PDA

View Full Version : พ ร ะ พุ ท ธ สิ หิ ง ค์ -พระพุทธรูปที่เดินทางมากที่สุดในประเทศไทย


aprin
04-04-2008, 02:37 PM
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/103/8103/images/BSihing.JPG
- ๑ -
ว่ากันตามตำนาน.....พระพุทธสิหิงค์นั้นหล่อในศรีลังกาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๘ โน่น โดยกษัตริย์สีหลและพระอรหันต์เจ้าคณะหนึ่ง หล่อเสร็จมีตำหนิที่พระหัตถ์หนึ่งนิ้ว นานและนานกระทั่งล่วงเลยถึงสุโขทัยราชธานีในแผ่นดินพระร่วง-พ่อขุนรามคำแหง ขณะแปรพระราชฐานลงใต้ได้รับรายงานข่าวพุทธลักษณะที่งดงามของพระปฏิมาข้ามฝั่งอันดามันแพร่มาถึงนครศรีธรรมราช จึงให้เจ้าเมืองนครฯ แต่งทูตเชิญพระราชสาส์นทูลขอพระราชทาน พระมหากษัตริย์ลังกาในสมัยนั้นเป็นศาสนูปถัมภกและสนับสนุนการเผยแผ่พุทธศาสนาลังกาวงศ์ อย่างจริงจัง จึงพระราชทานพระพุทธสิหิงค์ตามพระประสงค์ เพื่อประโยชน์ด้านสืบพระศาสนา มหากาพย์การโปรดสัตว์ของพระพุทธสิหิงค์ในแผ่นดินสยามจึงเริ่มต้นที่ฝั่งเมืองนครฯ โดยจัดพิธีสมโภช ๑ สัปดาห์ ว่ากันว่าพ่อขุนฯ เสด็จไปรับถึงนครฯ เมื่อเคลื่อนขบวนเดินทาง พ่อขุนทรงประคององค์พระไปตลอดทาง กษัตริย์สุโขทัยทุกพระองค์ ทรงเคารพบูชาพระพุทธสิหิงค์ตลอดมา


http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/103/8103/images/BSihing100.JPG

พ.ศ. ๑๙๒๐ สุโขทัยอ่อนกำลัง ขณะสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว-พี่เขยพระเจ้าอู่ทอง) แห่งศรีอยุธยาขยายอาณาเขตและได้สุโขทัยไว้ในอำนาจ พระยาไสยลือไทถูกลดตำแหน่งเจ้าประเทศราชลงมาว่าราชการที่พิษณุโลก พระยาไสยฯ ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาที่นี่เป็นเมืองที่ ๒ กระทั่งสิ้นพระชนม์ ขุนหลวงพะงั่ว จึงโปรดฯ ให้ขบวนเรือหลวงเชิญพระพุทธสิหิงค์สู่กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองที่ ๓

ด้วยนโยบายด้านรัฐศาสตร์ ขุนหลวงพะงั่วจึงแบ่งเขตการปกครองสุโขทัยเป็นสองมณฑล ตาก-กำแพงเพชร-นครสวรรค์เป็นมณฑลหนึ่ง กำแพงเพชรเป็นเมืองหลวง พระยาญาณดิศกินตำแหน่งผู้ว่าการมณฑล สุโขทัย-สวรรคโลก-พิษณุโลกเป็นอีกมณฑล เชื้อพระวงศ์พระร่วงปกครองต่อเนื่องถึงรัชทายาทอยุธยา

พระยาญาณดิศ-ผู้ว่าการนั้น เป็นราชบุตรเลี้ยงในขุนหลวงพะงั่วที่ติดมากับพระมเหสีจันทร์ ปรารถนาจะได้พระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานที่กำแพงเพชร จึงออดอ้อนให้พระมารดาทูลขอ ขุนหลวงพะงั่วก็โปรดฯ ให้ขุนพุทธบาลเลือกพระพุทธรูปให้องค์หนึ่ง พระมเหสีได้วางสินบน (Corruption) ขุนพุทธบาล เจาะจงว่าปรารถนาพระพุทธสิหิงค์ ท่านขุนฯ จึงแจ้งรหัสลับว่าถ้าเขาวางพวงมาลัยวหน้าพระประธานองค์ใด นั่นแหละคือพระพุทธสิหิงค์กำแพงเพชรจึงเป็นเมืองลำดับ ๔ ที่พระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐาน ต่อมาหลวงพี่ชาวกำแพงเพชรรูปหนึ่งจะถือธุดงค์วัตรขึ้นเหนือ ท่านจึงปั้นรูปจำลองด้วยขี้ผึ้งแล้วปลีกวิเวกสู่เชียงราย เจ้ามหาพรหมแห่งเชียงรายเห็นเข้าก็อยากได้มาคู่บารมี จึงสมานฉันท์กับเจ้ากือนาแห่งเวียงพิงค์-ผู้พี่ชาย จัดทัพผสมมุ่งใต้สู่กำแพงเพชรและขู่ขอพระพุทธสิหิงค์ พระยาญาณดิศกำลังน้อยจำใจผูกไมตรียอมถวาย

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/103/8103/images/BSihing102.JPG

พระพุทธสิหิงค์จึงจาริกสู่ล้านนา แรกเริ่มเดิมทีเจ้ากือนามีพระบัญชาให้ประดิษฐานที่เชียงใหม่ แต่เจ้ามหาพรหมผู้น้องขอยืมมาจำลองแบบ พระพุทธสิหิงค์จึงไปเชียงรายเป็นเมืองที่ ๕ บังเอิญเจ้ากือนาถึงพิราลัย เจ้ามหาพรหมจึงลืมคืนและให้ช่างตัดนิ้วพระหัตถ์ซึ่งพิรุธแต่เดิมออก หล่อเนื้อทองสัมฤทธิ์ (สำริด) เทติดเข้าไปใหม่จนบริสุทธิ์ดี ฝ่ายเชียงใหม่นพบุรี คณะมนตรีลงมติถวายบัลลังก์ให้เจ้าแสนเมืองมา เจ้ามหาพรหมพิโรธสุดขีด ระดมพลหมายจะยึดเชียงใหม่ แต่เจ้าแสนฯ ผู้หลานเข้มแข็งกว่า วางยุทธศาสตร์ตอบโต้กลับ จนยึดได้เชียงรายและอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์สู่เวียงพิงค์นพบุรี เป็นเมืองที่ ๖ ตั้งใจจะไปจำที่วัดสวนดอก แต่รถบุษบกติดอยู่สนามหญ้าหน้าวัดลีเชียงพระ จึงมีบัญชาให้ประดิษฐานเป็นประธานทีวิหารหลวง ชาวบ้านจึงเรียกวัดลีฯ เป็นวัดพระสิหิงค์ ตามชื่อพระพุทธรูปและสั้นลงเหลือแค่วัดพระสิงห์โดยลำดับ

พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานที่วัดนี้นานกว่าสองศตวรรษ (บางตำนานเพิ่มเติมว่าเมื่อเจ้าไชยเชษฐาธิราชครองสองอาณาจักร พระองค์ได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญไปล้านช้าง-หลวงพระบางหลายองค์ รวมทั้งพระพุทธสิหิงค์ก็ไปประดิษฐานที่ล้านช้างร่มขาวเป็นเมืองที่ ๗ ระยะหนึ่ง กระทั่งคณะมนตรีเวียงพิงค์ท้วงติงทวงคืนจึงพระราชทานแค่พระพุทธสิหิงค์องค์เดียว องค์อื่นๆ ยังตกค้างที่หลวงพระบางจนย้ายราชธานีสู่เวียงจันทร์)

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/103/8103/images/WatPraSingha.JPG
- ๒ -
ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓ อยุธยาล่วงสู่ยุคปลาย....สมเด็จพระนาราย์มหาราช มีสองเจ้าพระยาโกษาธิบดีพี่น้องคู่บัลลังค์ มีเสนาธิการอย่างฟอลคอน และหน่วยคชบาลที่ทรงประสิทธิภาพ กรุงศรีฯ จึงคืนสู่ความเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง พ.ศ. ๒๒๐๕ พระองค์เปิดสงครามกับเชียงใหม่ เจ้าพระยาโกษาธิบดี-ปาน เป็นขุนพลนำทัพ ได้ชัยชนะแล้วก็อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับราชธานี ประดิษฐาน ณ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาเมื่อกรุงแตก (รัชกาลพระเจ้ามังระ-โอรสอลองพญา) เชียงใหม่ภายใต้รัฐอารักขาของพม่า จึงเชิญเสด็จพระพุทธสิหิงค์กลับเวียงอีกรอบใน พ.ศ. ๒๓๑๐

พ.ศ. ๒๓๓๐ เชียงใหม่เป็นเมืองร้างและอยู่ในสถานการณ์การแย่งชิง รายงานข่าวกรองเรื่องแม่ทัพหวุ่นยีจะบุกล้านนาถูกส่งถึงกรุงเทพฯ ล้นเกล้าฯ ร.๑ โปรดฯ ให้พระยากาวิละแบ่งครอบครัวจากลำปางไปรักษาเชียงใหม่ แต่กำลังผู้คนมีน้อยเกินจะรักษาเวียงพิงค์ พระยากาวิละจึงยั้งขบวนที่ป่าซาง ล้นเกล้าฯ ร. ๑ แบ่งกำลังทัพหลวงให้สมเด็จพระอนุชาธิราช ๖๐,๐๐๐ ขึ้นไปช่วยอย่างเร่งด่วน


http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/103/8103/images/BSihing104.jpg

กรมพระราชวังบวรฯ นำทัพเข้าโจมตีช่วยศึกลำปาง เดินหน้าไปสลายกำลังพม่าที่สมรภูมิป่าซางและตามตีถึงเชียงแสน เสร็จศึกครั้งนี้วังหน้าพระยาเสืออัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาสู่ราชธานีใหม่-กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่ ๘ และทูลขอไว้ในพระราชวังบวรฯ อุทิศพระราชมณเฑียรถวายพระราชนามว่า-พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ (พระที่นั่งพุทไธสวรรย์) ฝาผนังข้างในเหนือช่องหน้าต่างเขียนเทพชุมุนุม ๔ ชั้น มีเส้นสินเทาคั่นแถวบน ซึ่งบรรดนักสิทธิ์วิทยาธรต่างหอบดอกไม้มาถวายเป็นพุทธบูชา ส่วนผนังระหว่างห้องหน้าต่างเล่าเรื่องปฐมสมโพธิหรือพุทธประวัติ โดยเฉพาะห้องที่ ๓ ซ้ายมือภาพพระพุทธองค์เปิดสามโลกในวันเทโว ว่ากันว่า...เป็นจิตรกรรมสองมิติสกุลช่าง ร. ๑ ที่คลาสสิคที่สุดในต้นรัตนโกสินทร์ ทิดคำค่อนข้างจะเห็นด้วยเพราะบรรดาเปรตในภาพกินดีอยู่ดีมีเนื้องหนัง บางตัวลงพุงห้อยสีหน้าและดวงตาแสดงความตื่นเต้นเห็นได้ชัด

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/103/8103/images/BSihing103.jpg


เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จสวรรคาลัย พระบรมเชษฐาธิราช เกรงสมบัติล้ำค่าในพระที่นั่งองค์นี้จะสูญหาย จึงโปรดฯ ให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานที่วัดพระแก้วจนถึงรัชกาลที่ ๔ จึงโปรดฯ ให้สมเด็จพระอนุชาธิราช-พระปิ่นเกล้าฯ เชิญเสด็จพระพุทธสิหิงค์คืนวังหน้า พระปิ่นเกล้าฯ มีพระราชดำริจะประดิษฐานเป็นพระประธานในวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) การไม่ทันสำเร็จก็เสด็จสวรรคาลัยซะก่อน เมื่อพระปิ่นฯ เสร็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปประทับวังหน้าเนืองๆ ด้วยมีพระราชประสงค์มิให้เป็นวังว่างดังในรัชกาลก่อนๆ พระพุทธสิหิงค์จึงคงประดิษฐานอยู่ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ มิได้เชิญลงมาไว้วังหลวงเหมือนครั้งรัชกาลที่ ๑

ถือได้ว่าพระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปที่เดินทางโปรดสัตว์มากที่สุดในประเทศไทย ไปมาแล้ว ๘ เมือง ๔ ราชธานี ตั้งแต่สุโขทัย-กรุงศรี-ล้านนาและรัตนโกสินทร์ พระพุทธสิหิงค์นั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและสืบพระพุทธศาสนา เชื่อกันว่าประดิษฐานที่ไหนจะอำนวยสวัสดิ์แก่ที่นั้นๆ เมืองใดชนะสงครามจึงมักจะอัญเชิญเพื่อเสริมสง่า-บารมี อีกทั้งให้ชาวประชาสักการะเพื่อความร่มเย็นเป็นสิริและมงคลแก่ผู้กราบไหว้ ตรุษสงกรานต์ทุกปี จึงอัญเชิญให้สรงน้ำที่ปะรำพิธีปริมณฑลท้องสนามหลวง เพื่อประกอบกุศลเริ่มต้นชีวิตตามแบบประเพณีปีใหม่ไทย

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/103/8103/images/BSihing02.jpg
- ๓ -
ว่ากันโดยยึดพุทธศิลป์แล้ว......นักประวัติศาสตร์ศิลปะเชื่อว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นฝีมือสกุลช่างสุโขทัยของเรานี่เอง หนำซ้ำเป็นสุโขทัยยุคปลายช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ไม่ได้ย้อนไกลไปถึงลังกา หล่อด้วยสำริดกะไหล่ทอง พุทธลักษณะที่เด่นเล่าให้ฟังแบบกันเองคือหน้าอิ่มค่อนข้างกลมผสมสุโขทัยอิทธิพลลังกา คิ้วโก่ง จมูกโด่งปากอมยิ้มนิดๆ ขมวดเส้นผมเป็นก้นหอย-รัศมีเปลวเพลิง บ่าใหญ่-เอวเล็ก ชายสังฆาฏิพลิ้วปิดสะดือแยกสองแฉกเป็นเขี้ยวตะขาบ ครองจีวรเปิดไหล่ขวา นิ้วมือ-นิ้วเท้าเสมอกันอันเป็นจุดเด่นของพุทธศิลป์สุโขทัยยุคหลัง

สูงจากพื้นที่ประทับถึงรัศมี ๙๑ ซม.หน้าตักกว้าง ๖๓ ซม. แสดงปางตรัสรู้ในอิริยาบถขัดสมาธิราบบนฐานกลีบบัวหงาย ๒ ชั้น ถ้าตอบคำถามในเกมส์โชว์ทางทีวีเพื่อเรียกเสียงกรี๊ด...ต้องฟันธงลงไปชัดๆ ว่าพระพุทธสิหิงค์ เป็นศิลปะสุโขทัยตอนปลายหรือยุคหลัง (Sukhothai Post Classic) ร่วมสมัยกับพระพุทธชินราช-พระชีนสีห์ และพระศาสดา ทิดคำพินิจดูด้วยตาเปล่าและกล้องขยายแล้ว มีความรู้สึกร่วมกับตำนานว่าพุทธลักษณะองอาจสง่าดุชพญาสิงห์ สวยงามคนละแบบกับพระพุทธชินราช-วัดใหญ่ แต่ให้คุณค่าทางพุทธศิลป์พอๆ กัน

ทิดคำมีโอกาสสักการะในพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ๒-๓ หน กูรูด้านประวัติศาสตร์ศิลป์แห่งสำนักโบราณคดี ม.ศิลปากร ท่านขอดเกร็ดให้ฟังว่า ประเพณีอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์เมื่อก่อนก็เชิญองค์จริงลงมณฑปเสด็จจากวังหน้ามาประดิษฐานที่ท้องสนามหลวงให้พี่น้องสรงน้ำเพื่อเป็นสิริมงคล ต่อมาชาวประชาล้นหลามการสรงน้ำจึงต้องทำแบบเร่งรัดรวดเร็ว เพื่อให้คนอื่นๆ ได้ร่วมในพิธีด้วย ผู้คนจึงซื้อน้ำหอมขวดเล็กหน้าปะรำพิธีเปิดฝาเขย่าๆ แล้วสะบัดไปสรงองค์พระ หลายคนหลายขวดและหลายปี จึงมีเหตุการณ์ขวดน้ำหอมหลุดมือลอยไปกระแทกบริเวณท้องด้านซ้าย ใต้แนวซี่โครงเป็นรอยบุบเล็กๆ ทำให้สูญเสียพุทธศิลป์โดยรวม

กรมศิลปากรเกรงว่าองค์พระจะชำรุดเสียหายมากไปกว่านี้ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจำลอง (Replica) ในขนาดเท่ากันทุกประการปานคู่แฝด ก่อนวันสงกรานต์เล็กน้อย ผู้ว่าฯ กทม. หรือผู้บริหารระดับสูงก็จะไปอัญเชิญองค์จำลองจากห้องแสดงหมายเลข ๙ บนชั้น ๒ ตึกประพาสพิพิธภัณฑ์ แห่มาประดิษฐานที่สนามหลวงรับการสรงน้ำเย็นฉ่ำตลอดวันและคืนตลอดสงกรานต์

ส่วนองค์จริงท่านก็ประทับในบุษบกกลางพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พุทธศาสนิกอย่าได้แปลกใจ หากท่านพาแฟนหรือควงกิ๊กไปสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ที่ท้องสนามหลวงแล้ว ข้ามถนนเดินผ่านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร หันหน้าไปเห็นอีกองค์เหมือนกันเป๊ะในพระที่นั่ง อย่าตกใจนะครับเพราะท่านยังไม่ได้แสดงปาฏิหาริย์แยกร่างใดๆ

หนุ่มสาวพลัดถิ่นท่านใดที่คาดว่าตัวเองจะตกค้างสงกรานต์ในเมืองหลวง คิดจะไปแฟนซีสงกรานต์ย่านตรอกข้าวสารและถนนพระอาทิตย์ถือโอกาสไปสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์คงเป็นอุดมมงคลไม่น้อย เพราะสนามหลวง-บางลำภูก็ไม่ไกลเกินศรัทธาที่จะก้าวเดิน...


http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=164932&stc=1&thumb=1&d=1176610518 (http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=164932&d=1176610518) http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=164933&stc=1&thumb=1&d=1176610518 (http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=164933&d=1176610518)

http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=164934&stc=1&thumb=1&d=1176610518 (http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=164934&d=1176610518) http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=164935&stc=1&thumb=1&d=1176610518 (http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=164935&d=1176610518)


ขอขอบคุณ ที่มาข้อมูลคะ : Posted by คุณทิดคำเมอรอน (http://www.oknation.net/blog/account.php?id=8617)
http://www.oknation.net/blog/kamerone14/2008/03/22/entry-1

บุษบากาญจ์
04-04-2008, 04:09 PM
แล้วปีนี้เค้าจะนำมาให้สรงน้ำหรือเปล่าไม่รู้เนอะ เพราะมีงานฯ ที่สนามหลวงน่ะ

AddWassana
04-04-2008, 07:09 PM
ขออนุโมทนาค่ะ

Vay
04-04-2008, 08:02 PM
แรงศรัทธาคงเยอะอีกเช่นเคย

ธรรมวิวัฒน์
04-04-2008, 10:24 PM
อนุโมทนาครับ

DITCE
05-04-2008, 10:46 AM
อนุโมทนาด้วยครับ

เฮียปอ ตำมะลัง
05-04-2008, 12:25 PM
302923

อ นุ โ ม ท น า ส า ธุ

watasit
05-04-2008, 04:08 PM
อนุโมทนาสาธุ ๆๆ

อรวี จุฑากรณ์
05-04-2008, 08:37 PM
อนุโมทนาสาธุ

นายจั๊บ
05-04-2008, 10:45 PM
อนุโมทนาครับ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าเป็นศิลปะแบบเชียงแสนลังกาวงศ์มากกว่าครับ

คนมีกิเลส
05-04-2008, 11:04 PM
http://board.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=303188&stc=1&d=1207414777

ฮุ้ง-หงส์
06-04-2008, 04:36 PM
อนุโมทนา สาธุ ค่ะ

เกสรช์
06-04-2008, 08:42 PM
คาถาพระพุทธสิหิงค์
นะโม(3จบ)
(นำ) หันทะ มะยัง พุทธะปะสังสา คาถาโย พุทธะสิหิงโค นามะภะณามะ เส.
(รับ) อิติ ปะวะระสิหิงโค อุตตะมะยะโสปิ เตโช
ยัตถะ กัตถะ จิตโตโส สักกาโร อุปาโท
สะกาละพุทธะสาสะนัง โชตะยันโตวะ ทีโป
สุระนะเรหิ มะหิโต ธะระมาโนวะ พุทโธติ.
คำแปล
พุทธสิหิงคา อุบัติมา ณ แดนใด
ประเสริฐ ธ เกริกไกร ดุจกายพระศาสดา
เป็นที่เคารพน้อม มนุษย์พร้อมทั้งเทวา
เปรียบเช่นชวาลา ศาสนาที่ยืนยง
เหมือนหนึ่งพระสัมพุทธ สุวิสุทธิ์พระชนม์คง
แดนใดพระดำรง พระศาสน์คงก็จำรูญ
ด้วยเดชสิทธิศักดิ์ ธ พิทักษ์อนุกูล
พระศาสน์บ่มีสูญ พระเพิ่มพูลมหิทธา
ข้าฯ ขอเคารพน้อม วจีค้อมขึ้นบูชา
พิทักษ์ ธ รักษา พระศาสน์มาตลอดกาล
ปวงข้า ฯ จะประกาศ พุทธศาสน์ให้ไพศาล
ขอพระอภิบาล ชินมารนิรันดร์ เทอญ.
(สวดทุกค่ำเช้า ก่อนนอน ก่อนออกจากบ้าน จักเกิดลาภผลอันสุจริต เป็นศิริมงคล คุ้มครองป้องกัน แคล้วคลาดจากภยันตราย)ขณะนี้ดิฉันอยู่ตปท.ก็ยังสวดเป็นประจำ ศักดิ์สิทธิ์นักแล สาธุ....(^)

ชนะมาร
07-04-2008, 07:48 AM
อนุโมทนาสาธุ...บุญ

ahantharik
07-04-2008, 01:33 PM
อนุโมทนาครับ