WebSnow
14-08-2005, 09:19 AM
ถาม : นั่งสมาธิเห็นนิมิตกับไม่เห็นอันไหนดีกว่ากันครับ ?
ถาม : ไม่รู้ไม่เห็นเลยดีกว่า รู้เห็นมากเท่าไหร่โอกาสที่จะไปยึดติดและโดนหลอกมีมากเท่านั้นส่วนใหญ่แล้วมันจะไปยึดอยู่ตรงนั้นน่ะ
พอครั้งแรกเห็นครั้งที่สองก็จะเห็นซะให้ได้ พอจะไปเห็นซะให้ได้ตรงนั้นน่ะมันเป็นอุทธัจจะคือฟุ้งซ่าน พอไม่เห็นก็ยิ่งคลุ้มคลั่งมากเข้าไปใหญ่ เป็นอันว่าการปฎิบัติไม่ก้าวหน้าไปไหนติดอยู่แค่นั้นเอง น้อยคนที่เห็นนิมิตแล้วจะทำให้ละได้อย่างง่าย ๆ และสะดวก ส่วนใหญ่จะอดไปยึกติดอยู่กับมันไม่ได้ ยิ่งประเภทเขาแสดงให้รู้อย่างนั้นรู้อย่างนี้เข้า พอเหตุการณ์เป็นไปตามที่รู้จริง ๆ ก็ยิ่งไปยึดมั่นถือมั่นตรงนั้นใหญ่ มันจะไปติดหนักเข้าไปอีก
ถ้าเป็นไปได้ไม่รู้ไม่เห็นน่ะปลอดภัยดี ยิ่งรู้ยิ่งเห็นยิ่งชัดยิ่งแจ่มใสมากเท่าไหร่โอกาสโดนหลอกยิ่งมากเท่านั้น ส่วนใหญ่เราจะเผลอไง ไม่ได้กำหนดใจถามพระว่าสภาพความเป็นจริงเป็นอย่างไร ถ้ากำหนดใจถามพระอยู่ เรื่อย ๆ ไม่เผลอซะก่อนโอกาสพลาดก็น้อย
ถาม : โดนหลอก... มารเข้าแทรกเหรอครับ ?
ถาม : จะเรียกว่ามารก็ได้จ้ะ ถ้าเป็นมารเรียกว่าอภิสังขารมาร มารก็คือสิ่งที่ประเภทเหนือสังขารเหนือการปรุงแต่งต่าง ๆ ก็คือจะเป็นเรื่องของฌาน เรื่องของสมาบัติ เรื่องของทิพจักขุญาณ
ถาม : ไม่เกิดการหลง ?
ถาม : มันหลงแหง ๆ เลยล่ะ ส่วนใหญ่ก็จะไปคิดว่า เออ.. เราก็เก่งนี่หว่า เรื่องนี้รู้ถูกนี่ พอคนชมเข้าหน่อย แหม....เก่งจังเลย ทำไมรู้ได้ชัดเจนอย่างนี้ ก็ไปพองติดอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ สุข โลกธรรม เข้าไปอีก
ถาม : อย่างเราฝึกมโนมยิทธิ การที่เรานิมิต...(ไม่ชัด)...?
ถาม : มโนมยิทธินี่ใช้กำลังของสมาธิ แล้วขณะเดียวกันบวกการสงเคราะห์ขององค์เทวดาด้วย เพราะจะสามารถรู้เรื่องได้ตลอดตามกำลังนั้น ถ้ายิ่งขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ยิ่งรู้ได้ชัดเจน แต่นิมิตที่เกิดขึ้นมันจะไม่มีต้นไม่มีปลายอยู่ ๆ มันโผล่ขึ้นมาอยู่ ๆ มันก็หายไป กว่าเราจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรกว่าเราจะตีความได้เรื่องมันก็เกิดขึ้นแล้ว พอเกิดขึ้นแล้ว อ๋อ ... เรารู้มาแล้วนี่หว่า แก้ไขไม่ทันแล้วจ้ะมโนมยิทธินี่รู้ล่วงหน้าแล้วสามารถแก้ไขได้ทัน
ถาม : ฝึกกสิณอันตรายใหมคะ ?
ถาม : ก็ดูว่าเราเองนี่สติสัมปชัญญะบกพร่องหรือเปล่า ถ้าบกพร่องไปได้กสิณไฟเดี๋ยวไปไล่เผาชาวบ้านเขาสนุกสนาน จริง ๆ แล้วคนที่ทำได้ถ้าไปใช้ผิดมันจะเสื่อม แต่ว่าในการเสื่อมลักษณะนี้ไม่นานหรอกพอเรารวบรวมกำลังใจได้มันก็ได้ใหม่ แต่ถ้าใช้ผิดอีกมันก็พังอีก
เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าฝึกกสิณอันตรายไหม ? ก็ต้องดูอย่างหลวงพ่อท่านฝึกปฐวีกสิณ คือ กสิณดินแล้วก็ไปหัดเดินในน้ำ ปรากฏว่าก้าวลงไปร่วงตูมเลย อธิษฐานใช้ผิด ตอนนั้นถ้าว่ายน้ำไม่เป็นก็อันตราย (หัวเราะ) ถ้าว่ายน้ำเป็นก็ไม่เท่าไหร่ ท่านไปอธิษฐานว่าให้แม่น้ำทั้งสายแข็งตัว มันผิด เพราะว่าเรือแพต่าง ๆ สัญจรไม่ได้ ต้องอธิษฐานว่าน้ำทุกจุดที่เราเหยียบเท้าลงไปให้แข็งเหมือนแผ่นดินถ้าอย่างนั้นน่ะได้ ใช้ผิดหน่อยเดียวอาบน้ำเที่ยงคืนเลย (หัวเราะ) หนาวแทบแย่ ฤดูหนาวด้วย
หรือไม่ก็อย่างเจ้าจ๊อบเจ้าเมล์ลูกสาวพี่สามารถเขา ตอนนี้คงจะโตเป็นสาวแล้ว ตอนนั้นเรียนมัธยมอยู่มันแกล้งเพื่อน เข้าห้องน้ำได้ห้องน้ำของวัดเขาจะทำรางน้ำยาว ๆ ทะลุถึงกันทุกห้องเลย เจ้านั่นเข้าไปถึงก็เพิ่งน้ำ เพื่อนจ้วงลงไปเสียงดัง ก๊อง! แทนที่จะเป็นน้ำกลายเป็นน้ำเเข็งไปเลย เด็ก ๆ มันเล่นกันสนุก จะตักน้ำล้างก้นมันไม่ให้ล้างน่ะ (หัวเราะ) แกล้งทำให้น้ำแข็งซะ
ถาม : ฝึกกสิณกับฝึกอานาปานสติอย่างไหนเร็วกว่ากันครับ ?
ถาม : จริง ๆ แล้วฝึกกสิณมันมีภาพเป็นเครื่องจูงใจจะกำหนดได้ง่ายกว่า อานาปานสติเรากำหนดรู้ตามลมไปใช่ไหม ? บางทีรู้สึกว่ามันไม่เห็นภาพไม่เห็นอะไร สำหรับบางคนแล้วมันจะไม่ตรงกำลังใจเขา เพราะฉะนั้นต้องดูว่าตัวเองถนัดอย่างไหน ถ้าเราถนัดอย่างไหนอย่างนั้นเราจะได้เร็ว ดังนั้นถามว่าอันไหนมันจะได้ผลเร็วกว่ากันหรือว่าคล่องตัวกว่ากัน ก็ต้องลองดูว่าเราชอบเราถนัดแบบไหน
ถาม : สมมุติว่าได้มาแล้วเสื่อมเร็ว ?
ถาม : ได้มาแล้วเสื่อมเร็วก็ต้องหัดให้ให้คล่องตัว ถ้าใช้จนคล่องตัวนึกเมื่อไหร่ได้เมื่อนั้น โอกาสเสื่อมยากยกเว้นเราไปใช้ผิด ใช้ผิดประเภทโดนลงโทษคิดอยากจะช่วยเขาอยู่เรื่อย
พวกเราส่วนใหญ่แล้วมันติด ...ใช่ไหม ? นิสัยเห็นเขาแล้วอดสงสารไม่ได้ เห็นเขาลำบากโดยไม่ได้ดูซะก่อนว่าเขาลำบากเพราะทำกรรมอะไรมา ถึงเวลาก็ลุยไปช่วยเลยมันก็เป็นการฝืนกฏของกรรม </B>ถ้าฝืนกฏของกรรมวิชาเสื่อมไปจนกว่าจะรวบรวมกำลังใจได้ใหม่อีก การใช้ฤทธิ์ใช้อภิญญาสำคัญตรงต้องยอมรับกฏของกรรม ตราบใดที่จิตยังไม่ยอมรับกฏของกรรมจริง ๆ มันจะต้องไปฝืนนี้เราไม่สามารถใช้ได้เต็มที่หรอก</B>
บางคนก็แปลกใจขนาดฝึกกสิณมาแท้ ๆ แต่ใช้ได้นิดเดียว คือ ถ้ายังไม่ยอมรับกฏของกรรมจริง ๆ ใช้ยาก โดยเฉพาะพวกฤทธิ์พวกอภิญญาสำหรับนักปฎิบัติแล้วนะ ท่านให้ใช้ส่วนของธรรมะเท่านั้นไม่ใช่สำหรับตัวเอง ตัวเองต้องยอมรับกฏของกรรมเป็นปกติจึงสามารถเข้าถึงมรรคผลได้
ถาม : แสดงว่าใช้กรรม ...?
ถาม : จริง ๆ แล้วก็คือว่า มีหรือไม่มีมันก็เท่ากันนั่นแหละ มีมันดีตรงที่กำลังใจมันเข้มแข็งทำให้อาศัยกำลังตัวนั้นตัดกิเลสได้ง่ายแต่ถ้าเผลอก็ติดแหง็กอยู่แค่นั้น
http://www.palungjit.com/board/showpost.php?p=106810&postcount=11
ถาม : ไม่รู้ไม่เห็นเลยดีกว่า รู้เห็นมากเท่าไหร่โอกาสที่จะไปยึดติดและโดนหลอกมีมากเท่านั้นส่วนใหญ่แล้วมันจะไปยึดอยู่ตรงนั้นน่ะ
พอครั้งแรกเห็นครั้งที่สองก็จะเห็นซะให้ได้ พอจะไปเห็นซะให้ได้ตรงนั้นน่ะมันเป็นอุทธัจจะคือฟุ้งซ่าน พอไม่เห็นก็ยิ่งคลุ้มคลั่งมากเข้าไปใหญ่ เป็นอันว่าการปฎิบัติไม่ก้าวหน้าไปไหนติดอยู่แค่นั้นเอง น้อยคนที่เห็นนิมิตแล้วจะทำให้ละได้อย่างง่าย ๆ และสะดวก ส่วนใหญ่จะอดไปยึกติดอยู่กับมันไม่ได้ ยิ่งประเภทเขาแสดงให้รู้อย่างนั้นรู้อย่างนี้เข้า พอเหตุการณ์เป็นไปตามที่รู้จริง ๆ ก็ยิ่งไปยึดมั่นถือมั่นตรงนั้นใหญ่ มันจะไปติดหนักเข้าไปอีก
ถ้าเป็นไปได้ไม่รู้ไม่เห็นน่ะปลอดภัยดี ยิ่งรู้ยิ่งเห็นยิ่งชัดยิ่งแจ่มใสมากเท่าไหร่โอกาสโดนหลอกยิ่งมากเท่านั้น ส่วนใหญ่เราจะเผลอไง ไม่ได้กำหนดใจถามพระว่าสภาพความเป็นจริงเป็นอย่างไร ถ้ากำหนดใจถามพระอยู่ เรื่อย ๆ ไม่เผลอซะก่อนโอกาสพลาดก็น้อย
ถาม : โดนหลอก... มารเข้าแทรกเหรอครับ ?
ถาม : จะเรียกว่ามารก็ได้จ้ะ ถ้าเป็นมารเรียกว่าอภิสังขารมาร มารก็คือสิ่งที่ประเภทเหนือสังขารเหนือการปรุงแต่งต่าง ๆ ก็คือจะเป็นเรื่องของฌาน เรื่องของสมาบัติ เรื่องของทิพจักขุญาณ
ถาม : ไม่เกิดการหลง ?
ถาม : มันหลงแหง ๆ เลยล่ะ ส่วนใหญ่ก็จะไปคิดว่า เออ.. เราก็เก่งนี่หว่า เรื่องนี้รู้ถูกนี่ พอคนชมเข้าหน่อย แหม....เก่งจังเลย ทำไมรู้ได้ชัดเจนอย่างนี้ ก็ไปพองติดอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ สุข โลกธรรม เข้าไปอีก
ถาม : อย่างเราฝึกมโนมยิทธิ การที่เรานิมิต...(ไม่ชัด)...?
ถาม : มโนมยิทธินี่ใช้กำลังของสมาธิ แล้วขณะเดียวกันบวกการสงเคราะห์ขององค์เทวดาด้วย เพราะจะสามารถรู้เรื่องได้ตลอดตามกำลังนั้น ถ้ายิ่งขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ยิ่งรู้ได้ชัดเจน แต่นิมิตที่เกิดขึ้นมันจะไม่มีต้นไม่มีปลายอยู่ ๆ มันโผล่ขึ้นมาอยู่ ๆ มันก็หายไป กว่าเราจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรกว่าเราจะตีความได้เรื่องมันก็เกิดขึ้นแล้ว พอเกิดขึ้นแล้ว อ๋อ ... เรารู้มาแล้วนี่หว่า แก้ไขไม่ทันแล้วจ้ะมโนมยิทธินี่รู้ล่วงหน้าแล้วสามารถแก้ไขได้ทัน
ถาม : ฝึกกสิณอันตรายใหมคะ ?
ถาม : ก็ดูว่าเราเองนี่สติสัมปชัญญะบกพร่องหรือเปล่า ถ้าบกพร่องไปได้กสิณไฟเดี๋ยวไปไล่เผาชาวบ้านเขาสนุกสนาน จริง ๆ แล้วคนที่ทำได้ถ้าไปใช้ผิดมันจะเสื่อม แต่ว่าในการเสื่อมลักษณะนี้ไม่นานหรอกพอเรารวบรวมกำลังใจได้มันก็ได้ใหม่ แต่ถ้าใช้ผิดอีกมันก็พังอีก
เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าฝึกกสิณอันตรายไหม ? ก็ต้องดูอย่างหลวงพ่อท่านฝึกปฐวีกสิณ คือ กสิณดินแล้วก็ไปหัดเดินในน้ำ ปรากฏว่าก้าวลงไปร่วงตูมเลย อธิษฐานใช้ผิด ตอนนั้นถ้าว่ายน้ำไม่เป็นก็อันตราย (หัวเราะ) ถ้าว่ายน้ำเป็นก็ไม่เท่าไหร่ ท่านไปอธิษฐานว่าให้แม่น้ำทั้งสายแข็งตัว มันผิด เพราะว่าเรือแพต่าง ๆ สัญจรไม่ได้ ต้องอธิษฐานว่าน้ำทุกจุดที่เราเหยียบเท้าลงไปให้แข็งเหมือนแผ่นดินถ้าอย่างนั้นน่ะได้ ใช้ผิดหน่อยเดียวอาบน้ำเที่ยงคืนเลย (หัวเราะ) หนาวแทบแย่ ฤดูหนาวด้วย
หรือไม่ก็อย่างเจ้าจ๊อบเจ้าเมล์ลูกสาวพี่สามารถเขา ตอนนี้คงจะโตเป็นสาวแล้ว ตอนนั้นเรียนมัธยมอยู่มันแกล้งเพื่อน เข้าห้องน้ำได้ห้องน้ำของวัดเขาจะทำรางน้ำยาว ๆ ทะลุถึงกันทุกห้องเลย เจ้านั่นเข้าไปถึงก็เพิ่งน้ำ เพื่อนจ้วงลงไปเสียงดัง ก๊อง! แทนที่จะเป็นน้ำกลายเป็นน้ำเเข็งไปเลย เด็ก ๆ มันเล่นกันสนุก จะตักน้ำล้างก้นมันไม่ให้ล้างน่ะ (หัวเราะ) แกล้งทำให้น้ำแข็งซะ
ถาม : ฝึกกสิณกับฝึกอานาปานสติอย่างไหนเร็วกว่ากันครับ ?
ถาม : จริง ๆ แล้วฝึกกสิณมันมีภาพเป็นเครื่องจูงใจจะกำหนดได้ง่ายกว่า อานาปานสติเรากำหนดรู้ตามลมไปใช่ไหม ? บางทีรู้สึกว่ามันไม่เห็นภาพไม่เห็นอะไร สำหรับบางคนแล้วมันจะไม่ตรงกำลังใจเขา เพราะฉะนั้นต้องดูว่าตัวเองถนัดอย่างไหน ถ้าเราถนัดอย่างไหนอย่างนั้นเราจะได้เร็ว ดังนั้นถามว่าอันไหนมันจะได้ผลเร็วกว่ากันหรือว่าคล่องตัวกว่ากัน ก็ต้องลองดูว่าเราชอบเราถนัดแบบไหน
ถาม : สมมุติว่าได้มาแล้วเสื่อมเร็ว ?
ถาม : ได้มาแล้วเสื่อมเร็วก็ต้องหัดให้ให้คล่องตัว ถ้าใช้จนคล่องตัวนึกเมื่อไหร่ได้เมื่อนั้น โอกาสเสื่อมยากยกเว้นเราไปใช้ผิด ใช้ผิดประเภทโดนลงโทษคิดอยากจะช่วยเขาอยู่เรื่อย
พวกเราส่วนใหญ่แล้วมันติด ...ใช่ไหม ? นิสัยเห็นเขาแล้วอดสงสารไม่ได้ เห็นเขาลำบากโดยไม่ได้ดูซะก่อนว่าเขาลำบากเพราะทำกรรมอะไรมา ถึงเวลาก็ลุยไปช่วยเลยมันก็เป็นการฝืนกฏของกรรม </B>ถ้าฝืนกฏของกรรมวิชาเสื่อมไปจนกว่าจะรวบรวมกำลังใจได้ใหม่อีก การใช้ฤทธิ์ใช้อภิญญาสำคัญตรงต้องยอมรับกฏของกรรม ตราบใดที่จิตยังไม่ยอมรับกฏของกรรมจริง ๆ มันจะต้องไปฝืนนี้เราไม่สามารถใช้ได้เต็มที่หรอก</B>
บางคนก็แปลกใจขนาดฝึกกสิณมาแท้ ๆ แต่ใช้ได้นิดเดียว คือ ถ้ายังไม่ยอมรับกฏของกรรมจริง ๆ ใช้ยาก โดยเฉพาะพวกฤทธิ์พวกอภิญญาสำหรับนักปฎิบัติแล้วนะ ท่านให้ใช้ส่วนของธรรมะเท่านั้นไม่ใช่สำหรับตัวเอง ตัวเองต้องยอมรับกฏของกรรมเป็นปกติจึงสามารถเข้าถึงมรรคผลได้
ถาม : แสดงว่าใช้กรรม ...?
ถาม : จริง ๆ แล้วก็คือว่า มีหรือไม่มีมันก็เท่ากันนั่นแหละ มีมันดีตรงที่กำลังใจมันเข้มแข็งทำให้อาศัยกำลังตัวนั้นตัดกิเลสได้ง่ายแต่ถ้าเผลอก็ติดแหง็กอยู่แค่นั้น
http://www.palungjit.com/board/showpost.php?p=106810&postcount=11