WebSnow
10-08-2005, 12:29 PM
ถาม : ขอถามเรื่องการฝึกสมาธิ ไปฝึกสมาธิเรื่องเกี่ยวกับเรื่อง จักระนะค่ะ ?
ตอบ: พอมีความรู้อยู่นิดหนึ่งจ้ะ เอ้า ! ว่าไปเลยจ้ะ
ถาม : เขาใช้การฝึกจักระโดยการดูดพลังจากธรรมชาติ ที่เวลานั่งสมาธิ เขาก็จะนั่งติดกับพื้นดิน แล้วก็นั่งตอนเช้าเพื่อรับแสงอาทิตย์แล้วก็นั่งริมแม่น้ำเพื่อรับความเย็นจากแม่น้ำ
ตอบ: แล้วนั่งกลางคืนแล้วยัง โดยเฉพาะคืนวันเพ็ญ
ถาม : ยังไม่เคยนั่งเจ้าค่ะ
ตอบ: ระวังไว้ มันจะหอนได้จ้ะ (หัวเราะ) ไอ้เรื่องนั่งกลางคืนมันทำได้ แต่ไอ้เรื่องหอนน่ะพูดเล่น แล้วก็รับพลังจากดวงจันทร์ด้วยแล้วต่อไปว่ายังไง
ถาม : พลังพวกนี้นี่เราสามารถเอามาใช้ได้จริงมั้ยคะ ?
ตอบ: สามารถใช้ได้จ้ะ แต่ว่าจริง ๆ แล้ว พลังงานทั้งหมดที่มากจากภายนอก ไม่มีอะไรสู้พลังจิตที่เกิดจากการฝึกฝนที่ดีแล้วได้ วิชาการเหล่านี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านไม่ทราบ ท่านทราบดีซะยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่ว่าตรองดูแล้วเห็นว่ามันเป็นวิชาที่ขวางกับมรรค ผล ท่านก็เลยตัดมันออกไป
ดังเช่นในพระธรรมบทที่ท่านเขียนเอาไว้ชัดเจน ว่าวันหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จออกไปยังป่าประดู่ลาย พร้อมกับทรงถือใบประดู่มาหนึ่งกำมือยกให้ภิกษุทั้งหลายดู แล้วตรัสว่า ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลายใบประดู่ในกำมือตถาคตนี้กับใบประดู่ในป่าอันไหนมากกว่ากัน......พระภิกษุทูลตอบว่า ใบประดู่ในป่ามากกว่าจนประมาณไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่านั้นแหละ สิ่งที่ตถาคตรู้ คือใบประดู่ในป่า แต่สิ่งที่ตถาคตสอนพวกเธอคือใบประดู่กำมือเดียว ท่านเลือกเอาใบประดู่กำมือเดียวที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สุขในปัจจุบันและประโยชน์สุขในอนาคต โดยเฉพาะการหลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพานมาสอนเราเท่านั้น กำมือเดียวนี่แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าทั้งป่านี่มันเท่าไร
ดังนั้นวิชาการเหล่านี้ พระพุทธเจ้าท่านทราบอยู่แล้ว แต่ท่านเห็นแล้วว่า มันไม่ใช่ เพราะว่าลำบากมาก จนกระทั่งบรรลุได้ยากเต็มที มันกลายเป็นวิชาที่ขวางกับการปฎิบัติสายตรง ท่านก็เลยไม่สอน แต่ว่าคนปัจจุบันนี่เขาเก่ง พยายามที่จะสอนกัน เราเองเก่งได้อย่างเขาบ้างก็ดีเหมือนกันน่ะ มันเป็นความรู้พิเศษเพิ่มขึ้นมา แต่ว่าจำไว้ว่า ถ้าเรามุ่งมรรคผล โดยตรงมันก็ทำให้เราเสียเวลา พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ปรารถนาธรรมที่ไม่เนิ่นช้า ถ้าทำให้ช้า ท่านไม่เอาด้วย
http://www.palungjit.com/board/showpost.php?p=104358&postcount=4
ตอบ: พอมีความรู้อยู่นิดหนึ่งจ้ะ เอ้า ! ว่าไปเลยจ้ะ
ถาม : เขาใช้การฝึกจักระโดยการดูดพลังจากธรรมชาติ ที่เวลานั่งสมาธิ เขาก็จะนั่งติดกับพื้นดิน แล้วก็นั่งตอนเช้าเพื่อรับแสงอาทิตย์แล้วก็นั่งริมแม่น้ำเพื่อรับความเย็นจากแม่น้ำ
ตอบ: แล้วนั่งกลางคืนแล้วยัง โดยเฉพาะคืนวันเพ็ญ
ถาม : ยังไม่เคยนั่งเจ้าค่ะ
ตอบ: ระวังไว้ มันจะหอนได้จ้ะ (หัวเราะ) ไอ้เรื่องนั่งกลางคืนมันทำได้ แต่ไอ้เรื่องหอนน่ะพูดเล่น แล้วก็รับพลังจากดวงจันทร์ด้วยแล้วต่อไปว่ายังไง
ถาม : พลังพวกนี้นี่เราสามารถเอามาใช้ได้จริงมั้ยคะ ?
ตอบ: สามารถใช้ได้จ้ะ แต่ว่าจริง ๆ แล้ว พลังงานทั้งหมดที่มากจากภายนอก ไม่มีอะไรสู้พลังจิตที่เกิดจากการฝึกฝนที่ดีแล้วได้ วิชาการเหล่านี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านไม่ทราบ ท่านทราบดีซะยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่ว่าตรองดูแล้วเห็นว่ามันเป็นวิชาที่ขวางกับมรรค ผล ท่านก็เลยตัดมันออกไป
ดังเช่นในพระธรรมบทที่ท่านเขียนเอาไว้ชัดเจน ว่าวันหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จออกไปยังป่าประดู่ลาย พร้อมกับทรงถือใบประดู่มาหนึ่งกำมือยกให้ภิกษุทั้งหลายดู แล้วตรัสว่า ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลายใบประดู่ในกำมือตถาคตนี้กับใบประดู่ในป่าอันไหนมากกว่ากัน......พระภิกษุทูลตอบว่า ใบประดู่ในป่ามากกว่าจนประมาณไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่านั้นแหละ สิ่งที่ตถาคตรู้ คือใบประดู่ในป่า แต่สิ่งที่ตถาคตสอนพวกเธอคือใบประดู่กำมือเดียว ท่านเลือกเอาใบประดู่กำมือเดียวที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สุขในปัจจุบันและประโยชน์สุขในอนาคต โดยเฉพาะการหลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพานมาสอนเราเท่านั้น กำมือเดียวนี่แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าทั้งป่านี่มันเท่าไร
ดังนั้นวิชาการเหล่านี้ พระพุทธเจ้าท่านทราบอยู่แล้ว แต่ท่านเห็นแล้วว่า มันไม่ใช่ เพราะว่าลำบากมาก จนกระทั่งบรรลุได้ยากเต็มที มันกลายเป็นวิชาที่ขวางกับการปฎิบัติสายตรง ท่านก็เลยไม่สอน แต่ว่าคนปัจจุบันนี่เขาเก่ง พยายามที่จะสอนกัน เราเองเก่งได้อย่างเขาบ้างก็ดีเหมือนกันน่ะ มันเป็นความรู้พิเศษเพิ่มขึ้นมา แต่ว่าจำไว้ว่า ถ้าเรามุ่งมรรคผล โดยตรงมันก็ทำให้เราเสียเวลา พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ปรารถนาธรรมที่ไม่เนิ่นช้า ถ้าทำให้ช้า ท่านไม่เอาด้วย
http://www.palungjit.com/board/showpost.php?p=104358&postcount=4