PDA

View Full Version : ศาสนาคือวิทยาศาสตร์


telwada
08-11-2004, 05:33 PM
ศาสนาทุกศาสนา เป็นหลักวิทยาศาสตร์ อาจจะกล่าวได้ว่า ศาสนาทุกศาสนา เป็นเเม่แบบ เป็นแม่บทแห่ง วิชาวิทยาศาสตร์ก็ว่าได้ เพราะศาสนาทุกศาสนาเป็นต้นตอแห่งวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ศาสนาประกอบไปด้วย วิชา วิทยาศาสตร์หลายแขนงด้วยกันเช่น
ชีวะวิทยา วิทยาศาสตร์กายภาพ เคมี (อาจเขียนชื่อแขนงวิชาผิดต้องขออภัยด้วย) วิทยาศาสตร์การแพทย์ และอื่นๆอีกหลายแขนง
ดังนั้นจึงใคร่ทำความเข้าใจกับผู้ที่มีศาสนา ผู้ที่นับถือศาสนาได้ทำความเข้าใจเอาไว้ด้วยว่า ศาสนาทุกศาสนาคือต้นแบบหรือเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้นฉะนี้

เด็กบ้านยางสีสุราช
08-11-2004, 09:00 PM
เด็กบ้านยาง คิดว่า ศาสนาพุทธ เหนือกว่าวิทยาศาสตร์เป็น พันเท่า ห้าพันเท่า เหนือกว่ามากมาก

เพราะ พระพุทธศาสนาสอนให้เรารู้หลักการพ้นทุกข์ ทุกคนก็ไม่อยากทุกข์ทั้งนั้น.

ส่วนวิทยาศาสตร์นั้นนะ อะร่ายก็ม่ายรู้ วิจัย นั้น วิจัยนี้ มันไม่มีวันจบเป็นหรอก จะจบก็อีตอนเขา วิจัย อาวุธสุดยอดปรมะณุ กดทีเดียว คนตายทั้งโลก เมื่อนั้นล่ะ วิทยาศาสตร์ก็ได้จบงานแน่ แต่ตอนนี้ยังมีแต่นิวเคลียร์ เหอ เหอ


:[ :[ :[ :[ :[ :[

123
09-11-2004, 03:19 PM
มันอยู่ที่มุมมองและการนำไปใช้ประโยชน์ของแต่ละบุคคล ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีถ้าศาสนากับวิทยาศาสตร์จะก้าวไปด้วยกัน

telwada
09-11-2004, 05:50 PM
คุณเด็กบ้านยาง ต่อไปถ้าคุณอ่านกระทู้ใดใด กรุณาอ่านและทำความเข้าใจบริบทของภาษา จะได้รู้ความหมายของกระทู้ซึ่งเป็นภาษาไทยแท้ๆนะคุณ
ขนาดภาษาไทยแท้ๆก็ยังอ่านแล้วไม่ค่อยจะรู้ความหมายของภาษาแล้ว แล้วคุณจะศีกษาธรรมะจากภาษาอื่นๆได้ดีหรือคุณ
ลองอ่านกระทู้นี้ดูอีกครั้งแล้วทำความเข้าใจซิว่า มันมีความหมายว่าอย่างไร

เด็กบ้านยางสีสุราช
09-11-2004, 08:35 PM
อ้าวเหรอ โทษที คือ เด็กบ้านยางไม่ได้อ่านเนื้อหาในกระทู้อ่ะ เด็กบ้านยางเห็นชื่อกระทู้ก็เลยพิมพ์เลย

:[ :[ :[ :[ :[

ปีศาจร้าย
09-11-2004, 08:52 PM
คิดดูง่ายๆถ้าหากมนุษย์ไม่รู้จักคิด เชื่อในสิ่งที่ฟังเล่าต่อๆตามกันมา ไม่รู้จักวิเคราะห์หาเหตุผลว่าอะไรจริงหรือไม่จริงควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ.....ป่านนี้โลกเราก็คงจะดักดานไร้ซึ้งอารยธรรมก็เป็นได้

telwada
10-11-2004, 05:05 PM
ที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในกระทู้ว่า ศาสนาคือแม่บทแม่แบบแห่งวิทยาศาสตร์หาใช่กล่าวเกินความเป็นจริง และไม่ไช่ลำเอียงเข้าข้างศาสนา
เหตุเพราะเมื่อข้าพเจ้าได้ทำการวิจัยค้นคว้าและศึกษาแล้วก็พบว่า หลักการทางศาสนาหลายๆด้าน ล้วนเป็นหลักวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น เพียงแต่การเรียกชื่อไม่เหมือนกัน การเคลื่อนที่ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างทางศาสนาพุทธเรียกว่า
จิตวิ__าณ แต่ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าอะตอม จากการวิจัยของข้าพเจ้า อะตอม กับ วิ__าณนั้นคือตัวเดียวกัน อีกทั้งอะตอมนั้นยังสามารถเก็บความรู้ความจำบางอย่างบางชนิดเอาไว้ในแต่ละอะตอม หากอะตอมเหล่านั้นรวมตัวกันก็จะเป็นสรีระร่างกาย ถ้ารวมตัวกันไม่ได้หรือรวมตัวกันได้เพียงบางส่วน ความจำต่างๆก็จะหายไป
ดังนั้น วิ__าณจึงมีอยู่จริง ตายแล้ว มีวิ__าณจริง แต่วิ__าณเหล่านั้นจะแยกตัวหรือรวมตัวกันเท่านั้น นี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้วิจัยและสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ ไม่ใช่กล่าวขึ้นมาลอยๆแบบวิชาการ
ถึงแม้ว่า จะเป็นการยากสักหน่อยในการพิสูจน์เพราะต้องอาศัยปัจจัยประกอบหลายสิ่งหลายอย่าง แต่รับรองว่าสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ด้วยตาเปล่า เพราะอะตอมสามารถเกิดเป็นแสงได้ เกิดเป็นพลังงานได้ ฉะนี้

Kamen rider
10-11-2004, 06:44 PM
บริบทของภาษา บริบทของภาษา บริบทของภาษา บริบทของภาษา บริบทของภาษา บริบทของภาษา บริบทของภาษา บริบทของภาษา ..

ลุงเทวดา ไม่อยากจะเชื่อ....


ฮ่าๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ

เด็กบ้านยางสีสุราช
10-11-2004, 08:24 PM
Originally posted by telwada
ที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในกระทู้ว่า ศาสนาคือแม่บทแม่แบบแห่งวิทยาศาสตร์หาใช่กล่าวเกินความเป็นจริง และไม่ไช่ลำเอียงเข้าข้างศาสนา
เหตุเพราะเมื่อข้าพเจ้าได้ทำการวิจัยค้นคว้าและศึกษาแล้วก็พบว่า หลักการทางศาสนาหลายๆด้าน ล้วนเป็นหลักวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น เพียงแต่การเรียกชื่อไม่เหมือนกัน การเคลื่อนที่ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างทางศาสนาพุทธเรียกว่า
จิตวิญญาณ แต่ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าอะตอม จากการวิจัยของข้าพเจ้า อะตอม กับ วิญญาณนั้นคือตัวเดียวกัน อีกทั้งอะตอมนั้นยังสามารถเก็บความรู้ความจำบางอย่างบางชนิดเอาไว้ในแต่ละอะตอม หากอะตอมเหล่านั้นรวมตัวกันก็จะเป็นสรีระร่างกาย ถ้ารวมตัวกันไม่ได้หรือรวมตัวกันได้เพียงบางส่วน ความจำต่างๆก็จะหายไป
ดังนั้น วิญญาณจึงมีอยู่จริง ตายแล้ว มีวิญญาณจริง แต่วิญญาณเหล่านั้นจะแยกตัวหรือรวมตัวกันเท่านั้น นี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้วิจัยและสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ ไม่ใช่กล่าวขึ้นมาลอยๆแบบวิชาการ
ถึงแม้ว่า จะเป็นการยากสักหน่อยในการพิสูจน์เพราะต้องอาศัยปัจจัยประกอบหลายสิ่งหลายอย่าง แต่รับรองว่าสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ด้วยตาเปล่า เพราะอะตอมสามารถเกิดเป็นแสงได้ เกิดเป็นพลังงานได้ ฉะนี้



อะร่ายก็ม่ายรู้ ( ผีหลอก ) :boo: :boo: :boo: :boo: :boo:

RedArrow
16-11-2004, 01:07 PM
ตามความเห็นของผมอะตอม กับ วิ__าณนั้นไม่ใช่ตัวเดียวกันแต่ วิ__าณอาจเป็นส่วนประกอบของอะตอมที่เล็กกว่าอิเล็กตรอน วิ__าณน่าจะมีขนาดเล็กกว่า โฟตอน( Photon) ซึ่งโฟตอนเป็นอนุภาคของแสง วิ__าณเดินทางเร็วกว่าแสงควรเล็กกว่าโฟตอน โฟตอนเดินทางเร็วเท่าแสงและเป็นแสง แสงมีความสามารถเป็นทั้งคลื่นและอนุภาค โฟตอนเดินทางเร็ว 300ล้านเมตรต่อวินาที โฟตอนหรือแสงกระทบแผงโซล่าเซลจะเกิดกระแสไฟฟ้าได้

อะตอมเคลื่อนที่ไปไม่เร็วเท่าแสง อะตอมที่เล็กที่สุดคือ อะตอมของไฮโดรเจนซึ่งประกอบต้วย 1โปรตอนมีประจุบวกกับ1อิเล็กตรอนมีประจุลบ อะตอมมีขนาด 1 x 10ยกกำลัง-10 เมตร ธาตุทุกธาตุจะประกอบด้วยอิเล็กตรอนโปรตอนและนิวตรอนจำนวนไม่เท่ากัน

อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่วงนอกสุดของทุกอะตอมและมีระดับพลังงานต่างกันเมี่อมีการเปลี่ยนระดับจะมีการดูดหรือคายพลังงานออกมา วิ__าณ น่าจะเทียบกับพลังงานนี้ พลังงานนี้เป็นประเภทโฟตอนซึ่งแต่ละโฟตอนยังมีพลังงานไม่เท่ากัน ตัวอย่างโฟตอนพลังงานสูงคือรังสีแกมม่ามีอำนาจทะลุทะลวงสูงไปไกลทะลุโลหะได้
ตัวอย่างโฟตอนพลังงานขนาดกลางคือ X-ray ทะลุกระดูกได้ ตัวอย่างโฟตอนพลังงานต่ำคือแสงอาทิตย์
ถ้าวิ__าณเป็นแบบโฟตอนพลังงานต่ำจะมองเห็นเป็นแสงได้ พลังงานสูงตาเรามองไม่เห็นเช่นเราไปตรวจร่างกายด้วย X-ray เรามองไม่เห็นแสงแต่เจ้าหน้าที่จะบอกเราว่าตรวจเสร็จหรือยัง
พลังงานไม่สู_หายแต่เปลี่ยนรูปได้
วิ__าณ อาจเรียกว่าจุดแห่งแสงที่มารวมกันเกิดจากการเปลียนระดับพลังงานของอิเล็กตรอนภานในร่างกายเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงที่ตามองเห็น เป็นแสงแต่ละสีตามระดับพลังงาน สีม่วงสูงสุด สีแดงต่ำสุด
แต่ผมยังไม่ทราบว่าการบันทึกข้อมูลของการกระทำ(กรรม)ของคนบับทึกอย่างไรในรูปพลังงาน กำลังค้นคว้าอยู่

telwada
16-11-2004, 05:02 PM
ที่คุณกล่าวมาเป็นหลักการของฝรั่ง ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งหมด
ที่ข้าพเจ้าใช้คำว่า อะตอม ก็เหตุเพราะเป็นหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งเขาได้พิสูจน์และทดลองแล้วว่ามีจริง แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอีกทั้งไม่มีเครื่องมือใดสามารถส่องมองเห็นอะตอมได้ จุดนี้เป็นจุดที่พ้องกับวิ__าณ
เพราะวิ__าณ ก็ไม่มีเครื่องมือใดสามารถใช้ส่องแล้วมองเห็นได้ วิ__าณเป็นอะตอมที่หลุดออกไปจากหัวใจ เป็นดวงกลม ภายในบรรจุไว้ซึ่งความรู้หรือความจำบางอย่าง
ส่วนอะตอมภายสรีระร่างกายของเราอันสามารถเปล่งแสงได้นั้น ต้องมีการวิปัสสนาที่ถูกต้องรวมไปถึงความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่เหมือนการเคลื่อนที่หรือแลกเปลี่ยนอิเลคตรอน แต่มีหลักการคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกัน ส่วนมันอะตอมจะเล็กจะโต มันก็ไม่มีความสำคั_หากกล่าวในแง่ของการปฏิบัติธรรมหรือในแง่หลักวิชาการศาสนา
ฉัพพรรณรังสีที่เกิดขึ้นก็คืออะตอมที่แปรเปลี่ยนเคลื่อนย้ายสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายต่อจิตใจต่อสมอง ฉัพพรรณรังสีจะเกิดขึ้น บางชนิดมนุษย์สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บางชนิดมนุษย์มองไม่เห็น แต่สัตว์บางชนิดสามารถมองเห็น อย่างนี้เป็นต้น

RedArrow
16-11-2004, 06:23 PM
ผมมีความเห็นว่า คนที่รู้ศาสนาควรเรียนรู้วิทยาศาสตร์บ้าง เพราะ ศึกษาธรรมชาติเหมือนกัน ผมรู้วิทยาศาสตร์กำลังศึกษาศาสนา ความรู้ศาสนาแค่เตรียมอนุบาลเท่านั้น จึงมาศึกษาในนี้ หวังว่าจะได้รับความรู้อย่างถูกต้องจากผู้รู้ศาสนา การใช้คำไม่ควรใช้ผิดจะทำให้งง ควรอธิบายให้คนธรรมดาได้เรียนรู้โดยไม่สับสน ควรศึกษาว่าอะตอมคืออะไรก่อนจะว่าเป็นอันเดียวกับวิ__าณซึ่งไม่ใช่แน่แน่ อะตอมนี้เด็กทางโลกที่มีการศึกษาจะเข้าใจแต่อะตอมไม่มีคุณสมบัติที่วิ__าณมี อะตอมมีขนาดมีรูปร่างเครื่องมือวิทยาศาสตร์วัดได้ เอาผลไปใช้ได้การที่เรามีไฟฟ้า มีวิทยุ มีคอมพิวเตอร์ใช้เป็นผลจากที่เรารู้เรื่องอะตอมและคุณสมบัติของแม่เหล็กไฟฟ้าของอะตอม วิทยาศาสตร์ตรวจสอบได้ทดลองได้ ใครทำก็ได้ผลเหมือนกันที่เงื่อนไขเดียวกัน รับรองได้ว่าพิสูจน์อย่างไรก็ไม่มีทางว่าวิ__าณเป็นอะตอมแน่ น่าใช้คำว่าพลังงานมากกว่า
ผมรู้วิทยาศาสตร์ไม่อยากให้ใช้ศัพท์ผิดทำให้คนรู้ยิ่งห่างศาสนาไปอีก
เราควรช่วยกันชี้แนะให้คนไทยเข้าใจพุทธศาสนาที่ทำให้พ้นทุกข์ ไม่ให้เห็นว่า งมงายเพิ่มความอยากในตัวตนยึดมั่นความพิเศษของตนแสดงตนว่าอยู่เหนือคนอื่น
ความจริงตามธรรมชาติ ต้องพิสูจน์ได้ คนสามารถเข้าใจได้เป็นที่ยอมรับทั่วไป

สงสัย
16-11-2004, 06:39 PM
ระหว่าง telwada กับ บรรพต อ. ใครเก่งกว่ากัน เรื่องธรรมะ ?

telwada
17-11-2004, 07:46 PM
คุณต้องทำความเข้าใจในบริบทของภาษาที่ว่า
ศาสนาทุกศาสนา เป็นต้นตอ เป็นแม่แบบแม่บท และเป็นหลักวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์มีหลายแขนง ผู้ที่ได้เรียนวิทยาศาสตร์มาก่อนจะรู้และสามารถเปรียบเทียบได้ว่า หลักศาสนา เทียบได้กับแขนงวิชาวิทยาศาสตร์แขนงใด
ส่วนเรื่องของอะตอมนั้น ในทางที่เป็นจริงแล้ว ผู้ฝึกตนเพื่อให้บรรลุสู่ขั้นอริยะบุคคลควรรู้บ้างเป็นพื้นฐาน ข้าพเจ้าเองก็รู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นในเรื่องของอะตอม คืออ่านแล้วจำไม่ได้นะ เพราะต้องจำแต่ตัววิชชาอันเป็นหลักการ และวิธีปฏิบัติเท่านั้น
ส่วนที่คุณสงสัย ถามมานั้น ข้าพเจ้าขอตอบว่า การศึกษาธรรมะไม่มีไว้เพื่ออวดว่าใครเก่งกว่าใคร ใครรู้มากกว่าใคร เพราะสรรพสิ่งย่อมมีความชำนา_กันไปคนละด้าน คุณจงคิดแบบนี้ แล้วคุณก็จะละซึ่งความหลง อันอาจกลายเป็นความโลภ และความโกรธได้ฉะนี้

Issara
10-10-2005, 01:15 PM
ระหว่าง telwada กับ บรรพต อ. ใครเก่งกว่ากัน เรื่องธรรมะ ?

นั่นดิ สงสัยเหมือนกัน ? (b-2love)