aprin
17-04-2008, 11:53 PM
ขอขอบคุณ ที่มาคะ: Posted by คุณคนเล่าเรื่อง (http://www.oknation.net/blog/account.php?id=6498)
................................................................
สำหรับการเดินทางถ้ามาจากถนนบางนาตราด เลี้ยวซ้ายที่แยกไปบางพลีใหญ่ก็ได้ เลี้ยวที่แยกบางพลี ส่วนถ้าจะใช้เส้นทางจากวัดศรีเอี่ยม ใช้ถนนศรีนครินทร์ ก็จะผ่านห้างคาฟูร์ สี่แยกเทพารักษ์ (บ้านใครก็ม่ายรู้) ขับตรงไปเรื่อย ๆ จนสุดถนนศรีนครินทร์ จะเจอสำนักงานการไฟฟ้าสมุทรปราการ เลี้ยวซ้ายไปทางบางปู เลยแยกขวาเข้าตลาดบางปูก็ให้เงยหน้าสูง ๆ เข้าไว้ มองป้ายบอกทางไปวัดอโศการาม ให้ขับเลยป้าย ไปมากโข อย่าเพิ่ง u-turn แยกที่ตรงป้ายเพราะจะยังไม่ถึงวัด ให้ขับไปอีกนิดนึงค่อย u-turn กลับรถ สังเกตุด้านซ้ายมือจะมีซอยเล็ก ๆ มีชือวัดอโศการม สังเกตุดี ๆ นะคะ อย่ามัวคุยต้องตั้งสติให้มั่น เลี้ยวเข้าวัดผ่านตลาดนัด เข้าไปไม่ไกลก็จะถึงวัด ผ่านประตูวัดที่เป็นเหล็กอัลลอยสวย สงสัยว่าคงราคาแพงด้วย เข้าเขตวัดสังเกตุต้นอโศกเต็มวัดเลย
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/07.jpg
สำหรับประวัติความเป็นมาและรายละเอียดของวัดอโศการาม มีดังต่อไปนี้ครับ
นาแม่ขาว เป็นชือตำบลเป็นที่ตั้งของวัดอโศการามปัจจุบัน ตามประวัติที่กล่าวไว้ในหนังสือชีวประวัติ พระสุทธธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ ( พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร) ความว่า
" ที่ตั้งวัดอโศการามปัจจุบันนี้ เดิมเรียกว่า "นาแม่ขาว" เจ้าของที่ดินคือ นางกิมหงษ์ และนายสุเมธ ไกรกาญจน์ ได้ถวายที่ดินให้สร้างวัดเนื้อที่ประมาณ 53 ไร่ เมื่อ ปี พ.ศ. 2497 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2498 จึงได้เริ่มตั้งสำนักขึ้นเป็นครั้งแรก โดยให้พระลูกศิษย์ คือ พระครูใบฎีกาทัศน์ มาเฝ้าสำนักแทน พร้อมกับลูกศิษย์อีก 5 รูป รวมมีพระที่สำนักนี้ในครั้งเริ่มตั้ง จำนวน 6 รูป"
เมื่อออกพรรษาและได้จัดงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จฯ เรียบร้อยแล้ว เป็นปี พ.ศ. 2498 ท่านพ่อลี จึงได้ออกไปจำพรรษาที่วัดอโศการาม ในระหว่างนี้ได้เริ่มคิดดำริจัดงานฉลองสมโภช 25 พุทธศตวรรษ ในปี พ.ศ. 2500 การดำริในเรืองนี้ ท่านได้ดำริมานานปีแล้ว คือเริ่มดำริตั้งแต่ปีที่ได้เดินทางออกมาจากดงบ้านผาแด่นแสนกันดาร( เชียงใหม่)
วัดอโศการามได้รับการพัฒนาสืบเนืองมาโดยลำดับ แม้หลังท่านพ่อลีได้มรณะภาพไปแล้ว( ปี พ.ศ. 2504) ได้มีการขยายพื้นที่ออกไปทางด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของวิหารสุทธิธรรมรังสีในปัจจุบัน พร้อมกันนั้นก็ได้ทำการสร้างพระธุตังคเจดีย์ ที่ท่านพ่อได้วางแบบเอาไว้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เป็นปูชนียสถาน ประดิษฐานพระบรมสารีริธาตุไว้เป็นที่สักการะของเหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ชื่อว่า " ธุตังคเจดีย์" เป็นเจดีย์หมู่ 13 องค์
วัดอโศการาม เป็นสถานที่ปฏิบ้ติธรรมกัมมัฏฐานภาวนา ที่ท่านพ่อลี ได้วางรากฐานไว้ เหล่าศิษยานุศิษย์ได้ปฏิบัติสืบ ๆ กันมาตราบเท่าทุกวันนี้ โดยเฉพาะหลักอานาปานสติกัมมัฏฐาน เป็นหลักฐานให้แก่ผู้สนใจได้ศึกษาทดลองปฏิบัติ จนเป็นที่น่าพอใจสมควรแก่การปฏิบัติของแต่ท่าน จวบจนปัจจุบัน
ที่มา : http://www.geocities.com/asokaram00/asokaramstory.html
ผมเดินเข้ามาถึงภายในบริเวณวัดอโศการาม แล้วก็พบว่าอาคารต่างๆ ภายในวัดนั้นสวยงาม และน่าทึ่งมากเลยครับ รูปปั้นของพระเจ้าอโศกมหาราช องค์ศาสนูปถัมภกของพระพุทธศาสนาองค์แรกของอินเดียประดิษฐานอยู่ทางขวามือ ซึ่งพระนามของพระองค์ก็เป็นชื่อของวัดนี้ด้วย
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/09.jpg
บริเวณที่ผมประทับใจและศรัทธาอย่างมากก็คือ รูปปั้นของบรรดาพระอาจารย์สายกรรมฐานจำนวนมากที่ประดิษฐานอยู่เรียงเป็นแถว ทั้งท่านพระอาจารย์จวน หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน และองค์อื่นๆ ที่ผมไม่ค่อยรู้จักมากมายเลยครับ ขณะนั้น ภายในบริเวณวัดยังมีงานฉลองสงกรานต์และเปิดให้ญาติโยมมาสักการะและทำบุญกันอย่างต่อเนื่องครับ
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/10.jpg
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/12.jpg
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/13.jpg
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/11.jpg
พอไหว้รูปปั้นของบรรดาพระอาจารย์ทั้งหลายแล้ว ผมกับเพื่อนจึงเดินขึ้นไปที่ศาลาวัดชั้นสองเพื่อนมัสการองค์พระ พระบรมสารีริกธาตุและหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ลี บรรยากาศจึงเป็นไปอย่างสำรวมและศักดิ์สิทธิ์มากครับ รู้สึกขนลุกจริงๆ ครับที่ได้มานมัสการพระอาจารย์ผู้โด่งดังและมีวัตรปฏิบัติอันเข้มแข็งเหล่านี้ครับ
พอเสร็จแล้ว ผมกับเพื่อนจึงเดินออกไปยังพระธุตังคเจดีย์ (เจดีย์ 13 องค์) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่ง ธุดงควัตรหรือข้อปฏิบัติของพระธุดงค์ 13 ข้อ สร้างเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2505 ผมและเพื่อนเดินขึ้นไปยังชั้นบน สวดมนต์แล้วเดินรอบองค์เจดีย์ไปทางขวา 3 รอบแบบเดียวกับการเดินเวียนเทียน แล้วก็สวดมนต์อยู่ภายในใจ ระหว่างนั้น ผมสังเกตว่ามีผู้ชาย 3-4 คนแต่งตัวแบบสบายๆ กำลังถ่ายรูปกันอยู่ พอได้ยินเขาพูดกันก็รู้ทันทีว่า เป็นแรงงานพม่า พวกเขาคงเป็นพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างมากเป็นแน่ แล้วสังเกตว่าทุกๆ คนดูท่าทางมีสุขภาพดี ยิ้มย่องผ่องใสห่างจากอบายทั้งหลายจำพวกเหล้า บุหรี่ ต่างๆ แล้วคนหนึ่งก็มีโทรศัพท์มือถือโนเกียรุ่นใหม่เสียด้วย คิดว่า พวกเขาคงโชคดีที่ได้นายจ้างดี ไม่เอาเปรียบ คดโกง แล้วก็คงเป็นเพราะพวกเขาเองแหละที่เลื่อมใสในแก่นคำสอนของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จึงไม่ได้ตกอยู่ในอบายจนชีวิตตกต่ำเช่นเดียวกับแรงงานพม่าคนอื่นๆ ครับ
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/16.jpg
พอเดินครบ 3 รอบพร้อมสวดมนต์แล้ว ผมจึงเริ่มอธิษฐานแผ่บุญกุศลไปให้กับ บุพการี ญาติมิตร และเจ้ากรรมนายเวรเหมือนเคย แล้วจึงกลับมาที่วัดอีกครั้งด้วยความอิ่มเอมใจกับบุญกุศลที่ได้มานมัสการวัดอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ครับ
แล้วผมกับเพื่อนก็ออกเดินทางกลับบ้านด้วยความสบายใจที่ได้ใช้เวลาในวันนี้เพื่อความสุขสำราญได้อย่างสบายใจ ไม่ไปในที่อโคจรในช่วงเวลามหามงคลแบบนี้ครับ
ทิ้งท้ายนิดนึงครับ คือ ธรรมโอวาทของหลวงปู่ลีครับ
- คนที่จะพ้นตาย ต้องทำตนเหมือนคนตาย
- คนกลัวตายจะต้องตายอีก
- ผู้ที่จะพ้นจากภพก็ต้องเข้าไปอยู่ในภพ ผู้ที่จะพ้นจากชาติต้องรู้เรื่องของตัว จึงจะเป็นไปได้
- ถ้าทุกคนมีความคิดเห็นถูกต้อง การปฏิบัตินั้นเป็นเหตุไม่เหลือวิสัย
- ขณะเรานั่งสมาธิหลับตาภาวนานั้น ก็ให้หลับแต่ตา ส่วนใจเราต้องให้สว่างไสว
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/08.jpg
http://www.oknation.net/blog/daniel/2008/04/17/entry-1 (http://www.oknation.net/blog/daniel/2008/04/17/entry-1)
................................................................
สำหรับการเดินทางถ้ามาจากถนนบางนาตราด เลี้ยวซ้ายที่แยกไปบางพลีใหญ่ก็ได้ เลี้ยวที่แยกบางพลี ส่วนถ้าจะใช้เส้นทางจากวัดศรีเอี่ยม ใช้ถนนศรีนครินทร์ ก็จะผ่านห้างคาฟูร์ สี่แยกเทพารักษ์ (บ้านใครก็ม่ายรู้) ขับตรงไปเรื่อย ๆ จนสุดถนนศรีนครินทร์ จะเจอสำนักงานการไฟฟ้าสมุทรปราการ เลี้ยวซ้ายไปทางบางปู เลยแยกขวาเข้าตลาดบางปูก็ให้เงยหน้าสูง ๆ เข้าไว้ มองป้ายบอกทางไปวัดอโศการาม ให้ขับเลยป้าย ไปมากโข อย่าเพิ่ง u-turn แยกที่ตรงป้ายเพราะจะยังไม่ถึงวัด ให้ขับไปอีกนิดนึงค่อย u-turn กลับรถ สังเกตุด้านซ้ายมือจะมีซอยเล็ก ๆ มีชือวัดอโศการม สังเกตุดี ๆ นะคะ อย่ามัวคุยต้องตั้งสติให้มั่น เลี้ยวเข้าวัดผ่านตลาดนัด เข้าไปไม่ไกลก็จะถึงวัด ผ่านประตูวัดที่เป็นเหล็กอัลลอยสวย สงสัยว่าคงราคาแพงด้วย เข้าเขตวัดสังเกตุต้นอโศกเต็มวัดเลย
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/07.jpg
สำหรับประวัติความเป็นมาและรายละเอียดของวัดอโศการาม มีดังต่อไปนี้ครับ
นาแม่ขาว เป็นชือตำบลเป็นที่ตั้งของวัดอโศการามปัจจุบัน ตามประวัติที่กล่าวไว้ในหนังสือชีวประวัติ พระสุทธธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ ( พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร) ความว่า
" ที่ตั้งวัดอโศการามปัจจุบันนี้ เดิมเรียกว่า "นาแม่ขาว" เจ้าของที่ดินคือ นางกิมหงษ์ และนายสุเมธ ไกรกาญจน์ ได้ถวายที่ดินให้สร้างวัดเนื้อที่ประมาณ 53 ไร่ เมื่อ ปี พ.ศ. 2497 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2498 จึงได้เริ่มตั้งสำนักขึ้นเป็นครั้งแรก โดยให้พระลูกศิษย์ คือ พระครูใบฎีกาทัศน์ มาเฝ้าสำนักแทน พร้อมกับลูกศิษย์อีก 5 รูป รวมมีพระที่สำนักนี้ในครั้งเริ่มตั้ง จำนวน 6 รูป"
เมื่อออกพรรษาและได้จัดงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จฯ เรียบร้อยแล้ว เป็นปี พ.ศ. 2498 ท่านพ่อลี จึงได้ออกไปจำพรรษาที่วัดอโศการาม ในระหว่างนี้ได้เริ่มคิดดำริจัดงานฉลองสมโภช 25 พุทธศตวรรษ ในปี พ.ศ. 2500 การดำริในเรืองนี้ ท่านได้ดำริมานานปีแล้ว คือเริ่มดำริตั้งแต่ปีที่ได้เดินทางออกมาจากดงบ้านผาแด่นแสนกันดาร( เชียงใหม่)
วัดอโศการามได้รับการพัฒนาสืบเนืองมาโดยลำดับ แม้หลังท่านพ่อลีได้มรณะภาพไปแล้ว( ปี พ.ศ. 2504) ได้มีการขยายพื้นที่ออกไปทางด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของวิหารสุทธิธรรมรังสีในปัจจุบัน พร้อมกันนั้นก็ได้ทำการสร้างพระธุตังคเจดีย์ ที่ท่านพ่อได้วางแบบเอาไว้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เป็นปูชนียสถาน ประดิษฐานพระบรมสารีริธาตุไว้เป็นที่สักการะของเหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ชื่อว่า " ธุตังคเจดีย์" เป็นเจดีย์หมู่ 13 องค์
วัดอโศการาม เป็นสถานที่ปฏิบ้ติธรรมกัมมัฏฐานภาวนา ที่ท่านพ่อลี ได้วางรากฐานไว้ เหล่าศิษยานุศิษย์ได้ปฏิบัติสืบ ๆ กันมาตราบเท่าทุกวันนี้ โดยเฉพาะหลักอานาปานสติกัมมัฏฐาน เป็นหลักฐานให้แก่ผู้สนใจได้ศึกษาทดลองปฏิบัติ จนเป็นที่น่าพอใจสมควรแก่การปฏิบัติของแต่ท่าน จวบจนปัจจุบัน
ที่มา : http://www.geocities.com/asokaram00/asokaramstory.html
ผมเดินเข้ามาถึงภายในบริเวณวัดอโศการาม แล้วก็พบว่าอาคารต่างๆ ภายในวัดนั้นสวยงาม และน่าทึ่งมากเลยครับ รูปปั้นของพระเจ้าอโศกมหาราช องค์ศาสนูปถัมภกของพระพุทธศาสนาองค์แรกของอินเดียประดิษฐานอยู่ทางขวามือ ซึ่งพระนามของพระองค์ก็เป็นชื่อของวัดนี้ด้วย
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/09.jpg
บริเวณที่ผมประทับใจและศรัทธาอย่างมากก็คือ รูปปั้นของบรรดาพระอาจารย์สายกรรมฐานจำนวนมากที่ประดิษฐานอยู่เรียงเป็นแถว ทั้งท่านพระอาจารย์จวน หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน และองค์อื่นๆ ที่ผมไม่ค่อยรู้จักมากมายเลยครับ ขณะนั้น ภายในบริเวณวัดยังมีงานฉลองสงกรานต์และเปิดให้ญาติโยมมาสักการะและทำบุญกันอย่างต่อเนื่องครับ
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/10.jpg
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/12.jpg
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/13.jpg
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/11.jpg
พอไหว้รูปปั้นของบรรดาพระอาจารย์ทั้งหลายแล้ว ผมกับเพื่อนจึงเดินขึ้นไปที่ศาลาวัดชั้นสองเพื่อนมัสการองค์พระ พระบรมสารีริกธาตุและหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ลี บรรยากาศจึงเป็นไปอย่างสำรวมและศักดิ์สิทธิ์มากครับ รู้สึกขนลุกจริงๆ ครับที่ได้มานมัสการพระอาจารย์ผู้โด่งดังและมีวัตรปฏิบัติอันเข้มแข็งเหล่านี้ครับ
พอเสร็จแล้ว ผมกับเพื่อนจึงเดินออกไปยังพระธุตังคเจดีย์ (เจดีย์ 13 องค์) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่ง ธุดงควัตรหรือข้อปฏิบัติของพระธุดงค์ 13 ข้อ สร้างเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2505 ผมและเพื่อนเดินขึ้นไปยังชั้นบน สวดมนต์แล้วเดินรอบองค์เจดีย์ไปทางขวา 3 รอบแบบเดียวกับการเดินเวียนเทียน แล้วก็สวดมนต์อยู่ภายในใจ ระหว่างนั้น ผมสังเกตว่ามีผู้ชาย 3-4 คนแต่งตัวแบบสบายๆ กำลังถ่ายรูปกันอยู่ พอได้ยินเขาพูดกันก็รู้ทันทีว่า เป็นแรงงานพม่า พวกเขาคงเป็นพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างมากเป็นแน่ แล้วสังเกตว่าทุกๆ คนดูท่าทางมีสุขภาพดี ยิ้มย่องผ่องใสห่างจากอบายทั้งหลายจำพวกเหล้า บุหรี่ ต่างๆ แล้วคนหนึ่งก็มีโทรศัพท์มือถือโนเกียรุ่นใหม่เสียด้วย คิดว่า พวกเขาคงโชคดีที่ได้นายจ้างดี ไม่เอาเปรียบ คดโกง แล้วก็คงเป็นเพราะพวกเขาเองแหละที่เลื่อมใสในแก่นคำสอนของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จึงไม่ได้ตกอยู่ในอบายจนชีวิตตกต่ำเช่นเดียวกับแรงงานพม่าคนอื่นๆ ครับ
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/16.jpg
พอเดินครบ 3 รอบพร้อมสวดมนต์แล้ว ผมจึงเริ่มอธิษฐานแผ่บุญกุศลไปให้กับ บุพการี ญาติมิตร และเจ้ากรรมนายเวรเหมือนเคย แล้วจึงกลับมาที่วัดอีกครั้งด้วยความอิ่มเอมใจกับบุญกุศลที่ได้มานมัสการวัดอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ครับ
แล้วผมกับเพื่อนก็ออกเดินทางกลับบ้านด้วยความสบายใจที่ได้ใช้เวลาในวันนี้เพื่อความสุขสำราญได้อย่างสบายใจ ไม่ไปในที่อโคจรในช่วงเวลามหามงคลแบบนี้ครับ
ทิ้งท้ายนิดนึงครับ คือ ธรรมโอวาทของหลวงปู่ลีครับ
- คนที่จะพ้นตาย ต้องทำตนเหมือนคนตาย
- คนกลัวตายจะต้องตายอีก
- ผู้ที่จะพ้นจากภพก็ต้องเข้าไปอยู่ในภพ ผู้ที่จะพ้นจากชาติต้องรู้เรื่องของตัว จึงจะเป็นไปได้
- ถ้าทุกคนมีความคิดเห็นถูกต้อง การปฏิบัตินั้นเป็นเหตุไม่เหลือวิสัย
- ขณะเรานั่งสมาธิหลับตาภาวนานั้น ก็ให้หลับแต่ตา ส่วนใจเราต้องให้สว่างไสว
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/466/6466/images/asoka/08.jpg
http://www.oknation.net/blog/daniel/2008/04/17/entry-1 (http://www.oknation.net/blog/daniel/2008/04/17/entry-1)