PDA

View Full Version : ฉบับที่ ๕ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗


WebSnow
08-08-2005, 04:27 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ



ณ. บ้านอนุสาวรีย์ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ (ต่อ)








http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=27973

ถาม : ............(ฟังไม่ชัด).........
ตอบ: ตัวนั้นสำคัญที่สุด การพิจารณาตัวเอง คือ กำหนดไว้เลยว่า ยี่สิบสี่ชั่วโมงเราทำดีกับทำไม่ดี อันไหนมันมากน้อยกว่ากัน พยายามให้ส่วนของความดีมีให้มากกว่า จนกระทั่งสามารถที่จะดำรงอยู่ในความดีได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่อย่างนั้นเราจะขาดทุน
ถาม : มีคนบอกว่าถ้าเราจะรักษาศีลไม่ทานเนื้อสัตว์......(ฟังไม่ชัด)...
ตอบ: ไม่จำเป็น รักษาศีล กินเนื้อสัตว์ได้เป็นปกติ เพียงแต่ว่าเราอย่าไปสั่งให้เขาฆ่า อย่าลงมือฆ่าเอง ที่เขาขายกันทั่ว ๆ ไป ตามท้องตลาดเราซื้อหรือไม่ซื้อ เขาก็ขายอยู่แล้ว ถ้าพวกนั้นไปถึง ก็ซื้อมาเถอะอย่าไปทุบเอง ฆ่าเองก็แล้วกัน สำหรับพระละเอียดหน่อย พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ถ้าไม่รู้ว่าเขาฆ่าเพื่อเรา ถ้าไม่เห็นเขาฆ่าเพื่อเรา ถ้าไม่รังเกียจว่าเขาฆ่าเพื่อเรา อย่างนี้ถึงจะฉันได้ ถ้ารู้ว่าเขาฆ่าเพื่อเรา เดินเข้าหลังบ้านไปสักพักหนึ่ง ยกแกงออกมาแล้ว อ้าว !เมื่อกี้นี่มันมีเสียงไก่โดนเชือดนี่หว่า นี่รู้ว่าฆ่าเพื่อเราใช่มั้ย ? หรือเห็นว่าเขาฆ่าเพื่อเราต่อหน้าต่อตาเลย แล้วรังเกียจว่าเขาฆ่าเพื่อให้เรากินโดยเฉพาะหรือเปล่า ถ้าอย่างนี้ฉันไม่ได้ สำหรับฆราวาสแล้วถ้าหากว่าไม่ได้สั่งให้เขาฆ่า ไม่ได้ลงมือเองไปซื้อตามท้องตลาดที่เขาทำไว้เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เลยก็พระยังฉันได้ ฆราวาสจะไม่ได้ได้ยังไง
ถาม : ..........(ฟังไม่ชัด).......เขาบอกว่าศีลยังรักษาได้ไม่ครบ อย่างศีลข้อหนึ่ง ก็คือเราไปเบียดเบียนสัตว์
ตอบ: บอกเขาไปว่าศีลข้อหนึ่ง ห้ามฆ่าสัตว์นะ เรื่องของศีลนั้นตรงไปตรงมา คำว่าเบียดเบียนสัตว์เพิ่มขึ้นกลายเป็นกรรมบทสิบ กรรมบทสิบนี่เขาถือการเบียดเบียนด้วย มันจะละเอียดขึ้น แต่ว่าขณะเดียวกันว่า การกินมังสะวิรัต ถือว่าดีมาก เพราะว่าเป็นการงดเว้นโดยสิ้นเชิง มีจิตประกอบไปด้วยเมตตาต่อสัตว์โลกเป็นปกติ แต่นั้นหมายความว่า ต้องทำเพื่อละจริง ๆ ถ้าทำแล้วไปอวดหรือไปคิดว่าตัวเองดีกว่าเขา ตัวเองปฎิบัติเคร่งครัดกว่าคนอื่นเขา อย่างนั้นนี่...รู้สึกว่ากินเนื้อสัตว์กิเลสจะน้อยกว่าเยอะ สำคัญตรงที่ว่าเราไปยึดถือการปฎิบัติของเรากว่าดีหรือเปล่า เคร่งกว่าหรือเปล่า ถ้าทำอย่างนั้นถึงงดกินเนื้อสัตว์ไปก็เท่านั้นแหละ
ถาม : เป็นการอวดกิเลส ?
ตอบ: เป็นการอวดความดีของตัวเอง
ถาม : .........ฟังไม่ชัด)......เราก็ไม่อยากให้ใครมองไม่อยากให้ใครมารู้ว่า คือ อยากให้เรารู้เองของเรา
ตอบ: อยู่กับโลกตามปกติ..แต่ว่าเราไปแค่กรอบของศีล คลุกคลีตีโมงกับเขาได้ จะไปเที่ยวไปเตร่ไปเฮไปฮาเราไปได้แต่ถ้าหากว่าเขาพาเราไปฆ่าสัตว์ เราไม่เอา พาเราไปกินเหล้า เราไม่เอา เราจะมีกรอบของเราอยู่ ไปมันแค่นั้น มันไม่ได้ปฎิเสธโลก เราอยู่กับโลกอย่างมีสติเสียด้วยซ้ำไป เพราะเราระวังอยู่เสมอว่าศีลจะขาดหรือเปล่า
ถาม : ไม่ได้ห้ามฟังเพลง ?
ตอบ: ไม่ได้ห้ามเลยจ้ะ ศีลห้าข้อไม่ได้ห้าม ว่าได้เต็มที่
ถาม : มันอยู่ที่จิตของเราใช่มั้ย ถ้าเรารู้อยู่ ว่าเราทำอะไรอยู่ เราอยู่ตรงไหน ?
ตอบ: รู้อยู่ พอขยับ ก็รู้แล้วว่าศีลจะขาดมั้ย !
ถาม : เราทำตัวปกติธรรมดา เหมือนคนธรรมดา แต่ใครจะไปรู้ว่าเราทำอะไรอยู่
ตอบ: ใช่ ตัวนั้นแหละ เพราะว่าการทำนี่ มีหลายคนที่ทำลักษณะอวดคนอื่นเขาลักษณะอย่างนั้นมันจะกลายเป็นอุปกิเลส อุปกิเลสก็คือว่า เเทนที่จะทำโดยเจตนาบริสุทธิ์ในการลด ละ เลิก ซึ่งความไม่ดีในใจของเรา ก็กลายเป็นทำเพื่อให้คนอื่นเขาเห็นว่าเราดี
ถาม : ชอบเพราะเขาสรรเสริญว่าเราดี
ตอบ: ก็ยิ่งกลายเป็นอะไร...เขาเรียก สีลัพพัตตุปาทาน คือ การยึดมั่นในศีลพรต คือแนวปฎิบัติของตนเองว่าดี แทนที่ จะลด จะละ จะเลิก ก็กลายเป็นเกาะเพิ้มขึ้นอีก
ถาม : แล้วคนที่ละวางได้.......(ฟังไม่ชัด).......
ตอบ: ไม่ใช่ คนที่ละวางมากเท่าไรยิ่งขยันมากกว่าปกติ เพราะรู้ตัวอยู่เสมอว่าเวลามีแค่นี้เท่านั้นหรือว่ามีแค่วันนี้เท่านั้น คนที่มีเวลาแค่วันนี้เท่านั้น ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด จะขยันกว่าคนอื่นเยอะเลย หน้าที่การงานอะไรในปกติธรรมดาของตน ทำหน้าที่นั้นจนเต็มที่ เพื่อว่าถึงเวลาแล้วจากไปอย่างสง่างามที่สุด ไม่มีใครนินทาว่าร้ายตามหลังไปได้ ขยันกว่าปกติ ไม่ได้ขี้เกียจ ถ้าปล่อยวาง แล้วขี้เกียจ นั้นไม่ใช่แน่ เลยจ้ะ
ถาม : อย่างเวลาเขาแข่งกัน เราก็มามองว่า ทำไมเราต้องแข่งกัน ?
ตอบ: อย่างนั้นมันเป็นเรื่องปกติของเขา เราเองมันไม่อยากในตรงนั้นใช่มัย ? แต่ว่าหน้าที่รับผิดชอบของเรา เราต้องทำให้ดี ทำเต็มความรับผิดชอบของเรา ทำเหมือนกับมีวันนี้วันเดียว</B> ผลงานทุกอย่างต้องให้มันลงตัว คนอื่นเขามาสานต่อจะได้ไม่ต้องลำบาก
ถาม : มานั่งคิดดู.......(ฟังไม่ชัด)........
ตอบ: ไม่ใช่ จริง ๆ แล้วก็คือว่า หน้าที่ของเรามีอย่างไรทำอย่างนั้นและทำให้ดีที่สุด มันยิ่งกว่าแข่งนะ เพราะถ้าเราทำเต็มกำลังของเราถึงไม่ต้องแข่ง ประเภทที่เรียกว่าเราทำดีอยู่แล้ว คราวนี้ฒิฬคนที่ทำดีสม่ำเสมอกับคนที่ดีในบางเวลานี่ เขาสู้เราไม่ได้</B> จะดีไปกว่าเขาเสียด้วยซ้ำไปถ้าหากว่าเป็นเจ้านายพิจารณาผลงาน เออ! คนนี้เขาเสมอต้นเสมอปลายดี ผลงานต่าง ๆ จะเป็นของเรา ดีไม่ดีจะเจริญกว่าคนอื่นเขาเยอะ




</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
08-08-2005, 04:27 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : .........(ถามเกี่ยวกับเรื่อง “ช่างเขาเถอะ”).........
ตอบ: ช่างเขาเถอะ นั้นเป็นเรื่องของอารมณ์ใจ เราจะไม่เก็บมาคิด ให้มันเสียเวลา เพราะถ้าเราเก็บเข้ามาเมื่อไร ก็คือการเอาสิ่งที่ไม่ดีเข้ามาในใจ เราก็ปล่อย ช่างเขาเถอะ เขาเองเขาคิดว่าดี เขาถึงทำ ส่วนเราของเรา เรารู้ว่าตรงนี้ดีเราก็ทำให้เต็มที่ของเราไป
ถาม : มีคนบอกว่าถ้าเราจะรักษาศีลไม่ทานเนื้อสัตว์......(ฟังไม่ชัด)...
ตอบ: แต่เราอยากรู้ เราไม่รู้ว่าการที่เขาทำ เขาจะคิด.......(ฟังไม่ชัด).......
ตอบ: ตัวนั้นไม่เกี่ยวกันเลย ไม่คิดนั่นมันยาก เพราะส่วนใหญ่เขาจะคิดกันทั้งนั้นส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบว่าตัวทุกข์เพราะความคิดตัวเอง จะรู้สึกมันมากกับการคิด เหมือนกับคนกินของเผ็ด รู้อยู่ว่ามันเผ็ดแต่มันอร่อย หารู้ไม่ว่ามันทำให้ลำบากปวดท้องปวดไส้ทีหลัง ตั้งหน้าตั้งตากินแล้วมาบ่นทีหลังว่าเผ็ดจังเลย
ถาม : เคยมานั่งคิดเหมือนกันนะ อย่างที่บอกเรื่องการเบียดเบียนเมื่อกี้ แต่มาพิจารณาแล้วว่าในขณะเดียวที่เราทำตรงนั้น ถ้าเราไม่เต็มร้อยคือจิตใจเรานี่มันยังอยากกินอยู่เป็นปกจติอยู่ มันก็เป็นการเพิ่มทุกข์ให้กับอยู่เอง
ตอบ: มันกลายเป็นทุกข์มากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
ถาม : มากกว่าเดิม ต้องลำบากอีกแล้วทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนอีก
ตอบ: แล้วที่แน่ ๆ ก็คือว่า มีอยู่จำพวกหนึ่ง ที่เอาอาหารปรุงแต่งด้วยโปรตีนเกษตรน่ะ ทำขึ้นมาเป็นขาหมู เป็นไส้หมู เป็นพะโล้ เป็นอะไรทุกอย่าง ตัวนั้นนี่มันปรุงแต่งมากกว่าเราเยอะเลย เพราะฉะนั้นดูให้ดี ถ้าขืนทำลักษณะนั้น แทนที่จะลดกิเลส กลายเป็นเพิ่มเสียด้วยซ้ำไป หลอกตัวเองสองชั้น เขาเรียกว่าโง่สองชั้น หลอกตัวเองไม่พอหลอกชาวบ้านด้วย
ถาม : ..............(ฟังไม่ชัด)..........
ตอบ: พระพุทธเจ้าท่านสอนที่เรียกว่า สายกลาง คือไม่เบียดเบียนทั้งตัวเอง ไม่เบียดเบียนทั้งผู้อื่น ท่านบอกว่าได้ก็คือได้ คราวนี้ได้ในสภาพของท่าน ก็คือ อย่าฆ่าเอง..... อย่างสั่งเขาฆ่าอย่างนี้ เราก็ทำตามนั้น
ถาม : ..............(ฟังไม่ชัด)..........
ตอบ: ต้องหลวงปู่แหวน คนไปคุยหลวงปู่แหวนบอกว่า เขาเป็นมังสะวิรัต เขาคุยลักษณะที่ว่าดีกว่าคนอื่นเขา หลวงปู่แหวนก็เปรย ๆ ขึ้นมา ท่านบอกว่าเห็นวัวเห็นควายมันกินหญ้าทั้งชีวิต ไม่เห็นว่าเป็นพระอรหันต์ซะที ( หัวเราะ) นั้นท่านพูดเปรย ๆ นะท่านไม่ได้ว่าใครคือเวลาคนคุยใส่ท่านมาก ๆ ท่านก็คงเซ็งในอารมณ์ โดยเฉพาะที พระเทวทัต ขอพระพุทธเจ้าว่าขอให้พระภิกษุในธรรมวินัยนี้ฉันมังสะวิรัตทุกองค์ พระพุทธเจ้าบอกว่า ผู้ใดต้องการเป็นมังสะวิรัต ก็ให้ฉันมังสะวิรัต ผู้ใดต้องการฉันอาหารปกติ ก็ให้ฉันปกติ เพื่อจะได้ไม่ลำบากแก่ญาติโยมที่เขาให้อาหารไม่อย่างนั้น สมมุติว่าพระสององค์ไปบ้านเดียวกัน ก็แย่ละสิ ต้องอาหารปกติชุดหนึ่งอาหารมังสะวิรัตชุดหนึ่ง ลำบากเขาเยอะ เวลาไป วัดหนองบัวก็จะมังสะวิรัตตามเขา ไม่อย่างนั้นเขาจะต้องทำอาหารสองชุดถึงเวลาเขามาเมืองไทยเราเองก็สั่งมังสะวิรัตไปเลย คือไม่ต้องแยกต่างหาก ฉันเป็นเพื่อนเขาไป พอเรากลับมาอยู่ตามสภาพปกติของเรา เราก็ว่าของเราต่อไป
ถาม : แล้วถ้าเราต้องการรักษาโรค หรือว่าเรามีจุดประสงค์ของเรา
ตอบ: ถ้าอย่างนั้นก็ทำได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ก็รู้เลยว่ามันลำบากกว่าเดิม บางทีเรื่องของการปรุงแต่ง ถ้าหากว่าจิตมันสั่งให้ทำอย่างนั้นมันก็กลายเป็นหลอกตัวเองด้วย หลอกคนอื่นด้วย เพิ่มกิเลสให้กับตัวเองซะเปล่า ๆ ทำได้น่ะดี ไม่ใช่ไม่ดี ขนาดหมอเขายังบอกเลยว่า ถ้าหากว่าอายุยังไม่ถึงยี่สิบอย่าเพิ่งกินมังสะวิรัต เพราะว่ากระดูกกล้ามเนื้อมันยังไม่โตเต็มที่เดี๋ยวกระดูกผุ กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ถาม : หลวงพี่ทำงานองค์เดียว ไม่มีกรรมการวัด ?
ตอบ: คือกรรมการวัดนั้นมันมากเรื่อง บางทีเขาเข้ามาโดยตำแหน่งแล้วเขาให้มีตำแหน่งเดียว คือ ไวยาวัจกร ไวยาวัจกรนี่จริง ๆ มีอยู่ลักษณะของโยมวัด มีหน้าที่ช่วยเหลือพระ แต่พอตั้งขึ้นเป็นตำแหน่งขึ้นมาแล้วส่วนใหญ่นั้นเข้ามาควบคุมพระโดยเฉพาะควบคุมการเงินทั้งหมด แล้วถ้าหากว่าเงินถึงมือพวกเขาจะจัดการยากมาก บางทีก็หายไปเฉย ๆ โดยหาสาเหตุมิได้ ถ้าหากมีกรรมการวัดมักจะใช้แต่พระด้วยกัน
ถาม : เขาบอกว่า พี่จะทำก็ หนูจะฝากเงินไปด้วย เราก็กลัวว่าเขาจะเต็มใจหรือเปล่า แล้วพอดีคนแนะนำเขามาแนะนำให้ทำชุดใหญ่ ๑,๐๐๐ หนึ่งน่ะ (ทำให้ผู้ตาย)
ตอบ: ไม่จำเป็นต้องขนาดนั้นหรอกจ๊ะ สังฆทานอย่างไรก็ได้กับข้าวสักถุง ตั้งใจใส่บาตรพระหน้าวัด อยู่หน้าบ้านก็ได้ คือถ้าไม่เกิน ๓ เดือนทำไปยังทัน เวลาของข่างล้างเขาต่างจากเราเยอะ วันหนึ่งอยู่ประมาณ ๕๐ ปีมนุษย์ เพราะฉะนั้นภายใน ๓ เดือนของเรานี่ มันเป๊ปเดียวของเขายังทันอยู่
ถาม : ที่ว่า ๑๐๐ วันใช่มั้ยคะ ? แต่นี่เขาถือว่าเขาก็ทำแล้ว
ตอบ: เขาก็ทำแล้ว แต่บางทีบุญที่เขาทำ กำลังมันไม่สูงพอโดยเฉพาะการทำบุญ ถ้าเริ่มต้นด้วยบาป ผีเขาไม่เอา เช่นว่าต้องไปฆ่าสัตว์ ฆ่าปลา ฆ่าไก่ ของพวกนี้เขาจะไม่เอา เพราะเขาจะได้ส่วนของบาปนั้นด้วย เขาต้องการบุญบริสุทธิ์ที่ทำโดยที่ไม่เบียดบียนใคร ไม่เริ่มต้นด้วยบาปเหล่านั้น
ถาม : แล้วเขาตายนี่ เขาตามมาจริงใช่มั้ยคะ ?
ตอบ: ส่วนใหญ่แล้วคนตาย ถ้าหากว่าหาที่ไปไม่ได้ เขาเป็นผู้ที่ตายก่อนหมดอายุขัย ความเคยชินก็จะกลับบ้าน ถ้าหากกลับบ้านแล้วไม่มีใครให้ความสนใจ บางทีก็ตามคนที่เขารู้จัก (หัวเราะ)
ถาม : แหงเลยหละ !
ตอบ: อันนี้ไม้กล้ายืนยัน (หัวเราะ) ความจริงเขาตามเราก็ดีไม่เห็นมีอะไรต้องกลัว
ถาม : ก็ตกใจ ขี้กลัวผีอยู่แล้วด้วย
ตอบ: จำเอาไว้แล้วกัน ถ้ากลางค่ำกลางคืนเสียงอะไรดัง ๆ อย่าทักเพราะบางทีผีเขาเข้าบ้านไม่ได้เขาจะทำให้เราตกใจแล้วส่งเสียงทักขึ้นมา เขาสามารถที่จะเกาะเราเข้ามาตอนนั้นได้ ให้เราระวังไว้ว่าถ้ามีเหตุการณ์อะไรพวกนี้ก็อย่าไปตกใจ อย่าไปทักอะไรง่าย ๆ เพราะถ้าเราทัก เหมือนกับเราเปิดประตูบ้านให้เขาเข้า พระภูมิเจ้าที่เขาไม่สามารถจะกันได้เพราะถือว่าเจ้าของบ้านอนุญาตแล้ว ระวัง ๆ ไว้ ครั้งหน้ามีสุ้มมีเสียงอะไรขึ้นมาออกไปดูให้มันชัดเจนไปเลย อย่าไปทักไปถามว่าใคร มาจากไหน อะไรอย่างนี้ เดี๋ยวแย่
ถาม : ทำไมมันมีอะไรแปลก ๆ
ตอบ: ความจริงมันไม่แปลก เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ มีเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ว่าเราจะสัมผัส หรือว่ารู้เห็นไม่ได้ เป็นเพราะว่าสภาพจิตของเราบางทีมันก็มัวไปเยอะ ถ้าหากว่าคนที่สามารถขัดเกลาจิตของเขาให้ใสให้สะอาดได้ ก็สามารถรู้เห็นได้เป็นปกติ
ถาม : อย่างนั้นก็แล้วไป เขาก็รู้ว่า อะไรเป็นอะไรใช่มั้ยคะ ?
ตอบ: อันนี้ของเราประเภทรู้ว่าบ้าง ไม่รู้บ้าง ก็ลำบากนิดนึงเดี๋ยวเพื่อความแน่ใจคืนนี้ลองใหม่อีกครั้ง (หัวเราะ)
ถาม : ไม่เอาาาาาว์..........
ตอบ: เขาก็คงจะหวังจากลูกหลานยาก ก็เลยมาพึ่งเรา คือ ถ้าหากว่าเป็นสังฆทานนี่ถวายที่ไหนก็ได้ พระจะปฎิบัติดี หรือปฎิบัติไม่ดีก็ตาม ถ้าเป็นสังฆทานอานิสงส์จะเท่ากันหมด ตัวบุญจะเท่ากันหมด แต่มันสำคัญตรงที่พระที่รับไป ถ้าทำไม่ดีนี่ขาดทุนเยอะเลย คนรับน่ะขาดทุน ของเราทำนี่เราไม่เป็นไร สังฆทานจะเป็นทานของหมู่สงส์ทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจงว่าคนใดคนหนึ่ง ถ้าเอาไปกินไปใช้คนเดียวนี่ พระองค์นั้นนี่โทษเยอะเลย
ถาม : ถ้าอย่างนั้นภายใน ๗ วัน เขาก้ได้แล้ว แล้วเขามาหาเราทำไม ?
ตอบ: บอกแล้วว่า บุญบางอย่างถ้าเริ่มต้นด้วยบาป เขาไม่เอาเราก็ไม่มั่นใจว่าในงานนั้น เขาได้ฆ่าปลา ฆ่าไก่อะไรหรือเปล่า ถ้ามีโอกาสก็ทำให้เขาหรือไม่ก็บอกเขาไปหาลูกหลานเหอะ
ถาม : ...........(เสียงไม่ชัด)..........
ตอบ: ไม่มีอะไรหรอก ทำใจสบาย ๆ สวดมนต์ไหว้พระ แขวนพระเอาไว้ ขอบารมีท่านสงเคราะห์
ถาม : ต้องอาราธนาย่อยเลย ทุกวัน
ตอบ: ดีแล้ว ถ้าเราเกาะพระเป็นปกติ อันตรายอื่นจะทำได้ยากมาก อาราธนาพระไว้ทุกวัน แขวนติดตัวไปทุกวัน นึกถึงท่านให้ช่วยด้วยถ้าหากเราไม่นึกถึงไม่ขอ บางทีท่านก็ไม่รู้จะช่วยยังไง อธิษฐานขอท่านช่วยคุ้มครอง ช่วยรักษาเราด้วย
ถาม : แล้วที่ฝันว่าไอ้สิงโตมางับนี่ก็ไม่เป็นไร ?
ตอบ: ในฝันนี่ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ถ้าหากว่าฝันว่าโดนสัตว์ร้ายขบกัดเขาบอกว่าให้ระวังจะมีศัตรู ศัตรูก็น่าจะเป็นคนด้วยกัน ผีเขาคงไม่มาทำตัวเป็นศัตรูของเราหรอก

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
08-08-2005, 04:28 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : .........(เสียงไม่ชัด ถามเรื่องการสอบ)..............
ตอบ: การสอบ ถ้าหากว่าเราใช้คาถาสหัสสเนตโตเป็น มันเหมือนกับการลอกข้อสอบดี ๆ นี่เอง แล้วมันเป็นการลอกโดยถูกกฏหมายซะด้วย เพราะเขาจับไม่ได้ ไปดูเอาอยู่ในหนังสือสมบัติพ่อให้ แล้วใช้ตามนั้น อันนี้อาตมายืนยัน นั่งยันนอนยัน เพราะใช้มาด้วยตัวเองวิชาของพระที่เรียนมันไม่มีให้เลือก มันมีแต่จงอธิบาย ๆ สามหน้ากระดาษ ห้าหน้ากระดาษปรากฏว่าเราเรียนไม่ทัน เพราะเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วมันออกตรงนั้นพอดี พอมันเกิดความรู้สึกขึ้นตามที่ท่านว่า ก็ว่าของเราไปเรื่อย พอจบแล้วจำคำตอบไปดูมันตรงทุกตัวอักษรเลย ถ้าเขาจับว่าลอกข้อสอบ มันเถียงเขาไม่ได้มันเหมือนทุกคำ ถ้าคุณไม่ได้ลอก คุณเขียนยังไงให้มันเหมือนได้ เขาคงไม่เชื่อแน่ใช่มั้ย ?
เพราะฉะนั้นไปใช้วิธีนั้น ไม่ยากเลย เรียนอะไรก็ได้ มีคนถามหลวงพ่อท่านว่าในเมื่อมันไม่ใช่ความรู้ของเขาจริง ๆ แล้วเด็กจะไม่โง่หรือ ? หลวงพ่อบอกข้อสอบบอกอะไร เด็กมันก็ตอบได้มันโง่มั้ยล่ะ ? ทำตามแบบนั้น อย่าว่าจะเรียนเอกเลย สองเอกก็ได้ แต่ลำบากหน่อย ปริญญาตรีนี่รู้เท่าอาจารย์บอกก็ใช้ได้ใช่มั้ย ? ปริญญาโทนี่ต้องเกลี้ยกล่อมให้อาจารย์คล้อยตามให้ได้ว่าเรามีความรู้ ส่วนปริญญาเอกนี่ต้องหลอกอาจารย์ให้ได้ (หัวเราะ)
ถาม : แล้วลำโพงกาสลัก นี่เป็นยังไงค่ะ ?
ตอบ: ส่วนผสมของยาพระประทาน ก็คือลำโพงกาสลัก คราวนี้พระปลัดนิภัทร ท่านเจตนาดีตั้งใจจะช่วยหลวงพ่อก็ไปหามาให้กลายเป็นลำโพงธรรม ลำโพงธรรมดาชาวบ้านเขาเรียกว่า มะเขือบ้า ต้นมันคล้าย ๆ มะเขือ แล้วก็ลูกเป็นหนาม ๆ หน่อย ดอกมันสีขาว ๆ ถ้าสีม่วงมันจะเป็นลำโพงกาสลัก
ถาม : แล้วกินได้หรือครับ ?
ตอบ: ทำยาได้ กินมันก็บ้าพอกันนั้นแหละ เพราะฉะนั้นยาสมุนไพรนี่ถ้าตัวไหนอันตราย ระมัดระวังไว้หน่อย ไม่งั้นจะแย่เอา
ถาม : ..........( เสียงไม่ชัดถามเรื่องสร้างวัดหนองบัวที่พม่า).........
ตอบ: สมัยก่อนเขาไปตีบ้านตีเมืองกัน สมัยนี้อาตมาไม่ไปตีหรอกไปซื้อคืน คราวที่แล้วซื้อที่คืนไปผืนหนึ่ง คราวนี้จะเอาอีกผืนหนึ่ง จะขยายวัดให้มันกว้างไปเรื่อย ๆ ให้มันรู้ซะบ้างว่าคนไทยเป็นยังไงญาติโยมแถวนั้นเขาก็ดีนะ ขอซื้อที่ขอซื่ออะไรก็กระตือรือล้น เขาบอกครูบาให้เงินให้คำ ( คำ =ทอง) อย่างเดียวข้าน้อยไม่เอานะ ข้าน้อยจะเอาบุญด้วย แล้วให้ตังค์เขาอย่างเดียวเขาไม่เอาหรอก ถ้าเขาไม่ได้บุญเลยให้ทองเขาไป เสร็จเเล้วค่อย ๆ พูดบอกกับเขาว่าถ้าอยากได้บุญมาก ๆ ก็คืนทองมาบาทนึง (หัวเราะ)
ถาม : เข้าพม่าทางไหน ?
ตอบ: ด่านเจดีย์สามองค์ ไม่มีปัญหาเพราะว่า ช่วงเขารบ ๆ กันปิดด่าน เข้าไปสองครั้งแล้ว วัดหนองบัวอยู่ที่เมืองจะอีน รัฐกะเหรี่ยงอยู่ห่างจากด่านเจดีย์สามองค์ ถ้ารถออกวิ่งได้แต่เช้า ๆ ค่ำ ๆ ก็ถึง แต่ถ้าหากว่ารถออกสายหน่อยก็ค้างคืน คืนหนึ่ง ถ้าไปเรือนี่ เรือธรรมดา เรือหางยาวทั่วไปก็ค้างสองคืน ถ้าเป็นไอ้เรือด่วน งวดที่แล้วไปเช่าเรือด่วนมันเป็นเรือใหญ่สี่สูบ ออกตั้งแต่ตีห้าไปถึงหนองบัวสองทุ่ม นึกเอาแล้วกันวิ่งน้ำบานไปทั้งวัน ถ้าวิ่งแบบเมืองไทยสบายมากไม่เกินสี่ชั่วโมง ตรงนั้นตอนนี้เสี่ยฮุกกำลังทำอยู่ เส้นทางตั้งแต่ด่านเจดีย์สามองค์ไปถึงเมืองตันบวยเซียต แต่ว่าพวกทหารในป่าเขาไม่ยอมให้ทำเขาให้เกรดเฉย ๆ เขาบอกว่าถ้าทำดีเกินไปแล้วรถมันวิ่งเร็ว มันเก็บค่าคุ้มครองไม่ทันมันกลัวชาวบ้านวิ่งหนีมันแล้วเสี่ยฮุกเขาก็ไปเคลียร์แต่พวกบรรดานายพลในเมือง พวกที่คุมในพื้นที่อย่างพวกผู้พันผู้กองไม่เคลียร์ด้วยเขาเลยแกล้งเอา
คราวที่แล้วไปเกรดทางไปเจอเอาระเบิดดักรถถึงสามลูก ถ้าหากรถเกรดไม่ดันก่อนให้รถวิ่งมีสิทธิ์เละ ระเบิดดักรถถึงถ้าน้ำหนักหนึ่งร้อยแปดสิบกิโลกรัมกดทับมันจะระเบิด สมัยอยู่ชายเเดนพอกู้ขึ้นมาไอ้เพื่อนบ้า ๆ มันกระโดดกระทืบ โอ้โห !..ได้เราอยากจะถีบมัน คือมันกะว่าน้ำหนักมันหกสิบกิโล มันโดดกระทืบลงไปก็ไม่เกินร้อย ลองดูว่าจะระเบิดมั้ย มันไม่ยักกะลองตอนเราอยู่ห่าง ๆ มันลองตอนเราอยู่ด้วย บ้าดีกระโดดกระทืบว่าจะระเบิดมั้ย ! เพราะตามตำราเขาว่าน้ำหนักกดทับร้อยแปกสิบกิโลมันถภึงจะระเบิด สามเท่าของตัวคน มันกระโดดกระทืบยังไงก็ไม่ถึงพม่ายังห่างไกลความเจริญอีกมากเหลือเกิน แต่ว่าตอนนี้พอสิ้น นายพลติ่นอูกับนายพลซิตหม่อง แล้วก็คงจะกลับเป็นประชาธิปไตยเร็วขึ้นเพราะนายพลติ่นอูกับนายพลซิตหม่องนี่ เป็นฝ่ายที่คัดค้านการเป็นประชาธิปไตย เป็นลูกน้องของนายพลหม่องเอ ผบ.ทบ. ทางด้านของนายพลซอหม่อง กับ นายพลขิ่นยุ้น ค่อย ๆ ปรับให้เป็นประชาธิปไตยไปงัดกับเขาไม่ไหว เพราะเขาคุมกำลังเยอะกว่า ตัวนายพลซิตหม่องที่เครื่องบินตกตายไปนั้นเป็นแม่ทัพควบคุมภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่เมืองมะละแหม่งลงมา (หัวเราะ)
คราวก่อนที่ไป แล้วไปถ่ายรูปคนขับรถไปมันหนีเลย ไม่ยอมวิ่งให้เราอีก กลัวโดนยิงเป้า เขากลัวว่าเราจะไปหาข่าวแล้วเขาเป็นคนพาเราไปจะมีโทษด้วย ทางด้านโน้นอย่างสถานเบาก็ห้ามวิ่งรถ สถานหนักหน่อยก็ยิงเป้าเลยเราก็บอกเขาบอกเบารถหน่อยจะถ่านรูป กองบัญชาการกองทัพภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเขา คนขับรถได้ยินมันตกใจเบรกหยุด ก็เสร็จเราน่ะสิ (หัวเราะ) พอเบรกหยุดเราก็ถ่ายเลยก็กดจิ๊กเดียวแค่นั้น พอตอนเย็นมันบอกว่ารถไม่ดีจะไปซ่อมรถ ไม่ยอมวิ่งให้เราอีกกลัวมากอยู่ที่เมืองพม่านี่เราอาศัยลูกตื้อทำเป็นอ่านหนังไม่ออกมั่ง อ่านออกมั้งไม่ออกมั่งอะไรทำนองนั้น ตรงไหนที่ห้ามไม่ให้ถ่ายรูปก็ถ่ายมันตรงนั้น
พอไปกับทิดจิตร ตอนนั้นไปที่ กะบาเอ เขามีสอบพระผู้ทรงพระไตรปิฎกปิดป้ายหราว่าห้ามถ่ายรูปก็ถ่ายซะ ตรงไหนห้ามก็ถ่าย ที่เห็นนี่พวกสะพานพวกอะไรนี่เขาห้ามหมดนะ
มันห้ามอันไหนเราก็ถ่ายอันนั้นแหละ เขาจะกลัวมากเลย อันไหนเกี่ยวกับสถานที่สำคัญอย่างสะพานใหญ่ ๆ สะพานแขวน เขากลัวว่าจะรู้ตำแหน่งแห่งที่ แล้วไปก่อวินาศกรรม อันไหนมันห้ามเราก็ถ่ายอันนั้น ตรงสะพานข้าม สะพานใหญ่ข้ามเมืองพะอาง พอรถวิ่งผ่าน เด็กรถก็จะบอกว่า ห้ามบ้วนน้ำหมาก ห้ามทิ้งขยะ สารพัดจะห้ามจนกระทั่งโดนเด็กวัยรุ่นมันแซว ว่ามองได้มั้ย ? (หัวเราะ) จะมีทหารบล๊อกหัว กลาง ท้าย แล้วก็ข้างล่างตลอดเลย คนจะกล้าถ่ายรูปมันได้ต้องบวม ๆ หน่อย ของเราเราไม่ว่าอะไรหรอก เราก็นึกถึงพระ เสร็จแล้วยืนขึ้นถ่ายหน้าตาเฉยมันบังเอิญถ่ายได้ทุกทีเลย ทำเป็นเล่นไป พม่าเขามีสะพานแขวนเหมือนกับเราเหมือนกันนะ ตอนนี้สบายเลยพวกที่จะไปเมืองพะอางวิ่งตรงได้เลย ไม่งั้นต้องข้ามอ่าวเมาะตะมะ ไปถึงเมืองตะโทงแล้วก็อ้อมขวาเข้าไป ช้าเป็นวันเลย เดี๋ยวนี้จากมะละแหม่งไปถึงพะอางนี่ประมาณสามสี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง ไปเช้าเย็นกลับได้
ถาม : ตอนอาจารย์ไม่ไปโดนจับกันหมด ?
ตอบ: มันตลก ของเราไปกัน ๕ คน ๑๐ คน ไปกันเมื่อไหร่ก็ไปกันได้ พอไม่อยู่ซะคนเดียว ไปกันกี่คณะโดนจับหมด พวกนี่ถาคาใช้ไม่ได้ (หัวเราะ) หลุดจากมืออาจารย์เมื่อไหร่ก็โดนจับเมื่อนั้น แต่ถ้าไปกับเราไปทั้งโขยงก็ไปได้ ไอ้ของเราหน้ามันโหด ไปถึงก็ยืนจ้องขู่ทหารมันหดหมดเลย เพราะทหารเขาแปลกถ้าหากว่าใครทำกลัว ๆ นี่มันค้นจังเลย ไอ้ของเราไปยืนจ้องหน้ามันหันหนีหมดไม่มีใครกล้าค้น คนไหนนั่งบนโต๊ะลากมันลงมาแล้วเรานั่งแทน มันเป็นฆราวาสจะมานั่งเต๊ะจุ้ยต่อหน้าพระ แล้วให้พระยืนได้ไงไปจนเขาเบื่อขี้หน้าแล้ว ตอนนี้เจ้าหน้าที่สืบราชการลับของเขา เราเอาเป็นเด็กสะพายย่ามเลย
ถาม : พม่านี่เขาสร้างวัดเยอะนะคะ
ตอบ: เยอะมาก แล้วเขาใช้วัดคุ้มด้วย เขาสร้างวัดที่ไหนแปลว่าคนในเขตนั้นทั้งหมดก็ลุยกันเข้าวัดไปเลย ไปดู ๆ แล้วบางทีเราก็อายเขาปีแรกที่ไปก็แบบยืดสุดขีดเลย เราเป็นเมืองพุทธศานาใช่มั้ย ? เดี๋ยวมีอะไรเราก็ไปช่วยเขา ที่ไหนได้ไปถึงมันต้องไปเลียนแบบเขา ของเขาเองคนไปวัดไปวามันเหมือนบ้านเราคนไปเดินห้างกัน เหมือนยังกับวัยรุ่นไปเดินเซ็นเตอร์พ้อยต์นะ มันไปกับขนาดนั้น เช้า ๆ ก่อนออกทำงานเขาสวดมนต์ทำวัตร เข้าวัดเข้าวาปฎิบัติเสร็จ

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
08-08-2005, 04:28 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : เมื่อเดือนที่แล้ว ถามว่า เวลาที่คนเรามีเคราะห์ ควรที่จะทำบุญสะเดาะเคราะห์กรรมนั้นมั้ย ก็ตอบว่า ควรที่จะทำบุญ ถ้าหลบ ๆ ได้ก็หลบ ๆ ไปซะ ที่นี้ก็เกิดความสงสัยต่อเนื่องนะเจ้าค่ะ ว่า เอ๊ะ! ถ้าเรา หลบไปเรื่อย ๆ มันไม่เป็นแบบดอกเบี้ยทบต้นเหรอเจ้าคะ ?
ตอบ: ไม่ทบล่ะจ้ะ บรรดาพระอรหันต์ที่เข้านิพพานไปนี่เขาตามเก็บไม่ได้ดอกเบี้ยอย่างเดียวนะ เงินต้นก็เก็บไม่ได้เหมือนกัน ไม่มีใครใช้หนี้หมดทุกคน ไปนิพพานก่อน ไอ้การหลบมันเหมือนกับการหลบเลี่ยงปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่ คนเราควรจะมีปัญญา รู้อยู่ว่าเวลาไหนวาระไหนควรจะหลบจะเลี่ยงอะไร เราดำรงชีวิตอยู่ในลักษณะของความเป็นมนุษย์ ถ้าปล่อยให้กรรมเก่าตามทันมันจะเกิดความทุกข์ยากลำบากมาก แล้วเรื่องของอกุศลกรรมนั้นแปลก ถ้ามันมีโอกาสเข้ามาแทรกได้ครั้งหนึ่งพรรคพวกของมันทีเท่าไหร่มันก็ระดมกันมา จะสังเกตว่าบางทีพอเราอยู่ในลักษณะที่ช่วงอกุศลกรรมเข้า ที่ชาวบ้านเขาใช้คำว่า “ ดวงตก” เรารู้ว่าผีซ้ำด้ำพลอยอะไรต่อมิอะไรมันก็มะรุมมะตุ้มมาในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นอย่าเปิดโอกาสให้เขาเป็นอันขาด หนีได้หนีไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเข้านิพพานได้ ไม่ต้องใช้มันเลยยิ่งดี
ถาม : ไม่เป็นดอกเบี้ยทบต้นนะเจ้าคะ ?
ตอบ: ไม่เป็นจ้ะ ไม่เป็น เขาตามทวงไม่ได้ พวกนี้เขาไม่คิดดอกเบี้ยหรอกจ้ะ เขาไม่ใช่คน (หัวเราะ) เรื่องของธรรมะ เขาตรงไปตรงมา
ถาม : ทีนี้ เอ่อ!ช่วงนี้ ดวงตนเองก็ตกน่ะเจ้าค่ะ
ตอบ: จ้ะ ตกสูงมั้ย! (หัวเราะ)
ถาม : อุบัติเหตุเจ้าค่ะ พอดีไปทำบุญถวายโลงศพก่อน ก็แทนที่รถคันใหญ่จะวิ่งมาชนตรงคนขับ ก็กลายเป็นรถมอเตอร์ไซด์วิ่งเข้ามาแล้วหลังจากนั้นก็ป่วยหนักจนกระทั่งลุกไม่ขึ้น มันต่อเนื่อง แล้วพอดีก็เกิดเหตุกับที่ทำงานอีก สงสัยว่า อันนี้หรือเปล่าที่เราทำบุญแล้วมันลดความรุนแรงลง
ตอบ: ลดลงเยอะเลย เพราะว่าไม่อย่างนั้นแล้วอาจเจอคันใหญ่แทนซึ่งถ้าสวัสดีมีชัยจริง ๆ โลงที่เราบริจากก็ได้นอนเอง แต่บังเอิญว่าสิ่งที่เราทำเป็นบุญใหญ่โดยเฉพาะการบริจากโลงศพ การบริจาคโลงศพนี่เป็นตัวมรณานุสสติ เรารู้อยู่แล้วว่าเราบริจากไปเพื่อให้คนตายถ้าหากว่าเรามีปัญญาคิดต่อนิดหนึ่ง ตัวเราก็ตายเหมือนกัน คนรอบข้างก็ตายเหมือนกัน ถ้าขึ้นชื่อว่าเราเกิดมาแล้วไม่อาจเลี่ยงจากความตายนี้พ้น เกิดมากี่ชาติก็เป็นอย่างนี้เราอยากเกิดอีกมั้ย ? เป็นมรณนุสสติ เป็นกรรมฐานที่ใหญ่มาก ในเมื่อเป็นกรรมฐานที่ใหญ่มาก บุญก็สูง ถึงอกุศลกรรมจะแรงมาก แต่กำลังบุญก็เหนือกว่าทำให้สามารถหลบเลี่ยงจากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นหายไปได้ เพราะฉะนั้น แทนที่จะเป็นราชรถสิบล้อก็แค่มอเตอร์ไซด์จ้ะ
ถาม : ถ้าอย่างนี้ เรารู้ว่าเราจะมีเคราะห์ เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลย คือ เท่าที่ทำมามันก็มีบ้าง
ตอบ: จ้า แล้วคำถามอยู่ตรงไหนจ้ะ
ถาม : อ๋อ! ทำอย่างไง จะไม่ให้มันเกิดขึ้น ?
ตอบ: ไม่ให้เกิดขึ้นเลย อย่าเกิดจ้ะ ถ้าเกิดเมื่อไหร่โดนแน่ ๆ เมื่อครู่ตอบไปแล้ว พวกเราไม่ได้เจตนาฟังหรือไม่ก็ความสนใจกระโดดข้ามไป ก็คือว่า เราทำบุญให้ต่อเนื่องไว้ ในเมื่อเราทำบุญต่อเนื่องอยู่ ตัวกรรมก็ไม่สามารถเข้ามาแทรกได้ แต่ของเราส่วนใหญ่บุญของเราไม่ได้ทำต่อเนื่อง เราทำในลักษณะที่ ทำ ๆ เว้น ๆ บุญตัวที่ใหญ่ที่สุดก็คือบุญจากการภาวนา ถ้ากำลังใจของเรามั่นคง ตัวเคราะห์กรรมกินเราได้น้อยมาก แต่ส่วนใหญ่เราภาวนามั่งด่าชาวบ้านเขามั่งมันไม่ต่อเนื่องกัน ก็เลยเปิดโอกาสให้เขาแทรกได้อยู่
เพราะฉะนั้นเรื่องของทาน – ศีล – ภาวนาจำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องกัน ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาอย่างพระวัดเกาะฤๅษีจ้ะ บางวาระก็ต้องกินกันแทบตายเลยอาหารมันล้นเหลือ ขณะเดียวกันอาทิตย์ต่อมาก็ว่ามาม่าซะเจ็ดวันซ้อนทำบุญไม่สม่ำเสมอจ้ะ ไม่ต้องโทษใครหรอก
ถาม : ขอถามเรื่องการฝึกสมาธิ ไปฝึกสมาธิเรื่องเกี่ยวกับเรื่อง จักระนะค่ะ ?
ตอบ: พอมีความรู้อยู่นิดหนึ่งจ้ะ เอ้า ! ว่าไปเลยจ้ะ
ถาม : เขาใช้การฝึกจักระโดยการดูดพลังจากธรรมชาติ ที่เวลานั่งสมาธิ เขาก็จะนั่งติดกับพื้นดิน แล้วก็นั่งตอนเช้าเพื่อรับแสงอาทิตย์แล้วก็นั่งริมแม่น้ำเพื่อรับความเย็นจากแม่น้ำ
ตอบ: แล้วนั่งกลางคืนแล้วยัง โดยเฉพาะคืนวันเพ็ญ
ถาม : ยังไม่เคยนั่งเจ้าค่ะ
ตอบ: ระวังไว้ มันจะหอนได้จ้ะ (หัวเราะ) ไอ้เรื่องนั่งกลางคืนมันทำได้ แต่ไอ้เรื่องหอนน่ะพูดเล่น แล้วก็รับพลังจากดวงจันทร์ด้วยแล้วต่อไปว่ายังไง
ถาม : พลังพวกนี้นี่เราสามารถเอามาใช้ได้จริงมั้ยคะ ?
ตอบ: สามารถใช้ได้จ้ะ แต่ว่าจริง ๆ แล้ว พลังงานทั้งหมดที่มากจากภายนอก ไม่มีอะไรสู้พลังจิตที่เกิดจากการฝึกฝนที่ดีแล้วได้ วิชาการเหล่านี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านไม่ทราบ ท่านทราบดีซะยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่ว่าตรองดูแล้วเห็นว่ามันเป็นวิชาที่ขวางกับมรรค – ผล ท่านก็เลยตัดมันออกไป
ดังเช่นในพระธรรมบทที่ท่านเขียนเอาไว้ชัดเจน ว่าวันหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จออกไปยังป่าประดู่ลาย พร้อมกับทรงถือใบประดู่มาหนึ่งกำมือยกให้ภิกษุทั้งหลายดู แล้วตรัสว่า ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลายใบประดู่ในกำมือตถาคตนี้กับใบประดู่ในป่าอันไหนมากกว่ากัน......พระภิกษุทูลตอบว่า ใบประดู่ในป่ามากกว่าจนประมาณไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่านั้นแหละ สิ่งที่ตถาคตรู้ คือใบประดู่ในป่า แต่สิ่งที่ตถาคตสอนพวกเธอคือใบประดู่กำมือเดียว ท่านเลือกเอาใบประดู่กำมือเดียวที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สุขในปัจจุบันและประโยชน์สุขในอนาคต โดยเฉพาะการหลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพานมาสอนเราเท่านั้น กำมือเดียวนี่แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าทั้งป่านี่มันเท่าไร
ดังนั้นวิชาการเหล่านี้ พระพุทธเจ้าท่านทราบอยู่แล้ว แต่ท่านเห็นแล้วว่า มันไม่ใช่ เพราะว่าลำบากมาก จนกระทั่งบรรลุได้ยากเต็มที มันกลายเป็นวิชาที่ขวางกับการปฎิบัติสายตรง ท่านก็เลยไม่สอน แต่ว่าคนปัจจุบันนี่เขาเก่ง พยายามที่จะสอนกัน เราเองเก่งได้อย่างเขาบ้างก็ดีเหมือนกันน่ะ มันเป็นความรู้พิเศษเพิ่มขึ้นมา แต่ว่าจำไว้ว่า ถ้าเรามุ่งมรรคผล โดยตรงมันก็ทำให้เราเสียเวลา พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ปรารถนาธรรมที่ไม่เนิ่นช้า ถ้าทำให้ช้า ท่านไม่เอาด้วย

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
08-08-2005, 04:29 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : สงสัยเกี่ยวกับเรื่องพวกสัตว์เดียรัจฉานว่าสามารถที่จะทำบุญได้กุศล ผลบุญจากการกระทำ ?
ตอบ: ได้จ้ะได้ เต็มที่เลยยิ่งกว่าเราอีกอย่างเช่นว่า เอราวัณเทพบุตร ก็เป็นช้างเขาใช้ในการชักลากไม้เพื่อช่วยในการก่อสร้างสาธารณประโยชน์ พอตายแล้วท่านไปเป็นเทวดาอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โฆษกเทพบุตร ช่วยนำทางให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้า ช่วยเห่าระวังป้องกันสัตว์ร้ายให้ เมื่อถึงเวลาตายก็ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เหมือนกัน สัตว์เดียรัจฉานสามารถทำบุญได้ขณะเดียวกัน สิ่งที่เขาทำบาปนั้นโอกาสแทบจะไม่มี โดยเฉพาะสัตว์เดียรัจฉานที่เกิดใกล้คน ใกล้พระก็ดีพวกเหล่านี้ถ้ามีโอกาสอยู่ใกล้มนุษย์ กรรมของการเป็นเดียรัจฉานของเขาจวนหมดแล้ว ถ้าจิตเกาะคนก็เกิดเป็นคน ถ้าจิตเกาะพระหรือเกาะความดีก็เกิดเป็นเทวดาไปเลย โอกาสทำชั่วของเขาน้อยมาก นาน ๆ จะมีเดียรัจฉานลงสู่อบายภูมิที่ต่ำกว่าการเป็นเดียรัจฉาน ส่วนใหญ่ไม่เสมอตัวก็มีแต่ก้าวหน้าขึ้นไป
ถาม : ทำไมเป็นอย่างนั้นเจ้าคะ ?
ตอบ: มันคล้าย ๆ กับโอกาสที่เขาทำผิดมันน้อยแล้ว มันไม่เหมือนของเรา
ถาม : เวลาที่เขาบอกว่าบำเพ็ญบารมีมาเท่านั้นเท่านี้อสงไขยน่ะค่ะ นับแต่เฉพาะที่เกิดเป็นมนุษย์ แต่ก็มีบางชาติที่เกิดเป็นพรหมหรือว่าอยู่ในธรรมชาติอย่างเกิดเป็นกระต่ายหรือว่า....?
ตอบ: เป็นทุกอย่าง นับรวมกัน แต่ว่าการบำเพ็ญบารมีในขณะนั้นจัดอยู่ในระดับไหน ที่เขานับน่ะ เขาไม่ได้นับอยู่แต่มนุษย์หรอก ถ้านับแต่มนุษย์นี่ตายเลย ! ไปแทรกอยู่ในนรกบ้าง เปรตบ้าง อสุรกายบ้าง สัตว์เดียรัจฉานบ้าง พรหมบ้าง ถ้านับแต่มนุษย์นี่พอดีแหละ แค่หนึ่งอสงไขยกับแสนมหากัปก็ตายแหงแล้ว มันเกิดน้อยเหลือเกิน มันเกิดเป็นอย่างอื่นซะมากกว่า
ถาม : จากสัตว์เดียรัจฉานไปถึงพวกแมลง พวกสัตว์ที่มีระดับต่ำกว่าแมลงนี่เขาทำกรรมอะไรนักหนา....ดวงวิญญาณเขาถึงได้ลงไปถึงขนาดนั้น ?
ตอบ: แหม! แค่สัตว์เดียรัจฉาน เขาบอกขนาดนั้น แล้วสัตว์นรกเอย เปรตเอย อสุรกายเอย มันหนักหนากว่าสัตว์เดียรัจฉานหลายเท่าเลย สัตว์เดียรัจฉานนี่มันเป็นตอนท้าย ๆ ของกรรมแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าดูในอเวจีแล้ว ทำไมมันถึงขนาดนั้น ปรากฏว่าโลกันต์หนักกว่าอีกสี่เท่าของอเวจี สัตว์เดียรัจฉานนี่ถือว่ากรรมเบามากแล้วจ้ะ
ถาม : มันจะมีอาชีพบางอาชีพน่ะค่ะ อย่างพวกเพชฌฆาตพวกแม่ค้าปลาที่ต้องฆ่าสัตว์ พวกนี้เขามีกรรมมั้ยคะ ?
ตอบ: มีร้อยเปอร์เซ็นต์เลย (หัวเรอะ) แล้วทำไมล่ะ ?
ถาม : ก็เลยสงสัยว่า อาชีพเหล่านี้ เขาทำเพื่อยังชีพ เขาจะมีกรรมติดตัวไป
ตอบ: มีเต็มที่เลย จะฆ่ากี่ตัวก็โทษเท่านั้นแหละ ส่วนใหญ่แล้วพวกนี้จะลงอเวจีมหานรก เพราะว่าทำเป็นประจำ การที่เราทำเป็นประจำเรียกว่าอาจิณกรรม ส่วนใหญ่จะลงอเวจีมหานรก โทษหนักมากจะอ้างว่าเลี้ยงชีพไม่ได้ เพราะว่าการเลี้ยงชีพ อาชีพอื่นมีมากมายทำไมคุณถึงไม่ทำ จริงไหมเอ่ย ?
ถาม : แล้วอยากจะถามว่า สัมมาอาชีพ การประกอบอาชีพเป็นส่วนใหญ่ที่ทำให้เป็นมงคลต่อชีวิตนี่
ตอบ: ก็เป็นอาชีพที่ไม่ผิดศีล และไม่ผิดกฏหมายบ้านเมือง ถึงได้เรียกว่าสัมมาอาชีวะ อะไรก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ผิดศีล คือไม่ล่วงในศีลห้า กรรมบทสิบอย่างหนึ่ง แล้วก็ไม่ล่วงกฎหมายบ้านเมืองอย่างหนึ่ง
ถาม : อย่างนี้ผู้พิพากษา เขาตัดสินประหารชีวิตจะบาปมั้ยครับ ?
ตอบ: จะเรียกว่าบาปก็ไม่ได้ เพราะว่ายิ่งถ้าหากเขาคิดเป็นตัดตอนเป็นนี่ โทษไม่มีเสียด้วยซ้ำไป ทำตามหน้าที่ เพื่อรักษาความสุขความสงบให้กับส่วนรวม เขาเป็นแค่ผู้ตัดสินแต่เขาไม่ได้บอกว่าเขาไปลงมือฆ่าและโดยเฉพาะว่าเจตนาการโกรธเคืองกันไม่มี เป็นการลงโทษเพื่อสุขสงบของสังคม จะเรียกว่าไม่มีโทษเลยก็ไม่ได้ แต่ว่าโทษมันน้อยมาก ขณะเดียวกันถ้าเขาตัดตอนของอารมณ์ใจของเขาได้ด้วยยิ่งสบายเลย ไม่มีโทษเสียด้วยซ้ำไป การตัดตอน ก็คือว่า เราทำหน้าที่ของเรา เราทำแค่นี้ ส่วนอื่นเขาจะไปตายเพราะมือใครไม่เกี่ยวกับเราเลย
ถาม : แล้วอย่างนี้เจ้าของโรงฆ่าสัตว์ ถ้าเกิดเขาคิด เขาก็ไม่บาป ?
ตอบ: จะไม่บาปได้ไง สั่งให้ฆ่า เจตนาแรก ของมันก็เต็มที่แล้ว ตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อให้เขาฆ่า ใช่มั้ย ?..หนักเลย
ถาม : แล้วอย่างหมอ คนป่วย ป่วยหนักเลยไม่อยากอยู่แล้ว ขอให้ฆ่าตัวเองอย่างนี้เป็นกรรมมั้ยคะ ?
ตอบ: เป็นจ้ะเป็น เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดสินชีวิตใคร นอกจากกฎของกรรมให้เป็นไปเท่านั้นเป็นเหมือนกัน แต่ว่าเขาไม่ได้ทำโดยมุ่งร้ายจิตใจไม่ได้ประกอบไปด้วยโทสะ จะเป็นเมตตาซะด้วยซ้ำไปโทษมันก็เลยไม่โดนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าการที่เราฆ่าคนอื่น ส่วนใหญ่มันเกิดจากโทสะ เรารู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิตอยู่หนึ่ง สัตว์นั้นมีชีวิตอยู่หนึ่ง เราตั้งใจฆ่าหนึ่ง เราลงมือฆ่าหนึ่ง เราฆ่าสำเร็จหนึ่ง ถ้าประกอบด้วยห้าส่วนนี้โทษเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ อันโน้นของเขาหลุดไปหลายส่วนโดยเฉพาะเจตนาฆ่าให้ตายไม่มี
ถาม : ถ้าเอาเครื่องช่วยหายใจออก ?
ตอบ: ตั้งใจให้เขาตายหรือเปล่า ? ( หัวเราะ) เดี๋ยวกลายเป็นยายชลลดา โทรมาจะให้ช่วยให้แม่ตายเร็ว ๆ อาตมาล่ะกลุ้มใจ จะให้พระไปฆ่าคน
ถาม : ถ้าเกิดว่าไม่ได้ใช้เครื่องช่วยหายใจ ก็ตาย
ตอบ: ตอนที่ใช้ช่วย ...ก็ช่วยมันไปก่อนเหอะ แต่มันมีอยู่อย่างหนึ่งบางทีที่อยู่ในห้องไอซียูนี่ จิตมันออกจากร่างไปนานแล้ว ถ้าอย่างนั้นเอาออกมันก็ไม่ได้ฆ่าใครหรอก ไอ้รถมันอยู่ได้เพราะว่าเติมน้ำมันไปเรื่อยเขาแค่หยุดเติมน้ำมันเท่านั้นเองไอ้คนขับเปิดไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่อันนั้นมันต้องรู้จริง ถ้าไม่รู้จริงนี่อย่าไปเสี่ยงเลยกลายเป็นตกนรกตั้งใจฆ่าคนเสียเปล่า ๆ
ถาม : แล้วอย่างคนที่เข้าไอซียู เพราะเกิดอุบัติเหตุ เพื่อนฝูงรอบข้างเห็นเขาไปหาทุกคนเลย
ตอบ: ประเภทนั้นแหละคือว่าเขาไปแล้วล่ะจ้ะ เพียงแต่ว่าที่อยู่นั้น สภาพร่างกายมันยังมีเชื่อเพลิง มันก็ทำงานไปตามวาระ เหมือนยังกับว่าขับรถมาแล้วเราดับเครื่องแล้วแต่ว่ารถมันยังไม่มีแรงเฉื่อยมันยังไหลไปได้ระยะหนึ่งอย่างนั้นแหละถ้าไม่เบรกอาจชนเขา ของเขาก็เหมือนกันจิตมันออกไปแล้ว แต่ว่ามันยังเป็นสภาพร่างกายยังทำงานอยู่ด้วยเครื่องมือหมอบ้าง หรือว่ามันยังเป็นสภาพที่ยังไม่แตกดับอย่างแท้จริงบ้าง มันก็เลยว่า ตัวเขาเองโน่นตะลอนตะลอนไปหาเพื่อนฝูงซะทั่วประเทศแล้ว
ถาม : แล้วอย่างนี้ ถ้าเกิดว่าลูกช่วยแม่ เป็นอนันตริยกรรมมั้ยครับ ?
ตอบ: ก็มีสิทธิ์เลยล่ะจ้ะ
ถาม : ถ้าตังค์หมดจะทำยังไง ?
ตอบ: ก็แล้วแต่หมอ อย่าไปสั่งหมอให้เอาออกแล้วกัน

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
08-08-2005, 04:29 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : มีคนที่มีประสบการณ์ เขาเคยมานั่งสมาธิแล้วพอเขานั่งปุ๊ปจะเกิดอาการว่าฟุ้งซ่าน มีเจ้ากรรมนายเวรเข้ามาหา คราวนี้เราจะช่วยเขายังไงคะ ?
ตอบ: มันต้องให้เขาช่วยตัวเอง เราช่วยเขาไม่ได้ ตั้งใจแผ่เมตตาให้กับเขาไป ถ้าหากว่าเขาไม่ยอมไปจริง ๆ ก็ตั้งใจถามว่ามาต้องการอะไร จะให้เราแก้ไขในลักษณะไหนถึงจะยอมอโหสิกรรมให้อย่างนั้นเป็นต้น ในเมื่อรู้เห็นสามารถติดต่อได้ ถามตรงเขาได้เลย ตัวเราเองไม่ต้องไปช่วยเขาหรอก มันต้องเขาช่วยตัวเขาเอง
ถาม : แล้วบางคน ทำไมเวลานั่งแล้วหลับล่ะเจ้าคะ ?
ตอบ: (หัวเราะ) สองอย่างจ้ะ ถ้าไม่ใช่เพลียจนเกินไปก็ตัว ถีนมิทธะนิวรณ์มันกินเข้าไปเต็มที่เลย
ถาม : ความฝัน ทำไมบางทีมันเกิดการฝันที่ตรงกัน พร้อม ๆ กันหลายคน ความฝันอย่างงี้เกิดขึ้นได้ยังไงเหรอเจ้าคะ ?
ตอบ: อันนี้น่าจะเป็นเทพสังหรณ์ คือเทวดาเขาสงเคราะห์อันดับแรกคนทั้งหลายเหล่านั้นมีกรรมที่เนื่องกัน มานะ อันดับที่สองเทวดาเขากลัวเราจะไม่เชื่อ เลยหาพยานเพื่อให้เป็นข้อยืนยันแก่เราด้วย แต่อันนั้นต้องหมายความว่าวาระนั้น เวลานั้น บุญของเราต้องเสริมด้วย ไม่มีกรรมหนักมาขวาง เขาถึงสงเคราะห์ได้ขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นแล้วใบ้แบบตายเราเองยังไม่เข้าใจเลย
ถาม : ขอถามเรื่องที่เกิดกับตัวเองแล้วไม่รู้จะแก้กรรมยังไงน่ะเจ้าค่ะ คือว่าตัวเองขับรถแล้วชอบหลงทิศน่ะเจ้าค่ะ ขับรถแล้วหลงตลอดเลย
ตอบ: อ๋อ! ไม่ต้องแก้ เพียงแต่ตั้งใจจำก็พอ
ถาม : ตั้งใจมันก็หลงได้นะเจ้าคะ ไม่รู้ทำไมหลงประจำเลย
ตอบ: ต่อไปพยายามใช้คำภาวนาใหม่จ้ะ ภาวนาว่า วิวี พุทธโธ อิติ จะได้แก้หลงทางได้ วิวี พุทธโธ อิติ ถ้าอยู่ในป่าเวลาหลงทาง ให้หาต้นไม้ใหญ่ที่มีแก่น หันหลังพิงต้นไม้ ตั้งใจขอให้เทวดาท่านสงเคราะห์ชี้ทางให้ แล้วภาวนาคาถานี้ ถ้าได้ทิพจักขุญาณเห็นเทวดาชี้บอกทางให้หรือบอกทางไปไหนให้ไปทางนั้น ถ้าไม่ได้ทิพจักขุญาณ รู้สึกอยากไปทางไหนให้ไปทางนั้น จะไม่หลงทาง ของเรามันขี้หลง ขับรถไปภาวนาไป วิวี พุทธโธ อิติ น่ะ สั้น ๆ
ถาม : ท่องได้เรื่อย ๆ เลยใช่มั้ยเจ้าคะ ?
ตอบ: ได้เรื่อย ๆ เลย กลัวหลงก็ท่องให้มากไว้
ถาม : รวมทั้งขึ้นรถด้วยเปล่าคะ ?
ตอบ: ขึ้นรถก็หลงเหรอ ใช้ได้เลย อาตมานี้เป็นทึ่งต้องใช้ภาษาอังกฤษปนไทยว่าเป็นทึ่ง วันก่อนไปหาเจ้าเกด มันบอกว่าอยู่ตรงนั้น ๆ ไอ้เราไปถึงก็นั่งมอเตอร์ไซค์บอกทางมันเสร็จสรรพ หัดทำให้มันได้ ไอ้สัญชาติญาณในการหาทาง ขนาดนั่งรถเมล์ยังหลงได้ (หัวเราะ) ไม่เชื่อความรู้สึกตัวเอง ถ้าจำแม่นไม่หลงลืมจริง ๆ ก็ใช้คาถาท่านปู่พระอินทร์ สหัสสเนตโต เทวินโท ทิพจักขุง วิโสทายิ สหัสสเนตโต ตาโต ๆ พันดวง เทวินโท คือ เทวดาผู้เป็นใหญ่ ทิพจักขุง ก็คือ ตาทิพย์ ความรู้สึกเหมือนมีตาทิพย์ วิโสทายิ แค่นั้น ใช่บ่อย ๆ ความจำจะดี ขณะเดียวกันถ้าหากว่าใครจะสอบอะไรก็ใช้ได้มันจะคล่องตัวเหมือนยังกับลอกข้อสอบเลย
ถาม : ต้องตั้ง นะโม สามจบก่อนหรือเปล่า ?
ตอบ: ตั้งซะก่อนนะดี ตั้งใจขอบารมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พรหมเทวดาทั้งหมด มีท่านปู่พระอินทร์เป็นที่สุด ขอให้เขาช่วยสงเคราะห์

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
08-08-2005, 04:29 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : (ถามเรื่องอานิสงส์การบริจากโลหิต)
ตอบ: เพราะฉะนั้นการสละเลือดของตัวเอง สละอวัยวะภายนอกภายในของตัวเองให้แก่คนอื่นเพื่อต่อชีวิตเขาเรียกว่าทานตัดชีวิต ทานตัดชีวิตนี่ อานิสงค์ต่ำสุด คือ ดาวดึงส์ขึ้นไป ต่ำสุดดาวดึงส์นะ มีแต่จะสูงกว่านั้น
ถาม : ทำไมเวลาเรานั่งสมาธิกับคนที่ ....(ฟังไม่ชัด).....เวลานั่งแล้วนี่ ทำไมสมาธิเราถึงดีกว่า ?
ตอบ: มันเหมือนกับเด็ก ๆ ผู้ใหญ่จูงมันก็มั่นคงกว่าใช่มั้ย ถ้าเดินเองก็หกล้มหกลุก กำลังเขาสูงกว่า เราอยู่ในเขตนั้น กระแสของเขาชักนำได้ แล้วขณะเดียวกันไม่ใช่แต่ความดีของเขาที่ชักนำ ความชั่วมันชักนำเหมือนกัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ กระแสของความชั่ว รัก – โลภ – โกรธ – หลง มันแรงมาก ถ้าเราตั้งกำลังใจดี ๆ อย่างลุงสายัณห์อยู่ต่างจังหวัด ภาวนาอารมณ์ใจทรงแป๊ะมาเลยแล้วตั้งใจพิจารณา เข้ามาเพียงพักเดียวมันเบียดเบียนเอนกระเท่เร่ไม่เป็นท่าหรือไม่ก็พังไปเลย ไม่ใช่แต่กระแสบุญชักนำกันได้ กระแสกรรม คือ ความชั่วก็ชักนำกันได้ แล้วส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้มันก็โดนกระแสกรรมชักนำกันอยู่ เลยดิ้นรน เร่าร้อนกันไปหมด
ถาม : ถ้าอย่างนี้ เราก็ไปอยู่กับกลุ่มที่เขาไปวัด เราก็จะได้เต็ม ?
ตอบ: กำลังจะทรงตัวได้ง่าย ก็สังเกตมั้ยว่าที่นี่มันสบายกว่าตั้งเยอะก็แค่นั้นเอง
ถาม : การบูชาพระ ระหว่างดอกไม้สดกับดอกไม้สำเร็จรูป มีความแตกต่างกันในบูชามั้ยคะ ?
ตอบ: อานิสงส์ต่างกันหน่อย อานิสงส์บูชาด้วยดอกไม้พลาสติกหรือดอกไม้สำเร็จรูป ยังไม่มีตัวอย่างแต่อานิสงส์ของการบูชาด้วยดอกไม้สด อย่างชนิดเรียกตูมเมื่อแรกแย้มกับดอกไม้เหี่ยวนี่เห็นชัดเลยในธรรมบท เพราะว่าในพระเวสสันดรชาดก ตาเฒ่าชูชก อายุแก่คราวปู่ได้แล้วได้นางอมิตดา ที่เป็นเด็กสาวคราวหลานเป็นภรรยา ในพระอรรถกถาเขากล่าวไว้ว่านางอมิตดา บูชาพระด้วยดอกไม้เหี่ยว สงสัยตาชูชกเล่นดอกไม้ที่ยังไม่บาน เพราะฉะนั้นถ้าใครบูชาพระด้วยดอกไม้พลาสติกก็อาจได้หนุ่มสาวพลาสติดไป (หัวเราะ)
ถาม : อันนี้ถ้าเราบูชาด้วยจิตเป็นบุญ แต่ว่าเราไม่รู้ เห็นว่าเราไม่รู้ เห็นว่า....
ตอบ: อานิสงส์เขามีนี่ เขาก็ให้แล้ว อย่าลืมนะว่า ของเขามันประเภทที่ว่าแย่จริง ๆ ใช่มั้ย ถ้าของเรามันประเภทจิตเป็นไปถึงบูชาไปถึงมันจะเหี่ยวแล้วอาจประเภทเจอคนแก่ใจดีรวยอีกต่างหาก
ถาม : หนูตกถังข้าวสาร
ตอบ: ระวังนะ เดี๋ยวหนูจะตกถังน้ำกรด
ถาม : เวลาไหว้พระที่หน้าหิ้งบูชา กับการไหว้ที่ไม่ได้จุดธูปจุดเทียน จะมีความแตกต่างกันมั้ยคะ ?
ตอบ: ต่างกันอยู่ตรงอานิสงส์ที่ได้รับ การจุดธูปเทียนเป็นการบูชาด้วยของหอมและแสงสว่าง มีอานิสงส์เพิ่มขึ้น นอกจากการบูชาด้วยดอกไม้แล้ว ได้อานิสงส์การบูชาด้วยของหอมและแสงสว่างด้วย แต่ถ้าว่าเราคิดว่าการจุดธูปเทียนจะทำให้การรักษาลำบากอาจจะทำให้เกิดไฟไหม้ได้อะไรใช่มั้ย ของเราเอง เราใช้วิธีปฎิบัติบูชา คือการปฎิบัติบูชาถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา แทนอานิงสงส์จะสูงกว่ามากมหาศาล อานิสงส์ของอามิสบูชา คือการบูชาด้วยสิ่งของ ส่วนใหญ่ก็จะกลาย เป็นเรื่องลาภยศเงินทอง แต่การปฎิบัติบูชานี่จะเป็นเรื่องของปัญญาความฉลาดในการตัดกิเลสหรือการทำมาหากิน ถ้าเรายังไม่เข้าปรมัตถบารมี ที่จะตัดกิเลสกับจริง ๆ เพราะฉะนั้นอานิสงส์ของปฎิบัติบูชาจะได้มากกว่า หรือว่าถ้าหากว่ากลัวว่าไฟมันจะไหม้มันก็โน่นแน่ะ ธูปเทียนที่ทำด้วยไฟฟ้า อย่างเก่งก็ช๊อตดับเฉย ๆ พอหลอดขาดมันก็ดับแล้วมันก็ไม่ไหม้หรอกจะมีอานิสง์ตรงบูชาด้วยแสงสว่างอยู่ แต่กลิ่นไม่มี
ถาม : แล้วอย่างนี้ก็ไปซื้อเทียนที่เขาทำหลอดก็ใช้ได้เหมือนกันมั้ยคะ ?
ตอบ: ใช่ได้เหมือนกัน ปลอดภัยกว่า เผลอแล้วไฟไม่ไหม้ด้วยอย่างเก่งหลอดขาดแล้วก็ดับ
ถาม : สังสัยน่ะค่ะ เจ้าพวกไข่ไก่ ไข่เป็ด เวลาเกิดขึ้นมาแล้วดวงวิญญาณที่จะเข้าจับ เพื่อจะเกาะอยู่กับสัตว์มันจะเกาะช่วงเวลาไหน ?
ตอบ: แล้วแต่วาระบุญวาระกรรมของเขา บางตัวพอเชื้อของตัวผู้ผสมตัวเมียปั๊ปมันก็จับเลย บางตัวโน้นแน่ะฟักไปแล้วตั้งสามเดือน โอ้ย ! ไม่ใช่ ฟักไปแล้วตั้งสามวันสิบวันแล้วค่อยจับ บางตัวออกมาเป็นตัวแล้วค่อยจับก็มี มีเหมือนกันที่ตายแล้วค่อยลงไปจับจนกระทั่งจิตเดิมมันออกไปจิตใหม่มันเข้าไปแทนใช้ซากเดิมกลายเป็นตัวใหม่ กลายเป็นชีวิตดวงใหม่ กลายเป็นจิตดวงใหม่ก็มีวาระบุญวาระกรรมมันไม่เท่ากัน
ถาม : มันเหมือนกันทุกชนิดมั้ยเจ้าคะ ?
ตอบ: ทุกชนิดน่ะจ้ะ ถ้าต้องปฎิสนธิ ที่เรียกว่า อัณฑชะ หรือ ชลาพุชะ อัณฑชะ นี่คือเกิดในไข่ ชลาพุชะ เขาเรียกว่าชำแรกไส้ความจริงคือเกิดในมดลูก
ถาม : อ๋อ !อย่างนี้ ที่เขาห้ามคนท้องไปงานศพ ก็เพราะอย่างนี้ด้วยหรือเปล่า ?
ตอบ: ดีไม่ดี คนตายมันมาแทน (หัวเราะ)
ถาม : เขาถึงห้ามไปงานศพใช่มั้ยคะ ?
ตอบ: จ้า จริง ๆ ก็ไปได้ ก็ตั้งใจภาวนาเอาพระคุมไปซิ ผีที่ไหนมันจะเข้าได้เล่า อย่างเมื่อกี้เขาเอารัก – ยม มาไง มันผ่าส่งให้ก็บรรลัยไปเลย ของเราอธิษฐานพระคุมอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ไม่ดีเข้ามามันก็พังเอง ยิ่งเขาเห็นสว่างโร่มาแต่ไกลไม่มีใครเขาเข้าใกล้กันหรอกเผ่นกันหมด เพราะเวลาพระมานี่ไม่ใช่ท่านมาอย่างเดียว พรหม เทวดา ท่านตามรักษาด้วยกลายเป็นนายใหญ่มาอีก ตัวเองเล็กมากก็ต้องหนีให้ห่างไป
ถาม : เคยเจอคน ๆ หนึ่ง เป็นประเภทมีเทวดารักษามากเลยเวลาไปไหนรถเสียประจำเลยเจ้าค่ะ ?
ตอบ: มันเสียเพราะอะไรล่ะ ?
ถาม : ไม่ทราบเจ้าค่ะ พอเขาขึ้นนั่งปุ๊ปเขาก็ทักแล้วว่า เดี๋ยวต้องดูเครื่องก่อนนะว่าเป็นอะไรหรือเปล่า พอเขาตรวจดูเรียบร้อยรถก็เสียพอเปลี่ยนคันรถก็เสียอีก
ตอบ: อันนั้นไม่ใช้เทวดารักษาแล้ว มันกลายเป็นหนักแผ่นดินแล้ว (หัวเราะ) บางคนอาจมีวาระกรรมของเขาอยู่ ที่ตามมาไม่แน่ใจว่าจะเป็นเทวดา เพราะถ้าเป็นเทวดาใครเขาจะทำให้เสียมีแต่ทำให้ถึงเร็วขึ้น
ถาม : ก็เลยว่าคน ๆ นี้ไปไหนต้องมีคนไปด้วย เพราะเธอไปแล้วเธอจะทำให้รถเสียทุกครั้งเลย
ตอบ: มีอยู่รายเดียวที่รู้จักนะ แล้วก็เรียกว่าเทวดารักษามากจนเกินไปทำให้มีผลไม่ดี คือ เด็กผู้ชายคนหนึ่งพอเกิดมานี่มันจะมีต่อหัวเสือรังหนึ่งมาทำที่ชายคาบ้าน แล้วเด็กคนนั้นไปไหนต่อฝูงนั้นบินตามไปด้วย ถ้าเด็กไปหยุดพักหรือเล่นที่ไหนต่อจะไปจับที่ข้างฝาหรือใกล้ ๆ อยู่เป็นกลุ่มอยู่อย่างนั้นแหละ แล้วใครจะกล้าเข้าใกล้พ่อคุณล่ะ ยกเว้นคนในบ้านที่เขารู้ว่าไม่เป็นอันตราย คนอื่นขืนเข้าใกล้มันคิดว่าเป็นอันตรายก็ซวยล่ะสิ

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
08-08-2005, 04:30 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : พญานาคนี่มีจริงมั้ยคะ ?
ตอบ: มีจ้ะ มีทั้งนาคจริงแล้วนาคปลอมด้วย รู้จักนาคปลอมมั้ย ?
ถาม : เป็นยังไงเจ้าค่ะ ?
ตอบ: ไม่เคยเห็นตามบันไดโบสถ์บ้างเหรอ (หัวเราะ) อันนั้นพูดเล่นจ้ะ นาคปลอมคือเทวดาที่ท่านเป็นบริวารของท้าววิรูปักษ์ พวกนี้เรียกว่านาคปลอม เพราะว่าเวลาออกปฎิบัติงานส่วนใหญ่จะไปในลักษณะของงูใหญ่ ความจริงท่านเป็นเทวดาแต่เวลาออกปฎิบัติงานไปในลักษณะงูใหญ่ ถ้าเป็นบริวารของท้าววิรุฬหก ก็ไปในลักษณะของกุมภัณฑ์ บริวารท้าวเวสสุวรรณ ไปในลักษณะของยักษ์ บริวารของท้าวธตรฐ ไปในลักษณะของคนธรรพ์ ความจริงท่านเป็นเทวดาสวย ๆ ทั้งนั้น นั้นเป็นเครื่องแบบของท่านเวลาทำงาน เพราะฉะนั้นบริวารของท้าววิรูปักษ์ก็เลยเป็นนาคปลอมเพราะว่าเป็นเทวดาจำเเลงขึ้นมา
ส่วนนาคจริง ๆ เป็นเดียรัจฉานกึ่งทิพย์ที่มีฤทธิ์ พวกนี้ท่านได้ทำบุญใหญ่ แต่ว่ากรรมเก่าก็มากหรือว่าอาจสร้างกรรมดีมาแล้วมีความผิดเสริมไปด้วยก็เลยกลายเป็นสัตว์เดียรัจฉานกึ่งทิพย์ไป ที่จิตใจใฝ่บุญกุศลก็มี ที่ประเภทไม่เอาไหนเลยก็มี พวกที่ใฝ่บุญใฝ่กุศลส่วนใหญ่ก็จะหนุ่นเสริมพระภิกษุในพระพุทธศาสนา หรือไม่ก็ช่วยเหลืองานต่าง ๆ เพราะว่าเขาสามารถจำแลงเป็นคนได้มีทั้งจริงทั้งปลอม
ถาม : ที่อัฟกานิสสถาน ที่ทำลายพระพุทธรูปอยู่นี่ ซวยมั้ยครับ ?
ตอบ: ก็ปล่อยเขาสิ โทษทำลายพระพุทธรูปนี่อเวจีทีเดียว อย่าไปกังวลแทนเขา
ถาม : ใครไปสร้างไว้ที่นั้น ?
ตอบ: สมัยนั้นพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก ราว ๆ พ.ศ. ๓๐๐ กว่า ๆ สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ไง พระเจ้าอโศกมหาราชนี่ท่านเล่นครองชมพูทวีปเลย พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นกษัตริย์ที่มีบุญญาธิการมากเกือบจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่แล้ว แต่ของท่านไม่มีจักรแก้ว นางแก้ว ท่านก็มี พระขรรค์แก้ว ท่านก็มี ช้างแก้ว ม้าแก้ว อะไรท่านก็มี เพียงแต่ว่าขาดจักรแก้วในการประกาศตนเป็นจักรพรรดิเท่านั้น
ท่านอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาถึงขนาดว่ามีพระบรมสารีริกธาตุอยู่ที่ไหนไปขุดอัญเชิญมาหมด แล้วตั้งใจสร้างเจดีย์ถึงแปดหมื่นสี่ฟันองค์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเป็นพุทธบูชา เท่านั้นยังไม่พอ ท่านจัดงานฉลองเจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน เลี้ยงพระทุกวันเลย ไม่รวยจริงทำไม่ได้ แล้วก็ยังไม่พอใจท่านอีก ท่านเอาสำลีพันตัว แช่น้ำมันแล้วก็จุดเป็นพุทธบูชา ยืนพนมมืออยู่ แล้วตาจ้องอยู่ที่เจดีย์ที่ท่านสร้าง ถวายเป็นพุทธบูชา ตั้งใจว่าถึงไฟมันไหม้ให้เราตายไปก็ขอถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา แต่เผอิญกำลังใจท่านมั่นคงมาก ไฟก็เลยทำอันตรายไม่ได้
ถาม : อย่างนี้ก็ไปไม่สมความตั้งใจสิครับ ?
ตอบ: ท่านตั้งใจอยู่ว่าท่านจะถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา ในเมื่อจุดไฟจนกระทั่งมันมอดไป เป็นอันว่าจบแล้วมันจะไม่สมความตั้งใจได้อย่างไร เพียงแต่ท่านตั้งใจว่าถ้าตัวท่านตายก็ช่าง พระเจ้าอโศกมหาราชเมื่อปกครองในชุมพูทวีป ในช่วงนั้นเขตของอัฟกานิสสถานเฉพาะเมืองที่สร้างพระพุทธรูป เป็นเขตของพระพุทธศาสนา มีวัดวาอารามมากในเมื่อมีความเลื่อมใสมากก็สามารถสร้างขึ้นมาได้ โดยเฉพาะพระพุทธรูปยืนองค์ที่เขาถือว่าที่สุดในโลกแกะสลักหน้าผาเป็นรูปพระพุทธรูปแกะภูเขาเป็นพระเลยนะ
ถาม : แล้วที่เมืองจีน ?
ตอบ: ที่เมืองจีนพระนั่ง นั่งห้อยพระบาทที่มุมของแม่น้ำแยงซีเกียงที่มันท่วมประจำทุกปี แล้วก็เกิดอุบัติเหตุล้มตายกันเป็นประจำที่อะไร ? เล่อซาน
ถาม : ขี่พายุทะลุฟ้า ?
ตอบ: (หัวเราะ) ขี่พายุทะลุฟ้า เออใช่ ! ไอ้ที่มันไปดวลกันหน้าตักพระ ไอ้พวกไม่รู้ที่ต่ำที่สูง (หัวเราะ) น้ำท้วมถึงพระชานุ อัคคีคุ คั่งถ้ำเทียมเมฆ สำนวนจีนเขา มันเป็นปริศนาโบราณไม่มีใครรู้... น้ำท่วมถึงเข่าพระ พระพุทธรูปองค์นั้น สูง ๙๑ เมตร เข่าสูงแค่ไหน ? ถ้าน้ำท้วมถึงเข่าพระก็แย่ คราวนี้เข่าพระมีถ้ำใหญ่มีกิเลนไฟอยู่ ถ้าน้ำท่วมมันอยู่ไม่ได้มันออกมาก็อาละวาด นั่นน่ะปริศนาออกนอกเรื่องไปเยอะ....เลี้ยวกลับมาใหม่ เดี๋ยวไปไกล...จากอัฟกานิสสถานโดดทีเดียวไปจีนเลย

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
08-08-2005, 04:30 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : พระเจ้าอโศกนี่เป็นฝรั่งเหรอครับ ? รูปปั้นเหมือนฝรั่งเลย
ตอบ: ท่านมีเชื้อสายกรีกอยู่อย่าลืมว่ากรีกนี่ครองอันเดียเป็นระยะเวลายาวนาน ตั้งแต่อเล็กซานเดอร์มหาราช แล้วมา เมนันเดอร์...เมนันเดอร์ นี่ บาลีเรียกว่ามิลินทร์ มิลินทะ พระยามิลินทร์ ที่โต้ปัญหากับพระนาคเสน คราวนี้มีจารึกพระเจ้าอโศกมหาราชที่เป็นคำทำนายของพระโมคคัลลาน์ติสสะเถระเจ้า ท่านทำนายว่าหลังกึ่งพุทธกาลไปแล้ว พระมหาเถระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งด้วยบารมีจะนำพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองคล้ายกับสมัยพุทธกาลอีกวาระหนึ่ง นั่นแหละ ธรรมกายเขาถึงได้คิดว่าเป็นอาจารย์ของเขา ความจริงการเจริญรุ่งเรืองไม่ใช่เจริญด้วยวัตถุ แต่เป็นเพระว่ามีพระอริยเจ้ามาก ต้องเน้นผล ไม่ใช้เน้นวัตถุ
ภายหลังอิสลามสามารถที่จะครองพื้นที่ตรงนั้น ทั่ว ๆ ไปเขาก็ไม่ยุ่งด้วย เพราะอิสลามถือว่าการเข้าไปยังศาสนสถานของศาสนาอื่นนี่ จะทำให้ตกนรก เขาก็ปล่อยมายาวนานตั้งเป็นพันปี ก็ตั้งแต่ พ.ศ. ๓๐๐ กว่า ๆ มาสองพันกว่าปีแล้วซะด้วยซ้ำไปเขาก็ปล่อยยาวมาเรื่อย มาถึงชุดนี้คงเกะกะลูกกะตาเต็มทีก็เลยถล่มทิ้งซะ รู้สึกอยู่ข้างบนมันเย็นไปอยู่อเวจีมันท่าจะอุ่นหน่อย โทษการทำลายพระพุทธรูปไม่ว่าองค์ใหญ่องค์เล็ก ก็ตาม โทษลงอเวจีมหานรกไว้ก่อน ยิ่งองค์ใหญ่ต้องใช้กำลังใจในการทำลายสูงมาก โทษยิ่งหนัก
ถาม : แล้วอย่างนี้ พระเครื่ององค์เล็ก ๆ ก็โดน ?
ตอบ: โดนแน่
ถาม : & แล้วมีวิธีแก้มั้ยครับ ?
ตอบ: บรรจุไว้ในพระองค์ใหญ่ ตั้งใจขอขมาพระรัตนตรัย บูชาท่านต่อไป ไม่ใช่เอาไปตำแล้วทำเป็นผง
ถาม : ถ้าทิ้งไปแล้วล่ะครับ ?
ตอบ: ก็โน่นเลย ตั้งใจขอขมาเช้า กลางวัน เย็นเลย (หัวเราะ)
ถาม : ของพ่อตาผมครับ พอดีเขาไปหาคนทรง แล้วคนทรงหยิบยังไงไม่รู้ออกจากปากมาเป็นพระให้ เขาก็สงสัย กลับบ้านก็เอาฆ้อนตำเลย
ตอบ: แหม.. น่ารักมาก ความจริงมันน่าจะอมไว้ในปากแล้วเอาฆ้อนตีหัวตัวเอง มันจะได้เป็นการพิสูจน์อย่างแท้จริง น่าเสียดายของที่ได้มาแบบนั้นไม่ใช่หาได้ง่าย ๆ นะ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่วัดท่าซุง มีร่างทรงทรงสมเด็จพระเจ้าตากสิน ท่านเคี้ยวหมากไปเรื่อย คายออกมาก็พระองค์หนึ่ง คายออกมาก็พระองค์หนึ่ง ใครอยู่ตรงนั้นก็ได้กันไปคนละองค์ คนละองค์ส่วนใหญ่เป็นพระยอดธง เคี้ยวหมากแท้ ๆ ไม่เห็นท่านอมเอาไว้เลย
ถาม : เมื่อไหร่ จะเคี้ยวหมากครับ ?
ตอบ: ปฎิเสธหลวงพ่อไปแล้ว มีอยู่วันหนึ่งตั้งใจภาวนาอยู่ เพราะว่าอยู่บนรถทัวร์เมื่อขึ้นรถเมื่อไหร่ จะตั้งใจภาวนาทันที เพราะไม่ทราบว่าจะเกิดอุบัติเหตุหรือเปล่าเราอาจถึงชีวิตก็ได้ ภาวนาไป ภาวนาไป ได้ยินเสียงเป่ายานัตถุ์ปึ้ด กลิ่นหอมตลบไปเลย พอได้กลิ่นมันอยากจนน้ำลายยืด
ถาม : ยานัตถุ์ หรือว่าหมาก ?
ตอบ: กลิ่นยานัตถุ์ เลยบอกหลวงพ่อครับยานัตถุ์ก็ไม่เอา หมากก็ไม่เอา แว่นตาก็ไม่เอานะครับ เสียงท่านถามบอกว่าแล้วไม้เท้าจะเอามั้ย ? อีตอนนั้นขืนตอบนี่โง่มาก เอาหรือไม่เอานี่โดนแน่เงียบไว้ก่อน เพราะฉะนั้นจะมารอเรื่องพระนี่เดี๋ยวแจกให้ไม่ต้องเสียเวลาเคี้ยว แจกทุกเดือน
ถาม : แล้วการซ่อมแซมพระนี่....(ฟังไม่ชัด)...
ตอบ: อานิสงส์ของการซ่อมแซมพระ ถ้าหากว่าเกิดใหม่จะมีหน้าตาที่สวยงามมากกว่าผู้อื่นเขา โดยเฉพาะเรื่องของเบญกัลยาณี ถ้าเป็นผู้ชายมันน่าจะเป็นอาโนลด์ น่ะ...ชายงามจักรวาล ๓ ปีซ้อน (หัวเราะ) อีตาอาโนลด์นี่ ถ้าไม่สละสิทธิ์ไม่มีใครแย่งได้จริง ๆ ลักษณะของเขามันสมบูรณ์สมส่วนไปทุกส่วนไง ถ้าดูมันยืนคนเดียวนี่ตัวมันใหญ่กว่าควายอีก แต่ถ้าไปยืนกับฝรั่งด้วยกัน เออมันก็ไม่ใหญ่เท่าไหร่หรอก อานิสงส์ให้ให้เกิดใหม่สวยเป็นพิเศษ
ถาม : ถามเกี่ยวกับเรื่องทำลายพระครับ ถ้าเกิดว่าอย่างบางครั้ง เราไม่ตั้งใจแล้วบังเอิญมือปัดไปโดน ?
ตอบ: อย่างนั้นเจตนาไม่มี เราก็ซ่อมสิขอขมาแล้วก็ซ่อมซะ ติดกาวได้ก็ติดซ่อมใหม่ถ้าปิดทองได้ ให้งามไปเลยได้ยิ่งดี วันนี้ส่งให้คุณอรพินทร์ไป ๓ องค์ องค์หนึ่งเศียรหัก คอพอดีเลย องค์หนึ่งพระหัตถ์ท่านพาดอยู่บนเข่าลักษณะนี้ นิ้วพระหัตถ์หายไปสี่นิ้ว ส่วนอีกองค์หนึ่งฐานแตก (หัวเราะ) ส่งไปให้เขาซ่อมแล้วปิดทองอีก
ถาม : แล้วภาพที่เป็นกระดาษ ?
ตอบ: ภาพพระ ก่อนหน้าก็เคยเก็บ เก็บไปเก็บมามันเยอะ เลยขอขมาท่าน ขออนุญาตประชุมเพลิงถวายจ้ะ ต้องขอขมาก่อนนะ อย่าไปเผาส่งเดช
ถาม : การกราบขอขมานี่ ต้องเตรียมดอกไม้ ?
ตอบ: ถ้ามีดอกไม้ธูปเทียน ก็ว่าให้ครบชุดไป ถ้าหากว่าไม่มีก็สิบนิ้ววันทาจ้ะ
ถาม : แล้วถ้าเกิดตั้งใจเอาพระผงรูปเดิมมาบดเป็นผง แล้วผสมใหม่ ?
ตอบ: นั่นแหละ ชัดเลย ทำลายพระพุทธรูป
ถาม : ถ้าของที่เข้าพิธีปลุกพระเสกแล้วก็ทิ้งไป
ตอบ: อันนั้นถ้าไม่ใช่รูปพระก็ไม่ว่ากันแต่ที่ทิ้งน่าเสียดายเพราะของที่พุทธาภิเษกถูกต้องตามพิธีกรรมแล้วอานุภาพไม่ได้สูญไปไหนถึงแตกทำลายแล้วก็ยังมีอานุภาพอยู่
ถาม : ก็เก็บที่แตก ๆ ไว้
ตอบ: จ๊ะ ยกเว้นอธิษฐานว่าถ้าแตกแล้วให้หมดอานุภาพ

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
08-08-2005, 04:30 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>เล่าเรื่องเมืองพม่า

จระเข้ตัวนี้ก็เลยได้ชื่อเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่เมืองย่างกุ้งเหมือนกันจะแยกออกจากตรงปากน้ำย่างกุ้ง เรียกว่าปากน้ำ “งาโมย่า” พระยาจระเข้ตัวนี้สามารถแปลงเป็นคนได้ แล้วก็มาแต่งงานกับนางละมุ นางละมุนี่ถ้าภาษาไทยเรียกว่า นางลำพู ไม่ทราบว่าเขาทำผิดศีลอีท่าไหนก็เลยกลายเป็นจระเข้ใหม่ ไม่สามารถจะคืนเป็นคนได้ แกก็เลยหนีลงน้ำไป ปรากฏว่าประเมินน้ำใจของภรรยาผิดไป
คุณลำพูก็เลยพายเรือตามหาสามีไม่ใช่บัวลอยนะ พวกเราเคยได้ยินมั้ย สุดคลองบางกอกน้อยพายเรื่อตามหาบัวลอย ( หัวเราะ) เพลงนี้มันเก่ามากแล้ว พวกเราไม่เคยได้ยินกันหรอกหรือเคยได้ยินก็จำไม่ได้ พายเรือไป ตรงนั้นมันอยู่ใกล้ปากน้ำย่างกุ้ง คลื่นลมมันก็แรง เรือล่มตาย จระเข้มาเห็นศพเมียก็เสียอกเสียใจคาบศพเมียขึ้นมาไว้บนชายฝั่ง แล้วตีอกชกหัวตัวเองหัวใจสลายตายไปด้วย
ชาวบ้านเขาเห็นอกเห็นใจในความรักระหว่างมนุษย์กับสัตว์เดียรัจฉานเลยสร้างเจดีย์ให้หลังหนึ่ง เรียกว่าเจดีย์แมละมุ หรือนางลำพู แมก็คือผู้หญิง ที่นี้แมละมุ คือนางลำพู เป็นเจดีย์ที่มีพระพุทธรูปทรงประหลาดมาก เป็นพระพุทธรูปปางพิศดารครึ่งนั่งครึ่งนอน ลักษณะเหมือนกับปางไสยยาสน์แต่ว่าท่านนั่งตัวตรง แล้วเท้าก็พาดยาวไปเหมือนกับนอน ไม่เคยเห็นพระพุทธรูปปางนี้มาก่อนเลย แล้วก็ไม่เคยเห็นมนุษย์คนไหนสามารถนั่งท่านั้นได้หรอก ลองดูเอวมันต้องหักเป็นมุมฉาก (หัวเราะ) เป็นเจดีย์ที่มีชื่อเสียงมาก หากว่าไปที่นั้นก็จะมีคนเอาลูกลำพูลูกละมุน่ะมาขายให้ ใครเคยเห็นบ้าง
สมัยก่อนต้นลำพูเป็นต้นไม้ริมน้ำแล้วก็หิ่งห้อยมันชอบเกาะมาก ตอนกลางคืนนี่ยังกะดาวเป็นล้าน ๆ ดวงเต็มไปหมด แล้วมันก็จะกระพริบ ๆ ตามจังหวะของมัน บางทีต้นโน้นต้นนี้จังหวะมันไม่พร้อมกัน โน่นสว่าง นี่มืด อะไรอย่างนั้น สมัยนี้ต้นลำพูบ้านเรามันน้อย มีก็ต่างจังหวัดไกล ๆ ถ้าในกรุงเทพรู้สึกจะอยู่แถว ๆ ท่าพระจันทร์ รู้สึกจะมีอยู่สักต้นหนึ่ง เห็นว่าเขาจะล้อมรั้วเอาไว้ไม่รู้ว่าจะรอดหรือเปล่านะ คราวนี้มันแปลกอยู่ว่าบ้านเขามันมีตำนานจระเข้ได้เมียเป็นมนุษย์ บ้านเราก็ดันมีเหมือนกัน ชาละวัน ตะเภาทอง ตะเภาแก้ว ตะเภาทอง ใช่มั้ย ! ของเรามีไกรทองด้วย จระเข้เลยซวย บ้านของเขาไม่มี แต่ว่าเขารักกันจริง ๆ นะ
ถาม : อย่างชาละวัน ถ้าเปรียบเขาบำเพ็ญนี่
ตอบ: เท่าที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้อย่างเดียว คือ อชรังคเปรต อชรังคเปรตน่ะเป็นเปรตหนึ่งในสิบสองจำพวก อชรังคเปรตจะอยู่ในร่างของสัตว์เดียรัจฉาน อย่างเช่นว่ามีบางคนว่าพ่อตัวเองตายกลายเป็นงูเหลือมใหญ่เลื้อยมา มาบอกที่ซ่อนสมบัติ มันเป็นไปไม่ได้หรอก งูเหลือมใหญ่ขนาดนั้นจะต้องอายุหลายสิบปีเป็นอย่างน้อย ทำไมอยู่ดี ๆ ตายปุ๊ปแล้วได้เป็นเลย คือว่าร่างของเปรต จะเป็นเปรตในร่างของสัตว์เดียรัจฉาน
พวกนี้ถ้าหากว่ามีบุญเก่าหนุ่นเสริม บางทีเขาก็ทรงฌาน ทรงสมาบัติจนกระทั่งสามารถแปลงร่างเป็นคนได้ ของจีนเขาก็มีตำนานพวกนี้ อย่างชะมดแปลงร่างเป็นคน หมาจิ้งจอกแปลงร่างเป็นคน ของเราก็มีพวกเสือสมิง พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็น อชครังเปรตหนึ่งในสิบสองจำพวก แต่ว่าถ้าจะเปรียบกับอย่างอื่นก็ไม่ทราบเหมือนกับว่าจะเปรียบกับอะไรดี... มันก็เข้าได้ตรงข้อนี้แสดงว่ามันต้องมีจริง ๆ ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่คนว่าทั่วไป
แต่จระเข้นี้มันมีจระเข้วิชา คือ คนแปลงเป็นจระเข้ ได้ด้วย อย่างหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า เสกให้มหาดเล็กของเสด็จในกรมหลวงชุมพร เป็นจระเข้ เอาเชือกผูกเอวไว้ พลักลงไปในบ่อ กลายเป็นจระเข้ว่ายน้ำตูม ๆ คราวนี้มันติดเชือกมันไปไหนไม่ได้ ลากขึ้นมาเอาน้ำมนต์รดก็กลายเป็นคนตามเดิม
แต่ว่าตำราหรือว่าคำบอกเล่าอะไรต่าง ๆ จะมีอยู่หลาย ๆ ครั้งเหมือนกันว่า อาจารย์จะแปลงเป็นจระเข้เสร็จแล้วให้ลูกศิษย์ถือขันน้ำมนต์ไว้ ว่าถ้าเป็นจระเข้ให้เอาขันน้ำมนต์ราดจะได้กลายเป็นคนได้ ลูกศิษย์มันตกใจ ทำน้ำมนต์หกหลวงปู่ศุขท่านบอกว่าถ้าเป็นสมัยก่อนก็ต้องไปดักตรงเขื่อนชัยนาท เขื่อนชัยนาท เป็นเขื่อนกั้นเจ้าพระยาเป็นเขื่อนแรกของไทยเรา ไปดักตรงนั้นมันก็จะไปติดอยู่ตรงแถว ๆ นั้น
คราวนี้ท่านให้สังเกตว่า ถ้าหากว่าเป็นคนแปลงร่างเป็นจระเข้ หางมันจะสั้น ๆ กุด ๆ ไม่เหมือนจระเข้จริง เขาบอกว่าหางมันทรงเหมือนกับหัวปลีทู่ ๆ สั้น ๆ แต่ถ้าเป็นจระเข้จริงหางเขาจะยาว ลักษณะของคนแปลงเป็นเสือสมิงก็เหมือนกัน แบบเดียวกันเป็นอันว่าจบ
ในขุนช้างขุนแผน เห็นเถรขวาดแปลงเป็นจระเข้ มันเรียนกันถึงหรือเปล่าวะ ? คือว่าขุนแผนไปตีเมืองเชียงใหม่ ได้นางสร้อยฟ้ากับนางลาวทองมา เถรขวาดก็มาดูแลรักษาลูกสาวพระเจ้าเชียงใหม่คือนางสร้อยฟ้า แต่เป็นคนที่เก่งคาถาอาคมมาก มาเสียท่าให้กับ ลูก ๆ ของขุนแผนโดยเฉพาะพลายชุมพล ทำอาถรรพ์ไป โดนจับได้ ตอนที่สร้อยฟ้าทำเสน่ห์น่ะ พอโดนจับได้ก็เลยขู่อาฆาต ก็แปลงเป็นจระเข้ลงมาไล่ฟัดคน กินทั้งสัตว์เลี้ยงกินทั้งคน พลายชุมพลก็ต้องลงไปสู้กับจระเข้นั้นแหละจระเข้แปลง
พวกทางเขมร ยังมีพวกที่แปลงเป็นเสือสมิงอยู่ เสือสมิงมันมีอยู่ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งก็คือคนที่ศึกษาวิชาการเหล่านี้ ใช้น้ำมันหรือว่าสักหัวใจเสือสมิง พอถึงเวลาแล้วสามารถแปลงเป็นเสือได้ เขามีข้อห้ามว่าอย่าฆ่าคน ถ้าฆ่าคนไม่สามารถคืนเป็นคนได้เลย แล้วอีกอย่างหนึ่ง เสือที่มันกินคนมามาก ๆ วิญญาณผีตายโหงมันสิงอยู่ มันสามารถที่จะบังตาให้เห็นเป็นคนมาหลอกคนอื่นไปกินได้ อย่างแรกนี่พวกทางเขมรยังเล่นกันเยอะเรียกว่าน้ำมันเสือสมิง สมัยรัชกาลที่ห้า เสด็จไปทางจันทร์บุรี แถวน้ำตกพลิ้ว
ท่านก็มีพระราชหัตถเลขาบันทึกไว้ว่าไปเจออาจารย์เขมรมาตามลูกศิษย์ ลูกศิษย์สองคนกลายเป็นเสือสมิง คือตอนแรกลูกศิษย์ผู้ชายไปเรียนวิชา เสร็จแล้วได้น้ำมันเสือสมิงมาก็เก็บไว้บนหิ้ง กำชับเมียตัวเองว่าอย่าไปแตะต้องเป็นอันขาด คราวนี้ผัวออกป่าล่าสัตว์เมียก็อดรนทนไม่ไหว ห้ามอะไระนักหนาก็เปิดดู ดมกลิ่นดูเข้าท่า ลองเอามาทาดูว่าหวงนัก กลายเป็นเสือ ก็เข้าป่าไป ผัวกลับมาพอเห็นขวดน้ำมันตกอยู่ก็รู้เลยว่าเมียตัวเองแน่ ๆ แล้ว ไม่รู้จะตามยังไง มีวิธีเดียวก็กลายเป็นเสือไปตามทีนี้ทั้งสองคนไป อาจารย์ของตัวเองนี่ทิพจักขุญานใช้ได้เหมือนกัน รู้ว่าเกิดเรื่องไม่เหมะสมไม่ดีไม่งามกับลูกศิษย์ก็เลยออกมาตามตัว เขาบอกว่าถ้าหากว่าเจอเสือสมิงที่เกิดจากวิชาการตีด้วยไม้คานแล้วจะกลับเป็นคน อยากรู้จริง ๆ ว่าใครมันกล้าถือไม้คานมาประจันหน้ากับเสือตัวขนาดนั้นบ้างล่ะ
รัชกาลที่ห้าก็ยังทรงมีพระอารมณ์ขันอยู่บอกว่าหลังจากนั้นแล้วก็ไม่ได้ข่าวคราวไม่ทราบว่าอาจารย์ได้ตัวลูกศิษย์กลับไปหรือว่าโดนลูกศิษย์กินไปแล้ว (หัวเราะ) ท่านก็บันทึกเอาไว้ดีเหมือนกันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นตัวอาจารย์ได้ลูกศิษย์กลับไปหรือว่าโดนลูกศิษย์กินไปแล้วท่านก็เล่าเรื่องการล่าสัตว์ในเกาะ แล้วก็ไปล่าเสือ ท่านแปลกใจว่าเกาะเล็ก ๆ อยู่ห่างจากแผ่นดินปกติตั้งสองสามกิโล มันมีเสือมีกวางได้ยังไง สัตว์มันพอเห็นอาหารแล้วมันอยากกินก็อุตสาห์ว่ายไปแล้วก็ไปอยู่ในเกาะ

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
08-08-2005, 04:31 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> เรื่องของพระบรมธาตุอินแขวน ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์จริง ๆ แล้วหินก้อนนั้นน่ะ ไม่ได้ติดกันอะไรเลย จับโยกได้แต่อย่าโยกแรงนะ หล่นลงไปนี่เขาจับหักคอเราแน่เลย (หัวเราะ) ครั้งแรกที่ไปถึงที่นั้นก็ตั้งใจกราบถวายบูชา พอนึกถึงพระท่านเห็นมาเขียวปี๋เลย เอ๊ะ!ทำไมพระมาสีนี้กลายเป็นท่านปู่พระอินทร์ เลยกราบถามท่านว่า ท่านปู่เอาก้อนหินก้อนนี้แขวนไว้จริง ๆ หรือครับ ท่านบอกว่าปล่อยให้เขาเชื่อไปอย่างนั้นเถอะลูก แต่ตอนนี้เขาสร้างเจดีย์มีพระธาตุมีอะไรบรรจุอยู่เทวดาต้องรักษาอยู่แล้วใช่มั้ย ? ตอนแรก ๆ ไปแหงนมองดู เอ๊ ! ทำไมฝีมือมันหยาบ ๆ พอไปจับก้อนหินมันโยกได้ ถ้าเราทำก็หยาบกว่านั้นอีก.. กลัวตกยิ่งกว่ามันอีกว่างั้น
ไปติเขาอยู่หลายปี ปีนี้เล่นปิดซ่อมทำใหม่ ถอดแผ่นทองที่หุ้มออกมาหมดเลย ที่หุ้มเจดีย์เขาตีเป็นแผ่นทองโตประมาณแค่นี้...( สองผ่ามือ) แล้วก็เล่นเย็บสี่มุมน่ะ ใช้น็อตไขเข้าไป คราวนี้เขาถอดออกมาทั้งหมด ปั้นองค์เจดีย์ใหม่ ติดลวดลายปูนปั้น เช้งวับเลยคราวนี้ ที่ไปเล็ง ๆ ดู ชอบอยู่อย่างเดียวแหละ เขาถอดเจดีย์ลงมา ถอดฉัตรยอดเจดีย์ลงมา บนยอดฉัตรมันมีนกหมุนอยู่ตัวหนึ่ง ไอ้นกหมุนตัวนั้นมันคาบทับทิมเม็ดแค่เนี้ยะ (หัวแม่มือ) เขาเจียรไนเป็นรูปหยดน้ำ สีมันเห็นแล้ว เจ้าพระคุณเถอะ ถ้าไม่ได้ใส่ไว้ในตู้นิรภัยอย่างนั้นแล้วก็คงไม่เหลือหรอก รู้สึกว่า พลโท ขิ่นยุ้นจะไปเป็นประธานยกฉัตร เดี๋ยววันอังคารก็ตียาวไปยกฉัตรประมาณพฤหัสก็วันพระ วันพระพม่าเขาก่อนของเราวันหนึ่ง ยกฉัตรเสร็จก็จะไปตรวจงานที่หนองบัวต่อ คงกลับประมาณวันที่ยี่สิบมีนา ระยะนี้ไปพม่าเป็นว่าเล่นเลย เดือนที่แล้วไปสองครั้ง เดือนนี้ไปครั้งหนึ่ง แต่นานหน่อย งานก่อสร้างยิ่งเร่งรัดเท่าไหร่ก็ยิ่งไปบ่อยเท่านั้น บาตรสองใบที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุก็จะไปบรรจุไว้ที่นั้น เพราะว่าวันที่ยี่สิบเก้ามิถุนานี้จะวางศิลาฤกษ์โบสถ์และก็วิหารพร้อมกัน โบสถ์กับวิหารจริง ๆ แล้วคืออันเดียวกันแต่ทางพม่าจะไม่ให้ผู้หญิงเข้าในโบสถ์ ผู้หญิงไม่มีโอกาสเข้าไปในเขตเสมา เราก็เลยสร้างขึ้นมาอีกหลังหนึ่ง เหมือนกันทุกอย่างเลยเพียงแต่ไม่ผูกพัทธสีมาเท่านั้น ให้ผู้หญิงเข้าไปไหว้ได้ จะได้ไม่มาน้อยใจ เดี๋ยวเขาเข้าไม่ได้น้อยใจขึ้นมาเขาไม่หุงข้าวให้กิน ก็เลยทำให้เหมือนกันทุกอย่างตั้งใจจะรื้อพร้อมกัน
ถ้าโบสถ์กับวิหารเสร็จก็เหลือแต่ศาลาหอพระหลังใหญ่ศาลาหอพระหลังใหญ่นี่ ด้านบนแบ่งออกได้ยี่สิบสี่ห้อง ด้านล่างแบ่งได้ยี่สิบหกห้อง ด้างล่างมันมีติ่งห้อยออกมาหน่อย รวมแล้วห้าสิบห้อง ถ้าใครจะเป็นเจ้าภาพติดป้ายชื่อให้คิดห้องละหมื่น แล้วขณะดียวกันมีห้องน้ำใหม่อีกห้าห้อง ตอนนี้เขาจองไปสามแล้วจ้ะ เหลืออีกสองคิดห้องละหมื่นเหมือนกัน น่าเกลียดมาก ..ก..(หัวเราะ) ห้องน้ำห้องละหมื่น ห้องบนศาลาห้องละหมื่น ตอนแรกครูบาน้อยเจ้าอาวาส พอได้ยินเขาก็โวยว่าทำไมทางวัดท่าซุงคิดห้าหมื่นของอาจารย์คิดสามหมื่น แล้วของผมคิดหมื่นเดียวอยากเศรษฐกิจไม่ดีถ้าคิดมากโยมเขาไม่มีกำลังทำกับเราหรอก

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
08-08-2005, 04:31 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ธุดงค์พบจงอางยักษ์



จงอางในป่าใหญ่จริง ๆ โยม ตอนนี้ที่หน้าวัดมีลงมาตัวหนึ่งกัดควายตายไปตัวหนึ่ง วัวตายไปตัวหนึ่งรอบเขี้ยวมันห่างกันแค่นี้ ( ประมาณ ๓-๔ นิ้วฟุต) ไม่ใหญ่เท่าไหร่หรอก ปี ๓๗ ชาวบ้านเขายิงตายไป เส้นผ่าศูนย์กลางลำตัวมันแปดนิ้ว งูเหลือมใหญ่ ๆ ยังหายากเลย แต่ตัวนั้นเป็นจงอาง คราวนี้เด็กคนงานที่หน่วยต้นน้ำ เอาหางมันมาท่อนหนึ่งใหญ่ประมาณฝ่ามือบอกว่าจะมาทำเข็มขัด บอกว่าเอ็งรีบเอาไปทิ้งโดยด่วนจี๋ให้ไกล ๆ เลย งูใหญ่ ๆ ส่วนใหญ่จะมีคู่ เดี๋ยวถ้าคู่ตามมาได้ตายกันยกหน่วย แค่นั้นเอง

ปรากฏว่ามันตามมาช้าไปหน่อย มันมาปีที่แล้วนี่ ตอนนนี้กำลังซุ่ม ๆ อยู่แถวนั้นแหละ ชาวบ้านเขาไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควายอะไร เดี๋ยวก็เสร็จมันอีก มันกัดตายไปสองตัวแล้ว รอบเขี้ยวมันห่างกันแค่นี้ แล้วลองนึกดู หัวมันยังงี้แล้วตัวมันจะยังไงเอ่ย ก็คงไม่หนีไอ้ตัวที่แล้ว มีแต่จะใหญ่กว่าด้วยซ้ำไป ไม่ใช่อนาคอนด้านะ บ้านเราไม่มี อันนี้จงอางจริง ๆ เลย จงอางในป่ามีใหญ่มาก ที่แน่ ๆ ก็คือว่า ไอ้เรื่องวาระบุญวาระกรรมมันมีอยู่ เขาโตมาได้ถึงขนาดนั้นแล้วอยู่ ๆ มาตายเอาดื้อ ๆ วันนั้นเขาออกหากินแล้วก็เลื้อยกลับโพรง
หัวหน้าคนงานคุณมานิตย์ วรรณะโพธิ์ เจอเขาพอดี มันเป็นจงอางบนหลังลายที่เป็นบั้ง ๆ ใครเคยเห็นบ้างมั้ย ? แล้วมันก็ไปเลื้อยไอ้ตอนที่ฝนตกใหม่ ๆ แล้วเขาเพิ่งเผาป่าก็ติดเอาขี้เถ้ากระมอมกระแมมมาด้วย แล้วเขาเห็นใหญ่ขนาดนั้นเขาก็บอกลูกน้องว่า เฮ้ย ! กูเจองูเหลือมมันเลื้อยเข้าไปในโพรงมึงไปยิงมากินที
ไอ้ลูกน้องก็นำปืนแก๊ปอัดปืนไป คราวนี้งูใหญ่และมีพิษจะไม่กลัวอะไรง่าย ๆ พอได้ยินเสียงคนเดินก็โผล่หน้าจากโพรงมาดู ไอ้ลูกน้องก็เอาปากลำกล้องทิ่มใส่จมูกแล้วก็ยิงเลย โชคดีมากที่ตาย ไม่อย่างนั้นสงสัยได้ตายกันยกหมู่บ้าน ปรากฏว่าพอมันดิ้นป่าแตกหลุดออกมาได้ คนยิงก็กองอยู่ตรงนั้นแหละเข่าอ่อนไปไหนไม่เป็น ถ้ามันรู้ว่าเป็นจงอางและใหญ่ขนาดนั้น คิดว่าเอารางวัลที่หนึ่งให้มันซักคู่หนึ่งเข้าไปมันก็ไม่กล้าหรอก อีคราวนี้ลูกพี่ แหม! บอกซะอย่างดีเลยว่าเป็นงูเหลือม มันก็เชื่อลูกพี่มัน ลากออกมาตัวยาวสิบฟุตกว่า สิบฟุตกว่า ๆ ก็สามเมตรเศษ ๆ อย่างกับงูเหลือม ดี ๆ นี่เอง ตัวยักษ์เลยขนาดเขาลากมา คนเห็นยังใจคอไม่ดี ไอ้ตอนเป็น ๆ น่ากลัวขนาดไหนไม่รู้
อีกทีหนึ่งไปอยู่ป่า ตอนกลางคืนได้ยินเสียงมันเลื้อยมา ตัวประมาณขวดน้ำใบโน้นน่ะ ส่องไฟไป แหม! ตามันเป็นประกายสะท้อนแสงเสว่างขึ้นมาก็เลยเกว่งไฟฉายให้มันรู้ว่าทางนี้มีคนมันจะได้ไม่เลื้อยเข้ามาก็ไม่รู้จะหนีไปไหน อยู่ริมบึงหนีไปก็ตกน้ำ งูเขาก็ว่ายน้ำเก่งกว่าเรา แกว่ง ๆ ไฟฉายให้เขารู้ว่าด้านนี้มีคนเขาก็เบนหัวไปทางอื่น ส่วนอีกทีหนึ่งนั้นอยู่ที่บ้านกะเหรี่ยง ไอ้ตัวนั้นใหญ่หน่อยน่าจะประมาณนี้ได้ ( ทำมือเท่ากระติกน้ำ) ตอนกลางคืนประมาณห้าทุ่มตื่นขึ้นมาไปปัสสาวะนอกถ้ำ กลับออกเข้ามานอน ทำกุฎิเล็ก ๆ ไว้ในถ้ำเลยเป็นไม้ใผ่ ความรู้สึกบอกว่าให้ปิดประตูซะเดี๋ยวงูใหญ่จะมา ไอ้เราเองก็ หือ ง่วงก็ง่วง จะไปเสียเวลาปิดเปิดอะไร นอนมันดีกว่า มุดเข้ากลดได้ก็นอนสักพักเดียวเท่านั้นแหละ มุงกลดไหวยวบ ๆ แล้วมันก็มุดตามเข้ามาตัวเย็นเจี๊ยบเลย มาถึงมันก็วน หนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ ไอ้ตัวเราคนนอนอยู่น่ะความสูงตั้ง ๑๗๐ กว่าเซ็นต์ มันวนสามรอบแล้วหางมันยังอยู่นอกกุฎิเลย
แล้วมันก็แลบลิ้นมาเลียหน้าเหมือนกับลองชิมดูหน่อยว่าอร่อยหรือเปล่า ? ตอนแรกว่าเป็นคนไม่กลัวอะไรนะ แต่มาเจอสภาพแบบนั้นนี่ แหม! มันนอนแข็งทื่อไม่กล้ากระดิกเลย ได้แต่บอกมันว่าไม่อร่อยหรอกอย่าลองเลยกินเลย เขาลองชิม ๆ ดู ท่าทางจะไม่อร่อยจริงล่ะมั้งเลยคลายออกแล้วก็เลื้อยไปตรงหน้าถ่ำ ไปส่งเสียงร้องพักหนึ่ง เสียงมันร้องวี๊ด วี๊ด ยังไงบอกไม่ถูก เสียงสะเทือนแก้วหูมาก แสบแก้วหูเลย ร้องอยู่ประมาณสิบว่านาทีก็เลื้อยออกไปหากิน ตอนหลังพระรุ่นน้ององค์หนึ่ง คือท่านชาติชาย ถามทางขึ้นไปตรงนั้น ก็บอกกับเขาว่าถ้าขึ้นไปถ้ำนั้นระวังให้ดีมันมีงูใหญ่อยู่ คุณชาติชายก็ย้ายไปนอนอีกถ้ำหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน มันจะมีช่องแตกเดินทะลุกันได้ เขาเลี่ยงไอ้ถ้ำนี้ซะ เขาบอกว่านอนอยู่ประมาณห้าทุ่มเหมือนกัน อยู่ ๆ แผ่นดินมันก็ไหวยวบยาบ ยวบยาบ แล้วก็หล่นพลั๊กลงมา อุตส่าห์ย้ายหนีแล้วไปนอนบนตัวมันเลย (หัวเราะ) ไอ้เราตามไปดู มันเป็นแอ่งหินเกือบ ๆ จะกลมเลย ไอ้เจ้านั้นก็ขดเต็มแอ่งหินอยู่แอ่งพอดี รายนี้ไปถึงคลำ ๆ เออมันเรียบพอแล้วก็นอนเลย ไม่ได้ส่องไฟดู ไม่ได้ดูตาม้าตาเรือเลย เขาบอกว่าผมอุตส่าห์หนีมันแล้วนะ ไปนอนบนตัวมันไม่รู้เรื่องเลย ต่างคนต่างโง่พอดีกัน (หัวเราะ) คือ ไอ้งูมันก็คงคิดว่าอะไรว่ะมาถึงก็มานอนเลย ส่วนไอ้คนก็ไม่นึกกว่าเป็นงูก็เลยไม่กลัวพอ ๆ กัน

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>