View Full Version : ฉบับที่ ๖ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
WebSnow
08-08-2005, 04:36 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>กระโถนข้างธรรมาสน์ เล่ม 6
สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
ณ บ้านอนุสาวรีย์ เดือนเมษายน ๒๕๔๔
http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=27980
ถาม : ถามเรื่องฤกษ์พรหมประสิทธิ์ที่หลวงปู่ปานท่านให้น่ะครับ วันพุธฤกษ์ห้ามคือสามค่ำหรือห้าค่ำครับ เพราะเท่าที่ผมดูในตารางแล้ว.........
ตอบ : จริง ๆ แล้วมัน ๓ แต่ว่าอีกอันหนึ่งวัดท่าซุงเขาพิมพ์มามันจะเป็น ๕ ค่ำ
ตอบ : ตกลง ๓ นะครับ แล้ววันจันทร์ละครับหลวงพี่ อมฤตโชคนี่
ตอบ : ๓ ค่ำ อันนั้นมันผิด เพราะว่ามันจะมีที่เขาพิมพ์มามันตกไป ๒ อัน แล้วก็จะมีเกินอันหนึ่ง ฤกษ์ประสิทธิ์โชคมันจะเป็นอมฤตโชคไปเลย ( หัวเราะ) ของเรามันไม่ผิดหรอกเพราะเราไปเปิดไล่จากปฎิทิน ๑๐๐ ปี มันลำบาก ถ้าหากว่ามีประเภทปฎิทินปกติมาเลยมันก็เร็ว แต่ถ้าเราไปรอปฎิทินปกติมันร่วมปีใหม่มันทำไม่ทัน เปิดไล่จากปฎิทิน ๑๐๐ ปี มันก็มีลอดหูลอดตาไปบ้าง
ตอบ : คราวนี้ขอถามที่เป็นปีเกิดน่ะครับ ที่หลวงปู่ท่านเขียนไว้ว่าวันนี้เป็นวันลาภ ชัย เสมอตัว กาลกิณีโจร มรณะ ตกต่ำ แต่ละอย่างหมายความว่ายังไงครับ ?
ตอบ : ความหมายมันก็ตรงตัวอยู่แล้ว วันลาภ ถ้าหากว่าเราทำงานอะไร จะทำอะไรที่เกี่ยวกับลาภผลเงินทองวันนั้นมันก็จะได้ดี วันชัยก็คือเกี่ยวกันการต่อสู้ อย่างเช่นว่าอาจจะขึ้นชกมวยหรือก็ไปว่าคดีความ ตกต่ำก็คือวันนั้นไม่ดีไม่ควรทำ เสมอตัวก็บอกตรงอยู่แล้ว <V>กาลกิณี</B>ก็คือไม่ดีแน่ วันโจรก็คือให้ระวังไว้ วันลักษณะนั้นของจะหายง่าย
ตอบ : แบบนี้ต้องระวังทุกอาทิตย์เลยสิครับ ?
ตอบ : ก็ อาทิตย์ละครั้ง แต่จริง ๆ ระวังไว้ทุกวันนะ ไม่ใช่วันอื่นที่ไม่ใช่วันโจรก็เปิดประตูหน้ายันหลังเลย ต่อให้ไม่ใช่วันโจรมันก็หาย
ตอบ : แล้วมรณะนี่ล่ะครับ ?
ตอบ : มรณะนี่มันจะเป็นวันคล้าย ๆ กับว่าวันที่เจ้าของดวงชะตาจะตกต่ำที่สุด โอกาสที่มันผิดพลาดจะเจ็บหรือตายมีมากกว่าวันอื่น
ตอบ : แย่กว่ากาลกิณีอีกเหรอครับ ?
ตอบ : แย่กว่าเยอะ มรณะนี่อันตรายที่สุดของเจ้าของปีเกิดนั่นแหละ อาตมาเองโดนไปเต็ม ๆ ๔ เขี้ยวนี่ก็วันมรณะ ปกติแล้วมันกัดไม่เข้า (ถูกงูกะปะกัด)
ตอบ : วันมรณะนี่ของดีอะไรก็ช่วยไม่ได้เหรอคะ ?
ตอบ : ก็ต้องดูด้วยว่าเราทำบุญมาพอไหม ? กำลังใจของเราสูงพอไหม ? ถ้าหากว่ากำลังบุญกำลังใจมันสูงพอจากหนักก็เป็นเบา จากเบาก็เป็นหาย แต่ถ้ากำลังใจแย่ ๆ ไม่เจ็บหนักก็ตาย
ตอบ : แล้วอย่างสมมุติว่าคนที่เกิดช่วงปีปลายปีจะต้องนับเป็นปีไทยนี่ก็ต้องนับไปอีกปีหนึ่งใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ไม่ใช่ ปลายปีสากลใช่ไหม ? อย่างธันวาคม อย่างเช่นว่าเป็นปีนี้เกิดธันวาคมก็เป็นปีมะเส็ง
ตอบ : มันจะกลายเป็นเดือนหนึ่งหรือเดือนสอง
ตอบ : จะเป็นเดือนอ้าย ปีมะเส็งเดือนอ้าย สมัยก่อนเขานับขึ้นปีใหม่เขานับเดือนห้า เริ่มเดือนห้า แรม ๑๕ ค่ำเดือน ๔ เป็นสิ้นปี ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ เป็นปีใหม่ อย่างเช่นเด็ก ปีหน้า ถ้าหากว่าเกิดก่อนขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ยังเป็นปีมะเส็งอยู่ แต่ถ้าหากว่าขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๕ ปี ๒๕๔๕ ไปแล้วเป็นปีมะเมีย เขาจะเริ่มนับกันอย่างนั้น พอเริ่มขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๕ ก็เริ่มนับเปลี่ยนศักราช
ตอบ : ถ้านับตามเดือนสากลก็จะเป็นอะไรคะ ?
ตอบ : นับตามสากลก็จะเป็นปลาย ๆ เดือนมีนาคมไม่ก็ต้นเดือนเมษายน
ตอบ : อย่างที่เขาเรียกว่าปีใหม่ไทยหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ปีใหม่ไทยเขานับสงกรานต์เลย ก่อนหน้านั้นเขาก็จะนับกลางเดือนห้า ๑๕ ค่ำเดือน ๕ ไป ๆ มา ๆ มันลำบากเลื่อนขึ้นเลื่อนลง เขาก็กำหนดให้มันถาวรไปเลยว่า ๑๓ เมษายน เป็นวันสงกรานต์ ๑๔ เมษายนเป็นวันเนา ๑๕ เมาษายนเป็นสังขารล่อง
ตอบ : แล้วเท่าที่ลองดูสถิติตามหลวงปู่น่ะครับ โอกาสเกิดแบบนี้เท่าไหร่ครับ ?
ตอบ : จำ ๒ วันเท่านั้น คือ วันลาภกับวันชัย วันอื่นไม่ต้องจำเพราะมันไม่ดีอยู่แล้ว (หัวเราะ) ง่ายดีไหม จะทำอะไรเกี่ยวกับลาภผลเงินทองเราก็ไปวันลาภ จะทำอะไรอย่างชนิดที่เรียกว่าเราต้องเหนือกว่าเขา ต้องการชนะเขาเราไปวันชัย จำมัน ๒ วันแค่นั้นแหละอันอื่นเลิกจำเถอะ
ตอบ : ผมนึกว่าแทนที่เราจะต้องไปจำวันมรณะ วันกาลกิณี จะได้ระวังตัวเอาไว้ ?
ตอบ : เสียเวลา เอาวันดีไว้ ๒ วันพอ นอกจากนั้นมันหาดียาก เสมอตน มันก็เสมอตัวไง หีนะก็ตกต่ำ กาลกิณีก็เลวร้ายมรณะนี่ตายเลย โจระก็คือโดนโขมยแน่ รู้ครบมันก็ดีแต่บางทีรู้ครบมันยุ่งนะ ก็เลยตัดเหลือแค่นั้น
ตอบ : ......(ไม่ได้ยิน)......
ตอบ : ถ้าหากว่บารมีเราสูงกำลังใจเราดีไม่จำเป็น แต่เรียกว่าไม่ประมาทก็ได้ พวกฤกษ์ยามต่าง ๆ มันเหมือนกับการข้ามถนน ถ้าเราดูดีแล้วว่าปลอดภัยไม่มีรถมาแล้วเราข้ามมันก็โอเค ๑๐๐% ชัวร์ว่าไม่มีอันตรายแน่ แต่ถ้าหากว่าคนที่เขาคล่องตัวแล้วเขาอาจจะข้ามตอนที่รถกำลังวิ่ง ๆ อยู่เยอะแยะเขาก็ข้ามได้
คราวนี้จะเอาแบบไหนดีล่ะ ประกันความปลอดภัยดีหรือจะเสียงดี คือ ถ้ามันไม่ลำบากมากนักเราก็ประกันความปลอดภัยใช่ไหม ? ถือฤกษ์ถือยามมันสักนิดหนึ่งแต่ถ้ามันลำบากมากเรามั่นใจว่ากำลังใจระดับของเราสร้างมาจนถึงขนาดนี้แล้วอันตรายไม่มีแน่ก็ลุยมันเลย แต่จริง ๆ แล้วพระพุทธเจ้าท่านสอนว่าอย่าประมาท อย่างนั้นก็ระวังไว้หน่อยดีกว่า มองซ้ายมองขวา... มองขวามองซ้ายสิ มองซ้ายมองขวารถชนแน่ (หัวเราะ) มองขวามองซ้ายมองขวาอีกทีปลอดภัยแล้วค่อยข้าม
การถือฤกษ์ยามก็เป็นอย่างนั้น หลวงพ่อวัดท่าซุงปกติแล้วท่านถือฤกษ์ สะดวก คือ พร้อมเมื่อไหร่ทำเมื่อนั้น แต่ว่า... อันไหนก็ตามที่ท่านบอกกับลูก ๆ แสดงว่าท่านลองซะจนช่ำแล้ว ว่า ถ้าฝืนเมื่อไหร่เป็นเจ็บตัวแน่ ท่านก็ถึงได้บอก ของเราถ้าเราไม่มั่นใจคิดเราอาจจะรอดเราก็ลองดูได้นี่ ถ้าเจ็บตัวกลับมาค่อยมาถือ ตามท่าน (หัวเราะ) เพียงแต่ว่ามันจะรอดกลับมาหรือเปล่า ?
ตอบ : แล้วอย่างฤกษ์ห้ามล่ะครับ อย่างวันอาทิตย์ห้ามขึ้นบ้านใหม่หมายความว่ายังไงครับ ?
ตอบ : โบราณเขาถือว่าอาทิตย์เป็นวันร้อน การขึ้นบ้านใหม่มันควรจะอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ส่วนใหญ่เขาถือฤกษ์วันศุกร์กัน วันอาทิตย์เขาก็ไม่ขึ้นบ้านใหม่
ตอบ : แล้วอย่างฤกษ์แต่งงานล่ะครับ เขาถือเอาวันที่ทำพิธีหมั่น หรือทำพิธีสงฆ์ หรือว่าส่งตัวครับ ?
ตอบ : วันส่งตัว
ตอบ : หมายถึงวันส่งตัวน่ะครับ
ตอบ : ฤกษ์แต่งงานคือส่งตัว ไอ้วันเข้าหอนั่นล่ะ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 04:37 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : .....................
ตอบ : ที่เราทำแบบนี้มันถูกต้องเพราะว่าผีเขาต้องการสังฆทาน แต่ว่าการที่เราไปไหว้เช็งเม้งที่ไปสุสานไปมันได้ตัวกตัญญู สมัยก่อนจะถือคนจีนเขาถือมากเลยเรื่องอกตัญญู ไม่ไหว้สุสาน ไม่แต่งงาน คือ ไม่มีลูกเขาจะถือ ของเราเองเราทำทางนี้แล้วถ้าหากจะไปไหว้ถ้ามีเวลาก็ไปกับเขา นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี พระพุทธเจ้าท่านยังสรรเสริญไว้ชัดเลย ตรงจุดนี้แหละที่หลวงพ่อท่านเคยบอกว่าไว้ว่า สังเกตดูมั้ยคนจีนอยู่ที่ไหนก็ลำบากไม่นานเดี๋ยวก็ตั้งหลักฐานได้ ท่านบอกว่าคนกตัญญูที่ไหนก็มีแต่ความเจริญ
ถาม : อย่างนั้นสมมุติว่าโจรฆ่าพ่อแม่ตายแล้วเอาลูกไปเลี้ยง ลูกรู้เข้า ก็ต้องการแก้แค้นให้พ่อแม่ตัวเองก็ต้องฆ่าผู้มีคุณที่เลี้ยงตัวเองมา คิดว่าทางออกของคนที่อยู่ในสภาวะอย่างนี้จะทำอย่างไรครับ ?
ตอบ : สำหรับตัวเราที่เป็นนักปฎิบัติอยู่แล้วก็ต้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไป เพราะว่าถ้าเขาไม่เลี้ยงเรามาก็ไม่แน่ใจว่าจะรอดมาจนป่านนี้ บุญคุณกับความแค้นมันทดแทนกันได้ พ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดแต่ว่าเขาเป็นผู้ให้ชีวิตรักษาชีวิตเรารอด แต่ถ้าหากว่าไม่ใช่ผู้ปฎิบัติธรรมนี่ เออ มันฆ่าพ่อแม่เราก็ไม่ดีก็ลงมือเอาเหมือนกัน (หัวเราะ) ต้องตัวอย่างฑีฆาวุกุมาร ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะเป็นพระเจ้าปเสนทิโกศล สมัยก่อนการตีบ้านตีเมืองคนอื่นเป็นการแสดงออกซึ่งพระราชอำนาจ มันเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งของทหารของพระมหากษัตริย์
คราวนี้การที่ไปตีบ้านตีเมืองของพระเจ้าฑีฆีติโกศล ทำให้เขาตายแล้วลูกหนีรอดไปได้ ไปเรียนศิลปศาสตร์กับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เสร็จก็กลับมาล้างแค้นให้พ่อแม่ ทำอย่างไรจะเข้าใกล้ตัวได้ ก็ไปสมัครเป็นคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้า พอกลางคืนก็ดีดพิณกล่อม ระบายอารมณ์หรือว่ากล่อมช้างกล่อมม้าไปด้วยในต้ว ปรากฏว่าเสียงพิณได้ยินเข้าไปถึงในปราสาท พระเจ้าแผ่นดินท่านก็ว่า เออ คนนี้เขาเก่ง เลยเรียกเข้ามาให้เป็นนักดนตรีประจำพระองค์มีหน้าที่ดีดพิณขับกล่อมแล้ว ฑีฆาวุกุมารเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนตั้งใจปฎิบัติงานดี พระเจ้าแผ่นดินท่านก็ไว้ใจจนกระทั่งกลายเป็นมหาดเล็กส่วนพระองค์ไป
คราวนี้วันหนึ่งออกล่าสัตว์ก็ไปด้วยกัน ฑีฆาวุกุมารขับรถม้าให้ก็แกล้งขับซะเร็วจนพวกทหารตามไม่ทันลดเลี้ยวไปตามป่าจนกระทั่งแกล้งบอกว่าหลงทาง พระเจ้าปเสนทิโกศลท่านเหนื่อยมากขอพักนอนหนุนตักฑีฆาวุกุมารนั่นแหละแล้วก็หลับ ฑีฆาวุกุมารเห็นว่าได้โอกาสล้วงมีดออกมาว่าจะเสียบเสียซะ มานึกถึงว่าตอนที่พระเจ้าฑีฆาติโกศลผู้เป็นพ่อจะโดนประหารชีวิต ฑีฆาวุกุมารหนีรอดไปแล้วแต่แอบมาดูการประหาร พระเจ้าฑีฆาติโกศลรู้อยู่ว่าลูกตัวเองมา ก็ตะโกนขึ้นมาลอย ๆ ว่า รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ คนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง แต่ว่าฑีฆาวุกุมารฟังรู้ว่าพ่อบอกว่า อย่าจองเวรกัน ถ้าหากว่าจองเวรกันต่อไปแล้วมันก็จะต่อเนื่องยาวนานกันไปไม่มีที่สิ้นสุดใช่ไหม ?
เพราะฉะนั้นก็ควรจะตัดมันให้สั้นลง แต่ถ้าหากว่าคิดสั้นเฉพาะหน้าจะต่อความยาวสาวความยืด ให้มันเป็นเวรเป็นกรรมกันนับชาติไม่ถ้วนก็ทำเหอะ เท่ากับว่าพ่อสั่งห้ามไว้ นึกขึ้นมาได้ถึงคำสั่งพ่อก็เก็บอาวุธ มองไปมองมาความแค้นเกิดขึ้น ก็ชักอาวุธขึ้นมาใหม่ เงื้อง่าอยู่ถึง ๓ ครั้ง ๓ ครา จนในที่สุดเก็บอาวุธแล้วปลุกพระเจ้าปเสนทิโกศลขึ้นมาสารภาพว่าตัวเองเป็นเชื่อสายพระเจ้าฑีฆีติโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลนั้นฆ่าพ่อแย่งราชสมบัติไป จะล้างแค้น แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว
เพราะฉะนั้นต่อไปนี้จะไม่อยู่ด้วยจะกลับบ้านกลับเมืองของตนเองเวรกรรมทั้งหมดขอให้สิ้นสุดลงแค่นี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลพอได้ยินก็เลยซาบซึ้งว่า ลูกศัตรูมีโอกาสก็ยังไม่แก้แค้นเลยมอบสมบัติคืนให้ครึ่งหนึ่ง เท่ากับว่ามีศักดิ์เสมอกันต่างคนต่างช่วยกันปกครองแผ่นดิน
คราวนี้ของเรา ก็ดูสิ ถ้าเขาสมบัติเยอะ ๆ ก็ขอสักครึ่งหนึ่ง (หัวเราะ) รีบล้างแค้นไม่ได้อะไร อันนี้ไม่แน่ใจเพราะว่าอ่านมาตั้งแต่เด็ก ๆ รู้สึกว่าสมัยก่อนเรียนตอน ป. ๒ หรือ ป. ๓ เองล่ะมั้งเรื่องนี้ แต่ว่าในธรรมบทเขามีจริง ๆ รุ่นหลัง ๆ เรียนทันไหมฑีฆาวุกุมารน่ะ ? แหะ ๆ ลืมหมดแล้ว ไม่ได้เรียนเลยใช่ไหม ?
เรื่องดี ๆ สมัยก่อนเขาเยอะเลยสมัยนี้มันตัดเกลี้ยง หน้าที่พลเมืองกับศีลธรรมเขายกเลิกไปเลยใช่ไหม ? มาระยะหลังเห็นท่าไม่ดีเปลี่ยนเป็นจริยศึกษา เฮ้อ ....มันจะศึกษาแบบอย่างที่ไหน ไอ้คนเขียนแบบมันยังหาดีไม่ได้เลย จริยะแปลว่า แบบอย่าง จริยศึกษา ก็เลียนแบบที่ดี ที่นี้แบบที่ดีมันไม่ค่อยมีให้เลียน แบบที่ดี ๆ เขาต้องวางยาให้ตาย
หลวงตาบัวโดน (หัวเราะ) เออ มันไม่ใช่แต่หลวงตาบัวนะ สมัยก่อนหลวงพ่อเราก็โดนประจำ หลวงพ่อวัดท่าซุงนี่เขามีทั้งซุ่มยิง มีทั้งวางยา มีทั้งเล่นไสยศาสตร์ ทำกันจนทุกวิถีทางทำไม่ได้ต่างคนต่างตายไปเอง
ถาม : พวกนี้เขาทำไปเพื่ออะไร เขาได้อะไรคะ ?
ตอบ : เขาจ้างมา ของหลวงพ่อนี่บางจุดน่าเกลียดมากเลยเหตุผล ถ้าหลวงพ่อตายคนจะได้ไปวัดเขาบ้าง แหม เหตุผลทุเรศที่สุด แต่ไอ้คนรับจ้างน่ะว่าไม่ได้หรอกมันมีเงินมันก็เอาเงินใช่ไหม ? ไอ้ตัวเองอยากได้เงินทองมันก็ไม่ไป หลวงพ่อท่านได้มาเท่าไหร่ท่านก็ต้องเหนื่อยไปก่อสร้างมันก็ไหลมาเอา ๆ (หัวเราะ) คนไม่อยากได้ ได้เยอะ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 04:37 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ......จำชื่อไม่ได้แล้ว อายุประมาณ ๕๘ ปี เป็นข้าราชการบำนาญหลวงพี่รู้จักหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : พอได้ยินอยู่ ทำไมล่ะ ตายแล้วไม่เน่าน่ะมันฝืนธรรมชาติเพราะฉะนั้นพวกหมอเขาไม่ยอมรับ เขาก็บอกว่าอาจจะมีโรคประจำตัวบางอย่างที่ทำให้ตายแล้วไม่เน่า ไอ้โรคแบบนี้น่าเป็น (หัวเราะ) คือเรื่องที่เป็นธรรมาธิษฐาน นี่เขาไม่เชื่อ เขาเชื่อเป็นปุคคลาธิษฐาน เรื่องของบุญบารมีเขาไม่ค่อยเชื่อกันมันต้องประเภทคนทั่ว ๆ ไป มันจะเอาคนสร้างบารมีมาจนเป็นพระอรหันต์ไปเท่ากับมัน ๆ ก็ยากเหมือนกันนะ
ถาม : ต้องเป็นพระอรหันต์หรือครับถึงจะไม่เน่า ?
ตอบ : ไม่ต้องหรอก เอาแค่พระอนาคามีปฎิสัมภิทาญาณก็ได้แล้ว ปฎิสัมภิทาญาณนี่จะแสดงผลตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไป เพราะว่าปฎิสัมภิทาญาณอานุภาพเขาสูงมาก ถ้าหากว่าไม่ยอมรับกฎของกรรม ไม่ละทางโลกได้ขนาดพระอนาคามีเดี๋ยวไปฝืนกฏของกรรมหรือไม่ก็ทำเพื่อตัวเอง เลยกลายเป็นบังคับไว้เลยว่าต้องระดับนั้นขึ้นไปผลถึงจะปรากฏ เพราะฉะนั้นบางคนฝึกแทบเป็นแทบตาย ใช้อภิญญาใหญ่ไม่ได้เต็มที่สักทีรอถึงอนาคามีเมื่อไหร่มันก็เต็มที่เมื่อนั้นน่ะ
ถาม : ในขณะที่มีผลแบบนี้หมายถึงบอกว่าเหตุเป็นแบบนี้ ๆ ใช่ไหมครับ ?
ตอบ : มันบอกได้ แต่ขณะเดียวกันทางวิทยาศาสตร์เขาไม่เชื่อไง งั้นรอไปก่อน รอให้มันทำถึงมันก็เชื่อเองแหละ ตอนนี้ปฎิเสธไว้ก่อน ถ้าไม่ปฎิเสธเดี๋ยวเขาหาว่างมงาย ทำถึงระดับนั้นแล้วคิดว่าให้เป็นอะไรมันก็เป็นไปตามที่ต้องการหนังสือพิมพ์ลงซะน่าสนุก บอกว่าชาวบ้านร่ำลือกันมากว่า หลวงพ่อฤๅษีลิงดำมรณภาพแล้วไม่เน่า บุคคลผู้นี้ในเมื่อตายแล้วไม่เน่าคงสร้างบารมีมาใกล้เคียงกัน (หัวเราะ) อันนั้นมันเป็นสมบัติเศรษฐีนะไม่ใช่สมบัติของเรา
หลวงพ่อมรณภาพไปแล้วไม่เน่ามันโคตรมหาเศรษฐี ลูกศิษย์หลวงพ่อตายแล้วไม่เน่ามันก็เศรษฐี ของเราเองไปชมสมบัติเศรษฐีอยู่น่ะสมบัติของตัวเองมีบ้างไหม ? มันสำคัญอยู่ตรงที่ว่าสร้างสมบัติเหล่านี้ให้เกิดขึ้นกับตัวเรา ไม่ใช่เที่ยวไปดูแล้วก็ชื่นชมว่าของเขาดีอย่างโน้นของเขาสวยอย่างนี้ของเขารวยอย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นตัวเองก็จนแย่อยู่ทุกวัน เพราะฉะนั้นสำคัญอยู่ตรงที่ทำเองให้ได้เพราะทำเองให้ได้นอกจากจะหมดสงสัยแล้วผลยังทำให้เกิดสุขทั้งปัจจุบันและอนาคตด้วย
ถาม : แล้วอย่างเรื่องที่เขาบอกว่าพิสูจน์ไม่ได้ คนธรรมดาที่ไม่ได้นั่งสมาธิอะไรก็ไม่มีโอกาสได้เห็น ?
ตอบ : มีเยอะ พวกล้างป่าช้านี่เขาเจอหลายศพที่ไม่เน่า พวกนั้นตรงจุดที่เขาฝังจะมีแร่อะไรบางอย่างที่มันรักษาสภาพเอาไว้ได้มีเหมือนกัน อย่างของต่างประเทศที่เขาไปเจอหล่มโคลนแห่งหนึ่งที่มันเป็นมัมมี่หมดเลย คนตกลงไปตายกี่คน ๆ ไม่เน่าเลย ลักษณะอย่างนั้นก็เหมือนกันนะโคลนมันอาจจะเกิดจากการหมักหมมของใบไม้ใบหญ้าอะไรที่เป็นสมุนไพรบางอย่างที่มันสามารถรักษาสภาพเอาไว้ไม่ให้เน่าได้ มันมีเหมือนกัน แต่ว่านี่เขาไม่ได้ไปไหนเขานั่งอยู่กับบ้านจนกระทั่งตายแล้วก็แห้งตายไปทั้งนั่งนั่งนั่นแหละ (หัวเราะ) มันจะเอาอะไรมารักษาล่ะในเมื่อเขาสามารถจะอธิบายได้เขาก็เลยคาดว่าอาจจะมีโรคประจำตัวบางอย่างทำให้ตายแล้วไม่เน่า ไอ้โรคนี่มันมีแต่ตายแล้วเน่าเร็วขึ้น (หัวเราะ) ไอ้โรคที่ตายแล้วไม่เน่านี่น่าเป็น
ถาม : .....(ไม่ได้ยิน).....
ตอบ : ถ้ารู้แล้วจะไปฉันทำไมล่ะ คือว่าเรื่องของการรักษากำลังใจญาติโยมนั่นหมายถึงในด้านดีเท่านั้น อย่างของหลวงตาบัวนี่เกิดเขาใส่ยามาแล้วถวายแล้วทั้ง ๆ ที่รู้แล้วจะฉันลงไปเพื่อรักษากำลังใจเขาน่ะ....เป็นคุณล่ะจะทำไหมล่ะ ?
ถาม : เคยดูหนังจีนอาจารย์ตั๊กม้อท่านก็รู้ว่ามียาพิษแต่ท่านก็กินไปคำ ๒ คำ
ตอบ : นั่นอาจารย์ตั๊กม้อ ถ้าเป็นอาตมานี่ก็เอาเหมือนกันเพราะว่าเคยไปเที่ยวแถวกะเหรี่ยงบางทีเขาลองของเขาทำมา ตอนแรกก็ตั้งใจจะกินพอเป็นพิธี พอรู้ว่าเขาทำมาเลยฟาดมันซะเหี้ยนเลย อร่อยดีไปนั่งปวดท้องอยู่ กินให้มันรู้ว่าเราไม่กลัวมัน อันนี้ไม่ได้กินเพื่อรักษากำลังใจมันหรอก กินให้มันรู้ว่าเราไม่กลัวมัน กินเสร็จก็ไปทนนั่งปวดท้องอยู่แป๊บนึง
ถาม : ......(ไม่ได้ยิน)......
ตอบ : ประเทศจีนโดยเฉพาะสมาคมแกะสลักของเขาถวายเจ้าแม่กวนอิม ๑,๐๐๐ พระหัตถ์ แกะจากไม้จันทร์เหลือง สูง ๖ เมตรน้ำหนัก ๕ ต้น ถวายในหลวงในวโรกาสเฉลิมพระชนม์พรรษา ๖ รอบ เขาใช้ช่าง ๑๒,๐๐๐ คนนะ แกะสลักเป็นเวลา ๒ ปี ตอนนี้อยู่ที่ศูนย์ศิลปชีพบางไทร กำลังจะสร้างพระตำหนักถวายอยู่
ตอนที่เขาฉลองอยู่ก็เลยแวะเข้าไปร่วมสร้างพระตำหนักด้วยแล้วเขามอบศิลปวัตถุแกะสลักไม้ต่าง ๆ จากหินสบู่พวกหยกมาให้หารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลคือได้เท่าไหร่ถวายในหลวงแล้วแต่ในหลวงจะใช้ แต่ของเขาแพงชิ้นหนึ่งเล็ก ๆ ก็ตั้งพันกว่า ๒ พัน ๓ พัน ชิ้นใหญ่ ๆ หน่อยหนึ่งต่ำสุดรู้สึกว่า ๘๐,๐๐๐ มั้ง ส่วนใหญ่ก็เป็นแสน ๆ แต่ว่าดูฝีมือเขาแล้วมันก็น่าชื่นชมอยู่ ซื้อเจ้าแม่กวนอิมมาเป็นตลับเล็ก ๆ คล้าย ๆ ตลับแป้งพัฟน่ะ เปิดออกมาข้างในเห็นแกะเป็นเจ้าแม่กวนอิมพันมือ ปรากฏว่าอาวุธที่ท่านถืออยู่ถอดออกได้ ก้านเล็กยังกับเส้นผมน่ะถอดออกได้ ฝีมือเขาร้ายจริง ๆ เป็นการแกะด้วยฝีมือจริง ๆ เพราะว่าแต่ละองค์หน้าตาไม่เหมือนกัน ถ้าแกะด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์หน้าตาจะเหมือนกันทุกองค์ ใครมีโอกาสก็แวะ ๆ ไป ตั้งที่ศาลาโรงช้างเขาจะสร้างพระตำหนักใหม่ถวายอยู่มีตู้บริจากมีอะไร ส่วนถ้าเราไม่ซื้อของเงินส่วนนั้นก็จะถวายโดยเสด็จพระราชกุศล
ถาม : ของจีนเขานับเป็นหน่วยอะไรครับ ?
ตอบ : ไม่รู้ล่ะเห็นเขานับ ๑๒ พัน มันเขียนมาอย่างนั้นหรือภาษาอังกฤษมันเขียนอย่างนั้นไม่รู้ ภาษาอังกฤษมันเขียน ๑๒ พัน
เขาบอกว่าสมเด็จพระเทพฯ เท่ากับเป็นฑูตสันติภาพ สร้างความเข้าใจอันดีงามระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีนได้มาก เสด็จประเทศจีนอย่างเป็นทางการ ๑๓ ครั้งแล้ว คราวที่แล้วนั้นพระราชินีเสด็จ ปกติพระราชินีเสด็จจะเอาเจ้าฟ้าชายไปด้วย งานนี้เสด็จเมืองจีนต้องเอาสมเด็จพระเทพฯ ไป (หัวเราะ) สมเด็จพระเทพฯ เป็นล่ามให้ ส่วนใหญ่ท่านก็ไปซะจนทั่วแล้ว งวดนี้ท่านเรียนภาษาจีนที่เมืองไทยเรียนมา ๘ ปีแล้ว ทางสถานฑูตจีนจัดอาจารย์เก่ง ๆ มาสอนให้แล้วก็ไปตัวเข้มเดือนหนึ่งถึงได้ดุษฏีบัณฑิตกลับมา ไปถึงขนาดนั้นต้องไปเขียนลายมือจีน วาดภาพลายพู่กันจีน ไปรำมวยจีน แล้วก็ยังต้องไปบรรยายให้นักศึกษาจีนฟังเป็นภาษาจีนเกี่ยวกับไทยศึกษา โอ้โห....มันคงเช็คละเอียดยิบเลยว่าเก่งจริงหรือเปล่า ?
ศึกษาเกี่ยวกับเมืองไทยต้องไปบรรยายให้เขาฟังว่าเมืองไทยมีอะไรดีบ้าง มีสิ่งไหนที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของไทย แล้วก็ต้องไปเล่นดนตรีไทยให้ฟังด้วย (หัวเราะ) รู้สึกว่าเขาจะติดใจมาก ถ้าเขาขอให้เขามั้ย ? ขอสมเด็จพระเทพฯ ไปครองเมืองจีน เผื่อมันจะกลับใจมั่ง ลาวก็เอาแต่แม่นางเทพฯ นั้นแหละคนอื่นไม่เอาหรอก (หัวเราะ) เสด็จประเทศลาวเมื่อไหร่ก็แม่นางเทพฯแหละ
ถาม : ถ้ายกแผ่นดินให้ด้วยก็เอาค่ะ เอามารวมกัน
ตอบ : มันก็ไม่แน่เหมือนกัน ตอนนี้มันอะไรล่ะ ถิ่นกาขาวใช่ไหม ? ชาววิไล ไทยมหารัฐ จักรพรรดิราช อีก ๒ รัชกาลเท่านั้น
ถาม : ๒ รัชกาลหรือคะ ?
ตอบ : อือม์.. มหากาลผ่านมหายักษ์ รู้จักธรรม จำต้องคิด สนิทธรรม จำแขนขาด ราษฏร์ราชาจน นั่งทนทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว พอรัชกาลที่ ๑๐ นี่ชาววิไล ๑๑ ก็ไทยมหารัฐ ๑๒ ก็จักรพรรดิราช เป็นจักรพรรดินี่ต้องปกครองทั้งโลกเลยนะ
ถาม : อ๋อ.....หมายถึงรัชกาลหน้าจะดี ?
ตอบ : รัชกาลที่ ๑๐,๑๑,๑๒ ถึง ๑๒ นี่ก็ดีขึ้นเต็มที่แล้วเพราะว่าบรรดาบ้านเมืองต่าง ๆ ที่มีกษัตริย์อยู่ก็จะต้องเอารูปแบบการบกครองที่รัชกาลที่ ๙ ของเราทำอยู่ในปัจจุบันไปใช้กับคนของเขา เพราะว่าใช้แล้วมันดีชาวบ้านจะอยู่เย็นเป็นสุขกัน แล้วที่ไม่มีระบบพระมหากษัตริย์อยู่แล้วแต่เคยมีก็พยายามฟื้นระบบขึ้นมา ฟื้นระบบขึ้นมาจะต้องทำยังไงล่ะ ...มันก็ต้องมาศึกษาระบบตัวอย่างจากระบบที่ดีที่สุดปัจจุบันก็คือเหลืออยู่ที่เราเท่านั้น ของราชวงศ์อื่น ๆ นี่เขาให้ความเคารพระบบพระมหากษัตริย์น้อยมากแล้ว อย่างของอังกฤษ ขนาดที่ควีนยังครองราชย์อยู่แท้ ๆ นะ ตอนนี้โดนบีบสารพัดเลย
ถาม : ต้องเสียภาษีนี่คะ
ตอบ : เขาบังคับให้เสียภาษี ของท่านเองก็ไม่ได้ทำอะไรให้เห็นเด่นชัดเกี่ยวกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของชาวบ้านใช่ไหม? ของเรานี่ในหลวงท่านทุ่มเทตลอด ๕๐ กว่าปี ตอนที่ครบกาญจนาภิเษก ๕๐ ปีนั่น คุณบรรหาร เป็นนายกอยู่ ทูลเกล้าถวายเงิน ๙๙๙ ล้าน ถวายในหลวง เรามานั่งถามตัวเองท่านเหนื่อยแทบตาย ๕๐ ปี ให้ ๙๐๐ กว่าล้านคุ้มหรือเปล่า ? ตอบตัวเองว่าไม่คุ้ม ปรากฏว่ารุ่งขึ้นในหลวงมอบคืนให้ไปแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่เอาซักบาทเดียว ขนาดให้ ๙๐๐ กว่าล้านเราว่าไม่คุ้มท่านยังไม่เอาเลย
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 04:38 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : (คุยเรื่องปลูกต้นไม้ใน กทม.)
ตอบ : (เสียงพูดขึ้นมาทับเสียงหลวงพี่...) ไอ้นั่นมันแพงอยู่แล้ว ของไม่ใช้แล้วแท้ ๆ ดันไปซื้อมาซะแพงเลย ( อะไรคะ) ปาล์มน้ำมันไงไอ้ที่เอามาประดับถนนน่ะ ไอ้พวกนั้นน่ะมันจะหมดอายุอยู่แล้ว เขาโละสวนทิ้งน่ะ กลายเป็นว่าซื้อมาแพง ๆ ทั้งนั้นต้นหนึ่ง ๕ พัน ๖ พัน ความจริงเขาจะโละสวนขอเขาฟรี ๆ ก็ได้ คนมันก็คงเต็มใจให้เพียงแต่ขออนุญาตปักป้ายหน่อยว่าใครบริจาคเท่านั้นล่ะ
ถาม : มันไม่สวยแล้ว กาบเกิบพอมันร่วงออกมาก็ ต้นอะไรก็ไม่รู้
ตอบ : นั่นมันไม้ทะเลทรายแท้ ๆ เลย เอามาปลูกกรุงเทพฯ มันก็เหมาะสมดีนะอย่างอื่นน่ะมันสวย ที่น่าปลูกเยอะ ๆ ก็คือประดู่ ประดู่นี่ต้องไปดูที่ยะลา ยะลานี่นอกจากผังเมืองจะงามแล้วต้นไม้ยังงามด้วย ยะลานี่ต้นประดู่ ๒ ข้างมันสานกิ่งติดกันหมดเลย แต่ระยะหลัง ๆ นี่เห็นพวกการไฟฟ้าไปฟันมันออก โดยเฉพาะเทศบาล ขี้เกียจกวาดดอกประดู่ตอนที่มันบาน เพราะว่าประดู่มันบานพร้อมกันทิ้งดอกพร้อมกัน มันขี้เกียจกวาดมันเลยฟันกิ่งทิ้งซะเยอะเลย น่าเสียดาย ประดู่กิ่งอ่อนนั่นล่ะให้ความร่มเย็นดีมากเลย
ถาม : ถ้าเราปลูกแต่มะม่วงก็ไม่มีใครฟังหรอก ?
ตอบ : ไม่แน่ ก็อย่างในพระมหาชนกไง ไอ้ต้นมีลูกก็โดนเล่นซะจนกระทั่งล้ม กิ่ง ก้าน ใบ ฉีก บรรลัยวายวอดหมด ไอ้ต้นไม่มีลูกงี้ยืนต้นเขียวเชียว
ถาม : แต่ว่าคนไปเก็บผลไม้ในเรื่องพระมหาชนกเป็นคนมอญนี่ค่ะ ?
ตอบ : (หัวเราะ) เขาอยากว่าลาวอยู่ไหนสัตว์สูญพันธุ์ มอญอยู่ที่ไหนต้นไม้สูญพันธุ์ มันอยากจะกินมันเล่นฟันลงมากินน่ะมันขี้เกียจปีนโค่นต้นมันเลย กินทีเดียวเลิก
ถาม : เห็นว่าบางประเทศห้ามคนลาวเข้า
ตอบ : อิสราเอลมั้ง
ถาม : เหรอคะ กลัวสูญพันธุ์ ?
ตอบ : มันไม่ใช่กลัวสูญ มันสูญไปแล้ว ขนาดตีข่าว เอ.พี ไปทั่วโลกเลยบอกว่า คนไทยพวกนี้ เขาใช้คำว่าคนไทยนะ ว่าไปจากอีสาน คนไทยพวกนี้มีความสามารถสูงมาก แค่มีเชือกเส้นหนึ่งเท่านั้นเขาสามารถประกอบเครื่องมือดักสัตว์ได้แล้ว เสร็จแล้วไม่ใช่เพราะว่าอดอยาก แต่ว่าทำเพราะว่าสัญชาติญาณในการล่าของเขา เขาจะมีความสุขมากถ้าได้กินสัตว์ที่เขาล่ามาเอง ไอ้พวกนั้นของเขาก็ไม่เคยไปแตะไปต้องเลย เขาปล่อยมันเอาไว้อย่างงั้นแหละ
พอถึงเวลาคนไทยไปทำงานอยู่ในกิ๊บบู๊ด ไอ้กิ๊บบุ๊ดนี่มันคล้าย ๆ คอมมูมน่ะ พวกคอมมูมนี่แต่ละหมู่บ้าน ๆ จะอยู่รวมกันเป็นรูปแบบในลักษณะของสหกรณ์ แล้วพอผลิตได้ผลผลิตก็มารวมกันแล้วก็ส่งตลาด เขาสามารถต่อรองพ่อค้าได้เพราะได้เพราะว่าผลผลิตมันเยอะ นั่นแหละก็เข้าไปรับจ้างในกิ๊บบุ๊ดของเขา แล้วก็ไปกินซะสัตว์ของเขาสูญพันธุ์เป็นอย่าง ๆ ไปเลย (หัวเราะ) มันไม่เคยโดนล่ามันก็เชื่อง... เสร็จ !
วีรกรรมคนไทยเชื้อสายอีสานแท้ ๆ ก็แสงชัยไง ลูกน้องแสงชัยเขา ๗ ๘ คน บอกปวดหัวเป็นบ้า พักเดียวเท่านั้นแหละ แมงกินนูนมาเป็นถุงเลย (หัวเราะ) แสงชัยบอก เฮ้ย ! เอามาไปปล่อย (หัวเราะ) ไอ้ลูกน้องก็ ครับ...ครับ ปล่อยเสร็จก็กลับมา แหม หัวหน้าอร่อยนะครับ (หัวเราะ) แสงชัยถามว่า มึงอดหรือเปล่า ไม่อดหรอกครับแต่อยากกิน เขาให้ค่าอาหารวันหนึ่ง ๒๐๐ น่ะไอ้ลูกน้องแทนที่จะไปซื้อหมูซื้อไก่ เปล่าหรอก มันไปจับโน่นจับนี่มากิน
ก็แบบเดียวกับที่สมัยอยู่ชายแดนเหมือนกัน เรากำลังหลับ ๆ อยู่ในบังเกอร์น่ะกลางคืนทำไมอึ่งอ่างมันร้องกันชิบหายเลยวะวันนี้ ทนไม่ได้ลุกขึ้นมาส่องไฟดู โน่น.. มันยัดเอาไว้ทั้งถังเลยใต้เตียงเราน่ะ (หัวเราะ) เจ้านายมาตรวจมันกลัวเขารู้ แล้วมันรู้ว่าเราไม่ว่าอะไรมัน ๆ มาซุกเอาไว้เตียงเรา เราก็มาถึง ของใครวะ ? บอกว่าผมครับ ๆ คว้าถังได้ก็วิ่งหายไป รุ่งเช้าก็เอาเคล้าเกลือแล้วก็เอาลวดน่ะ แทงใต้คางมัน ร้อยอยู่บนราวเป็นร้อย ๆ ตัวเลย เราก็บอก เฮ้ย ! บาป มันบอกบาปน่ะอร่อยบุญไม่อร่อยหรอก (หัวเราะ) จะทำยังไงกับมันได้ ?
ถาม : ไม่สั่งอดข้าวเลยล่ะคะ ใครกินอดข้าวเลย
ตอบ : อยู่ชายแดนนี่มันต้องผ่อนผันเขา เพราะเรื่องขวัญและกำลังใจของทหารเป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่าสงสาร เพราะว่า ..ถึงเวลาเขาเทเกลือลงไป ไอ้พวกอึ่งนี่ โอ้โห...ฟองมันฟอดไปหมดล่ะ มันแสบตามัน ๆ ก็เอาตีนป้าย มันยิ่งป้ายมันก็ยิ่งแสบ บอกไม่ถูก ...กรรมใครกรรมมัน เราเพียงแต่แปลกใจว่าทำไมคืนนี้อึ่งอ่างมันร้องดังเป็นพิเศษ ใครจะไปรู้ว่ามันยัดไว้ใต้เตียงเราเป็นถังเลย มันกลัวเจ้านายคนอื่นเตะมัน มันรู้ว่าเราไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว (หัวเราะ) สมันเเด็ก ๆ ของเรามันก็กระหายเลือดแบบนั้นแหละ แต่ของเรามันดีตรงที่ว่าล่าแล้วเอามากินไง มันไม่ได้ประเภทฆ่าทิ้งฆ่าเล่นอะไรแบบของคนอื่นเขา
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 04:38 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : การที่เราเป็นผู้บังคับบัญชาแล้วไม่เหมือนกับการให้ท้ายเขาหรือครับ ?
ตอบ : ไม่ได้ให้ท้าย แต่ก็ไม่ห้าม คือ เรื่องใครเรื่องมัน นั่นมันเรื่องส่วนตัวเราไม่ยุ่งกับเขา ของเราจะยุ่งกับเขาก็ต่อเมื่อส่วนรวมเสียหาย เรื่องของระเบียบวินัยเสียหาย ถ้าหากว่าระเบียบวินัยยังไม่เสีย ส่วนรวมยังไม่เสีย เราก็ผ่อนผันให้เขาได้
ตอนอยู่กองร้อยปกติพอถึงเวลาเราเข้าเวร เขาก็มาเบิกพลั่ว พลั่วสนาม เบิกคนละอัน ๒ อัน เดินหาย ไปโน่นน่ะป่าหลังกองร้อยโน่น ตอนเย็น ๆ ก็กลับมาแล้ว ก่อนที่จะเคารพธง เพราะต้องรวมพลเคารพธงตอนเย็น มันก็กลับกันมาแล้วหิ้วมาเป็นพวงเลย แย้ ไปขุดแย้กัน หิ้วมาถึงก็จัดแจง ผ่าท้อง ถลกหนังเสร็จเรียบร้อยก็ไปจ้างโรงครัวเขาผัด ๑๐ บาท ผัดกระเพราให้มันสับไปอย่างดีเลย ของเราก็แค่เปลืองพริกกระเทียม ใบกระเพราหน่อยหนึ่ง คิดค่าผัด ๑๐ บาท เสร็จแล้วก็รวมกัน เขาจะมีตั้งเป็นวง ๆ วงหนึ่งก็จะมีกับข้าวทางโรงครัว ๒ อย่าง ของมันก็จะพิเศษของมันมา
คราวนี้มันมีอยู่วันหนึ่ง เราก็แปลกใจมากเลย เฮ้ย ! ปลานิลทอด มาจากไหนว๊ะ ? คือของทหารนี่ไม่ต้องไปคิดหรอกประเภทจะกินเป็นตัว ๆ อย่างนั้นน่ะ ทหาร ๑ กองร้อย ไก่ ๖ ตัว ลองเฉลี่ยดูสิว่า ๑๔๐ กว่าคน ต่อไก่ ๖ ตัวมันจะได้เห็นสักชิ้นไหม ? แล้วไอ้ ๖ ตัวนี่ไม่ใช่ของเราทั้งหมดนะ จ่าสูทกรรมฟาดไป ๑ ตัวแล้ว มันถือว่ามันทำของมันอยู่ มันก็กินของมันน่ะ ไอ้เราก็งงว่า เอ๊ะมันมาได้ยังไงปลานิลทอดตัวเป้ง ๆ ทั้งนั้นเลย ข้องใจมาก มันจะต้องไม่ชอบมาพากลยังไงแน่ ก็เลยลากคอมันคนหนึ่งมาถาม เฮ้ย เอามาจากไหนวะ มันก็บอกว่า อย่าบอกคนอื่นนะครับ ที่สระหน้ากองร้อยน่ะ บอก มึงจับยังไงวะมันบอกว่าตอนเขาหลับกันหมดแล้วผมเอามุ้งช้อน ( หัวเราะ) มันเอามุ้งช้อนเข้า มันจับมุ้ง ๔ มุม แล้วไล่ช้อนเอามากินจนได้
ส่วนอีกทีหนึ่งก็รุ่นพี่ อดิศักดิ์ นรา นั่นให้ท้ายเขาเลย จับนกพิราบ กองร้อยนี่หลังคามันมีช่องลมเยอะใช่ไหม นกพิราบมันเข้าได้ก็เข้าไปอาศัยอยู่มันก็เต็มไปหมดเสียงมันวู่ ๆ ๆ อยู่บนหลังคาทั้งคืนนั่นแหละ ไอ้นี่ก็ปีนขึ้นไปจับนกพิราบมาได้ก็มัดขา ๆ เอาใส่ตู้เอาไว้ ปรากฏว่าวันนั้นเจ้านายเขาตรวจความสอาดพอดีเลย (หัวเราะ) ก็ตรวจไล่ไป ๆ พอเปิดตู้เจอนกพิราบตาปริบ ๆ อยู่เป็นสิบเลย (หัวเราะ) เวลาตรวจความสะอาดนี่เขาจะตรวจเตียง ตรวจตู้ ตรวจหมดทุกอย่างเลย เปิดตู้เจอนกพิราบตาปริบ ๆ อยู่เป็นสิบเลยถามว่า ใคร? วันนั้นโดนซ่อมกันอาน วิธีลงโทษของทหารเขาเรียกว่า ซ่อม สั่งมันวิดพื้นนั่งกระโดดกันซะหูตาลายเลย มันชอบไปกันตอนดึก ๆ ไอ้ที่เขาหลับกันหมดแล้วน่ะ นายทหารเวรหลับแล้วอะไรแล้ว
ถาม : ผิดกฏหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : มันไม่ผิดกฏไม่ได้อะไรหรอก แต่เขาก็เลี้ยงมันอิ่มอยู่ทุกวันน่ะ แล้วมันทะลึ่งไหม ของที่เขาเก็บไว้ประดับสวย ๆ งาม ๆ มันดันจับมากินกันหมด มันกินกระทั่งแมวนะ (ฮือฮา) โธ่แมว...มันยังเอาไปกินหมดเลย
ถาม : แสดงว่าไม่อิ่มจริงมั้งคะ ?
ตอบ : ไม่หรอก มันอยากกิน เรากลับมาถามว่าหมาหายไปไหน ? เขาบอกไอ้จันทีจัดการไปแล้ว แมวหายไปไหน ? มันจัดการไปแล้ว
ถาม : ท่าทางน่าส่งไปอยู่ทะเลทรายนะคะ
ตอบ : พวกนี้มันเก่ง ตอนสมัยออกฝึกภาคกองร้อย ภาคกองพันภาคหมู่ตอนหมวด อาศัยพวกนี้แหละ โห พวกนี้มันเยี่ยมจริง ๆ กรรมการตรวจสอบหามันไม่เจอหรอก เขาห้ามเอาเสบียงอาหารไปนอกจากจะเดินไปตามแผนที่เข็มทิศตามจุดที่กำหนด บางจุดเขาจะมาส่งเสบียง บางจุดต้องไปแย่งชิงจากข้าศึกสมมติเขา นั้นแหละถึงจะกินได้แต่พวกนี้มันพกไปเพียบเลย กะปิ น้ำปลา หอม กระเทียม อะไรของมันน่ะ แล้วครูฝึกตรวจไปเหอะไม่เจอหรอก ถึงเวลาเขาจะตรวจมันเอาไปซุกไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่พอถึงเวลามันเลยจุดตรวจไปมันสะพายกันเทิ่ง ๆ ต่อไป อาศัยมันกินได้อยู่เรื่อยแหละ
ไปกินต้มยำไก่ป่าทีหนึ่ง โอโห มันเผ็ดกระโดดเลยอย่างที่แสงชัยเขาว่าไอ้แกงกระเด้งน่ะ มันกินแล้วมันจะเลื้อยได้ (หัวเราะ) ขนาดว่าพอกินเข้าไปเสร็จแล้วลงอาบน้ำห้วย น้ำมันเย็นขนาดไหนล่ะ ขึ้นจากห้วยมานี่เหงื่อแตกพลั่ก ๆ เลย มันร้อนขนาดนั้นน่ะมันใส่อะไรบ้างก็ไม่รู้ สารพัดสารเพเท่าที่เห็นนี่ไอ้พวกกระเพราป่า พวกพริกขี้หนูป่า มันตะบันลงไปเป็นกำมือ แต่ว่าสงสารลิงตัวหนึ่งมือมันเหนียว มันโดนยิงซะพรุนไปหมดแล้วมันไม่ยอมตกลงมามันก็นั่งประเภทเอามืออุดซ้ายอุดเลือดก็ออกทางโน้น เอามือขวาอุดเลือดก็ออกทางนี้ เออ...ไม่รู้จะทำยังไง
มีอยู่คราวหนึ่ง เกือบตาย ไม่รู้...เอาเอ็ม ๑๖ ไปยิงหมูป่า ยังถูก ๗ นัดหมูป่าไม่รู้สึกอะไรเลยน่ะไล่ขวิดอุตลุด หมูป่ามันประเภททรหดมาก ไงละ ถ้าหากว่าไม่ใช่กระสุนที่มันหนักจริง ๆ โดนจัง ๆ นี่เอามันไม่อยู่ กระสุนเอ็ม ๑๖ มันแหลม ๆ นิดเดียวมันพุ่งปี๊ดก็ผ่านไปแล้ว มันมีแต่ยิงคนน่ะมันมีผล โดนไป ๗ นัด หมูป่าไล่ขวิดซะเกือบตาย คือ กว่าที่มันจะรู้สึกว่าตายน่ะไอ้คนก็ปางตายด้วย กระสุนมันคมมันทะลวงผ่านพรืดไปเลยไป แรก ๆ มันก็ชา ๆ ก่อน จนกว่ามันจะรู้สึกว่ามันโดนหนัก กว่ามันจะรู้ว่ากูสมควรตายได้แล้ว ไอ้คนยิงก็เกือบตาย ออกพื้นที่กันแต่ละที น่าเบื่อ กำลังด้อม ๆ ๆ กันระวังกันตัวลีบเลยนะ จะเหยียบกับระเบิดกันเมื่อไหร่ว้า ? เสียงปืนปัง ! มันก็ต้องพุ่งหมอบกันหมดน่ะ ไอ้ระยำเสือกยิงนก ( หัวเราะ) เห็นแล้วอยากกิน
มีอยู่ที่หนึ่ง ชายแดนตาพระยา ระหว่างบ้านทับเซียม บ้านนางงาม ไอ้ช่วงนั้นแหละที่เห็นพวกมันไม่กินตะกวดกัน ตะกวดตัวใหญ่เป็นไอ้เข้มันก็ไม่กิน ( ทำไมล่ะคะ) ก็...ไอ้พวกนั้นมันกินศพ คือ ช่วงนั้นมันตายกันเยอะแยะจริง ๆ ช่วงเหตุการณ์โนนหมากมุ่นปี ๒๕๒๓ น่า ๒๕๒๓ ทหารญวนของเฮงสัมรินเขาตีเข้ามาทะลุเข้ามาในเขตไทยตั้งหลายกิโล แล้วพวกเรากว่าจะขับไล่มันไปได้ตายเยอะเลยงวดนั้น
ถ้าไม่ได้เครื่องบินติดปืน พวกเฮลิคอปเตอร์ติดกันชิปดีไม่ดีผลักมันไม่ออก ๓๐๐ กว่าศพ เกลื่อนทุ่งเลย แล้วปะทะกันทุกวัน อยู่หน้าแนว ๕ เดือน เฉพาะกองร้อยเดียวนี่ตายไป ๒๖ ศพ ๒๖ ศพนี่นับว่าเฉพาะฝ่ายเรานะ ฝ่ายเขาตายเยอะกว่าตายกันที ๓ ศพ ๕ ศพ เขาถือว่าขอกันกินพอตายก็เอาศพไปฝังลวก ๆ พวกสัตว์มันก็ไปรื้อกันขึ้นมากิน แหม...ไอ้พวกเหี้ย พวกตะกวดนี่ ตัวยาว ๕ ฟุต ๖ ฟุต ยังกะตะเข้านั้นแหละ เห็นมันไม่กินกันก็อีตรงนั้นแหละ (หัวเราะ) เพราะมันเห็นคา ๆ ตา มันไปคุ้ยศพกินกันอยู่แถวนั้นก็ไปดูวิธีล่าสัตว์ของชาวบ้านแล้วก็เวทนามัน มันไล่ต้อนลิง เอาอาหารล่อ พอลิงมันออกมาพ้นชายป่าเสร็จก็ดักทางด้านป่าไว้ไม่ให้มันกลับ ไล่ต้อนไปต้อนมามันก็วิ่งหนีขึ้นต้นไม้หลางทุ่ง ต้นไม้แถวทุ่งมันก็จะเป็นโคกขึ้นไปหน่อยหนึ่ง แล้วก็มีต้นไม้ไม่กี่ต้น คราวนี้ก็เสร็จล่ะสิ สอยเอาทีละตัว แล้วเห็นมันตกงูเหลือมด้วยเบ็ดก็ที่นั่นแหละ เขาจะให้ไอ้พวกไก่เป็น ๆ น่ะ เกี่ยวเบ็ด แล้วก็โยนลงไปในบนกอสวะ
ตรงนั้นมันมีบึงใหญ่อยู่เขาเรียกว่า บึงสะล็อกก๊อก บึงสะล็อกก๊อกบางทีมันออกเสียง เป็นบึงสะด๊กก๊ก มันจะมีพวกงูเหลือมอยู่ พอไก่มันดิ้นพั่ด ๆ มันก็เลื้อยปรืดมาถึงก็คว้ามับเลย พอมันขยอกเข้าปากก็ตวัดเบ็ด ฉึบ ! อีคราวนี้ก็เย่อกันเข้าไปเหอะคนกับงูน่ะ ดึงกันไปรั้งกันมา พอคนชนะก็แปลว่าต้องเอาสวะมาครั่งบึงน่ะ งูมันเอาหางพันกอสวะไว้ เย่อ ๆ กันมาลากเข้ามาน้ำบานเลยไปเอาขึ้นมา เขาต้องใช้ตะขอโต ๆ เลย ตะขอที่เขาใช้เกี่ยวกระสอบข้าวพวกนั้นแหละ ไม่งั้นเกี่ยวมันไม่อยู่
ถาม : แล้วเชือกใช้เชือกอะไรคะ ?
ตอบ : เชือกไนล่อนใหญ่ ๆ ไอ้เราเองไม่อยากบอกมัน ปล่อยให้มันเหนื่อย ถ้าหากว่าบอกมัน ๆ หากินง่ายไป ถ้าเป็นเรานะพอมันเกี่ยวติดปากมันแล้ว ไม่ต้องไปออกแรงดึงมันหรอก แค่ดึงเชือกให้ตึงหน่อยแล้วก็เคาะเชือกไปเรื่อย ๆ หาไม้เข้าอันหนึ่งตีไปเรื่อย พอมันกระเทือนแล้วมันเจ็บปากเดี๋ยวมันเลื้อยตาม ถ้าบอกมันแล้วมันหากินง่ายเกินไปก็เลยนั่งเชียร์มัน ให้มันเย่อไปเหอะ กว่าจะได้กวาดสวะไปครึ่งบึงงูมันเอาฟางพันเอาไว้ (หัวเราะ) ก็แบบเดียวกับตกปลาไหลเหมือนกัน ตกปลาไหลนี่ปลาไหลมันคุดอยู่ในดิน นี่ไม่ต้องไปดึงหรอกเสียเวลาเปล่า เบ็ดยืดหมดแหละ มันไม่ยอมออก ใช้วิธีดีด ดีดสายเบ็ด มันเจ็บปากเดี๋ยวมันก็ค่อย ๆ ปล่อยตัวตาม
ถาม : แล้วตอนดึงมันก็เเจ็บหมือนกันนี่คะ ?
ตอบ : มันดึงมันต่างคนต่างออกแรงไง พอก็ยังมีสิทธิที่จะชนะได้ นี่ของเรามันเจ็บอยู่ตลอดเวลา เคาะไปเลย พอมันรู้ว่าผ่อนแล้วมันไม่เจ็บมันก็คลายตามมา ใครดูอนาคอนด้าบ้าง ? อนาคอนด้ามันใช้อะไร ? มันไม่ได้ใช้เบ็ดมั้ง มันใช้ปืนฉมวกนะ
ถาม : ถ้าทั้งตัวเอาไปเลี้ยงได้ทั้งกองร้อยนะคะ
ตอบ : นั่นชาวบ้านเขาล่ากัน ไม่ใช่พวกทหารไปล่าหรอก ทหารมันไม่เสียเวลาไปล่าหรอก ออกไปเหยียบกับระเบิดมันไม่คุ้มกัน
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 04:38 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ถ้าเอาลูกงูอนาคอนด้ากับลูกงูเหลือมมาเลี้ยงพร้อม ๆ กันมันจะโตเท่า ๆ กันมั้ยคะ ?
ตอบ : มันต้องดูที่อาหารมันด้วย ถ้าหากมีให้มันกินอุดมสมบูรณ์ มันก็โตได้เยอะไม่ต้องห่วงหรอก แต่อนาคอนด้ามันอยู่น้ำมากกว่าอยู่บนบก นาน ๆ มันโผล่ขึ้นบกขึ้นมาซะที มันเท่ากับเป็นงูน้ำน่ะ แต่งูเหลือมของเรามันงูบก ถ้ามันหาอาหารมันก็ลงน้ำหรือถ้ามันร้อนมันก็เลื้อยลงน้ำไปแช่
ถาม : ไปอ่านเจอที่เขาเขียนบักทึกไม่ลับของครูบา เขาพูดถึงอภิญญา เขาบอกว่าไปสงเคราะห์คนใกล้จะตาย แล้วเขาก็บอกว่าคนนั้นน่ะตอนใกล้จะตายเห็นตัวอะไรก็ไม่รู้ นึกถึงมดดำดินเดินมาเป็นแถวชอบเอามือไปขยี้ ไปรูดเยอะ ๆ ทีเดียวตายเป็นแถวเลยล่ะ แล้วเขาก็ส่งจิตไปสงเคราะห์พ่อเขาก็ผ่านตรงนี้ไป สักพักหนึ่งตัวคนที่ใกล้จะตายเขาก็นึกถึง เขาส่งจิตไปสงเคราะห์อีก เขาก็บอกว่าจิตมันตกภวังค์ อีกสักพักหนึ่งเขาก็ไปเกิดเป็นอสุรกาย แล้วเขาก็เขียนบอกว่าไปเกิดเป็นอสุรกายนี่โชคดีกว่าไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานผมก็เลยงง ?
ตอบ : เขาน่าจะเขียนว่าเป็นอสุรกายโชคดีกว่าเป็นสัตว์นรก มันอาจจะผิดมันสลับกัน พ้นจากอสุรกายแล้วเศษกรรมทำให้มาเป็นเดียรัจฉานต่อ ฆ่าไปกี่ตัวก็เป็นเท่านั้นแหละ
ถาม : อสุรกายนี่มันโมทนาบุญได้หรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ได้อยู่ เพียงแต่มันจะมีโอกาสโมทนามั้ยล่ะ ?
ถาม : ถ้าเป็นสัตว์เดียรัจฉานนี่จะโมทนาได้หรือครับ ?
ตอบ : ทำได้ด้วยซ้ำไป
ถาม : ทำได้ ?
ตอบ : อย่างเอราวัณเทพบุตรโฆษกเทพบุตร ทำบุญเองซะด้วยซ้ำไป เอราวัณเทพบุตรก็ช่วยเขาก่อสร้างเป็นช้างให้เขาชักลากไม้ไปสร้างศาลา อย่างของโฆษกเทพบุตรนี่สงเคราะห์พระปัจเจกพุทธเจ้า ช่วยระมัดระวังอันตรายสัตว์ร้ายให้ แล้วมัณฑุกเทพบุตรนี่เป็นกบได้ฟังธรรม แล้วก็ค้างคาว ๕๐๐ งูเหลือมอีกนั่นก็ฟังธรรมใช่มั้ย สร้างบุญเองซะด้วยซ้ำ มักกะโฎเทพบุตรนั่นตกจากต้นไม้ตาย เป็นลิงตกต้นไม้ตายเสียชื่อหมด เอารวงผึ้งไปถวายพระพุทธเจ้า ตอนอยู่ป่าเลไลย์น่ะ เสร็จแล้วพอพระพุทธเจ้ารับก็ดีอกดีใจกระโดดโลดเต้นแล้วดันไปคว้ากิ่งแห้งเข้า (หัวเราะ) ตกต้นไม้ตาย เสียชื่อจริง ๆ
พวกสัตว์เดรัจฉานนี่โอกาสทำบุญมีเยอะ ไอ้ของคนนี่สิน่าเสียดายโอกาสทำบุญมีมากกว่าสัตว์เดรัจฉานนับไม่ถ้วนแต่ไม่ค่อยจะทำกันหรอก ฟังเทปหลวงพ่อม้วนท้าย ๆ ไหมล่ะ ? พวกเทวดาใหม่น่ะ ขอให้ทำบุญนั่นทำบุญนี่ให้ หลวงพ่อบอกไม่ทำให้หรอก อีตอนเป็นคนมันเสือกไม่ทำเองนี่หว่า (หัวเราะ) ใคร ๆ ฟังถึงตรงนี้คงว่าหลวงพ่อใจดำเป็นบ้าเลยนะ ความจริงหลวงพ่อท่านประเภทไม่ทำหรอกนิมนต์พระพุทธเจ้ามาเทศน์ง่ายกว่า (หัวเราะ) ถึงเวลาสงเคราะห์กำลังใจเขาได้เลย
ถาม : อย่างเทวดาหรือพรหมนี่เขามีโอกาสทำบุญอะไรไหมคะ ?
ตอบ : เยอะ จะสร้างเองก็ได้ อยู่ข้างบนก็ถือศีลภาวนาต่อ ศีลทรงตัวเป็นปกติอยู่แล้วกี่สิกขาบทก็ได้มันไม่ต้องไปละเมิดนี่ ภาวนาก็ทำใจตัวเองตัดกิเลสต่อไป แล้วขณะเดียวกันมีพระดีอยู่ที่ไหนก็ไปฟังเทศน์ฟังธรรมไปใส่บาตรไปอะไรได้
ถาม : ต้องไปแอบใส่เหรอคะ ?
ตอบ : อาตมาก็เคยโดนเขาแอบใส่แต่อด ตอนเช้า ๆ ก่อนบิณฑบาตก็ใช้กำลังใจดูว่าวันนี้คนที่ใส่บาตรคนแรกจะเป็นใคร มันพิสูจน์ได้ใช่มั้ย ?
ถาม : ...................
ตอบ : ที่ฝึกอยู่หลวงพ่อท่านให้ฝึกในวัดก่อน ท่านบอกว่าถ้าแกอดไม่ได้กินก็ไปกินที่โรงครัวจะได้ไม่อด นั่นล่ะ ครูบาอาจารย์ท่านรอบคอบ ในเมื่อท่านรอบคอบเราก็ฝึกตามวิธีนั้น แต่หลวงพี่สพฤกษ์ ท่านออกป่าเลย ไปอยู่ที่บึงลับแลเลย สอนวิธีสอนอะไรท่านเสร็จท่านก็ไปตั้งอธิษฐานด้วยว่า ถ้าไม่ใช่อาหารที่ใส่ลงไปในบาตรนี้จะไม่ฉันอะไรเลย
นี่ตั้งกำลังใจผิด เทวดาเขาชอบ เขาอยากลองดูว่ากำลังใจมันแค่ไหน ท่านใช้ได้จริง ๆ เลยกำลังใจเข้มมาก เพราะว่าทั้งนมทั้งโอวัลตินตั้งอยู่ใกล้ ๆ ประเคนแล้วด้วย ....ไม่แตะเลย นอนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกหายใจพะงาบ ๆ เราก็ ๑๐ วันเข้าไป คนไม่กินอะไรเลย ๑๐ วันมันแย่นะถ้าหากสมาธิไม่ทรงตัว แต่ว่าท่านกำลังใจเหลือเกินจริง ๆ ไปถึงหน้าเหี่ยวเลย เอายาโด๊ปให้เม็ดสองเม็ดมีกำลังขึ้นมาหน่อย เสร็จแล้วก็ให้พวกญาติโยมที่ไปด้วยเขาใส่บาตร ก็ต้องหุงข้าวต้นให้มันเละ ๆ ไม่งั้นฉันไม่ได้นะ อดมาเป็นสิบ ๆ วัน ของทหารสมัยที่ฝึกได้เดทไลน์ เขาทิ้งไว้กลางเกาะร้าง อาหาร ๓ วันหากินเอง มีมีดให้เล่มเดียวกับกระติกน้ำหนึ่ง อยู่ ๓ วันหากินเอง อันนั้นมันเป็นขึ้นตอนสุดท้ายของการฝึกจู่โจม จบจากตรงโน้นขึ้นฝั่งปุ๊บให้เราตั้งโต๊ะเลี้ยงเลย มันเล่นให้ไก่ย่างคนละตัว กินกันไม่ได้เลย เสียของเปล่า อ๊วกเลย.. เพราะร่างกายไม่ได้รับอาหารมาหลายวันเขาเรียกว่าเป็นความคิดของคนบนฝั่งนั่นแหละ คือ ยังไง ๆ มันก็ได้กินแน่ เรากินกันไม่ได้หรอก มันจัดเลี้ยงเราคือเลี้ยงตัวมันเองด้วย
พอขึ้นฝังปุ๊บเขาก็จะติดประดับหัวเสือให้ก่อน ไอ้เสือคาบมีดลักษณะเดียวกัน ถ้าอดนาน ๆ แล้วไปกินอาหารแข็งทีเดียวไม่ได้หรอก ถ้าไม่ใช่ปวดท้องปวดใส้ ชักไปเลยก็ลมใส่ ดีไม่ดีย่อยไม่ได้ตายเอาง่าย ๆ ไม่ใช่แค่อาเจียนรับไม่ได้
ถาม : แล้วหลังจากนั้น.....?
ตอบ : ก็ต้องให้เขาต้มพวกข้าวต้มเละ ๆ เป็นโจ๊กเลย ใส่บาตรให้เพราะท่านอธิษฐานไว้ว่า ถ้าไม่ได้ใส่บาตรท่านไม่ฉัน ก็ต้องใส่บาตรให้ท่าน แหม...ให้คนอดมานาน ๆ นี่มันน่ากลัว กินน่าตาย บาตรเบอร์ ๘ ครึ่ง ใส่เสียค่อนบาตร ฉันหมดน่ะ แล้วก็ไปอดต่ออีกอย่างน้อย ๗ วัน ถ้าไม่ใช่ ๗ วัน ๑๐ วันเข้าไปดูเสียทีหนึ่งเห็นแย่มาก ๆ ก็โผล่ไปดูที เป็นอาจารย์ที่โหดใช้ได้ (หัวเราะ)
ถาม : ตกลงได้กินบ้างหรือยัง ?
ตอบ : ไม่ได้กิน ตั้งกำลังใจผิด
ถาม : เป็นยังไง ...?
ตอบ : อยู่ครบ ๓ เดือนไม่ได้กินเลยมีแต่อาหารที่เราให้คนเข้าไปถวายถึงจะได้กิน ตักใส่บาตร ถึงเวลาเดินกลับมา การขอข้าวเทวดากินมี ๒ แบบ แบบหนึ่งนี้เราเลือกต้นใดต้นหนึ่งเป็นการเจาะจงเลย เอาบาตรไปแขวนไว้ แล้วก็ตั้งใจแผ่เมตตาให้เขา ถ้าได้ยินเสียงดังกุกเหมือนกับใครเอาอะไรเคาะฝาบาตรล่ะก็... เก็บบาตรกลับได้ จะมีอาหารมาพร้อมกับดอกไม้มาด้วย อีกแบบหนึ่งก็คือกำหนดระยะทางว่าเราจะเดินจากต้นไหนถึงต้นไหน ส่วนใหญ่ประมาณครึ่ง ๆ ทางเขาก็โผล่มาใส่แล้ว มาก็มาลักษณะชาวบ้านทั่ว ๆ ไป กระมอมกระแมมมาโน่นล่ะ
แต่ว่าอยู่อย่างนั้นมันมีอยู่อย่างคือว่า ตัวเมตตาบารมีมันต้องทรงตัว ถึงเวลาแผ่เมตตาและภาวนาต่อจนอารมณ์ทรงตัวแล้วรักษาอารมณ์นั้นไว้ต่อเนื่องให้ได้ ๓ วันห้ามพร่อง ถ้าพร่องไม่ได้รับประทาน ถ้าไม่พร่องเลยก็จะได้เลย ถ้าได้แล้วอย่าประมาทนะ พร่องมื้อต่อไปอด
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 04:40 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ฝึกเมตตาตัวเดียวเหรอคะ ?
ตอบ : ฝึกเมตตาตัวเดียว แรก ๆ ใหม่ ๆ ฝึกงี้ขำจะตาย แหม... วันแรกมันชุ่มมันเย็นเหมือนกับซุกน้ำแข็งไว้ในอก มองฟ้า มองดิน มองจิ้งจกตุ๊กแกยิ้มให้มันได้หมด ไม่รู้จะยิ้มให้ใครเดินไปยิ้มกับถนนก็เอา พอวันที่สองหนักขึ้น ๆ เหมือนยังกับแบกช้างไว้ทั้งตัว วันที่สามนี้ไม่เกินครึ่งวันทะร่อทะแร่เป็นนกปีกหักร่วงแอ้ก ไม่เป็นท่า เอาไปรายงานหลวงพ่อท่านก็หัวเราะ ท่านขำ ท่านบอกอย่าลืมนะว่าถ้าฌานสี่ไม่คล่องตัว ตัวเมตตาบารมีมันทรงยาก เมตตาบารมีใช้กำลังสูงมาก
ท่านถึงบอกว่าให้ในบ้าน ให้ทำในวัดก่อนเราอยู่ตึกกองทุนมันไม่ต้องไปไกล ต้นมะม่วงขึ้นอยู่หน้าตึก หน้าตึกก็มีต้น หลังตึกก็มีต้น เลือกเอาสิว่าจะเอาต้นไป แล้วโรงครัวก็อยู่ไม่ห่างไม่เกิน ๕๐ เมตร อดก็เดินไปโรงครัวก็ได้ แหม.... หลวงพี่ท่านพอรู้วิธีก็ออกป่า...เกือบตาย ๓ เดือนกลับมามีแต่หนังหุ้มกระดูก ท่านถึงได้บอกว่าท่านเป็นหนี้ชีวิตอยู่ไง ไปรั้งชีวิตให้คืน ๗ รอบ ๘ รอบ กว่าจะครบ ๓ เดือน ท่านตั้งใจว่าจะอยู่ให้ครบ ๓ เดือน แล้วก็จะกินแต่อาหารที่เขาใส่มาในบาตรเท่านั้นเอง ในป่าอย่างนั้นถ้าไม่ใช่พวกเราเข้าไปมันจะมีใครไปใส่บาตร นอกจากรอเทวดาเขา
เทวดาตรงนั้นจริง ๆ แล้วเขาให้หวยแม่นนะ สมัยที่อยู่คนเดียว ๒ เดือนกว่าเท่านั้น แรก ๆ ลุงปาน เขาได้รับคำสั่ง เขาไปส่งเสบียง ส่งไปส่งมาก็ขี้เกียจ บางทีก็ ๑๐ วัน ๑๕ วัน ไม่ได้เจอหน้า พอเทวดาเขาบอกหวยเราก็เขียนไว้ เขียนเอาไว้ข้างกองไฟทีนี้ลุงปานมาได้ไปงวดเดียวเท่านั้นแหละ.... ครกกระบากสากกระเบือมันแบกไปให้หมด กระทั่งที่นอนยังแบกไปให้เลย ขยันมากเลยไอ้ตอนไม่ได้หวยนี่ขี้เกียจ (หัวเราะ) งวดสุดท้ายนี่ทะเลาะกับแสงชัย แทบเป็นแทบตาย ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะ... เขานัดวันที่ ๒๙ ธันวาคม แล้วแสงชัยเข้าไปวันที่ ๓ มกราคม ลุงปานเข้าไปถึงเห็น ๓ ตัวเจ๋ง ๆ เลยเพิ่งออกไป โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงบ่นซะประเภทตั้งแต่เดินไปยันเดินกลับเลย คือ ของแกคล้ายกับว่าบุญแกน้อย ถึงได้สอนไปว่า เรื่องหวยน่ะ มันเป็นผลของการทำบุญที่ไม่ได้ตั้งเจตนาไว้ก่อนในอดีตส่งผลให้ ถ้าเราทำมากก็ได้มากทำน้อยก็ได้น้อย ให้สังเกตว่าเราเคยเล่นเท่าไหร่แล้วได้ก็อย่าเล่นเกินนั้นมันเกินบุญตัวเอง มันจะไม่ได้
ลุงปานแกเล่นแกจะเล่นล้มเจ้ามือ แกบอกจะเอาให้มันดังสักทีปรากฏว่าตัวไหนแทงไม่เกิน ๕๐ บาทจะถูก คือ แกกลับไปกลับมา ถ้าตัวไหนแทงทีหนึ่งหลาย ๆ ร้อย ยิ่ง ๓ ตัวแทงมัน ๑,๐๐๐ ๒,๐๐๐ เลย ไม่ได้กินหรอกสูญหมดแกก็จะไปได้ตัวที่น้อยที่สุด เข้าไปวันนั้นเจอ ๒ ตัวไม่ต้องกลับ โกรธแสงชัยจนทุกวันนี้คุยกันหรือยังไม่รู้ บ่นซะไม่มี... ว่านัดกันวันที่ ๒๙ แล้วทำไมไม่มา
แต่ความจริงแสงชัยไม่มาแกก็น่าจะเข้าไปเอง แกไม่เข้าเองแล้วจะโทษใครล่ะ ? เทวดาเขาก็เหลือร้ายนะเขารู้อยู่แล้วว่าไม่มาเขาก็ให้ ๓ ตัวตรง ๆ ไปแถวนั้นไปไม่ค่อยได้หรอก ขึ้นไปเจอหน้ากันมันแทบจะอุ้มไปเลย เพราะเจ้าที่แถวนั้นเขาเก่งเขาให้หวยบ่อย ไปทีไรมันได้กันทุกที หลวงพ่อท่านห้ามอาตมาให้หวย แต่ถ้าเขาบอกมาแล้ว เราบอกต่อไม่เป็นไร เราไม่ได้ให้ แต่เราแค่เอาจากเขามาแล้วเราบอกต่อ ไอ้ที่ไปใต้ก็เหมือนกัน ให้ไม่ได้หรอก แต่ถ้าเจ้าแม่เขาให้เมื่อไหร่ก็ได้ เจ้าแม่โต๊ะโมะ ให้หวยเก่งแต่ไม่ค่อยให้ใคร
เจ้าแม่ท่านไม่ซี้ซั้ว ท่านต้องรู้วาระเขาด้วยว่ามีบุญหรือเปล่า ? ถ้าวาระของทานบารมีมาสนองยังไงมันก็ต้องได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นี่แกก็เล่นให้หวย งวดแรกก็ถูกกันไป พวกที่ไม่มั่นใจไม่ได้เล่นก็ แหม... อยากจะได้งวดต่อไป พอทุ่มลงไปไม่ถูกเลยสมน้ำหน้า! คุยกันเรื่องอะไร ? เรื่องกินข้าวเทวดาออกไปยันหวยชักจะไปไกล หลวงพ่อท่านห้ามให้หวย ไอ้ตอนที่ให้จริง ๆ มันเกิดจากโยมเยี่ยมแม่ครัวที่วัดที่ให้โยมเยี่ยมเพราะแกมีสัจจะ แกบอกว่าแกอยากได้เงินทำบุญเท่าไร ก็ให้แกไปแกจะมาขอก็ให้แกไปตัวเดียวแกก็ไปเล่นถูกทีหนึ่ง ๒๐๐ - ๒๐๐ มันไม่เยอะหรอก แต่แกได้ถวายสังฆทานแกก็พอใจ เดี๋ยวนี้พอสัก ๒ งวดขึ้นไป คนเริ่มสังเกตไอ้ยายนี่ถูกติดกันนี่หว่า งวดต่อไปมันก็ตาม อาตมาก็บรรลัย ( หัวเราะ) หลวงพ่อท่านบอกว่า รู้ ๆ อยู่ไปบอกเขามันก็เท่ากับไปปล้นเขา ท่านสั่งห้ามเลย ห้ามให้หวยแล้วห้ามบอกว่าคนตายแล้วไปไหน
ถ้าคนตายมันมาบอกเองนี่ อาตมาจะบอกต่อได้ แต่ถ้าคนตายแล้วมันไม่มานี่บอกไม่ได้หรอก ถ้าคนถามบอกไปเลยว่าไม่รู้ บางทีถ้าถวายสังฆทานอยู่เขามายืน บอกเองเลยว่าเขาตายแล้วเขาไปไหน
มีอยู่เที่ยวหนึ่งพวกออมสินเขามา คนหนึ่งถวายสังฆทานให้ผัว คนหนึ่งถวายสังฆทานให้พ่อ ตายแล้วทั้งคู่ ไอ้ผีก็มาในลักษณะมนุษย์ แก่งั่กมาเลย เอ.. เราก็ว่าต้องเป็นพ่อยายคนนี้แน่ ๆ เลยถามเขาบอกว่าพ่อหน้าตาอย่างนี้ใช่ไหม ? อีกคนบอกไม่ใช่นั่นผัวหนู (หัวเราะ) ใครจะไปรู้ว่าผัวมันแก่ขนาดนั้น แสดงว่าชาติที่แล้วเขาทำบุญด้วยดอกไม้เหี่ยว ไม่ใช่นะคะนั่นผัวหนู.... ว่างี้ ผัวเขาแก่งั่กเลยนะ เราก็ต้องคิดว่าเป็นพ่อของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่แล้ว มันมาแก่ขนาดนั้น ไอ้อย่างนั้นน่ะบอกได้เพราะเขามาเอง แต่ที่เดินมาถามดุ่ย ๆ เลย แล้วผีมันไม่โผล่มายืนยันเลยอันนี้บอกไม่ได้หรอก เพราะหลวงพ่อท่านห้ามไว้ ท่านบอกว่าการบอกว่าคนตายแล้วไปไหนมีแต่เสมอตัวกับขาดทุน ไม่มีกำไรเลย เพราะบางคนทำดีมาตลอดชีวิต แต่ลงนรกเพราะจิตสุดท้ายไปเกาะความเลวเข้า คนทำชั่วมาตลอดชีวิตจิตสุดท้ายเกาะความดีได้ไปสวรรค์ ถ้าไอ้คนทำความดีมาตลอดชีวิตแล้วลงนรก นี่ลูกหลานมันจะมีอารมณ์ทำความดีไหมล่ะ ? ขาดทุนย่อยยับใช่ไหมถ้าบอกเขา ท่านก็เลยสั่งห้าม ท่านบอกถ้าใครถามบอกให้ไปฝึกเอง
ออมสินสำนักงานใหญ่ คุณอัจฉรา ยะธิกุล สามี แหม... แก่เชียว ส่วนจริยา ทำบุญให้พ่อมันแต่งสีกากีมามีขีดด้วยนะ เอ๊ะ ! เราก็เอ๊ะมันชุดอะไรหน้าตาแปลก ๆ ไม่เคยรู้จักหรอกว่ามันชุดอะไร ก็ถามเขาพ่อเป็นข้าราชการด้วยเหรอ แต่งชุดแบบนี้มาเขาบอก....พ่อเขาเป็นสารวัตรกำนัน เออ...สารวัตรกำนันติดขีดด้วยเหมือนกันนะ ไม่เคยเห็นจริง ๆ นะ ของเรามันชินตากับชุดข้าราชการอำเภอหรือพวกครูอะไรอย่างนั้นใช่ไหม อยู่ ๆ ไปเจอในลักษณะนั้นมันแปลก ๆ ไม่เคยเห็นสารวัตรกำนันมันไม่น่าเชื่อว่าเขาจะให้แต่งเครื่องแบบด้วย เราก็นึกว่ากำนันอย่างเดียวให้แต่งเครื่องแบบ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 04:41 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : อย่างการที่เราจะอุทิศบุญกุศลให้เขาต้องเกี่ยวเนื่องกับเราหรือเปล่า ?
ตอบ : ถ้าหากว่าท่านมามันต้องเกี่ยวเนื่องกันอยู่แล้ว แล้วถ้าหาก ว่าถามใคร เรื่องอะไร หรือว่าขอการสงเคาระห์จากใคร ยึดองค์นั้นไว้เลย อย่าประเภทเปะปะมั่วไป ถ้ามั่วไปเมื่อไหร่โดยเฉพาะเรื่องการถามนี่เดี๋ยวโดน เพราะว่าโลกอื่นเขาไม่โกหกกัน เขาว่ากันตรงไปตรงมา ถ้าเราไปถามเปะปะ โดยเฉพาะปัญหาซ้ำซ้อนมันเท่ากับไม่เชื่อถือเขา เดี๋ยวเขาก็หลอกเอา ถามใครต้องถามองค์นั้นตลอด
ถาม : ......................
ตอบ : ถ้าสมาธิละเอียด ๆ นี้ ได้ยินเสียงตัวเองกรนนะ โดยเฉพาะตั้งแต่ปฐมฌานละเอียดขึ้นไปสติมันรู้อยู่ กรนก็ได้ยินเสียงตัวเองกรน
ถาม : หลวงพ่อหนูทำได้แล้ว
ตอบ : อือม์ ได้แล้วอย่าเพิ่งไปเชื่อมันนะ
ถาม : .......................
ตอบ : เพราะว่ากำลังใจของเรามันมีขึ้นมีลงเป็นปกติ ถ้าได้แล้วไปเชื่อว่ามันดีแล้วเดี๋ยวมันพังก็นั่งร้องไห้อีก ต้องระมัดระวังอยู่เสมอห้ามประมาท
ถาม : ปกติกำลังจะมีขึ้นมีลง ?
ตอบ : ถ้าขาดการทบทวนซ้อมไว้เสมอ ๆ ถ้ามันไม่ใช่อารมณ์ทรงตัวจริง ๆ มันจะเสื่อม
ถาม : ..............................
ตอบ : ถ้าหากว่าทำสมาธิสม่ำเสมอมันก็จะทรงตัวไป มันก็จะก้าวหน้าไป มันก็ไม่แน่ถ้าหากว่ากำลังใจยังเป็นโลกีย์อยู่ บางทีตัวอกุศลกรรมจะตัดมันก็พังเอาดื้อ ๆ ที่เขาเรียกสมาธิตก กำลังใจตก มันก็ฟุ้งซ่านไม่อยากจะทำความดี บางทีก็อยากจะชั่วให้มันสะใจ ทำนองนั้น ฟังว่าเขาทำได้แล้วเราก็โมทนานะ ถ้าเขาพังเมื่อไหร่เราก็คอยประคองไว้แล้วกัน
ถาม : .......( ไม่ได้ยิน)........ถ้าเกิดปัญญายอมรับกันมันก็จะไม่เสื่อม ?
ตอบ : ถ้าวิปัสสนาญาณนี้จะไม่เสื่อม สภาพจิตยอมรับแล้วมันรับเลย
ถาม : ถึงแม้บางครั้งยอมรับแล้วคือหมายถึงว่าเจอยังไง ?
ตอบ : มันจะไม่คัดค้าน มันจะไม่คัดค้านอีก บอกมันว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรานี่มันเชื่อเลย .....( ไม่ได้ยิน)...เป็นไงทิพย์มีอะไรไหม ? รอจนกว่าเขาจะมาใช่ไหม ? เอาเหอะ... รักยาวให้บั่นรักสั้นให้ต่อ ของพรรค์นี้ถ้าต่อเมื่อไหร่ อนาคตมันจู๋มันก็เลยสั้น ก็อย่างทิดฉัตรไง เขาก็คิดว่า เออ.. มันน่าจะทำได้แล้วไง... ท่านนั่งกลุ้มอยู่เรื่องเล็กเรื่องน้อยอะไรบางอย่างมันก็กระทบกระทั่งกันได้ จริง ๆ แล้วมันน่ากลัว คนมีครอบครัวแล้วโอกาสที่จะดีมันยิ่งกว่าแทงหวยหวังรางวัลที่หนึ่ง คู่ที่เรามันเหมาะสมกันแท้ ๆ เลยบางทีตัววาระกรรมมันเข้ามาก็ทำให้เข้าใจผิดกัน ทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะฉะนั้นการมีครอบครัวนี่สำหรับใครไม่ทราบ แต่สำหรับอาตมานี้รู้สึกว่ามันน่ากลัวมากเลย
ถาม : แล้วมันเป็นทุกคู่ ?
ตอบ : มันก็มี ใช่ไหม ? แต่ว่าโอกาสที่วาระกรรมมันเข้ามาสนอง เมื่อโอกาสที่จะทะเลาะกันบ้านแตกก็มีเยอะ เนื้อคู่ที่ศีลเสมอกัน ทางเสมอกันปัญญาเสมอกัน มันหายาก พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าบุคคลที่จะครองสุขกันอยู่ต้อง ทานเสมอกัน ศีลเสมอกัน ปัญญาเสมอกัน แบบนี้ วันนี้คุณทรงยศ เขามาเขาปรารถว่า สมัยหลวงพ่ออยู่พาภรรยาไปนะ ภรรยาเขาประเภทที่เรียกว่าไม่ชอบเอาเลย ถึงขนาดคัดค้านกันเลย ก็ตัวเองเคารพหลวงพ่อภรรยาคัดค้านก็เลยทะเลาะกัน จนกระทั่งทุกวันนี้พอรู้ว่าไปวัดก็บ่น ๆ ด่า ๆ ไปเลย แบบนี้ศีลไม่เสมอกัน ปัญญาไม่เสมอกัน ลำบาก
ถาม : หลวงพ่อคะ ปัญญามีอยู่ทางเดียวเหรอคะ ?
ตอบ : ทางโลก ทางธรรม ก็ได้ ให้มันเสมอกันก็แล้วกัน ปัญญาทรงโลกมันก็น่าจะมีนะ รู้ว่าสามีเราชอบอย่างนั้นเราก็อย่าไปคัดค้านสิ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของครอบครัวก็คล้อย ๆ ตามไปบ้าง พอถึงเวลาเรื่องที่เราชอบเขาก็คล้อยตามมาได้นี่ มันไม่จำเป็นต้องปัญญาทางธรรมก็น่าจะมองเห็น
ถาม : แล้วอย่างนี้คนที่เขาแต่งงาน แล้วถ้าเขาต้องทำบุญกันเยอะ ๆ
ตอบ : ก็โอกาสดีขึ้นก็มี แต่อย่าเผลอนะ มันไม่ได้ทำบุญมาตลอดช่วงบาปมันมี ถ้าวาระบุญมันสะดุดลงด้วยเหตุใดก็ตาม โอกาสที่บาปมันแทรกมันมี ต้องทำสม่ำเสมอต่อเนื่องไปเรื่อยอย่าเผลอเปิดช่องให้เขา เปิดช่องเมื่อไหร่นี่เจ้าหนี้มาเพียบ มันรายเดียวยังพอจ่ายให้มัน มันมาเยอะเลย แต่สังเกตว่าบางคนพอถึงช่วงตกอะไร ๆ ที่มันไม่ดีมันนะรุมมะตุ้มกันมาเต็มไปหมด ก็คือเขารุมทวงกันทีเดียว มันหนีมานานแล้วไม่ได้เงินต้นเอาดอกก็ยังดี
ถาม : แล้วพวกที่เข้าวัดบ่อย ๆ ก็ยังมีอยู่ ?
ตอบ : มันไปทะเลาะกันหน้าหลวงพ่อก็มี อย่างคู่ที่ชัดที่สุดพี่สาวกับพี่เขย (ของคนถาม) นั่นนะเข้าวัดด้วยกันทั้งคู่ แล้วเสร็จแล้วดูสิว่าเขามีความสุขไหมตอนนี้
ถาม : ........................
ตอบ : มันไม่ตีกันต่อหน้าหลวงพ่อ แต่ว่ายังไงเขาก็ประเภทขัดคอกันอยู่เรื่อย ๆ เสร็จแล้วปรากฏว่าตัวพี่เขยของเจ๊หลิน เขาคนที่ทุ่มเทที่สุดตอนนี้ยังไม่ได้อะไร แต่คนที่พี่สาวที่เจ็บช้ำน้ำใจอยู่ตลอดเวลาจากการกระทำของพี่เขยไปนิพพานแล้วจ้ะ เห็นทุกข์มากกว่า (หัวเราะ)
ถาม : หลวงพ่อท่าน..........
ตอบ : จริง ๆ ก็คือพี่เขยเขามาก่อน เขาไม่อยากจะแต่งงาน แต่ทีนี้ลูกผู้ชาย... คนจีนด้วยไง เสียพ่อแม่บังคับไม่ได้ แต่งแล้วก็ว่าเจ๊เขาว่าเป็นมารมาขวางความดีเขา ไป ๆ มา ๆ มารกลับอยู่นิพพาน แต่พระยังไม่ได้ไปไหน ( หัวเราะ) ตอนเป็นฆราวาสหัวเราะซะไม่มี มันก็ไม่มีเรื่องอะไรนอกจากเรื่องของพี่เขยเขาอย่างเดียว
ถาม : แล้วเมื่อวานตัดสินใจกันไม่ถูกเหรอคะ ?
ตอบ : เขาวางกันไม่ถูก ของเขานั้นมันเกินแต่ของเจ๊ประภา เขาพอดี ระยะหลัง ๆ นี้ถ้าคุยกันถึงเรื่องนี้นึกถึงแกเมื่อไหร่แกนั่งหัวเราะอยู่ข้างบน อั๊วสบายแล้ว... ปล่อยมัน (หัวเราะ)
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 04:41 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : (ไม่มีเสียง)
ตอบ : คุณสุวิทย์เขาค่อนข้างจะขวางโลก เขาเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำน่ะดีแล้วถูกแล้ว การกระทำที่มันดีจริง ๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญ มันต้องสายกลางโลกไม่ช้ำธรรมไม่เสีย ไอ้นี่ประเภทโลกช้ำไปทั้งแถบเลย แต่งงานไปแล้วแยกห้องนอนเลย ต่างคนต่างอยู่แต่งเอาใจพ่อแม่ คนจีนอยากได้ทายาทสืบสกุล ในเมื่อมันไม่ท้องสักที มันไม่ใช่ปลากัดนี่มองหน้ากันมันจะไปท้อง ก็ด่าใครมันก็ด่าลูกสะใภ้น่ะสิ เจ๊แกเจ็บช้ำน้ำใจอยู่ทุกวัน ไปหาหลวงพ่อกูก็ได้วะ ก็ไป ปรากฏว่าได้ตัวคนที่ทุกข์มานี่มันเห็นธรรมง่ายกว่า สบาย
เรื่องของธรรมมะมันเป็นสากล ใครก็ตามที่เห็นตัวทุกข์ก็เห็นธรรมเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้ารับไปปฎิบัติต่อเนื่องไปอารมณ์ทรงตัวมันก็ได้เลย ส่วนใหญ่พวกเรามันจะเห็นเป็นพัก ๆ ถ้าทุกข์มาก ๆ ขึ้นมากำลังใจดีหน่อย พอความทุกข์เลยไปก็เริ่มเละใหม่ มันทำไม่ต่อเนื่อง การปฎิบัติทุกอย่างทั้งทางโลก ทรงธรรมถ้าขาดการต่อเนื่องผลงานจะไม่ดีโดยเฉพาะเรื่องของทางธรรม ถ้าขาดการต่อเนื่องกำลังของอกุศลกรรมมันแทรกได้เมื่อไหร่นี่ตีคืนยากแล้ว เหนื่อยสาหัสเลย
ลองดูเถอะหลายต่อหลายคนที่ต้องทิ้งกำลังใจมันขาดช่วงจากความดีไป กว่าจะตะกายให้มันกลับมาดีเท่าเดิมให้นี่ ก็สาหัสแล้วไม่ต้องไปหวังดีกว่าเดิมหรอก มันปล่อยให้ลอยตามน้ำมาเยอะแล้ว มันต้องว่ายตามน้ำขึ้นมา มันเหนื่อยแค่ไหนล่ะ ? เพราะฉะนั้นต้องทำให้ต่อเนื่อง
คุยกับคุณทรงยศ เมื่อเช้าถึงได้บอกว่าของเรานี่มันโชคดี บังเอิญว่ามันหนีไปอยู่สม่ำเสมอ ต่อให้คนมันด่าแค่ไหน ถ้าเราจะทำก็ทำของเราไปเรื่อย โดยเฉพาะตอนเป็นนักเรียนทหาร เวลามันน้อยมากเลยตื่นตีห้านอนสามทุ่ม สี่ทุ่มปลุกไปฝึกนอนสีสองตีสามเราต้องลุกมาภาวนา เรารู้ว่าสิ่งที่หลวงพ่อสอนน่ะดี เราต้องทำให้ต่อเนื่องเข้าไว้ อารมณ์ใจมันถึงได้ทรงตัว คุณทรงยศ เขาปรารภว่าระยะนี้กำลังเขาแย่มาก ก่อนหน้านี้เมียบ่นไม่โกรธ ตอนนี้โกรธตั้งแต่ไม่ทันจะบ่นแล้วล่ะ
ถาม : ..........(ฟังไม่ชัด)..........
ตอบ : ไม่เป็นไรหรอกกินเยอะมันก็หลับเป็นธรรมดา เลือดมันไปเลี้ยงกระเพาะนี่ เลือดมันลงไปที่กระเพาะเพื่อไปย่อยอาหารมันทำให้เลือดที่เลี้ยงสมองน้อย มันจะทำให้ซึมหลับ เดี๋ยวพอมันย่อยหมดเดี๋ยวก็ตาใส กินใหม่
ถาม : ฝึกกรรมฐานในทางพุทธ มันมีอะไรเกี่ยวข้องกับสัตว์เดรัจฉานมั้ย ? เขาบอกเขามีคนหนึ่งเขาเปิด...(ฟังไม่ชัด ) ... อีท่าไหนเขาบอกเขาถอดจิตมาเป็นเสือดาว เอ้ย ! เป็นเสือดำอะไรสักอย่างที่เขาบอกแปลก ๆ อยู่นะ
ตอบ : พวกนั้นไม่แน่เหมือนกัน เพราะว่าทางด้านเขมรเขาก็มี ปัจจุบันนี้ยังมีอยู่นะ แต่ไม่แน่ว่าท่านไปไหนแล้ว ทางด้านเหนือมีครูบาอยู่องค์หนึ่ง เรียนวิชาจากเขมร หัวใจเสือสมิงเหมือนกัน ขึ้น ๑๔ ค่ำ ขึ้น ๑๕ ค่ำกับแรม ๑ ค่ำ ๓ วัน เขากลายเป็นเสือ เพราะฉะนั้นครูบาองค์นี้ท่านต้องหนีไปอยู่ไกล ๆ ตามถ้ำตามอะไร ห่าง ๆ หมู่บ้านหน่อย คือพอชาวบ้านเขารู้ว่าอยู่ตรงนั้น ๆ เขาก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่ถ้าหากว่าจะถึง ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๑ ค่ำ นี่ต้องหนีก่อนกลัวว่าปุ๊บปั๊บเป็นขึ้นมาเดี๋ยวไปทำร้ายชาวบ้านเขา
ถาม : แล้วเขาบังคับตัวไม่ได้ ?
ตอบ : บังคับไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นนี่ จิตใจมันก็เป็นสัตว์ไปเลยล่ะมันต้องหากินตามแบบของเขาไปเลย
ถาม : ก็เขาเป็นสัตว์แล้ว เขารู้มั้ยว่าเขาเป็นคนมาก่อน ?
ตอบ : ไม่ เขาบอกว่าความรู้สึกมันไม่มีเลย มันเป็นความรู้สึกของสัตว์เดรัจฉาน หิวขึ้นมาก็ล่าเลยอย่างนั้น เขาบอกว่าเขาเองเขาคิดผิดที่ไปเรียนวิชาพวกนี้ไว้ มันกลายเป็นสัตว์เดรัจฉานวิชาอันตรายมาก เลิกไม่ได้ ใช่มั้ย ?
ถาม : เลิกไม่ได้มันติดตัวไปเลย อันนั้นน่ะอาจจะเป็น ก็มันมี ๒ อย่าง คือ พวกที่ฝึกวิชานี้มาเกี่ยวกับน้ำมันเสือสมิง หัวใจเสือสมิงอะไรพวกนั้น มันสามารถแปลงเป็นเสือได้
ตอบ : เพราะว่าเห็นเขาบอกว่า ตั้งแต่เจอมานะ คิดว่าไม่.....( ฟังไม่ชัด)...ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสัตว์เดรัจฉานนะตั้งแต่เห็นมา
ถาม : ก็ ที่มีอยู่เหมือนกัน หลวงปู่ปาน หลวงปู่จง หลวงปู่จาด แปลงร่างเป็นเสือไปทดสอบกำลังใจหลวงพ่ออย่างนี้ทำได้
ตอบ : แต่ที่ฝึกปฎิบัติมัน.......
ถาม : ไอ้ฝึกปฎิบัติให้เป็นอย่างนั้น มันไม่ใช่แน่
ตอบ : ......(ฟังไม่ชัด)........ ว่ามันไม่ใช่ก็เลยบอกเขาบอกว่าเคยเห็นนะ เขาบอกเนี่ยเขาเปิดหนังสือให้ดู เขาบอกเหรอแต่เราไม่เคยเห็น
ถาม : บอกเขาว่าระวังไว้ อันนั้นถ้าหากว่าฆ่าคน ไม่สามารถกลับคืนเป็นคนได้อีกเลย กลายเป็นสัตว์ตลอด
ตอบ : เขาบอกว่าอะไรนะ ปู่หรืออะไรคนเนี้ย เขาบอกเขาถอดจิตเป็นเสือได้ เขาบังคับวิ่งไปวิ่งมาได้ แต่....(ฟังไม่ชัด)....เขาไม่เห็น
ถาม : ทางใต้เนี่ย ....(ฟังไม่ชัด) ... เคยได้ยินไหมเรื่องของตาหลวงรอด ตาหลวงเดช ปัจจุบันนี้จะเป็นเจ้าที่ที่มีชื่อเสียงมาก จำไม่ได้อยู่แถวนครหรืออะไร นั่นก็ฝึกวิชานี้แหละ แล้วก็กลายเป็นเสือไป คราวนี้ตาหลวงรอดนี่พอรู้ตัวว่าตัวเองจะเป็นเสือ ก็ออกไปปลูกกระต๊อบอยู่ในป่าให้ลูกสาวไปส่งอาหาร พอถึงเวลาลูกสาวเรียกก็ เออ ๆ วางไว้นั้นแหละ จนกระทั่งวันหนึ่งลูกสาวทนคิดถึงพ่อไม่ไหว เป็นเดือนเป็นปีไม่เห็นหน้าเลย พ่อเอื้อมมือมารับของสักหน่อยก็ยังดี เอื้อมมือออกมาเป็นเล็บเสือ
ถาม : แต่พูดภาษาคน ?
ตอบ : ยังประเภทที่เรียกว่า แกยังรักษาสติสัมปชัญญะของคนอยู่ได้ ก็คงจะเป็นลักษณะว่ามันยังมีส่วนของร่างกายที่เป็นคนอยู่
ถาม : แล้วของแกนี่แปลงร่างเฉพาะวัน หรือ...( ฟังไม่ชัด)....?
ตอบ : ก็คงจะเป็นตลอด ก็ฝรั่งเขาที่ก่อนหน้านี้ทาง ....( เสียหาย).... พรานฝรั่งเขียนเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องคนกลายเป็นเสือสมิงนี่แหละ พวกข้าหลวงอังกฤษที่สมัยก่อนปกครองมาลายูอยู่ เขาบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่ามีคนที่สามารถกลายร่างเป็นเสือได้
ตอบ : พวกอิสลามเขาฝึกวิชาพวกนี้อยู่ เขาบอกว่ามีเสือเข้ามากินวัวชาวบ้านอยู่เรื่อยแล้วมันฉลาดเหมือนคน ไม่ว่าจะติดกับดักล่าอีท่าไหนก็ตามมันหลบหลีกได้หมด แล้วเอาวัวไปกินประจำเลยข้าหลวงอังกฤษนี่แกก็เลยรับอาสาไป อาวุธแกดีด้วย แกก็ไปซุ่มอยู่ในกระต๊อบ ตรงกระต๊อบมันมีหน้าต่างมองออกไปมันจะเห็นวัวที่ผูกเอาไว้ ปรากฏว่าพอได้ยินเสียงวัวดิ้นแกก็ส่องไฟไป แกบอกว่าแกเห็นชาวอิสลามคนหนึ่งนะ เล็บเป็นเสือตัวมีลายเสือแต่ว่าร่างยังเป็นของคนอยู่ แล้วก็เขี้ยวยาวมากเลย กำลังตะปบกัดวัวอยู่ พอแกส่องไฟไปก็หันมาประประเภทว่าคงร้องด้วยความโกรธ เลยเห็นชัด ๆ ว่าหน้าเป็นคนอยู่แต่ว่าส่วนอื่น ๆ เป็นเสือแล้ว แล้วเขาก็กระโดดเข้าป่าหายไปไม่ทันยิง มัวแต่ตะลึงอยู่
แล้วมาตอนหลังพอเอาวัวไปดักในป่ายิงได้นั้นเป็นเสือทั้งตัวอยู่แล้วเลยไม่มั่นใจว่าเป็นคนคนนั้นหรือเปล่า แต่ว่าเขาบอกว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เสือที่อาละวาดกินวัวตัวนั้นก็หายไป มันอาจจะรู้ตัวแล้วมันหลบไปอยู่ที่อื่น หรือว่ามันโดนยิงตายไปจริง ๆ ก็ไม่รู้
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 04:42 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ถ้าเกิดว่าเขายิงได้ตอนกำลังครึ่งคนครึ่งเสือเนี่ย พอเขาตายไปแล้ว เขาจะเป็นของสภาพไหน ?
ตอบ : ก็อย่างคุณสังคีตเขาเล่าให้ฟัง นั่นทางเหนือ แม้ว ครอบครัวหนึ่งพอตัวตายนี่รีบเอาไปฝังเลย ไม่มีการจัดงานศพ ไม่มีการอะไรเลย ปกติพวกแม้วเขาจัดงานศพหลายวัน ลักษณะคนจีน ไปฝัง เสร็จแล้ว แม้ว ๒ แม่ลูกก็อพยพไปอยู่ที่อื่น
หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีเสืออาละวาดไปกินสัตว์เลี้ยงชาวบ้านเขา เขาตามลอยไป ก็ไปถึงหลุมศพแม้วนั่นน่ะ แล้วมันมีรอยกว้างชนิดที่ว่าคนมุดเข้าไปได้อยู่ เขาเลยเอาหน้าไม้ผูดเชือกยิงเข้าไป พอชักเข้ามามันมีเลือดติด แต่ว่ามันไม่มีเสียงเสือไม่มีอะไร เลยพร้อมใจกันขุดขึ้นมา ปรากฏว่าไอ้นั่นมันเป็นคน แม้วคนนั้นแหละแต่ว่ามือเท้าเป็นเสืออยู่ แล้วยังมีหางอยู่หน่อยหนึ่ง เขาก็เลยช่วยกันเผาทิ้งไปเลย
ถาม : อ้าว แล้วตายมันตายยังไม่รู้เลยตายจริงหรือตายปลอม ?
ตอบ : ก็ แสดงว่าตัวเมียเขาต้องรู้อยู่แล้วว่าผัวมีสภาพอย่างนี้ พอตายปุ๊บเขารีบฝังไปเลย
ถาม : แต่ตอนนั้นที่ตายจริงน่ะสิ
ตอบ : ตายแล้วร่างคนน่ะตายแต่พวกได้มหิทธิกาเปรต หรือไม่ก็กาลกัญจิกอสุรกาย มันแฝงร่างหากินต่อ อันตรายเหมือนกัน เรื่องโลกจิณไตย ถ้าหากว่าพูด ๆ ไปนี่ก็ประสาทกินเหมือนกัน มันไม่น่าจะเป็นไปได้แต่มันก็เป็นไปได้ อจิณไตย พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ควรคิดไม่ควรไปหาเหตุผล ผู้ใดคิดพึงมีส่วนของความเป็นบ้า มันเสียเวลากับการปฎิบัติ
ถาม : เรื่องของอะไรที่มันแปลก ๆ ไม่สามารถเจอได้ในโลกเนี่ย
ตอบ : เยอะ
ถาม : มันมีเยอะมากเลย ?
ตอบ : กรรมวิบาก โลกจิณไตย มันสารพัดสารเพเลย วิบากกรรม ถ้าทำเอาไว้มันปรุงแต่งออกไปพิลึกพิลั่น พิสดารกว่าที่เราคิดเยอะ ได้ดูไอ้นั่นไหมล่ะ ? หมาตัวหนึ่ง หูมันเหมือนหมี หูมันกลม ๆ แล้วก็หางเป็กระรอก อย่างกับหมาตุ๊กตาเลย
ถาม : มีจริง ๆ ?
ตอบ : มีจริง ๆ เขาเจอมัน เจ้าของน่ะเจอ เป็นหมาที่เรียกว่า จรจัดเห็นมันโทรมมาก ขับรถไปเจอก็เลยอุ้มขึ้นรถมารักษา จนกระทั่งหาย ขนสวยขึ้นมา ถึงไปเห็นว่ามันน่ารักขนาดนั้น หูมันกลม ๆ กลมบ๊องเลย แล้วก็หางเหมือนกระรอกแต่มันเป็นหมา เขาบอกว่ามันน่าจะมีเชื้อสายของพันธ์อะไรก็ไม่รู้ ที่เป็นหมาเล็ก ๆ
ถาม : เชื่อแม่มันเป็นชู้กับกระรอก (หัวเราะ)
ตอบ : เสร็จแล้วเขาเอาไปไว้ในกองตุ๊กตาแล้วถ่ายรูปมา คนบอกไม่ได้ว่าตัวไหนเป็นตัวหมาตัวไหนเป็นตุ๊กตา เอาลักษณะส่วนหัวมันเหมือนตุ๊กตาหมี แต่หางมันเป็นกระรอก
ถาม : แปลว่ากรรมพันธุ์เหรอ ?
ตอบ : ใจมันจะต้องไปฝังอยู่ ไอ้แม่หมาตันนั้นมันต้องฟุ้งซ่านถึงหมีหรือกระรอกตอนคลอดลูก (หัวเราะ)
ถาม : ดีนะเขาไม่จับมันไปดอง
ตอบ : ก็มันยังเป็น ๆ อยู่นี่ถ้าตายมันคงโดนผ่าพิสูจน์แน่เลย แต่ความจริงมันพิสูจน์ พวกยีนส์ พวก DNA อะไรมันน่าจะรู้ว่ามันเป็นอะไรแน่นะ
ถาม : นักวิทยาศาสตร์ก็คงตามอะไรไม่ทันหรอกค่ะ
ตอบ : จะไปตามทันอะไร มนุษย์หิมะมันยังหาไม่เจอเลย ทั้ง ๆ ที่ว่ามีเป็นฝูง
ถาม : เขาหาไม่เจอเพราะว่าพวกนี้เขาหนี หรือว่าไปไม่ถูกกัน ?
ตอบ : เขาไปไม่ถึง พวกนี้เขาจะอยู่อย่างของทิเบต เขาจะอยู่แถวปากปล่องภูเขาไฟเก่า มันจะมีความร้อนเหลืออยู่ ทั้ง ๆ ที่รอบข้างเป็นทุ่งหิมะไกลสุดลูกหูลูกตา แต่บริเวณนั้นจะเป็นบริเวณอบอุ่น แล้วถ้าพวกผลไม้พวกต้นไม้ขึ้นงามมากเลย
พวกพระทิเบตที่เขาศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรเขาจะรู้เพราะว่าเขาไปเก็บสมุนไพรบ่อย แล้วพวกนี้ เขาก็คบกับคนอย่างลักษณะว่าผูกมิตรดี อาจจะเป็นพวกพระมีความเมตตาอยู่เป็นปกติหรือยังไงไม่รู้ ถึงเวลาไป บางทีสมุนไพรมันเก็บยาก มันอยู่ทางปากเหว หมิ่นแหม่ พวกนี้เขาปีนคล่องกว่าเขาก็เก็บให้ เขารู้ว่าจะเอาประเภทไปจิ้ม ๆ ชี้ ๆ ใบ้ไปใบ้มาเดี๋ยวเขาก็เก็บมาให้
ถาม : เขาคงแปลกใจที่มีพระไปเก็บ ไม่มีพระไปเก็บนานแล้วนะ
ตอบ : พระเขาก็ไปกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ว่าเขาเองเขาก็คล้าย ๆ กับว่ามันไม่มีหน้าที่ไปเล่าให้ใครฟัง ยกเว้นว่าเออ ไปถามตรงตัวก็แล้วไปถ้าไม่ตรงตัวเขาก็ไม่ไปนั่งโพนทะนาหรอก
ถาม : มีสักกี่องค์ที่จะกล้าเขียนแบบ ลืมชื่อไปแล้ว ท่านอะไร ?
ตอบ : ล็อบซัง ลัมปา หนังสือเล่มนั้นอ่านตั้งแต่ป. ๒ นะ แล้วแปลใหม่ ๆ นี่ เป็นอะไร The??third?eyes?ตาที่ ๓ มาไอ้ชุดใหม่มันแปลเป็นอะไร โอมมณีปัทเมหุม ใช่ไหม ? เล่มเดียวกันเลย นั่นอ่านตั้งแต่ ป. ๒ ในสมัยที่ตะลุยอ่านหนังสือให้หมดทั้งห้องสมุดน่ะไปเจอเข้า
ถาม : วัฒนธรรมพวกนี้ ยังมีเหลืออยู่มั้ยที่ทิเบต เขาเขียนว่าตำรายาเขาดีพวกนี้
ตอบ : วิทยาการพวกนี้มันก็สืบทอดมาเรื่อย แต่ว่ามันเสื่อมไปตามยุคตามสมัยเพราะคนที่จะศึกษารู้จริงมันน้อยไง
ถาม : เพราะว่าคนทำตามที่ ๓ ได้ มันมีแค่บางคนเองมั้ง อยากเห็นของจริงจะเป็นยังไง คงเป็นเหมือนแผลเป็นแน่เลย
ตอบ : ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ฟังดูวิธีการแล้วมันหวาดเสียว เขาสร้างดวงตาที่ ๓ ด้วยการเอาสว่านไชตรงหน้าผากเข้าไปถึงไอ้โพรงอากาศอะไร โพรงไซนัสมันน่ะ เสร็จแล้วก็ฝังสมุนไพร
ถาม : ..........(ฟังไม่ชัด).........
ตอบ : ก็ไทยมหารัฐประเทศของเราก็จะเริ่มกว้างขึ้น
ถาม : เป็นระบบสาธารณรัฐ ....(ฟังไม่ชัด)....
ตอบ : ก็แล้วแต่ว่าเราจะปกครองระบบไหนล่ะ เกิดมีใครเขามาพึ่งพิงขอร่วมไพบูลย์ด้วยก็รับเขาเอาไว้ก็แล้วกัน ประเทศจะใหญ่ขึ้นเรื่อยไหม ? โกหกมั้ง ? กัดฟันอยู่อีกสัก ๒ รัชกาล เดี๋ยวก็ได้เห็นเอง คนอื่น ๆ เขายังอยู่ได้ตั้ง ๔ แผ่นดินเนอะ แต่ถ้ามันอยู่แผ่นดินรัชกาลที่ ๕ นี่แผ่นดินเดียวก็ปางตายแล้ว ๕๐ กว่าปี (หัวเราะ) ที่พูดถึงรัชกาลที่ ๙ เผลอไป รัชกาลที่ ๕ นั่นเท่าไร ๔๒ ปี
ถาม : รัชกาลที่ ๙ นี่น่าจะ ๖๐
ตอบ : ก็กำลังลุ้นอยู่ให้ท่านอายุถึง ๘๓ ปี ก็เท่ากับว่าท่านต้องครองราชย์เท่าไหร่ล่ะ ? ๖๔ ปี เพราะท่านครองตั้งแต่อายุ ๑๙ นี่
ถาม : ไม่มีใครลบสถิติได้
ตอบ : ก็ไม่แน่เหมือนกัน สมัยพระบรมไตรโลกนาถเท่าไหร่ ? ๓๐ ปี ใช่ใหม ? รัชกาลที่ ๕ ท่านก็ลบสถิติไป พอรัชกาลที่ ๕ ท่านครอง ๔๒ ปี ใคร ๆ ก็ไม่มีคนลบสถิติได้ รัชกาลที่ ๙ ท่านก็ลบได้ อย่าลืมนะบางช่วงนี่คนจะอายุยืนมากนะ บางช่วงก็อายุเป็นหมื่นปีอย่างนี้น่าจะทำลายได้
ถาม : ก็คงไม่ใช่ในอีก ๒ รัชกาล
ตอบ : ก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ว่าราชวงศ์จักรีของเรานี่มีเป็นร้อยรัชกาลไม่ต้องห่วง
ถาม : อ๋อ จะมีเป็นร้อยเหรอคะ ?
ตอบ : มีเป็นร้อยรัชกาลเลย
ถาม : แล้วอีก ๒ รัชกาลนี่สักกี่ปี ?
ตอบ : อันนี้เป็นนิทานโกหก ถ้าใครอยากรู้ว่าจริงไหม ต้องอยู่ดูสิว่าจะมีเป็นร้อยรัชกาลจริงหรือเปล่า
ถาม : แล้วจะสืบต่อยังไง ?
ตอบ : ถึงเวลาก็รู้เองแหละ ก็อย่าไปกังวลสิ
ถาม : อยุธยานี่มีกี่รัชกาลคะ
ตอบ : อยุธยามี ๓๓ มั้ง ๔๐๐ กว่าปีใช่มั้ย ๔๑๗ ปี
ถาม : จะมีตั้งหลายราชวงศ์อยุธยา
ตอบ : ราชวงศ์ปราสาททอง ราชวงศ์สุวรรณภูมิ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ก็อย่างพระเจ้าทองล้น ๗ วันเอง พระยอดฟ้ากี่ปีเอง ไม่ถึงปีมั้ง ที่โดนขุนบรมวงศาธิราช จับปลงพระชนม์ แล้วแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ มาว่าราชการแทน ไอ้คำว่าแม่ยั่วเมืองน่ะ สมัยก่อนมันมาจากคำว่า แม่อยู่หัวเมือง แล้วเสร็จแล้วมันก็เลยกร่อนลงมาเหลือแค่แม่หยั่วเมือง ไอ้สมัยใหม่มันอ่านเป็นแม่ยั่วเมือง กลายเป็นไม่ดี สมัยก่อนเขาหมายถึงผู้หญิงที่ครองเมือง
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 04:43 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ถาม : ประวัติศาสตร์จีนอย่าง บูเช็กเทียนนี่ เขาครองราชย์ความสามารถในการครองประเทศเป็นยังไงบ้าง ?
ตอบ : มหาเสนาบดีเก่ง
ถาม : เป็นเพราะว่ามีคนดีหรือว่าไม่ใช่ความสามารถส่วนตัว
ตอบ : ก็ต้องใช้คำว่านายกรัฐมนตรีดี ก็คือว่า เต๊กยิ่นเกี๊ยดนี่ เขาจะเป็นคนที่ซื่อสัตย์มาก ซื่อสัตย์แล้วตรงไปตรงมา ขนาดจักรพรรดิณีท่านเกรงใจ จนกระทั่งมีอยู่ช่วงหนึ่ง อย่างของเต๊กยิ่นเกี๊ยดนี่มันจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด
เรื่องเกี่ยวกับอธิษฐานบารมี เต๊กยิ่นเกี๊ยด เขาจะโดนประหารชีวิต ก็อธิษฐานว่าถ้าเขาไม่ผิด ขอให้พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก มันจะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ มันจะเกิดเป็น มิราจภาพลวงตา หรือบังเอิญมันจะมีฝนอะไรตกทางด้านนู้นแล้วมันจะสะท้อนเงาพระอาทิตย์ อะไรก็ตามก็ไม่รู้แต่พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก เขาก็เลยต้องปล่อยขนาดธรรมชาติช่วยขนาดนั้นน่ะ เพราะฉะนั้นไอ้เรื่องอธิษฐานบารมีนี่ล้อเล่นไม่ได้นะ บุคคลที่กำลังบารมีเขาถึงนี่ เขาทำได้จริง ๆ
ถาม : ขออะไรก็จะได้ ?
ตอบ : ขออะไรก็เป็นไปตามนั้น แต่ว่ามันจะต้องไม่ใช่เรื่องของผิดศีลผิดธรรม เขาซื่อสัตย์มาตลอด ไม่เคยทำผิดเลย จนกระทั่งตอนหลังได้แต่งตั้งเป็นมหาเสนาบดี บูเช็กเทียน นี่เขาเป็นคนที่ใช้คนเป็น นอกจากท่านจะมีความสามารถ ในการปกครองแล้วยังใช้คนเป็น คนไปตำหนิท่านว่าผัวเยอะ แต่ว่าไม่เข้าใจความคิดของท่าน ท่านเห็นว่าฮ่องเต้ยังมีนางสนมตั้ง ๓,๐๐๐ น่ะ ท่านเอง ก็เท่ากับว่าเป็นฮ่องเต้ผู้หญิง มันก็ต้องมีบ้าง ท่านก็เลยคัดผู้ชายไปเป็นสนมเหมือนกัน
คนสมัยใหม่นี่มันเล่นเอาศีลธรรมจรรยาของสมัยนี้ไปวัดเขา มันจะไปอะไรได้ล่ะ ของเขา เขาก็แสดงออกถึงพระราชอำนาจ ซึ่งความยิ่งใหญ่ของท่านใช่ไหม ? ท่านก็ทำเป็นปกติ อย่าลืมว่าแผ่นดินสมัยบูเช็กเทียนนี่ จีนนี่เจริญรุ่งเรืองมากเลยนะ ขนาดต่างประเทศยอมรับ เขาไม่เก่งจริงเขาคงทำไม่ได้หรอก แล้วอีกอย่างนี่มหาเสนาบดีดีด้วย ซื่อสัตย์มาก ตรงไปตรงมาทุกอย่าง เชื้อพระวงศ์ทำผิดยังโดนลงโทษเท่ากับคนสามัญนะ แล้วโดยเฉพาะมันมีอยู่รายหนึ่ง เป็นนักบวชแล้วก็เป็นชู้ลับ ๆ กับบรรดาผู้มีอำนาจ แล้วไม่สามารถที่จะไปปิดบังความชั่วของตัวเองได้ก็แอบจับผู้หญิงที่ไปทำบุญไหว้พระที่วัดของตัวเองไปขังห้องใต้ดินไปข่มขืน
พอท่านสอบสวนไปถึง สั่งประหารเลยไม่เกรงใจ เป็นเราสมัยนี้กล้าแตะมั้ยล่ะ ? พอบอกสมบัติบิ๊กจ๊อดนี่ไม่มีใครกล้าหือ .....(หัวเราะ) ของเขาตรงไปตรงมาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก
ถ้าใครอยากรู้รายละเอียดต้องอ่านในเรื่องบูเช็กเทียน หรือไม่ก็อ่านประวัติศาสตร์จีนทีละช่วงก็ได้ อย่าง น่ำซ้อง ปักซ้อง ตังฮั่น ไซฮั่นหรือว่า ซ้องกั๋ง อะไรพวกนั้น ซ้องกั๋งนี่มันเกี่ยวกับ ๑๐๘ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน ต้นราชวงศ์ซ้อง ก็ยังแบ่งออกเป็นราชวงศ์ซ้องฝ่ายเหนือ ราชวงศ์ซ้องฝ่ายใต้มีการย้ายราชธานี ตั๋งฮั่น ไซฮั่น ก็ประเภทตะวันออกตะวันตกของคนจีนเขาสืบทอดมาหลาย ๆ พันปี
ถาม : แล้วจะกลับไปสู่ระบบจักรพรรดิอีกทีรึเปล่าครับ ?
ตอบ : ก็ต้องลองดู ถ้าอยู่ถึง อย่างสมัยของเหมาเจ๋อตุง หรือว่าเติ่งเสี่ยวผิง เขาลักษณะเป็นจักรพรรดิกลาย ๆ อยู่ดี บัญชาการได้หมด
ถาม : มิน่าพระมหากษัตริย์จีน เขาถึงเรียกว่าจักรพรรดิ เพราะมันใหญ่ดี
ตอบ : น่าจะให้เขา จักรพรรดิจีนนี่ถือว่ามีความสามารถมากที่สุด
ถาม : แล้วอย่างไซซีกับหย่างกุ้ยเฟยล่ะครับ ?
ตอบ : ทำไม ? หยางกุ้ยเฟย ไซซีอันนี้มีตัวจริง จริง ๆ แล้วสมัยนั้นผู้หญิงไม่สามารถที่จะต่อรองอะไรได้เลย ต้องพึ่งพิงผู้ชายโดยตลอด ก็เลยเหมือนกับสมบัติชิ้นหนึ่งจะยกให้ใครก็ได้ โดยเฉพาะผู้ชายที่เป็นเจ้าของจะยกให้ใครก็ต้องตามเขาไป ดู ๆ แล้วน่าสงสารหยางกุ้ยเฟยนี่อยู่ในลักษณะที่เรียกว่า เป็นพระสนมท่านใช้เสน่ห์ความงามของตัวเองให้เป็นประโยชน์ ก็เลยสามารถผูกมัดใจฮ่องเต้ได้ แต่ว่าฮ่องเต้เองก็ขาดสติไปลุ่มหลงมัวเมาอยู่จนกระทั่งไม่ได้ว่าราชการ เรื่องมันก็เลยปั่นป่วนวุ่นวายกันไปหมด ก็เขาบรรยายความงามของไซซีว่า นกบินอยู่ถ้าเห็นก็ตกเลยปลาว่ายน้ำอยู่ก็จมป๋องไปเลย
ถาม : แล้วมาสิ้นสุดที่ราชวงศ์ถัง ?
ตอบ : ราชวงศ์ถัง พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ สมัยนั้นทั้งทางโลก ทางธรรมเจริญมาก แผ่นดินจีนกว้างใหญ่ที่สุด กว้างกว่าปัจจุบันนี้เยอะ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
08-08-2005, 04:46 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : สมัยของมองโกล ที่เจงกิสข่านตีไปถึงยุโรป แล้วไม่ใหญ่กว่าหรือครับ ?
ตอบ : อันนั้นมันการศึกการสงคราม ไม่ได้หมายความว่าศาสนาจะรุ่งเรือง สมัยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้นี่สมัยที่พระถังซำจั๋งไปอาราธนาพระไตรปิฎกจากอินเดียไง ศาสนารุ่งเรืองมาก สร้างวัดซะจนเป็นพัน ๆ วัดเลยล่ะ โดยเฉพาะวัดม้าขาว ที่สร้างถวายบูชาโดยเฉพาะ สร้างถวายพระถังซำจั๋ง เป็นวัดใหญ่ที่สุดในนครลกเอี๋ยงน่ะ สมัยนั้นลกเอี๋ยงนี่ภาษาจีนกลางเขาเรียกว่า ลั่วหยาง
ถาม : พระถังซำจั๋งนี่มีตัวจริงหรือคะ ?
ตอบ : มีจริง ๆ พระถังซำจั๋งนี่แหละมั้งที่เขียนถึง ใช่รึเปล่า ที่เขียนถึงเกี่ยวกับเรื่องไชยา อาณาจักรศรีวิชัยของไทยเรามีอยู่ในบันทึกการเดินทางของท่านด้วย
ถาม : แต่ว่าไซอิ๋วจริง ๆ แล้วเนี่ยเขาเอาประมาณการโม้ต่อ
ตอบ : มันก็ลักษณะเดียวกับสามก๊กไง สามก๊ก มันก็มีแต่แต่งเติมไปอะไรเข้าไป
ถาม : แสดงว่าไม่มีขงเบ้ง ?
ตอบ : มีแต่ขณะเดียวกันก็เป็นพวกเรา ก็ประเภทที่ว่าขงเบ่งเป็นพระเอกไง ลองนึกดูว่า ถ้าเราเป็นโจโฉล่ะ ยกพวกไป ๗๕ หมื่นเหลือกลับมา ๓๐ เนี้ย ๗๕ หมื่น ๗๕๐,๐๐๐ คน มันตายไป ๗๔๐,๐๐๐ กว่าเหลือมา ๓๐ เป็นเราไหวมั้ยล่ะ ตายกันทีขนาดนั้น เราก็ต้องว่าขงเบ้งนี่โหดสุด ๆ เลยใช่ไหม ?
ถาม : ข้าศึกจำนวนเท่าไหร่คะ เหลือกลับไปแค่นั้น
ตอบ : ข้าศึกจำนวนเท่าไหร่ ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ขงเบ่งเขาใช้ภูมิประเทศ ใช้ดิน ใช้น้ำ ใช้ลม ใช้ไฟช่วย โดยเฉพาะไฟเผาสังหารข้าศึก
ถาม : ผมสังเกตว่าหลวงพี่ก็อ่าน ...(ฟังไม่ชัด) ... หลวงปู่มั่น ท่านทำ.....(ฟังไม่ชัด)...จริง ๆ มั้ยครับ ?
ตอบ : ทางสายอิสานที่ต้องปฎิบัติลำบากเราต้องดูด้วยนะลักษณะภูมิอากาศ ลักษณะการทำมาหากินของทางสายอิสานนี่จะลำบากมาก ยิ่งสมัยก่อนที่การชลประทานยังไม่เหมือนสมัยนี้ มันแห้งแล้งจริง ๆ การต่อสู้ดิ้นรนเขาต้องมากกว่าปกติ กำลังใจเขานี่จะเข้มแข็งมาก ถ้าไม่ได้เจอทรมานมาก ๆ นี่จะเอาไม่ลง
ดังนั้นสายหลวงปู่มั่นถึงได้ถนัดเกี่ยวกับธุดงควัตร บางคนบอกว่าธุดงควัตร ๑๓ ข้อของพระพุทธเจ้าเป็นอัตกิลมถานุโยค คือ ทรมานตัวจนเกินไป อันนี้ไม่ใช่ ธุดงค์ แปลว่าการแผดเผา เผากิเลส จะเหมาะสำหรับท่านที่กำลังใจเข้มแข็ง กลายเป็นพอดีของท่านไม่ใช่การทรมานตน
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.