telwada
12-04-2008, 08:11 PM
ความรู้ทุกชนิด ล้วนเป็นรากฐาน เป็นพื้นฐานของการขจัดอาสวะ แห่งกิเลส ข้าพเจ้าใช้คำว่า ขจัดอาสวะแห่งกิเลส ไม่ใช่ดับกิเลส เพราะไม่มีใครดับกิเลสได้ แต่มนุษย์ทุกคนสามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลสได้ ด้วยธรรมชาติของกลไกแห่งสรีระร่างกายอยู่แล้ว
เพราะกิเลส คือ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ในรูปแบบต่างๆกัน
กิเลสจะไหล หรือเคลื่อนที่ไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย ตามแต่ประสบการณ์ หรือการได้รับการขัดเกลาอบรม ฝึกฝน นี้กล่าวในแง่ปุถุชน
ส่วนในแง่ของพระอริยบุคคล ก็จะไหลหรือเคลื่อนที่ออกจากร่างกายตามแต่ความรู้ ความเข้าใจ
ถ้าในสมัยพุทธกาล พระอรห้นต์ย่อมต้องรู้ทุกอย่าง เพราะสมัยนั้น มีอาชีพไม่กี่อย่าง มีการประพฤติไม่กี่อย่าง มีอาชีพไม่มาก ย่อมต้องรู้ทุกอย่าง เพราะหากไม่รู้ทุกอย่าง ก็ย่อมไม่สามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลส แต่ยังมีข้อปลีกย่อยและข้อยกเว้นอีกหลายอย่าง เช่น บางอย่างไม่รู้ก็ได้ จะรู้ก็ได้ หรือบางอย่าง ถึงรู้ก็ไม่เสริมสร้างให้เกิดการขจัดอาสวะ ฯลฯ
แต่ถ้าเป็นสมัยปัจจุบัน พระอรหันต์ ก็ต้องรู้ทุกอย่างเท่าที่จำเป็น เพราะสมัยนี้ วิทยาการต่างๆมีหลายสาขา หลาย แขนง อย่างน้อยก็ต้องเรียนรู้หลักการเบื้องต้น เพราะถ้ารู้หลักการเบื้องต้นแล้วก็สามารถนำไปประยุกต์ นำไปพิจารณาเข้าใน หลักธรรมคำสอน ดังนั้นพระอรหันต์สมัยนี้ต้องเก่ง ต้องมีความเข้าใจ ในหลักวิชาการต่างๆ ทุกวิชาการเลยก็ว่าได้ จะรู้มากรู้น้อยก็แล้วแต่ว่าจะขวยขวายเรียนรู้ได้กี่มากน้อย
พระอรหันต์นั้น ย่อมต้องรู้ทุกอย่าง แต่เป็นการรู้ในหลักวิชา ไม่ใช่รู้แบบ ชาติก่อนคุณเป็นอะไร หรือชาติหน้าตายไปแล้วจะเป็นอะไร หรือเขาคนนั้นกินข้าวกับอะไร มีเมียหรือยัง มีเมียชื่ออะไร หรือมีพ่อมีแม่ชื่ออะไร อย่างนี้พระอรหันต์ไม่รู้ดอกนะถ้าไม่บอก อย่างนี้เข้าใจไหม
จบนะ
เพราะกิเลส คือ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ในรูปแบบต่างๆกัน
กิเลสจะไหล หรือเคลื่อนที่ไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย ตามแต่ประสบการณ์ หรือการได้รับการขัดเกลาอบรม ฝึกฝน นี้กล่าวในแง่ปุถุชน
ส่วนในแง่ของพระอริยบุคคล ก็จะไหลหรือเคลื่อนที่ออกจากร่างกายตามแต่ความรู้ ความเข้าใจ
ถ้าในสมัยพุทธกาล พระอรห้นต์ย่อมต้องรู้ทุกอย่าง เพราะสมัยนั้น มีอาชีพไม่กี่อย่าง มีการประพฤติไม่กี่อย่าง มีอาชีพไม่มาก ย่อมต้องรู้ทุกอย่าง เพราะหากไม่รู้ทุกอย่าง ก็ย่อมไม่สามารถขจัดอาสวะแห่งกิเลส แต่ยังมีข้อปลีกย่อยและข้อยกเว้นอีกหลายอย่าง เช่น บางอย่างไม่รู้ก็ได้ จะรู้ก็ได้ หรือบางอย่าง ถึงรู้ก็ไม่เสริมสร้างให้เกิดการขจัดอาสวะ ฯลฯ
แต่ถ้าเป็นสมัยปัจจุบัน พระอรหันต์ ก็ต้องรู้ทุกอย่างเท่าที่จำเป็น เพราะสมัยนี้ วิทยาการต่างๆมีหลายสาขา หลาย แขนง อย่างน้อยก็ต้องเรียนรู้หลักการเบื้องต้น เพราะถ้ารู้หลักการเบื้องต้นแล้วก็สามารถนำไปประยุกต์ นำไปพิจารณาเข้าใน หลักธรรมคำสอน ดังนั้นพระอรหันต์สมัยนี้ต้องเก่ง ต้องมีความเข้าใจ ในหลักวิชาการต่างๆ ทุกวิชาการเลยก็ว่าได้ จะรู้มากรู้น้อยก็แล้วแต่ว่าจะขวยขวายเรียนรู้ได้กี่มากน้อย
พระอรหันต์นั้น ย่อมต้องรู้ทุกอย่าง แต่เป็นการรู้ในหลักวิชา ไม่ใช่รู้แบบ ชาติก่อนคุณเป็นอะไร หรือชาติหน้าตายไปแล้วจะเป็นอะไร หรือเขาคนนั้นกินข้าวกับอะไร มีเมียหรือยัง มีเมียชื่ออะไร หรือมีพ่อมีแม่ชื่ออะไร อย่างนี้พระอรหันต์ไม่รู้ดอกนะถ้าไม่บอก อย่างนี้เข้าใจไหม
จบนะ