิดทันมั้ย ? (หัวเราะ) หัวสมองไม่ค่อยแล่นเลยนะ ขนาดเอาออกมาเป็นตัวเลขได้ยังไงยังนึกไม่ค่อยจะออกเลย
ถาม : อย่างการที่คนฟังเทศน์แล้วบรรลุถึงธรรม นอกจากอยู่ที่ผู้ฟังแล้ว ผู้ที่เทศน์ด้วยถ้าในกรณีที่บารมีสูง การที่จะทำให้ผู้ฟังบรรลุถึงระดับ....?
ตอบ : ไม่ได้จ้ะ สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง นาญโญ อัญโญ วิโสธเย ความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน บุคคลหนึ่งจะทำบุคคลหนึ่ง ให้บริสุทธิ์หาได้ไม่ แต่ว่าบุคคลที่ท่านมีความสามารถสูงเข้าถึงความบริสุทธิ์จริง ๆ มีเจโตปริยญาณ รู้ใจผู้อื่นจริงถ้าเทศน์ตรงกับกำลังใจมัน ทำให้เขาสามารถที่จะเข้าได้ง่ายขึ้น
แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ฟังคนนั้น ไม่ใช่เขาไปทำให้คน ๆ นั้นบริสุทธิ์ แต่ว่าเป็นเพราะคน ๆ นั้นดึงจิตของตนให้พ้นขึ้นมาจากบ่วงกรรมทั้งปวงเข้าสู่ความบริสุทธิ์สิ้นเชิงต่างหาก ตัวเองทำเองถึงได้ คนอื่นอย่างเก่งก็เป็นสื่อให้เท่านั้น อย่างเช่น ถ้าหากว่าเป็นพระท่านก็เป็นสื่อแค่ว่า ท่านเทศน์นำให้คิดตาม ปฏิบัติตามได้ก็ได้เป็น ถ้าไม่ยอมคิดไม่ยอมปฏิบัติตาม เทศน์ให้ตายก็เท่านั้นแหละ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
14-08-2005, 10:07 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD></FONT>
ถาม : แล้วคนที่เวลาใกล้ตายนี่ ถ้าตัดร่างกายแล้วปรารถนาเข้าสู่พระนิพพานแล้วเนี่ยค่ะ โดยใช้วาระสุดท้าย โดยขณะที่อยู่ทั่วไปไม่ค่อยถึงขนาดปฏิบัติดีหรอก จะต่างกับคนที่อยู่ปกติแล้วปฏิบัติได้ดีแล้วเข้าถึงระดับโสดาบัน สกิทาคามีอย่างนี้ค่ะ ตอนถึงพระนิพพาน จุดนั้นแตกต่างกันหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : เหมือนกัน เข้าสู่ความบริสุทธิ์เหมือนกัน คือมันสำคัญตรงกำลังใจที่ตัดที่ละ อย่าลืมคนที่ตั้งใจทำตั้งแต่ต้นเลยนั่น เป็นคนที่ไม่ประมาท จริง ๆ แล้วเป็นผู้ที่น่าสรรเสริญมาก ค่อยๆ ขวนขวายค่อย ๆ ปฏิบัติไป แต่ขณะเดียวกันอีกฝ่ายหนึ่งประมาทอยู่ แต่บังเอิญว่าต้องมีบุญเก่าในอดีตมาช่วยเสิรม ทำให้ตอนนั้นสามารถคิดได้ ตอนช่วงที่คนเจ็บป่วยมาก ๆ นี่ตัวราคะมันก็ไม่ไหวแล้ว โทสะมันก็ไม่รู้จะไปโกรธใครแล้ว โมหะมันก็ไม่รู้จะไปหลงใครแล้ว มันเห็น ๆ อยู่ว่าร่างกายมันไม่ดีแล้วจิตมันก็เลยตัดได้ง่ายกว่า
อันนี้จำเป็นต้องมีบุญเก่าที่เป็นบุญใหม่เข้ามาช่วยเสริมด้วย ไม่อย่างนั้นคงจะคิดได้ยากนะ เพราะว่าไม่ได้สร้างความชำนาญในด้านนี้มาก่อนเลย เป็นผู้ที่ประมาท แต่ว่าคนที่ทำมาทีละขั้นตอนนั้นถือว่าเป็นผู้ไม่ประมาท น่าสรรเสริญมาก
ถาม : การปฏิบัติทีละขั้นตอนที่จะให้ถึงแต่ละระดับ เจ้าตัวเขาจะสามารถรับรู้ได้เองมั้ยคะว่า ....?
ตอบ : ถ้าหากว่าเข้าถึงจะรู้เพราะว่า ญาณ คือเครื่องรับรู้ จะปรากฏขึ้น แต่ว่าท่านที่เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป ท่านมีความฉลาดมาก และไม่ประมาท เพราะฉะนั้นถึงจะรู้ว่าตนเองเป็นแต่จะไม่มีใครแน่ใจว่าตัวเองเป็น ถึงพระพุทธเจ้าพยากรณ์แล้วว่าเป็น ท่านเองท่านก็ไม่ประมาทก็ทำความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
ถาม : แล้วอย่างการปฏิบัติ อย่างเรารู้สึกตัวเองระยะหลังนี่บางทีเวลาจับพระนี่ เราจะรู้สึกว่าอกุศลจิตเข้ามาบ่อยมาก เป็นเพราะว่านั่นคือจิตลึก ๆ ของเราที่.....?
ตอบ : อันนั้นเรียก มารดลใจ ก็ได้ มาร ๕ ประเภทเขาพยายามขวางเราอยู่ตลอดเวลา เวลาไหนที่เราทำความดีใกล้จะถึงจดุที่เราต้องการ เขาจะพยายามเบี่ยงความสนใจเราไปสนใจอย่างอื่นแทน ดึงไปหา รัก โลภ โกรธ หลงแทน ดึงให้รู้สึกปรามาสพระรัตนตรัยแทน ถ้าหากว่าเราปรามาสพระรัตนตรัยปุ๊บเขาก็สบายใจแล้ว
เพราะว่าบุคคลที่ปรามาสพระรัตนตรัย เข้าไม่ถึงความเป็นพระอริยเจ้าหลุดมือเขาไม่ได้ เรายังตกอยู่ในอำนาจเขาต่อไป เพราะฉะนั้นเขาพยายามที่จะทำให้เราเบนไปจากจุดที่เรากำลังจะเข้าถึง ถึงได้เคยบอกกับโยมหลายคนว่า ตอนที่ฟุ้งซ่านมาก ๆ ตอนนั้นเรากำลังใกล้ความดีที่สุด เขาก็เลยพยายามจะดึงให้เราฟุ้งซ่านเพื่อที่เราพ้นจากจุดนั้นไป
ถ้าเราตั้งสติซักนิด ทบทวนย้อนหลังสักนิดหนึ่งว่าเราทำอะไรถึงมาถึงจุดนี้ จะสังเกตได้ว่าก่อนฟุ้งซ่านเราต้องกำลังใจดีมากเลย เพราะฉะนั้นทบทวนย้อนหลังไปซิว่าตอนที่ดี ๆ เพราะอะไรแล้วเราทำแบบนั้นต่อไปมันจะเข้าถึงได้ง่ายมาก เพราะมันเหมือนกับว่าเราอยู่ปากประตูแล้ว แต่เขาเบี่ยงเราไปให้เดินไปทางอื่นแทน
เพราะฉะนั้นถึงเป็นการดลใจของมารก็จริง แต่เราก็ปรามาสพระรัตนตรัยด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจเหมือนกัน ถึงเขาจะดลใจให้ทำ แต่เราก็ทำไปแล้วด้วยตัวเขาเรา เพราะฉะนั้นเราต้องขอขมาพระรัตนตรัยอยู่ทุกครั้งที่เราจะทำความดี ไม่ว่าจะเป็นสวดมนต์ไหว้พระ ทำกรรมฐานอะไรก็ตามตั้งใจขอขมาพระซะก่อน มันจะตัดกรรมตัวนี้ไป เจ้าพวกนี้มันจะแกล้งอยู่ตลอดเวลาเป็นการทดสอบของเขาอย่างหนึ่ง หน้าที่ของเขาที่ทำอย่างนั้น หน้าที่ของเราคือหนีเขาให้พ้น ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ต้องไปเป็นศัตรูกับใครหรอก
ถาม : แล้วจะบาปหนักหรือเปล่า เวลาหนูกราบพระทีไรจะรู้สึกได้เลยว่า เหมือนมีความรู้สึกว่าจะปฏิบัตไม่ดีหรือเหมือนกับหนูจะเอาเท้าขึ้นมาซึ่ง ........(ไม่ชัด).............
ตอบ : นั่นน่ะ ลักษณะอาการมันไม่ได้หนัก ไม่ได้หนาอะไรหรอก มันเป็นอาการที่เขาจะทำให้เราเป็นอย่างนั้น ก็บอกแล้วให้ตั้งใจขอขมาพระ พวกนี้มันสู้ลูกตื๊อไม่ได้หรอก เขาทำให้เราคิดอย่างนั้นได้ ปรามาสอยา่งนั้นได้ เราก็ตั้งใจขอขมาไปเรื่อย พอเรารู้ทันเขา ๆ ก็เลิก รู้ว่าวิธีนี้เล่นงานเราไม่ได้แล้ว เล่นท่าไหนก็ขอขมาตะบันลาดอย่างเดียว โทษก็ไม่เกิดขึ้นเขาก็เลิกไปเอง
แต่ว่ามันก็ยุ่ง ๆ ทำให้เรากลุ้มใจอยู่ระยะหนึ่งเหมือนกัน พอรู้เราก็เลิกกลุ้มซะ เอ็งมีหน้าที่แกล้งก็แกล้งไป ข้ามีหน้าที่ขอขมาข้าก็ขอของข้ามันก็จบ ถ้าไม่เข้าถึงความดีเขาไม่แกล้งเราหรอกเสียเวลาเปล่า เขากลัวว่าเราจะหลุดมือเขา ๆ ก็เลยพยายามแกล้งเพื่อจะดึงเรากลับ แสดงว่าเริ่มเข้าถึงจุดของความดี ทบทวนไปว่าก่อนหน้านี้ทำยังไง แล้วก็ย้ำจุดนั้นบ่อย ๆ ทำบ่อย ๆ ย้ำแล้วย้ำอีกอย่าไปเบื่อ พอเราย้ำมาก ๆ เข้าเดี๋ยวมันก็เป็นของเราไปเอง พิมพ์ที่พระพูดลงไปหมด (หัวเราะ) เคยคุยกับเพื่อนไปแล้วก็พิมพ์ไป ซักพักหนึ่งมาดูปรากฏว่าที่เราพูดกันพิมพ์ลงไปหมดเลย (หัวเราะ)
ถาม : อย่างที่ล่าสุดในฝันเคยฝันถึงหลวงพ่อ ๒ ครั้ง ทั้งหลวงพ่อทั้งท่านแม่ มีช่วงที่ฝันไปแล้วนี่มีความรู้สึกว่า ตอนนั้นมีพิธีอะไรไม่รู้หรือสถานที่เก่า ๆ แล้วกำลังจะทำพิธีนั่งอยู่ก็มียุงออกมาจะกัดขาเรา แล้วมีความรู้สึกว่าตอนนั้นเราตัดสินใจแล้ว เราไม่กลัวแล้ว เข้าพิธีตอนนี้แล้วจะตายก็ตาย
แต่พอเวลานั้นพอโดนไป คราวนี้เราไม่รู้สึกอะไรแล้ว รู้สึตัวเองว่าตัวเองวูบออกมาแล้วก็เหมือนกับเราลอยอยู่ข้างบน แล้วพอเอ๊ะ แปลกใจเสร็จเห็นเป็นทะเลกว้าง ๆ ก็คิดว่าเดี๋ยวจะลองลงไปที่ใต้ทะเลลึก พอคิดปุ๊บมันก็เหมือนดิ่งลงไปเลย พอดิ่งลงไปปุ๊บนี่กลับกลายเป็นว่ากลัวตายมันก็ตื่น ทำไมความรู้สึกที่เราไม่กลัวมันกับกลัวมันอยู่ในสภาวะเดียวกันล่ะคะ ?
ตอบ : มันอยู่สภาวะเดียวกันคือว่า แรก ๆ มันอยู่ในลักษณะที่ว่า เรารู้ว่าเราจะต้องตัดสินใจยังไง ในเมื่อเราอยู่ในสถานที่ ๆ เราคิดว่ามันดีพร้อมแล้ว ถึงตายเราก็ไม่กลัว พอเราลงไปใต้ทะเลมันเป็นสิ่งที่เราไม่มั่นใจจะไปพบอะไรบ้าง สิ่งที่เรายังกลัวอยู่มันฝังลึกอยู่ในใจมันก็แสดงออกมา อันนี้แสดงว่ากำลังใจของเราจริง ๆ แล้วกลัวตายเป็นปกติ
ถาม : เรื่องแบบที่ฟังมานี้มันเกิดได้กับทุกคน ?
ตอบ : ทุกคนเพียงแต่ว่าใครจะเจอในแง่มุมไหนเท่านั้น ข้อสอบเขามาแค่ ๔ แนว รัก โลภ โกรธ หลง แค่นั้นเอง ไอ้กลัวตายนี่หลง คือหลงเชื่อตัวเองจะไม่ตาย แต่ ๔ หัวข้อนี่มันออกมาได้เป็นล้าน ๆ รูปแบบ เพราะฉะนั้นของเราเองเจอหัวข้อเดียวกัน แต่มันออกมาคนละแนว เราก็ต้องตามมันให้ทัน
ถาม : ที่ฟังมานี้ตัวเองก็...........
ตอบ : แบบเดียวกัน ก็มันเดินตามกันนี่ คนข้างหน้าเขาเจออะไร เราก็เจออันนั้น แล้วเราเจออะไรคนข้างหลังเขาก็เจออย่างนั้น
ถาม : แสดงว่าลึก ๆ นี่เราเองนี่เราก็ยังกลัวตายอยู่ใช่มั้ยคะนี่ ?
ตอบ : กลัวทุกคนล่ะจ้ะ ถ้าตราบใดที่ไม่ใช่พระอรหันต์นี่ยังกลัวอยู่ หลวงพ่อท่านเคยถามพระพุทธเจ้าว่า พระอรหันต์หนีภัยมั้ย ? พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ถ้าสมควรก็หนี บางทีคนเราไปคิดว่าพระอรหันต์ยังกลัว ความจริงท่านไม่กลัวอะไรแล้ว เพราะเข้าถึงความบริสุทธิ์สิ้นเชิง ในเมื่อเข้าถึงความบริสุทธิ์สิ้นเชิงไม่มีทางที่จะตกต่ำลงไปสู่ภพภูมิที่จะทำให้ท่านทุกข์ท่านลำบากและเหตุนี้ท่านก็เลยเลิกกลัวตายไปเลย
แต่ว่าขณะเดียวกันภูมิอื่นภพอื่นนี้ยังมีความกลัวอยู่บ้าง อย่างเช่นว่ายังมีภาระที่ยังต้องทำอีก อย่างเช่นพระอนาคามี มีภาระที่ต้องทำเพื่อเข้าถึงความเป็นอรหันต์ ถ้าตายซะก่อนก็เข้าไปไม่ถึง แค่นั้นก็ต้องเสียเวลาไปต่อข้างบนต่อเป็นต้น ความกลัวของท่าน ๆ ไม่ได้กลัวตายในลักษณะอย่างนั้น อย่างประเภทที่ว่ามันเสียเวลาไปทำต่อ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
14-08-2005, 10:07 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD></FONT>
ถาม : คนที่เข้านิพพานไปแล้วเขายังมีหน้าที่อยู่อีกหรือ ?
ตอบ : มีงานที่ต้องทำอยู่ ที่จริงแล้วมันไม่ใช่งานของท่านหรอก แต่ว่าเป็นการสงเคราะห์ผู้อื่น บุคคลที่เข้านิพพานนี่ตัวบารมีทุกอย่างต้องเต็ม โดยเฉพาะเมตตาบารมีใช่มั้ย ? ถ้าเห็นคนอื่นเขาลำบากอยู่ถ้าสามารถสงเคราะห์ได้ก็สงเคราะห์เลย เท่ากับว่ามีงานที่ยังต้องทำอยู่ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่งานของท่านนะ มันเป็นงานเพื่อคนอื่นล้วน ๆ
ถาม : แล้วอย่างเทวดากับพรหมนี่ท่านมีอารมณ์จิตเหมือนกันมั้ยคะ ?
ตอบ : ไม่เหมือนกันจะหยาบละเอียดปราณีตต่างกันไป แล้วอย่าไปคิดว่าพรหมดีกว่าเทวดา ถ้าเทวดาท่านเป็นพระอริยเจ้าแล้ว พรหมไม่ใช่พระอริยเจ้านี่ กำลังใจของเทวดาก็ดีกว่า
ถาม : ในตำหน่งนี่พรหมสูงกว่าไม่ใช่เหรอคะ ?
ตอบ : คือโดยความหมายของเราสูงกว่า เพราะพรหม คือพรหมจรรย์ ผู้ที่จะเข้าถึงความบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง แต่ว่าผู้ที่เป็นเทวดาที่ท่านเข้าถึงความดีแต่ท่านไม่ได้ตั้งใจที่จะไปให้มากกว่านั้น อย่างเช่น หลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านเคยพบภูมิเทวดานี่ถือว่าเป็นเทวดาชั้นต่ำสุด แต่ท่านเป็นพระอนาคามี ปกติพระอนาคามีต้องอยู่สุทธาวาสพรหมชั้นใดชั้นหนึ่ง คือพรหม ๕ ชั้นสูงสดุตั้งแต่ ๑๒ ขึ้นไป ๑๒ ถึง ๑๖ เป็นพรหม อนาคามี อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อสัญญี อกนิฏฐะ สุทธา วาสพรหม
ถาม : อย่างท่านก็ไม่ได้เป็นพรหมหรือว่าไม่ได้ตายในฌาน
ตอบ : ไม่ใช่ ตั้งใจจะไปแค่นั้น
ถาม : การปฏิบัติต่อในขณะที่อยู่ในชั้นนั้นนี่ จะดีกว่าปฏิบัติตอนที่อยู่เป็นคน ?
ตอบ : ดีกว่าแน่ ๆ เพราะศีลไม่ขาด แต่มันช้ามากที่ช้ามากเพราะว่าเปรียบกับมนุษย์นี่มันยาวนานเหลือเกิน ศีลจะให้ท่านถือกี่ข้อไม่มีขาดอยู่แล้ว ใช้สภาพความเป็นทิพย์นี่รักษาได้ครบถ้วน ต่อให้ถือศีล ๒๒๗ ของพระบวกกับอภิสมาจารย์ไปด้วย ท่านก็รักษาได้ครบถ้วน แต่ว่ามันช้าเพราะเวลาของท่านเปรียบกับเราแล้วเวลามันยาวนานเหลือเกิน
ถาม : อย่างถ้าคนที่ตาย ถ้าตายด้วยอุบัติเหตุ กับตายด้วยโรคนี่มีกรรมอันไหนหนักกว่ากันคะ ? เพราะว่าตายด้วยโรคนี่รู้สึกจะทรมานกว่าด้วยอุบัติเหตุนะคะ ?
ตอบ : มันจะกรรมหนักกรรมเบาอะไรก็ตาม ต้นกรรมมันใช้หนี้ในนรกไป แล้วอันนี้มันแค่เศษเท่านั้น ขนาดเศษ ๆ นี่ล่อซะเละ บางคนไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลย (หัวเราะ) รถชนที่หลุดเป็นท่อน ๆ เป็นชิ้น ๆ ก็มี เพราะฉะนั้นถามว่าอันไหนหนักกว่า มันก็ต้องดูสภาพของเขา อันไหนทุกข์ทรมานนาน อันนั้นก็หนักหน่อย ไอ้ตูมเดียวถึงหลุดเป็นชิ้น ๆ นั่นมันตายเลย ไม่ทรมานมาก
ถาม : งั้นเวลาที่บางคนก็เป็นโรคตาย แต่ก่อนที่จะตายอาการดีขึ้นมาหน่อยแล้วก็ตายเลย
ตอบ : หมดสติสุดท้ายตัวจะหลุดออกไปแล้ว กำลังใจทั้งหมดมันจะทรงตัวตั้งมั่นขึ้นมานิดหนึ่งที่ลักษณะถ้าหากว่าเปรียบกับพระอริยเจ้า ซึ่งจริงๆ แล้วมันคนละแบบกัน แต่ว่ามันใกล้เคียงกันก็คือ ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ผู้ที่บรรลุมรรคผลสวยที่สุดในวันที่บรรลุมรรคผลวันหนึ่ง กับวันที่จะตายวันหนึ่ง ๒ วันในลักษณะเดียวกันก็คือว่า ความผ่องใสมันปรากฏขึ้นชั่วขณะหนึ่ง
อันนั้นก็ได้สติขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง ถ้าตอนนั้นมีใครแนะนำในสิ่งที่ดี ๆ ให้ยึดให้เกาะมันก็สบายไปเลย โบราณเขาถึงได้สอนให้กรอกหูคนป่วยใกล้ตายว่าพระอรหัง ๆ หรือว่าพุทโธ ๆ
ถาม : แล้วถ้าช่วยเขาในตอนวาระนั้น แต่ถ้าสมมุติเป็นไปได้มั้ยคะว่า เขาจะนึกตามได้ทุกคน ?
ตอบ : น้อยมาก ถ้าหากว่าไปยึดกับเวทนา ความเจ็บ ความปวดบางทีที่เราพูดไป เขาไม่รู้เรื่องเลยซะด้วยซ้ำไป ลักษณะที่หลวงพ่อสำราญท่านเคยเทศน์ไง คนมันหาปลามาตลอดชีวิตก่อนตายเกิดอาการเจ็บป่วยเวทนากล้ามาก พวกก็ไปแนะนำ เฮ้ย...อรหัง ๆ แล้วก็บอกว่า ไอ้โดท่องคำว่าอรหังไม่ได้ คิดแต่ปลาชะโดพอเพื่อนบอกพุทโธ เพื่อนบอกไอ้ช่อนไปคนละเรื่องเลย คือจิตมันไปเกาะทางด้านโน้นซะแล้ว ถ้าอย่างนั้นล่ะก็ไม่พ้นอบายภูมิหรอกเสร็จแน่ ๆ เลย
ถาม : ที่พูดมานี่ ถ้าเกิดเราคิดขึ้นมาว่า ทุกครั้งเราพยายามไม่ประมาท พอถึงจุดสุดท้ายนี่ความรู้สึกตัว ความรู้สึกนึถึงพระรัตนตรัยอยู่ อย่างยกตัวอย่างกรณีที่ผ่านมา ความรู้สึกกลัวตาย
ตอบ : กลัวตายมันมีทุกรูปทุกนาม แต่เพียงแต่ว่ากลัวอย่างมีสติหรือกลัวอย่างขาดสติ เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างสติของเราให้มั่นคง ที่ท่านสอนให้ภาวนาก็เพื่อจุดนี้ พอสติมันมั่นคงความกลัวยังมีอยู่แต่ประเภทที่ว่ามัน ๆ พร้อมที่จะตาย ในเมื่อแก้ไขทุกวิถีทางแล้วไม่สามารถจแก้ได้ เราก็รู้อยู่แล้ว่าตายแล้วไปดีสติสมบูรณ์ไปเกาะความดีอยู่
ถาม : ....................
ตอบ : ถ้าจิตเกาะความดีไปดีเลย ถ้าจิตเกาะสิ่งไม่ดีก็ไปไม่ดีเลย ต่อให้ทำบุญเก่ามามากแค่ไหนแต่ถ้าก่อนตายเกาะด้านไม่ดี ก็เสร็จต้องไปรับส่วนที่ไม่ดีก่อน แล้วทำความชั่วมาหนัก ๆ อย่างมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรอย่างนี้ นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนตายหน่อยเดียวก็ไปรับผลของความดีก่อน
แต่บางคนว่าไม่ยุติธรรมเพราะว่าทำความชั่วมาตลอด แล้วทำไมอยู่ ๆ ก็ขึ้นไปเป็นเทวดาอยู่ข้างบน ความจริงยุติธรรมมาก ท่านทำความดีนิดเดียวท่านก็ได้นิดเดียว อีกไม่กี่วันก็จะจุติอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้อากาสจารีเทพบุตรไปเจอเข้าก็เจ๊งเลย เพราะท่านต้องลงนรกทุกขุม ยังดีนะบุญเก่าตามทัน
ถาม : ..........(ไม่ชัด)..........ตอนก่อนตายนึกถึงความดีนิดเดียว ?
ตอบ : คือมันไปแป๊บเดียว ทำนิดเดียวก็ไปแป๊บเดียว ถ้าไม่ต่อบุญตัวเองตรงนั้นเจ๊งเลย
ถาม : ต้องต่อบุญไปเรื่อย ๆ ใช่มั้ย ?
ตอบ : ใช่ หนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลาดเมื่อไหร่จองเก่ามันทวงหมด ถ้าไม่ใช่พระอริยเจ้านี่มีสิทธิ์โดนทวงคืนได้ทุกเวลา ถ้าเป็นพระอริยเจ้าแล้วเขาทวงได้แค่เศษกรรม เพราะว่าอบายภูมิ ๔ ปิดไปแล้ว
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
14-08-2005, 10:08 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ที่อ่านเจอในหนังสือ หมายความว่าเราขึ้นไปอยู่ข้างบนแล้ว ยังแค่เทวดา แค่พรหม ไปอ่ายเจอว่าข้างบนก็ต่อไปได้อีกเหรอ ?
ตอบ : ได้อยู่ ถ้าทำความดีอย่างที่บอกไง เทวดา พรหมนี่ ศีลทุกข้อท่านรักษาได้หมด ให้รักษาเยอะแค่ไหนท่านก็รักษาได้ ในสภาพความเป็นทิพย์สติท่านรู้รอบกว่าเรามากเหลือเกินใช่มั้ย ?
เพราะฉะนั้นท่านทรงศีลปกติอยู่แล้ว ทำความดีข้างบนมันทำง่ายกว่าเพียงแต่ระยะเวลามันยาวมาก ก็เลยมีหลายท่านที่ยอมเสี่ยงลมาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมุษย์นี่ไม่รู้ว่ามันจะขึ้นหรือจะลง ถ้าพลาดแล้วกรรมเก่ามันชักแล้วมันลง แต่ท่านก็เสี่ยงลงมา เพราะว่าอายุมนุษย์มันน้อย เทียบกับเทวดา เทียบกับพรหมแล้วมันแป๊บ ๆ ของท่านเอง
ถาม : อย่างรู้จักเด็กคนหนึ่งที่ลพบุรี เขามีความรู้สึกว่าเขาไปสูงกว่าผม ไปไกลกว่าผม แต่ว่าทำไมเขายังอยากที่จะเกิดอยู่ ยังอยากที่จะเกิดอยู่กับในโลกปัจจุบัน ?
ตอบ : กำลังใจมีอยู่ ๒ ประเภท ๆ หนึ่งเรียกว่าพระโพธิสัตว์ อีกประเภทหนึ่งก็คือ สาวกภูมิ สาวกภูมินี่ถ้าหากว่าเป็นพระโพธิสัตว์นี่ท่านละความปรารถนาแล้ว จะตั้งหน้าตั้งตาทำความดีจนเข้าถึงที่สุดไปเลย ท่านที่อยากเกิดอีกส่วนใหญ่จะเป็นพระโพธิสัตว์ยังมีภาระหน้าที่ที่ท่านจำเป็นต้องทำอยู่ ท่านขอเกิดใหม่ ฉะนั้นถึงกำลังใจท่านจะสูงกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าท่านจะไปนิพพานเลย
ถาม : แล้วอย่างนี้มันก็น่าแปลกใจ อยู่ในลักษณะนี้ไปนิพพานได้ แต่หมายความไม่ยอมไป ?
ตอบ : คือถ้าไป เขาไปได้ง่ายกว่าเรา แต่ว่าของเขาเองจริง ๆ แล้วส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยเมตตามาก ตั้งใจจะสงเคราะห์คนอื่นเขาอย่างพระอษิติครรภโพธิสัตว์นั่นคนจีนเรียก ตี่จั๊งผู้สัก ท่านอธิษฐานไว้ ว่าถ้าตราบใดที่อบายภูมิยังมีดวงจิตเหลืออยู่แม้แต่ดวงเดียวท่านก็จะยังไม่ยอมเข้านิพพานจะสงเคราะห์ก่อน ก็เลยไม่เห็นที่สุดเลยว่าองค์นี้ท่านจะไปนิพพานเมื่อไหร่ เพราะในอบายภูมินี่มันเหลือคณานับ
อันนี้ส่วนใหญ่แล้วท่านประกอบไปด้วยเมตตามากเหลือเกิน ในเมื่อเมตตามากเหลือเกินเราไม่ต้องไปแปลกใจหรอก สิ่งที่สมควรแท้ ๆ ท่านเองท่านกลับคิดว่ามันจะเป็นการเอาตัวรอดคนเดียว ท่านก็คิดจะช่วยคนอื่นให้รอดด้วย
ถาม : แล้วอย่างนี้ ฟังแล้วมีหลายดวงจิตที่คิดอย่างนี้เหมือนกัน ก็เหมือนกับว่าต้องแข่งกัน ?
ตอบ : ก็อย่างนั้น ถึงได้มีลำดับของการบรรลุ ตรัสรู้ก่อนหลังกัน แล้วทำไมต้องเป็นพระศรีอริยเมตไตรย ทำไมไม่เป็นองค์อื่น อย่างนี้ก็มีก่อนมีหลังตามลำดับการสร้างบารมีมา แต่ว่าบางองค์ถึงสร้างก่อนก็ตาม แต่ว่ากำลังใจมันหย่อนยานไปหน่อยก็บรรลุทีหลังก็มี
ถาม : ที่ท่านเกิดมาสงเคราะห์คนนี่ อารมณ์ของรัก โลภ โกรธ หลง จะยังมีอยู่รึเปล่าคะ ?
ตอบ : มีเต็ม ๆ เลยจ้า เพราะท่านไม่ใช่พระอริยเจ้า จนกว่าจะชาติสุดท้ายที่ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้นถึงจะบริสุทธิ์เป็นพระอรหันต์ไป
ถาม : อย่างนี้เรียกว่าพลาดได้เหมือนกันใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : ไม่ใช่เรียกว่าพลาดได้เหมือนกัน มีโอกาสพลาดได้เกิน ๑๐๐ % (หัวเราะ) แต่ว่าท่านยอมเสี่ยงเพื่อความสุขของชนหมู่มาก เพื่อความสุขของส่วนรวมแล้วท่านเห็นแล้วว่ามันคุ้มค่าท่านก็เสี่ยงตัวเอง จะลำบากแค่ไหนไม่ว่าถ้าส่วนรวมมีความสุข
ถาม : ที่คนที่ท่านสงเคราะห์นี่ ส่วนใหญ่แล้วจะต้องเคยมี ....?
ตอบ : ก็เคยอธิษฐานตามกันมา เคยต้องการจะเป็นบริวารท่านมา
ถาม : แล้วอย่างถ้าสมมุติว่าถ้าเขาภาวนา พยายามให้มีสติรับรู้ บางทีภาวนาจนไม่รู้ว่าภาวนา แล้วก็ไปคิดอีกเรื่องแล้วกลับมาภาวนาถือว่าทำสมาธิไม่ดีหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ช่วงนั้นก็เป็นอันว่าสมาธิขาดช่วงลง พอรู้ตัวเมื่อไหร่แล้วให้รีบทำต่อไม่ให้ดึงไปไกลนี่ใช้ได้อยู่นะ เผลอแล้วดึงกลับ เผลอเมือ่ไหร่ดึงกลับ เดี๋ยวพอไปนาน ๆ มันเป็นมหาสติมันก็จะไม่เผลออีก
ถาม : แล้วตอนมันกลับมามันต่อด้วยสมาธิ บางทีเราไม่รู้ตัว ทำไมถึงอารมณ์มันภาวนาอยู่ได้ ?
ตอบ : คืออารมณ์จิตมันมีสภาพจำ พอถึงเวลาแล้วมันทำงานอัตโนมัติ มันทำของมันเองได้แต่ว่า ถ้าจะให้ดีเอาสติกำกับให้รู้ตลอดเอาไว้มันจะได้ไม่พลาด ลักษณะนั้นโอกาสที่พลาดยังมี เกิดกำลังคิดไม่ดีอยู่ตายตอนนั้นยุ่งเลย
ถาม : แล้วที่เคยฟังเทปนะคะ อย่างคนที่ถ้าสมัยก่อนได้รับการเป่ายันต์เกราะเพชรหลวงพ่อฤาษีค่ะ ทีนี้โอกาสที่จะโดนสิ่งที่ไม่ดีมาเข้าตัวโดยคนปรารถนาไม่ดีส่งของมาให้
ตอบ : ถ้าประมาทก็มีโอกาสโดน ยันต์เกราะเพชรจำเป็นต้องอารธนาทุกวัน แล้วก็ต้องรักษาศีลให้ได้ ถ้าศีลขาดเช่นว่า กินเหล้าหรือลักขโมย ยันต์เกราะเพชรจะเสื่อม
ถาม : แล้วเพราะเหตุใด เฉพาะ ๒ ตัวนี้ทำให้เสื่อม แล้วศีลข้ออื่นไม่ทำให้เสื่อมด้วยหรือคะ ?
ตอบ : ครูบาอาจารย์ท่านกำหนดเอาไว้เพราะว่า ศีล ๒ ข้อนี้มันเป็นต้นเหตุของการเบียดเบียน กินเหล้าเบียดเบียนตัวเอง ลักขโมยเบียดเบียนผู้อื่น ทั้งตัวเองและผู้อื่นแล้วโดยเฉพาะตัวศีลข้อกินเหล้านี่มันจะทำให้ศีลอีก ๔ ข้อทรงตัวอยู่ไม่ได้ พอเมาไปแล้วมันขาดสติ พอขาดสติอีก ๔ ข้อมันขาดตามไปได้สบายมากเลย ครูบาอาจารย์ท่านกำหนดมาไว้อย่างนั้น ในเมื่อกำหนดมาไว้อย่างนั้น พระหรือเทวดาที่ท่านสงเคราะห์ ในเมื่อละเมิดในข้อที่เรากำหนด ท่านก็เลิกให้การสงเคราะห์มันก็เท่ากับว่ายันต์เกราะเพชรอันนั้นเสื่อมลงไป
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
14-08-2005, 10:08 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD></FONT>
ถาม : แล้วอย่างถ้าสมมุติว่าปฏิบัติไปได้บารมีค่อนข้างสูงแล้วนี่ การที่มีบุคคลไม่ดีประสงค์ร้ายแล้วอย่างนี้ เจ้าตัวจะรับรู้เองก่อนหรือว่าพระท่านจะสงเคราะห์ให้คะ ?
ตอบ : บางทีก็ไม่รู้ยกเว้นว่า เราตั้งใจจะรู้ อย่าลืมว่าแม้กระทั่งพระอรหันต์ระดับพระมหากัสสปะ ยังโดนเทวดาหลอกได้ เพราะท่านไม่ได้ไปตั้งอารมณ์รู้อยู่ตลอดเวลาใช่มั้ย ? เพราะฉะนั้นของเราเองโอกาสที่การจะรู้มันก็น้อยหน่อย แต่ว่าขณะเดียวกันว่าถึงไม่ได้เป่ายันต์เกราะเพชรไปก็ตาม ถ้าเรารักษากำลังใจให้มั่นคงอยู่ในการภาวนา เอาซักปฐมฌานอย่างนี้ พวกไสยศาสตร์ทำอะไรไม่ได้หรอก เพียงแต่ว่าอย่าเผลอให้มันหลุดไปก็แล้วกัน
ความจริงกำลังมันเกินอุปจารสมาธิที่เขาเรียก อุปจารฌาน ฌานมันใกล้จะเป็นปฐมฌาน เขาก็ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว แต่เพียงแต่มันห้ามเผลอเท่านั้นเอง ใครไม่เคยเป่ายันต์เกราะเพชรไม่ต้องเสียใจ ภาวนานึกถึงพระพุทธเจ้าไว้ตลอดเวลาก็เหมือนกัน เพียงแต่ตลอดเวลามันทำยากหน่อย (หัวเราะ)
ถาม : แล้วอย่างนี้ตอนที่เขาส่งสิ่งไม่ดีมา จะรู้มั้ยคะว่าเป็นหน้าบุคคลไหนเลยรึเปล่า ?
ตอบ : คือถ้าตั้งใจจะรู้นะ ถ้าตั้งใจจะรู้ผู้ที่มีทิพจักขุญาณหรือมโนมยิทธินี่จะรู้เลย มีอยู่เที่ยวหนึ่งก็ไม่ได้ตั้งใจซะด้วยซ้ำไป รู้อยู่แต่เราเจ็บจะแย่อยู่แล้ว ก็ตั้งใจจะไปนิพพานคือร่างกายมันจะตาย จะพังก็เรื่องของมันเราไปนิพพานดีกว่ากำหนดใจเอาไว้ แล้วมันไม่ไปนิพพานไปหล่นปุ๊อยู่กลางวงเขาพอดีเลย ไปนั่งดูเขาทำเราเอง เออ....สนุกดี (หัวเราะ) อันนั้นของพระท่านคงตั้งใจสงเคราะห์ให้รู้ว่าใครมันทำก็เลยลงไปดู แหม....มีทั้งนุ่งเหลือง มีทั้งนุ่งขาว มีทั้งนุ่งลาย โอ้โห...คึกคักกันมาก เขาเล่นตั้งสำนักกันขึ้นมาเพื่อเล่นงานเราเลย
ถาม : พอดี พอเห็นเขาแล้วไม่ทำอะไร ?
ตอบ : ไม่ได้คิดทำอะไรหรอก แต่พอไปเห็นหน้าเขาคน ๆ หนึ่งเข้า แล้วจำได้นะ ก็ไม่นึกว่าเขาจะผูกอาฆาตเอาไว้นานขนาดนั้น มาทวงของเก่าก่อนมาบวช เคยทำให้เขาโกรธ อุตส่าห์คิดถึงเราส่งของฝากมา
ถาม : หนูฟังเทศน์ที่พระที่ท่านนับถือครูบาอาจารย์ที่ใครไปนิพพานที่ไม่ถูกอย่างนี้ ท่านชัดจูงหรือท่านสอนทางธรรมแล้ว เกิดสมมุติว่าคนฟังแล้วก็คล้อยตาม พระรูปนั้นบาปด้วยหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าท่านสอนผิดจากที่พระพุทธเจ้าสอน เท่ากับว่าท่านสอนคนเป็นมิจฉาทิฐิ สอนคนเป็นมิจฉาทิฐินี่โทษสาหัสมาก มีอยู่รายหนึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่มีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นที่น่านับถือทั้งในประเทศ และต่างประเทศด้วย สอนคนเป็นมิจฉาทิฐิ
วันหนึ่งกำลังภาวนาตอนเช้าจิตมันหลุด มันลงไปที่โลกันตนรกไปเห็นเข้า เอ๊ะ ปกติแล้วสัตว์นรกมีแต่ผม ๆ ทำไมรายนี้มันอ้วนแท้ ปรากฏว่าถ้าเขาไม่อ้วนแล้วเราจำเขาไม่ได้ เขาทำให้เห็นลักษณะเดิม แล้วหลังจากนั้นก็แปลกใจเขาตายแล้วหรือ ถึงได้ลงมาอยู่ที่นี่ ปรากฏว่า พอตอนช่วงเช้าออกไปที่หน่วยป่าไม้ หัวหน้าเขาบอกว่าตายแล้ว ของเรามันหมกอยู่แต่ในป่า ข่าวคราวมันก็ไม่มี มันต้องไปถามข้างนอกคนดูหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์ เขาบอกว่าตายแล้ว เขายืนยันแต่ว่าตายมา ๓ วันแล้ว เพิ่งจะไปเจอ ตายตั้งแต่วันที่ ๘ นะไปเจอเอาวันที่ ๑๑ โน่นก็สงสัยว่า ทำไมเขาลงถึงโลกันตนรก ปกติอเวจีสำหรับเราก็ถือว่าสาหัสแล้ว โลกันต์นี่มันคูณ ๔ คือโทษ ๔ เท่าของอเวจีถึงได้ลงโลกันต์
ปรากฏว่าท่านสอนคนเป็นมิจฉาทิฐิ สอนค้าคำสอนพระพุทธเจ้า คนที่เป็นมิจฉาทิฐิต้องลงอเวจีมหานรกกว่าจะผ่านนรกแต่ละขุม กว่าจะเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน กว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ได้ มันทำให้เขาห่างความดีได้ขนาดนั้นโทษก็เลยสาหัสหน่อย
ถาม : แล้วเจ้าตัวเขารู้มั้ย ?
ตอบ : เจ้าตัวตอนนั้นรู้แล้ว กำลังรับโทษอยู่ (หัวเราะ) แต่ตอนที่ทำนั่นคิดว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้น มันไม่ใช่อย่างนั้น ท่านก็สอนของท่านไปเรื่อย
ถาม : แล้วถ้าเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างพระที่สอนคน คือสอนทางธรรมแล้วคนปฏิบัติหรือว่าไปในทางที่ดี ถือก็ว่าท่านมีบุญบารมีขึ้นด้วยหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วสิ่งที่ท่านทำอยู่ ถ้ารู้จริงสอนถูกต้องส่วนใหญ่จะเป็นพระอริยเจ้าแล้ว ถ้าสำหรับเป็นพระอริยเจ้าแล้วคำว่า อริยะ แปลว่า เจริญ ไม่มีคำว่าเสื่อม มีแต่จะก้าวหน้าขึ้นไป เพราะอย่างงั้นถ้าถามว่าเป็นบุญมั้ย ? เป็นอยู่จะส่งผลให้ท่านดีขึ้นมั้ย ? ดีขึ้นแน่ ๆ เพราะว่าท่านไม่มีวันเสื่อมแล้ว
ถาม : แล้วสมมุติว่า บางคนเขาไม่ตั้งใจถือว่าเป็นกรรมเก่ามั้ย ที่เขา.....?
ตอบ : จริง ๆ แล้วมันก็เป็นกรรมเก่าอยู่เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นแล้ว ทำไมเขาที่อื่นเยอะแยะไปที่เราคิดว่าดี?ทำไมเขาไม่ไปเขาเลี้ยวเข้าไปในสำนักอย่างงั้น ก็คงจะเคยสร้างบารมีร่วมกันมา แต่ว่าไม่แน่นะบางรายอย่างพระสุธรรมเถร บาลีเขาเรียก ตุจโฉโปฏฐิละเถรใบลานเปล่า คือ ตัวเองไม่ได้อะไรสอนตามพุทธวัจนะเฉย ๆ ลูกศิษย์กลายเป็นพระอรหันต์เป็นพัน ๆ เลย ลูกศิษย์ฉลาดสอนตรงตามพระพุทธเจ้าสอนก็ทำตามนั้นก็ได้ แต่อาจารย์ไม่ได้อะไรเลย เสร็จแล้วพระพุทธเจ้าท่านก็เรียกเถรใบลานเปล่า นี่เป็นกุศลโลบายอย่างหนึ่งให้รู้สึกตัว
ก่อนนั้นก็ยิ้มรับนะไป ๆ มา ๆ เอ๊ะทำไมพระพุทธเจ้าเรียกเราอย่างนี้ นึกไปนึกมา อ๋อ..ที่แท้เราเองดีแต่สอนคนอื่นเขา เหมือนยังกับเปิดตำราเปิดใบลานสอนอย่างนี้ แต่ว่าตัวของเราเองไม่ได้มีความดีอะไรตามนั้นเลย ก็เหมือนกับใบลานเปล่า ตั้งใจจะปฏิบัติไป ขอให้ลูกศิษย์ที่เป็นพระอริยเจ้า คือพระอรหันต์แล้วสอนไม่มีใครกล้าสอน ท่านก็ต้องขอไล่ไปเรื่อย ๆ เขาโบ้ยไปเรื่อย ๆ ไปจนถึงเณรองค์สุดท้ายโน่น เณรก็เป็นอรหันต์แล้ว เณรเหลียวไปมองเอ้า...ไม่มีใครจะให้โบ้ยแล้วก็เลยต้องรับเป็นอาจารย์...(หัวเราะ)...
เสร็จแล้วท่านก็กลายเป็นพระอรหันต์ได้ ถึงเณรสอนก็เถอะใช่มั้ย ? เพราะว่าสามเณรอรหันต์ คำว่าพระอรหันต์นี่ถือเป็นผู้ใหญ่ พระพุทธเจ้าเรียกเป็นพระเถระ ไม่มีคำว่าเด็กแล้วนะ ตัวนี้แหละโบราณเขาเคยผูกเป็นโคลงเอาไว้ว่า ปลูกเรือนใกล้ท่า ไม่มีน้ำจะกิน ช่างปั้นหม้อดินไม่มีหม้อจะใช้ เลี้ยงไก่ไว้ไม่มีไก่จะขัน ถ้าอยากไปสวรรค์ให้ไปแก้ผ้าในวัด ปลูกเรือนใกล้ท่าไม่มีน้ำจะกิน นั่นมันขี้เกียจขนาดไหน ปลูกอยู่ริมน้ำแท้ ๆ ไม่มีน้ำจะกิน ช่างปั้นหม้อดินไม่มีหม้อจะใช้ ถ้ามันขยันซะอย่างน้อย ๆ มันต้องมีแน่ ก็เปรียบหยั่งกับนักบวชของเราเป็นพระเป็นเณร มัวแต่ขี้เกียจอยู่หาความดีไม่ได้จะไปเอาน้ำที่ไหนกิน จะเอาหม้อที่ไหนใช้ เลี้ยงไก่ไว้ไม่มีไก่จะขัน ชาวบ้านอุตส่าห์บำรุงเลี้ยงเราอยู่ตลอดเวลา ก็เหมือนหยั่งกับเลี้ยงไก่หวังจะให้ขันบอกโมงยาม บอกหนทางไปสวรรค์บอกอะไรบ้าง ไม่ได้ศึกษาความรู้อะไรเลย จะเอาอะไรไปขันไปสอนเขา แล้วท่านก็บอกอยากไปสวรรค์ให้ไปแก้ผ้าในวัด ในสมัยโบราณนี่พวกคัมภีร์เทศน์อะไรต่าง ๆ เขาห่อผ้าเอาไว้ เพราะฉะนั้นต้องตั้งหน้าตั้งตาศึกษาถ้าไม่แกะออกมาดูไม่ได้อ่านมันก็ไม่ได้ทำซักที
โบราณเขาผูกเป็นปริศนาเอาไว้ บางคนตีไม่ออกอยากไปสวรรค์ไปแก้ผ้าในวัด มันขืนไปแก้กันเป็นแถว พระเป็นตากุ้งยิงแน่ ๆ เลย เข้าใจใช่มั้ย ปลูกเรือนใกล้ท่าไม่มีน้ำกิน นี่ขี้เกียจสุด ๆ เลยคนบ้านเขาไกลห่างน้ำหลายกิโล เขายังอุตส่าห์ไปตักไปแบกมากินนะ ช่างปั้นหม้อดินไม่มีหม้อจะใช้ เลี้ยงไก่ไว้ไม่มีไก่จะขัน ถ้าอยากไปสวรรค์ให้ไปแก้ผ้าในวัด...(หัวเราะ)....
ปริศนาธรรมโบราณเขาลึกซึ้ง โดยเฉพาะเลี้ยงไก่ไว้ไม่มีไก่จะขันนี่ ชาวบ้านเขาคงละอายใจเต็มที่แล้ว เลี้ยงอยู่ตลอดเวลาแต่หาความดีไม่ได้ สักแต่ว่าห่มผ้าเหลืองไปวัน ๆ ท่านถึงได้เปรียบว่า เอาผ้าเหลืองไปห่มตอซะยังดีกว่า ไหว้ตอไม้แล้วนึกถึงพระพุทธเจ้า เห็นผ้าเหลือเป็นธงชัยพระอรหันต์ได้บุญมากกว่า
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
14-08-2005, 10:09 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : พระปางอันนี้กับอันนี้ต่างกันยังไง ?
ตอบ : เขาเรียงปางปฐมเทศนา ปางปฐมเทศนาจะเป็นตอนที่ท่านโปรดปัญจวัคคีทั้ง ๕ จะสังเกตว่า รูปพระสงฆ์ที่ฐานจะมีแค่ ๕ องค์ ซึ่งปกติถ้าเราทำจะต้อง ๒ ข้างเท่ากัน อันนี้ข้างหนึ่ง ๒ ข้างหนึ่ง ๓
คือว่า สมัยแรก ๆ แล้วการสร้างรูปเคารพในพุทธศาสนาก็จะส่วนใหญ่จะสร้างเป็นธรรมจักรเฉย ๆ มายุคหนึ่งที่ว่า ทางกรีกเขาเรืองอำนาจขึ้นมามาก พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ตีเข้ามาถึงเอเชียไมเนอร์ ได้อินเดีย ได้อะไรเป็นเมืองขึ้นหมดแล้ว ก็มาถึงยุคหลัง ๆ อย่างพระยามิลินทร์เขาเรียก เมนันเดอร์ เขาเคารพพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก
คราวนี้ตามแบบของกรีกของฝรั่งเขาเคารพใครนับถือใคร เขาจะสร้างอนุสาวรีย์ เมื่อมาเคารพพระพุทธเจ้า ก็อยากจะสร้างรูปเคารพขึ้นมาบ้าง ก็เริ่มสร้างเป็นพระพุทธรูปขึ้นมา ถ้าเราสังเกตจะเห็นว่าพระพุทธรูปในยุคแรกที่เขาเรียกว่า ปางคันธารราษฎร์ คือยุคกรีก หน้าตาจะออกเป็นฝรั่ง อันนี้ที่เขาเรียกคุปตะ จะเป็นยุคหลังมา ก็จะประกอบไปด้วยธรรมจักร กวางหมอบอะไรเหล่านี้เป็นต้น
ถาม : ..................................
ตอบ : ถ้าหากว่าถามว่าเรียกยุคไหนสมัยไหน เขาเรียกว่า สมัยคุปตะ แล้วพวกยุคแต่ละยุคที่เขาแบ่ง ๆ มันก็จะมีอย่างปัลลวะ นี่จะเป็นมอญโบราณ แล้วก็ทวาราวดี ทรวาราวดีนี่สังเกตได้ว่าพระจะคิ้วต่อแล้วก็โอษฐ์แบะ แล้วถ้าหากว่าเป็นพระยืน ชายจีวรจะเป็นรูปตัวยู จำได้ง่ายมาก แล้วก็จะมาเป็นเชียงแสน เป็นสุโขทัย อู่ทอง อยุธยา แล้วก็ยังมีศิลปะที่อออกไปทางพวกขอม
ถ้าหากว่าพวกขอมนี่ก็จะมีลักษณะทรงเครื่องที่เขาทรงเครื่องสวมศีรษะที่เรียกว่า เทริด จะเป็นลักษณะเหมือนกับมงกุฎทรงเตี้ย ๆ อยู่หรือลักษณะบางทีเหมือนกับหมวกซะด้วยซ้ำไป ก็ค่อย ๆ แยกค่อย ๆ จำไป จริง ๆ แล้วก็คือพระพุทธเจ้าองค์เดียว เพียงแต่ว่าใครมีประเพณีความเชื่อถืออย่างไร หรือว่าเห็นว่าอย่างไหนสวยก็ทำอย่างนั้นขึ้นมา
ถาม : แล้วท่าทางของแต่ละองค์ที่ปรากฏนี่ใครเป็นคนกำหนดครับ ?
ตอบ : ลักษณะที่เขาคิดว่าในตอนนั้นพระพุทธเจ้าทำท่าทางอย่างนั้น ๆ แล้วเขาชอบแบบนั้น เขาก็ทำขึ้นมา เช่นว่า ปางลีลา ต้องเดินย่างบาทนำไปข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งกำลังยก ยกประเภทเผยส้นพระบาทขึ้นมาอย่างนี้ แล้วก็ยกมือปางประทานพรข้างหนึ่งแกว่งแขนข้างหนึ่ง อะไรเหล่านี้เป็นต้น
ถาม : คนที่ปั้นหล่อพระนี่ถ้าทำไม่ถูกส่วนหรือผิดไปนี่ถือว่าเป็นการปรามาสมั้ยคะ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วเขาทำโดยเจตนาดีนี่บุญเป็นของเขานะ แต่คราวนี้ถ้าหากว่าไม่ดีไม่งามอาจจะเกิดแบบนางปัญจปาปา นางปัญจปาปานี่แกทำบุญตอนกำลังโกรธ เกิดมานี่เนื้อเป็นทิพย์ใครจับหลงแกทุกราย แต่หน้าตาแกดูไม่ได้เลย ถ้าคนไม่ไปแตะตัวแกซะก่อนนี่ไม่อยากมองเลย มันก็ในลักษณะนั้น บุญมากแต่ว่าบางทีหากไม่ดีไม่งาม ถึงเวลาได้ของอะไรมาอาจจะไม่น่าดู แต่ว่าใช้งานได้ดีมาก
ถาม : ถ้าการปฏิบัติธรรมที่เราคิดจะหนีกรรม ทีนี้ถ้าสามารถปฏิบัติได้ถึงให้เข้าสู่พระนิพพานแล้วนี่ แสดงว่ากรรมนั้นไม่ได้ถูกชดใช้เลยใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : ไม่ได้ใช้เลยเขาเรียก อโหสิกรรม คือต้องขาดกันไปโดยอัตโนมัติเลย เพราะอีกผู้หนึ่งบริสุทธิ์จนกระทั่งพ้นเขตของกรรมไปแล้ว กรรมไม่สามารถส่งผลให้ได้เขาเรียก อโหสิกรรม คราวนี้ว่าการปฏิบัติเพื่อหนีกรรมนี่ ถ้าเรามั่นคงในทาน ศีล ภาวนาจริง ๆ กฎของกรรมตามได้ไม่เกิน ๒๕% อันนี้หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอกไว้เองนะ เพราะฉะนั้นโดยเฉพาะตัวภาวนาทำให้มากเข้าไว้ กำลังยิ่งสูงเท่าไหร่ บุญก็จะส่งให้เราห่างกรรมออกไปมากเท่านั้น
ถาม : การปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา ตรงนี้ปฏิบัติได้ยังไงบ้างเจ้าคะ ?
ตอบ : ทาน ศีล ภาวนา ทานอยากจะให้อะไรบ้างล่ะ ....(หัวเราะ) ทานก็เริ่มดู ก็จะมีวัตถุทาน ธรรมทาน อภัยทาน เลือกเอา แล้วก็ศีล ๆ อันนี้ก็คือรักษาตัวเองอย่าให้ศีลขาด เมื่อศีลไม่ขาดแล้วก็อย่ายุให้คนอื่นทำด้วย แล้วก็เห็นคนอื่นทำก็อย่ายินดีด้วย ส่วนของการภาวนาก็ว่าไปเลยอย่างน้อย ๆ ให้ได้ปฐมฌานเอาไว้ ถ้าสามารถทรงฌานไว้แล้วไม่ทิ้งทำอยู่ประจำ ๆ นี่ตัวกรรมมันจากหนักมันก็เป็นเบา คือมันจะตามเล่นงานเราได้ยากขึ้น เพราะกำลังเราสูงซะแล้ว
ถาม : คนที่ปฏิบัติที่มีการปฏิบัติอยู่ตลอดเวลานี่ ....(ไม่ชัด)...จะมากกว่าคนทั่วไปใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : ก็ไม่แน่เหมือนกันปฏิบัติอยู่ตลอดเวลานี่แต่ฟุ้งซ่านก็ไม่เอาไหนอยู่นะจ๊ะ ท่านหมายความว่ากำลังใจของเขาถ้าต้องมุ่งตรงแล้วต้องเป็นหนึ่งแล้ว ลักษณะเหมือนท่อน้ำท่อหนึ่ง ถ้าหากว่ามันแตกแขนงออกมากมายเท่าไหร่ก็ตาม กำลังน้ำที่มันจะมุ่งตรงไปมันก็เบาลงเท่านั้น ใช้งานได้ยาก
แต่ถ้าเราปิดท่อที่แตกแขนงออกไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ กำลังน้ำมันก็จะแรงขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเต็มกำลังของมันลักษณะเดียวกับเราสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้เป็นต้น ถ้าหากว่าไม่เปิดช่องให้มันแลบออกไปข้างนอกได้ กำลังมันรวมตัว พอการตัดกิเลสต่าง ๆ มันก็ง่ายขึ้น
ถาม : อย่างนี้พูดง่าย ๆ คือการรักษาให้มั่นคงใช่มั้ยคะ ?
ตอบ : จ้ะ รักษาให้มั่นคงมันไม่ยาก มันยากตรงทำให้ต่อเนื่อง เพราะว่ากำลังใจของเราอย่างฌานโลกีย์พอเรารวมกำลังใจได้มันก็มั่นคง ทรงฌาน ๔ ก็ทรงเป๋งเลย
แต่ทำอย่างไรที่เราจะรักษาอารมณ์ให้ต่อเนื่องยาวนานได้ตรงนี้สำคัญกว่า ส่วนใหญ่พวกเราจะประสบปัญหาก็คือว่า พอเลิกภาวนาก็เลิกเลยมันใช้ไม่ได้ เพราะว่าอันนั้นมันจะเท่ากับว่าหากินทีละมื้อ ตำข้าวสารกรอกหม้อเฉย ๆ พอเราลุกขึ้นต้องรักษาอารมณ์ตอนนั้นให้อยู่กับเราให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เพื่อให้จิตมันชินกับการที่กิเลสหรือว่านิวรณ์โดนกดเอาไว้ก่อน จนกว่าเราจะละมันได้เอง ถ้าเรากดมันไว้จนชินมันมีสิทธิ์ที่จะบรรลุมรรคผลได้เรียกว่า บรรลุโดยเจโตวิมุติ คือใช้กำลังใจข่มเอาไว้
เขาเปรียบเหมือนเอาหินทับหญ้าทับนาน ๆ เข้าหญ้ามันตายไปเอง เพราะเราเองต้องพยายามทับหญ้ามันไว้ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่เราทำได้ ไม่ใช่ลุกขึ้นแล้วเลิกเลยนะ
ตัวรักษาอารมณ์ต่อเนื่องสำคัญที่สุดในการปฏิบัติ จะก้าวหน้าหรือไม่ก้าวหน้าอยู่ตรงนี้แหละ ถ้าเราไม่รักษาให้ต่อเนื่องไม่หมั่นพิจารณาดูว่า เหตุอะไรที่ทำให้ใจของเราสบายแล้วทำเหตุนั้น เหตุอะไรที่ทำให้ใจเราไม่สบายแล้วละเหตุนั้นเสีย ถ้าเราไม่รู้จักเลือกหาตรงจุดนี้แล้วรักษาอารมณ์เราให้ต่อเนื่องในด้านดีเอาไว้ มันจะก้าวหน้าลำบาก จะสงสัยว่า เอ๊ะ ! ทำเท่าไหร่ ๆ มันก็ได้แค่นั้น ก็เราทำแค่นั้นมันไม่ทำให้เยอะกว่านั้นนี่
ถาม : เรียกว่าล้มเหลวได้มั้ยคะ ?
ตอบ : จะเรียกว่าล้มเหลวก็ได้ แต่จริง ๆ มันยังได้อยู่คือ ได้ทำ (หัวเราะ) ได้ทำนี่เหนื่อย แต่งานมันได้น้อย
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
14-08-2005, 10:10 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : อยู่ตามที่ทำงานแล้วมันบากค่ะ
ตอบ : ลำบากนั่นไม่มีปัญหา เราไปแค่กรอบของศีลบ้าตามเขาได้ทุกเรื่องเลย คนที่บ้าอย่างมีสติมันทำได้ดีกว่าเขานะ มันก็เหมือนกับคนเมาดิบ คนเมาดิบนี่ท่ามันหนักกว่าคนเมาจริงเยอะเลย เสียงก็ดังกว่าเขา เราอาศัยศีลเป็นกรอบเราไปแค่กรอบของศีล ไปอย่างมีสติ เพราะฉะนั้นเวลาเราบ้าตามคนอื่นเขา มันจะสนุกกว่ามากเรียกว่าบ้าอย่างมีสติ คนอื่นเขาบ้าเพราะขาดสติ
ถาม : อย่างมีเทคนิคหรือว่าเคล็ดลับจริง ๆ นี่ระหว่างทาน ศีล กับภาวนา ตัวไหนคะที่เข้าถึงนิพพานได้ง่ายที่สุด ?
ตอบ : ๓ อย่างต้องรวมกัน ถ้าหากว่าจะนับจริง ๆ ก็คือตัวภาวนา ๆ จะทำให้เข้านิพพานได้ แต่ว่ามันจะต้องมีกำลังของทานกับศีลมาหนุนเสริมอยู่ เขาเปรียบอานิสงส์เอาไว้ว่า ทานนั้นเกิดมาจะรวย ศีลนั้นเกิดมาจะรูปสวย มีจิตใจดีงาม ภาวนาเกิดมาจะมีปัญญาฉลาด คนฉลาดแต่จนมันก็แย่ใช่มั้ย ? ส่วนคนรวยไม่มีปัญญา รักษาทรัพย์ไม่อยู่ เพราะฉะนั้นมันต้องทำเหมือน ๆ กันทำในลักษณะที่ว่าทำให้มันเสมอ ๆ กัน ในเมื่อทำสม่ำเสมอกันต่อไปอานิสงส์ที่มันควรได้มันก็ได้ด้วยกันทั้งหมด ประเภทที่ว่ากันเอาไว้ก่อนเผื่อต้องเกิดใหม่ก็คือเกิดให้มันสมบูรณ์ไป ถ้ามันไม่ต้องเกิดใหม่อาศัยกำลังตัวนี้ส่งเราเข้านิพพาน
ถาม : ถ้ายังไม่สามารถฝึกปฏิบัติให้เห็นพระนิพพานได้แต่ตั้งใจไว้สามารถ....?
ตอบ : สามารถไปนิพพานได้เหมือนกัน กติกาของการไปนิพพานก็คือ
๑. เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างแน่นแฟ้นจริงจังไม่ปรามาสทั้งต่อหน้าและลับหลัง
๒. รักษาศีลอย่างน้อย ๕ ข้อให้บริสุทธิ์
๓. ตั้งใจว่าตายแล้วจะไปนิพพาน </B>มีข้อไหนบอกว่าต้องได้ฤทธิ์ได้อภิญญา ต้องเห็นนรกเห็นสวรรค์บ้างมั้ย ? ไม่มีนะ สิ่งที่เห็นสำหรับคนขี้สงสัยจะได้แก้สงสัยว่ามีจริงหรือเปล่า ? แล้วถ้าหากว่ามัวแต่แก้สงสัยมัวแต่ไปทำอยู่ ตายตอนนั้นผลประโยชน์ที่ควรจะได้เต็มที่ก็พาลไม่ได้ไปด้วย ก็ได้แค่ตามสมควรเท่านั้น ดังนั้นว่าถ้าหากว่าเรามีความเชื่อถือที่มั่นคงจริงจังแล้วพระพุทธเจ้าสอนถูกตั้งหน้าตั้งตาทำ เมื่อถึงวาระนั้นอารมณ์ของพระนิพพานจะเข้ามาเต็มในใจของเราเอง แล้วเราจะรู้ว่าสภาพของนิพพานแท้จริงเป็นยังไงไม่ต้องเห็นก็ได้ </B>
เพราะฉะนั้นถึงว่าบุคคลที่เป็นสุขวิปัสสโก ทำไมถึงมั่นใจคุณของพระรัตนตรัย ทำไมถึงมั่นใจว่ามีพระนิพพานทั้ง ๆ ที่ท่านไม่เห็น เพราะว่าอารมณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นเต็มในใจของท่านเอง เมือ่เข้าถึงแล้วรับรู้ได้แล้วถึงไม่เห็นก็มั่นใจ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เห็นเป็นแค่ของแถม ถ้าหากว่าเห็นแล้วใช้ผิดอย่างปัจจุบันนี้ก็ยิ่งน่าเวทนาหนักเข้าไปอีก มโนมยิทธิจริง ๆ แล้วเป็นการตัดกิเลสที่รวบรัดที่สุด เพราะว่ากิเลสโดยเฉพาะรัก โลภ โกรธ หลวงเป็นสมบัติของร่างกาย ถ้าใจไม่อยู่คอยปรุงคอยแต่งแล้วมันไม่สามารถที่จะทำอันตรายเราได้ มโนมยิทธิเป็นการถอดใจออกไป มันโกรธขึ้นมาอาศัยความชำนาญวิ่งไปอยู่บนพระนิพพาน มันเกิดราคะขึ้นมาอาศัยความชำนาญโดดขึ้นไปอยู่บนพระนิพพาน
ในเมื่อไม่มีใครมาปรุงมาแต่งมันก็เหมือนกับอาหาร ไม่ได้ใส่เกลือไม่ได้ใส่น้ำตาลไม่ได้ใส่น้ำส้มน้ำปลาอะไร รสชาดมันไม่เอาอ่าว มันจืดชืด ไม่นานมันก็เลิกของมันไปเองพอทำบ่อย ๆ การตัดกิเลสอัตโนมัติโดยเฉพาะไปนิพพานได้ รู้จักพระนิพพานจิตมันเกาะอยู่เป็นประจำ กิเลสมันหมดเข้านิพพานได้ง่าย ๆ แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วไปใช้ผิด ๆ ตรงที่ว่ายังไง...ไประลึกชาติใช่มั้ย ? คนนั้นก็เป็นญาติเรา คนนั้นเป็นพ่อคนโน้นเป็นแม่ ไอ้นั่นผัวไอ้นี่เมีย นั่นลูก ฟื้นความสัมพันธ์ไม่พอ ไปผูกความสัมพันธ์ฟื้นขึ้นมาใหม่อีกรอบหนึ่ง แทนที่จะละก็กลายเป็นยึดก็ติดแหง็กอยู่แค่นั้น
ถ้าหากว่าตายในขณะที่จิตใจของตนเองผ่องใส พื้นฐานมโนมยิทธิคือ กำลังจองฌานก็ได้แค่พรหมเท่านั้นใช่มั้ย ? ถ้าตายตอนจิตใจเศร้าหมองไปดูไอ้ชาตินั้นไม่น่าเลย ไปทะเลาะกับเขาอย่างนี้กำลังใจกำลังขุ่นมัวอยู่ก็เป็นอันว่าลงอบายภูมิไป ขาดทุนย่อยยับ </B>เพราะฉะนั้นว่าการรู้นี่ไม่แน่เหมือนกันว่าจะดี ถ้ารู้แล้วขาดสติขาดการไตร่ตรองก็ทำให้เราพลาดจากผลประโยชน์ที่ควรได้ มโนมยิทธิของหลวงพ่อราคาเป็นล้านนะ เราเอามาใช้ไม่ถึงสลึงแล้วยังใช้ผิดอีกต่างหาก จริง ๆ แล้วท่านต้องการให้เราเอากำลังใจเกาะนิพพานเอาไว้ เกาะให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ </B>
ถ้าใครที่อยู่รุ่นเก่า ๆ จะจำได้ว่ามีอยู่สมัยนั้นที่หลวงวพ่อกล่าวถึงพระอรหันต์ทั้ง ๗ องค์ที่บรรลุพร้อมกันที่อยู่ทางเหนือ บอกว่ามีอยู่ ๓ องค์ที่ฝึกมโนมยิทธิมา ส่วนอีก ๒ องค์ก็ได้รับเค้าจากอีก ๓ องค์ ของท่านท่านบอกท่านไม่ได้ทำอะไรมากหรอก วัน ๆ หนึ่งก็เอาจิตเกาะนิพพานไว้ เกาะนิพพานอยู่ ๆ กิเลสมันหมดเอง นั่นแหละคือจุดที่หลวงพ่อต้องการมากที่สุด มโนมยิทธิในด้านอื่น ๆ เมื่อเรารู้แล้ว รู้อดีต รู้ปัจจุบัน รู้อนาคต รู้ใจคนอื่น รู้ว่าสัตว์ก่อนเกิดมาจากไหนตายแล้วไปไหน ระลึกชาติได้ รู้ว่าทำกรรมดี กรรมชั่วแล้วผลจะเป็นอย่างไรเหล่านี้ ท่านให้รู้เพื่อเราจะได้เข็ดจะได้ละ
แต่ละชาติที่เราเกิดมาชาติไหนที่มันไม่ทุกข์มั่ง....มีมั้ย ? มันทุกข์ทุกชาติใช่มั้ย ? ชาตินี้เกิดอยู่ก็ทุกข์อีกนะ เพราะฉะนั้นอีดตทุกชาติทุกข์อยู่แล้ว ปัจจุบันนี้เราทุกข์อยู่ อนาคตถ้าเกิดอีกก็ทุกข์อีก เป็นอันว่า ๓ ข้อเก็บใส่กระเป๋าได้เชื่อมั่นว่าทุกข์แน่ ๆ ไม่ต้องใช้แล้ว รู้ใจคนอื่นประโยชน์มันน้อย มันต้องดูใจตัวเองดูว่าความดีมีมั้ย ? ถ้าไม่มีก็สร้างมันขึ้นมา ถ้ามีอยู่แล้วก็ทำให้มันดียิ่ง ๆ ขึ้นไป มันมีความชั่วมั้ย ? ถ้ามีไล่มันออกไปแล้วระวังไว้อย่าให้มันเข้ามานะ
เจโตปริยญาณ ถ้าดูใจตัวเองลักษณะนั้นก็จะมีประโยชน์อย่างมหาศาล ถ้าดูผิดมัวแต่ไปดูคนอื่น คนนั้นใจเป็นอย่างนี้คนนี้ใจเป็นอย่างนี้ แทนที่จะดูที่ตัวแก้ที่ตัวก็เสียประโยชน์ไป บุพเพสันนิวาสนุสติญาณ ระลึกชาติได้นั้น มีชาติไหนบ้างที่ไม่ทุกข์บ้างถามหน่อยเถอะ จุตูปปาตญาณ คนเกิดก่อนเกิดมาจากไหน ตายแล้วจะไปไหน ถ้าเราเชื่อที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เราทำดีเราย่อมไปสู่สุขคติ ถ้าเราทำชั่วก็ลงอบายภูมิ ถ้างั้นก็เก็บเอาไว้อีกอย่างหนึ่งได้แล้ว ไม่ต้องไปฝึกยถากรรมมุตาญาณ นี่ยิ่งหนักเข้าไปอีก เพราะว่ารู้ว่ากรรมแต่ละอย่างทำให้คนและสัตว์เป็นยังไง เราเชื่อกรรมดีกรรมชั่วก็เก็บใส่กระเป๋าไปเลย
ตกลงว่ามโนมยิทธิไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ถ้าหากว่าเรามั่นคงในพระรัตนตรัย เชื่อถือพระพุทธเจ้าจริง ๆ แล้วคนที่มียิ่งชัดก็ยิ่งโดนหลอกง่ายใช่มั้ย ? ประสบการณ์โดนหลอกนี่มันเจ็บปวดจริง ๆ เลย ส่วนใหญ่แล้วโดนมาทั้งนั้นนะ โดนแบบไม่รู้ตัวด้วย ในเมื่อตัวเองเห็นก็มักจะไปเถียงคนอื่น ก็ตัวเองเห็นแล้วมันจะผิดได้ยังไง หารู้ไม่ว่าเขาหลอก เราเห็นเขาไล่ยิง ไล่ฟัน ไล่แทงมา ตกอกตกใจวิ่งเข้าไปช่วย ปรากฏว่าเขากำลังถ่ายหนังอยู่ โดนเขาตีกะบาลเอาน่ะซิ เราเห็นจริง ๆ รึเปล่า ? เห็นใช่มั้ย แต่เรื่องนั้นเรื่องจริงรึเปล่า ? ไม่ใช่...เป็นเรื่องที่เขาปรุงแต่งขึ้นมา
เพราะฉะนั้นเรื่องของการรู้เห็นด้วยทิพจักขุญาณหรือว่าเห็นด้วยมโนมยิทธิ ยิ่งรู้เห็นชัดเจนการทดสอบยิ่งแรง ถ้าสอบตกก็เจ็บออกหน่อย ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า วิ่งหาอารมณ์พระโสดาบันเอาไว้ ตั้งหน้าตั้งตาทำเพื่อความเป็นพระอริยเจ้าไป มโมยิทธิจัดเป็นอภิญญาใช่มั้ย ? อภิ คือ ยิ่งกว่า อัญญา คือ ความรู้ มันไม่มีอะไรรู้ไปยิ่งกว่าการตัดกิเลสหรอก ไม่ได้ยุให้พวกเราเลิกทำนะ ใครทำได้ให้เปลี่ยนไปเกาะพระนิพพานแทน เกาะได้นานเท่าไหร่ดีเท่านั้น
ภพอื่นภูมิอื่นเราก็ดูอยู่แล้วรู้อยู่แล้ว ว่ามันไม่มีที่ไหนดีไปกว่านิพพาน เรื่องอื่น ๆ นั่นกองไว้ได้ถ้าตายตอนนั้นแย่เลย มีอยู่วันหนึ่งตอนนั้นหลวงพ่อท่านเทศน์ที่สายลม ท่านบอกว่าคนที่ทรงกรรมฐาน ๔๐ อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ หรือวิชชา ๒ ห่างนรกแค่ขอบนิ้วกั้น กั้นแบบนี้ไม่ใช่กั้นอย่างนี้ แล้วของเราเองแค่มโนมยิทธินี่มันคงจะห่างซักแค่นี้ ....ตายแหง ๆ เลย </B>เพราะฉะนั้นตั้งหน้าตั้งตาคว้าอารมณ์พระอริยเจ้าไว้ก่อน ประกันความเสี่ยงไว้ก่อนปิดอบายภูมิไว้ก่อน อย่างน้อย ๆ ตายก็อย่าให้มันขาดทุน</B> http://www.grathonbook.net/book/images/end.jpg
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2009, Jelsoft Enterprises Ltd.