WebSnow
10-08-2005, 09:36 AM
ถาม : โดยส่วนตัวแล้วเข้าใจว่าลักษณะของนิพพานเมื่อชัดเจนเหมือนกับภาพมันวูบ ๆ หรือตัวที่มันวูบ ๆ เหมือนกับว่า ...เราคิดไปเอง
ตอบ : (หัวเราะ) เอ้า...เดี๋ยวสรุปให้ฟังดีกว่านะ นิพพานมีอยู่จริง ...มีทั้งลักษณะเป็นสถานที่ แล้วก็มีทั้งลักษณะเป็นอารมณ์จิตที่เข้าถึง แต่ว่าทั้งสองอย่างรวมแล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือถ้าเราเข้าถึงจุดนั้น เราก็จะรู้ได้ว่าสภาพนิพพานที่แท้จริงเป็นอย่างไร มันไม่ใช่เรื่องอของปุถุชนที่จะมาคิดว่า คาดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ผลของการกระทำจะเกิดขึ้น ผลของการกระทำอันนี้แหละ ทำให้สถานที่ต่าง ๆ เกิดขึ้นเพื่อรองรับเขา ถ้าชั่วก็จะมีสัตว์นรก คือแดนนรก แดนเปรต แดนอสุรกาย แดนสัตว์เดรัจฉาน ขึ้นมารองรับเขา ถ้าดีก็มีแดนแทวดา แดนพรหม แดนนิพพาน ขึ้นมารองรับเขา จะต้องการหรือไม่ต้องการก็ตาม สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นแน่
แต่ว่าสภาพของนิพพานนั้นเรียกว่าอัตตาไม่ได้ เพราะว่าถ้าเป็นอัตตา ก็ต้องมีอนัตตาคือเสื่อมสลายไปเป็นปกติ แต่เรียกว่าเกิดขึ้นก็ไม่ได้ เพราะว่าถ้าเกิดขึ้นมันก็ต้องตาย พระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามันเป็นทิพย์พิเศษต่างหากออกไปอย่างหนึ่ง ใช้คำว่า อัตตา อนัตตา มันก็มัวแต่ไปง้างกันอยู่ ค้านกันอยู่ คราวนี้อีกสองอย่างนี้ ถ้าเราเอาขึ้้นมาตีกันเมื่อไหร่ ก็คือเราเอากิเลสมาชนกัน เท่าที่ดูมาแล้วในพระไตรปิฎกมีคำเดียวที่อธิบายคำว่า นิพพานได้ชัดเจนที่สุดก็คือคำว่า ตถตา ...ธรรมชาติเขาเป็นเช่นนั้นเอง
ถาม : เมื่อคำถามมันมีมาที่จะพูดจะเล่นโต้กันในระดับของตัวบัญญัติ เพราะฉะนั้นการที่เขาพูดมาถึงสิ่งที่เป็นอนัตตา โดยความข้องใจที่เขาพยายามอธิบาย คือ กำลังจิตในลักษณะที่เป็นดินแดน แต่โดยความเข้าใจของตัวเองคือไม่เคยไป ไม่เคยเห็น ไม่เคยอะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าเกิดว่า...มันน่าจะมีจุดนั้นทีรองรับบุคคลที่มีธาตุ รู้ตัวเนี่ย...เขาขึ้นแก่ตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าสถานที่จะเรียกว่าอะไร แต่ก็ข้อสอบไปอีกเหมือนกันว่า สิ่งเหล่านี้มันไม่ถูกพูดโดยบัญญัติ ตราบใดที่บัญญัติพูดได้ นั่นก็หมายวามว่า เป็นเรื่องของสมมติสัจจะ เพื่อให้เหตุผลเขาไปอีกแบบนั้น ไม่มียกใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าไม่รู้ว่าในคัมภีร์เนี่ย บาลีท่านว่ายังไง
ตอบ : (หัวเราะ) พระพุทธเจ้ากล่าวว่า อัตถิ ภิขเว ตทายตนัง ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นย่อมมีอยู่ อายตนะ แปลตรง ๆ ว่า สถานที่เลยก็ได้ แปลว่าเครื่องรับรู้ก็ได้ เพราะว่าถ้าไม่มีอายตนตัวรับรู้ได้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า นิพพานนัง ปรมังสุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ใช่ไหมล่ะ แต่เพียงแต่ว่าเราจะเสียเวลาไปยกคัมภีร์ไปทะเลาะกันอะไร ลักษณะที่ว่าต่อให้เป็นการโต้คารมเพื่อความรู้ก็ตาม ถ้าเราไม่รู้จริงไม่สามารถสัมผัสได้จริงพูดเมื่อไหร่ก็ผิดเมื่อนั้น
http://www.palungjit.com/board/showpost.php?p=104346&postcount=9
ตอบ : (หัวเราะ) เอ้า...เดี๋ยวสรุปให้ฟังดีกว่านะ นิพพานมีอยู่จริง ...มีทั้งลักษณะเป็นสถานที่ แล้วก็มีทั้งลักษณะเป็นอารมณ์จิตที่เข้าถึง แต่ว่าทั้งสองอย่างรวมแล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือถ้าเราเข้าถึงจุดนั้น เราก็จะรู้ได้ว่าสภาพนิพพานที่แท้จริงเป็นอย่างไร มันไม่ใช่เรื่องอของปุถุชนที่จะมาคิดว่า คาดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ผลของการกระทำจะเกิดขึ้น ผลของการกระทำอันนี้แหละ ทำให้สถานที่ต่าง ๆ เกิดขึ้นเพื่อรองรับเขา ถ้าชั่วก็จะมีสัตว์นรก คือแดนนรก แดนเปรต แดนอสุรกาย แดนสัตว์เดรัจฉาน ขึ้นมารองรับเขา ถ้าดีก็มีแดนแทวดา แดนพรหม แดนนิพพาน ขึ้นมารองรับเขา จะต้องการหรือไม่ต้องการก็ตาม สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นแน่
แต่ว่าสภาพของนิพพานนั้นเรียกว่าอัตตาไม่ได้ เพราะว่าถ้าเป็นอัตตา ก็ต้องมีอนัตตาคือเสื่อมสลายไปเป็นปกติ แต่เรียกว่าเกิดขึ้นก็ไม่ได้ เพราะว่าถ้าเกิดขึ้นมันก็ต้องตาย พระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามันเป็นทิพย์พิเศษต่างหากออกไปอย่างหนึ่ง ใช้คำว่า อัตตา อนัตตา มันก็มัวแต่ไปง้างกันอยู่ ค้านกันอยู่ คราวนี้อีกสองอย่างนี้ ถ้าเราเอาขึ้้นมาตีกันเมื่อไหร่ ก็คือเราเอากิเลสมาชนกัน เท่าที่ดูมาแล้วในพระไตรปิฎกมีคำเดียวที่อธิบายคำว่า นิพพานได้ชัดเจนที่สุดก็คือคำว่า ตถตา ...ธรรมชาติเขาเป็นเช่นนั้นเอง
ถาม : เมื่อคำถามมันมีมาที่จะพูดจะเล่นโต้กันในระดับของตัวบัญญัติ เพราะฉะนั้นการที่เขาพูดมาถึงสิ่งที่เป็นอนัตตา โดยความข้องใจที่เขาพยายามอธิบาย คือ กำลังจิตในลักษณะที่เป็นดินแดน แต่โดยความเข้าใจของตัวเองคือไม่เคยไป ไม่เคยเห็น ไม่เคยอะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าเกิดว่า...มันน่าจะมีจุดนั้นทีรองรับบุคคลที่มีธาตุ รู้ตัวเนี่ย...เขาขึ้นแก่ตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าสถานที่จะเรียกว่าอะไร แต่ก็ข้อสอบไปอีกเหมือนกันว่า สิ่งเหล่านี้มันไม่ถูกพูดโดยบัญญัติ ตราบใดที่บัญญัติพูดได้ นั่นก็หมายวามว่า เป็นเรื่องของสมมติสัจจะ เพื่อให้เหตุผลเขาไปอีกแบบนั้น ไม่มียกใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าไม่รู้ว่าในคัมภีร์เนี่ย บาลีท่านว่ายังไง
ตอบ : (หัวเราะ) พระพุทธเจ้ากล่าวว่า อัตถิ ภิขเว ตทายตนัง ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นย่อมมีอยู่ อายตนะ แปลตรง ๆ ว่า สถานที่เลยก็ได้ แปลว่าเครื่องรับรู้ก็ได้ เพราะว่าถ้าไม่มีอายตนตัวรับรู้ได้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า นิพพานนัง ปรมังสุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ใช่ไหมล่ะ แต่เพียงแต่ว่าเราจะเสียเวลาไปยกคัมภีร์ไปทะเลาะกันอะไร ลักษณะที่ว่าต่อให้เป็นการโต้คารมเพื่อความรู้ก็ตาม ถ้าเราไม่รู้จริงไม่สามารถสัมผัสได้จริงพูดเมื่อไหร่ก็ผิดเมื่อนั้น
http://www.palungjit.com/board/showpost.php?p=104346&postcount=9