View Full Version : ผัวไม่พอใจเมียทำบุญ
ผู้ถาม
สามีภรรยาคู่หนึ่ง.....
หลวงพ่อ
สามี แปลว่าอะไร...?
ผู้ถาม
แปลง่ายๆ ว่าผัวก็แล้วกัน
หลวงพ่อ
สามีแปลว่าผัวไม่ถูก แปลว่าเจ้าของ ถ้าผัว ศัพท์บาลี เขาว่า "ปติ" เอ้า...ว่าต่อไป
ผู้ถาม
เมียก็ทำบุญใส่บาตร สามีก็บอกกับลูกว่า "แม่เอ็งจะบ้าแล้ว" เมียได้ยินไม่สบอารมณ์แต่ว่าทำเรื่อยๆ ไปจนกระทั่งได้ข่าวคราวหลวงพ่อว่ามาสายลม ถ้าบอกสามีตรงๆ ก็บอกไม่ได้ สามีจะต้องโกรธและจะต้องด่า จะต้องโกหกว่าไปธุระ แล้วก็เอาเสื้อผ้าดีๆ ไว่ข้างล่าง ไอ้สิ่งไม่ดีไว้ข้างบน แล้วก็มาทำบุญกับ
หลวงพ่อ
อย่างนี้จะได้บุญไหมค่ะ...?
หลวงพ่อ
ก็ได้มาก..เพราะเขาต่อสู้อุปสรรคอย่างหนัก กำลังใจสูงมาก ถ้ากำลังใจไม่หนักแน่นจริงๆ มาไม่ได้ อย่างนี้ ถือว่าเป็น "วิริยะบารมี" ไงล่ะ
ผู้ถาม
แล้วหลวงพ่อพอจะรู้ไหมคะว่า...คนนั้นคือใคร?
หลวงพ่อ
(หัวเราะ) ถามเสียแทบตายไอ้ขี้หมา...นึกว่าพระแก่ไม่รู้ อันนี้มันเข้าในอิทธิบาทขอ้ที่ 2 คือ วิริยะ พระพุทธเจ้าบอกว่า "ถ้าอิทธิบาท 4 มีครบถ้วนแกบุคคลใด ปราถนานิพพานก็ได้ ปราถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ได้ ปราถนาเป็นอัครสาวกก็ได้ หรือปราถนาเป็นมหาเศรษฐีก็ได้ อิทธิบาท 4 คือ
1. ฉันทะ มีความพอใจ นี่เขามีความพอใจในการทำบุญ
2. วิริยะ การทำบุญหรือทำงานทุกอย่างต้องมีอุปสรรค์ ต้องมีความเพียรต่อสู้ นี่เขาเก่งนะ
3. จิตตะ เอาใจจดจ่อในการทำบุญทำกุศล ตั้งใจแท้
4. วิมังสา ต้องมีปัญญา จึงมีวิริยะ จึงมีความพอใจ การหลีกเลี่ยงออกมาแบบนั้น เพื่อไม่ให้กลุ้ม บอกไปว่าธุระ คำว่าธุระ มันไม่มีการจำกัด ของที่แต่งตัวดีหน่อยก็ซ่อนไว้ ถ้าคนไม่มีปัญญาทำไม่ได้ และไม่มีความเพียรจริงๆ ทำไม่ได้ ไอ้นี่อานิสงส์สูงมาก กำลังใจสูงมากนะ
จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 5
http://www.praruttanatri.com/member/htm/pppjm.html
ปราชญ์น้อย
13-03-2008, 09:05 AM
เราประสพเหตุการณ์เหมือนคุณมงคลเรากับท่านจะพร้อมด้วยอิทธิบาท4เพื่อมุงตรงสู่พระนิพพานด้วยกันนะค่ะสาธุ
nongyao
20-04-2008, 09:07 AM
เหมือนสามีเราเลยละ เวลาจะไปทำบุญที่วัดต้องโกหกว่ามีธุระจะเข้าเมือง (เมืองที่วัดนี้ตั้งอยู่) แล้วก็บอกว่าขอเข้าไปในวัดเดี๋ยวนึง( เพราะเราเตรียมอาหารไปถวายพระ) พอเธอรู้ว่าเอาอาหารไปถวายพระเท่านั้นแหละ ร่ายยาวเลย เราก็ทำเฉย เพราะถ้าโกรธและเถียงตอบ พระคงไม่ได้ฉันท์แน่ๆ แย่มากๆเลยสำหรับคนไม่มีศาสนา ไม่รู้ว่าสักวันไหน เขาจะรู้ถึงอานิสงค์ของการทำบุญ การให้ เพราะเขาไม่เคยให้ใคร
ลุงชาลี
20-04-2008, 08:32 PM
ขออนุโมทนาบุญกับศรีภรรยาทั้งหลายของท่านสามีผู้ไม่ประสีอะไรเลย สาธุ สาธุ จำเริญ ๆ น่ะ
ยี่เข่ง
25-04-2008, 09:08 AM
อนุโมทนา สาธุค่ะ
Khunkik
29-04-2008, 09:56 AM
นางวิสาขากับพ่อสามี
นางวิสาขา เป็นธิดาของเศรษฐีแห่งภัททิยนคร ชื่อธนัญชัย และ นางสุมนาเทวี นางเป็นหลานสาวของเมณฑกเศรษฐี หนึ่งห้ามหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมากในอาณาจักรของพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อตอนที่นางวิสาขาอายุได้ 7 ขวบ พระศาสดาได้เสด็จจาริกมาที่ภัททิยนคร ในครั้งนั้นมหาเศรษฐีเมณฑกะได้พานางวิสาขากับหญิงบริวาร 500 นางไปถวายบังคมพระศาสดา หลังจากที่ได้ฟังธรรมของพระศาสดาแล้ว นางวิสาขา พร้อมกับเมณฑกมหาเศรษฐีและหญิงบริวาร 500 นางก็ได้บรรลุพระโสดาปัตติผล
เมื่อนางวิสาขาเจริญวัยได้แต่งงานกับนายปุณณวัฒนะ บุตรชายของมิคารเศรษฐีชาวกรุงสาวัตถี วันหนึ่งขณะที่มิคารเศรษฐีกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่นั้น มีพระภิกษุรูปหนึ่งออกบิณฑบาตไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านของ มิคารเศรษฐี แต่มิคารเศรษฐีทำทีมองไม่เห็นพระภิกษุรูปนั้น เมื่อนางวิสาขาซึ่งใช้พัดก้านตาลพัดพ่อสามีอยู่นั้น เห็นเข้าจึงกล่าวกับภิกษุรูปนั้นว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิมนต์ข้างหน้าเถิดเจ้าข้า พ่อสามีของดิฉันกำลังบริโภคของเก่า เมื่อมิคารเศรษฐีได้ยินเช่นนี้ก็โกรธมาก และได้ออกปากขับไล่นางวิสาขาออกจากบ้าน ข้างนางวิสาขาไม่ยอมและก็ได้ให้คนไปเชิญเศรษฐีอาวุโสจำนวน 8 คนที่บิดาของนางวิสาขาส่งมาคอยดูแลและให้คำปรึกษาหารือนางมาพบ เพื่อให้ช่วยตัดสินว่านางมีความผิดหรือไม่
เมื่อเศรษฐี 8 คนมาพร้อมหน้ากันแล้ว
มิคารเศรษฐีได้กล่าวว่า ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังรับประทานข้าวปายาส(ข้าวผสมนม) ในถาดทองคำอยู่นั้น นางวิสาขาพูดว่า ข้าพเจ้ากำลังรับประทานของสกปรกโสโครก เพราะความคิดข้อนี้ ข้าพเจ้าจึงออกปากไล่นางออกจากบ้าน
นางวิสาขาได้อธิบายข้อกล่าวหานี้ว่า เมื่อดิฉันเห็นพ่อของสามีทำทีไม่สนใจพระภิกษุที่ท่านมาบิณฑบาตยืนอยู่ที่ประตูบ้าน ดิฉันมีความคิดว่าบิดาสามีไม่ยอมทำบุญทำกุศลในชาตินี้ เอาแต่รับประทานผลของกรรมดีในอดีตชาติ ดังนั้นดิฉันจึงกล่าวว่า บิดาสามีของดิฉันบริโภคของเก่า ท่านทั้งหลายคะ พวกท่านคิดว่าดิฉันมีความผิดหรือไม่
ข้างเศรษฐีอาวุโสทั้ง 8 คนได้ตัดสินว่านางวิสาขาไม่มีความผิด จากนั้นนางวิสาขาได้กล่าวว่า นางเป็นผู้มีศรัทธาที่ไม่หวั่นไหวในพระพุทธศาสนา และนางจะไม่ขออยู่ที่บ้านของมาคารเศรษฐีนี้ซึ่งไม่ต้อนรับพระภิกษุสงฆ์ หากนางไม่ได้รับอนุญาตให้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาถวายอาหารบิณฑบาตและทานอื่นๆในบ้านนี้ นางก็จะออกจากบ้านนี้ไป และในที่สุดนางจึงได้รับอนุญาตจากมิคารเศรษฐีให้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาที่บ้านนี้ได้
ในวันรุ่งขึ้น พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ก็ได้รับนิมนต์ไปที่บ้านของนางวิสาขา เมื่อจะถวายภัตตาหาร นางวิสาขาก็ส่งข่าวไปถึงพ่อสามีให้ไปร่วมถวายด้วยแต่พ่อสามีไม่ไป
เมื่อพระศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางวิสาขาก็ได้ส่งข่าวไปบอกบิดาสามีอีก โดยในครั้งนี้ได้แจ้งไปขอให้บิดาสามีมาร่วมฟังธรรมของพระศาสดาโดยด่วน
บิดาสามีมีความรู้สึกว่าคราวนี้ตนคงจะปฏิเสธนางวิสาขาในครั้งที่สองไม่ได้เสียแล้ว จึงต้องการจะไป แต่พวกนิครนถ์ที่เป็นอาจารย์เดิมของเศรษฐีไม่ยอมให้ไปฟังพระธรรมเทศนาตรงเบื้องพระพักตร์ของพระศาสดา แต่ยอมให้ไปนั่งฟังอยู่ข้างหลังม่าน หลังจากได้ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มิคารเศรษฐีก็ได้บรรลุพระโสดาปัตติผล เศรษฐีรู้สึกขอบคุณลูกสะใภ้ของตนที่ทำให้ได้มีโอกาสได้ฟังธรรมของพระศาสดา จึงได้ประกาศว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นางวิสาขาจะอยู่ในฐานะเป็นมารดาของท่านเศรษฐี และด้วยเหตุนี้นางวิสาขาจึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า มิคารมาตา(แปลว่า มารดาของมิคาระ)
นางวิสาขามีบุตรชาย 10 คน และบุตรสาว 10 และบุตรชายและบุตรสาวเหล่านี้แต่ละคนได้ให้กำเนิดแก่ หลานย่าและหลานยายอีกเป็นจำนวนมาก นางวิสาขามีเครื่องประดับที่มีค่ามากชื่อว่า มหาลดาประสาธน์ ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่บิดของนางทำให้เป็นของขวัญในวันแต่งงาน วันหนึ่งนางวิสาขาไปที่วัดพระเชตวันพร้อมกับหญิงรับใช้เมื่อไปถึงที่วัดนางเห็นว่าเครื่องประดับมหาลดาประสาธน์หนักมาก จึงถอดออกใส่ห่อให้หญิงรับใช้เก็บรักษาไว้ แต่พอออกมาจากวัดหญิงรับใช้เกิดลืมห่อเครื่องประดับนั้นไว้ที่วัด ปกติเมื่อมีสิ่งของที่อุบาสกและอุบาสิกาหลงลืมไว้ในวัด พระศาสดาจะทรงมอบหมายให้พระอานนท์ดูแลรักษาไว้ นางวิสาขาส่งคนรับใช้นั้นกลับไปที่วัดโดยบอกไปว่า กลับไปดูเครื่องประดับที่ลืมไว้นั้น หากพระอานนท์ไปพบและเก็บไว้ ก็จงอย่านำเครื่องประดับนั้นกลับมา เราจะบริจาคให้แก่พระอานนท์ แต่พระอานนท์ไม่ยอมรับของบริจาคชิ้นนี้ ดังนั้นนางวิสาขาจึงได้ตัดสินใจจะขายเครื่องประดับมหาลดาประสาธน์นั้น และให้ดำเนินการนำเครื่องประดับขึ้นรถออกไปป่าวประกาศขาย แต่ก็ไม่มีผู้ใดมีเงินพอที่จะซื้อเครื่องประดับนั้นได้ นางวิสาขาก็จึงซื้อเครื่องประดับนั้นเสียเองในราคา ๙ โกฏิ 1 แสนกหาปณะ จากนั้นก็นำเงินจำนวนนี้ไปก่อสร้างวัดแห่งหนึ่งที่ด้านตะวันออกของตัวเมือง วัดนี้จึงมีชื่อว่าวัดบุพพาราม(วัดอยู่ทางทิศตะวันออก)
chocolatus
09-05-2008, 10:18 PM
เป็นเช่นกันค่ะ แต่ไม่ใช่สามีนะค่ะ เป็นคุณพ่อค่ะ
สวดมนต์ยังไม่เป็นไร แต่เวลานั่งสมาธิท่านจะมองแปลก ๆ ต้องแอบนั่ง กลัวท่านเป็นกังวล ยิ่งช่วงนี้ทำตัวแปลกไปจากเดิม อิอิ
พอจะมีวิธีที่ทำให้ท่านเข้าใจเราบ้างมั๊ยน๊า
เฮียปอ ตำมะลัง
09-05-2008, 10:37 PM
คุณ Choc. ก็ควรจะบอกกับคุณพ่อซิว่า ... เราศรัทธานับถือพระพุทธองค์
อยากจะกำหนดลมหายใจเข้าออกธรรมดา เพื่อให้มีสมาธิในการทำงานต่าง ๆ
นั่งสมาธิแล้วทำให้จิตใจเราสงบ ไม่เครียดง่าย ไม่โกรธใครง่าย
ประมาณนี้อ่ะน่ะ ^_^
chocolatus
11-05-2008, 08:41 PM
คุณ Choc. ก็ควรจะบอกกับคุณพ่อซิว่า ... เราศรัทธานับถือพระพุทธองค์
อยากจะกำหนดลมหายใจเข้าออกธรรมดา เพื่อให้มีสมาธิในการทำงานต่าง ๆ
นั่งสมาธิแล้วทำให้จิตใจเราสงบ ไม่เครียดง่าย ไม่โกรธใครง่าย
ประมาณนี้อ่ะน่ะ ^_^
ขอบคุณนะค่ะ เฮียปอ
คือจังหวะด้วยมั้งค่ะ แบบว่าพึ่งจะเลิกกับแฟน (ด้วยดี) คุณพ่อก็เลยเป็นห่วงนึกว่าเราเสียใจมาก จากที่เคยทำตัวเกเรนิดนึง ก็จะแปลกไป มากกกกกกกก
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.