PDA

View Full Version : ฌานที่แท้จริง


Saint Telwada
26-04-2008, 12:28 PM
ฌาน นั้น แท้จริงแล้ว ไม่มีการแบ่งว่า ชั้น หยาบ กลาง หรือละเอียด
เพราะฌาน เป็นสภาพแห่งระบบความคิดหรือระบบสมองของสรีระร่างกายมนุษย์
มนุษย์ทุกคน ย่อมมีสภาพอารมณ์ ความรู้สึกซึ่ง เป็นสิ่งที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่า "ฌาน" คือมี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
วิตก คือ เป็นทุกข์ ร้อนใจ กังวล
วิจาร คือ การคิดทบทวน ในเรื่องต่างๆที่ได้ประสบมา
ปีติ คือ ความปลาบปลื้มใจ หรืออิ่มใจ จะเรียกว่า ความภูมิใจก็คงไม่ผิด
สุข คือ ความสบายกาย สบายใจ ปลอดโปร่ง ไม่คิดสิ่งใด
เอกัคคตา คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว คือ ความมีจิตแน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันเดียว ได้แก่สมาธิ หรือเรียกว่า มีสมาธิ
มนุษย์ทุกคน จะมีสิ่งที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่าฌานอยู่ในตัวในสมอง เป็นคลื่นข้อมูลอันได้ประสบ สัมผัสทางอายตนะ คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่เป็นนิจ
หากไม่มีสมาธิ คือ ไม่มี เอกัคคตา ที่ดี ก็ย่อม ต้องเกิด วิตก วิจาร ปีติ สุข อย่างนี้เป็นต้น
หากมีเอกัคคตา ในระดับหนึ่ง ก็อาจเกิดวิตกวิจาร เพียงเล็กน้อย อาจเกิดปีติ สุข เพียงเล็กน้อย แต่ที่สุดก็จะเหลือเพียงสภาพจิตที่เรียกว่า เอกัคคตา คือมีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว จะว่าวางเฉยก็ไม่ใช่ จะว่าไม่วางเฉยก็ไม่ใช่
ฌาน หรือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา จึงไม่มีชั้น หยาบ กลาง หรือละเอียด
แต่ฌาน จะอยู่ในรูปแบบของคลื่น ซึ่งอาจฝังตัวอยู่ในส่วนลึกของสมอง เมื่อถูกกระตุ้น ก็จะแสดงออกมา อาจเป็นนอนหลับฝัน อาจระลึกนึกขึ้นมาได้ หรืออาจเกิดความเศร้าหมองเมื่อได้ประสบกับสิ่งที่มากระตุ้นคลื่นที่มีอยู่ในตัวเรา
ที่เขียนไปทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนน้อย แต่ก็คงเพียงพอสำหรับ ผู้เกี่ยวข้องทางศาสนาพุทธ ได้ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง และเป็นบรรทัดฐานอันเดียวกัน
ซึ่งท่านทั้งหลายก็ควรได้ คิดพิจารณา ให้ถ่องแท้ ว่าจริงตามที่ข้าพเจ้าสอนหรือไม่<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>

นิพพิทา2008
26-04-2008, 12:39 PM
ท่านครับท่านศึกษาเรื่องฌาณจากตำราใหนหรือครับ...หรือว่าเขียนตำราเองครับ..ถามด้วยความเคารพครับ..

Saint Telwada
26-04-2008, 12:49 PM
ท่านครับท่านศึกษาเรื่องฌาณจากตำราใหนหรือครับ...หรือว่าเขียนตำราเองครับ..ถามด้วยความเคารพครับ..

ตอบ...
การศึกษา หรือเล่าเรียนปฏิบัติธรรม ตามหลักศาสนา ก็ต้องศึกษาเล่าเรียน พิจารณาให้เป็นไปตามหลักความจริง ไม่ใช่เล่าเรียนให้เป็นไปตามหลักตำรา
เพราะบางครั้ง หรือส่วนใหญ่(เฉพาะในเรื่องของศาสนา) หลักตำรา ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นจริงมีจริง ตามหลักธรรมชาติ
ถ้าท่านทั้งหลายฝึกคิดพิจารณา ให้เป็นไปตามหลักความจริง โดยดู สังเกต หรือพิจารณา นับตั้งแต่ตัวเองเป็นต้นไป ก็จะเกิดความรู้ที่ถ่องแท้ สามารถนำไปปฏิบัติ หรือเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติ ที่ถูกต้อง จนสามารถบรรลุถึงธรรมชั้นอริยะบุคคล
ไปพิจารณาให้ดีซะก่อน อย่าหลงตำราให้มากนัก
คุณฝึกตามตำราได้ผลกี่มากน้อย
แต่ถ้าคุณฝึกคิดพิจารณาตามที่ข้าพเจ้าสอน แล้วจะได้ผลกี่มากน้อย ทำดูแล้วหรือยัง เข้าใจดีแล้วหรือยัง
ถ้ายังไม่เข้าใจ อ่านอีก ทำความเข้าใจอีก พิจารณาตัวเอง ให้ดี สังเกตตัวเองให้ดี แล้วก็ขยายวงสังเกตผู้อื่น
แล้วจะเข้าใจ แล้วจะรู้ แล้วจะตื่น แล้วจะเบิกบาน
ส่วนคำถามของคุณ ข้าพเจ้าไม่ตอบดอกนะ
ถามคนในเวบฯนี้เขาคงรู้จักข้าพเจ้าเป็นอย่างดีอยู่แล้วขอรับ

นิพพิทา2008
26-04-2008, 01:08 PM
โชคดีครับ..ลาก่อนครับ..ท่านเทวาด่า..

Mr.Kim
26-04-2008, 03:52 PM
อนุโมทนา สาธุครับ

มาจากดิน
26-04-2008, 05:41 PM
วิตก คือ เป็นทุกข์ ร้อนใจ กังวล

เข้าฌานแล้ววิตกเป็นทุกข์กังวลใจ ร้อนอกร้อนใจไปด้วย แล้วจะไปเข้าฌานทำไม ไปเดินห้างสะไม่ดีกว่าหรอครับ

s_klongkleaw
26-04-2008, 11:09 PM
อนุโมทนาสาธุ อย่าโกรธกันเลย

Saint Telwada
27-04-2008, 08:01 AM
วิตก คือ เป็นทุกข์ ร้อนใจ กังวล

เข้าฌานแล้ววิตกเป็นทุกข์กังวลใจ ร้อนอกร้อนใจไปด้วย แล้วจะไปเข้าฌานทำไม ไปเดินห้างสะไม่ดีกว่าหรอครับ





ความหมายของคำว่า "วิตก" ตามพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับพระธรรมปิฏก (อ.ปยุตฺ ประยุตโต) ดังนี้
"ความตรึก, ตริ, การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ หรือปักจิตลงสู่อารมณ์ (ข้อ ๑ ในองค์ฌาน ๕), การคิด, ความดำริ; ไทยใช้ว่าเป็นห่วงกังวล "

ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูซิว่า การศึกษาภาษาบาลีนั้น ต้องแปลหรือให้ความหมายเป็นภาษาไทยหรือไม่ ท่านทั้งหลาย ลอง พิจารณาซิว่า
"การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ หรือ ปักจิตลงสู่อารมณ์ นั้น มีความหมายตามภาษาไทย ว่าอย่างไร"
คำว่า "การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ หรือปักจิตลงสู่อารมณ์นั้น หมายถึง การเอาใจ หรือการใช้ความคิด ผูกสัมพันธ์ กับอารมณ์ที่เกิดขึ้น อารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้น หมายถึง ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็ได้แก่พฤติกรรมและการกระทำ หรือการดำเนินชีวิต ของแต่ละบุคคลอันปฏิสัมพันธ์กัน หรือเกี่ยวข้องกัน เมื่อเกิดอารมณ์โกรธ จากการได้สัมผัส ก็จะเกิดความคิดฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์นั้น หรือ เมื่อเกิดความหลง เช่นการรอคอยใครสักคนแล้วไม่มา ก็จะเกิดการเอาใจหรือความคิด เข้าไปผูกสัมพันธ์กับอารมณ์นั้น คิดไปตามความรู้ ประสบการณ์ หรือการได้รับการขัดเกลาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของแต่ละบุคคล ถ้าจะอธิบายสั้นๆก็คือ เกิดความคิดฟุ้งซ่าน อันเรียกว่า "วิตก"นั่นเอง
ข้าพเจ้าเคยสอนไปหลายครั้งแล้วว่า
การฝึกสมาธิ หรือปฏิบัติสมาธิ นั้น เป็นการฝึกการควบคุมความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ไม่ให้ฟุ้งซ่าน คือ ไม่ให้คิด ถ้าไม่คิด ก็ย่อมไม่เกิดอารมณ์ และความรู้สึก
นี้เป็นหลักการขั้นพื้นฐาน สำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของ อภิญญา กัมมัฏฐาน
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อารมณ์ และความรู้สึกนั้น ไม่ใช่เกิดจากความคิดแต่เพียงอย่างเดียว อาจเกิดจากร่างกายของเรา เช่นนั่งไม่ถูกท่า นั่งนานเกินไป ก็เกิดความรู้สึกและอารมณ์
ท่านทั้งหลายอาจไม่รู้ว่า ขณะเกิดความรู้สึกนั้น จะเกิดอารมณ์ชนิดใดชนิดหนึ่งตามมาด้วย อารมณ์ที่เกิดติดตามความรู้สึกนั้น ก็คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง
จึงยังมีวิธีการอีกหลายวิธีที่จะทำไม่ให้เกิดความรู้สึก เช่นหากนั่งแล้วมีอาการขาชา เจ็บก้น ปวดขา ก็ต้องขยับนั่งให้ถูกท่า ไม่ให้ทับเส้น อะไรทำนองนี้
สรุปแล้ว การปฏิบัติ สมาธินั้น ถ้าจะให้คำจำกัดความที่ถูกต้องแล้วละก้อ
ย่อมหมายถึง การปฏิบัติ เพื่อมิให้เกิดฌาน บางชนิด คือมิให้เกิด อาการ วิตก วิจาร ปีติ สุข
แต่การปฏิบัติ ก็เพื่อให้เกิดฌาน บางชนิด คือ เอกัคคตา อย่างนี้เป็นต้น

eddy1965
27-04-2008, 08:34 AM
น่าจะเป็นประมาณนี้ นะครับ อันนี้ไม่ได้ต้องการแย้ง ขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยเท่านั้น

วิตก = ตริ คือ การจรดหรือปักจิตไปในอารมณ์
วิจาร = ตรอง คือ จิตผูกมัด หรือจิตเคล้าอยู่กับอารมณ์
ปีติ = ความอิ่มใจ มีห้าอย่าง ได้แก่ ปีติเล็กน้อย ปีติชั่วขณะ ปีติเป็นระลอก ปีติอย่างโล่นแล่น และปีติซาบซ่าน อันนี้ต้องแจงอาการเอาเอง
สุข = ยินดีในการเสวยอารมณ์
เอกัคคตา = จิตมีอารมณ์เพียงหนึ่งเดียว
อุเบกขา = การวางเฉย หรือใจเป็นกลาง มีสิบอย่าง จำไม่ได้

Saint Telwada
27-04-2008, 01:22 PM
น่าจะเป็นประมาณนี้ นะครับ อันนี้ไม่ได้ต้องการแย้ง ขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยเท่านั้น

วิตก = ตริ คือ การจรดหรือปักจิตไปในอารมณ์
วิจาร = ตรอง คือ จิตผูกมัด หรือจิตเคล้าอยู่กับอารมณ์
ปีติ = ความอิ่มใจ มีห้าอย่าง ได้แก่ ปีติเล็กน้อย ปีติชั่วขณะ ปีติเป็นระลอก ปีติอย่างโล่นแล่น และปีติซาบซ่าน อันนี้ต้องแจงอาการเอาเอง
สุข = ยินดีในการเสวยอารมณ์
เอกัคคตา = จิตมีอารมณ์เพียงหนึ่งเดียว
อุเบกขา = การวางเฉย หรือใจเป็นกลาง มีสิบอย่าง จำไม่ได้

ถูกต้องขอรับ แต่ต้องทำความเข้าใจ ในสภาพอารมณ์ หรือความรู้สึก เหล่านั้นให้ถ่องแท้
วิตก ได้อธิบายไปในตอนก่อนนี้แล้ว
วิจาร = ตรอง = การคิดทบทวน ซึ่งหากเป็นความหมายทางภาษาบาลี = จิตผูกมัด หรือเคล้าอยู่กับอารมณ์
ปีติ จะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อ เราหายจากวิตก และวิจาร ถ้าจะอธิบายให้เกิดความเข้าใจง่ายขึ้น หมายความว่า เมื่อคิดได้แล้ว สรุปแล้ว ไม่ห่วงแล้ว ไม่คิดทบทวนแล้ว ซึ่งก็คือ ไม่วิตกวิจารแล้ว ปีติก็จะเกิด เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ หากสมาธิดีพอ ก็จะเกิดปีติเพียงชั่วแวบ ถ้าสมาธิไม่ดีพอ ปีติก็จะเกิดอยู่นาน ตามความพอใจ ของแต่ละบุคคล อย่างนี้เป็นต้น

หากท่านทั้งหลายฝึกสมาธิดีแล้ว รู้จักควบคุมดีแล้ว วิตก วิจาร ปีติ สุข จะไม่เกิด หรือจะเกิดเพียงชั่วแวบ นั่นก็หมายความว่า
เราฝึกสมาธิ หรือเจริญกรรมฐาน ก็เพื่อ ขจัดฌาน ในชั้นที่เกิดวิตก วิจาร ปีติ สุข
และเราฝึกสมาธิ หรือเจริญกรรมฐาน ก็เพื่อให้เกิด สมาธิ หรือ อารมณ์เป็นหนึ่งเดียว หรือ เอกัคคตา ซึ่ง อารมณ์เป็นหนึ่งเดียวนี้ ก็จะก่อให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า จะว่าวางเฉยก็ไม่ใช่ จะว่าวางเฉยก็ไม่ใช่
ต้องทำความเข้าใจ ว่าการฝึกสมาธิ หรือเจริญกัมมัฏฐานนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิด ความวางเฉย
ความวางเฉย จะเป็นอารมณ์ ความรู้สึก หรือสภาพสภาวะจิตใจรูปแบบหนึ่ง อันเนื่องมาจาก ความรู้ ประสบการณ์ ความเข้าใจ ประกอบด้วย สมาธิ ในการควบคุมความคิดหรือควบคุมการสัมผัสแล้วเกิดความคิด อารมณ์ ความรู้สึก มิให้ฟุ้งซ่าน คือ มิให้เกิด การวิตก วิจาร ปีติ สุข ในสิ่งที่ได้สัมผัส หรือจะเรียกง่ายๆว่า ไม่เก็บมาคิดว่างั้นเถอะ เพราะการเก็บมาคิด ก็คือ ความไม่วางเฉย หากมีสมาธิดี และมีปัจจัยอื่นประกอบ ก็จะรู้สึกเฉยๆ ไม่ใช่ความวางเฉย คือ มีความรู้สึก แต่ไม่วิตก วิจาร ปีติ หรือสุข
เพราะธรรมชาติ ของมนุษย์ จะเก็บสิ่งที่ได้สัมผัสในชีวิตประจำวันมาคิด อยู่เสมอ ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ฉะนี้

Saint Telwada
27-04-2008, 01:25 PM
น่าจะเป็นประมาณนี้ นะครับ อันนี้ไม่ได้ต้องการแย้ง ขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยเท่านั้น

วิตก = ตริ คือ การจรดหรือปักจิตไปในอารมณ์
วิจาร = ตรอง คือ จิตผูกมัด หรือจิตเคล้าอยู่กับอารมณ์
ปีติ = ความอิ่มใจ มีห้าอย่าง ได้แก่ ปีติเล็กน้อย ปีติชั่วขณะ ปีติเป็นระลอก ปีติอย่างโล่นแล่น และปีติซาบซ่าน อันนี้ต้องแจงอาการเอาเอง
สุข = ยินดีในการเสวยอารมณ์
เอกัคคตา = จิตมีอารมณ์เพียงหนึ่งเดียว
อุเบกขา = การวางเฉย หรือใจเป็นกลาง มีสิบอย่าง จำไม่ได้

ตอบ.....
ถูกต้องขอรับ แต่ต้องทำความเข้าใจ ในสภาพอารมณ์ หรือความรู้สึก เหล่านั้นให้ถ่องแท้
วิตก ได้อธิบายไปในตอนก่อนนี้แล้ว
วิจาร = ตรอง = การคิดทบทวน ซึ่งหากเป็นความหมายทางภาษาบาลี = จิตผูกมัด หรือเคล้าอยู่กับอารมณ์
ปีติ จะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อ เราหายจากวิตก และวิจาร ถ้าจะอธิบายให้เกิดความเข้าใจง่ายขึ้น หมายความว่า เมื่อคิดได้แล้ว สรุปแล้ว ไม่ห่วงแล้ว ไม่คิดทบทวนแล้ว ซึ่งก็คือ ไม่วิตกวิจารแล้ว ปีติก็จะเกิด เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ หากสมาธิดีพอ ก็จะเกิดปีติเพียงชั่วแวบ ถ้าสมาธิไม่ดีพอ ปีติก็จะเกิดอยู่นาน ตามความพอใจ ของแต่ละบุคคล อย่างนี้เป็นต้น

หากท่านทั้งหลายฝึกสมาธิดีแล้ว รู้จักควบคุมดีแล้ว วิตก วิจาร ปีติ สุข จะไม่เกิด หรือจะเกิดเพียงชั่วแวบ นั่นก็หมายความว่า
เราฝึกสมาธิ หรือเจริญกรรมฐาน ก็เพื่อ ขจัดฌาน ในชั้นที่เกิดวิตก วิจาร ปีติ สุข
และเราฝึกสมาธิ หรือเจริญกรรมฐาน ก็เพื่อให้เกิด สมาธิ หรือ อารมณ์เป็นหนึ่งเดียว หรือ เอกัคคตา ซึ่ง อารมณ์เป็นหนึ่งเดียวนี้ ก็จะก่อให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า จะว่าวางเฉยก็ไม่ใช่ จะว่าวางเฉยก็ไม่ใช่
ต้องทำความเข้าใจ ว่าการฝึกสมาธิ หรือเจริญกัมมัฏฐานนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิด ความวางเฉย
ความวางเฉย จะเป็นอารมณ์ ความรู้สึก หรือสภาพสภาวะจิตใจรูปแบบหนึ่ง อันเนื่องมาจาก ความรู้ ประสบการณ์ ความเข้าใจ ประกอบด้วย สมาธิ ในการควบคุมความคิดหรือควบคุมการสัมผัสแล้วเกิดความคิด อารมณ์ ความรู้สึก มิให้ฟุ้งซ่าน คือ มิให้เกิด การวิตก วิจาร ปีติ สุข ในสิ่งที่ได้สัมผัส หรือจะเรียกง่ายๆว่า ไม่เก็บมาคิดว่างั้นเถอะ เพราะการเก็บมาคิด ก็คือ ความไม่วางเฉย หากมีสมาธิดี และมีปัจจัยอื่นประกอบ ก็จะรู้สึกเฉยๆ ไม่ใช่ความวางเฉย คือ มีความรู้สึก แต่ไม่วิตก วิจาร ปีติ หรือสุข
เพราะธรรมชาติ ของมนุษย์ จะเก็บสิ่งที่ได้สัมผัสในชีวิตประจำวันมาคิด อยู่เสมอ ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ฉะนี้
ส่วนความวางเฉย ที่คุณกล่าวมานั้น
ตามพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับพระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต)ได้ให้ความหมายไว้ว่า

"1) ความวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงด้วยชอบหรือชัง, ความวางใจเฉยได้ ไม่ยินดียินร้าย เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาเห็นผลอันเกิดขึ้นโดยสมควรแก่เหตุ และรู้ว่าพึงปฏิบัติต่อไปตามธรรม หรือตามควรแก่เหตุนั้น, ความรู้จักวางใจเฉยดู เมื่อเห็นเขารับผิดชอบตนเองได้ หรือในเมื่อเขาควรต้องได้รับผลอันสมควรแก่ความรับผิดชอบของเขาเอง, ความวางทีเฉยคอยดูอยู่ในเมื่อคนนั้นๆ สิ่งนั้นๆ ดำรงอยู่หรือดำเนินไปตามควรของเขาตามควรของมัน ไม่เข้าข้างไม่ตกเป็นฝักฝ่าย ไม่สอดแส่ ไม่จู้จี้สาระแน ไม่ก้าวก่ายแทรกแซง (ข้อ ๔ ในพรหมวิหาร ๔, ข้อ ๗ ในโพชฌงค์ ๗, ข้อ ๑๐ ในบารมี ๑๐, ข้อ ๙ ในวิปัสสนูปกิเลส ๑๐) 2) ความรู้สึกเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกเต็มว่าอุเบกขาเวทนา (= อทุกขมสุข)"

ยายทองประสา
27-04-2008, 09:03 PM
ถ้าบอกว่าสมาธิ เกี่ยวกับสมองเนี่ย ก็ไปเถียงกันที่ห้องวิทย์ดีกว่าเนาะ

เดี๋ยวนี้ เทวดา เลื่อนขั้นแฮะ เป็น เซียน เทวดา
55555555555555555555555555555555

หลงเข้ามา
27-04-2008, 09:34 PM
ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ หุหุ

jinny95
27-04-2008, 09:41 PM
ขยันย้าย จังนะ จขกท.

คุณ วัชรพงษ์
27-04-2008, 10:27 PM
อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา
ยถญฺญมนุสาสติ
สุทนฺโต วต ทเมถ
อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม

คุณ วัชรพงษ์
27-04-2008, 10:27 PM
สอนคนอื่นอย่างใด
ควรทำตนอย่างนั้น
ฝึกตนเองแล้วค่อยฝึกคนอื่น
เพราะตัวเราเองฝึกยากยิ่งนัก

คุณ วัชรพงษ์
27-04-2008, 10:34 PM
นัตถิ ฌานัง อปัญญัสส นัตถิ ปัญญา อฌายิโน

คุณ วัชรพงษ์
27-04-2008, 10:51 PM
ฌานย่อมไม่มีกับคนที่ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีกับคนที่ไม่มีฌาน

Saint Telwada
28-04-2008, 07:35 AM
ข้าพเจ้าไม่ได้ขยันย้ายดอกท่านทั้งหลาย
แต่มันขึ้นอยู่กับความคิดความเข้าใจของทีมงานบางท่านบางคน
อยากย้ายก็ไม่เป็นไรดอกขอรับ เดี๋ยวมันก็ตกไป หมุนวนกันไปอย่างนี้แหละ เรื่องธรรมดา

อนึ่ง ท่านทั้งหลายที่ได้เข้ามาอ่าน โปรดได้ทำความเข้าใจไว้อย่างหนึ่งว่า
สิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนสอน ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้า ได้ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และได้ปฏิบัติจนประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีจริงเป็นจริง
โดยที่ท่านทั้งหลายสามารถพิสูจน์คำสอนของข้าพเจ้าได้ด้วยตัวเอง
เพียงท่านสังเกตตัวเอง ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงค่ำ แล้วท่านทั้งหลายก็จะรู้ได้ด้วยต้วเองว่า
คำว่า ฌาน นั้น แท้จริงแล้ว คือ ปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติแห่งระบบของสรีระร่างกายของเรา
ทุกคน ย่อมมีเรื่องที่ต้อง เก็บมาคิด ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง หรือหลายเรื่อง ในหนึ่งวัน ไม่มาก ก็น้อย อย่างแน่นอน
และขอยืนยันว่า
การปฏิบัติสมาธินั้น จะเป็นการขจัด ฌาน (สิ่งที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่า ฌาน ) อันได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข
เพราะ ฌาน ที่ได้กล่าวไป คือ กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ควานหลง

เจ้าแห่งเวทย์มนต์
28-04-2008, 08:03 AM
วิตกคือคิดถึงคำภาวนา วิจารคือคิดคำภาวนาไม่ขาดสาย จะคิดก็พุทโธ จะไม่คิดก็พุทโธ ปีติคืออาการต่างๆของร่างกาย เมื่อเกิดปีติ สุขจะตามมาเป็นเงาตามตัว
คำสอนหลวงพ่อพุธ ฐานิโย

เจ้าแห่งเวทย์มนต์
28-04-2008, 08:04 AM
เมื่อท่านยังไม่บรรลุ ต่อให้ท่านพร่ำสอนใครต่อใคร ก็จะไม่มีใครฟังท่าน

jinny95
28-04-2008, 08:06 AM
เคยได้ยินไหมครับ ผู้ปฎิบัติบางท่าน ใช้กิเลสที่โทษน้อย ดับกิเลสที่โทษหนัก
พอเหลือแต่กิเลสที่โทษน้อยแล้ว ค่อยดับกิเลสทั้งหมด
โดยใช้ ญาน ก่อให้เกิด ญาณ ^-^
<!-- / message --> <!-- sig -->

คุณ วัชรพงษ์
28-04-2008, 08:10 AM
ญาน = ?

ฌาน = ?

อิ๊กQซัง
28-04-2008, 08:16 AM
ญาน = ปัญญา
ฌาน = สมาธิ

(good) ขอรับกระผม

สติสตัง
28-04-2008, 08:34 AM
ญาน = ปัญญา
ฌาน = สมาธิ


(good) ขอรับกระผม


สมาธิกับปัญญาเป็นเหมือนไฟกับแสงสว่าง
สรุปคือมีฌานเท่ากับมีญาน
ถูกหรือผิด?

อิ๊กQซัง
28-04-2008, 08:39 AM
สมาธิกับปัญญาเป็นเหมือนไฟกับแสงสว่าง
สรุปคือมีฌานเท่ากับมีญาน
ถูกหรือผิด?


ฌาน ต้องเกิด ก่อน ปัญญา ถึงจะมีขอรับ

เหมือนกับ การจุดเตาไฟขอรับ

ฌาน เท่ากับ ฝืน ส่วน ญาณ เท่ากับ ไฟ ขอรับกระผม

สติสตัง
28-04-2008, 08:54 AM
ฌาน ต้องเกิด ก่อน ปัญญา ถึงจะมีขอรับ


เหมือนกับ การจุดเตาไฟขอรับ


ฌาน เท่ากับ ฝืน ส่วน ญาณ เท่ากับ ไฟ ขอรับกระผม


มีฟืนแต่ไม่จุดก็ไม่มีไฟ
สมาธิเกิดแต่ปัญญาไม่เกิดก็ได้
ถูกหรือผิด?

อิ๊กQซัง
28-04-2008, 09:08 AM
มีฟืนแต่ไม่จุดก็ไม่มีไฟ
สมาธิเกิดแต่ปัญญาไม่เกิดก็ได้
ถูกหรือผิด?


ปุจฉา คือ ไม่ขีด ขอรับ

ฝืนมีแต่ไม่มีไม่ขีด

ไฟยอมไม่เกิดขอรับกระผม

สติสตัง
28-04-2008, 09:17 AM
สมาธิคือฟืน
ปัญญาคือไฟ
แล้วสิ่งใดคือแสงสว่าง?

อิ๊กQซัง
28-04-2008, 09:21 AM
สมาธิคือฟืน
ปัญญาคือไฟ
แล้วสิ่งใดคือแสงสว่าง?


สติ(good)
ขอรับกระผม

NARKA
28-04-2008, 09:23 AM
เจ้าแห่งเวทมนต์อธิบายตามคำหลวงพ่อพุธ ถูกแล้ว ควรแล้ว เป็นจริงแล้วตามหลักศาสนาพุทธ(สายพระป่า)แล้ว

..ขุนพล..
28-04-2008, 10:32 AM
ฌานนั้นย่อมมีลำดับความละเอียดของมัน หยาบ กลาง ละเอียด โดยมาก
แบ่งตามการเดินมรรค ทั้งสาม จะว่าฌานละเอียดเหมือนกันหมดไม่ได้ เช่นว่า

อุเบกขารมณ์ เอกัคคตารมณ์ที่ใช้ในการเจริญฌานสุดท้ายนั้น

อุเบกขาของ โสดาบัน ก็ยังไม่ละเอียดนัก เข้าฌานได้ แต่ด้วยไม่ละเอียดพอ
อุเบกขาของสกทาคามี...
ของ อนาคามี...
ของ อรหันต์ผล..ทั้งหลายนี้มีอุเบกขารมณ์ที่ใช้เป็นฐานเหมือนกัน แต่ของอรหันต์ เปรียบกับ โสดาบันนั้น ย่อมเห็นความแตกต่าง แม้อุเบกขาตัวเดียวกัน

เข้าฌานขั้นเดียวกัน ปัจจัยฌานตัวเดียวกันแต่ผลไม่เหมือนกัน ความละเอียดนั้น ย่อมเรียกว่า ฌานหยาบ ปานกลาง ละเอียดได้

คุณกรรณิการ์
28-04-2008, 10:44 AM
เคยได้ยิน ฌานหยาบ ปานกลางและละเอียด ถ้าเข้าเข้าฌาน 2 อย่างละเอียด และเข้าฌาน 3 อย่างหยาบ จะเป็นอย่างไร รบกวนท่านผู้รู้ตอบด้วยค่ะ

..ขุนพล..
28-04-2008, 10:54 AM
เคยได้ยิน ฌานหยาบ ปานกลางและละเอียด ถ้าเข้าเข้าฌาน 2 อย่างละเอียด และเข้าฌาน 3 อย่างหยาบ จะเป็นอย่างไร รบกวนท่านผู้รู้ตอบด้วยค่ะ

ตามกำลังปัญญาของผู้เข้าฌาน ว่ามีอารมณ์มองเห็นสัจจะธรรมลึกซึ้ง
เท่าใด ยิ่งมีความเข้าใจในธรรมมาก กิเลสก็น้อย ความแนบแน่น ตั้งมั่นของอารมณ์ย่อมมั่นคง เข้าฌานไม่ติดขัด

เมื่อเข้าในอารมณ์ฌานสองอย่างละเอียด เพราะว่านั่งทีไรมันมาตรงนี้ทุกที
ทำให้มองดังบ้าน ไม่กลัว ไม่กังวล แต่เมื่อเดินฌานอื่นต่อย่อมละอารมณ์บางอย่างเพื่อหาหลักใหม่เกาะอารมณ์ เปรียบเหมือนได้บ้านใหม่ย่อมกังวล
ระแวง ไม่ปลงใจในทันที ทำให้ยังหยาบ ยังไม่ทั่วถึง

คุณกรรณิการ์
28-04-2008, 11:12 AM
ตามกำลังปัญญาของผู้เข้าฌาน ว่ามีอารมณ์มองเห็นสัจจะธรรมลึกซึ้ง
เท่าใด ยิ่งมีความเข้าใจในธรรมมาก กิเลสก็น้อย ความแนบแน่น ตั้งมั่นของอารมณ์ย่อมมั่นคง เข้าฌานไม่ติดขัด

เมื่อเข้าในอารมณ์ฌานสองอย่างละเอียด เพราะว่านั่งทีไรมันมาตรงนี้ทุกที
ทำให้มองดังบ้าน ไม่กลัว ไม่กังวล แต่เมื่อเดินฌานอื่นต่อย่อมละอารมณ์บางอย่างเพื่อหาหลักใหม่เกาะอารมณ์ เปรียบเหมือนได้บ้านใหม่ย่อมกังวล
ระแวง ไม่ปลงใจในทันที ทำให้ยังหยาบ ยังไม่ทั่วถึง


เข้าใจแล้วค่ะ ยังหยาบ ก็เพราะเรายังเพ่งกับมันมากเกินไป ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ถึงแม้จะปล่อย แต่ก็ต้องเป็นผู้ตามดู เพื่อรู้เท่าทันมัน ว่ามันเกิดได้อย่างไร และดับได้อย่างไร ใช่หรือเปล่าคะ

สติสตัง
28-04-2008, 03:06 PM
สติ(good)


ขอรับกระผม


สมาธิคือฟืน
ปัญญาคือไฟ
สติคือแสงสว่าง
แล้วท่านอิ๊กQซังจะนำสติไปทำอะไรต่อหรือครับกระผม?

ลุงชาลี
28-04-2008, 03:38 PM
ขออนุโมทนาบุญกับทุกคำถาม และทุกคำตอบครับ ผู้น้อยเพิ่งศึกษาได้บ้างนิดหน่อยจะค่อยๆติดตามขอรับ ขอบคุณครับ

ใบไม้นอกกำมือ
28-04-2008, 06:05 PM
ฌาน นั้น แท้จริงแล้ว ไม่มีการแบ่งว่า ชั้น หยาบ กลาง หรือละเอียด
เพราะฌาน เป็นสภาพแห่งระบบความคิดหรือระบบสมองของสรีระร่างกายมนุษย์
มนุษย์ทุกคน ย่อมมีสภาพอารมณ์ ความรู้สึกซึ่ง เป็นสิ่งที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่า "ฌาน" คือมี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
วิตก คือ เป็นทุกข์ ร้อนใจ กังวล
วิจาร คือ การคิดทบทวน ในเรื่องต่างๆที่ได้ประสบมา
ปีติ คือ ความปลาบปลื้มใจ หรืออิ่มใจ จะเรียกว่า ความภูมิใจก็คงไม่ผิด
สุข คือ ความสบายกาย สบายใจ ปลอดโปร่ง ไม่คิดสิ่งใด
เอกัคคตา คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว คือ ความมีจิตแน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันเดียว ได้แก่สมาธิ หรือเรียกว่า มีสมาธิ
มนุษย์ทุกคน จะมีสิ่งที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่าฌานอยู่ในตัวในสมอง เป็นคลื่นข้อมูลอันได้ประสบ สัมผัสทางอายตนะ คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่เป็นนิจ
หากไม่มีสมาธิ คือ ไม่มี เอกัคคตา ที่ดี ก็ย่อม ต้องเกิด วิตก วิจาร ปีติ สุข อย่างนี้เป็นต้น
หากมีเอกัคคตา ในระดับหนึ่ง ก็อาจเกิดวิตกวิจาร เพียงเล็กน้อย อาจเกิดปีติ สุข เพียงเล็กน้อย แต่ที่สุดก็จะเหลือเพียงสภาพจิตที่เรียกว่า เอกัคคตา คือมีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว จะว่าวางเฉยก็ไม่ใช่ จะว่าไม่วางเฉยก็ไม่ใช่
ฌาน หรือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา จึงไม่มีชั้น หยาบ กลาง หรือละเอียด
แต่ฌาน จะอยู่ในรูปแบบของคลื่น ซึ่งอาจฝังตัวอยู่ในส่วนลึกของสมอง เมื่อถูกกระตุ้น ก็จะแสดงออกมา อาจเป็นนอนหลับฝัน อาจระลึกนึกขึ้นมาได้ หรืออาจเกิดความเศร้าหมองเมื่อได้ประสบกับสิ่งที่มากระตุ้นคลื่นที่มีอยู่ในตัวเรา
ที่เขียนไปทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนน้อย แต่ก็คงเพียงพอสำหรับ ผู้เกี่ยวข้องทางศาสนาพุทธ ได้ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง และเป็นบรรทัดฐานอันเดียวกัน
ซึ่งท่านทั้งหลายก็ควรได้ คิดพิจารณา ให้ถ่องแท้ ว่าจริงตามที่ข้าพเจ้าสอนหรือไม่ffice:office" /><O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
<O:p> </O:p>



ผมคิดว่า คุณคิดแบบพวกตะวันตก คิดว่าความสุขทุกข์อยู่ในร่างกาย อยู่ในระบบประสาท ระบบความคิด ระบบสมอง มันผิดครับ

พวกตะวันตก เจริญทางด้านวิตถู แต่ล้าหลังในเรื่องจิตวิญญาณ

ร่างกายเป็นแค่รูป ความสุข ทุกข์ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา และ"ฌาน"นั้นอยู่ในจิตวิญญาณ

เต้าเจี้ยว
28-04-2008, 07:47 PM
จำไม่ค่อยได้มากค่ะ เหมือนเคยอ่านของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ท่านว่า คนคล่องฌานสี่ นี่ก็คล่องนะ
ออกจากหินทับหญ้า ก็โกรธเกรี้ยว ด่าทอ ตามกิเลสไปได้อยู่
แต่พอจะเข้าฌาน เขาก็เข้าของเขาได้นะ แบบว่าฝึกจนคล่อง แบบนี้ก็มี

ถ้าปัญญาตามไม่ทันอย่างนี้ เข้าฌานไปเที่ยวนรก เห็นศัตรูตกนรก
ไม่สังเวชหรอก ดีใจซะอีก แบบนี้ เรียกว่าปัญญาตามไม่ทัน
เดี๋ยวก็ตกนรกตามเขาไปกันพอดี

http://board.palungjit.com/customavatars/avatar216468_1.gif (http://board.palungjit.com/member.php?u=216468)

Saint Telwada
28-04-2008, 08:01 PM
ผมคิดว่า คุณคิดแบบพวกตะวันตก คิดว่าความสุขทุกข์อยู่ในร่างกาย อยู่ในระบบประสาท ระบบความคิด ระบบสมอง มันผิดครับ

พวกตะวันตก เจริญทางด้านวิตถู แต่ล้าหลังในเรื่องจิตวิญญาณ

ร่างกายเป็นแค่รูป ความสุข ทุกข์ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา และ"ฌาน"นั้นอยู่ในจิตวิญญาณ


ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ท่านทั้งหลาย ไปไกลเหลือเกินนะ
ท่านทั้งหลาย อ่านคำสอนของข้าพเจ้าต่อไป แล้วจะค่อยเกิดความเข้าใจละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น

การปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการฝึกสมาธิ หรืออื่นใด ย่อมต้องเกี่ยวข้อง และอาศัย สรีระร่างกายของตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นภายนอก หรือภายใน
การฝึกสมาธิ ย่อมเกี่ยวข้องกับระบบสมอง เพราะการฝึกสมาธิ คือการฝึกการควบคุม คลื่นความคิด ความจำ อันก่อให้เกิด ความรู้สึก และอารมณ์
คุณใบไม้นอกกำมือ คุณอย่าหลงระเริงคิดว่าตัวคุณ แน่ แล้วไปดูหมิ่นชาวตะวันตก คุณยังรู้จักศาสนาของพวกเขาน้อยไป แถมยังรู้ไม่ลึกซึ้ง
อีกทั้งคุณยังรู้ไม่แจ้งในศาสนาที่คุณศรัทธาอยู่ หลงระเริงคิดว่าตัวเองรู้แจ้งละซิ ถึงได้กล่าวว่า อย่างนั้น
คุณไม่มองตัวคุณเองเลยหรือว่า คุณมีอารมณ์ ความรู้สึกได้อย่างไร ถ้าคุณไม่มีระบบสมอง ระบบประสาท อันหมายถึงความคิด
คุณคิดว่าซึ่งที่คุณรู้อยู่นั้นถูกกระนั้นหรือ
คุณไปศึกษามาใหม่เถอะคุณใบไม้
อีกประการหนึ่ง คุณอย่าคิดว่า พวกฝรั่งล้าลังเรื่องจิตวิญญาณ คุณคิดผิดแล้ว ศาสนาของเขา ก็สอนเรื่องจิตวิญญาณเหมือนกัน ไม่อย่างนั้น พระเยซู คงไม่ฟื้นหลังความตายดอกนะคุณ
แค่คุณบอกว่า "ร่างกายเป็นเพียงแค่รูป ความสุข ความทุกข์ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา และ ฌาน นั้น อยู่ในจิตวิญญาณ"
แค่นี้ก็รู้แล้วว่า "คุณก็แค่แมลงป่องตัวน้อยนิด ที่ชูแต่หางอวดอ้างฤทธี" จริงไหมคุณใบไม้นอกกำมือ
ข้าพเจ้าจะโปรดสัตว์อย่างคุณไว้ว่า" จิตวิญญาณที่คุณกล่าวถึงนั้น มันอยู่ที่ไหนกันละคุณ" ไอ้ ความสุข ความทุกขื วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา (ไม่ใช่และฌาน ) อันเป็นสิ่งที่ในทางศาสนาพุทธเรียกว่า "ฌาน" นั้น มันไม่ได้อยู่ในร่างกายคุณดอกหรือ คุณไม่มีความรู้สึกหรือ
ไหน คุณลองเอา จิตวิญญาณ ที่คุณกล่าวถึงนั้น มาแสดงให้ดูหน่อยซิ คุณใบไม้นอกกำมือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

Saint Telwada
28-04-2008, 08:13 PM
เมื่อท่านยังไม่บรรลุ ต่อให้ท่านพร่ำสอนใครต่อใคร ก็จะไม่มีใครฟังท่าน


ฮ่า ฮ่า ฮ่า
คุณเอ๊ย ,,
มันขึ้นอยู่กับคนอ่านนะคุณ ถ้าคนอ่าน อ่านเข้าใจ พิจารณาให้เป็นไปตามหลักความจริง เขาก็เกิดความเข้าใจ
แต่ถ้ายังมัวแต่หลงอยู่กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มันก็ไม่ถูกต้องอยู่นั่นแหละ
ไปพิจารณาดูเถอะ สภาพความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ไม่มีอย่างหยาบ กลาง ละเอียด

สิ่งที่แบ่งเป็น อย่าง หยาบ กลาง ละเอียด ก็คือความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของ สิ่งที่เป็น กิเลส หรือ สิ่งที่เป็น ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ทั้ง 3 อย่างคือ กิเลสนั้น จะแบ่งเป็น อย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียด
อย่างกลางนั้น อาจจะไม่นับก็ได้ อาจจะนับ เฉพาะ อย่างหยาบ และอย่าง ละเอียดเลยก็ได้
และช่วงนี้ระยะนี้ ไม่ท้าใครพิสูจน์ตัวข้าพเจ้า เพราะข้าวของราคาแพง กำลังซื้อมีน้อย ไม่ไปไหน อยู่แต่ในบ้าน
จึงไม่เชิญชวนหรือท้าให้ใครพิสูจน์
ฮ่า ฮ่า ฮ่า

Saint Telwada
29-04-2008, 09:39 PM
กระทู้นี้ ก็เคยอยู่ในหมวด อภิญญา แล้วถูกย้ายมา

ยายทองประสา
29-04-2008, 11:56 PM
แล้ว....

 หล่อลำน้ำ 
30-04-2008, 10:48 AM
...
และช่วงนี้ระยะนี้ ไม่ท้าใครพิสูจน์ตัวข้าพเจ้า เพราะข้าวของราคาแพง กำลังซื้อมีน้อย ไม่ไปไหน อยู่แต่ในบ้าน
จึงไม่เชิญชวนหรือท้าให้ใครพิสูจน์
ฮ่า ฮ่า ฮ่า

พูดถึงเรื่องข้าวของแพง เดี๋ยวนี้ผมก็ไม่อยากไปไหนเหมือนกันครับ
นับแต่นี้ต่อไปคนเราต้องใช้เงินมากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่รายได้เท่าเดิม
อยู่บ้านเฉยๆ ใช้แรงน้อยๆ ลดข้าวจากวันละ 3 มื้อเหลือวันละ 2มื้อ

ท่าจะเข้าที

Saint Telwada
02-05-2008, 07:59 PM
วันนี้ผู้ใช้แรงงานได้เฮกันทั่วหน้า เพราะเขาปรับค่าแรงขั้นต่ำให้แล้ว
ที่เชียงราย ได้เพิ่มอีก 11 บาท คงพอหายใจได้คล่องขึ้น

คงขายของได้เยอะเหมือนเดิมแล้วละคุณ

 หล่อลำน้ำ 
02-05-2008, 08:05 PM
วันนี้ผู้ใช้แรงงานได้เฮกันทั่วหน้า เพราะเขาปรับค่าแรงขั้นต่ำให้แล้ว
ที่เชียงราย ได้เพิ่มอีก 11 บาท คงพอหายใจได้คล่องขึ้น

คงขายของได้เยอะเหมือนเดิมแล้วละคุณ

ลูกจ้างเฮได้ก็เฮไป เจ้าของกิจการ ปิดกิจการแล้วจะหนาวนะท่าน

เมื่อไม่มีที่ทำงาน แล้วใครจะมาจ่ายเงินเดือน บ้ากันไปหมดแล้ว
:boo:

Saint Telwada
03-05-2008, 07:35 AM
อะฮ้า คุณเห็นมาแล้วหรือที่ว่าปิดกิจการ ไม่จริงดอกนะคุณ
มีแต่พวกปั๊มน้ำมัน ขนาดเล็ก หรือที่มีเงินทุนน้อย กับพวกเดินรถ ไม่มากนัก จำต้องเปลี่ยนอาชีพหรือหยุดกิจการชั่วคราว
ที่คุณได้ยินได้ฟังมานั้น มันเป็นจิตวิทยา เป็นการสร้างเรื่องเพื่อหวังในสิ่งที่พวกเขาต้องการนะคุณ
ร้านค้าตามตลาด ทุกแห่งในเชียงราย เท่าที่ข้าพเจ้าเห็น ก็มีอยู่เหมือนเดิมทุกร้าน ไม่มีปิดกิจการเลยสักร้าน เดียวนะคุณ

ใบไม้นอกกำมือ
05-05-2008, 09:50 AM
คุณSaint Telwadaครับ




คนส่วนใหญ่ 99% ในโลกนี้ จะเข้าใจผิดแบบคุณว่า

"การปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการฝึกสมาธิ หรืออื่นใด ย่อมต้องเกี่ยวข้อง และอาศัย สรีระร่างกายของตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นภายนอก หรือภายใน
การฝึกสมาธิ ย่อมเกี่ยวข้องกับระบบสมอง เพราะการฝึกสมาธิ คือการฝึกการควบคุม คลื่นความคิด ความจำ อันก่อให้เกิด ความรู้สึก และอารมณ์"

แม้ว่าวันนี้คุณยังไม่เชื่อผม แต่ผมยังยันยืน และบอกกับคุณว่า ร่างกายเป็นแค่รูป หรือหุ่นต้นแบบ วิญญาณของเราไป copy ระบบการทำงานของร่างกายมา ความรู้สึกแม้แต่การคิดของเรา เป็นวิญญาณที่คิด ไม่ใช่ร่างกายที่เป็นแค่รูป หรือหุ่นต้นแบบคิด

คุณใบไม้นอกกำมือ คุณอย่าหลงระเริงคิดว่าตัวคุณ แน่ แล้วไปดูหมิ่นชาวตะวันตก คุณยังรู้จักศาสนาของพวกเขาน้อยไป แถมยังรู้ไม่ลึกซึ้ง

เพราะผมเข้าถึงธรรมแล้ว ผมถึงรู้ความจริง และนำมาบอก ถ้าผมหลงระเริงคิดว่าตัวเอง แน่ ผมจะไม่มีทางรู้และต้องเชื่อคุณ และตามศาสนาและอารยธรรมตะวันตก เหมือนกับโลกกลม แต่คนในสมัยก่อนเกือบทัวโลกเชื่อว่ามันแบน

อีกทั้งคุณยังรู้ไม่แจ้งในศาสนาที่คุณศรัทธาอยู่ หลงระเริงคิดว่าตัวเองรู้แจ้งละซิ ถึงได้กล่าวว่า อย่างนั้น
คุณไม่มองตัวคุณเองเลยหรือว่า คุณมีอารมณ์ ความรู้สึกได้อย่างไร ถ้าคุณไม่มีระบบสมอง ระบบประสาท อันหมายถึงความคิด
คุณคิดว่าซึ่งที่คุณรู้อยู่นั้นถูกกระนั้นหรือ
คุณไปศึกษามาใหม่เถอะคุณใบไม้

ผมคงไม่อยากโต้เถียงกับคุณเรื่องนี้ เพราะความรู้ของคุณได้จากความคิดจากหัวสมอง และสมาธิเบื้องต้น จึงเข้าไม่ถึงธรรม

อีกประการหนึ่ง คุณอย่าคิดว่า พวกฝรั่งล้าลังเรื่องจิตวิญญาณ คุณคิดผิดแล้ว ศาสนาของเขา ก็สอนเรื่องจิตวิญญาณเหมือนกัน ไม่อย่างนั้น พระเยซู คงไม่ฟื้นหลังความตายดอกนะคุณ

อย่าสับสน พระเยซูเป็นพระอรหันต์และพระโพธิสัตว์ตามความหมายของมหายาน ท่านเป็นคนในศาสนาพุทธ แต่คนในศาสนาของท่านเป็นคนในศาสนาคริสต์

เหมือนกับพระพุทธเจ้า ท่านเป็นคนในศาสนาพราหมณ์ แต่คนของท่านเป็นคนในศาสนาพุทธ

แค่คุณบอกว่า "ร่างกายเป็นเพียงแค่รูป ความสุข ความทุกข์ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา และ ฌาน นั้น อยู่ในจิตวิญญาณ"
แค่นี้ก็รู้แล้วว่า "คุณก็แค่แมลงป่องตัวน้อยนิด ที่ชูแต่หางอวดอ้างฤทธี" จริงไหมคุณใบไม้นอกกำมือ

ผมชี้แนะความจริงให้คุณแล้ว คุณจะเห็นความจริงที่ผมชี้แนะต่อเมื่อคุณทำสมาธิก้าวหน้ากว่านี้

ข้าพเจ้าจะโปรดสัตว์อย่างคุณไว้ว่า" จิตวิญญาณที่คุณกล่าวถึงนั้น มันอยู่ที่ไหนกันละคุณ" ไอ้ ความสุข ความทุกขื วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา (ไม่ใช่และฌาน ) อันเป็นสิ่งที่ในทางศาสนาพุทธเรียกว่า "ฌาน" นั้น มันไม่ได้อยู่ในร่างกายคุณดอกหรือ คุณไม่มีความรู้สึกหรือ
ไหน คุณลองเอา จิตวิญญาณ ที่คุณกล่าวถึงนั้น มาแสดงให้ดูหน่อยซิ คุณใบไม้นอกกำมือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ทุกอย่างอยู่ในจิตวิญญาณครับ

phanit
05-05-2008, 09:57 AM
สาธุอนุโมทามิ

สันโดษ
05-05-2008, 10:01 AM
ใบไม้ กับ เทวดา มาจับมือกันดีกว่า..คริ..คริ....ช่วยโลก

http://i242.photobucket.com/albums/ff298/akapong999/dookdik/mushroom/47_65953_3f3433d960e53d2.gif

Saint Telwada
05-05-2008, 12:35 PM
คุณใบไม้นอกกำมือ คุณรู้ตัวไหมว่า คุณกำลัง เป็นโรคจิตชนิด มีความคิดเบี่ยงเบนจากความเป็นจริง
มนุษย์ที่ไหน ไม่ใช่สมองคิด ไม่ใช้ระบบหัวใจ และระบบประสาท รวมไปถึงระบบสมอง สร้าง อารมณ์ ความรู้สึก และอื่นๆ
สติเฟื่องแล้วละคุณ
ข้าพเจ้าจะต้องมากล่าวหรือเถียงคุณเพียงเพื่อต้องการรู้ว่า คุณบรรลุธรรม จริงหรือไม่จริง หรือข้าพเจ้าบรรลุธรรมจริงหรือไม่จริง
เอาอย่างนี้
ข้าพเจ้าจะโปรดสัตว์โลก อย่างคุณเอาไว้ ถึงวิธีดูว่าบุคคลใดบรรลุธรรมหรือไม่
ถ้าบุคคลใดบรรลุธรรมจริง ตั้งแต่ชั้นโสดาบันเป็นต้นไป บุคคลผู้นั้น จะมีฉัพพรรณรังสี ปรากฏให้เห็น
เพราะฉัพพรรณรังสี คือ บรรดาคลื่น อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และสภาพสภาวะจิตใจ ที่ไม่พึงประสงค์ของร่างกาย หรือจะเรียกว่า เป็นแสงแห่งการขจัดกิเลสก็ว่าได้

ถ้าคุณมีฉัพพรรณรังสี ก็แสดงว่า คุณบรรลุธรรมจริง
แต่ถ้าคุณไม่มีฉัพพรรณรังสี แสดง สิ่งที่คุณเขียนมา ก็แค่ราคาคุย อวดอุตริฯ นะคุณ

ใบไม้นอกกำมือ
06-05-2008, 11:18 AM
คุณSaint Telwada ครับ



1. "คุณใบไม้นอกกำมือ คุณรู้ตัวไหมว่า คุณกำลัง เป็นโรคจิตชนิด มีความคิดเบี่ยงเบนจากความเป็นจริง
มนุษย์ที่ไหน ไม่ใช่สมองคิด ไม่ใช้ระบบหัวใจ และระบบประสาท รวมไปถึงระบบสมอง สร้าง อารมณ์ ความรู้สึก และอื่นๆ"

........มีพระอรหันต์ท่านหนึ่งเทศน์ว่า คนในโรคยังเป็นโรคอวิชชา เขาคิดว่าพระอรหันต์ผู้หายจากโรคอวิชชาแล้ว เป็นโรคจิต คิดเบี่ยงเบนจากความจริง
........สมองเป็นสิ่งที่ถูกสร้างเป็นบ่าว เป็นอายตนะ(เครื่องมือ)ที่จิตใช้ แต่การค้นความจริงที่เป็นสัจธรรม ต้องหยุดความคิดไปที่จุดเดียว พอจิตรู้แล้ว จึงค่อยใช่บ่าวไปทำงาน ไม่ใช่ใช้สมอง(บ่าว)ไปคิด ถ้าใช้บ่าวคิดย่อมหาไม่พบตัวนาย(จิต)


"ข้าพเจ้าจะโปรดสัตว์โลก อย่างคุณเอาไว้ ถึงวิธีดูว่าบุคคลใดบรรลุธรรมหรือไม่
ถ้าบุคคลใดบรรลุธรรมจริง ตั้งแต่ชั้นโสดาบันเป็นต้นไป บุคคลผู้นั้น จะมีฉัพพรรณรังสี ปรากฏให้เห็น
เพราะฉัพพรรณรังสี คือ บรรดาคลื่น อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และสภาพสภาวะจิตใจ ที่ไม่พึงประสงค์ของร่างกาย หรือจะเรียกว่า เป็นแสงแห่งการขจัดกิเลสก็ว่าได้

ถ้าคุณมีฉัพพรรณรังสี ก็แสดงว่า คุณบรรลุธรรมจริง"

........ฉัพพรรณรังสียากที่จะเห็น แต่บรรดาคลื่น อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และสภาพสภาวะจิตใจ จะแสดงออกมาจากสิ่งที่เรากระทำ เช่น พูด เขียน แต่สิ่งที่ดี แต่ถ้าเขาด่าว่าเรา เราก็ด่าว่า เขากลับด้วยความโกรธ ก็ใช้ไม่ได้ แต่ถ้าไม่โกรธ ถือว่าใช้ได้

แต่ที่สำคัญคนธรรมดาเขายังควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และสภาพสภาวะจิตใจไม่ได้ เราก็ควรพยายามไม่ไปยั่วอารมณ์เขาเป็นดีที่สุด

namprighom
06-05-2008, 05:19 PM
เริ่มถกกันแล้ว....

กระทู้นี้ท่าจะยาว

หลงเข้ามา
06-05-2008, 06:43 PM
http://board.palungjit.com/customavatars/avatar216468_1.gif (http://board.palungjit.com/member.php?u=216468)อะฮ้า ข้าพเจ้าชื่นชม คุณเทวดา เสมอ คุณใบไม้ เลยนะคุณ

Saint Telwada
06-05-2008, 06:44 PM
ใบไม้นอกกำมือเขียนว่า...
มีพระอรหันต์ท่านหนึ่งเทศน์ว่า คนในโรคยังเป็นโรคอวิชชา เขาคิดว่าพระอรหันต์ผู้หายจากโรคอวิชชาแล้ว เป็นโรคจิต คิดเบี่ยงเบนจากความจริง
........สมองเป็นสิ่งที่ถูกสร้างเป็นบ่าว เป็นอายตนะ(เครื่องมือ)ที่จิตใช้ แต่การค้นความจริงที่เป็นสัจธรรม ต้องหยุดความคิดไปที่จุดเดียว พอจิตรู้แล้ว จึงค่อยใช่บ่าวไปทำงาน ไม่ใช่ใช้สมอง(บ่าว)ไปคิด ถ้าใช้บ่าวคิดย่อมหาไม่พบตัวนาย(จิต)

ฉัพพรรณรังสียากที่จะเห็น แต่บรรดาคลื่น อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และสภาพสภาวะจิตใจ จะแสดงออกมาจากสิ่งที่เรากระทำ เช่น พูด เขียน แต่สิ่งที่ดี แต่ถ้าเขาด่าว่าเรา เราก็ด่าว่า เขากลับด้วยความโกรธ ก็ใช้ไม่ได้ แต่ถ้าไม่โกรธ ถือว่าใช้ได้
แต่ที่สำคัญคนธรรมดาเขายังควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และสภาพสภาวะจิตใจไม่ได้ เราก็ควรพยายามไม่ไปยั่วอารมณ์เขาเป็นดีที่สุด

Telwada ตอบ...
ฮ่า ฮ่า ฮ่า พระอรหันต์เทศน์ หรือคุณ อยู่ไหนละ หรือว่าเป็นพระอรหันต์ที่คุณตั้งขึ้น เพราะถ้าเป็นพระอรหันต์จริง คุณคงไม่เขียนขัอความด้านล่าง ว่า ฉัพพรรณรังสี ยากที่จะเห็น ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ที่จังหวัดเชียงราย เห็นฉัพพรรณรังสีกับเกือบจะทั่วเมืองแล้วคุณ มิน่า คุณได้คุยโอ้อวดนักหนา ว่าเถียงใครก็ชนะ ที่แท้ ก็โรคจิตเภท เขียนเองรู้เรื่องเองละซิท่า
แถมรู้น้อยแล้วอวดฉลาด คิดไปว่า สภาพสภาวะจิตใจอย่างไร ก็แสดงออกอย่างนั้น ถ้าคิดอย่างคุณนะ คงไม่มีดารานักแสดงให้เราได้ดูหนังดูละครกันดอกนะคุณ
แล้วสิ่งที่คุณกล่าวมา ว่า สภาพสภาวะจิตใจนั้น มันคืออะไรกันละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
อนึ่ง ข้าพเจ้าจะเตือนคุณเรื่อง จิตวิทยา ไว้ว่า บางเรื่องบางอย่าง ที่ฝรั่งเขาคิดค้นไว้นั้น บางเรื่องบางอย่าง ก็ไม่สามารถใช้ได้กับมนุษย์ทั่วทุกภูมิภาคของโลกดอกนะ อย่าง อิด อีโก้ ซุปเปอร์อีโก้
การสร้างเงื่อนไข อะไรทำนองนี้
ไปพิจารณาให้ถ่องแท้นะคุณใบไม้เหี่ยวๆเอ้า ใบไม้นอกกำมือ

SuperHadeS
07-05-2008, 12:10 AM
ฮ่า ฮ่า ฮ่า
คุณเอ๊ย ,,
มันขึ้นอยู่กับคนอ่านนะคุณ ถ้าคนอ่าน อ่านเข้าใจ พิจารณาให้เป็นไปตามหลักความจริง เขาก็เกิดความเข้าใจ
แต่ถ้ายังมัวแต่หลงอยู่กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มันก็ไม่ถูกต้องอยู่นั่นแหละ
ไปพิจารณาดูเถอะ สภาพความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ไม่มีอย่างหยาบ กลาง ละเอียด

สิ่งที่แบ่งเป็น อย่าง หยาบ กลาง ละเอียด ก็คือความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของ สิ่งที่เป็น กิเลส หรือ สิ่งที่เป็น ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ทั้ง 3 อย่างคือ กิเลสนั้น จะแบ่งเป็น อย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียด
อย่างกลางนั้น อาจจะไม่นับก็ได้ อาจจะนับ เฉพาะ อย่างหยาบ และอย่าง ละเอียดเลยก็ได้
และช่วงนี้ระยะนี้ ไม่ท้าใครพิสูจน์ตัวข้าพเจ้า เพราะข้าวของราคาแพง กำลังซื้อมีน้อย ไม่ไปไหน อยู่แต่ในบ้าน
จึงไม่เชิญชวนหรือท้าให้ใครพิสูจน์
ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ถังแตกนั่นเอง(eek) (eek) (eek)

ใบไม้นอกกำมือ
07-05-2008, 12:13 AM
คุณ Saint Telwada ครับ




"ฮ่า ฮ่า ฮ่า พระอรหันต์เทศน์ หรือคุณ อยู่ไหนละ หรือว่าเป็นพระอรหันต์ที่คุณตั้งขึ้น เพราะถ้าเป็นพระอรหันต์จริง"

ท่านพูดไว้จริงๆ แต่ผมอ่านจากไหนไม่ทราบ

"คุณคงไม่เขียนขัอความด้านล่าง ว่า ฉัพพรรณรังสี ยากที่จะเห็น"

ผมบอกว่ายากที่จะเห็น ไม่ได้บอกว่าไม่เห็นนะครับ


ประเด็นอื่นๆที่จะนำไปสู่การทะเลาะวิวาท ผมคงไม่ตอบโต้ ผมเข้ามาในกระทู้นี้ เพราะว่าคุณกำลังสอนผิด เพราะยังรู้ไม่ลึกซึ้งพอ แต่คุณคิดว่าคุณรู้

มิจฉาทิฏฐิ กับ สัมมาทิฏฐิ มันดูกันยาก

ก็ต้องให้คนอ่านกระทู้เขาเลือกเอาเองครับ เราทำอะไรมากไปกว่านี้ได้ เราเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่อยู่คนละข้างกันระหว่างมิจฉาทิฏฐิ กับ สัมมาทิฏฐิ

แต่ผมว่าส่วนใหญ่คงไม่เลือกเชื่อความเห็นของคุณและผม เพราะเขาคงเห็นว่าคุณเพี้ยน และก็เห็นว่าผมเพี้ยน ปล่อยเทวดาท่าจะบ๊องพวกนี้เถียงกันเองดีกว่า

Saint Telwada
07-05-2008, 06:49 AM
ใบไม้นอกกำมือ เขียนว่า.......
ประเด็นอื่นๆที่จะนำไปสู่การทะเลาะวิวาท ผมคงไม่ตอบโต้ ผมเข้ามาในกระทู้นี้ เพราะว่าคุณกำลังสอนผิด เพราะยังรู้ไม่ลึกซึ้งพอ แต่คุณคิดว่าคุณรู้

มิจฉาทิฏฐิ กับ สัมมาทิฏฐิ มันดูกันยาก

ตอบ...
คุณใบไม้นอกกำมือ ข้าพเจ้าเคยบอกคุณแล้วว่า คุณนั้นอ่านตำราศึกษาตำรา นำเอาสิ่งที่มีอยู่ในตำรามาเขียนมาคุย แต่คุณไม่ได้พิจารณาให้เป็นไปตามหลักธรรมชาติ ให้เป็นไปตามหลักความจริง
ข้าพเจ้าถามคุณหลายอย่าง แต่คุณไม่ตอบ ก็คือ ตอบไม่ได้ แล้วจะมาคุยหาอะไรกันละคุณ
เอ้า ถามอีกที
ไหน คุณลองตอบมาซิว่า ไอ้คำว่า "สัมมาทิฏฐิ กับ มิจฉาทิฏฐิ" มันเกิดจากอะไร และเกิดจากส่วนไหน ของร่างกาย
ลองตอบมาซิ คุณ

สันโดษ
07-05-2008, 06:56 AM
http://i242.photobucket.com/albums/ff298/akapong999/dookdik/tuzki/tuzki-5.gif เรื่องเดิมๆ เรื่องเดิมๆ http://i242.photobucket.com/albums/ff298/akapong999/dookdik/tuzki/tuzki-5.gifม่ายรู้ ทำไมไม่เบื่อกันหนอhttp://i242.photobucket.com/albums/ff298/akapong999/dookdik/tuzki/tuzki-5.gif

Saint Telwada
07-05-2008, 07:32 AM
สิ่งใดที่ยังไม่รู้แจ้ง อย่าเพิ่งเบื่อ เพราะความเบื่อจะทำให้ท่านเกิดความหลง ในทางที่ไม่ถูกต้อง ฉะนี้

หลงเข้ามา
07-05-2008, 07:36 AM
ฮ่า ฮ่า ฮ่า
คุณเอ๊ย ความเบื่อ คืออะไรล่ะ คุณ

Saint Telwada
07-05-2008, 07:56 AM
ความเบื่อ ก็คือ ความหลง อันเกิดจากความคิด ที่ไม่ชอบ หรือ ความคิดที่ไม่ได้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามที่ตัวเองต้องการ จึงทำให้เกิดสภาพสภาวะจิตใจรูปแบบหนึ่ง เรียกว่า ความเบื่อก็ได้ ความท้อแท้ก็ได้ หรือไม่อดทนก็ได้ ฉะนี้

หลงเข้ามา
07-05-2008, 08:02 AM
อะฮ้า ความเบื่อ ก็เป็นของไม่เที่ยงล่ะสิคุณ
แล้วจะละความเบื่อได้อย่างไรล่ะ ขอรับ

Saint Telwada
07-05-2008, 08:14 AM
ความคิดอย่างคุณนั้น ก็เป็นความคิดที่สืบทอดกันต่อๆมา โดยความไม่รู้จริง
ความเบื่อนั้น เป็นสิ่งเที่ยงแท้แน่นอน ถ้าเขาผู้นั้น เกิดความหลง เกิดความคิด เมื่อไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่สมหวังดังที่ตัวเองหวัง จะเรียกว่า ผิดหวังในชีวิตก็ว่าได้
หมายความว่า สภาพสภาวะจิตใจ ที่เรียกว่า ความเบื่อ จะเกิดขึ้น เป็นสิ่งเที่ยงแท้แน่นอน ถ้าเขามีความหลงตามที่ได้กล่าวไป
และคำตอบที่คุณต้องการ ก็อยู่ด้านบนนี้แล้วนะ
พิจารณาดู ก็จะรู้เอง ฝึกพิจารณา ก็จะแจ้ง ในแง่การขจัดความเบื่อในระดับปุถุชน

ผู้พันจุ่น
07-05-2008, 09:38 AM
ท่านทั้งหลาย......ธมฺมสฺวนกาโล อยมฺภ ทนฺตา......

เราจักสดับฟัง Saint Telwada.....ปาฐกธรรม

เพื่อให้เกิดปัญญา ใยพวกท่าน..มิลองฟังให้จบก่อนค่อย วิจารณ์ พระพุทธเจ้าได้ยินพระแสดงธรรม พระองค์ท่านยังรอ....ไม่เข้าไปในที่กำลังแสดงธรรม...จนเสร็จแล้วจึงเสด็จเข้าไป ด้วยเหตุผลที่ว่า...เป็นการเคารพธรรม.

ผีเสื้อราตรี
07-05-2008, 09:43 AM
ท่านทั้งหลาย......ธมฺมสฺวนกาโล อยมฺภ ทนฺตา......

เราจักสดับฟัง Saint Telwada.....ปาฐกธรรม

เพื่อให้เกิดปัญญา ใยพวกท่าน..มิลองฟังให้จบก่อนค่อย วิจารณ์ พระพุทธเจ้าได้ยินพระแสดงธรรม พระองค์ท่านยังรอ....ไม่เข้าไปในที่กำลังแสดงธรรม...จนเสร็จแล้วจึงเสด็จเข้าไป ด้วยเหตุผลที่ว่า...เป็นการเคารพธรรม.
แล้วท่านพูดจบหรือยัง

หลงเข้ามา
07-05-2008, 09:48 AM
แล้วท่านพูดจบหรือยัง
อ๊าก..

ใบไม้นอกกำมือ
07-05-2008, 11:02 AM
คุณSaint Telwada ครับ



ที่คุณถามผม

" ไหน คุณลองตอบมาซิว่า ไอ้คำว่า "สัมมาทิฏฐิ กับ มิจฉาทิฏฐิ" มันเกิดจากอะไร และเกิดจากส่วนไหน ของร่างกาย
ลองตอบมาซิ คุณ"

ตอบ

มิจฉาทิฏฐิ เกิดจากการใช้สมองคิดอย่างเดียว จึงเกิดปัญญาที่ไม่รู้จริง แต่หลงผิดไปคิดว่ารู้จริง

สัมมาทิฏฐิ เกิดจากจิตนิ่งหยุดเพ่งอยู่จุดเดียว จึงเกิดปัญญาแท้จริง ส่งไปยังสมอง

(สมองที่ผมพูด คือ สมองของวิญญาณขันธ์ เพราะสมองที่เป็นร่างกายเป็นแค่รูปหรือหุ่นยนต์ตัวหนึ่งเท่านั้น)

ใบไม้นอกกำมือ
07-05-2008, 11:09 AM
คุณหลงเข้ามา และคุณsaint tewada ครับ




ความเบื่อที่ไม่หดหู่ ไม่ท้อแท้ คือ เบื่อความคิดปรุงแต่งครับ

Saint Telwada
07-05-2008, 12:17 PM
คุณSaint Telwada ครับ



ที่คุณถามผม

" ไหน คุณลองตอบมาซิว่า ไอ้คำว่า "สัมมาทิฏฐิ กับ มิจฉาทิฏฐิ" มันเกิดจากอะไร และเกิดจากส่วนไหน ของร่างกาย
ลองตอบมาซิ คุณ"

ตอบ

มิจฉาทิฏฐิ เกิดจากการใช้สมองคิดอย่างเดียว จึงเกิดปัญญาที่ไม่รู้จริง แต่หลงผิดไปคิดว่ารู้จริง

สัมมาทิฏฐิ เกิดจากจิตนิ่งหยุดเพ่งอยู่จุดเดียว จึงเกิดปัญญาแท้จริง ส่งไปยังสมอง

(สมองที่ผมพูด คือ สมองของวิญญาณขันธ์ เพราะสมองที่เป็นร่างกายเป็นแค่รูปหรือหุ่นยนต์ตัวหนึ่งเท่านั้น)

ตอบ.....
ข้าพเจ้าว่าคุณไปฝึกศึกษาธรรมะในศาสนา และทำความเข้าใจให้เป็นไปตามหลักความจริง อย่าคิดเบี่ยงเบนไปในทางที่คุณคิดว่าถูก
คุณเอาหลักการ หรือหลักวิชาที่ไหนมา ที่ว่า สมองของ วิญญาณขันธ์ คุณว่าวิญญาณขันธ์มีรูปร่างอย่างไร
มิน่า ถึงมีแต่คนที่คุณบอกว่าเขาแพ้คุณ
คุณจงรู้เอาไว้ เขาไม่ได้แพ้คุณดอกนะ
แต่เขาไม่อยากเถียงคนที่มีความรู้แค่หางอึ่ง แถมยังเขียนไปตามใจ
จิตอยู่นิ่ง บ้าง ...อะไรต่อมิอะไร
คุณว่า จิต มันอยุ่ตรงไหนของร่างกายคนเรา
ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า คุณมีความคิดเบี่ยงเบน คุณไปคิดว่า สมองของมนุษย์คือหุ่นยนต์เป็นแค่รูป
แล้วถ้าไม่มีสมอง คุณจะเป็นอย่างไรละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ไม่อยากบอกว่า
คุณควรไปพบจิตแพทย์ซะบ้าง ไม่ได้ว่าคุณบ้าหรือโรคจิตนะ
แต่การไปพบจิตแพทย์นั้น อาจทำให้คุณได้เข้าใจในเรื่องของร่างกาย และจิต ได้ดีขึ้น

ใบไม้นอกกำมือ
07-05-2008, 07:30 PM
คุณSaint Telwada ครับ




"สมองของ วิญญาณขันธ์ คุณว่าวิญญาณขันธ์มีรูปร่างอย่างไร"

ตอบ สมองของ วิญญาณขันธ์ ก็เหมือนกับสมองของมนุษย์เลย เพราะมันไปcopyทุกอย่างจากมนุษย์ แล้วก็ส่งต่อให้กับสมองของ วิญญาณธาตุ หรือเจตภูต

คนตายคือ วิญญาณขันธ์ตายไปพร้อมกับหุ่นยนต์มนุษย์ที่เป็นรูปร่าง ส่วนวิญญาณธาตุ หรือเจตภูตไม่ได้ตาย มันจะไปอบายภูมิหรือสุขคติภูมิ หรือไม่ก็เกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์ต่างๆตามบุญกรรมกรรมที่สร้างมา

ผมมิได้ต้องการขัดใจหรือขัดแย้งกับคุณ แต่ผมจำเป็นต้องเสนอความจริงนี้ ไม่ได้บัคับให้ใครเชื่อนะครับ

telwada
08-05-2008, 02:34 PM
คุณSaint Telwada ครับ




"สมองของ วิญญาณขันธ์ คุณว่าวิญญาณขันธ์มีรูปร่างอย่างไร"

ตอบ สมองของ วิญญาณขันธ์ ก็เหมือนกับสมองของมนุษย์เลย เพราะมันไปcopyทุกอย่างจากมนุษย์ แล้วก็ส่งต่อให้กับสมองของ วิญญาณธาตุ หรือเจตภูต

คนตายคือ วิญญาณขันธ์ตายไปพร้อมกับหุ่นยนต์มนุษย์ที่เป็นรูปร่าง ส่วนวิญญาณธาตุ หรือเจตภูตไม่ได้ตาย มันจะไปอบายภูมิหรือสุขคติภูมิ หรือไม่ก็เกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์ต่างๆตามบุญกรรมกรรมที่สร้างมา

ผมมิได้ต้องการขัดใจหรือขัดแย้งกับคุณ แต่ผมจำเป็นต้องเสนอความจริงนี้ ไม่ได้บัคับให้ใครเชื่อนะครับ


คุณใบไม้...
ข้าพเจ้าบอกคุณแล้วว่าคุณ มีความรู้เพียงน้อยนิด แถมยังเป็นความรู้ที่ไม่สามารถอธิบายให้เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ หมายความว่า คุณรู้ไม่จริง แต่รุ้แบบเข้าใจเอาเอง สาเหตุ เพราะ
1. คุณไม่ได้ศึกษา จากธรรมชาติ และไม่ได้ทดลองปฏิบัติ อีกทั้งคุณไม่มีความสรมารถพิเศษที่จะสามารถมองเห็น สิ่งที่คุณเรียกว่า วิญญาณ อะไรของคุณนั่น คุณมั่วเอาตามที่คุณคิดเอง
คุณคิดว่า สมองอะไรแบบที่คุณว่า มีสภาพเหมือนกับ สมองปกติทั่วไปของมนุษย์ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า คุณก็แค่แมลงป่องตัวหนึ่ง(นี้ไม่ใช่เป็นการเยาะเย้ยถากถาง แต่เป็นการกระตุ้นเตือนให้คุณคิดให้ดี)
คุณเอาอะไรมาพิสูจน์ ว่า สมองแบบคุณว่า กับ สมองปกติของมนุษย์ เหมือนกัน มันเหมือนกันตรงไหนหรือคุณ เหมือนกันที่รูปร่าง หรือเหมือนกันตรงที่ยังเก็บข้อมูลต่างๆ ได้เหมือนกัน
หรือว่า เหมือนกันทั้งสอง รูปแบบ คือ เหมือนทั้งรูปร่าง และเก็บข้อมูลต่างๆได้เหมือนกัน

คุณรู้ไหม คุณเข้ามาในเวบฯนี้ ก็นานพอสมควร น่าจะได้อ่าน กระทู้ที่ข้าพเจ้าสอนเรื่องของจิต เรื่องของการระลึกชาคิได้ อันสามารถนับเข้าใน หลักวิชาการได้หลายแขนง คุณเคยได้อ่านหรือไม่

คุณใบไม้นอกกำฯ คุณไม่มีทางรู้ และไม่มีทางเห็นว่า วิญญาณที่แท้จริงเป็นอย่างไร จิตที่แท้จริง เป็นอย่างไร
เพราะคุณแค่บรรลุโสดาบัน คุณยังฝึกไม่ได้ ไปพิจารณาตัวเอง อย่ามัวหลงตัวเองอยู่เลยนะคุณใบไม้ฯ

ใบไม้นอกกำมือ
08-05-2008, 09:23 PM
ที่บอกก็บอกไปแล้ว ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร

eddy1965
08-05-2008, 09:41 PM
คุณใบไม้เปลี่ยนไป มาดนิ่มๆ นะ เดี๋ยวนี้

telwada
09-05-2008, 12:14 PM
คุณใบไม้...
ข้าพเจ้าบอกคุณแล้วว่าคุณ มีความรู้เพียงน้อยนิด แถมยังเป็นความรู้ที่ไม่สามารถอธิบายให้เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ หมายความว่า คุณรู้ไม่จริง แต่รุ้แบบเข้าใจเอาเอง สาเหตุ เพราะ
1. คุณไม่ได้ศึกษา จากธรรมชาติ และไม่ได้ทดลองปฏิบัติ อีกทั้งคุณไม่มีความสรมารถพิเศษที่จะสามารถมองเห็น สิ่งที่คุณเรียกว่า วิญญาณ อะไรของคุณนั่น คุณมั่วเอาตามที่คุณคิดเอง
คุณคิดว่า สมองอะไรแบบที่คุณว่า มีสภาพเหมือนกับ สมองปกติทั่วไปของมนุษย์ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า คุณก็แค่แมลงป่องตัวหนึ่ง(นี้ไม่ใช่เป็นการเยาะเย้ยถากถาง แต่เป็นการกระตุ้นเตือนให้คุณคิดให้ดี)
คุณเอาอะไรมาพิสูจน์ ว่า สมองแบบคุณว่า กับ สมองปกติของมนุษย์ เหมือนกัน มันเหมือนกันตรงไหนหรือคุณ เหมือนกันที่รูปร่าง หรือเหมือนกันตรงที่ยังเก็บข้อมูลต่างๆ ได้เหมือนกัน
หรือว่า เหมือนกันทั้งสอง รูปแบบ คือ เหมือนทั้งรูปร่าง และเก็บข้อมูลต่างๆได้เหมือนกัน

คุณรู้ไหม คุณเข้ามาในเวบฯนี้ ก็นานพอสมควร น่าจะได้อ่าน กระทู้ที่ข้าพเจ้าสอนเรื่องของจิต เรื่องของการระลึกชาคิได้ อันสามารถนับเข้าใน หลักวิชาการได้หลายแขนง คุณเคยได้อ่านหรือไม่

คุณใบไม้นอกกำฯ คุณไม่มีทางรู้ และไม่มีทางเห็นว่า วิญญาณที่แท้จริงเป็นอย่างไร จิตที่แท้จริง เป็นอย่างไร
เพราะคุณแค่บรรลุโสดาบัน คุณยังฝึกไม่ได้ ไปพิจารณาตัวเอง อย่ามัวหลงตัวเองอยู่เลยนะคุณใบไม้ฯ

ตอบคำถามให้ได้ซะก่อนน่าคุณ ใบไม้
ที่คุณบอกว่า "ที่บอกก็บอกไปแล้ว ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร"
คุณต้องตอบให้ชัดแจ้ง ถ้าคุณรู้จริง ไม่เป็นอย่างคำของข้าพเจ้ากล่าว

telwada
10-05-2008, 12:31 PM
คุณใบไม้เปลี่ยนไป มาดนิ่มๆ นะ เดี๋ยวนี้


จะไม่ให้นิ่มได้อย่างไรละคุณ เขา(ใบไม้นอกกำมือ) ไม่ได้รู้จริงรู้แจ้งอะไรเลย อ่านตำราแล้วก็เอามาเขียน แบบไม่ได้พิจารณาให้เป็นไปตามหลักการ เรียกว่า อ่านได้ แต่ไม่เข้าใจ
อวดรู้ อวดภูมิปัญญา แต่พอถาม กลับไม่ตอบ เลี่ยงไปช้างๆ แก้เก้อว่า บอกแล้ว ไม่เชื่อก็ตามใจ
คุณใบไม้ฯ ตอบแบบคุณนะ เด็ก ระดับ ป.5 ป.6 ม.1 ม.2 ม.3 ก็ตอบได้ นะคุณ
ไม่ตอบก็ไม่เป็นไร ทีหลังอย่าอวดอ้าง เพราะความอยากดัง ทีหลังอย่าอวดอ้างเพราะความอยากดัง

telwada
10-05-2008, 01:22 PM
จะไม่ให้นิ่มได้อย่างไรละคุณ เขา(ใบไม้นอกกำมือ) ไม่ได้รู้จริงรู้แจ้งอะไรเลย อ่านตำราแล้วก็เอามาเขียน แบบไม่ได้พิจารณาให้เป็นไปตามหลักการ เรียกว่า อ่านได้ แต่ไม่เข้าใจ
อวดรู้ อวดภูมิปัญญา แต่พอถาม กลับไม่ตอบ เลี่ยงไปช้างๆ แก้เก้อว่า บอกแล้ว ไม่เชื่อก็ตามใจ
คุณใบไม้ฯ ตอบแบบคุณนะ เด็ก ระดับ ป.5 ป.6 ม.1 ม.2 ม.3 ก็ตอบได้ นะคุณ
ไม่ตอบก็ไม่เป็นไร ทีหลังอย่าอวดอ้าง เพราะความอยากดัง ทีหลังอย่าอวดอ้างเพราะความอยากดัง

แล้วก็อย่าลืม ถ้าตอบได้ ก็ตอบคำถามที่ข้าพเจ้าถามว่า
"สมองแบบคุณว่า กับ สมองปกติของมนุษย์ เหมือนกัน มันเหมือนกันตรงไหนหรือคุณ เหมือนกันที่รูปร่าง หรือเหมือนกันตรงที่ยังเก็บข้อมูลต่างๆ ได้เหมือนกัน
หรือว่า เหมือนกันทั้งสอง รูปแบบ คือ เหมือนทั้งรูปร่าง และเก็บข้อมูลต่างๆได้เหมือนกัน"

นารายน์
10-05-2008, 02:01 PM
telwada - ปัญญามาจาก 2 ทาง
1. ใช้สมองคิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ
2. ไม่ใช้สมองคิด ใช้สมองเป็นตัวรับรู้ปัญญาแท้จริง เป็นสัมมาทิฏฐิ

telwada
11-05-2008, 07:33 AM
telwada - ปัญญามาจาก 2 ทาง
1. ใช้สมองคิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ
2. ไม่ใช้สมองคิด ใช้สมองเป็นตัวรับรู้ปัญญาแท้จริง เป็นสัมมาทิฏฐิ

ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าเอง ไม่อยากที่จะไปสนใจ ในคำว่า มิจฉาทิฏฐิ หรือ สัมมาทิฏฐิ
เหตุเพราะข้าพเจ้าศึกษา ค้นคว้า วิจัย มาดีแล้ว ข้าพเจ้าเคยสอนไปแล้วว่า คำว่า มิจฉาทิฏฐิ หรือ สัมมาทิฎฐินั้น เป็นเพียง ผลของความคิด เป็นคำนิยาม สรุปความคิดสุดท้าย ที่บุคคลได้ตกลงใจ จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือไม่กระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันหมายความว่า สัมมาทิฏฐิ หรือ มิจฉาทิฏฐินั้น เป็นเพียงคำนิยาม ไม่ใช่หลักธรรมชาติ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ไม่ใช่หัวข้อหลักธรรมคำสอน แต่เป็นเพียงคำอธิบายว่า เมื่อทุกคนได้สัมผัส ก็จะเกิดความคิด วิตก วิจาร ไตร่ครอง พิจารณา ว่าสิ่งที่ได้สัมผัสนั้น คือสิ่งใด ควรได้กระทำการ หรือไม่กระทำการ หรือตอบโต้ หรือหลีกเลี่ยง หรือเห็นคล้อยตาม สิ่งที่ได้สัมผัสนั้นหรือไม่
คำสอนของข้าพเจ้า ถึงแม้จะเป็นหลักความจริง เป็นหลักธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต (จะเรียกว่า เป็นหลักวิทยาศาสตร์ ก็ได้) แต่มันเป็นคำสอนที่ไปค้านกับคำสอนที่มีอยู่เดิม ก็เลยทำให้บุคคลบางกลุ่ม บางพวก เอามาเป็นข้ออ้าง ในการกล่าวหาว่าข้าพเจ้า ปรมาส พระไตรปิฏกบ้าง หรืออื่นใดบ้าง
ถ้าบุคคลบางกลุ่มบางพวก เหล่านั้น เป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริง พวกเขาได้อ่านคำสอนของข้าพเจ้าแล้ว ย่อมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่หลงอยู่กับความไม่ถูกต้อง
ข้าพเจ้าเคยบอกแล้วว่า พระไตรปิฏก ได้ถูกบิดเบือน เปลี่ยนแปลง หรือตกหล่น ขาดหายไปนานแล้ว เมื่อข้าพเจ้าเอาหลักความจริงมากล่าว ไม่ยอมเชื่อ
ข้าพเจ้าก็ต้อง ประกาศตัวเอง และประกาศหลักธรรม ให้เป็นคำสอนของ "ศรีอาริยเมตไตรย" ซะ จะได้ไม่มีใครมากล่าวหาใส่ร้าย
ถึงอย่างไรก็ตาม "ศาสนาศรีอาริยเมตไตรย" ก็เป็นศาสนาพุทธ เพราะหลักการและคำสอน หรือหลักธรรมที่ข้าพเจ้านำมาสอนเผยแพร่นั้น เป็นหลักการหลักธรรม สำหรับ ศาสนาพุทธ

ส่วนสิ่งที่คุณกล่าวมาว่า
"นารายน์;เขียนว่า - ปัญญามาจาก 2 ทาง
1. ใช้สมองคิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ
2. ไม่ใช้สมองคิด ใช้สมองเป็นตัวรับรู้ปัญญาแท้จริง เป็นสัมมาทิฏฐิ[/QUOTE

ข้าพเจ้าจะอธิบายให้คุณด้วยเมตตา และจะโปรดสัตว์โลกอย่างพวกคุณว่า

คำว่า"ใช้สมองคิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ" ก็ผิดแล้วนะคุณ เพราะทุกคนต้องใช้สมองคิดกันทั้งนั้น ไม่ว่าใครทั้งนั้น ต้องใช้สมองคิดทั้งนั้น หลักธรรม คำสอน ทางศาสนา ทุกศาสนา(หมายเอาเฉพาะศาสนา อื่นๆยังไม่กล่าวถึง) ล้วนมาจากการใช้สมอง คิดทั้งนั้น จึงจะเกิดปัญญา

คำว่า "ไม่ใช้สมองคิด ใช้สมองเป็นตัวรับรู้ปัญญาแท้จริง เป็นสัมมาทิฏฐิ " ก็ไม่ถูกอีก ถ้าบุคคลไม่ใช้สมองคิด ก็คงเป็นบุคคลปัญญาอ่อน ไร้ปัญญา
เพราะ ปัญญา จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยปัจจัย คือ ความรู้ (สมองก็เป็นตัวเก็บข้อมูลความรู้นั้นๆ เรียกว่า ความจำ)
ประสบการณ์ เกิดการปรุงแต่งจากความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ ซึ่ง ก็คือ การคิดนั่นเอง
เอาแค่นี้นะ

telwada
12-05-2008, 07:59 AM
ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าเอง ไม่อยากที่จะไปสนใจ ในคำว่า มิจฉาทิฏฐิ หรือ สัมมาทิฏฐิ
เหตุเพราะข้าพเจ้าศึกษา ค้นคว้า วิจัย มาดีแล้ว ข้าพเจ้าเคยสอนไปแล้วว่า คำว่า มิจฉาทิฏฐิ หรือ สัมมาทิฎฐินั้น เป็นเพียง ผลของความคิด เป็นคำนิยาม สรุปความคิดสุดท้าย ที่บุคคลได้ตกลงใจ จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือไม่กระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันหมายความว่า สัมมาทิฏฐิ หรือ มิจฉาทิฏฐินั้น เป็นเพียงคำนิยาม ไม่ใช่หลักธรรมชาติ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ไม่ใช่หัวข้อหลักธรรมคำสอน แต่เป็นเพียงคำอธิบายว่า เมื่อทุกคนได้สัมผัส ก็จะเกิดความคิด วิตก วิจาร ไตร่ครอง พิจารณา ว่าสิ่งที่ได้สัมผัสนั้น คือสิ่งใด ควรได้กระทำการ หรือไม่กระทำการ หรือตอบโต้ หรือหลีกเลี่ยง หรือเห็นคล้อยตาม สิ่งที่ได้สัมผัสนั้นหรือไม่
คำสอนของข้าพเจ้า ถึงแม้จะเป็นหลักความจริง เป็นหลักธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต (จะเรียกว่า เป็นหลักวิทยาศาสตร์ ก็ได้) แต่มันเป็นคำสอนที่ไปค้านกับคำสอนที่มีอยู่เดิม ก็เลยทำให้บุคคลบางกลุ่ม บางพวก เอามาเป็นข้ออ้าง ในการกล่าวหาว่าข้าพเจ้า ปรมาส พระไตรปิฏกบ้าง หรืออื่นใดบ้าง
ถ้าบุคคลบางกลุ่มบางพวก เหล่านั้น เป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริง พวกเขาได้อ่านคำสอนของข้าพเจ้าแล้ว ย่อมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่หลงอยู่กับความไม่ถูกต้อง
ข้าพเจ้าเคยบอกแล้วว่า พระไตรปิฏก ได้ถูกบิดเบือน เปลี่ยนแปลง หรือตกหล่น ขาดหายไปนานแล้ว เมื่อข้าพเจ้าเอาหลักความจริงมากล่าว ไม่ยอมเชื่อ
ข้าพเจ้าก็ต้อง ประกาศตัวเอง และประกาศหลักธรรม ให้เป็นคำสอนของ "ศรีอาริยเมตไตรย" ซะ จะได้ไม่มีใครมากล่าวหาใส่ร้าย
ถึงอย่างไรก็ตาม "ศาสนาศรีอาริยเมตไตรย" ก็เป็นศาสนาพุทธ เพราะหลักการและคำสอน หรือหลักธรรมที่ข้าพเจ้านำมาสอนเผยแพร่นั้น เป็นหลักการหลักธรรม สำหรับ ศาสนาพุทธ

ส่วนสิ่งที่คุณกล่าวมาว่า
"นารายน์;เขียนว่า - ปัญญามาจาก 2 ทาง
1. ใช้สมองคิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ
2. ไม่ใช้สมองคิด ใช้สมองเป็นตัวรับรู้ปัญญาแท้จริง เป็นสัมมาทิฏฐิ[/QUOTE

ข้าพเจ้าจะอธิบายให้คุณด้วยเมตตา และจะโปรดสัตว์โลกอย่างพวกคุณว่า

คำว่า"ใช้สมองคิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ" ก็ผิดแล้วนะคุณ เพราะทุกคนต้องใช้สมองคิดกันทั้งนั้น ไม่ว่าใครทั้งนั้น ต้องใช้สมองคิดทั้งนั้น หลักธรรม คำสอน ทางศาสนา ทุกศาสนา(หมายเอาเฉพาะศาสนา อื่นๆยังไม่กล่าวถึง) ล้วนมาจากการใช้สมอง คิดทั้งนั้น จึงจะเกิดปัญญา

คำว่า "ไม่ใช้สมองคิด ใช้สมองเป็นตัวรับรู้ปัญญาแท้จริง เป็นสัมมาทิฏฐิ " ก็ไม่ถูกอีก ถ้าบุคคลไม่ใช้สมองคิด ก็คงเป็นบุคคลปัญญาอ่อน ไร้ปัญญา
เพราะ ปัญญา จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยปัจจัย คือ ความรู้ (สมองก็เป็นตัวเก็บข้อมูลความรู้นั้นๆ เรียกว่า ความจำ)
ประสบการณ์ เกิดการปรุงแต่งจากความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ ซึ่ง ก็คือ การคิดนั่นเอง
เอาแค่นี้นะ

อนึ่ง ท่านทั้งหลาย อย่าได้หลงเชื่อคำหลอกลวง ของพวกที่ชอบอวดอุตริ ฯ แอบอ้างทำเป็นอวดภูมิความรู้ โดยที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีจริงเป็นจริง เพราะพวกเขาไม่ได้หวังให้ศาสนาเจริญ แต่หวังทรัพย์ เพื่อเลี้ยงชีพโดยไม่ได้คำนึงถึงหลักความจริง และพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีจริงเป็นจริง
หากผุ้ใดหลอกลวงหรือแอบอ้าง ว่าสำเร็จอรหันต์ หรือสำเร็จชั้นอริยะบุคคล ชั้นใดชั้นหนึ่ง แต่ไม่มีปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกาย ดังที่ข้าพเจ้าบอกไว้แล้ว
ก็ให้แจ้งความกับเจ้าหน้าทีตำรวจ เอาข้อหาหลอกลวงผู้อื่นทำให้เสียทรัพย์ และทำให้ศาสนาเสียหาย ได้เลยขอรับ

เพราะหน้าที่ดูแลศาสนาเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยทุกคนอยุ่แล้ว

ใบไม้นอกกำมือ
12-05-2008, 10:26 AM
คุณtelwadaครับ



ขอโทษที่ต้องเห็นขัดแย้งกับคุณอีกครั้ง ผมคิดว่า สิ่งที่คุณ"นารายน์;เขียนว่า - ปัญญามาจาก 2 ทาง
1. ใช้สมองคิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ
2. ไม่ใช้สมองคิด ใช้สมองเป็นตัวรับรู้ปัญญาแท้จริง เป็นสัมมาทิฏฐิ

นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผู้ที่ทำกรรมฐานถึงจุดหนึ่งที่อวิชชาหลุดออกไปจากจิตบ้างแล้ว ก็จะเห็นตรงกันว่าปัญญาที่มาจากสมองนั้นรู้ไม่จริง ปัญญาที่หยุดใช้สมองนั้นรู้จริง

telwada
12-05-2008, 07:12 PM
ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าเอง ไม่อยากที่จะไปสนใจ ในคำว่า มิจฉาทิฏฐิ หรือ สัมมาทิฏฐิ
เหตุเพราะข้าพเจ้าศึกษา ค้นคว้า วิจัย มาดีแล้ว ข้าพเจ้าเคยสอนไปแล้วว่า คำว่า มิจฉาทิฏฐิ หรือ สัมมาทิฎฐินั้น เป็นเพียง ผลของความคิด เป็นคำนิยาม สรุปความคิดสุดท้าย ที่บุคคลได้ตกลงใจ จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือไม่กระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันหมายความว่า สัมมาทิฏฐิ หรือ มิจฉาทิฏฐินั้น เป็นเพียงคำนิยาม ไม่ใช่หลักธรรมชาติ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ไม่ใช่หัวข้อหลักธรรมคำสอน แต่เป็นเพียงคำอธิบายว่า เมื่อทุกคนได้สัมผัส ก็จะเกิดความคิด วิตก วิจาร ไตร่ครอง พิจารณา ว่าสิ่งที่ได้สัมผัสนั้น คือสิ่งใด ควรได้กระทำการ หรือไม่กระทำการ หรือตอบโต้ หรือหลีกเลี่ยง หรือเห็นคล้อยตาม สิ่งที่ได้สัมผัสนั้นหรือไม่
คำสอนของข้าพเจ้า ถึงแม้จะเป็นหลักความจริง เป็นหลักธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต (จะเรียกว่า เป็นหลักวิทยาศาสตร์ ก็ได้) แต่มันเป็นคำสอนที่ไปค้านกับคำสอนที่มีอยู่เดิม ก็เลยทำให้บุคคลบางกลุ่ม บางพวก เอามาเป็นข้ออ้าง ในการกล่าวหาว่าข้าพเจ้า ปรมาส พระไตรปิฏกบ้าง หรืออื่นใดบ้าง
ถ้าบุคคลบางกลุ่มบางพวก เหล่านั้น เป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริง พวกเขาได้อ่านคำสอนของข้าพเจ้าแล้ว ย่อมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่หลงอยู่กับความไม่ถูกต้อง
ข้าพเจ้าเคยบอกแล้วว่า พระไตรปิฏก ได้ถูกบิดเบือน เปลี่ยนแปลง หรือตกหล่น ขาดหายไปนานแล้ว เมื่อข้าพเจ้าเอาหลักความจริงมากล่าว ไม่ยอมเชื่อ
ข้าพเจ้าก็ต้อง ประกาศตัวเอง และประกาศหลักธรรม ให้เป็นคำสอนของ "ศรีอาริยเมตไตรย" ซะ จะได้ไม่มีใครมากล่าวหาใส่ร้าย
ถึงอย่างไรก็ตาม "ศาสนาศรีอาริยเมตไตรย" ก็เป็นศาสนาพุทธ เพราะหลักการและคำสอน หรือหลักธรรมที่ข้าพเจ้านำมาสอนเผยแพร่นั้น เป็นหลักการหลักธรรม สำหรับ ศาสนาพุทธ

ส่วนสิ่งที่คุณกล่าวมาว่า
"นารายน์;เขียนว่า - ปัญญามาจาก 2 ทาง
1. ใช้สมองคิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ
2. ไม่ใช้สมองคิด ใช้สมองเป็นตัวรับรู้ปัญญาแท้จริง เป็นสัมมาทิฏฐิ[/QUOTE

ข้าพเจ้าจะอธิบายให้คุณด้วยเมตตา และจะโปรดสัตว์โลกอย่างพวกคุณว่า

คำว่า"ใช้สมองคิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ" ก็ผิดแล้วนะคุณ เพราะทุกคนต้องใช้สมองคิดกันทั้งนั้น ไม่ว่าใครทั้งนั้น ต้องใช้สมองคิดทั้งนั้น หลักธรรม คำสอน ทางศาสนา ทุกศาสนา(หมายเอาเฉพาะศาสนา อื่นๆยังไม่กล่าวถึง) ล้วนมาจากการใช้สมอง คิดทั้งนั้น จึงจะเกิดปัญญา

คำว่า "ไม่ใช้สมองคิด ใช้สมองเป็นตัวรับรู้ปัญญาแท้จริง เป็นสัมมาทิฏฐิ " ก็ไม่ถูกอีก ถ้าบุคคลไม่ใช้สมองคิด ก็คงเป็นบุคคลปัญญาอ่อน ไร้ปัญญา
เพราะ ปัญญา จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยปัจจัย คือ ความรู้ (สมองก็เป็นตัวเก็บข้อมูลความรู้นั้นๆ เรียกว่า ความจำ)
ประสบการณ์ เกิดการปรุงแต่งจากความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ ซึ่ง ก็คือ การคิดนั่นเอง
เอาแค่นี้นะ

อนึ่ง ท่านทั้งหลาย อย่าได้หลงเชื่อคำหลอกลวง ของพวกที่ชอบอวดอุตริ ฯ แอบอ้างทำเป็นอวดภูมิความรู้ โดยที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีจริงเป็นจริง เพราะพวกเขาไม่ได้หวังให้ศาสนาเจริญ แต่หวังทรัพย์ เพื่อเลี้ยงชีพโดยไม่ได้คำนึงถึงหลักความจริง และพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีจริงเป็นจริง
หากผุ้ใดหลอกลวงหรือแอบอ้าง ว่าสำเร็จอรหันต์ หรือสำเร็จชั้นอริยะบุคคล ชั้นใดชั้นหนึ่ง แต่ไม่มีปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกาย ดังที่ข้าพเจ้าบอกไว้แล้ว
ก็ให้แจ้งความกับเจ้าหน้าทีตำรวจ เอาข้อหาหลอกลวงผู้อื่นทำให้เสียทรัพย์ และทำให้ศาสนาเสียหาย ได้เลยขอรับ

เพราะหน้าที่ดูแลศาสนาเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยทุกคนอยุ่แล้ว

ใบไม้นอกกำมือ
13-05-2008, 11:24 AM
คุณtelwadaครับ



ผมกับคุณนารายน์รวมทั้งพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ต่างๆ เช่นหลวงปู่ดุลย์ หลวงปู่มั่น ล้วนเป็นผู้ปฏิบัติ และเห็นตรงกัน ส่วนคุณไปศึกษาจากการอ่านและตีความ ย่อมจะไม่เข้าใจ

ผมจะบอกว่าที่คุณสอนมานั้นผิด ผมรวมทั้งคุณนารายน์ก็ได้ชี้แนะไปแล้ว ก็แล้วแต่คุณจะเชื่อก็แล้วกัน ไม่เชื่อก็ไม่ว่ากัน

อรวี จุฑากรณ์
13-05-2008, 11:44 AM
ขออนุโมทนาสาธุ

telwada
13-05-2008, 12:24 PM
ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าเอง ไม่อยากที่จะไปสนใจ ในคำว่า มิจฉาทิฏฐิ หรือ สัมมาทิฏฐิ
เหตุเพราะข้าพเจ้าศึกษา ค้นคว้า วิจัย มาดีแล้ว ข้าพเจ้าเคยสอนไปแล้วว่า คำว่า มิจฉาทิฏฐิ หรือ สัมมาทิฎฐินั้น เป็นเพียง ผลของความคิด เป็นคำนิยาม สรุปความคิดสุดท้าย ที่บุคคลได้ตกลงใจ จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือไม่กระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันหมายความว่า สัมมาทิฏฐิ หรือ มิจฉาทิฏฐินั้น เป็นเพียงคำนิยาม ไม่ใช่หลักธรรมชาติ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ไม่ใช่หัวข้อหลักธรรมคำสอน แต่เป็นเพียงคำอธิบายว่า เมื่อทุกคนได้สัมผัส ก็จะเกิดความคิด วิตก วิจาร ไตร่ครอง พิจารณา ว่าสิ่งที่ได้สัมผัสนั้น คือสิ่งใด ควรได้กระทำการ หรือไม่กระทำการ หรือตอบโต้ หรือหลีกเลี่ยง หรือเห็นคล้อยตาม สิ่งที่ได้สัมผัสนั้นหรือไม่
คำสอนของข้าพเจ้า ถึงแม้จะเป็นหลักความจริง เป็นหลักธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต (จะเรียกว่า เป็นหลักวิทยาศาสตร์ ก็ได้) แต่มันเป็นคำสอนที่ไปค้านกับคำสอนที่มีอยู่เดิม ก็เลยทำให้บุคคลบางกลุ่ม บางพวก เอามาเป็นข้ออ้าง ในการกล่าวหาว่าข้าพเจ้า ปรมาส พระไตรปิฏกบ้าง หรืออื่นใดบ้าง
ถ้าบุคคลบางกลุ่มบางพวก เหล่านั้น เป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริง พวกเขาได้อ่านคำสอนของข้าพเจ้าแล้ว ย่อมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่หลงอยู่กับความไม่ถูกต้อง
ข้าพเจ้าเคยบอกแล้วว่า พระไตรปิฏก ได้ถูกบิดเบือน เปลี่ยนแปลง หรือตกหล่น ขาดหายไปนานแล้ว เมื่อข้าพเจ้าเอาหลักความจริงมากล่าว ไม่ยอมเชื่อ
ข้าพเจ้าก็ต้อง ประกาศตัวเอง และประกาศหลักธรรม ให้เป็นคำสอนของ "ศรีอาริยเมตไตรย" ซะ จะได้ไม่มีใครมากล่าวหาใส่ร้าย
ถึงอย่างไรก็ตาม "ศาสนาศรีอาริยเมตไตรย" ก็เป็นศาสนาพุทธ เพราะหลักการและคำสอน หรือหลักธรรมที่ข้าพเจ้านำมาสอนเผยแพร่นั้น เป็นหลักการหลักธรรม สำหรับ ศาสนาพุทธ

ส่วนสิ่งที่คุณกล่าวมาว่า
"นารายน์;เขียนว่า - ปัญญามาจาก 2 ทาง
1. ใช้สมองคิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ
2. ไม่ใช้สมองคิด ใช้สมองเป็นตัวรับรู้ปัญญาแท้จริง เป็นสัมมาทิฏฐิ[/QUOTE

ข้าพเจ้าจะอธิบายให้คุณด้วยเมตตา และจะโปรดสัตว์โลกอย่างพวกคุณว่า

คำว่า"ใช้สมองคิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ" ก็ผิดแล้วนะคุณ เพราะทุกคนต้องใช้สมองคิดกันทั้งนั้น ไม่ว่าใครทั้งนั้น ต้องใช้สมองคิดทั้งนั้น หลักธรรม คำสอน ทางศาสนา ทุกศาสนา(หมายเอาเฉพาะศาสนา อื่นๆยังไม่กล่าวถึง) ล้วนมาจากการใช้สมอง คิดทั้งนั้น จึงจะเกิดปัญญา

คำว่า "ไม่ใช้สมองคิด ใช้สมองเป็นตัวรับรู้ปัญญาแท้จริง เป็นสัมมาทิฏฐิ " ก็ไม่ถูกอีก ถ้าบุคคลไม่ใช้สมองคิด ก็คงเป็นบุคคลปัญญาอ่อน ไร้ปัญญา
เพราะ ปัญญา จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยปัจจัย คือ ความรู้ (สมองก็เป็นตัวเก็บข้อมูลความรู้นั้นๆ เรียกว่า ความจำ)
ประสบการณ์ เกิดการปรุงแต่งจากความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ ซึ่ง ก็คือ การคิดนั่นเอง
เอาแค่นี้นะ

อนึ่ง ท่านทั้งหลาย อย่าได้หลงเชื่อคำหลอกลวง ของพวกที่ชอบอวดอุตริ ฯ แอบอ้างทำเป็นอวดภูมิความรู้ โดยที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีจริงเป็นจริง เพราะพวกเขาไม่ได้หวังให้ศาสนาเจริญ แต่หวังทรัพย์ เพื่อเลี้ยงชีพโดยไม่ได้คำนึงถึงหลักความจริง และพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีจริงเป็นจริง
หากผุ้ใดหลอกลวงหรือแอบอ้าง ว่าสำเร็จอรหันต์ หรือสำเร็จชั้นอริยะบุคคล ชั้นใดชั้นหนึ่ง แต่ไม่มีปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกาย ดังที่ข้าพเจ้าบอกไว้แล้ว
ก็ให้แจ้งความกับเจ้าหน้าทีตำรวจ เอาข้อหาหลอกลวงผู้อื่นทำให้เสียทรัพย์ และทำให้ศาสนาเสียหาย ได้เลยขอรับ

เพราะหน้าที่ดูแลศาสนาเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยทุกคนอยุ่แล้ว


ฮ่า ฮ่า ฮ่า คุณใบไม้ฯ ข้าพเจ้าไม่ไดศึกษาจากตำราแล้วตีความเหมือนคุณ คุณเอาลักษณะตัวคุณมาเทียบกับข้าพเจ้า แถมยังเอาพระสงฆ์มาแอบอ้างว่า เป็นพระอรหันต์ พระสงฆ์องค์ที่คุณนำมาแอบอ้างนั้น คงจะมรณภาพไปแล้ว ไม่อย่างนั้น ข้าพเจ้าจะแจ้งเจ้าหน้าที ให้นำมาพิสูจน์กับตัวข้าพเจ้าให้เห็นเป็นประจักษ์
ข้าพเจ้าไม่ได้ศึกษา หรือ่านจากตำราแล้วนำมาตีความ ข้าพเจ้าศึกษา ค้นคว้า และวิจัย จากหลักความจริง ตามธรรมชาติ
ถ้าคุณอ่านข้อความที่ข้าพเจ้าเขียนแล้วยังไม่เข้าใจ คุณก็ควรได้ไปฝึกศึกษามาใหม่ แล้วอย่าทำเป็นอวดภูมความรู้อีก เพราะ คนที่เข้ามาอ่าน ไม่ได้มีสมองสติปัญญา และความรู้แบบคุณ เขาอ่านแล้วเขาก็เกิดความเข้าใจตามหลักความเป็นจริง โดยสามารถพิสุจน์ ได้ด้วยตัวของเขาเองอยุ่แล้ว
คุณไม่ต้องตอบดอกนะ เพราะคำตอบของคุณนั้น เป็นคำตอบแบบ สีข้างเข้าถู ถามอย่างดันตอบอย่าง แถมยังอวดว่ารู้ ความจริงแล้ว ไม่รู้ ดังคำของครูสอนศาสนาคริสต์ ที่ว่า
"อ้างว่ารุ้ แต่ความจริงแล้วไม่รู้ ทั้งๆที่ความจริงเพิ่งจะรู้" ฮ่า ฮ่า ฮ่า

telwada
13-05-2008, 12:30 PM
ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าเอง ไม่อยากที่จะไปสนใจ ในคำว่า มิจฉาทิฏฐิ หรือ สัมมาทิฏฐิ
เหตุเพราะข้าพเจ้าศึกษา ค้นคว้า วิจัย มาดีแล้ว ข้าพเจ้าเคยสอนไปแล้วว่า คำว่า มิจฉาทิฏฐิ หรือ สัมมาทิฎฐินั้น เป็นเพียง ผลของความคิด เป็นคำนิยาม สรุปความคิดสุดท้าย ที่บุคคลได้ตกลงใจ จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือไม่กระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันหมายความว่า สัมมาทิฏฐิ หรือ มิจฉาทิฏฐินั้น เป็นเพียงคำนิยาม ไม่ใช่หลักธรรมชาติ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ไม่ใช่หัวข้อหลักธรรมคำสอน แต่เป็นเพียงคำอธิบายว่า เมื่อทุกคนได้สัมผัส ก็จะเกิดความคิด วิตก วิจาร ไตร่ครอง พิจารณา ว่าสิ่งที่ได้สัมผัสนั้น คือสิ่งใด ควรได้กระทำการ หรือไม่กระทำการ หรือตอบโต้ หรือหลีกเลี่ยง หรือเห็นคล้อยตาม สิ่งที่ได้สัมผัสนั้นหรือไม่
คำสอนของข้าพเจ้า ถึงแม้จะเป็นหลักความจริง เป็นหลักธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต (จะเรียกว่า เป็นหลักวิทยาศาสตร์ ก็ได้) แต่มันเป็นคำสอนที่ไปค้านกับคำสอนที่มีอยู่เดิม ก็เลยทำให้บุคคลบางกลุ่ม บางพวก เอามาเป็นข้ออ้าง ในการกล่าวหาว่าข้าพเจ้า ปรมาส พระไตรปิฏกบ้าง หรืออื่นใดบ้าง
ถ้าบุคคลบางกลุ่มบางพวก เหล่านั้น เป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริง พวกเขาได้อ่านคำสอนของข้าพเจ้าแล้ว ย่อมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่หลงอยู่กับความไม่ถูกต้อง
ข้าพเจ้าเคยบอกแล้วว่า พระไตรปิฏก ได้ถูกบิดเบือน เปลี่ยนแปลง หรือตกหล่น ขาดหายไปนานแล้ว เมื่อข้าพเจ้าเอาหลักความจริงมากล่าว ไม่ยอมเชื่อ
ข้าพเจ้าก็ต้อง ประกาศตัวเอง และประกาศหลักธรรม ให้เป็นคำสอนของ "ศรีอาริยเมตไตรย" ซะ จะได้ไม่มีใครมากล่าวหาใส่ร้าย
ถึงอย่างไรก็ตาม "ศาสนาศรีอาริยเมตไตรย" ก็เป็นศาสนาพุทธ เพราะหลักการและคำสอน หรือหลักธรรมที่ข้าพเจ้านำมาสอนเผยแพร่นั้น เป็นหลักการหลักธรรม สำหรับ ศาสนาพุทธ

ส่วนสิ่งที่คุณกล่าวมาว่า
"นารายน์;เขียนว่า - ปัญญามาจาก 2 ทาง
1. ใช้สมองคิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ
2. ไม่ใช้สมองคิด ใช้สมองเป็นตัวรับรู้ปัญญาแท้จริง เป็นสัมมาทิฏฐิ[/QUOTE

ข้าพเจ้าจะอธิบายให้คุณด้วยเมตตา และจะโปรดสัตว์โลกอย่างพวกคุณว่า

คำว่า"ใช้สมองคิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ" ก็ผิดแล้วนะคุณ เพราะทุกคนต้องใช้สมองคิดกันทั้งนั้น ไม่ว่าใครทั้งนั้น ต้องใช้สมองคิดทั้งนั้น หลักธรรม คำสอน ทางศาสนา ทุกศาสนา(หมายเอาเฉพาะศาสนา อื่นๆยังไม่กล่าวถึง) ล้วนมาจากการใช้สมอง คิดทั้งนั้น จึงจะเกิดปัญญา

คำว่า "ไม่ใช้สมองคิด ใช้สมองเป็นตัวรับรู้ปัญญาแท้จริง เป็นสัมมาทิฏฐิ " ก็ไม่ถูกอีก ถ้าบุคคลไม่ใช้สมองคิด ก็คงเป็นบุคคลปัญญาอ่อน ไร้ปัญญา
เพราะ ปัญญา จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยปัจจัย คือ ความรู้ (สมองก็เป็นตัวเก็บข้อมูลความรู้นั้นๆ เรียกว่า ความจำ)
ประสบการณ์ เกิดการปรุงแต่งจากความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ ซึ่ง ก็คือ การคิดนั่นเอง
เอาแค่นี้นะ

อนึ่ง ท่านทั้งหลาย อย่าได้หลงเชื่อคำหลอกลวง ของพวกที่ชอบอวดอุตริ ฯ แอบอ้างทำเป็นอวดภูมิความรู้ โดยที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีจริงเป็นจริง เพราะพวกเขาไม่ได้หวังให้ศาสนาเจริญ แต่หวังทรัพย์ เพื่อเลี้ยงชีพโดยไม่ได้คำนึงถึงหลักความจริง และพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีจริงเป็นจริง
หากผุ้ใดหลอกลวงหรือแอบอ้าง ว่าสำเร็จอรหันต์ หรือสำเร็จชั้นอริยะบุคคล ชั้นใดชั้นหนึ่ง แต่ไม่มีปรากฏการณ์ทางสรีระร่างกาย ดังที่ข้าพเจ้าบอกไว้แล้ว
ก็ให้แจ้งความกับเจ้าหน้าทีตำรวจ เอาข้อหาหลอกลวงผู้อื่นทำให้เสียทรัพย์ และทำให้ศาสนาเสียหาย ได้เลยขอรับ

เพราะหน้าที่ดูแลศาสนาเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยทุกคนอยุ่แล้ว


ฮ่า ฮ่า ฮ่า คุณใบไม้ฯ ข้าพเจ้าไม่ไดศึกษาจากตำราแล้วตีความเหมือนคุณ คุณเอาลักษณะตัวคุณมาเทียบกับข้าพเจ้า แถมยังเอาพระสงฆ์มาแอบอ้างว่า เป็นพระอรหันต์ พระสงฆ์องค์ที่คุณนำมาแอบอ้างนั้น คงจะมรณภาพไปแล้ว ไม่อย่างนั้น ข้าพเจ้าจะแจ้งเจ้าหน้าที ให้นำมาพิสูจน์กับตัวข้าพเจ้าให้เห็นเป็นประจักษ์
ข้าพเจ้าไม่ได้ศึกษา หรือ่านจากตำราแล้วนำมาตีความ ข้าพเจ้าศึกษา ค้นคว้า และวิจัย จากหลักความจริง ตามธรรมชาติ
ถ้าคุณอ่านข้อความที่ข้าพเจ้าเขียนแล้วยังไม่เข้าใจ คุณก็ควรได้ไปฝึกศึกษามาใหม่ แล้วอย่าทำเป็นอวดภูมความรู้อีก เพราะ คนที่เข้ามาอ่าน ไม่ได้มีสมองสติปัญญา และความรู้แบบคุณ เขาอ่านแล้วเขาก็เกิดความเข้าใจตามหลักความเป็นจริง โดยสามารถพิสุจน์ ได้ด้วยตัวของเขาเองอยุ่แล้ว
อนึง ถ้าคุณอยากรู้ว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนสอนให้กับประชาชน กับสิ่งที่คุณคิดว่าถูกนั้น ให้คุณนำไป ถามจิตแพทย์ หรือแพทย์เฉพาะทางอันเกี่ยวกับสมอง คุณก็จะได้รับคำตอบที่ถูกต้องว่า ปัญญา มันเกิดจาก อะไรกันแน่ แต่ที่ข้าพเจ้าเขียน ก็เป็นคำตอบสำหรับแพทย์ทั่วไปอยู่แล้วขอรับ และ
คุณไม่ต้องตอบดอกนะ เพราะคำตอบของคุณนั้น เป็นคำตอบแบบ สีข้างเข้าถู ถามอย่างดันตอบอย่าง ไม่สามารถอธิบายให้เป็นไปตามหลักธรรมชาติของมนุษย์ได้ แถมยังอวดว่ารู้
ความจริงแล้ว ไม่รู้ ดังคำของครูสอนศาสนาคริสต์ ที่ว่า
"อ้างว่ารุ้ แต่ความจริงแล้วไม่รู้ ทั้งๆที่ความจริงเพิ่งจะรู้" ฮ่า ฮ่า ฮ่า

telwada
14-05-2008, 12:50 PM
สำนวนภาษาเกี่ยวกับ "ฌาน" ที่สำคัญ ที่ท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา รวมไปถึงเจ้าสำนัก ทั้งหลายควรได้รู้ว่า
" การที่บุคคล ได้สัมผัส ทางอายตนะ คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้น ย่อมก่อให้เกิด วิตก วิจาร ปีติ สุข
พึงขจัด วิตก วิจาร ปีติ สุข ได้ ด้วย ความมีสมาธิ หรือ เอกัคคตา"

Mikas
14-05-2008, 09:36 PM
ศึกษาเอาเองมั้วๆ มันจะเพี้ยนไปกันใหญ่นะครับ

ของเดิมเค้า ดี ๆ อยู่แล้ว คนปฏิบัติตามได้มรรคผลกันมากมาย

ทำไมไม่ศึกษา แล้วเอาไปปฏิบัติ

ใบไม้นอกกำมือ
14-05-2008, 11:14 PM
นิ่งสยบเคลื่อนไหว เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด ที่ควรบอกเราก็บอกแล้ว

หาธรรม
14-05-2008, 11:17 PM
เทวดา มั่วอีกแล้ว ใครอย่าไปเชื่อ แค่ความหมายของคำว่าวิตก วิจารณ์ในทางอภิธรรมก็ผิดแล้ว

วิตก หมายถึงการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ภาวนา (เช่น เวลาเรากำหนดตำว่าพุทธหายใจเข้า หรือการเพ่งกสินโดยไม่ให้จิตนึกไปในเรื่องราวต่าง ๆ) นั่นแหละวิตกคือการยกจิต

วิจารณ์ คือ การประคองจิตให้มั่นคงอยู่ในอารมณ์ที่เพ่ง

อาจารย์ทางอภิธรรมท่านเปรียบว่าวิตกก็เหมือนการกระพือปีกของนก ส่วนวิจารณ์คือการที่นกใช้ปีกประคองตัวให้แล่นถลาอยู่ในอากาศ

แค่นี้ซึ่งถือว่าเบื้องต้นมากยังมั่วผิด ๆ ดังนั้นการที่จะฟังอย่างอื่นพึงพิจารณาความถูกต้องก่อนนะครับ

หาธรรม
14-05-2008, 11:21 PM
ต้องบอกให้ท่านทั้งหลายทราบว่า นาย Telwada มั่วมากใครเชื่อก็กรรมของคนนั้น

หาธรรม
14-05-2008, 11:27 PM
ความเบื่อหน่ายจัดอยู่ในหมวดโทสะ ไม่ใช่ความหลง(หรือโมหะ) อย่างที่telwada เข้าใจ

telwada
15-05-2008, 07:56 AM
สำนวนภาษาเกี่ยวกับ "ฌาน" ที่สำคัญ ที่ท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา รวมไปถึงเจ้าสำนัก ทั้งหลายควรได้รู้ว่า
" การที่บุคคล ได้สัมผัส ทางอายตนะ คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้น ย่อมก่อให้เกิด วิตก วิจาร ปีติ สุข
พึงขจัด วิตก วิจาร ปีติ สุข ได้ ด้วย ความมีสมาธิ หรือ เอกัคคตา"
ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่รู้สึกสำนึกตัวเอง พวกคุณรู้ตัวบ้างไหมว่า ศาสนาเสื่อมโหรมเพราะใคร คำสอนทางศาสนาถูกบิดเบือนเพราะใคร ก็เพราะพวกคุณนั่นแหละ ทำลายศาสนา แต่ยังทำเป็นอ้างว่า รักษาศาสนาบ้าง กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่ใช้ความคิดถึงหลักความจริง
ข้าพเจ้าจะโปรดสัตว์โลก อย่างพวกคุณเอาไว้
ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอ้าอ่านด้านล่างนี้ให้ดี

วิตก หมายถึง ความตรึก, ตริ, การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ หรือปักจิตลงสู่อารมณ์ (ข้อ ๑ ในองค์ฌาน ๕), การคิด, ความดำริ; ไทยใช้ว่าเป็นห่วงกังวล

วิจาร หมายถึง ความตรอง, การพิจารณาอารมณ์, การตามฟั้นอารมณ์ (ข้อ ๒ ในองค์ฌาน ๕)

ปีติ หมายถึง ความอิ่มใจ, ความดื่มด่ำในใจ มี ๕ คือ ๑.ขุททกปีติ ปีติเล็กน้อยพอขนชันน้ำตาไหล ๒.ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะรู้สึกแปลกๆ ดุจฟ้าแลบ ๓.โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นระลอกรู้สึกซู่ลงมาๆ ดุจคลื่นซัดฝั่ง ๔.อุพเพคาปีติ ปีติโลดลอย ให้ใจฟูตัวเบาหรืออุทานออกมา ๕.ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน เอิบอาบไปทั่วสรรพางค์เป็นของประกอบกับสมาธิ

ความสบาย, ความสำราญ, มี ๒ ๑.กายิกสุข สุขทางกาย ๒.เจตสิกสุข สุขทางใจ, อีกหมวดหนึ่ง มี ๒ คือ ๑.สามิสสุข สุขอิงอามิส คืออาศัยกามคุณ ๒.นิรามิสสุข สุขไม่อิงอามิส คืออิงเนกขัมมะ (ท่านแบ่งเป็นคู่ ๆ อย่างนี้อีกหลายหมวด)

(จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับ พระธรรมปิฎก)

ข้อความดังกล่าวข้างต้น เป็นผลจาก ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ก่อกำเนิดจาก จากการได้สัมผัสสิ่งต่างๆ ทางอายตนะ คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ อันก่อให้เกิด รูป รส กลิ่น เสียง แสง สี โผฎฐัพพะ
การได้รับการสัมผัสทางอายตนะ อันก่อให้เกิด รูป รส กลิ่น เสียง แสง สี โผฎฐัพพะ ย่อมเกิดผล ให้เกิด ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ฯลฯ ที่นี้เข้าใจหรือยัง ฮ่า ฮ่า ฮ่า

หาธรรม
16-05-2008, 02:05 AM
กระทู้นี้เป็น จำอวดเหรอ มีคนบ้าอยู่ 2 คนเป็นตัวเอกเล่นโชว์ แต่สองคนนี้มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ทุกกระทู้ ทุกความเห็น แสดงถึงความพยายามในการบิดเบือนหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธ สองคนนี้เป็นเหตุให้คุณค่าและความหมายของเว็บนี้ลดลงครึ่งหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่คนเข้ามาอ่านจะสับสนและงงไปกับหลักการบ้า ๆ บอ ๆ คนดูแลเว็บทำอะไร การเมินเฉยกับสิ่งไม่ถูกต้องเท่ากับเป็นใจในการให้โอกาสมารเดียรถีย์ทำลายศาสนา

เว็บนี้อยู่ในเกมส์ของเขาอยู่ในเกมส์ของมารหรือ เขาเป็นผู้เล่นเขาเป็นคนเดินเกมส์ เขาพยายาม dominate ทุกกระทู้ที่ทำได้ เจ้าของเว็บกับผู้ดูแลเป็นกรรมมการหรือผู้ชม สมาชิกในเว็บเป็นตัวประกอบหรือตัวตลก??????????????????????????????????????????

ก่อนหน้านี้มีหลายคนคอยตามแก้ เช่นคุณขันธ์ และคนอื่น ๆ หรือเขาเบื่อกันหมดแล้ว ถ้าไม่คิดตรวจสอบหรือแก้ไขอะไร ต่อไปผมก็จะเฉย อ่านอย่างเดียว ส่วนถูกผิดอะไร คนอ่านใหม่ ๆ หรือคนที่ยังเข้าใจน้อยต้องตรวจสอบความถูกต้องเอง หรือไม่เขาก็งง และก็จำสิ่งบ้า ๆ บอ ๆ ของ คนบางคนไป

โปรดพิจารณา

มันไม่ใช่ความคลาดเคลื่อนน้อย ๆ แบบไม่ได้เจตนานะ แต่มันแสดงถึงเจตนาในการบิดเบือนอย่างใหญ่หลวง หลายข้อธรรม หลายครั้ง หลายประเด็นอย่างสม่ำเสมอ มีการปรามาศทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ในเมื่อมีฎีกา ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งสุจริตใจในการศึกษาธรรมะ และพยายามช่วยตามปกป้องแก้ไขความคลาดเลื่อนต่าง ๆ นาน ๆ มาตลอดเพื่อไม่ให้สมาชิกคนอื่นที่เพิ่งศึกษา เข้าใจหลักธรรมผิด ๆ (ไม่ห่วงท่านผู้รู้หรอก)

ผมของร้องให้ให้ผู้ดูแลเว็บประชุมกันทำเรื่องนี้ให้กระจ่างและหาทางป้องกันแก้ไข

ด้วยความหวังดีและจริงใจ

pipat
23-05-2008, 04:55 PM
คนเราเมื่อจะเป็นครูเข้าได้ก็ต้องฝึกมาก่อนให้ดี แล้วก็ไม่ต้องแสดงอย่าแสดง หุหุ

telwada
26-05-2008, 08:55 AM
คนเราเมื่อจะเป็นครูเข้าได้ก็ต้องฝึกมาก่อนให้ดี แล้วก็ไม่ต้องแสดงอย่าแสดง หุหุ


ก็เพราะเหตุที่คุณกล่าวมานั่นแหละ ข้าพเจ้าจึงท้าให้พิสูจน์ ถ้าข้าพเจ้าไม่ฝึกปฏิบัติจนได้ผลดีแล้ว จะกล้ามาสอน หลักธรรม แนะแนวทางในการคิดพิจารณาที่ถูกต้องให้หรือ

ข้าพเจ้าเข้าใจดีว่า พวกศรัทธาและได้รับกผลประโยชน์ กับสิ่งทีมีอยู่เดิมนั้น ย่อมต้องขัดขวาง ไม่ยอมให้ศาสนาพุทธเจริญก้าวหน้า ด้วยเหตุผลหลายประการ

เมื่อข้าพเจ้าศึกษา วิจัย ค้นคว้า ฝึกปฏิบัติ และพบความจริง แล้ว ข้าพเจ้าจะนิ่งดูดายก็ใช่ที่ จำต้องแก้ไข ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยเวทย์มนต์ ก็ต้องเอาด้วยคาถา

ถ้าใครกล่าวว่า ข้าพเจ้านำหลักการที่มีอยู่เดิมมาแก้ไขดัดแปลง ก็ขอให้เปลี่ยนความคิด เพราะข้าพเจ้าศึกษา ค้นคว้า วิจัย โดยอาศัย อาวุธ หรือเครื่องทำความดี ของเทพเจ้า ทั้ง 3 พระองค์ คือ พระศีวะ พระนารายณ์ และพระพรหม

เรียนรู้ธรรม
28-05-2008, 04:03 PM
<TABLE height=50 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=650 align=center border=0><TBODY><TR><TD>
มรรค ทาง, หนทาง
1. มรรค ว่าโดยองค์ประกอบ คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เรียกเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค แปลว่าทางมีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ เรียกสามัญว่า มรรคมีองค์ ๘ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ
๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ
๔. สัมมากัมมันตะ ทำการชอบ
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ
๖. สัมมาวายามะ เพียรชอบ
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ;
ดู โพธิปักขิยธรรม (http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=โพธิปักขิยธรรม)


</TD></TR></TBODY></TABLE>
สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ (http://84000.org/tipitaka/read/?14/256-258) คือ เห็นอริยสัจจ์ ๔,
เห็นชอบตามคลองธรรมว่า
ทำดีมีผลดี
ทำชั่วมีผลชั่ว
มารดาบิดามี (คือมีคุณความดีควรแก่ฐานะหนึ่งที่เรียกว่ามารดาบิดา)
ฯลฯ,
เห็นถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยงเป็นต้น

1.สัมมาทิฏฐิ เห็นถูกต้องตามสภาวะความเป็นจริงเห็นไตรลักษณ์ เห็นว่ากฎแห่งกรรมมีจริง เป็นสิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในครั้งแสดงปฐมเทศนา
2.มิจฉาทิฏฐิ คิดการปฏิเสธสิ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิ

ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากจิตที่คิดหรือจากวิญญาณขันธ์ ซึ่งได้รับการปรุงแต่งจากเจตสิก คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ไม่ได้เกิดจากรูปขันธ์ หรือกายเนื้อแต่อย่างไร เช่น หัวใจ สมอง ซึ่งเป็นเพียงมหาภูต4 ที่มาประชุมกัน แต่เป็นการที่เกิดจากจิตและเจตสิกทั้ง 89 ดวงหรือ 121 ดวงเท่านั้น

ขอให้เจริญในธรรม