PDA

View Full Version : การปฏิบัตินั้น ทำอย่างไรถึงจะทรงตัวและก้าวหน้าคะ ?


WebSnow
08-08-2005, 03:49 AM
http://202.57.162.77/news/albums/userpics/10001/thumb_lpl_thumb__0001.gif
http://www.palungjit.com/board/images/statusicon/subforum_new.gifหลวงพี่ เล็ก สุธมฺมปญฺโญ (http://www.palungjit.com/board/forumdisplay.php?f=61)


ถาม : การปฏิบัตินั้น ทำอย่างไรถึงจะทรงตัวและก้าวหน้าคะ ?

ตอบ : การปฏิบัติน่ะ พวกเราลืมจุดที่สำคัญไปจุดหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็คือว่าพอภาวนาจนอารมณ์ใจทรงตัวแล้ว ลุกแล้วก็ลืม รักษาอารมณ์ไม่เป็น ตัวรักษาอารมณ์ไว้สำคัญที่สุด ต้องประคับประคองอารมณ์นิ่ง อารมณ์สงบอารมณ์เย็นนั้น ให้อยู่กับเราให้นานที่สุดไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ให้แบ่งกำลังใจส่วนหนึ่งนึกถึงอารมณ์นั้นไว้เสมอ ๆ

แรก ๆ มันอาจจะได้สักครึ่งชั่วโมงแล้วก็สลายหายไป สังเกตดูทำใหม่ ๆ แหม มันเย็นอยู่ในอก ชื่นอกชื่นใจ ลองรักษามันดูซิว่ามันจะได้นานสักแค่ไหน แล้วนาน ๆ ไป ความเคยชินที่เราประคับประคองมันไว้มันก็จะได้เป็นวัน ๒ วัน ๓ วัน ๕ วัน ๗ วัน ครึ่งเดือน เดือนหนึ่ง หรือถ้าหากว่าใครมีความคล่องตัวมาก ๆ ก็ได้เป็นปีเลย
ถ้าเราทำต่อเนื่องติดตามกันไปอย่างเนี้ยเรื่อย ๆ กำลังใจมันทรงตัวอยู่้ นิวรณ์ห้าเข้าไม่ได้ รัก โลภ โกรธ หลง มันกินใจเราไม่ได้ กำลังของสมาธิที่ทรงตัวอยู่นี้มันจะกดกิเลสตายไปเอง แต่ถ้าหากว่าใครไม่ชอบอย่างนี้ต้องขยันพิจารณา การพิจารณาก็มีอยู่ ๓ แบบ

แบบแรกตามอริยสัจ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดูทุกข์ตัวเดียวก็พอ แต่ถ้าหากว่ารู้สึกว่ามันยากเกินไปก็ดูเหตุที่มันกิดทุกข์ แล้วก็อย่าสร้างเหตุนั้น ทุกข์มันก็จะดับ ถ้าทุกข์ดับเขาเรียกว่านิโรธ ไอ้การที่เราทำเขาเรียกว่ามรรค เพราะฉะนั้น มรรคกับนิโรธ นี่ไม่ต้องไปแตะมัน อย่างเก่งก็ดูทุกข์ตัวเดียว ถ้าเก่งน้อยหน่อยก็ดูสมุทัยคือเหตุเกิดทุกข์ด้วย

เส้นทางที่สองก็คือดูตามแนวเส้นทางของไตรลักษณ์ ลักษณะความเป็นจริง ๓ อย่าง คือ ทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกอย่างไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตนยึดถือมั่นหมายไม่ได้ในที่สุดก็ตายก็พังหมด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในลักษณะนี้หมด

อย่างที่สามดูตามแนววิปัสสนาญาณ ๙ อย่างตามนัยวิสุทธิมรรคในคู่มือปฏิบัติกรรมฐานจะมี เริ่มตั้งแต่อุทยัพยานุปัสสนาญาณ ดูการเกิดและดับ เห็นให้มันเป็นปกติ เห็นเด็กเมื่อกี้นี้ใช่ไหม เออ ไอ้นี่เกิดแล้วนะ เดี๋ยวมันก็แก่ เดี๋ยวมันก็เจ็บ เดี๋ยวมันก็ตาย หรือไม่ก็ภังคานุปัสสนาญาณ ดูเฉพาะความดับ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในที่สุดก็พังหมด ไม่มีอะไรเหลือ ไล่ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงตัวนิพพิทาญาณ คือ เบื่อหน่าย โดยเฉพาะเบื่อในร่างกายนี้ ในที่สุดก็เป็นสังขารุเปกขาญาณ คือ รู้จักปล่อยวางเห็นธรรมดาของมัน

คำว่า “ธรรมดา” สำคัญที่สุด ถ้าเราคลำจุดนี้เจออาศัยกินได้ตลอดชีวิตเลย แต่ว่่าธรรมดาของมันก็มีระดับของมันอยู่ ธรรมดาแบบผู้ทรงฌานทำกำลังใจได้ระดับหนึ่ง ธรรมดาของผู้เป็นพระโสดาบันทำได้ระดับหนึ่ง พระอนาคามีอีกระดับหนึ่ง พระอรหันต์นี่ธรรมดาที่สุด เห็นทุกอย่างเป็นไปตามปกติไม่มีอะไรกระทบใจของตัวเอง เพราะว่าปกติของมันเป็นอย่างนั้น ใช่ไหม ? ปกติของเด็กมนต้องดื้อต้องซน ปกติของเราเกิดมามันต้องทุกข์ ปกติของการอยู่้ร่วมกับคนอื่นต้องมีการกระทบกระทั่งเป็นธรรมดา จะเห็นธรรมดาไปหมด ท่านก็เลยเลิกแบกแล้วก็ปล่อย

เพราะฉะนั้นตัวรักษาอารมณ์ของการปฏิบัติเนี่ยสำคัญที่สุด ต้องประคับประคองให้อยู่กับเราให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะพึงเป็นไปได้ เพื่อที่เราจะได้มีความสุขจิตใจไม่ว้าวุ่นไม่ขุ่นมัวไปตามกิเลสตัณหาอุปทานและอกุศลกรรม สติจดจ่ออยู่เฉพาะหน้าไม่ไปในอดีตและไม่ไปในอนาคต ไม่ว่าจะคิดเรื่องอดีตที่ผ่านมาหรือว่าเรื่องอนาคตที่มาไม่ถึงมันทุกข์ทั้งคู่ คนเราจะไปนิพพานได้หรือไม่ได้ก็อยู่กับปัจจุบันนี้เท่านั้น

อดีตไปไม่ได้แน่ถ้าไปได้ไม่มานั่งอยู่อย่างงี้ อนาคตยังมาไม่ถึงจะไปได้อย่างไร มันก็ต้องตอนนี้ เดี๋ยวนี้ อยู่กับลมหายใจเฉพาะหน้าเท่านั้น ประคับประคองอารมณ์อยู่อย่างนั้น รักษาความสงบเยือกเย็นอยู่อย่างนั้น
; คอยสังเกตในแต่ละวันว่านิวรณ์ ๕ อย่างกินใจเราได้ไหม ไอ้เครื่องกั้นความดี ๕ อย่างประกอบไปด้วย กามฉันทะ-ความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ พยาบาท โกรธ เกลียด อาฆาตแค้นคนอื่นเขา ตัวโกรธน่ะมันโกรธเป็นปกติอยู่แล้วแต่อย่าพยาบาท พยาบาทคือผูกโกรธ ไม่รู้จักลืม คิดอยู่เสมอ ตัวนี้ใช้ไม่ได้ แต่ไอ้ที่โกรธน่ะ มันโกรธปกติโกรธไปเถอะไม่มีใครเขาว่าหรอก พระโสดาบันก็ยังโกรธ พระสกิทาคามีก็ยังโกรธ หมดโกรธต้องเป็นพระอนาคามีขึ้นไป โกรธแต่อย่าผูกโกรธ ถีนมีทธ-ความง่วงเหงาหาวนอนในระหว่างปฏิบัติและไอ้ตัวชวนให้ขี้เกียจตัวเดียวกันเลย อุทธัจจะ-อารมณ์ฟุ้งซ่านไม่ต้งมั่น แล่นไปสู่อารมณ์อื่น หลุดจากการภวานา หลุดจากการประคองอารมณ์เฉพาะหน้า วิจิกจฉา-ลังเลสงสัย ไอ้ตัวนี้จริง ๆ แล้วกินเราได้น้อย เพราะว่าถ้าสงสัยเราไม่มานั่งทำ วัน ๆ ดูแค่นี้พอ

ถ้าจิตใจของเราไม่มีนิวรณ์ ๕ แสดงว่า อารมณ์ใจตอนนั้นอยู่ในระดับที่ดีน่าพอใจ แต่อย่าไปยึดถือมั่นหมายมันว่ามันจะดีอย่างนั้นตลอด

การทำแต่ละวันไม่เท่าเทียมกัน วันนี้กำลังใจทรงตัวถ้าร่างกายดีไม่เจ็บไข้ได้ป่วยหรือไม่เหน็ดเหนื่อยมาก ไม่หิวมาก อารมณ์ใจทรงตัวอาจจะภาวนาได้ แหม สดชื่นสบาย ๓๐ นาทีแล้วยังต่อได้อีก ดีไม่ดีชั่วโมง ๒ ชั่วโมงเลย เอ้า ได้เท่านั้นเราทำเท่านั้น พรุ่งนี้แค่ ๓ นาทีก็ประสาทจะกินแล้ว เพราะว่าสิ่งที่มารบกวนมีมากเหลือเกิน แต่อย่าลืมว่า ๓ นาทีไปรวมกับชั่วโมงหนึ่งเมื่อวานเป็นหนึ่งชั่วโมงกับสามนาที เราไม่ได้น้อยลงนะ แต่มากขึ้น เพียงแต่ผลงานในแต่ละวันเราอาจจะดูว่าน้อยไปหน่อย แต่ ๒ วันรวมกันมันได้ชั่วโมงกับสามนาที
เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักทำกำลังใจของเราให้พอใจอยู่กับสิ่งที่เราได้ ได้นาทีหนึ่งเอานาทีหนึ่งได้ ได้ชั่วโมงหนึ่งเอาชั่วโมงหนึ่ง สะสมไปเรื่อย ๆ ไม่ได้อะไร พุทโธคำเดียวก็เอา วนไหนจิตใจฟุ้งซ่านมาก ๆ ไปไม่รอดนั่งมองพระประธานก็เอา ไม่รู้จะทำยังไงพระพุทธรูปอยู่ตรงหน้าอย่างน้อย ๆ ก็เอาแค่นี้แหละ อตีตังสญาณ-รู้อดีต-ไม่เอา อนาคตังสญาณ-รู้อนาคต-ไม่เอา ยถากรรมมุตาญาณ-รู้กรรม-ไม่เอา ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ-ระลึกชาติ-ไม่เอา จุตูปปาตญาณ-รู้ว่าคนและสัตว์เกิดแล้วไปไหนตายแล้วไปไหน-ไม่เอา เอาปัจจุบันนังสญาณคือตอนนี้ เดี๋ยวนี้ เรานั่งมองพระอยู่พระพุทธเจ้าอยู่ตรงหน้าเราคือเราเห็นท่านอยู่กับท่านน่ะ ตีขลุมให้มันเป็นแล้วจะสบายใจ เอามันง่าย ๆ สะดวก ๆ

พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยสอนอะไรยาก คนสมัยใหม่มันสอนให้ยากเอง
รักษาอารมณ์ไว้อย่างเนี้ยได้มากเอามาก ได้น้อยเอาน้อย ได้เท่าไหร่ถือว่าเป็นเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะรวมตัวมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ตัวที่ได้มากเรารับไว้มาก ได้น้อยเรารับไว้นอ้ยไม่ดิ้นรนไม่อะไรไม่อยากจะนเกินพอดีมันเป็นตัวอุเบกขาในการปฏิบัติ การปฏิบัติทุกระดับถ้าไม่มีตัวอุเบกขาในอารมณ์ ก้าวหน้ายากมาก แต่ถ้ามีตัวอุเบกขาในอารมณ์ลักษณะนี้จะก้าวหน้าได้ง่ายและได้เร็ว
เรื่องของธรรมะมันปฏิภาคผกผันแปลก ๆ ถ้าเราอยากอยู่มันจะไม่ค่อยได้หรอก แต่ถ้าหมดอยากเมื่อไหร่มันไหลมาเทมา ฟังดูน่าจะง่ายใช่ไหม ? เก็บเอาไว้จำด้วยนะ เคล็ดลับแบบนี้เขาไม่บอกกันง่าย ๆ หรอก จำแล้วก็ทำด้วย ถ้าเราฟังเทปหลวงพ่อจะได้ยินอยู่เสมอว่าฟังแล้วจำ จำแล้วคิด คิดแล้วนำไปปฏิบัติด้วย แทบทุกม้วนจะย้ำอย่างนี้ พวกเราส่วนใหญ่ฟังแล้วไม่ค่อยจำก็เลยไม่ต้องคิด ปฏิบัติก็ไม่ค่อยจะทำ



http://www.palungjit.com/board/showpost.php?p=103062&postcount=14

เว็ปกระโถนข้างธรรมาสน์ (http://www.grathonbook.net/book/)

Attawat_Rx
24-11-2005, 07:52 AM
โมทนาครับ ขอน้อมรับนำมาปฏิบัติครับ สาธ สาธุ สาธุ.....

soonyata
24-11-2005, 05:58 PM
คุณ web snow เหมือน ไอสไตน์เลยค่ะ :)
อนุโมทนาค่ะ

UFO99
24-11-2005, 07:30 PM
อนุโมทนาบุญด้วยครับ ถูกใจ ตรงใจ ครับ

NoOTa
24-11-2005, 08:07 PM
อนุโมทนา..สาธุด้วยจ๊ะ

boonlai
24-11-2005, 10:19 PM
ขออนุโมทนาค่ะ

Mood
24-11-2005, 11:29 PM
ขอบคุณครับ

wawa
25-11-2005, 09:26 AM
เจริญสติตลอด ครับ ภาวนาจะดี เราพัฒนาอะไรไม่ได้นอกจากสติครับ

aniruni
25-11-2005, 10:32 AM
นิโรธะ ความดับทุกข์ ดับอารมณ์ซะ
อารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมมารมณ์ ความนึกคิด ว่างซะ
ใหม่ๆ ว่า ว่างๆๆ ทุกอิริยาบท พูดเข้าหูไปสู่ใจ
ศีลบริสุทธิ์ ไม่ขโมย อารมณ์ มาเก็บในใจ ไม่รับมาเพิ่ม ขจัดอารมณ์ ที่ฝังลึกๆๆในใจออกให้หมด มันอยู่ในจิตใต้สำนึก ล้างออกไปจากใจให้หมด พุทธะตัวรู้จะมี มาสอนใจ ใหม่อย่าเชื่อ อย่าสนใจ สุดท้ายเป็นอย่างที่รู้ทุกขบวนการที่ตัวรู้บอก

omega
25-11-2005, 12:16 PM
อนุโมทนา สาธุ

olj
26-11-2005, 12:45 AM
อนุโมทนาในคำแนะนำที่ดี สาธุ

แคท
26-11-2005, 03:09 AM
อยาก แต่จะพยายามค่ะ

99919991
27-11-2005, 11:55 AM
อนุโมทนาค่ะ...

ยายทองประสา
23-12-2005, 05:31 PM
ชื่นใจจริงๆ
อนุโมทนาครับ
สาธุ สาธุ สาธุ

dearestguardian
11-01-2006, 12:30 AM
อนุโมทนา
สาธุ สาธุ สาธุ

นายจันทร์เจ้า
10-03-2006, 03:13 PM
สาธุ โมทนาครับ

varanyo
28-03-2006, 01:24 PM
สาธุ...สาธุ...สาธุ...อนุโมทามิ...

ธรรมศร
01-04-2006, 11:17 PM
โมทนาทั้งท่านผู้แนะนำซึ่งเปี่ยมด้วยบารมี
โมทนากับนักปฏิบัติ ที่น้อมนำธรรม .. เข้าสู่จิตของตน(b-smile)

รสิตา
02-04-2006, 12:06 AM
อนุโมทนาทั้งหมดเลยจ๊ะ :cool: ทั้งท่านผู้ตอบ
ทั้งท่านผู้ถาม ที่ช่วยให้เราได้รู้คำตอบ และท่านผู้อ่าน
โดยเฉพาะท่านคณะผู้จัดทำสรรสร้าง web นี้ ขึ้นมา (555)

DITCE
10-12-2006, 08:42 AM
(verygood)

csประกายพรึก
16-01-2007, 12:41 PM
โมทนาครับ

juten
08-01-2008, 07:09 PM
โมทนาครับ