View Full Version : ฉบับที่ ๘ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
WebSnow
08-08-2005, 05:10 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๔
ณ บ้านอนุสาวรีย์ ฯ
http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=27985
ถาม : .........(ไม่ชัด)..................
ตอบ : เณรภาคฤดูร้อนบวชกันอยู่เรื่อย มานั่งร้องไห้อยู่ในป่าส่งเข้าบึงไป บอกว่า ผมคิดว่าผมเป็นผู้ใหญ่แล้ว เด็กอายุ ๑๘ แล้วน่ะ ปีนี้เข้ามหาลัย บอกว่ามั่นใจว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ที่ไหนได้ไปอยู่ป่าเข้าไปจริง ๆ ร้องไห้คิดถึงบ้าน
อาจารย์โหดร้ายมากบวชเสร็จเข้าป่าเลย มันต้องเคี่ยวกันให้ได้ ไม่งั้นเขายืนด้วยตัวเองไม่ได้สักทีหนึ่ง และอีกอย่างเป็นพระเป็นเณรถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วนี่ เราปกครองแบบผู้ใหญ่ใช่มั้ย ? ขนาดเณรอาร์ตเพิ่งอยู่ชั้น ป. ๕ ป. ๖ เท่านั้นเองยัดเข้าป่าไปตั้งแต่วันแรกบวชเลย คนเราถ้าหากไม่ได้ไปเจอกับสภาพของธรรมชาติที่แท้จริงก็มักคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่นัก
แต่พอไปเปรียบเทียบกับป่าทะเลเข้ามันกลายว่าเป็นผงเดียวเท่านั้นเอง เหลียวหน้าไปทางไหนก็ป่าทั้งนั้น เณรอาร์ตร้องไห้เพราะหลวงน้ากอล์ฟหลอกมัน ...ไม่ได้หลอกเขาบอกความจริงแต่เณรรับไม่ได้ เณรบอกเสียงเสือมันต้องมากินเราแน่ ๆ เลย หลวงน้าไม่กลัวเหรอ ? (หัวเราะ ) ท่านกอล์ฟบอกว่าไม่กลัวหรอก ทำไมหลวงน้าไม่กลัวล่ะ ? ผมวิ่งเร็วกว่าไง ผมก็วิ่งหนีก่อน (หัวเราะ) มันวิ่งเร็วกว่าจะเหลือใคร ก็เหลือเณรให้มันกิน (หัวเราะ) เณรร้องไห้เลย ไม่มีหรอกไอ้ที่ต้องไปปลอบเด็กน่ะ
เณรคิมมาเดินป่าเสียงล้มครืนท่านกอล์ฟจ้ำอ้าวเลย ถามว่าทำไมวะ ? หยุดไม่ได้หรอกครับ ถ้าขืนหยุดแล้วมันเจ็บนานว่าอย่างนั้น มันกลัวป่า มันล้มลงไปแล้วพอมันเห็นเราไม่หยุดแล้วมันต้องวิ่งตาม ลองดูมั่งมั้ย ออกป่ามาเล่าให้ฟังมันสนุกไปเจอเองแล้วจะรู้ว่ามันทุกข์ขนาดไหน
ถาม : แล้วออกป่าจริง ๆ นี่ เวลาไม่เจอหมู่บ้านไม่ ไม่เจอคนเลย ?
ตอบ : ดูสิมันมีของพวกของป่าอะไรก็อย่างนั้น ถ้าหากว่าสามารถขอข้าวจากเทวดาก็ขอไป ถ้าหมดภาพทุกอย่างแล้วก็อดเอา
ถาม : อยู่ป่านี่ผักผลไม้ที่ทานได้ ?
ตอบ : ครูบาอาจารย์ที่ออกป่าแต่ละสายล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์อดหน้าเขียวกันมาแล้วทั้งนั้นเลย กระทั่งหลวงพ่อเราว่าเก่งนักเก่งหนาเทวดาเขาแกล้งไม่ให้กินอดซะ ๔ วัน หลวงพ่อ ๓ องค์ท่านไปบิณฑบาตรแล้วไปสงสัยไง แล้วหลวงพ่อเล็กท่านก็สงสัยว่าเด็กที่ไหนมันเดินมาใส่บาตรกลางป่า ก็ถามว่าหนูบ้านอยู่ไหนจ๊ะ (หัวเราะ) เปิดไปเลย (หัวเราะ) คราวนี้อดไปเหอะอยากขี้สงสัยดีนัก
มีวิธีเก็บทุเรียนข้ามปี ที่วัดมีทุเรียนกินข้ามปีทุกปีเลย แกะแล้วใส่ถ้วยใส่จานให้ดี เอาถุงพลาสสติกผูกไว้แล้วยัดเข้าช่องฟรีชไปเลย ถึงเวลาเอามากินเหมือนกินไอติมทุเรียน อยู่ได้ข้ามปีจริง ๆ เก็บไว้นานเท่าไหร่ก็ได้ถ้ามันอยู่ในสภาพที่แช่แข็ง แล้วมันแปลก..... ถ้าโดนความเย็นขนาดนั้นแล้วไม่มีกลิ่นไอ้ที่มันมีกลิ่นเพราะมันโดนความร้อน ความร้อนมันทำให้น้ำมันระเหยของมันแตกตัวออกมา กลิ่นมันก็ออก ถ้าโดนความเย็นมันหดหมด
ถาม : พระพุทธเจ้าสมัยบำเพ็ญปัญญาบารมีระยะแรกท่านชื่ออะไรคะ ?
ตอบ : มโหสถบัณฑิตอันนั้นเป็นปรมัตถบารมีนะ ตอนอื่น ๆ ยังมีอีกเยอะ อย่างท่านเป็นโสมทัตมานพไง ตอนที่ท่านเป็นโสมพัตมานพท่านมีพ่อเป็นพรามหณ์ที่ตอนหลังเกิดเป็นโลลุทายี โลลุทายีเป็นพระที่เหลวไหลมาก เป็นต้นกำเนิดศีลสาระพัดข้อนั่นแหละว่าอะไรไปก็จำได้แป๊บเดียว
ปรากฏว่าพอพระนินทา พระพุทธเจ้าท่านก็เลยเล่าเรื่องให้ฟังว่าท่านเกิดเป็นโสมทัตมานพนี่ท่านเป็นมหาดเล็กใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน พ่อก็ทำมาหากินไปตามแบบของตัว ปรากฏว่าวันหนึ่งวัวตายไปหนึ่งตัวก็ส่งข่าวให้ลูก ลูกมาดู เออ... มันตายจริง ๆ พ่อบอกว่า เจ้าเป็นมหาดเล็กใกล้ชิดขอพระราชทานพระเจ้าแผ่นดินสิ เราจะได้มีวัวไว้ทำนาต่อ
ท่านก็บอกว่าท่านเป็นคนใกล้ชิดถ้าขออะไรจากเจ้านายคนอื่นเห็นแล้วเขาจะเอาเยี่ยงอย่าง ให้พ่อไปขอเอง อุตสาห์สอนวิธีให้นะ เอาหญ้าผูกเป็น ๒ ฟ่อน ฟ่อนนี้เป็นตัวพระราชา ฟ่อนนี้เป็นพ่อนะ ต้องนั่งอยู่ท่านี้ แล้วไปถึงท่านจะตรัสถามว่าเป็นใครมาจากไหน ให้บอกว่าข้าพเจ้าชื่อนั้น ชื่อนี้ เป็นพ่อของโสมทัตมานพ ข้าพเจ้ามีวัวอยู่ ๒ ตัว บัดนี้ได้ตายไปตัวหนึ่ง แล้วขอพระราชทานอีกตัวหนึ่งพระเจ้าค่ะ
สอนอยู่ ๓ วัน แค่ประโยคไม่กี่ประโยคนี้ ปรากฏว่าพอไปถึงจริง ๆ ท่านก็กราบทูลบอกว่าท่านเป็นพ่อของโสมทัตมานพ มีวัวอยู่ ๒ ตัว บัดนี้ตายไปแล้วตัวหนึ่งเลยขอถวายอีกตัวหนึ่งพระเจ้าค่ะ มันก็เกลี้ยงเท่านั้นสิ พระเจ้าแผ่นดินท่านฟังอยู่มันแปลก ๆ ก็เลยหัวเราะ ท่านบอกว่า โสมทัตบ้านของเธอมีวัวมากหรือถึงจะเอามาถวายพระเจ้าแผ่นดิน โสมทัตมานพท่านฉลาดท่านบอกว่าถ้าพระองค์จะพระราชทานให้ก็จะมีมากพระเจ้าค่ะ คนฉลาดซะอย่าง ปากดีเป็นศรีแก่ตัว ท่านเลยให้ไปฝูงหนึ่งเลย นั้นแหละปัญญาบารมีขั้นต้น ๆ เอง
ถาม : อยากถามว่าปฎิปทาของหลวงปู่สดที่ว่า เมื่อสิ่งใดยังไม่สำเร็จยังไม่ควรบอกแก่ผู้ใด ในยุคนี้จะสามารถใช้ต่อไปได้ ?
ตอบ : ใช้ได้ ยืนยันว่าใช่ได้ แต่ว่าขณะเดียวกันคำว่า ไม่ควรบอกแก่ผู้ใดนั้นหมายถึงบอกทั้งหมดและถ้ามันเป็นเรื่องใหญ่เกินกำลังของเราเอง เราต้องบอกคนอื่นแต่บอกแค่ไหนสิ่งที่เขาต้องทำแค่นั้น คือ เขาต้องให้ความร่วมมือเราแค่ไหนเราบอกรายละเอียดเขาแค่ไหนเราบอกราบละเอียดเขาแค่นั้น
ถาม : สมมุติว่าเราต้องการที่จะทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ว่าเรายังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เราควรถือปฎิปทาของท่าน ?
ตอบ : บอกว่าใช่ได้เลยไง ถ้าคุณจะพาคนไปประท้วงรัฐบาลอย่าบอกว่าพามันไปประท้วง บอกว่าจะพาไปคนไปเที่ยวทำเนียบ คือ ให้มันรู้เท่าที่มันควรรู้แค่นั้นเอง (หัวเราะ) เข้าใจหรือยัง เปรียบเทียบง่าย ๆ (หัวเราะ) ขืนไปบอกตั้งแต่แรกไอ้คนใจไม่ถึงมันก็ถอนตัวหมด คุณไม่มีพวกไปประท้วงหรอก
ท่านโลลุทายีนี่จริง ๆ ปัญญาท่านเยอะนะ เหตุที่ต้องใช้คำว่า ปัญญาท่านเยอะเพราะว่าท่านหัวหมอแบบทนายความ เลี่ยงกฏหมายเก่ง พระพุทธเจ้าเราสมัยก่อนไม่มีศีลข้อห้ามลักขโมย ก็ไปขโมยของคนอื่นเขา ถามว่าขโมยมาจากไหน บอกว่าขโมยมาจากในป่า คนเข้าไปทำงานทำการในป่าเสร็จมีห่อข้าวห่อของก็วางไว้แล้วไปตัดไม้ ทำไร่ อย่างนั้นนะ ไปขโมยเขา ไปขโมยเขาเสร็จ
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าต่อไปนี้อย่าไปขโมยนะ เขาเองถือว่าห้ามเฉพาะที่ในป่าก็เลยไปขโมยในบ้าน พระพุทธเจ้าท่านเลยบัญญัติเพิ่ม ห้ามขโมยในบ้านนะ ก็เว้นแต่ในบ้านแต่ในป่าไปขโมยในลานตากผ้าเขา มันจะมีโรงย้อมผ้า ถึงเวลาจะมีลานตากผ้าอยู่ ส่วนใหญ่พวกนี้อยู่ลึกหน่อย ให้ห่างจากชุมชนเพราะว่าบางทีพวกไม้ที่เอามาต้มมาย้อม พอเวลามันบูดเน่าแล้วกลิ่นมันแรง อยู่ใกล้ชุมชนไม่ได้จะอยู่ในป่าก็ลำบากอีกมันจะไม่มีแสงแดด ต้องทำเป็นลานเฉพาะ ตัดต้นไม้ออกทำเป็นที่กว้างมากเลย
เขาถือว่าไม่ได้ขโมยในป่าไม่ได้ขโมยในบ้าน เพราะขโมยในลานตากผ้าอย่างนี้..... เอาไปเรื่อยแหละ ฉลาดเป็นบ้าเลย ใครว่าท่านโง่ไม่ได้นะ (หัวเราะ) ฉลาดจริง ๆ เพียงแต่ว่าท่านเลี่ยงบาลีประเภทจับจดโลเลเอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างนี้ เลยเรียก โลลุทายี คือ อุทายีโลเล เพราะว่าท่านอุทายีมีองค์หนึ่งที่เป็นอำมาตย์ของพระเจ้าสุทโธทนะ อันนั้นท่านผิวดำหน่อย เขาเรียกว่า กาฬุทายี คือ อุทายีผิวดำ พระเจ้าสุทโธทนะส่งราชทูตไป ๑๐ ชุด ด้วยกัน ไปนิมนต์พระพุทธเจ้าให้มาโปรดท่านบ้าง
ปรากฏว่าทั้ง ๑๐ ชุด พอไปฟังเทศน์ปุ๊บกลายเป็นพระอรหันต์เสร็จเรียบร้อยลืมงานเดิม มีความสุขแล้วจบ (หัวเราะ) จนถึงท่านอุทายีองค์นี้ อุทายีองค์นี้ท่านไปถึงท่านจะเป็นอรหันต์แล้วท่านยังจำงานเก่าได้ว่าได้รับคำส่งมาอย่างนี้ เลยทูลขออาราธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จไปโปรดพระประยูรญาติบ้าง พระพุทธเจ้าท่านเห็นความสามารถของท่านอุทายี ก็บอกท่านว่า ท่านไปก่อน ไปสงเคราะห์เขาก่อนล่วงหน้า ๓ เดือน เพื่อให้เขาหมดทิฐิมานะหรือลดทิฐิมานะลง
คราวนี้ท่านอุทายีท่านไปท่านมีอะไรที่อัศจรรย์ให้เขาเห็น คนนับถือเลื่อมใสมาก ท่านก็ประกาศบอกเขาว่านี่เป็นเพราะว่าเราเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าซึ่งเคยเป็นเจ้าชายสิทธัตถะมาก่อน คนจำนวนมากก็รู้แล้วว่าพระพุทธเจ้าเก่งขนาดไหน เพราะว่าขนาดลูกศิษย์เล็ก ๆ ยังเก่งขนาดนี้เพิ่งบวชไม่นาน คราวนี้ท่านสามารถยังความเลื่อมใสให้แก่มหาชนทั้งที่เป็นเชื่อพระวงศ์ของศากยะและชาวบ้านทั่ว ๆ ไปด้วย ก็เลยเป็นเอตะทัคคะทางผู้ที่ยังตระกูลให้เกิดความเลื่อมใสได้ง่าย คนละอุทายีกันนะ
สมัยก่อนท่านจะมีฉายาอยู่ไง ใช้แทนนามสกุล จะได้รู้ว่าเป็นใคร ไม่ซ้ำกัน โลเลทายี คือ อุทายีผู้โลเล กาฬุทายี คือ อุทายีที่ผิวดำ ถ้าชื่อซ้ำกันจะมีฉายาต่อ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 05:10 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : และพระที่..........ต้องอาบัติ ?
ตอบ : ท่านยกให้ ท่านเรียก อาทิกัมมิกะ แปลว่า บุคคลคนที่เป็นต้นบัญญัติในอาบัตินั้น ถือว่าเป็นตัวอย่างแก่คนอื่นเขา ไม่นับว่าผิดเพราะยังไม่มีข้อห้าม แต่คนที่สองปุ๊บนี่ปรับเลย เพราะถือว่าห้ามแล้วยังทำ
ถาม : สงสัยว่าอย่างท่านอุทายีจะผิดหลายข้อ แล้วอย่างนี้อย่างที่ท่านอธิษฐานมาเพื่อที่จะมาเพื่อเกิดบัญญัติ ?
ตอบ : ไม่ทราบว่าท่านอธิษฐานมาหรือเปล่า แต่ แหม .... ท่านยอดฝีมือทางนี้จริง ๆ โดยเฉพาะอาบัติหนัก ๆ อย่าง สังฆาทิเสส ๑๓ ข้อนี่ ท่านอุทายีไปแล้วเกินครึ่ง ท่านไปของท่านได้เรื่อยเลย
ถาม : ถึงตัวท่านเองก็ไม่ผิดใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ไม่ผิด เพราะถือว่าเป็นต้นบัญญัติ ต้นบัญญัติให้อาทิกัมมิกะ บุคคลใช่มั้ย บุคคลที่เป็นต้นบัญญัติศีลข้อนั้นยังไม่มีข้อห้ามอยู่ ไม่ถือว่าผิดถ้าทำ หลังจากนั้นแล้วโดนแน่ แต่ท่านเองท่านฉลาดท่านรอดของท่านไปได้เรื่อยล่ะ ในเมื่อรู้ว่าห้ามก็ออกไปทางอื่นต่อ
ถาม : สุดท้ายก็เป็นพระอรหันต์ หรือเปล่าคะ
ตอบ : สุดท้ายเราก็เป็นพระอรหันต์ไม่ใช่ท่าน (หัวเราะ) ทั้งหมดไม่ว่าคนหรือสัตว์ที่เวียนว่ายอยู่ในภพภูมิใดก็ตาม เมื่อถึงวาระสุดท้ายจะเข้านิพพานทั้งหมด เพียงแต่ว่าช้าเร็วต่างกันตามบารมีที่สร้างมา ตามความดีความชั่วที่สร้างมา ทำดีเอาไว้มาก บารมีมากก็เข้าเร็วหน่อย ทำดีไว้น้อยก็เข้าช้าหน่อย ทั้งหมดก็เข้าทั้งหมดเหมือนกัน
จำไว้ว่าบางทีประเภทหมาเห่าเข้าหน่อยโกรธหมาแล้ว เราลองนึกดูซิว่านั่นเป็นอนาคตพระอรหันต์ละ แหม.... อุตสาห์ทักทายด้วยความยินดีไปโกรธเขาทำไม (หัวเราะ) ถ้าคิดเป็นจริง ๆ มีประโยชน์เยอะ ไอ้โน้นมันทำให้เราไม่พอใจลองคิดดู เออ.... ในอนาคตท่านก็เป็นพระอรหันต์เราก็ไหว้ท่านล่วงหน้าไปซะเลย ท่านเองท่านอุตสาห์สอนให้เรารู้ว่ากำลังใจเรามันยังใช้ไม่ได้กระทบแล้วมันยังสะเทือน มันยังฟุบ มันยังฟูอยู่ ควรจะขอบคุณท่านมากกว่า คิดเป็นมันสนุกนะ
ถาม : อารมณ์ฟูยังใช้ไม่ได้ใช่ไหมคะ ?
ตอบ : จะฟุบจะฟูยังไม่ได้ทั้งนั้น มันต้องเป็นอารมณ์ทรงตัวที่เขาเรียกว่า อัพยากฤติ อัพยากฤตินี่ประเภทไม่ทุกข์ไม่สุข รู้ว่าสุขเป็นอย่างไรรู้ว่าทุกข์เป็นอย่างไร แต่ไม่เกาะทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วไม่ติดสุขแล้วก็ไม่กังวลในทุกข์ วางเฉยเป็น สังขารุเปกขาญาณ ที่บอกไปแล้วนั่นแหละ
ถาม : ในเรื่องของพระมหาชนก ที่ว่าท่านอยู่ในทะเล ๗ วัน ๗ คืน อยากจะเรียนถามว่าเป็นไปได้ไหมคะ ที่ว่าในปัจจุบันที่มีความเพียรแล้วแต่ว่าทำอะไรก็ทำไม่สำเร็จ ?
ตอบ : มี ถึงมีความเพียรแต่ทำไม่แน่ว่าจะสำเร็จ เพราะว่าความเพียรเฉย ๆ บางทีมีเหนื่อยเปล่า มันต้องเป็นความเพียรที่ประกอบไปด้วยปัญญาด้วย ถ้าไม่มีปัญญา เห็นช่องทางตั้งหน้าตั้งตาทำ เห็นเขาทำเราก็ทำด้วย แต่ความสามารถของเราไม่มีอย่างเขา มันก็จะไม่สำเร็จอย่างนั้น หรือ ถึงจะสำเร็จก็ยากกว่าคนอื่นเขา
อย่างท่านพระมหาชนกท่านเตรียมของท่านตั้งแต่ทันทีที่รู้ว่าท่านไม่รอดแล้วนะ เอาน้ำมันทาตัว เอาผ้านุ่งชุบน้ำมันซะก่อน อย่างนี้ มันป้องกัน.... นอกจากจะกันน้ำได้มันยังกันหนาวได้ด้วย แล้วเสร็จแล้วก็เอาน้ำตาลกรวดคลุกน้ำมันเนยกินเต็มที่เลย เข้าไปขนาดนั้นพลังงาน ๗ วันยังเหลือเฟือเลย ของท่าน ๆ มีปัญญารอบคอบจริง ๆ ท่านทำทุกอย่างเห็นว่าไม่รอดแน่ก็เตรียมหร้อมที่จะถอย
วันก่อนมีคนเขาถามเรื่องบางระจันว่าเป็นยังไง มันตายหมดอย่างที่เขาว่ามั้ย ? บอกว่าที่เขาแสดงมันตาย ๆ ตามในหนังมัน เรื่องจริง ๆ รู้ว่าสู้ไม่ได้ใครจะอยู่เล่า การถอยไม่ใช่เรื่องน่าละอาย หลวงปู่หล้า วัดภูจ้อก้อ ท่านบอกว่าเราต้องเป็นนักหลบบ้าง อย่าเป็นนักรบอย่างเดียว รู้ว่ายังสู้กิเลสไม่ได้ก็อย่าไปชนกับมัน
ท่านสอนพระใหม่ ๆ หรือโยมที่หัดปฎิบัติใหม่ ๆ รัก โลภ โกรธ หลง ยังแรงอยู่อย่าไปหาไอ้ที่ไปกระทบได้ง่าย มันต้องหัดหลบก่อน พออารมณ์ใจเริ่มทรงตัวก็ไปลองแหย่ ๆ ดูซะนิดหนึ่ง ไหวมั้ย ? ไม่ไหวก็หลบอีก ถ้าสู้อย่างเดียวมันตาย ๓๖ แผนยุทธศาสตร์ซุนวู นี่แหม.... แผนหนีอยู่อันดับแรกเลย จะหนีในภูมิประเทศยังไง (หัวเราะ) บรรยายซะละเอียดยิบเลย (หัวเราะ) เขาบอกแล้ว บอกชนะโดยไม่ต้องรบถือว่าเก่งที่สุด ให้ใช้กำลังเข้าหักถือว่าขั้นสุดท้ายเลย
ถาม : ที่อ่านประวัติหลวงพ่อท่านเคยเล่าว่าเราหนีไปอยู่พระเจ้าตากสินจริงหรือเปล่า ?
ตอบ : ตอนหลังไปเข้ากับกองทัพของพระเจ้าตากทั้งหมด คือเหตุการณ์ตอนนั้นเรารู้อยู่ว่ามันไม่มีทางได้ปืนใหญ่จากเมืองมาช่วยแล้ว ก็ปรึกษากันว่าอยู่ต่อนี่ตายหมด เหนียวแค่ไหนก็ตายมันช่วยกันทุบน่ะ มันมีวิธีเดียวต้องหนี แล้วหนียังไง ตัวเองชนะมาตลอดไช่มั้ย ก็เอาหุ่นฟางมาผูกเป็นคน เอาผ้าคลุม ๆ ก่อไฟเอาไว้กลางค่าย คนมันไปโผล่ ๆ อยู่ใกล้ ๆ ตัวหุ่น ไปโผล่อยู่แถวรอบ ๆ รั้วค่าย มันเหมือนยังกับคน เพราะมันส่องหลังวูบ ๆ วาบ ๆ อยู่ ก่อไฟทิ้งเอาไว้แล้วก็ไปเหอะ กว่าไฟจะดับมันก็ยังไม่กล้าเข้ามามาดู กว่าฟ้าจะสว่างมันไปซะค่อนคืนแล้ว (หัวเราะ) ที่รบกันจริง ๆ เราชนะตั้ง ๗-๘ ครั้ง
แต่ว่าครั้งสุดท้ายต้องถอยหนี คนชนะมาตลอดอยู่ ๆ หนีนี่คนเขาคิดไม่ถึงหรอก รู้ว่าสู้ไม่ได้เพราะกำลังเขามาก ถึงเวลาเขาเล่นระดมกองทัพใหญ่เลย ส่งไปส่งเล็กส่งน้อยไปเท่าไหร่ก็ไม่เหลือซักทีใช้ไหม
ถาม : กายกับจิต ถึงเวลาแล้วคือกายส่วนกาย จิตส่วนจิตใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ใช่ กายส่วนกาย จิตส่วนจิต จิตจะคุมกาย แต่คนส่วนใหญ่จะไปยึดถือว่ากายเป็นของจิต เราต้องตัดตัวยึดถือตัวนั้นให้ได้ จิตคือเรา ส่วนใหญ่แล้วจะไปคิดว่าร่างกายนี่เป็นเรา ตัวเรานั้นมันเหมือนว่ารถหรือว่าบ้าน รถหรือว่าบ้านหลังนี้เราอาศัยมันอยู่ชั่วคราวเท่านั้น ถึงเวลามันพังเราก็ต้องหาบ้านใหม่หรือว่ารถใหม่
ถาม : แล้วถ้าสมมุติว่าเราไม่สบาย เราต้องดูแลเขาใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ต้องดูแลรักษาเขาไปตามสภาพ ร่างกายนี้เรายืมโลกมาใช้ มารยาทในการยืมก็คือต้องดูแลรักษาให้ดีที่ดูแลมันก่อน ทำจนเต็มความสามารถแล้วถ้าไม่สามารถรักษาได้ถึงตายก็ต้องปล่อยมัน ถ้ามีช่องทางแม้แต่ ๑% ก็ต้องดูแลมันก่อน ไม่ใช่ทิ้งให้มันพัง ถ้าทิ้งให้มันพังน่ะผิด
ถาม : อย่างสมมุติว่ากำหนดไม่ได้แล้วนี่คือเรื่องหนึ่งใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ถ้าหากว่ามันหมดสภาพถึงขนาดนั้นนะใจเราเกาะความดีเอาไว้ซะอย่างหนึ่งก็พอ อย่างเช่นว่า เกาะพระ หรือเกาะพระนิพานอะไรเหล่านี้เป็นต้น หรือว่าถ้าหากว่ายังมีกำลังพออยู่เกาะลมหายใจเข้าออกก็ได้ แต่ถ้าเวทนามันมาก ๆ ลมหายใจเข้าออกมันยังไม่อยากจะกาะเลย มันก็เหลือแต่สติสัมปชัญญะกับปัญญาของเราเท่านั้นเองว่าเราจะเลือกอะไร
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 05:11 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ช่วงเวลาที่ปฎิบัติมาก ๆ หรือปฎิบัติอะไร พอจุด ๆ หนึ่งมันจะสงบแต่พอเลยจุดสงบแล้วมันเริ่มกระเพื่อมใหม่แล้วมันแรงกว่าเดิม
ตอบ : มันไม่ได้เลย ถ้าหากว่ามันเลยมันจะดีขึ้น เราถอยกลับมาโดยไม่รู่ตัว ที่ว่าเราถอยกลับมาโดยไม่รู้ตัวก็คือว่า แทนที่เราจะสนใจภายในเราไปสนใจภายนอกโดยไม่รู้ตัว ทุกสิ่งที่เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันพยายามจะแทรกเข้าไปภายในใจของเรา เพื่อดึงใจเราให้ไปสนใจข้างนอกแทน
ต้องสังเกตว่าเราส่งใจออกนอกเมื่อไหร่ ถ้าเราสังเกตตรงนี้ไม่ได้ก็เสร็จมัน มันกระเพื่อมทันทีเลย เพราะเราส่งใจออกนอกไปแล้วมันถึงไปรับอารมณ์นั้นได้ หรือไม่ก็ดึงอารมณ์นั้นเข้ามาข้างในโดยที่ไม่ได้ระวังตัวเอาไว้ มันก็เข้ามาโดยตรง ก็เกิดทุกข์เกิดโทษกับเรา สังเกตว่าพอใจเราส่งออกไปคิดเรื่องอื่นเมื่อไหร่พังเมื่อนั้น ต้องอยู่กับลมหายใจเข้าออกอยู่กับอารมณ์เฉพาะหน้า
ถาม : แล้วเป็นไปได้ไหมพอถึงวันพระจะมีปัญหาตรงนี้ ?
ตอบ : ทุกวันก็มี
ถาม : แต่วันพระเป็นเยอะ
ตอบ : วันพระเป็นเยอะนั้นมันอาจเป็นเฉพาะตัวของเรา มีโอกาสเหมือนกัน บางคนสำหรับบางวันโดยเฉพาะวันพระ ถ้าหากว่าเป็นมากนี่ ต้องสังเกตว่าเป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำมั้ย ถ้าได้ข้างขึ้นเต็มที่นี่อานุภาพการขึ้นการลงของดวงจันทร์ที่มันทำให้น้ำขึ้นน้ำลงยังได้เลย แล้วทำไมตัวเรามันจะขึ้นลงไม่ได้ละ ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยน้ำตั้ง ๖๐ - ๗๐ %
ถาม : แล้วอีกอย่างเรื่องงานค่ะ เรามีความรู้สึกว่าทะลึ่งไปอ่านความคิดชาวบ้านเขาออกว่าเอาเราเป็นตัวหมากเดิน แล้วก็มาทำอะไรให้เราสารพัดจนกระทั่งเราปฎิเสธเขาไม่ได้ แต่ว่าทำตรงจุดนี้ไม่ได้ กลัวว่าถ้าสมมุติว่าไปทำตรงฟิลด์ที่ไม่ตรงกับเรามันจะเป็นผลเสียกับคนอื่น แต่ต้องไปอยู่เวรตรงนั้น ปฎิเสธเขาตรง ๆ ไม่ได้
ตอบ : ปฎิเสธตรง ๆ ไม่ได้ก็ทำให้มันเต็มความสามารถของเราเพราะว่าในเมื่อปฎิเสธไม่ได้มันก็ต้องทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด ให้ดีที่สุดนี้มันไม่ได้มาตรฐานว่าจะต้อง ๑๐๐% เต็มอะไรนี่ มันแค่เต็มสติปัญญา เต็มกำลังความสามารถของเราเท่านั้น ถ้าหากว่าเขาเห็นว่าไม่สมควรเขาก็จับโยกย้ายทีหลังเองแหละ
ถาม : แต่อาชีพนี้มันขึ้นอยู่กับชีวิตคน หนูไม่รู้.... ทำเป็นเล่นกับตรงนี้
ตอบ : บอกแล้วว่าดีที่สุด ถ้าหากว่าดีที่สุดแล้วคนตายลงไปก็ต้องยอมรับว่ากฏของกรรมมันมีอยู่ เราได้เจตนาให้เขาต้องตายเมื่อไหร่เล่า ๆ
ถาม : อย่างสมมุติว่าเมื่อก่อนนี้นะ เวลาที่เราโกรธใครหลาย ๆ ครั้ง เวลาทำอะไรให้เขานิด ๆ หน่อย ๆ บ้างมันสะใจเรา เดี๋ยวนี้มันสะใจด้วยมันเสียใจด้วย
ตอบ : ไอ้นี่เริ่มรู้ตัวนิด ๆ (หัวเราะ) ที่เสียใจความจริงมันเสียดายความดีที่เรารักษาไว้แล้วมันมาพังลงลงไป มันก็เรื่องปกติธรรมดา ให้เริ่มต้นใหม่ทันทีที่รู้สึกตัว เหมือนกับว่าเราเดินทางมาแล้วสะดุดล้มลงคนที่สะดุดล้มลง ๒ คนพร้อมกัน คนหนึ่งลุกขึ้นแล้วเดินต่อเลยขณะที่อีกคนล้มลงแล้วก็ไปนั่งคร่ำครวญว่า โอ้ย..ไม่น่าเลย ทำไมมันถึงล้ม เราล้มได้ยังไง เจ็บเหลือเกิน ปวดเหลือเกิน โดยที่ไม่ยอมเดินต่อ ๒ คนนี้ใครจะก้าวหน้ากว่ากัน ?
คนที่ลุกเลยจะก้าวหน้ากว่า เราไม่ได้ตั้งใจผิดหรอก ขณะที่สติสัมปชัญญะเราสมบูรณ์ ขณะที่ปัญญาของเราพร้อมอยู่เราไม่คิดจะทำในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ แต่ว่าเราทำเพราะเหตุของกิเลส ตัญหา อุปาทาน และอกุศลกรรม มันชักนำให้เราทำไม่ใช่ตัวเราทำ ถ้ามันติดใจให้กราบขอขมาพระรัตนตรัยแล้วตั้งใจทำความดีใหม่ ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นไปเลย
เราก็คือคนที่ทำดีทำถูกต่อไป ถ้ามัวแต่ไปคร่ำครวญไปเสียดายเวลา ไปเสียใจอยู่กับสิ่งที่เลยมาแล้วมันก็คือการไปทวนอดีตอยู่ ไม่ว่าจะอดีตหรืออนาคตสร้างทุกข์ให้เราทั้งนั้น เราต้องเอาปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุดเท่านั้น หยุด เลิก แล้วทำใหม่เดี๋ยวนั้นเลย ล้มอีกก็ลุกอีกทำใหม่อีก ไอ้พวกนี้มันกลัวลูกตื้อกลัวคนหน้าด้าน อีกไม่นานมันก็เลิก เพราะมันรู้ว่าเราไม่แพ้มันตรงนี้แล้ว
สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เขามาสังเกตว่า ถ้าเราก้าวผ่านได้นี่มันจะไม่สามารถสร้างความกระเทือนใจให้เราได้อีกเลย แต่ถ้าเราก้าวผ่านไม่ได้มันจะมาซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ข้อสอบเดิมนั่นแหละเพียงแต่เปลียนแง่เปลี่ยนมุมไปเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นทันทีที่รู้ตัวก็เลิกตั้งใจทำดีใหม่ รัก โลภ โกรธ หลง มันมาแค่ ๔ หัวข้อ แต่มาเป็นหมื่นเป็นแสน
ถาม : เป็นนักบวชยากไหมครับ ?
ตอบ : ไม่ยากหรอก แต่จะรักษาความดีนั้นมันยาก (หัวเราะ) เป็นไม่ยากหรอกบวชแป๊บเดียว
ถาม : ถ้าตั้งใจบวชไม่สึก ?
ตอบ : ถ้าตั้งใจบวชไม่สึกจะเจอข้อสอบที่สาหัสมาก เพราะเราปิดทางถอยของเราเอง
ถาม : ต้องอธิษฐานใหม่ ?
ตอบ : ไม่ใช่อธิษฐานใหม่ ตั้งใจว่าเราจะทำให้ดีที่สุด มันได้แค่ไหนเอาแค่นั้น บวชได้.... ไม่แปลก สึกก็ไม่เห็นจะเป็นไร ถ้าคิดอย่างนั้นจะอยู่ได้ง่าย แต่ถ้าเราตั้งใจเลยว่าเราจะบวชไม่สึกตลอดชีวิตตายแน่ ๆ เลย ... มันตีมาทุกทางเลย เปลี่ยนความตั้งใจใหม่ ตัวความตั้งใจเป็นอธิษฐานบารมี รู้ว่ามันไม่ตรง รู้ว่ามันไม่ถูก เราก็เปลี่ยนแปลงได้
ถาม : ไม่ถือว่าผิดคำพูด ?
ตอบ : ไม่ผิด อธิษฐานแปลว่า ตั้งใจ ตั้งใจใหม่เมื่อไหร่มันก็ได้เมื่อนั้น ไม่อย่างงั้นเดี๋ยวตาย (กำลังจะตายเพราะคำอธิษฐานตัวเอง) ตัวนี้แหละ เราไปปิดทางถอยของเราเอง ฉลาดไหมล่ะ ? เปิด ๓๖๐ องศาถึงเวลามุดมันออกได้ทุกรู อย่างนั้นสบาย อย่างอาตมาคนเขาถามว่าจะสึกมั้ย ? คิดสึกบ้างมั้ย ? บอกเขาว่าไม่สามารถจะรับปากได้ ถ้ากำลังใจมันอยู่อย่างนี้ มันอยู่ได้สบายอยู่เย็นเป็นสุข แต่ถ้าหากว่าเมื่อไหร่กำลังใจมันลดลงจะสึกเมื่อไหร่ก็พร้อมที่จะสึก
ในเมื่อความรู้สึกของเราเป็นอย่างนี้โอกาสที่จะบีบเรามันไม่มี ก็เราพร้อมจะไป มาเมื่อไหร่ไปเมื่อนั้นมันเปิดช่องไว้รอบทิศทาง ทางหนีมันเยอะ (เบื่อโลกแล้วจะลาซะที คิดอะไรไม่ค่อยเป็น) พวกนี้มันเกิดจากประสบการณ์ แรก ๆ ก็เหมือนกันประเภทหน้าดำคร่ำเครียดมาทั้งนั้น คือ ทำแล้วอยากให้มันดีให้มันเด็ดขาดไปเลย แต่ลืมไปว่ากำลังของเราถ้ายังไม่พอมันตีตายจริง ๆ นะ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 05:11 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ทำบุญ ทำแล้วให้เราคิดถึงบุญบ่อย ๆ อย่างนี้ แล้วก็มันไม่ใช่ว่าเป็นการเหมือนลำเลิกบุญคุณเหมือนทวงบุญทวงคุณ ?
ตอบ : ไม่ใช่ เราเรียกว่า จาคานุสสติ ระลึกถึงการสละออก จิตใจก็ประกอบด้วยทานบารมี คือ พร้อมที่จะให้อยู่เสมอ เป็นการคิดในด้านดี เป็นการตีวงให้ความคิดของเราไม่ไป รัก โลภ โกรธ หลง เพราะว่าการสละออกเป็นการตัดตัวโลภ
ในเมื่อเราคิดถึงความดีอยู่เสมอ เกาะความดี ความดีนี่ใครสอนมา.... หลวงปู่หลวงพ่อสอนมา หลวงปู่หลวงพ่อรับคำสอนมาจากใคร... รับคำสอนจากพระพุทธเจ้ามา หลวงปู่หลวงพ่อเป็นพระสงฆ์ คำสอนเป็นพระธรรม พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธ ครบพระรัตนตรัยเลย ใจเราเกาะพระรัตนตรัยอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อใจเราเกาะพระรัตนตรัยตลอดเวลาก็คือเกาะความดี ใจที่เกาะความดีในขณะนั้นถึงตายตอนนั้นมันก็ไปดี ไม่ได้ลำเลิกบุญคุณใครหรอก หากแต่ว่ากำลังย้อนทวนความดีของตัวเองเพื่อให้คงหนักแน่นอยู่ในใจขอเงเรา
ถาม : แล้วถ้าจิตตกทำยังไงครับ ?
ตอบ : ปล่อยมันตกไป อาการเดียวกัน รู้ตัวเมื่อไหร่ก็ตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ ไม่ต้องไปคร่ำครวญกับมันเสียเวลา โอ้ย... ไม่น่าเลย ทำมาตั้งนานเนพังอีกแล้ว (หัวเราะ) ไม่เห็นมีพระโยชน์อะไรเลย ทันทีที่เรารู้นี่เราเลิกเลยเดี๋ยวนั้นเลย เขาต้องการให้เราคิดอย่างนั้น ให้เราอยู่อย่างนั้น เราจะได้ไม่ก้าวหน้า จำไว้ว่าขณะที่เราแย่ที่สุดนั้นก็คือเวลาที่เราใกล้ความดีที่สุด
อันนี้กล้ายืนยันจากประสบการณ์ที่ทำมารวมเวลา ๒๕ ปี กว่าขึ้นปีที่ ๒๖ แล้ว เวลาที่เราคิดมันเหมือนกับเรากำลังจะก้าวเข้าประตูแล้ว เขาพยายามดึงเราให้ออกจากประตูนั้นด้วยการสร้างอารมณ์ต่าง ๆ ที่มัน รัก โลภ โกรธ หลง ขึ้นมา เพื่อให้เรามาหลงยึดตัวนี้แทน โดยที่ไม่มุ่งหน้าไปจุดเดิม เพราะฉะนั้นแย่มากที่สุดเมื่อไหร่จงดีเถิด ใกล้ประตูมากที่สุดแล้ว ลุกขึ้นแล้วเดินเดี๋ยวนั้นเลย มันอาจจะก้าวข้ามไปเลย
ถาม : .........(ฟังไม่ชัด)..........
ตอบ : ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์เมื่อไหร่มันก็ยังสัมมาทิฏฐิไม่เต็มที่หรอก
ถาม : มันสักหน่อยก็ยังดีขอสัก ๕๐ %
ตอบ : โอ้โห... เอาเยอะจัง (หัวเราะ) ในมรรคแปดจะขึ้นต้นด้วยสัมมาทิฏฐิเลย เพราะสัมมาทิฏฐินี่ตัวปัญญา เป็นตัวปัญญามีปัญญาขึ้นก็จะเริ่มทำในสิ่งที่ดี ๆ ทั้งหมดสัมมาอีก ๗ ตัวจะตามมาเอง เพราะฉะนั้นในขณะจิตใดที่เรายังไม่ก้าวถึงความเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปตัวสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์ได้ยากมันบกพร่องบ้าง...
บอกแล้วว่าถ้ารู้ตัวเริ่มต้นใหม่ จำไว้ว่าเราใช้ศีลเป็นกรอบของเรา ถ้าหากว่าเราจำเป็นต้องไปกับโลก ไปแค่กรอบของศีลห้า ถ้าไม่พ้นจากกรอบของศีลเรายังอยู่ในสัมมาทิฏฐิ ถึงมันจะเป็นอุปาทาน คือการยึดมั่นถือมั่น แต่มันก็เป็นการยึดในสิ่งที่ถูก เพราะว่าทุกคนจำเป็นต้องมีสิ่งที่ยึดก่อนเหมือนกับเด็ก ๆ หัดเดินต้องมีสิ่งยึดเกาะก่อน
ถ้าไม่มีสิ่งที่ยึดเกาะจะเอาอะไรไปปล่อยวางล่ะ เพราะฉะนั้นแรก ๆ ให้ยึดศีลเป็นหลัก ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นหลัก ถ้ายังอยู่ในกรอบของศีลนี้โอกาสจะหลุดจากสัมมาทิฏฐินี่ไม่มีเลย แต่ตัวธรรมะอื่น ๆ อาจจะบกพร่อง เช่นว่า เป็นสีลัพพัตตุปาทาน คือ ยึดมั่นในการปฎิบัติของตัวเอง คิดว่าศีลพรตของเราดีกว่าของคนอื่นเขา นั่นค่อยไปแกะมันทีหลัง แต่ว่าอย่าให้หลุดจากกรอบนี้แล้วกัน สัมมาทิฏฐิอยู่กับเราแน่ ๆ ไม่ใช่ ๕๐ % หรอก อาจจะ ๑๐๐ % เลย ไม่มีอะไรยากสักนิดหนึ่งอ่านตำราก็เยอะฟังก็เยอะ จับจุดไม่ค่อยจะถูก (หัวเราะ)
ถาม : การที่เรานับถือหลวงพ่อและพระพุทธเจ้านี่เป็นกิเลสมั้ย ?
ตอบ : เป็น... เราเรียก ธรรมฉันทะ ความพอใจในสิ่งที่ถูกต้องสมควร มันไม่ใช่กิเลส มันไม่ใช่ตัญหามันเป็นจุดเกาะจุดยึดอย่างหนึ่งของกำลังใจ แต่ว่ายึดในขั้นแรกเท่านั้น พอนาน ๆ ไปกำลังใจมั่นคงขึ้นก็จะเหลือจุดอัตตาหิ อัตตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน มันก็จะเริ่มปล่อย คราวนี้พอปล่อยลงจนกระทั่งหมดนะ พอถึงท้าย ๆ แล้วกระทั่งคำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือคำว่า นิพพาน ก็ไม่มี แต่มันทรงของมันเองอยู่ในใจโดยอัตโนมัติ เราไม่ต้องเสียเวลาไปเกาะ ไม่ใช่ว่าเราทิ้งแล้วหายไปเลยนะ หากแต่ท่านอยู่ของท่านอย่างทรงตัวอยู่แล้ว มันเหมือนอย่างกับว่าสมมุติว่าเราเลี้ยง... เด็กสักคนหนึ่ง ตอนแรก ๆ ก็ต้องคอยระวังใช่มั้ย มันดื้อมั่งมันซนมั่งวิ่งไปนู่นวิ่งไปนี่ ต้องไปจับ ไปรั้ง ไปดึงมันพอเด็กคนนั้นโตขึ้นมารู้ภาษาเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร คราวนี้เราก็ไม่ต้องไปเสียเวลาไปฉุดไปดึงมัน ปล่อยยังไงเขาก็อยู่กับเรา แรก ๆ ก็เกาะก่อนพอนานไปก็ปล่อยได้ สำคัญตรงที่ว่าส่วนใหญ่มันปล่อยไม่ออก
ถาม : ปล่อยไม่ออกเป็นอะไรมั้ยค่ะ
ตอบ : มันก็ไม่เป็นอะไรเพราะมันปล่อยไม่ออก มันก็ติดแต่ติดดี มันดีกว่าติดชั่วใช่ไหม ?
ถาม : บางทีเรายังเกาะไม่ได้แต่ติดนาน
ตอบ : ถ้าอย่างนั้นแย่มากแล้วล่ะ ยัง ๆ ก็ให้มันเกาะให้ได้ซะอย่างหนึ่ง คือ เกาะดีให้ได้ มันต้องเกาะดีก่อน หลวงปู่ดู่วัดสะแกไง หลวงปู่ดู่วัดสะแกที่อยู่อยุธยาคนไปต่อว่าท่านสร้างวัตถุมงคลทำให้คนติดวัตถุมงคล หลวงปู่ดู่ท่านว่า ติดวัตถุมงคลดีกว่าไปติดวัตถุอัปมงคล ต้องเจอพระอรหันต์ตอบอย่างนั้น รักไปเถอะยิ่งรักเยอะยิ่งดี รักมากจนอยากไปอยู่กับท่านยิ่งดีใหญ่เลย
ถาม : การที่เรารักมากจนอยากไปอยู่กับท่านมันจะตัดร่างกายโดยอัตโนมัติหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ก็ไม่แน่ ถ้ามันยังอยากอยู่ เพราะว่าถ้าหากตัวอยากยังมีอยู่มันก็ต้องติดอยู่กับตัวอยากนั่นก่อน ถ้าหากว่าเราอยากจะไปแล้วเราลืมความอยากได้มันก็โอเค ตัวนี้จะเป็นตัวที่ทำได้ยากนิดหนึ่ง มันเป็นตัวอุเบกขาในอารมณ์เขาเรียกว่า สังขารุเปกขาญาณ คือ การปล่อยวางในสังขาร คือ ความยึดถือปรุงแต่งทั้งปวงลงได้ ถ้าปล่อยตรงจุดนี้ลงได้อะไรก็เป็นของเราไม่ต้องขวนขวายมันก็มีเองไม่ต้องดิ้นรนมันก็มาเอง แต่ถ้าเรายังไม่ถึงตรงสังขารุเปกขาญาณนี่ยังลำบากอยู่ สังขารุเปกขาญาณแต่ละระดับมันไม่เท่ากัน พระโสดาบันแค่นี้ พระสกิทาคามีแค่นี้ พระอนาคามีแค่นี้ พระอรหันต์แค่นั้น ไม่เท่ากัน มีทุกระดับแต่กำลังสูงไม่เท่ากัน
ถาม : แล้วอามณ์เราสบาย ๆ ใช่สังขารุเปกขาญาณหรือเปล่า ?
ตอบ : ดูสิว่ามันเบาสบายเพราะอะไร มันเบาสบายเพราะเราปล่อยวางได้มันก็เป็นสังขารุเปกขาญาณ แต่ว่ามันเบาสบายเพราะเราไม่ยอมรับรู้อะไรบางทีมันก็เป็นอรูปฌาน
ถาม : แล้วเบาสบายแบบไม่รับรู้อะไรนี่มันเป็นยังไง มันเหมือนทื่อ ๆ อย่างนี้หรือเปล่า ?
ตอบ : ถ้าเปรียบแล้วเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่คราวนี้อธิบายยากเพราะมันเป็นอารมณ์ละเอียดข้างใน อารมณ์ละเอียดข้างในถ้าเราทำไม่ถึงเราเปรียบเทียบไปยังไงก็ไม่ตรงกับความเป็นจริง อารมณ์ภายในพูดเป็นคำพูดได้ยาก เขียนเป็นตัวหนังสือได้ยาก เพราะว่าตัวหนังสือกับคำพูดหยาบเกินไป หยาบเกินไปจนอธิบายไม่ได้ เราพูดยังไงก็เป็นแค่ผิว ๆ เท่านั้น เนื้อหาที่แท้จริงต้องทำให้ถึงเวลาแล้วจะรู้เอง
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 05:12 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : สมมุติอย่างญาติที่ใกล้ชิดเราเสียชีวิต .... (ฟังไม่ชัด) ........
ตอบ : มันอยู่ที่กำลังใจของเรา ถ้าเด็ก ๆ เราอาจจะร้องห่มร้องไห้ ๓ วัน ๓ คืนก็ได้ เพราะว่ากำลังใจของเรายังไม่เข้มแข็งไม่ปล่อยวาง มาถึงระยะหลัง ๆ นี่ถ้ายังไม่ถึงตัวจริง ๆ ขนาดพ่อขนาดแม่ยังเฉย ๆ มันจะค่อย ๆ ปล่อยไปได้เรื่อย ๆ คือ ยอมรับสภาพความเป็นจริงได้บ้างว่าธรรมดาของโลกเป็นเช่นนี้ เลยไม่ไปเสียเวลาเศร้าอยู่กับมัน
ถาม : แล้วทำไมถ้าเกิดไปรักคนต่างที่ แล้วทำไมถึงเศร้ากว่า ?
ตอบ : อันนั้นมันประเภทที่เรียกว่าเรามุ่งหวังนี่ มุ่งหวังว่าจะได้มาแล้วพอไม่ได้เลยผิดหวัง จะทำให้เศร้าแล้วก็เสียใจมากกว่า ส่วนอันนั้นของเราความมุ่งหวังมันน้อย เรารักเคารพเพราะความผูกพันกันทางสายเลือดเท่านั้นใช่ไหม ? ความผูกพันทางสายเลือดความจริงมันลึกซึ้งกว่าแต่ว่ามันเคยชิน นึกออกไหม เจอกันอยู่ทุกวันน่ะ ส่วนอีตานั่นไม่รู้มาจากไหนก็ไม่รู้โผล่มาตอนเราอายุจะ ๒๐ แล้ว เลยกลายเป็นของแปลกใหม่ที่ทำให้เหมือนยังกับได้ของเล่นชิ้นใหม่เลยไปยึดมันแรงกว่า ไปเกาะมันแรงกว่า ตื่นแต้นกับของใหม่ ถึงเวลาอยู่ ๆ หลุดมือไปอย่างนี้ ตั้งใจจะคว้าแรงหลุดมือไปมันก็เลยเสียหลักแรงหน่อย
ถาม : อย่างนี้แสดงว่าเป็นพราะว่าเราทำใจเรื่องคนรอบข้างหรือว่าความตายว่ามันไม่...(ไม่ชัด)...
ตอบ : เรายอมรับได้บ้างแล้วไง แต่คราวนี้ยอมรับในเรื่องนั้นน่ะ มันคนละเรื่องกับอันนี้ เพราะอันนี้มันยังยอมรับไม่ได้ แหม....ของใหม่ ๆ เพิ่งจะมาไม่นานเอง จากไปซะแล้วอย่างงี้.... จากไปดี ๆ ไม่มีใครว่า โดนคนอื่นแย่งซะนี่ มันก็เลยเป็นว่าอันนี้เสียใจมากกว่า
ถาม : แล้วถ้าสมมุติว่าเราเสียชีวิตอย่างกระทันหัน เช่น น้องเรายังเด็ก ๆ อยู่...?
ตอบ : ตอนนั้นก็ต้องดูว่ากำลังใจของเรามันทำได้แค่ไหน ถ้าทำได้มากมันก็ไม่เท่าไหร่หรอก ดูอย่างเจ้าแดงสิ ลูกชายเจ้าของบ้านหลังนี้ ลูกน้องเดินไปถึง พี่แดง ๆ พี่แดงอย่าตกใจนะ เขาโทรมาบอกว่าแม่ตายแล้ว แดงก็ เออ... เดี๋ยวทำงานเสร็จแล้วจะไป (หัวเราะ) เห็นเป็นธรรมดา มันก็ต้องตายอยู่แล้วคนแก่...ใช่ไหม ? ยิ่งป่วยอยู่ด้วยอย่างนี้ ลูกน้องนั่งอ้าปากหวอเลย อะไร... พี่เขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย เหรอ ? (หัวเราะ) นั่นแหละ อยู่ที่ว่าเราทำใจกำลังใจของเราได้แค่ไหน ถ้าได้มากปุ๊บปั๊บมันก็ไม่รู้สึกอะไรมากเท่าไหร่
ถาม : มันเป็นเพราะสัญญาหรือเปล่า ความจำในชาตินี้ สมมุติชาติใหม่เกิดมามันก็กลับมา ?
ตอบ : สัญญามันไม่เท่าไหร่ ตัวสังขารนะสำคัญ สังขาร คือ ตัวอารมณ์ปรุงแต่งของใจ ตัวนี้แหละจะทำให้เราเศร้ามาก เศร้าน้อยเพราะไปคิดถึงอดีต แล้วก็ไปคิดถึงอนาคต ลืมปัจจุบัน ไปคิดถึงอดีต โอ้ย... พ่อแม่เรารักเรามาเลี้ยงเรามาขนาดนี้ยังไม่ได้ทดแทนอะไรเลย ทำไมท่านไปซะแล้ว คิดไปถึงข้างหน้าอีก ตอนนี้ท่านไปแล้วเราจะพึ่งใครอยู่กับใคร ตรงหน้านี้พ่อตายแล้วแม่ตายแล้วตัวเรานั่งอยู่ตรงนี้ไม่คิดล่ะ
ถ้านั้นจะไปอดีตหรือไปอนาคตมันทุกข์ทั้งคู่ มันต้องหยุดอยู่กับปัจจับัน มันจะทุกข์น้อยที่สุด เพราะฉะนั้นตัวสัญญามันไม่เท่าไหร่หรอก สังขารปรุงแต่งน่ะสำคัญ มันเพิ่มรสชาติให้ชีวิตได้เยอะมากเลย
ถาม : อย่างพระเกจิที่เขาทำปลัดขิกทำตระกรุดพวกนี้ เขาปรุงเสกแล้วเขียนอักขระที่เป็นคัมภีร์ที่แสดงพระพุทธเจ้าด้วยหรือเปล่า ?
ตอบ : มันก็แล้วแต่เขาเรียนมาแบบไหน ทางสำนักเขาถ่ายทอดมายังไงก็แบบนั้น แต่ส่วนใหญ่เกิน ๘๐% ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ
ถาม : ...................(ไม่ชัด)............................
ตอบ : ห้อยเอวมันยังดีอย่าให้ต่ำกว่าเอวก็แล้วกัน มันอยู่ที่เขาว่าอุปเท่ห์การใช้มันเป็นอย่างไงน่ะ ถ้าหากเขาบอกห้อยเอวมันก็ต้องห้อยเอว ไม่อย่างนั้นมันจะไม่มีผลตามนั้น แต่ส่วนใหญ่ถ้าหากว่าเป็นของที่ทำตามวิธีของไสยศาสตร์เขา เขาจะไม่เอาพุทธคุณเข้าไปเพราะว่ามันขัดกัน พวกไสยศาสตร์ถ้าเจอพุทธคุณเข้ามันเสื่อมหมด
ถาม : อย่างที่ทำเป็นรูปกุมารทองมั่ง หนุมานมั่ง ?
ตอบ : แล้วแต่อีกเหมือนกัน ถ้าปลุกเสกถูกต้องตามพิธีกรรมเทวดารักษา ถ้าไม่ถูกต้องตามพิธีกรรมไปทำแบบของไสยศาสตร์อะไรก็ได้พวกเปรต อสุรกาย หรือไม่ก็สัมภเวสีมันรักษาแทน
ถาม : แล้วสมมุติว่าเราตั้งแบบหิ้งพระอะไรนี่ก็ไม่ได้ ?
ตอบ : ยังไงก็ไว้ต่ำกว่านิดหนึ่ง เอาไว้ต่ำกว่าพระหน่อย
ถาม : ถ้าห้อยคอ เกิดเราห้อยพระหลายองค์ พระองค์ล่างสุดเป็นพระข้างบนเป็นหนุมานนี่ด้วยก็ได้ ไม่สมควร
ตอบ : จริง ๆ แล้วเรียกว่าต่างคนต่างอยู่ก็ว่าได้นะ เพียงแต่ว่าของเราเองถ้าเราถือสาหาความก็เลือกเอาเองว่าจะเอาแบบไหน จัดมันเป็น ๒ ชุดไปเลยก็ได้ ชุดหนึ่งก็มีประเภทหนุมาน กุมารทอง อะไรล้วน ๆ ไปเลย อีกชุดหนึ่งก็พระล้วน ๆ ไปเลย
ถาม : อย่างพระภิกษุสงฆ์ที่ท่านทำรุ่นกุมารทองอะไรอย่างนี้ท่านจะเรียกวิญญาณเด็กมาเข้าสิงจริงหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ไม่ใช่หรอก รูปเด็กมันเป็นแค่ตัวแทน คือ เป็นสื่อเท่านั้น เป็นวัตถุอย่างหนึ่งที่จะเป็นสื่อเท่านั้น ส่วนที่เรียก ๆ มานั่นถ้าถูกต้องตามพิธีกรรมจริง ๆ มันเรียกไม่ได้หรอก เพราะเทวดาหรือพรหมเราใช้ท่านไม่ได้ แต่เวลาที่ทำพิธีอย่างที่หลวงพ่อท่านทำพิธี ถ้าหากว่าเป็นเรื่องของเทวดา พรหม ท่านก็จะมีท้าวสหัมสบดีพรหม หรือไม่ก็ท่านปู่พระอินทร์ จะมาเป็นประธาน
แต่ถ้าหากว่าเป็นพิธีกรรมของพระท่านจริง ๆ พระพุทธเจ้าท่านเสด็จเองซะด้วยซ้ำไป แต่ว่าก็ยังใช้ท้าวสหัมบดีพรมกับท่านปู่พระอินทร์รับผิดชอบอยู่ มอบหมายไปว่าเทวดาองค์ไหนรักษาวัตถุมงคลชิ้นไหน คราวนี้ไม่ต้องกลัวหรอกจำนวนเทวดามากกว่ามนุษย์จนนับเท่าไม่ได้
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 05:12 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : อย่างที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระอรหันต์จี้กงที่ชอบเดินกินเหล้านี่จริงหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : กินเหล้านี่ต้องดูหลวงพ่อเจ๊ก หลวงพ่อเจ๊กนี่อาตมาเกิดไม่ทันนะ ท่านอยู่นครปฐมนี่เอง ไปไหนก็แบกไหน้ำตาลเมา เมาแอ่นไปเลย แล้วทางกรุงเทพ ฯ พอได้ข่าวก็ส่งสังฆาธิการ ๒ องค์ไป จำไม่ได้ว่าเป็นใคร ไปสอบสวนท่านว่ากินเหล้า ไปถึงหลวงพ่อเจ๊กก็ นิมนต์ครับ ๆ มาถึงรินน้ำชาให้ใช่ไหม เทจากไหนั่นแหละ ส่งให้คนละแก้วท่านเห็นเป็นน้ำชา
หลวงพ่อเจ๊กท่านก็บอกว่า ถ้าผมสึกท่านก็ต้องสึกด้วย ถามว่าทำไม ท่านก็กินเหล้าเหมือนกับผมน่ะ ๒ องค์นั่นตกใจว่ากินเมื่อไหร่ กินเมื่อกี้นี้ หยิบก้นแก้วขึ้นมาดมดูกลิ่นหึ่งเลย ตอนกินมันน้ำชา ๒ องค์นั้นท่านรู้ว่าหลวงพ่อเจ๊กท่านทำอย่างนี้เพราะอะไร ท่านก็กราบก้นกระโด่งกลับ หลวงพ่อเจ๊กท่านปิดตัวเองกลัวคนไปกวน เลยแกล้งแบกไปเหล้าเมาแอ่นอยู่ทุกวัน ความจริงคิดให้มันเป็นอะไรมันก็เป็นเดี๋ยวนั้นแหละ พระระดับนั้นแล้ว
แล้วอีกองค์ก็หลวงพ่อขี้วัว วันนั้นหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ท่านเล่าให้ฟังเอง หลวงพ่อขี้วัวนี่นุ่งผ้าลอยชายผืนเดียว ผ้าอาบ อีกผืนหนึ่งคล้องคอวิ่งเล่นกับเด็กเลี้ยงวัว กลวงคืนอยู่ในทุ่งนั่นแหละ คนไปสงสัยว่าท่านเป็นอะไรอย่างนั้น ? หลวงพ่อท่านได้ยินปุ๊บท่านเกิดความรู้สึกว่าองค์นี้เป็นพระดี
ท่านเลยจุดธูปปักกลางลานบ้านโยมนั้นแหละ บอกว่าถ้าท่านเป็นพระดีจริงพรุ่งนี้ให้มา ยังไม่ทันจะสว่างดีเลยมาท้าปาว ๆ ๆ หน้าประตูรั้ว ว่า .... เฮ้ย !นักเลงดีอย่าเล่นลับหลังสิวะ แน่จรังมาตีกันซึ่ง ๆ หน้า หลวงพ่อท่านเลยครองผ้าเรียบร้อยลงไปกราบ บอกเลิกบ้าได้แล้วครับ เขารู้กันหมดแล้ว ท่านเลยขึ้นบ้านไป โยมก็นิมนต์ให้ฉัน พอคนเขารู้ว่าหลวงพ่อขี้วัวมาฉัน คนบ้านโน้นก็เอาแกงมาถ้วยหนึ่ง บ้านนี้ก็เอาข้าวมาถ้วยหนึ่ง ท่านก็ว่าของท่านไปเรื่อยแหละ พอฉันเสร็จแล้วบอก ไม่มีอะไรให้ว่ะ มีแต่ของดีอยู่ในย่าม เสร็จแล้วก็เอ็งเอาชามมา เอ็งเอาถ้วยมาล้างสะอาดเสร็จส่งให้ ท่านตักขี้วัวให้คนละถ้วย
สมัยก่อนมันเป็นชามฝา ชามฝาลักษณะคล้าย ๆ อย่างนี้ มันมีฝาปิด ตักเสร็จก็ปิดให้บอกเอาไปเปิดที่บ้าน กลับถึงบ้านไม่เป็นขี้วัวหรอกเป็นขี้ผึ้งหมด ท่านคิดให้เป็นยังไงก็เป็นเดี๋ยวนั้น แล้วหลวงพ่อขี้วัวก็หายจากตรงนั้นไปเลย ขืนอยู่ต่อชาวบ้านรบกวนตาบชัก คือ ท่านทั้งหลายเหล่านี้ท่านจะปิดตัวเอง คนไปกวนเยอะ
อีกองค์หนึ่งหลวงพ่อท่านบอก โอ้โห.... ขึ้นกุฎิไม่ได้เลยเหม็นแทบสลบน่ะ คนไปกวนท่านมากส่วนใหญ่ไปขอหวย พอหลวงพ่อจะขึ้นกุฎิตอนกลางคืนนี่ หลวงพ่อท่านขึ้นไปพอไหว้พระเสร็จท่านจะถามพระบ้างถามเทวดาบ้างว่ามีพระดีอยู่ที่ไหน ท่านจะไปหาไง ไปเจอองค์นั้นพอจะขึ้นกุฎิ เดี๋ยวครับ ๆ นิมนต์รอหน่อย ไปต้มน้ำร้อนก่อน ทำไม ? เอามาราดขัดพื้นก่อน มันเหม็นนี่ ท่านฉี่ใส่กระโถน สาดมันทั่วไปเลย
ท่านบอกเหม็นขนาดนี้ยังมาเลย (หัวเราะ) ไปกวนท่าน คราวนี้พอหลวงพ่อไปรู้ว่าคนมาเอาดีท่านก็ต้อนรับดี นั่นแหละลักษณะนั้นแหละ มีอยู่เที่ยวหนึ่งหลวงพ่อท่านบอกกับพวกเรา บอกว่า เฮ้ย ! พวกแกลองสืบดูซิ มีหลวงตาองค์หนึ่งขาว ๆ ท้วม ๆ ล่ะนะ ชื่อจวน อยู่สิงห์บุรี ลองดูสิว่ามีพระชื่อนี้อยู่สิงห์บุรีวัดไหน ช่วยบอกให้ด้วยหาไม่ยากหรอก ท่านดังด้วยหลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม ถามว่าหลวงพ่อหาทำไมครับ ท่านบอกว่าวันก่อนขึ้นไปพระจุฬามณีเห็นหลวงตาจวนเดินตุ๊บ ๆ ตั๊บ ๆ อยู่ เขาเก่งว่ะ เขาไปทั้งตัวเลย ไม่ได้ใช้มโนมยิทธิถอดจิตไปนะนั่น เล่นไปทั้งตัวเลยล่ะ
ถาม : ยังอยู่ไหมครับ ?
ตอบ : เรียบร้อยไปแล้ว ถ้าอยู่ไม่กล้าเล่ากลัวท่านเหยียบเอา (หัาเราะ) วัดหนองสุ่ม ขาว ๆ ยิ้มทั้งวันน่ะ น่ารักมาก
ถาม : ...............................
ตอบ : อย่างนั้นขืนเปิดท่านหักคออาตมาเท่านั้นแหละ เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นเรื่องพยากรณ์ของพระท่าน พระท่านพยากรณ์มาหลวงพ่อท่านถึงพูดต่อ ของเราพอหลวงพ่อพูดต่อ ถ้าท่านยังอยู่ก็เงียบ ถ้าท่านไม่อยู่ก็ว่าต่อไป
ถาม : อย่างนี้ก็ปิดโอกาสลูกหลานให้ทำดี ?
ตอบ : มันจะต้องประเภทหัดหูไวตาไว หาเองมั่ง นั่นน่ะเป็นอย่างนั้น ในเมื่อลักษณะของพระอรหันต์จี้กงที่คุณถามมันก็แบบเดียวกันนั้นแหละ คือท่านคงปิดตัวเองแบบเดียวกัน ไม่ต้องการให้คนไปกวนก็ทำเหมือนคนบ้า ๆ บอ ๆ มีบางคนเขาบอกว่าคนบ้ากับพระอรหันต์เหมือนกันก็จริง แต่มันต่างกันมาก มันต่างกันตรงที่ว่าพระอรหันต์น่ะท่านมาความสุขเพราะว่ามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ แต่คนบ้ามันไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับใครเขาเพราะมันไม่มีสติ เหมือนกันได้ยังไง.... เหมือนกันตรงที่ว่าต่างคนต่างปล่อยวางใช่มั้ย แต่ฝ่ายหนึ่งปล่อยวางอย่างมีสติ อีกฝ่ายหนึ่งปลอยวางอย่างไม่มีสติเลยปล่อยไป
เคยเจอไหมพระแบบนั้น ? สมัยนี้จี้กงปลอมเยอะนะ แม้กระทั่งพรรคพวกเพื่อนฝูงเขาก็เป็นหลวงตาจี้กงกันแล้ว วันก่อนโทรไปแหย่ เป็นไง ... อาจารย์ใหญ่ หัวเราะซะไม่มีล่ะ คือ พอพระทำไปถึงระดับหนึ่งแล้วมันจะเริ่มเกิดฤทธิ์ต่าง ๆ ขึ้นมาฤทธิ์พวกนี้เกิดจากฌานฤทธิ์ ฤทธิ์เกิดจากฌานสมาบัติ บุญฤทธิ์ เกิดจากบุญที่สั่งสมมา วิกุพนาฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากเล่นกสินมา อะไรอย่างนี้
มันเริ่มมีอะไรให้ชาวบ้านเขาเห็นแปลก ๆ ขึ้นมา ชาวบ้านก็เริ่มติด เริ่มลือกันไปเรื่อย พวกเรายังรู้ว่ากิเลสท่วมหัวอยู่เลยขืนไปลอยตามชาวบ้านเขาเราก็เจ๊ง วันก่อนเลยลองโทรไปเบรคเล่น ๆ ดู หัวเราะกันซะไม่มี....องค์นี้สมัยก่อนนี้ขำมากเลย ท่านชื่อใหญ่และเราเองชื่อเล็ก และท่านอายุมากกว่า เลยเกลายเป็นพี่ใหญ่น้องเล็กไปกันได้ใช่ไหม ?
สมัยก่อนนี้ไปหาหลวงพ่อส่วนใหญ่ก็จะพาน้อง ๆ ผู้หญิงไปเยอะ พาไปทำบุญ ท่านใหญ่มาถึงก็สะกิดบอก น้อง ... น้องพามาได้ไง พี่แค่เห็นก็เหม็นแล้ว ไอ้เราก็เออ....ผมทำไม่ได้อย่างพี่นี่หว่า ปรากฏว่าอีกไม่ถึง ๓ เดือนต่อมาพี่ท่านแต่งงานเฉยเลย (หัวเราะ) เราก็สะกิด พี่...พี่.. ไหนว่าเหม็นแล้วทำไมแต่งละเขาบอกว่าไงรู้ไหม... เขาบอกว่าเวรกรรมมันมาถึง (หัวเราะ) หลวงจากอาตมาบวชได้ ๕-๖ พรรษา ท่านก็เข้ามาบวชกลายเป็นพี่ใหญ่น้องเล็กตามเดิม แต่ของท่านแรงเพราะท่านพูดแบบขวานผ่าซาก ประเภทที่รู้อะไรว่ากันตามตรงไม่มีเลี้ยวไม่มีอะไร
คนไม่ชอบหน้าท่านรู้ตัวเข้าท่านเลยหลบไปอยู่พุทธไชโย กับหลวงพี่นิภัทรอยู่พักหนึ่งก็ลักษณะเดิมอีกไปตำหนิเขาตรง ๆ คือเรื่องบางเรื่องสิ่งที่ตัวเองเห็นน่ะมันไม่ใช่ จำไว้ให้แม่น ๆ เลย สิ่งที่ตัวเองเห็นน่ะมันไม่ใช่อย่างที่เราคิดอย่างเช่นว่า เราเห็นคนประเภทไล่ตีกันมา เราวิ่งเข้าไปห้ามอย่างนี้ รับรองได้ว่าโดนเขาถีบซ้ำด้วย ถ้ามันถ่ายหนังกันอยู่ทำมันเสียหมดเลย เราเห็นเขาตีกันจริง ๆ ใช่มั้ย ? แต่ความเป็นจริงมันเป็นในหนัง ลักษณะนั้นก็เหมือนกัน (หัวเราะ) หลวงพี่ใหญ่ท่านไปปากไวว่าเขาซะก่อน ก็อยู่กับเขายากตอนนี้เลยไปอยู่ทางวัดวังผาแดง ที่อำเภอพร้าวจังหวัดเชียงใหม่โน่นน่ะ ไปทำอะไรพิลึกพิลั่นให้ชาวบ้านเขาเห็น เขาเรียกหลวงพ่อจี้กงกันหมดแล้ว ระวังมันจะกลายเป็นหลวงพ่อขี้โกงเข้าสักวัน
มีพรรคพวกเยอะหลุดออกจากวัดท่าซุงไปก็เยอะ ไอ้ที่จากวัดอื่นคบค้าสมาคมกันก็เยอะ มันดีตรงที่ว่าเราไปที่ไหนมันก็มีที่กินมีที่นอน (หัวเราะ) ทางด้านของจีนเขาจะมีหลวงพ่อจี้กง และก็มีแปดเซียน มีคนเขาถามว่า เซียนคือพระอรหันต์หรือเปล่า ? บอกว่าเซียนในความหมายของจีนไม่แน่ใจว่าจะเป็นพระอรหันต์ แต่พระอรหันต์ทุกองค์เรียกว่าเซียนได้ เพราะว่าเซียนในควาวมหมายของจีน พวกได้อภิญญาเขาเรียกเซียนหมดอย่างลื่อตงปิง พ่อเจ้าประคุณนี่ยังมีเมียอยู่แล้วจะเป็นพระอรหันต์อีท่าไหนล่ะ ก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เซียนนี้ไม่แน่ใจว่าจะเป็นพระอรหันต์ แต่พระอรหันต์ทุกองค์เป็นเซียนแน่ ๆ
ถาม : ถ้าเกิดว่ามีพระอยู่ท่านหนึ่งท่านบอกว่าให้ผมบวชโดยไม่สึก แต่ผมไม่บวชผมจะผิดใหมครับ ?
ตอบ : มันจะผิดตรงไหนล่ะ บวชไม่บวชมันอยู่ที่ความตั้งใจของเรา ถ้าเราเคารพเชื่อฟังท่านตั้งใจบวชไม่สึกก็ปางตายล่ะ วันก่อนเพิ่งจะบอกเจ้าชุ (น.ต. หญิงชุติมา ฟองชล) เขาไป ขำกันซะไม่มีล่ะ เขาไปตั้งใจอย่างนั้นมันจะเครียดมาก ปิดทางถอยตัวเองโดยไม่มีทางไป คนมาถามอาตมาว่าจะสึกหรือเปล่า ? บอกว่าถ้ากำลังใจมันทรงตัวอยู่อย่างนี้อยู่ มันอยู่สุขอยู่เย็นมันไม่คิดจะสึกหรอก แต่ถ้ากำลังใจมันลดลงมันจะสึกเมื่อไหร่ก็ยอมไปดี ๆ เลย ไอ้ของเรา ๆ ไม่ปิดนี่ มันไปได้ทุกช่อง ในเมื่อมันไปทุกช่องมันจะไม่เครียด เราลองตั้งใจว่าไม่สึกดูสิ กิเลสมันตีตายเลย มันจะแค่ไหนตั้งใจอย่างนี้ ? พวกเจ้ากิเลสมันฟัดเละ
ถาม : แล้วทำไม่ท่านถึงให้ผมบวชโดยไม่สึกล่ะ ?
ตอบ : นั่นมันเป็นความเห็นของท่านนี่ มันอยู่ที่เราว่าเราจะทำตามความเห็นของท่านไหม หรือว่าเราจะทำตามความเห็นของตัวเอง เรื่องนี้จริง ๆ มันต้องถามท่านนะ ทำไมให้ผมบวชไม่สึกไม่ใช่ถามอาตมา
ถาม : คุยไปด้วยนับลูกประคำไปด้วยได้หรือครับ ?
ตอบ : ได้ คุยไปด้วยนับด้วย รู้ด้วยว่าภาวนาอะไร นับไปก็จำเม็ดได้ด้วย
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 05:15 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : เรื่องทอง
ตอบ : มันไม่ได้อยู่ตรงนั้น บอกเขาไปหลายทีแล้วว่าถูกที่แต่ผิดทิศยืนยันเขาไปหลายทีแล้วว่าตรงนั้นไม่เจอ จริง ๆ ถ้าเขาไม่ไปมาร์คจุดเอาไว้ให้ดาวเทียมมันส่องเฉพาะที่ มันกวาดกว้างหน่อยเดี๋ยวมันเจอแล้วมันห่างกันประมาณ ๒ กิโลเท่านั้นเอง
ถาม : แล้วที่เขาบอกว่ามีหลายที่จริงหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ไม่ได้มีแต่ทางเมืองกาญจน์ สระบุรีก็ตั้งหลายที่ ญี่ปุ่นมันไปตั้งสระบุรีตั้งนาน ที่ทองผาภูมิมีอีกจุดหนึ่ง ผู้ใหญ่เล็กเจ้าพ่อทองผาภูมิเขาไปขุดมาแล้ว .... ปางตายเลย ผีมันเฉ่งเอา ต้องมาให้รดน้ำมนต์อะไรกันอยู่ ยังคิด ๆ อยู่ว่าถ้ามันขุดได้ไม่แบ่งให้จะเลิกรดน้ำมนต์ให้มันแล้ว
ถาม : ได้ไปดูบ้างไหมครับ ?
ตอบ : ไม่รู้จะดูไปทำไม เพราะไอ้ที่ถ้าต้องการมันมีเยอะกว่านั้น เมื่อวันที่ ๒๒ ก.พ. กำลังทำวัตรกันอยู่ ๔- ๕ องค์ และก็โยมหลายคนมีเสียงครืนโบสถ์สะเทือนทั้งหลังเลย เราก็ว่า...อะไรวะ ? พอกำหนดใจดูเห็นเทวดา ๘ องค์ เราก็ถามท่านว่าทำอะไร ท่านบอกว่าขนทองมาฝากหน่อยครับ ทองล้วน ๆ ขนมาฝากหน่อยยัดอยู่ใต้โบสถ์ ใครอยากได้มาขุดเอา
ถาม : มาได้จริงหรือครับ ?
ตอบ : เอ้า !เรื่องของเทวตานุภาพเขาคิดให้ไปทางไหนมันก็ไปตรงนั้น
ถาม : ตามหลักวิทยาศาสตร์ ... (ไม่ชัด) ..... ของมันเป็นวัตถุมันผ่านใต้ดิน ?
ตอบ : ของมันเป็นวัตถุมันก็สามารถแปลเป็นพลังงานชั่วคราวกลับเป็นวัตถุใหม่ มันอยู่ที่การจัดโมเลกุลเท่านั้นเอง นี่อธิบายตามแบบวิทยาศาตร์เลยนะ (หัวเราะ) ของเขาแค่คิดมันเป็นแล้ว คราวนี้ของเรามันต้องผ่านขั้นตอนขางการสลายตัวของสสารมาเป็นพลังงาน แล้วค่อยกลับจากพลังงานมาเป็นสสารอีกครั้งหนึ่ง
ถาม : อันนี้เข้าขั้นปรมาณู
ตอบ : ใช่ แต่คราวนี้ของอภิญญาของเขาไม่ใช่อย่างนั้น ของความเป็นทิพย์ไม่ใช่อย่างนั้น เขาแค่คิดมันไปแล้ว มันเร็วกว่าเยอะ เพราะฉะนั้นทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าถึงปรามาณูได้มันแค่สกิด ๆ เท่านั้นเอง มันยังไม่ใช่เนื้อแท้มัน จนทุกวันนี้วิทยาศาสตร์มันยังคิดเครื่องย้อนอดีต ย้อนไปอนาคตยังไม่ได้เลยใช่ไหม แต่เรื่องของจิตศาสตร์ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนมา ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้ว อตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ ทุกวันนี้มีใครสามารถถ่ายรูปเทวดาได้มั่งล่ะ ? ไม่มี... เครื่องมือมันไปไม่ถึง แต่ทิพจักขุญาณ เขาเห็นอยู่ว่าเทวดาเยอะแยะไปหมด เดือดร้อนขึ้นมาขอให้ท่านช่วยอีกต่างหาก
.....บอกกับท่านว่าในเมื่อฝากเอาไว้แล้วแปลว่าว่างงานใช่มั้ยล่ะ ? ช่วยหาเงินให้ด้วยแล้วกัน (หัวเราะ) อยู่เฉย ๆ ได้ศาลามาอีกหลังหนึ่ง ถ้าท่านไม่ช่วยหาเงินให้เราก็แย่เหมือนกันนะ เรื่องของพระไตรปิฎกกล่าวถึงเทวดาไว้จนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ว่านักศึกษาสมัยหลังมันเรียนกันมากเกินไป เรียนมากเกินไปมันก็ปฎิเสธผี ปฎิเสธเทวดากันหน้าตาเฉย อะไรที่เป็นธรรมาธิษฐาน ... ไม่เอา มันเอาปุคลาธิษฐานไว้ก่อน
ธรรมาธิษฐานเรื่องของบุญเรื่องของบารมีมันไม่เอาหรอก มันเอาปุคลาธิษฐาน คือว่ามนุษย์ขี้เหม็นอย่างมันต้องทำได้ มันถึงจะเชื่อส่วนใหญ่พวกนี้มันอัศจารรย์มาก มันเรียนเก่งปัญญามันเยอะ ในเมื่อเรียนเก่งปัญญาเยอะกูยังทำไม่ได้ใครจะทำได้ ไปคิดอย่างนั้น เลยปฎิเสธกัน
ในขณะเดียวกันเด็ก ๆ เรียนแค่ ป.๓ - ป. ๔ ฝึกมโนมยิทธิมันไปกันรื่นเลย เคยเล่าให้ฟังมั้ย ว่าเคยฝึกเด็กอยู่คนหนึ่งอายุไม่เกิน ๕ ขวบ ฝึกเขาอยู่วันนั้นพอเขาได้มโนมยิทธิแล้วรุ่งขึ้นแม่เขาพาพี่เขามาด้วยพาตัวเขามาด้วย มากราบขอบคุณเป็นการใหญ่เลย ถามว่ามันเรื่องอะไร เขาบอกว่าน้องเขากลับบ้านไป เขาฝึกพี่เขาได้ด้วย ถามว่าฝึกยังไง บอกว่าน้องเขานั่งสมาธิอยู่ พี่เขาถามว่าเอ็งทำอะไร บอกว่าไปเที่ยวสวรรค์ พี่เขาถามว่าไปยังไง น้องบอกว่าก็หลับตาสิไปด้วยกัน
แค่นั้นน่ะมันทำได้แล้วน่ะ ไอ้เราสอนแทบตายเด็กมันพูดประโยคเดียวเอง เด็กเขามีภาษาของเด็กเขา เขาพูดกันง่าย ๆ เขาเข้าใจของเขาอย่างนั้นน่ะ แค่หลับตาแล้วไปได้พี่ก็... เฮ้ย ! ไม่เห็นยาก กูก็หลับมั่งแล้วมันก็ได้จริง ๆ เป็นไง.... อายเด็กไหมล่ะ ? เราสอนแทบตายเด็กมันพูดประโยคเดียวเองน่ะ แม่เขาอุตสาห์มาขอบคุณซะอีก
เออ... เมื่อคืนแปลก เมื่อคืนนี้มันป่วยมาก ความจริงก็ป่วยคนเดียวไม่มากหรอก อาการมันแย่หน่อย เจ้าปิงกับจิมมี่มันนวดให้น่ะ หลับตาลงแปลกใจวันนี้ทิพจักขุญาณมันผ่องใสเป็นพิเศษ ปกติเรื่องที่เรารู้เห็นเนี่ยส่วนใหญ่มันได้เฉพาะจุดมันได้ได้รายละเอียด นี่ประเภทเล็งรายละเอียดได้ทีละจุด ๆ เลย
มันเปลกของมันเหมือนกัน อยู่ ๆ มันมาเองนะ ของเรายังทำตัวเหมือนเดิมมันไม่ได้ดีขึ้นมากมาย แต่ว่าอยู่ ๆ ทิพจักขุญาณมันดีขึ้น ตลกเหมือนกัน มันมาของมันเองประเภทถ้าหากว่าดูต้นไม้นี่แยกนับได้ทีละใบเลย ก่อนหน้านั้นเรารู้แค่เลา ๆ ว่ามันเป็นต้นไม้เท่านั้นเอง สงสัยกำลังของพระหรือเทวดาท่านช่วย ลำพังของเราเองมันเห็นแค่ตอนใกล้ค่ำได้ถือว่าชัดมากแล้ว
ถาม : ช่วงนั้นพอดี.....(ฟังไม่ชัด)...........
ตอบ : เอานั้นแหละ ตอนนั้นอยากดูอะไร อยากเห็นอะไรก็เลยเพลินเลยเพราะมันนวดอยู่เป็นชั่วโมง เป็นไข้ขึ้นมาเมื่อวานโดนฝนไปทำประทักษิณมารอบวัดพระแก้วฝนตกตลอด ( หัวเราะ) กว่าจะครบรอบเปียกโชกเลย
ถาม : รอบใหญ่เหรอคะ ?
ตอบ : รอบใหญ่ รอบนอก รอบวัง (หัวเราะ) รอบกำแพงวัง (หัวเราะ) มากรุงเทพ ฯ ก็ไปไหว้พระแก้ว เมื่อวานนี้เฮี้ยนเดินรอบเลย ภาวนาไปด้วย มัน.... กว่าจะรู้ตัว ตอนนั้นไม่เป็นไรนะ มาอยู่ที่นี่พอสัก ๖ โมงเย็นไข้เริ่มจับ ตอนเช้าฝนตก ไปไหว้พระที่วัดโพธิ์ด้วย พระที่วัดโพธิ์ท่านน่ะ พระสำคัญ ๆ โบารณของเราเยอะมาก
วัดอื่น ๆ ก็เยอะในกรุงเทพ ฯ แต่ว่าส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้กัน โดยเฉพาะวัดโพธิ์นี่อยู่ตรงนั้นบานเลย เพราะว่าในสมัย ร. ๑ หัวเมืองฝ่ายเหนือของเรานี่โดนศึกโดนสงครามมันบ้านแตกสาแหรกขาดวัดวาอารามรกร้างหมด ท่านก็ให้ช่วยกันขนพระพุทธรูปที่อยู่แต่ละวัดนี้ลงมากรุงเทพ ฯ เพื่อที่จะได้สร้างวัดสร้างวิหารให้ท่านได้สมเกียรติหน่อย คือยังไง ๆ ก็บูชาให้สมกับการเป็นพระพุทธเจ้าหน่อย
ช่วงนั้นเฉพาะพระสำคัญ ๆ ที่เขาช่วยกันขนลงมากรุงเทพ ฯ นี่ ๑,๔๐๐ องค์ได้มั้ง ขนาดหลวงพ่อโตวัดสุทัศน์องค์ใหญ่แค่ไหนท่านยังเอาลงมาเลย อยู่ที่วัดโพธิ์บานเลย ที่ตามระเบียงน่ะไปมองดู นั่นน่ะทั้งนั้นเลยของเก่า ๆ ทั้งนั้นแหละ องค์ที่เป็นประธานในโบสถ์ คือ พระพุทธปฎิมากร แล้วก็หลวงพ่อพระโลกนาถ พระยืนที่หล่อด้วยสำริดที่สูงที่สุดในประเทศไทยเลย หล่อใหญ่ขนาดนั้นถือว่ามโหฬารมากแล้ว แล้วยังมีหลวงพ่อพระนอน
ไปวัดโพธิ์ต้องไปไหว้พระนอน หลวงพ่อนาคปรก ตั้งแต่สมัยโน้น... คือโบสถ์วัดโพธิ์จะมีวิหาร ๔ ทิศ แต่ละทิศจะมีพระประจำวันอยู่ ทิศตรงหน้าพระประธานเลยก็คือหลวงพ่อพระโลกนาฏพระยืนปางห้ามญาติ แล้วก็ทางด้านหลังก็เป็นหลวงพ่อนาคปรก ทางด้านขวามือจะเป็นปางปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ทางซ้ายมือจะเป็นปางป่าเลไลย์ แล้วก็ยังรอบ ๆ อีกล่ะ เดินดูไปเหอะไม่รู้เบื่อหรอก เจ๊หลินเขาไปดูวัดสุทัศน์ ไหว้พระศรีศากยมุนีมา ตกใจ... ไม่นึกเลยว่ากรุงเทพ ฯ จะมีพระประธานใหญ่ขนาดนี้
ส่วนใหญ่องค์ใหญ่ ๆ จะอยู่อยุธยาใช่ไหม อย่างหลวงพ่อวัดพนัญเชิง หรือไม่ก็หลวงพ่อวัดมงคลบพิตร เพิ่งจะรู้ว่ากรุงเทพ ฯ ของเราน่ะองค์เบ้อเร่อเท่อ วัดสระเกศก็ตั้งหลายองค์ วัดสระเกศที่มีศาลามีทั้งพระยืน พระนั่งพระเก่าทั้งนั้นแหละ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 05:15 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ผลงานของทุเรียนค่ะ
ตอบ : ธรรมดา.. อ้วนปีละครั้ง (หัวเราะ) หลังทุเรียนก็ผอมใหม่ ต้องท่านน้อย ท่านน้อยนั่นคู่หูกัน น้องชายด๊อกเตอร์ปริญญา บวชพร้อมกัน บวชรุ่นนั้น ๓๖ องค์ อาจารย์ยกทรงถามหลวงพ่อบอกจะเหลือไหมครับทาน ? ท่านบอกว่าเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ตอนแรกนึกว่าเหลือไม่กี่องค์ ที่ไหนได้เหลือเล็กกับน้อย ๒ องค์ นึกว่าท่านพูดเล่นเหลือเล็กกับน้อย ๒ องค์จริง ๆ
หลังจากหลวงพ่อมรณะภาพได้ปีกว่า เจ้าน้อยก็สึกไปด้วย ๘ พรรษา เสียดาย .... เจ้านั่นจะอ้วนปีละครั้งจริง ๆ เขาชอบฉันทุเรียนจริง ๆ ถ้าเป็นคนอื่นไอ้ขนาดนั้นมันตายนะ ไปบ้านคุณสมบูรณ์ เวสารัชชานนท์ มันบอกว่า ลูกกูกินทุเรียนไป ๔ ลูก เราว่า ๔ ลูกมันกินเข้าไปได้ยังไงวะ แต่ปรากฏว่าวันนั้นเห็นอยู่ที่หอฉันทางด้าน ๙ พี่น้องตระกูลเวสารัชชานนท์ถวายหลวงพ่อทีหนึ่งหลาย ๆ ตัน ทุะรียนน่ะ แล้วส่วนใหญ่มันจำเพาะให้อยู่ตรงหน้าตึกพอดีก็เวรของเรา ต้องไปขนทุเรียนให้เขา แต่ตัวเองฉันไม่ได้ พอฉันปุ๊บความดันมันจะขึ้น
ท่านน้อยฟาดเพลินเลยวันนั้นมันฉันของมันไปเรื่อย ๆ พระองค์อื่นฉันเสร็จหยุดนั่งรอ นั่งรอจนกว่าองค์สุดท้ายเสร็จจะได้ยถา ฯ ใช่ไหม ไม่ได้ยถา ฯ สักทีหนึ่งหรอก เสร็จแล้วสายตาทั้งหมดหันไปมองไอ้ท่านน้อยอยู่องค์เดียว สงสัยพลังจิตจะเเรงเกินไป (หัวเราะ) ไอ้ท่านน้อยรู้ตัวมันหยุดมองซ้ายมองขวา เฮ้ย ! ทุกคนมองกู... หยุดก็ได้วะ (หัวเราะ) วางช้อนให้เขายถา ฯ พอยถา ฯ เสร็จไอ้เราข้องใจมากนับว่ามันฉันเข้าไปเท่าไหร่เม็ด ถาดหนึ่งนับได้ ๒๒ เม็ด ฉันเข้าไปได้ยังไงทุเรียนหมอนทอง ๒๒ เม็ด ตอนแรกบอกว่ากินคนเดียว ๔ ลูกเรายังไม่เชื่อนะ ไอ้ ๒๒ เม็ดมันน่าจะเกิน ๔ ลูก ถึงมันไม่เกินมันก็ใกล้เคียงแล้วมันยังไม่อิ่มด้วย (หัวเราะ) มันบอก... หยุดก็ได้วะ (หัวเราะ) กินลงไปได้ยังไง ข้องใจมากเลย
นั่นแหละเขาพูดด้วยความภูมิใจ เขาบอกกูไม่เป็นขี้กลากหรอกกำมะถันมันเยอะ (หัวเราะ) ทุเรียนกำมะถันมันเยอะที่มันมีกลิ่นน่ะ กรดกำมะถันเยอะทำให้มีกลิ่น มันบอกมันไม่เป็นขี้กลากหรอก ไม่อาบน้ำก็อยู่ได้กำมะถันเยอะ (หัวเราะ) ขืนไปบ้าตามมันเราตายแน่เลย ในแต่ละปีฉันทุเรียนได้ไม่เกินหนึ่งเม็ดและฉันแต่ละทีนี่ทรมานไปเป็นเดือน ความดันมันขึ้น อีกไม่กี่วันต้องไปจันทบุรีอีกแล้ว บ้านลุงเชิญเขานิมนต์ไว้ต้องไปทุกปี บอกถึงตัวเขาตายไปก็จะให้ลูกหลานนิมนต์ต่อ
ถาม : ที่จันทบุรีเขามีเขาคิชกูฎ ต้องไปปีละครั้งถึงจะดี ?
ตอบ : ถ้าไปได้ทุกเดือนยังดีแข็งแรงขึ้น กว่าจะถึงยอดแทบตาย (หัวเราะ) เดือนละครั้งยิ่งดี ทางมันขึ้นอย่างเดียวจริง ๆ ถึงโอกาสจะพักแทบจะไม่มีเลย มันมีแต่ขึ้น ๆ ๆ และก็ขึ้น และที่แน่ ๆ คือ หน้าที่ฝนลงแล้วนี่ทากตั้งแต่พวกหินเจดีย์หินอะไรพวกนั้นไปนี่ทากเพียบเลย ในสมัยไปไม่รู้จะหลบไปทางไหนเพราะว่าตอนที่ไปทางรถยังไม่มี เป็นทางป่าเสร็จแล้วญาติโยมก็บอกว่า ปิดป่าแล้วอาจารย์จะขึ้นได้ยังไง ปรากฏว่าลุยขึ้นไปจนได้ไม่เห็นจะมีปัญหาเลย
ถาม : ข้างบนมีอะไรพิเศษครับ ?
ตอบ : เยอะ มีพระพุทธบาทอยู่ แล้วก็มีหินใหญ่คล้ายพระบรมธาตุอินแขวน แต่ทว่าของอินทร์แขวนเขาจับโยกได้ แต่ของเรานี้ฝังดินไว้เกือบครึ่ง ก้อนนั้นถ้าหลุดลงมาเมื่อไหร่ละก็ฟ้าถล่มดินทลายเมื่อนั้นแหละ เพราะว่าเราอยู่ไกล ๆ มองไปจะเห็นหินที่ตรงนั้นสักเท่าบ้านได้มั้ง เขาเรียกหินลูกบาตร เสร็จแล้วทางด้านล่างลงมาตรงเชิงผาจะมีรอยเท้ากับมือคนอยู่ เขาเรียกรอยพระหัตถ์ เขาเชื่อว่าพระพุทธเจ้าไปค้ำเอาไว้ หินก้อนนั้นมันเลยไม่หล่นลงมา
ถาม : แล้วมันเป็นของจริงทั้งหมดเหรอครับ ?
ตอบ : ของจริงเขาเชื่อว่าจริงก็จริง เพราะว่ามันอยู่ที่ศรัทธา ถ้าศรัทธาปักใจมั่นแล้วอะไรก็ได้ จะจริงจะปลอมเหมือนกันหมด
ถาม : อย่างนี้ผมอยู่ที่บ้านไหว้พระพุทธเจ้าก็ถึงเลย ?
ตอบ : ถึงเลย ก็อยู่ที่เรา แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วที่เขาไปก็คือถ้ามันได้เหนื่อยหน่อยรู้สึกได้บุญเยอะขึ้น แต่ความจริงถ้าเหนื่อยแล้วอารมณ์เสียบุญมันน้อย
ถาม : ...............(ไม่ชัด)...........
ตอบ : คือมันคล้าย ๆ กับว่าจะไปว่า ๆ ชาวบ้านเขาออกกฏหมายมาเพื่อควบคุมพระมันก็ว่าไม่เต็มปากที่มันบวช ๆ อยู่ทุกวันนี้มันจะเป็น พระจริง ๆ มันยากเต็มทีมัวแต่ไปทำเละเทะให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อนอยู่เรื่อย เป็นหน่วยงานต่างหากที่ปกครองกันเองเหมือนแต่ก่อนคนที่จะเข้าไปควบคุมเนี่ยทำได้ แต่ว่าต้องมีความเข้าใจในระบียบวินัยของสงฆ์อย่างลึกซึ้ง แล้วก็ต้องมีจิตใจที่ยุติธรรมด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นนี่เขาเละทั้งนั้นเลย
จนกระทั่งถึงขนาดว่าจะเสนอให้ว่าขึ้นตรงอยู่ต่อท่านนายกรัฐมนตรีใช่มั้ย ให้ขึ้นต่อนายกรัฐมนตรี ท่านสุรินทร์ พิศสุวรรณ หรือว่าท่านวันนอร์ ขึ้นมาเป็นนายกมันแย่เหมือนกันน่ะ เพราะเขาคนละศาสนากันใช่ไหม ? มันไม่ได้แย่ตรงไหนหรอก....มันแย่ตรงที่เขาไม่สนับสนุนเราเลย
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะออกมาแบบไหนก็ตามมันก็รู้สึกว่าความที่เคยสะดวกและที่เคยอะไรอยู่คงลำบากกันแหละ และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ว่าเขาว่าแต่ละวัดจะมีทรัพย์สินเยอะใช่ไหม ? จะออกกฏหมายมาจัดการกับทรัพย์สินของสงฆ์ แหม... อยากให้มันออกจังเลย คือ.. ถ้ามันออกมาเมื่อไหร่ เราจะถามว่าหนี้กูมึงช่วยไหม ? (หัวเราะ) ของเรานี้ติดบัญชีติดแดงโร่เลย จะจัดการแต่คนมีเงินไอ้คนไม่มีเงิน จะจัดการไหม ?
ถาม : แล้วสุดท้ายจะดีหรือร้ายครับ ?
ตอบ : เดี๋ยวดูเขาก่อนสิว่าเขาจะตกลงออกมาในแง่ไหน คิดว่าถ้าหากว่ามันถึงจุดสุดท้ายจริง ๆ สมเด็จพระสังฆราชท่านคงต้องออกความเห็น เพราะว่าตอนนี้นี่ยังไม่ขึ้นไปถึงท่าน เขายกท่านไว้ว่าในที่สูงไม่ใช่ให้ระคายเคือง แต่ว่าสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันนี้ท่านพูดน้อยแต่ต่อยหนักนะ ส่วนใหญ่ออกคำสั่งมาซะนิดเดียวใช่มั้ย.. มันไปตีความกันเอง โดยเฉพาะเรื่องอะไรล่ะ ... เรื่องใครล่ะ ตอนนนั้นที่บอกว่าขาดความเป็นพระไปแล้ว จำไม่ได้แล้วคดีดัง ๆ น่ะ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 05:16 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : มีคนบอกว่าคดีธรรมกาย
ตอบ : เออ... ขาดจากความเป็นพระไปแล้วนั่นน่ะเล่นซะลูกศิษย์โกรธซะแย่ มันก็ต้องดูเขาสิว่าเจตนาเขาเป็นยังไง ถ้าอวดอุตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตนก็ขาดแน่นอน ถ้าหากว่าใช้เงินผิดประเภทหรือท่านเอาเงินสงฆ์เบียดบังไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนรวมตั้งแต่บาทหนึ่งก็ขาดความเป็นพระแล้ว
ถาม : ................(เสียงไม่ชัด)...............
ตอบ : ประโยชน์ส่วนรวมที่ว่านี่หมายถึงประโยชน์ของพวกพ้องน่ะนะ มันไม่ใช่ส่วนรวมทั่ว ๆๆ ไป
ถาม : ภิกษุณีที่มาเมืองไทยตอนนี้ ?
ตอบ : ที่ตอนนี้ก็เป็นแม่ชี ถือว่าเป็นอุบาสิกาบริษัท ไม่ใช่ภิกษุณีบริษัท บริษัท ๔ ของพระพุทธเจ้ามี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ปัจจุบันนี้เป็นแค่อุบาสิกาเท่านั้น ถึงเขายืนยันว่าเป็นภิกษุณีก็เป็นไปไม่ได้ เพราะมันขาดช่วงลงไปแล้ว
ถาม : แล้วห่มผ้าแบบพระจะไม่ผิดเหรอครับ ?
ตอบ : มันจะไปผิดอะไร คือตราบใดยังไม่มีคนไปจี้ท่านว่าผิด ถ้าสังคมเขายังยอมรับก็ให้เขารับไป แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ภิกษุณีของเขาทางด้านมหายาน ทางด้านประเทศจีนเขายังนับถือเขายังสืบสายกันมาของเขาไม่ได้ขาดช่วงลงใช่มั้ย ? แต่จริง ๆ พอออกมหายานมันไปไกลแล้วถ้ายิ่งออกไปทางด้านตันตระนี่ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ พระพุทธเจ้ามีเมียด้วย เขาจะเป็นพระพุทธรูปแล้วมีผู้หญิงกอดซ้ายคนกอดขวาคนนั่นแหละของด้านโน้นเขา แล้วคนไทยที่ไม่รู้เขาไปโวยวายว่าเขาเหยียบย่ำพระพุทธรูป แต่ไม่ใช่ปรก
นั่นเป็นความถือของเขาอย่างนั้น จริง ๆ เขาจะมีชายาเป็นนางตาราเขียว ตาราขาว ๒ องค์จะนั่งตักกอดข้างอยู่คนละข้างเลย คือ ทางด้านตันตระนี่เขาจะเน่นหนักในเรื่อง ๕ ม. ม. ม้า ๕ ตัว จะมี มันตรา คือ การท่องบ่นภาวนาใช่มั้ย ? จะมีมังสะ คือ กินเนื้อเป็นอาหาร จะมีเมถุน คือ การเสพกาม จะมีมุทรา คือการร่ายรำ มัทนะ ดื่มสุราพวกนี้เขาเชื่อว่าถ้าหากว่าทำจนถึงที่สุดแล้วมันจะบรรลุได้
อย่างเช่นว่า การเสพกามจนเบื่อแล้วจะบรรลุได้ เป็นไปไม่ได้หรอก พระพุทธเจ้าท่านบอกแล้ว บอกว่า ๔ สิ่งที่คนเสพแล้วไม่มีวันเบื่อ คือ ๑ การกิน ๒ การนอน ๓ การเสพกาม ๔ การเสวยอำนาจ ๔ อย่างนี้ใครขึ้นไปไม่มีคำว่าเบื่อ ยกเว้นผู้ที่เห็นภัยในวัฏฏสงสารเท่านั้นถึงจะดิ้นรนเพื่อหลุดพ้นจากมันไม่งั้นนอกจากนั้นยิ่งจะกอบโกยเข้าใส่ตัวเองทั้งนั้น
หลักการของเขาดีมั้ย ? ดูท่ามันจะไปรอดอย่างเดียวคือ มันตรา - สวดมนต์น่ะ สวดมนต์ภาวนาไปมันเป็นสมาธิได้ใช่มั้ย มังสะกินเนื้อสัตว์นี่กินเข้าไปเถอะ ต่อให้มันเป็นมังสะวิรัติก็ไปไม่รอดหรอก เมถุน เสพกาม มุทรา ร่ายรำ และอะไรอีกตัวหนึ่ง... มัทนะ - ดื่มเหล้า เอาให้หัวทิ้มไปเลย เขาเชื่อว่าเมาแล้วมันจะหลุดโลก (หัวเราะ) มันหลุดจริง ๆ จับตัวประกันด้วย (หัวเราะ)
ศาสนานี่คนเขาถือเยอะนะ มันสนุกนี่ ทางด้านทิเบตบางส่วน อินเดียเนปาลนี่เขาจะมีและพวกตันตระ ตันตระนี่พอมาถึงด้านเขมรแล้วมันกลายเป็นพวกเล่นคาถาอาคมกันตัวมันตราไง....
คาถาอาคมมีอะไรของเขาสารพัดวิธี ผีกระหังมันก็ทำแต่ว่าตำรามันโหดไปหน่อย ต้องใช้ลูกตัวเองที่เป็นผู้ชาย พอเกิดมาเอาลวดผูกข้อห้วเข่ากับข้อเท้าติดกันไว้ เสร็จแล้วเลี้ยงด้วยเลือดสัตว์ จะเป็นเลือดเป็ดเลือดไก่บวกด้วยคาถาอาคมอะไรพวกนั้น ให้มันออกกำลังใช้แต่ต้นแขนทำกระด้งให้มันหัดกระพือ ช่วงล่างมันจะลีบไปเหลือแต่ช่วงข้างบนแข็งแรงมากเลย มันถึงบินได้ไง ไอ้ที่เขาบอกว่ากระหังมันบินได้ด้วยกระด้ง มันได้จริง ๆ นะ
ถาม : มันจะมีฤทธิ์ตรงไหนครับ ?
ตอบ : แค่คนเห็นก็จะช็อคตายแล้ว มีฤิทธิ์ตรงมันแข็งแรงขนาดนั้นมันจับเราหักคอได้สบายเลย
ถาม : แล้วทำไมต้องขี่สาก ตามตำราหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ไม่หรอก คนมันเห็นไม่ชัดขามันลีบ ๆ ติดกับอยู่ เขาก็คิดว่าขี่สากเป็นหางไปไง
ถาม : แต่เขายืนไม่ได้ แล้วเขาบิน ๆ ไปจะมีอะไรไปเกาะ ?
ตอบ : มันไปเกาะต้นไม้... คุณเคยเห็นกระด้งมั่งมั้ย ? มันสานมีหู ๒ หู ถ้าหากมันจะใช้มือมันก็เลื่อนให้หูมาอยู่ตรงข้อแขน ถ้ามันไม่ใช้ฝ่ามือในการเกาะในการจับก็ใช้จับไอ้หูมันเพื่อความมั่นคง
ถาม : ปืนยิงเข้าหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ไม่ได้รับประทานหรอก ขนาดซัดมันด้วยปืนครกยังไม่เข้าเลยแต่กระดูกมันหักตาย ที่มันตายเพราะกระดูกข้างในมันหักหมด ยิงมันไม่เข้าจริง ๆ ขนาดอาวุธสงครามทำอะไรมันไม่ได้นี่ก็ต้องนับว่ามันแน่เหมือนกัน
ถาม : ..........(ไม่ชัด)..............
ตอบ : มันต้องมหาอุตม์หรือแคล้วคลาด คงกระพันมันยังเจ็บอยู่
ถาม : ..........(ไม่ชัด).............
ตอบ : คือ จริง ๆ ตัวปีตินี่มันมี ๕ อย่าง คือ ขณิกาปีติ ขนลุกซูซ่า เป็นระยะ ๆ ขุททกาปีติ น้ำตาไหล โอกกันติกาปีติ ตัวโยกไปโยกมา บางทีก็สั่นตึง ๆ อย่างกับปลุกพระอย่างนั้นน่ะ อุเพงคาปีตินี่ลอยขึ้นทั้งตัวเลย ลอยไปไกล ๆ ก็มี แต่มันไปไม่ไกลเท่าไหร่หรอกเดี๋ยวมันก็กลับที่เดิม แล้วผรณาปีติ รู้สึกว่าตัวเองตัวพองตัวใหญ่ บางทีตัวแตกตัวระเบิดอะไรไปเลยก็มี บางทีรู้สึกว่ามันรั่วเป็นรู ๆ มีอะไรไหลซู่ซ่าไปหมดก็มี
บางคนผ่านอย่างเดียว บางคน ๒ อย่าง บางคน ๓ อย่าง บางคน ๔ อย่าง บางคน ๕ อย่าง บางคนไม่เจอเลยก็มี ส่วนใหญ่ที่ไม่เจอเลยจะเป็นพวกสาวกภูมิแท้ ๆ คือ ตั้งใจบำเพ็ญบารมีมาเพื่อปฎิบัติตามพระพุทธเจ้าอย่างเดียว อย่างนั้นจะไปกันง่าย ไปนิ่มมาก แต่บรรดาที่เจอเยอะ ๆ โดยเฉพาะเจอครบส่วนใหญ่มาทางกำลังใจพระโพธิสัตว์เขาเรียกบำเพ็ญพุทธภูมิมา ถ้าเจอไม่ครบมันสอนเขาไม่ได้นี่ มันก็ต้องเอาให้ครบ
บางคนมันเข้าใจว่า เออ... กำลังของฌานมันสูงกว่าปีติ ได้ฌานแล้วไม่ควรเกิดปีติอีก นี่มันหลอก บางเวลาพอมันจะเกิดมันถอยหลังออกมาเป็นอุปจารสมาธิ มันเกิดปีติขึ้นมาหน้าตาเฉยเลย ต่อให้คุณได้สมาบัติแปด แล้วมันถอยออกมานับปีติใหม่เลยถ้ามันจะเป็นตัวใหม่ขึ้นมา น่าเล่นมั้ย ? ลองนั่งโยกดูสิ แค่โยกไปโยกมา อาตมาโยกซะเกือบ ๓ เดือน ตอนแรก ๆ กลัวมันไป ๆ มา ๆ เลิกกลัวสนุกซะอีก ตอนกลัวไม่รู้มันเป็นอะไร นึกว่าผีจะเข้าหรือเปล่า
ถาม : แล้วถ้าเกิดว่าไม่ได้นั่งสมาธิ ?
ตอบ : มันไม่นั่งก็จริง แต่ว่ากำลังใจของเราบางช่วงมันเป็นสมาธิโดยที่เราเองไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้รู้ตัวก็มัน มันจะทรงตัวของมันเองก็มี อยู่ ๆ มันเข้าปึ๊บไปถึงเลยมันก็เหมือนกัน อย่าไปบอกว่ามันเป็นตอนนั่งซะเมื่อไหร่ล่ะ ไม่จำเป็นต้องนั่งหรอก คุณแสงชัยนั่งน้ำตาไหลน้ำตาร่วงบนรถเมล์โน่น... อายเขาแทบตาย แค่ไปนั่งคิดว่าคนเรามันทุกข์ขนาดนี้เชียวหรือ ? ตื่นเข้าขึ้นมาออกมาเบียดเสียดเยียดยัดกันอยู่บนรถลำบากแทบตายชักกว่าจะไปถึง ประเภททั้งร้อนทั้งกลุ้มทั้งทุกข์ใจจะไปทำงานทันมั้ย ? รถเมล์ทำไมมันติด มันไม่วิ่งให้เร็วกว่านี้ มันเหาะได้ยิ่งดีอะไรอย่างนั้น
นึกแค่นั้นแหละมันเกิดตัวปีติขึ้นมา น้ำตาไหลเอาดื้อ ๆ ต้องเบรคกันแทบแย่เหมือนกันมันอายเขา ผู้ชายตัวเบ้อเร่ออยู่ ๆ ไปร้องไห้บนรถเมล์เบรคอย่างนั้นแย่หน่อยถึงเวลามันก็เป็นอีก
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 05:16 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ทำหมันสัตว์นี่เราจะผิดไหมคะ ?
ตอบ : ไม่ผิดหรอก ถูกเป๊ะเลย เผลอเกิดใหม่จะเป็นกระเทยจ้ะ อย่าไปเกิดมันก็แล้วกัน (หัวเราะ) อย่าไปเกิดก็แล้วกันเพระว่าทำหมัน มันทำให้เขาหมดเชื่อสายเกิดใหม่จะเป็นกระเทย กระเทยนี่หมายถึงพวกที่เป็นหมัน ไม่ใช่กระเทยที่มีลูกได้ ประเภทที่เรียกว่าเพศนี้แต่ไปทำตัวเป็นอีกเพศหนึ่งนั่นเขาเรียกลักเพศ มันไม่ใช่กระเทย แต่ถ้าเป็นพวกอุทโตพยัญชนก นี่ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ พวกนั้นมี ๒ เพศอยู่ในตัวคนเดียวกัน เป็นได้ทั้งผู้หญิงเป็นได้ทั้งผู้ชาย
ถาม : อย่างนี้หมาที่บ้านหนูมันเกิดมาไม่มีอัณฑะ เป็นเพราะว่ามันมีกรรมไปทำเขาก่อน ?
ตอบ : ไม่แน่ มันมีอยู่แต่ว่ามันไม่ได้เลื่อนจากช่องท้องลงไปในถุงอัณฑะมันเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดนะว่าไม่เจอคนที่ไม่มีแล้วจะมีลูกไม่ได้ มันมีเอาหน้าตาเฉยเหมือนกัน เพราะว่ามันเป็นการมีอะไรมาขัดขวางในระยะที่ตัวอัณฑะมันจะเลื่อนลงถุงไปมันก็หยุดอยู่ในช่องท้องเฉย ๆ ไม่ได้ไปไหนหรอก มันยังสร้างฮอร์โมนได้ ยกเว้นว่ามันไม่มีเอาซะเลย
ถาม : ผมฝันไปว่าไปพบหลวงพ่อฤๅษีลิงดำนี่ผมคิดไปเองหรือจิตผม....?
ตอบ : ความฝันมันมีอยู่ ๒ อย่าง มันเป็นฝันที่เกิดจากจิตใจของเราอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งเขาเรียกนิมิต แสดงเหตุให้รู้มันต้องช่างสังเกตแล้วจะแยกออกว่ามันไหนเป็นฝัน อันไหนเป็นนิมิต ส่วนใหญ่นิมิตมันจะไม่มีที่มาที่ไปอยู่ ๆ ก็โผล่มาเฉย ๆ บางทีแสดงเหตุผลล่วงหน้าก็ตีความไม่ได้ว่ามันหมายถึงอะไร แต่พอเกิดเหตุแล้วเดาออกว่ามันคืออะไรซึ่งมันไม่ค่อยจะทันกิน
ส่วนตัวฝันไม่ต้องไปวัดอะไรมากหรอกเอาแค่ว่าถ้าเราฝันเห็นพระ ฝันเห็นหลวงปู่ หลวงพ่อ แสดงว่านี่กำลังใจของเราตอนช่วงนั้นเกาะในด้านดีมากกว่า มันถึงฝันถึงสิ่งดี ๆ สิ่งที่เป็นมงคลได้ ถ้าหากว่านับก็เป็นกำลังใจที่ใช้ได้ในตอนนั้น แต่หลังจากนั้นถ้าเฮงซวยก็อาจจะไม่ฝันอีกหลายปี
ถาม : ทำไม....... เราทำผิดหรือเปล่า เราจะมาผิดหรือเปล่าที่เราทำได้เกี่ยวกับเรื่องจิต ?
ตอบ : ก็ไม่แน่ ถ้าจำได้แล้วอารมณ์ใจมันทรงตัว อันนั้นไม่ถือว่าจำได้ หากแต่ว่าทำได้ แต่คราวนี้การทำได้มันไม่ได้รอบตัวนี่ มันก็ต้องมีที่ทำได้ดีบ้าง ที่ทำแล้วไม่ดีบ้าง ที่ยังไม่ได้ดีบ้าง อารมณ์ใจมันยังตกบ้าง
ส่วนใหญ่แล้วก็จะอยู่ในลักษณะตื่นข่าว ผู้ที่ถือมงคลตื่นข่าวนี้ไม่น่าตำหนิ บุคคลที่ไม่ถือมลคลตื่นข่าวต้องเป็นพระอริยะเจ้าตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป กำลังเขาสูงขนาดนั้น มีหลักที่ยึดมั่นแน่นอนแล้ว คือ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจแล้วท่านจะไม่ไปตื่นข่าวเรื่องอื่นแล้วว่าอย่างคนทรงมาทักมาห้ามเดินทางไกลอย่างนั้น คราวนี้มันไกลแค่ไหน ? ต่อให้รอบโลกมันก็ไม่ไกล ต่างดาวมันยังมีนี่ ก็เลยกลายเป็นว่าถ้าไกลมันไกลแค่ไหน เพราะฉะนั้นกำลังใจของเรามั่นคงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี่จะไปไหนก็ไปเถอะ อย่าว่าแต่เชียงใหม่ สุไหงโกลกก็ไหว ถ้าหากกำลังใจมันทรงตัว
ถาม : ....................
ตอบ : ของพวกนี้สมัยก่อนมันเป็นของที่เกิดโดยธรรมชาติ มันเลยหายาก สมัยหลังนี่วิทยาการมันทำได้นี่ใช่มั้ย อย่างเพชรรัสเซีย น่ะอย่าไปว่าของปลอมนะ มันไม่ปลอม เพียงแต่มันทำขึ้นมา เพราะว่าเพชรก็คือคาร์บอน ก็คือส่วนของไม้ของถ่านอะไรพวกนี้ พอมันโดนแรงกดดันสูง ๆ โดนความร้อนสูงเข้า มันก็จะกลายสภาพกลายเป็นเพชร
คราวนี้พอวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เขาคำนวนว่า มันต้องอยู่ในอุณหภูมิเท่าไหร่ ความกดดันเท่าไหร่ เขาก็สร้างเครื่องมือขึ้นมาทำมันขึ้นมา เพียงแต่ว่าของที่มันไม่ใช่ธรรมชาติมันจะสวยกว่า มันสวยตรงที่ว่าการจัดเรียงโมเลกุลมันสม่ำเสมอ เพราะแรงกดดันกับอุณหภูมิมันเสมอกัน มันไม่เหมือนกับประเภทที่ไม่ผ่านแรงกดดันของโลก อุณหภูมิของโลกนั่นมันไม่เสมอกัน เพราะฉะนั้นเนื้อของมัน มันจะไม่ละเอียดเท่าแล้วของธรรมชาติจะมีรอยแตก มีฟองอากาศ มีอะไร อันนี้มันประเภทกดมาสม่ำเสมอนี่ สวยเช้งเลย และไอ้เรื่องจะไปใส่สี ก็พิจารณาดูอ๊อกไซด์ของมันใช้อ๊อกไซด์สีอะไร แล้วมันจะออกมาเป็นสีอะไรก็ใส่เพิ่มเข้าไปแค่นั้น
แต่สมัยก่อนนี่มันหายากหาเย็นจริง ๆ เพชรสีอื่น ๆ เท่าที่ดู ๆ มาไม่ได้เห็นด้วยตานะ เห็นรูปที่เขาถ่ายมา งามจริง ๆ มันมีทั้งเพชรสีเขียว สีเหลือง สีฟ้า สีแดง สีชมพู อะไรนั่น แล้วก็อย่างนั่นแหละสีแดงแพงที่สุด กะรัตละหนึ่งล้านดอลล่าร์ มีซักสามกะรัต ห้ากะรัตรวยตายเลย แล้วใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์ ที่จูล เวิร์ล เขาเขียนน่ะ เคยอ่านมั้ย ที่กัปตันเนโม นำเรือดำน้ำนอติลุสลงไปใต้ทะเล แล้วไปเจอไข่มุกดำโตเท่าลูกมะพร้าว สมัยก่อนเขาถือว่าเป็นความเพ้อฝัน
แต่สมัยนี้ไข่มุกดำมันทำกันเป็นว่าเล่น เทคโนโลยี่เดี๋ยวนี้ทำได้สบายมากเลย จะเอารูปร่างยังไงก็ได้ฝังเข้าไปในตัวมัน มันเคลือบ ๆ ออกมาก็เป็นตัวยังงั้น เล่นทำเจ้าแม่กวนอิมติดฝาหอย เปิดให้คนจีนดูมันดูจะช็อคตาย คิดว่าเป็นธรรมชาติ ความจริงเปล่าหรอกมันฝังชิ้นส่วนเข้าไป มันก็เอาแค่ชิ้นส่วนที่มันทำเป็นรูปเจ้าแม่กวนอิมแล้วใส่เข้าไปในตัวหอย
หอยมันไม่สามารถที่จะคายออกมาได้ มันระคายเคืองก็สร้างน้ำเมือกขึ้นมาเคลือบไว้ ๆ ก็หนาขึ้นมาเป็นมุกเลย คราวนี้ถ้าหากจะเท่าลูกเท่ามะพร้าว ก็คงจะหาแก่นกลางเท่ากับลูกเทนนิสหรือลูกฟุตบอล แล้วหาหอยตัวยักษ์ ๆ หน่อย อย่างหอยมือเสือตัวยาวซักสองเมตรนี่ แล้วหย่อนลงไป รอมันเคลือบ ของกัปตันเนโมขนขึ้นมาให้ดูนี่แตกตื่นกันหมด
แต่นั่นจะว่ามันฝันไม่ได้นะเพราะว่ามาตอนหลังก็มีการสร้างเรือดำน้ำขึ้นมาได้จริง ๆ แล้วเรือดำน้ำลำแรกเขาเลยตั้งชื่อให้เกียรติว่านอติลุสเหมือนกัน เพราะถือว่าความฝันของจูล เวิร์ล แล้วไอ้ผจญภัยใต้พิภพ เดินทางเข้าไปใต้โลกเสร็จแล้วตอนออกโดนภูเขาไฟระเบิดกระเด็นออกมา นั่นจริง ๆ น่ะตายไม่เหลือหรอก แต่คราวนี้อย่างว่ามันเป็นเรื่องที่เขาใช้จินตนาการขึ้นมา คนที่หลุดออกมาเลยไม่มีอันตรายอะไร
ภูเขาไฟระเบิดดันออกมา เป็นเราจะเหลือมั้ย ก็มันเป็นแอ่งน้ำอยู่ใต้พื้นไง พอถึงเวลาภูเขาไฟระเบิดออกมา มันกันน้ำเดือดออกมา สุกซะก่อนนะซิแล้วผจญภัยในดวงจันทร์ ในที่สุดคนก็ขึ้นดวงจันทร์ได้ มันเหลือเชื่อว่าความฝันของเขามันเป็นจริงน่ะ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 05:17 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : พวกนิยายนี่....
ตอบ : พวกจินตนาการนี่บางทีมันก็มีส่วนของ.... เขาเรียกว่า อนาคตังสญาณเหมือนกัน ดูอย่างสุนทรภู่ไง สุนทรภู่เขาเขียนมีพราหมณ์สามพี่น้อง วิเชียร โมรา สานนท์ ที่เป็นเพื่อนของพระอภัยมณี ศรีสุวรรณ คนหนึ่งยิงธนูได้ครั้งละเจ็ดดอก สมัยนี้กราดทีเป็นชุดจะเอากี่ร้อยนัดก็ได้ อีกคนหนึ่งเก่งผูกหุ่นยนต์เป็นเรือเล่นไปได้ทั้งในน้ำและบนบก สมัยนี้โอเวอร์คร๊าฟเยอะแยะไป จะลงน้ำมันก็เป็นเรือ ขึ้นบกมันก็เป็นรถ ทำได้จริง ๆ ก็คิดได้
แล้วอีกอย่างหนึ่งมันเป็นหีบกล เขาใช้คำว่าหีบกล พอเข็นขึ้นมาแล้วมีเสียงดนตรีดัง สมัยนี้เทปเยอะแยะไป เขาคิดของเขาได้ แล้วสถานที่หลายอย่างมันเป็นจริง ๆ นะ อย่างที่เขาว่านาควารินทร์ นาควารินทร์นั่นมันหมู่เกาะนิโคบาร์ ที่เขาว่า
<TABLE height=1 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD> ทะเลนี้มิใช่แคว้นแดนนุษย์ </TD><TD> ปรอทแร่แม่เหล็กก็มีมาก</TD></TR><TR><TD> ชื่อว่านาควารินทร์สินสมุทร </TD><TD> ฝูงนาคมาอาศัยด้วยไกลครุฑ</TD></TR><TR><TD> ถ้ายั้งหยุดอยู่ที่นี่จะมีภัย </TD><TD> จงเร่งรัดตัดไปทิศอีสาน</TD></TR><TR><TD> จะพบพานผู้วิเศษข้างเพทไสย</TD></TR></TBODY></TABLE>
จะไปพบพระฤๅษีที่เกาะแก้วพิศดารไง ปรากฏว่าไปได้จริงเขาให้ไปทิศอีสานตะวันออกเฉียงเหนือ แสดงว่าของเขาเองมันไม่ใช่หูป่าตาเถื่อนอยู่ในราชสำนักใช่มั้ย พวกต่างประเทศมาก็ต้องมีการสอบถามว่ามาจากไหน มีประสบการณ์เดินทางเป็นยังไง เล่าไปเล่ามาแกจินตนาการออกมาเป็นเรื่องราวเลย แต่ว่าอย่าลืมว่าสมัยนั้นเรื่องวิทยุโทรทัศน์มันยังไม่มี เขาสามารถจินตนาการเกี่ยวกับหีบกล่องเสียงมาได้นั่นถือว่ายอดเลย
เสียดายเพชรเม็ดนั้นจังเลย โครตเพชรเม็ดเท่าหัวปลี ที่สุดสาครกับนางอรุณรัศมีไปเอามา ไปอ่านพระอภัยมณีให้จบ พวกเราอ่านมันไม่ค่อยจะจบกัน มีอาตมาคนเดียวกวาดมันหมดห้องสมุดเลย เล่มหนา ๆ อย่างนี้อ่านมันหมดเลย มีชื่อยืมอยู่คนเดียว อยู่ชั้น ป. ๒ อ่านหนังสือหมดไปห้องสุดหนึ่ง อ่านหมดแล้วมันดันทะลึ่งจำได้ด้วยซิ ตอนที่อ่านน่ะเจตนาชัดเจนก็คือว่าจะอ่านหนังสือให้แตก
สมัยโบราณเขาเรียกอ่านหนังสือให้แตกคืออ่านให้คล่องอ่านให้ได้ทุกตัว อ่านจนหมดแล้วไปเจอเล่มสุดท้าย แหม! มันสะใจมากเลย มันอ่านยาก ตำราเพศศึกษาด๊อกเตอร์คินซีย์ แปลภาษาไทยแล้วยังมีภาษาอังกฤษอยู่ (หัวเราะ) คราวนี้คำแปลนี่มันอ่านยากมากเลย เพราะมันเขียนทับศัพท์ภาษาอังกฤษไปถามครู ครูหัวเราะกันกลิ้งเลยถามว่า ถามจริง ๆ เถอะจะอ่านไปทำอะไร บอกอยากจะรู้ว่ามันอ่านยังไง ผมอยากอ่านให้ได้หมดทุกคำ อยู่ ป. ๒ อ่านหนังสือหมดห้องสมุดไปห้องสมุดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นอยู่โรงเรียนไหนก็โรงเรียนนั้นนั่นแหละ เล่มไหนที่เขาไม่ยืมจะยืมอยู่คนเดียว พวกพระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน เพื่อนไม่มีใครอ่านจบซักคน อาตมาว่าซะเหี้ยนเลย ยังจำได้มั้ย เด็ก ๆ สมัยนี้มันได้ท่องหรือเปล่าล่ะ
<TABLE height=1 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD> บัดเดี๋ยวดังหง่างหง่างวังเวงแว่ว </TD><TD> สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา</TD></TR><TR><TD> เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา </TD><TD> ประคองพาขึ้นไปบนบรรพต</TD></TR></TBODY></TABLE>
สุดสาครโดนชีเปลือยผลักตกเหวไง กลับไม่ได้ นึกถึงครูบาอาจารย์ โยคีเลยมาช่วย
<TABLE height=1 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD> แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ </TD><TD> มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด</TD></TR><TR><TD> อันเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด </TD><TD> ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน </TD></TR><TR><TD> มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน </TD><TD> บิดามารดารักมักเป็นผล</TD></TR><TR><TD> พี่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่ใจตน</TD><TD> เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา</TD></TR><TR><TD> ถ้าใครรักรักบ้างอย่าชังตอบ </TD><TD> ใครไม่ชอบหลีกให้ไกลนะหลานหนา</TD></TR><TR><TD> รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา </TD><TD> รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี</TD></TR></TBODY></TABLE>
เขาสอนแล้วทั้งนั้นนะ สมัยนี้ขี้เกียจอ่าน มันแปลไม่ค่อยออก แปลไทยเป็นไทยมันแปลยาก
ถาม : ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน หรือใจตนคะ ?
ตอบ : ไม่มั่นใจ คือเขาสอนให้พึ่งตัวเอง อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ อย่าไปพึ่งคนอื่นเขา อย่าไปไว้ใครใครอะไรทำนองนั้น คราวนี้จำได้ไม่ลืม เล่นเรือไปแล้วหลง เมื่อกี้ท่องไปหมู่เกาะนิโคบาร์ เลยมีการทรงเจ้าถามเจ้าที่ ถามผีเจ้าที่ ปู่เจ้ามาก็ฟาดวิสกี้เสียเต็มที่เลย เมาเสร็จแล้วค่อยบอก มันถึงได้บอก บอกว่าตรงนี้ไม่ใช่เขตของคนเขาแล้วเป็นนาควารินทร์สินสมุทร ฝูงนาคมาอาศัยด้วยไกลครุฑ
ขนาดพญานาคอยู่กันเพียบ ถ้ายั้งหยุดอยู่ที่นี่จะมีภัย ที่ว่าปรอทแม่แม่เหล็กก็มีมาก มันทำให้เข็มทิศเดินเรือมันเสียหมดเพราะว่าเข็มทิศนี้มันจะชี้ททิศเหนือตามแม่เหล็กโลกอยู่เสมอ คราวนี้มันไปเจอแม่เหล็กที่ไหนมันกันหันใส่มันก็ก็หลงกันตายชัก
ถาม : อย่างเช่นเรื่องที่นอน ก็คือห้ามยัดด้วยนุ่นเกินกว่าหนึ่งคืบไง แต่สมัยนี้มันเป็นแบบสปิงน่ะครับ ?
ตอบ : สมัยนี้มันหายากนะที่คืบหนึ่งน่ะ จริง ๆ แล้ว ตัวนั้นเขาห้ามเพราะว่ากลัวเราจะติดในความนุ่มนิ่ม หรือไม่ก็คิดถึงเนื้อผู้หญิง ถ้าหากว่ากำลังใจของเราไม่ยึดตรงนั้นก็นอนไปเหอะ คือ ตัวท้าย ๆ ของศีลแปด มันไม่ใช่ตัวศีล มันเป็นตัวธรรมะ คือว่าเราสามารถทำละเอียดได้ ส่วนของธรรมะจะก้าวหน้าขึ้น แต่ถ้าหากว่าเราล่วงไปไม่ตกนรก แต่ว่าส่วนของธรรมะมันหมองลง อย่างเช่นว่าการกินข้าวเย็นมันก็มัวแต่ไปกังวลว่าจะกินมันอยู่ใช่มั้ย ศีลมันไม่ได้ขาดแล้วตกนรกอะไรหรอก แต่ว่าส่วนของธรรมะมันบกพร่อง
ถาม : แต่ถ้าเกิดทำได้มันก็ดีว่าปกติ
ตอบ : ทำได้มันดีกว่า คราวนี้ว่าสมัยนั้นที่นอนสูงที่นอนใหญ่ขนาดนั้นมันก็หายากเต็มทีแล้ว หรือไม่ก็เล่นที่นอนสายรุ้งที่มันบาง ๆ หน่อยเดียว แต่ถ้าไม่ได้ติดมันจริง ๆ ล่ะก็ ตีลังกามันได้เลยหนาเท่าไหร่ก็ช่างมัน
ถาม : แล้วเกี่ยวกับเครื่องประทินผิวล่ะครับ ถ้าเกิดไม่ทาแล้วหน้ามันจะเป็นสิว
ตอบ : (หัวเราะ) คือว่าถ้าหากเป็นการรักษาโรค ไม่เป็นไรอย่างเช่นว่าบางคนเขาแต่งเป็นปกติ ประเภทเขียนคิ้วทาปากเป็นปกติอย่างนี้ ถ้าหากไม่ได้เขียนแล้วมันรู้สึกว่าออกข้างนอกไม่ได้ มันอายเขามันเขิน เลยแต่งเพื่อสังคมอะไรอย่างนั้นน่ะได้ ที่แต่งตัวประทินผิว ใช้ของหอมเครื่องย้อมเครื่องทาน่ะเขาหมายถึงจะเอาไว้ยั่วกิเลสเพศตรงข้าม ถ้าเจตนาของเราไม่มีอย่างนั้นน่ะใช้ได้ แล้วอีกอย่างของเราถ้าหากใช้เป็นยาแก้สิว ก็ถือว่าเราเป็นคนป่วย จะใช้ก็ใช้ไปเหอะ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 05:18 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ถ้ามันเป็นครีมบำรุง แต่ว่าเราถือว่า ?
ตอบ : ถ้าหากว่าเจ็ดวันมันคงไม่ถึงกับสิวเต็มหน้าล่ะมั้ง ใช้ไปเหอะ ถ้าขืนไม่ใช้แล้วคนไม่เข้าใกล้มันจะยุ่ง
ถาม : แล้วถ้าเกิดว่าปากแห้งนี่จะใช้ลิปมันได้มั้ย ?
ตอบ : (หัวเราะ) ไอ้นี่ข้อเรียกร้องมาก เดี๋ยวเจ็ดวันไม่ให้อาบน้ำซะเลย
ถาม : ยาสระผม ครีมนวด อะไรอย่างนี้ ?
ตอบ : ใช้ไปเหอะ ใช้ไปเหอะ ไม่มีใครเขาว่าหรอก บอกแล้วว่าไม่มีใครเขาว่าอะไรหรอก
ถาม : การถือศีล ๘ กับเจริญพระกรรมฐาน การเจริญพระกรรมฐาน ถือศีล ๘ อย่างน้อยเท่าไหร่
ตอบ : เอามันซักเช้าเย็น เช้าชั่วโมง เย็นชั่วโมงก็ได้ แต่ว่าในวันทั้งวันกำลังของศีลของเราต้องให้ทรงตัวอย่าให้บกพร่อง
ถาม : คือเน้นเรื่องสีลานุสสติ
ตอบ : อือ ก็เอาอย่างนั้นแหละดี
ถาม : ถ้าเกิดทำอย่างนี้ ไม่ต้องนั่งกรรมเป็นชั่วโมง ๆ
ตอบ : ที่เราทำน่ะมันเป็นกรรมฐานอยู่แล้ว อย่าลืมว่าถือศีลน่ะ สีลานุสสติ มันเป็นกรรมฐาน เพียงแต่ว่าตัวเจริญกรรมฐานนี่ท่านหมายถึงนั่งภาวนา นั่งภาวนาจะมากจะน้อยอยู่ที่เราพอใจแต่ควรจะรักษากำลังใจให้ทรงตัวเอาไว้ทั้งวัน
ถาม : เวลาเราไม่สู้กับตัวเองล่ะครับ สมมุติว่ามีราคะกับโทสะมันจะมีบางอย่างแรงบางอย่างอ่อน ?
ตอบ : ถ้าเราไม่หลุดออกจากคำภาวนา ราคะ โลภะ โมหะ โทสะ ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น
ถาม : นี่คือช่วงก่อนเป็นนะครับ แล้วแบบเวลาจะสู้กับกิเลสล่ะครับ จะสู้กับตัวที่แรงก่อน หรือตัวที่อ่อนก่อน ?
ตอบ : อยู่ที่เรา จริง ๆ แล้ว กำลังมันเท่ากัน เพียงแต่ตัวไหนมันนำหน้ามา ตัวที่นำหน้ามาเราจะรูสึกว่ามันแรง ก็ลองให้ตัวนั้นมันหลบไปอีกตัวมาแทนแรงพอกันนั่นแหละ
ถาม : แล้วบางที เราอยากจะตัดเรื่องราคะ เรื่องของวัยรุ่นอย่างงี้ครับ ?
ตอบ : จะตัดตัวไหนตัวนั้นจะมาลองเป็นเรื่องปกติเลย ถ้าเราสามารถแยกอารมณ์ออกได้ว่าเรื่องของ ราคะ โลภะ โทสะ เป็นเรื่องของกาย ใจเราไม่ยุ่งกับมันด้วย เราแยกใจของเราออกมานี่ มันจะอยู่ไม่นาน ที่มันอยู่ได้เพราะว่าจิตใจเราไปปรุงแต่งเพิ่มเติมกับมัน นึกว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น นึกว่ามันควรเป็นอย่างนี้ นึกว่ามันสวยอย่างนั้น ถ้าเราไม่ไปร่วมนึกกับมันด้วย มันไปไม่รอดหรอก พักเดียวมันก็ตายแหง
ถาม : แล้วอีกอย่างเรื่องการสะเดาะเคราะห์นี่ การที่เราไปจะมีอยู่สองรอบใช่มั้ยครับ ถ้าเราเข้าสองรอบจะมีผลเพิ่มขึ้นมั้ยครับ ?
ตอบ : สองรอบ รอบแรกสะเดาะเคราะห์ รอบที่สองใส่คืนเข้าไป (หัวเราะ) พูดเล่นนะ จริง ๆ ถ้าทำแล้ว พระท่านสงเคาะห์รอบเดียวก็เหลือเฟือแล้ว ไอ้ประเภทที่ว่าถ้ารู้สึกว่ามันดีได้เข้าสองรอบก็เอา ไม่มีใครเขาว่าหรอก ยกเว้นไปเกะกะที่เขาไล่ออกมาเท่านั้นแหละ
ถาม : แล้วอย่างไปด้วยตัวเอง กับฝากเงินไป ?
ตอบ : ควรจะไปด้วยตัวเอง ถ้าไปด้วยตัวเองอยู่ในพิธีกำลังใจมันจะดีกว่า ฝากสตางค์ไปมันได้แค่ทำบุญ เพราะตัวไม่ได้อยู่ในพิธีหรือไม่ได้ตั้งใจรับ บางทีมันไม่ได้อะไร เมื่อกี้เขาถามว่าเจริญกรรมฐานนี่ใช้ลูกกลิ้งดับกลิ่นได้มั้ย ใช้ไปเหอะถ้าไม่ใช้เดี๋ยวคนจะไม่เข้าใกล้
ถาม : ไม่มั่นใจครับ
ตอบ : ถ้าขืนไม่อาบน้ำตั้งแต่ตีห้าอย่างอาตมานี่ยุ่งแน่เลย ตื่นขึ้นมาทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย เผลอเพล็บเดียวคนมันมาแล้ว ยังไม่หกโมงเลย (หัวเราะ) ก็เป็นอันว่าไม่ต้องทำอะไรแล้ว สู้เจ้าแดงเขาไม่ได้ เจ้าแดงเขาบอกว่า หมามันยังไม่อาบเลย ว่าแล้วมันก็ดองต่อไป
ถาม : แล้วการที่เราเกิดมาเดี๋ยวก็ตาย ใคร่ครวญอย่างนี้ตลอดเวลานี่ ?
ตอบ : ดีจ้ะ ตัวนี้เป็นวิปัสสนาญาณ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เขาเรียกอุทยัพพยานุปัสสนาญาน พิจารณาเห็นการเกิดและการดับ ถ้าภังคานุปัสสนาญาน นี่เห็นการดับอย่างเดียว คือทุกอย่างเกิดขึ้นก็ต้องพัง เกิดขึ้นก็ต้องพัง พังหนอ พังหนอ ภยตูปัฏฐานญานนี่เป็นภัย เป็นโทษกับเรา มันเหมือนกับเสือร้ายตัวหนึ่ง พอถึงเวลามันก็ขบก็กัดเรา วิธีขบกัดของมันก็คือ เหน็ดเหนื่อย หนาว ร้อน หิวกระหาย เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างนี้ มันกัดเราอยู่ตลอดเวลา มันเป็นทุกข์มันเป็นภัย เป็นของน่ากลัวไม่น่าคบหาสมาคมอีก นั่นแหละวิปัสสนาญาณเก้าอย่างค่อย ๆ ทำถึงจุดสุดท้ายมันก็เป็นสังขารุเปกขาญาณ สบาย
ถาม : (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : พิจารณาอยู่เสมอ ๆ น่ะดี เพราะว่าการพิจารณา ถ้าปัญญายอมรับมันจะได้เลย แต่ภาวนานี่ ถึงเวลาถ้าเราถอนขึ้นมาแล้ว ไม่ได้พิจารณา มันก็ได้แค่จิตสงบชั่วคราว แต่วิปัสสนานี่ถ้าสงบมันรับแล้วมันรับเลย ทรงตัวเลย
ถาม : ถ้าทำ ๆ อะไรอยู่ ไม่ได้นั่ง
ตอบ : ไม่จำเป็น ยิน เดิน นั่ง นอน หกคะเมนตีลังกา ทำอะไรก็พิจารณาได้ทั้งนั้น
ถาม : (ฟังไม่ชัด) มีความรู้สึกว่าจะยาว
ตอบ : ยิ่งยาวเท่าไหร่ยิ่งดี ถ้ามันอยากคิดอยู่ เพราะว่าการที่มันยอมคิด มันยาก ส่วนใหญ่แล้วมันจะไม่ยอมคิดหรอก มันจะฟุ้งซ่านเรื่องอื่นซะมาก พอคิดไปคิดไป กำลังใจมันจะค่อย ๆ ทรงตัว มันจะเป็นการทรงฌานโดยอัตโนมัติ ฌานคืออารมณ์เคยชินใช่มั้ย ที่บอกว่าพระอริยเจ้าต้องทรงฌานได้ ถึงเป็นได้ พระอรหันต์ท่านทรงฌานสี่ แล้วถ้าเป็นพระสุขวิปัสสโกจะเอาฌานสี่ที่ไหนมา มันก็คือฌานสี่จากการพิจารณาของท่าน คิดไปคิดไปกำลังใจมันเคยชินมันก็ก้าวล่วงขึ้นไปเรื่อยจนกระทั่งถึงฌานสี่
ถาม : ไม่ใช่การฟุ้งซ่าน ?
ตอบ : ไม่เสียเวลาไปนั่งภาวนามัน คิดอย่างเดียวก็เป็น คราวนี้การคิดนี่ ถ้ามันฟุ้งซ่านมันเป็นการคิดที่เรียกว่าเปะปะวุ่นวาย แต่ถ้าหากว่าเราบังคับให้มันคิดตามกรอบตามแบบ ตามแนวที่พระพุทธเจ้าท่านสอน อย่างนั้นไม่เรียกว่าฟุ้งซ่านหางานให้จิตมันทำ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 05:18 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : แล้วถ้าคิดจะปลีกตัว คืออารมณ์มันจะไม่คิดอะไรเลย
ตอบ : มันจะตันของมัน เราก็เริ่มภาวนาใหม่ ถ้าเราไม่ภาวนาเดี๋ยวมันจะฟุ้งซ่านเรื่องอื่นต่อไป ๆ เหมือนกับเดินไปชนอะไรไปต่อไม่ได้ แล้วถ้าหากว่ามันไม่เบื่อซะก่อนก็ย้อนกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ เริ่มต้นนับหนึ่ง สองสาม ใหม่ได้ จนกว่ามันจะไม่เอา เราค่อยไปภาวนา
ถาม : แล้วตอนที่ (ฟังไม่ชัด - เกี่ยวกับสังขารุเปกขาญาน)
ตอบ : ไม่แน่ สังขารุเปกขาญาณจริง ๆ มันไม่ใช่ตันนะปล่อยวางเบาสบาย
ถาม : แล้วการที่เราไม่สนใจ ( ฟังไม่ชัด) คิดว่าเขาจะทำอะไรก็เรื่องของเขา
ตอบ : นั่นแหละเป็นสังขารุเปกขาญาณ คือทั้งหมดเกิดมามันไม่ได้ผูกตัวติดกัน ต่างคนต่างทำต่างคนต่างตาย เพราะฉะนั้นถ้าไม่เอาดีก็เรื่องของเขา ช่างเขาไป เราก็ทำของเราไป ต่างคนต่างเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นดี เขาถึงได้ทำ ในเมื่อเขาเห็นดีอย่างนั้นก็เรื่องของเขา
ถาม : การปฎิบัตินี่ไม่จำเป็นต้องให้เราเป็นอย่างที่เขาต้องการ ?
ตอบ : ไม่ต้องเลย เขาต้องการให้เราเป็นยังไงก็ตาม มันไม่เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าต้องการให้เราเป็นหรอก อันนั้นดูที่ตัว แก้ที่ตัวอัตตนา โจทยัตตานัง กล่าวโทษโจทย์ตัวเองไว้เสมอ มีบางสมัยพอโดนเข้าไปแล้วมันหาไม่เจอจริง ๆ ว่า ดูผิดตรงไหน ไล่ไปไล่มามึงผิดตอนที่เกิดมา เอามันตรงนั้นเลย ง่ายดีมั้ย หาจนกระทั่งที่เรียกว่าละเอียดทุกซอกทุกมุมชนิดที่ว่าเรียกว่าไม่เข้าข้างตัวเองแล้ว หาไม่ได้ว่าตัวเองผิดตรงไหน ก็เลยสรุปว่าผิดตั้งแต่เกิดมาแล้ว อยากทะลึ่งเกิดเอง ก็ต้องเจออย่างนี้แหละ เอามันผิดจนได้ กล่าวโทษตัวเองเอาไว้ อย่าไปโทษคนอื่น
ถาม : การที่เราช่วยเหลือเด็กเขาติดยา แต่เราไม่รู้จัก มีคนรู้จักเขาเล่าให้ฟัง เราก็เลยแนะนำให้คนช่วย อยากจะช่วยน่ะคะทีนี้กลัวว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรกับเด็กคนนั้น เราก็บอกว่าหน้าที่ของเราคือช่วย เราช่วยด้วยความเมตตา แต่เราไม่มองว่ามันจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า ?
ตอบ : ก็นั่นน่ะ ต้องทำอย่างนั้นจริง ๆ เพราะว่าการปฎิบัติทุกอย่างมันต้องมีตัวอุเบกขาอยู่ เมตตาคือรัก กรุณาคือสงสาร ในเมื่อรักสงสารช่วยเขาเต็มที่แล้ว ผลมันจะเกิดอย่างไรก็ตามเราต้องยอมรับได้ไอ้ตัวยอมรับได้ ตัวปล่อยวางได้นี่เป็นตัวอุเบกขาในอารมณ์ ถ้าเราไม่เบรคเราจะทุกข์อยู่คนเดียว คนอื่นเขาไม่ทุกข์กับเราด้วยหรอก
ถาม : (ฟังไม่ชัด) ความละเอียดมันไม่เหมือนกัน
ตอบ : มันก็อยู่ที่ว่ากำลังใจของคนถือมันระดับไหน กำลังใจละเอียดกว่าก็ถือได้ละเอียดกว่า ถ้าละเอียดมากขึ้นจะเป็นกรรมบถ ๑๐ โดยอัตโนมัติ จากที่เคยฆ่าสัตว์กระทั่งทำให้มันลำบากโดยเจตนาก็ไม่ทำ ประเภทที่เคยจ้องลักขโมย ต่อไปกระทั่งของที่เขาไม่อนุญาตวางไว้เราก็ไม่หยิบไม่แตะต้อง มันจะละเอียดขึ้นมันจะกลายเป็นกรรมบถ ๑๐ ไปเอง
ถาม : แล้วอย่างทรมาน (ฟังไม่ขัด)
ตอบ : ก็ถือกรรมบถ ๑๐ พร่อง แต่ศีลห้าไม่ขาด กรรมบถ ๑๐ มีเรื่องของกำลังใจอยู่เยอะ ศีลเป็นของพระโสดาบัน แต่กรรมบถ ๑๐ เป็นของพระสกิทาคามี พระสกิทาคามีกับโทสะท่านเหลือน้อยเต็มทีแล้ว เพราะฉะนั้นก็เลยงดเว้นได้มากกว่า
ถาม : ...........................
ตอบ : ได้ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ อันดับแรกก็คือควบคุมมัน อยู่ในกาเมสุมิจฉาจาร ก็คือว่าสิ่งที่ผิดไปแล้วจากข้อห้ามของพระพุทธเจ้าเราไม่ทำ ก็เท่ากับว่าตัดไประดับหนึ่งใช่มั้ย พอละเอียดขึ้นมันก็จะกลายเป็นศีลพรหมจรรย์ไปเอง พอกำลังของเราที่เรียกว่าไม่ทำด้วยตัวเอง ไม่ยุให้คนอื่นทำ ไม่ยินดีเมื่อคนอื่นทำ ตัวกำลังของราคะมันจะเหลือน้อยลง พอกำลังสมาธิมันสูงขึ้น มันก็จะกลายเป็นกรรมบถ ๑๐ หรืออารมณ์ของศีล ๘ เลย พอถึงเวลาอารมณ์ของศีล ๘ เลยมันจะถือพรหมจรรย์อัตโนมัติไปเอง ตัดไปเหมือนกัน ทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ท่านสอนให้ตัดได้ทั้งนั้น ยิ่งถ้ากำลังสมาธิทรงตัวมาก ๆ ด้วย
ถือศีลห้าอย่างเดียวนี่กำลังเท่าพระอรหันต์เลย เท่าตรงที่ว่า รัก โลภ โกรธ หลง มันโดนกดเงียบฉี่ ไม่ได้กระดิกเลย แต่ว่าของพระอรหันต์ของท่านตัดเเล้วตัดเลย ไม่งอกงามใหม่ แต่คนที่ใช้กำลังฌานกดเอาไว้นี่ ถ้าเผลอฌานเคลื่อน ฌานถอยเมื่อไรมันงอกงามใหม่ มันฟัดเราได้ใหม่
ถาม : แล้วอารมณ์ใจถ้ามันยังรู้สึกว่าหนักใจกับการถือศีลระหว่างศีล ๕ กับศีล ๘ ?
ตอบ : ก็เอาอันที่ใจมันยอมรับได้ง่ายกว่า เพราะว่าศีล ๘ ของเรามันก็จำกัดด้วยหน้าที่การงานใช่มั้ย จำเป็นต้องทำงาน จำเป็นต้องอะไรใช้กำลังงานมาก ถ้าเราอดมื้อเย็นบางทีมันก็แย่ อย่างนี้เราก็เลือกเอาอันที่เหมาะสมกับเรา ศีล ๘ เราก็ถือในวาระหรือโอกาสที่มันควรจะมี เช่นว่าวันพระใหญ่หรือว่าวันพระสำคัญทางศาสนา เพราะว่าจะถือมากถือน้อยอานิสงส์มีเหมือนกัน
ถาม : อานิสงส์ของการถือศีลมีเท่ากัน เพียงแต่ว่าการปฎิบัติเราต้อง.....
ตอบ : ไม่ได้เท่ากัน อานิสงส์ของศีล ๘ เป็นศีลพรหมจรรย์สูงกว่าศีล ๕ มาก แต่เพียงแต่ว่าระยะที่เราถือมันน้อย มันก้เหมือนกับว่าของเล็กแต่มีค่าสูงนะ แล้วถ้าหากว่ามันทรงใจอัตโนมัติ คุณเป็นพระอริยเจ้าแหง ๆ
ถาม : ถ้าปฎิบัติโดยพิจารณาถึงความไม่เที่ยง ความไม่แน่นอนระหว่างที่เราทำงาน จะมีความรู้สึกว่าเรานี่ไม่น่าจะไปข้องแวะกับใคร
ตอบ : นั่นก็จัดเป็นวิปัสสนาญาณอย่างหนึ่ง ก็จะเป็นพวกมุญจิตุกัมมยตาญาน หาทางจะหนีไปให้พ้น ไม่อยากจะไปยุ่งกับมันอีกแล้ว พออารมณ์ใจมันขึ้นมากไปกว่านั้นแล้ว มันจะเป็นตัวนิพพิทาญาณ จะเบื่อมัน ไอ้ตัวเบื่อนี่ดีนะ ต้องรักษามันให้อยู่กับเราให้ได้ เพราะถ้าหากไม่เบื่อ มันก็อยากเกิดอีก แต่ตอนเบื่อนี่มันจะต้องมีสติว่าเรายังจำเป็นต้องอยู่กับมันอยู่ในเมื่อเราจำเป็นต้องอยู่กับมัน เราก็ดูแลรักษามันให้ดีที่สุดที่เราจะพึงทำได้ แต่เราจะอยู่กับมันแค่ชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้น ถ้าพ้นจากชาตินี้ขึ้นชื่อว่าการเกิดมาเพื่อความทุกข์ยากนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก มันก็จะกลายเป็นสังขารุเปกขาญาณไป
ถึงเวลามันก้าวข้ามไปได้เอง ให้ใจมันยอมรับเอง ไปบังคับให้มันรับไม่ได้หรอก อย่างชนิดที่ถามตัวเองว่าอยากเกิดมั้ย ? มันต้องใจบอกว่าไม่อยากจริง ๆ ไม่ใช่รู้ว่าต้องตอบว่าไม่อยาก ไอ้รู้ว่าต้องตอบว่าไม่อยากมันเหมือนกับว่ารู้ข้อสอบอย่างนี้ต้องตอบอย่างนี้ แต่จริง ๆ แล้วไม่แน่หรอกว่า ข้อสอบน่ะมันมีคำตอบอยู่ แต่ทำยังไงให้ได้คำตอบนั้นต่างหากล่ะ มันสำคัญตรงนั้น เพราะฉะนั้นที่ใจมันบอกจริง ๆ ว่าไม่อยากเกิดน่ะ ก็คือมันรู้แล้วว่ามันต้องทำยังไงถึงจะไม่อยากเกิดได้ แต่คนที่ไม่ได้ตอบจากกำลังใจของตัวเองจริง ๆ นี่รู้ว่าต้องตอบอย่างนั้น แต่มันไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ถึงจะได้ยังงั้น หรือว่าถึงรู้ก็ยังทำไม่ได้ ทำไม่ถึง
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 05:19 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : บางครั้งมันก็รู้สึกว่าลำบากมาก (ฟังไม่ชัด)
ตอบ : ให้มันได้ก็ยังดี มันจะบางครั้งก็ขอให้มันได้ แล้วต่อไปถ้ามันได้สักครั้งหนึ่งมันจะไม่ยาก มันยากครั้งแรก ถ้าครั้งแรกของเราทำได้ ครั้งต่อ ๆ ไปมันเรื่องง่าย ส่วนใหญ่มันอยู่ในลักษณะนั้น ลักษณะที่ว่าวางได้เป็นที ๆ ไป เดี๋ยวพอเผลอหน่อยเดียวมันพลิกกลับ ที่วางได้ก็ล้ม แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่พอเริ่มรู้สึกว่าวางได้อารมณ์ใจทรงตัวก็เริ่มลุยต่อไปเลย แล้วอย่างที่บอกไปหลายทีว่ากำลังใจของเรายิ่งฟุ้งซ่านมากเท่าไหร่ คือเรายิ่งใกล้ความดีมากเท่านั้น ตัวนี้นี่กล้ายืนยันเลย เราใกล้ความดีมากเท่าไหร่มารเขารู้เราจะพ้นมือประเภทเร่งขัดขวางสุดฝีมือเลย มันก็จะให้เรารัก โลภ โกรธ หลง ให้มากที่สุดเท่าที่มากได้ ให้เป๋จากจุดหมายนั้น ฟุ้งซ่านมากให้รู้ว่ายิ่งใกล้ความดีมาก อันนี้สำหรับนักปฎิบัติอย่างเดียวนะ แต่ถ้าเป็นทั่ว ๆ ไปนั้นฟุ้งซ่านมากก็คือใกล้กิเลสมาก
ถาม : (ฟังไม่ชัด) คือว่าความรู้สึกว่าอยากจะถวายท่านอย่างนี้
ตอบ : แล้วแต่เรา เทวดา พรหม เขาไม่เกี่ยงกัน แต่ถ้าหากว่าเราคิดว่าจะไปจัดลำดับท่าน อย่างนั้นเราก็เริ่มจากพรหมก่อนแล้วมาเทวดานี่มันเป็นลำดับของมนุษย์เขา แบบเดียวกับบนพระนิพพาน บนพระนิพพานนี่จริง ๆ แล้ว ทุกท่านบริสุทธิ์เหมือนกันหมด มันต่างกับตรงบุญตรงบารมีเท่านั้น
ถ้าเราขึ้นไปนี่ เราจะเห็นว่าของท่านเอง ท่านจะแยกอยู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยใช่มั้ย พระพุทธเจ้าอยู่หน้าพระอรหันต์ที่เป็นสาวกอยู่หลัง ๆ ไป แถวหน้าสุดนี้จะเป็นวิมานพระพุทธเจ้า แถวหลังยาวไปเป็นพระอรหันต์ที่เป็นสาวก ลักษณะของการจัดความเรียบร้อย นี่คือว่าเป็นสิ่งที่เราปรารถนาที่จะเห็นอย่างนั้นท่านก็ทำให้ดูอย่างนั้น อย่างเช่นว่าไปที่จุฬามณี ก็จะมีพระ มีพรหม มีเทวดา พระอรหันต์ท่านก็แยกออกเป็นเหล่า ๆ พระอรหันต์สุขวิปัสสโก พระอรหันต์วิชาสาม พระอรหันต์อภิญญาหก พระอรหันต์ปฎิสัมพิทาญาณ แล้วยังมีแยกอีก
อย่างเช่นว่าปฎิสัมภิทาญาณระดับปกติสาวก ปฎิสัมภิทาญาณระดับมหาสาวก ปฎิสัมภิทาญาณของอัครสาวกอย่างนี้ มีการแยกเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนกัน คือพวกระเบียบนี่ มันเป็นประเภทว่าคนเราปรารถนาจะได้เห็นอย่างนั้น เอ้า เอาไปเลย ท่านรู้อยู่แล้วนี่ว่าเราต้องการอะไร พอเห็นแล้วก็ชื่นอกชื่นใจ แต่จริงแล้วของท่านเอง ขึ้นไปข้างบนแล้วก็บริสุทธิ์เหมือน ๆ กันหมดเพียงแต่บุญวารมีที่สร้างสมมามากน้อยต่างกันเท่านั้น
ถาม : พอเวลาไม่เอจ หนูจะถามอะไรเยอะแยะ พอมาเจอจริงนี่นึกไม่ออก
ตอบ : (หัวเราะ) คราวหน้าจดไว้
ถาม : ขอบารมีช่วยสงเคราะห์ให้จบด้วย
ตอบ : (หัวเราะ) ขอท่านปู่พระอินทร์ง่ายกว่า ขึ้นต้นก็ สหัสเนตโต เทวินโท ทิพจังขุง วิโสทายิ ไว้ก่อน
ถาม : ก็ขอเหมือนกัน แต่ทำข้อสอบแล้วใจเต้นจะขาดใจน่ะ
ตอบ : นั่นล่ะ ลักษณะที่กำลังของท่านคุมลงมาจะเป็นอย่างนั้นใจมันเต้นตึ๊ก ๆ แล้วมือจะเขียนชนิดที่ว่าเราบังคับยาก มันสั่นไปหมดถ้าหากว่าของเรา เราเคยชินแล้วจะไม่ค่อยรู้สึก แต่ถ้าไม่เคยชินแล้วใหม่ ๆ จะเป็นอย่างนั้นทุกรายแหละ
ถาม : แต่หนูเป็น คือหนูคุมตัวเองไม่อยู่ ทำไมเราเครียดขนาดนั้น ?
ตอบ : ไม่ใช่เครียดหรอกเป็นกำลังของท่านที่ช่วยลงมา แต่คราวนี้ของเรานี่มันไม่สามารถปรับให้กลืนกับตัวเราได้ ปรับให้กลืนไม่ได้มันก็เหมือนยังกับไฟช๊อตยังงั้นน่ะ อาการยังงั้นชัวร์เลยว่าท่านสงเคราะห์นั่นแหละใหม่ ๆ ก็เป็น ต้อง เฮ้ย .... ช้า ๆ หน่อย เขียนไวเดี๋ยวกรรมการอ่านไม่ออกเขาให้ศูนย์น่ะโว้ย เราต้องเตือนตัวเองอย่างนี้ แล้วเสร็จแล้วไม่ต้องไปฝืนหรอก อยากเขียนอะไรเขียนไปเลย มันจะนอกทุ่งนอกท่านอกความรู้เขียนไปเหอะ ถึงเวลามันดีเอง
ถาม : จะตอบ มีความรู้สึกตัวเองตอบแย่มาก ตอบอะไรก็ไม่รู้
ตอบ : นั่นแหละ ที่แย่ ๆ นั่นแหละ เดี๋ยวคอยดู อาตมาเองเคยเขียนหนังสือขายมา สมัยประเภทหน้าละ ๕๐ บาท หน้าหนึ่ง ๗๐ บาท อยากได้เยอะก็เขียนเยอะ สมัยนั้นก็มีทั้งเรื่องสั้น มีทั้งกลอนประเภทนั้น เขียนแล้วบังเอิญว่าเราเขียนเรื่องที่เราอยากอ่าน ไปอ่าน ๆ แล้วมันไม่มีเรื่องประเภทนี้เราก็เขียนซะ ปรากฏว่าคนก็คงมีความรู้สึกเหมือนกันว่าอยากอ่านเรื่องประเภทนี้
ถาม : เรื่องเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์อะไรพวกนี้เหรอคะ ?
ตอบ : ไม่ใช่หรอกคะ ประเภทที่เพ้อ ๆ ฝัน ๆ เกี่ยวกับวัยรุ่นอะไร ก็มียังงั้นแหละ พอเราเคยเขียนเรารู้สึกว่าสำนวนดีมันเป็นยังไง พอถึงเวลาท่านให้เขียนอย่างนี้ ๆ มันไม่ดีแฮะ
เอาอย่างนี้ดีกว่า พอแก้ปุ๊บนะความรู้สึกโดนตัดขาดไปเลย พอความรู้สึกโดนตัดขาดเขียนต่อไม่ได้เนื้อหามันไม่ต่อเนื่องกัน ก็เลยต้องตั้งใจกราบขอขมาพระ ขอบารมีท่านช่วยสงเคราะห์ใหม่ พอความรู้สึกมาใหม่ คราวนี้ยอมตามท่าน พอตามท่านไป ๆ ไอ้เรามันคนช่างสังเกต เขียนจบเรียบร้อยอ่านทวน ไอ้ตอนอ่านทวนนั้นถึงได้รู้ว่าสำนวนพื้น ๆ ธรรมดา ๆ นั่นน่ะ จริง ๆ แล้วต้นกลางปลายมันผสมกลมกลืนกับแนบเนียนที่สุดเลย มันลักษณะว่าคนมีความรู้แต่ไม่อวดรู้ แต่ไอ้สำนวนของเรานั่นมันอวดความรู้ มันจะทำให้คนเขาหมั่นไส้เอา แต่ของท่านนี่ลักษณะที่คุณมีความรู้แล้วคุณไม่อวดรู้ ประเภทที่เรียกว่าปานกลาง ไปกับเขาได้ทุกสถานการณ์ ออกมามันกลายเป็นดีไป
ถาม : แล้วมีเหตุการณ์อย่างนี้มั้ยคะว่า ตอนที่เราทำน่ะ สมมุติว่าเรายกตัวอย่างไปแปดเรื่อง ข้อหนึ่งถึงข้อแปด แต่เรามีความรู้สึกว่าไม่ใช่นะ เหมือนกับมีความรู้สึกว่าขีดให้หมดเลย ขีดทิ้งให้หมดทั้งแปดข้อ แล้วยกตัวอย่างแปดข้อใหม่ อย่างนี้ยังอยู่ในสภาวะที่ท่านยังอยู่มั้ย ?
ตอบ : ถ้าทำอย่างนั้นบ่อย ๆ แล้วจะเสีย เราต้องเชื่อความรู้สึกแรกยังไงยังงั้นไปเลยเพราะว่าบางทีอาจมีประเภทที่แทรกเข้ามาให้รู้สึกว่านี้ดีกว่า เสร็จแล้วที่เอามานั้นมันก็ดีกว่า แต่ถ้าเราไปอ่านแล้วมันจะไม่ต่อเนื่องกัน โด่มาอยู่ท่อนเดียว หัวกับท้ายอาจเป็นเรื่องเดียวกันก็ได้ ตรงกลางที่เรายกมามันจะโด่อยู่อย่างนั้น เหมือนกับตัดมาแปะไว้ มันจะไม่กลืนกับเขา ลักษณะนี้เราก็อ่านดู เออ ! เข้าท่าดี แต่ความจริงถ้าเราอ่านตั้งแต่ต้นมาจะรู้สึกว่าจะสะดุด เพราะงั้นต้องเชื่อความรู้สึกแรกไว้
ถาม : ยังคุยอยู่กับหลินเลยว่า เดือนหนึ่งจะตายให้ได้ เดือนหนึ่งเครียดที่หนึ่ง
ตอบ : ถ้าหากว่าเครียดลักษณะนั้นแล้วก็ควรจะสบายใจได้เลย (หัวเราะ)
ถาม : ได้มาฟังแล้วรู้สึกว่าใช่เลย
ตอบ : นั่นแหละคือการที่ท่านสงเคราะห์ พอถึงเวลาลงมานี่ถ้าหากว่าของเราเองไม่สามารถปรับกระแสให้กลืนกันได้ ใหม่ ๆ เหมือนกัน มันเหมือนหัวใจจะหลุดออกจากปาก ใจจะเต้นถี่ขึ้น ๆ ลักษณะของมโนมยิทธิที่ออกเต็มกำลังจะออกลักษณะนั้นด้วย มันเหมือนหัวใจมันเต้นเร็วขึ้น ๆ อะไรต่อมิอะไรข้างในมันหมุนควบเข้า ๆ แล้วมันหลุดดึ๋งไปเลย
ถาม : แต่ตอนทุกครั้งที่หนูไปฝึกเต็มกำลังนะคะ หนูออกไป หนูรู้สึกว่าหนูออกไป แต่ไม่ได้แรงเหมือนคนอื่น หนูไปเหมือนตอนฝึกครึ่งกำลังอย่างนี้คะ เหมือนขึ้นไปบนนิพพานคะ ?
ตอบ : นั่นนะถูกเลย คนที่ได้ครึ่งกำลังไปฝึกเต็มกำลังมันแทบจะไม่ดิ้นกับใคร เพราะจิตมันเรียบแล้ว จิตมันเรียบแล้วเคยชินกับสภาพแล้ว ส่วนไอ้ที่ฝึกใหม่จะดิ้นกันมาก
ถาม : บางคนอย่างนี้คะ พึบ ๆๆ
ตอบ : อย่างนั้นแสดงว่าเขายังอยู่ในช่วงที่จิตกำลังหยาบมากอยู่พอจิตมันหยาบมาก อาการแสดงออกของร่างกายมันจะรุนแรงมาก
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.