WebSnow
05-08-2005, 05:15 PM
http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=28837&stc=1
http://www.palungjit.com/board/images/statusicon/subforum_new.gif หลวงพี่ เล็ก สุธมฺมปญฺโญ (http://www.palungjit.com/board/forumdisplay.php?f=61)
ถาม : ต้องเริ่มใหม่ไหมครับ?
ตอบ : ไม่ต้องทำใหม่หรอก ย้อนเก่าก็ได้ การพิสูจณ์น่ะ พระพุทธเจ้าท่านสอนวิธีการให้แล้ว เพียงแต่ว่า ความสามารถของเราไม่พอ หรือว่า ขาดความมั่นใจเท่านั้นเอง ใช่มั้ยล่ะ? ฝึกทิพจักขุญาณไม่เห็นจะยากตรงไหน? ฮึ หรือไม่ก็ไม่ดู ลักษณะการหมุนเวียนโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ของอะไรน่ะ ลักษณะเดียวกัน มีขึ้นมีตก แต่ว่าอันนี้มันไม่ใช่ของแปลกสำหรับเรา แต่ว่าการเวียนตายเวียนเกิดนี่
จะต้องใช้ความเป็นทิพย์ในการพิสูจณ์ ขนาดปู่น่าตาทวดของเรามาถึงเรายังมีอยู่แล้ว ก็ลูกหลานแหลนโหลนของเราก็มีอยู่ ถ้าหากว่าไม่ใช่คนขี้เกียจจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปัญญามากมายอะไร ก็เห็นอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าขี้สงสัยจริงๆ ต้องเอาให้ได้อย่างน้อยวิชชาสองนะ ถ้าหากอย่างกลางก็อภิญญาห้า หนักๆ หน่อยก็เล่นปฏิสัมภิทาญาณไปเลย ปฏิสัมภิทาญาณทำง่านกว่าอภิญญา เพราะว่าใช้พื้นฐานของกสิน 9 กอง แต่ปฏิสัมภิทาญาณได้ยากกว่าอภิญญามหาศาลเลย เพราะว่าปฏิสัมภิทาญาณกำลังคลุมได้ทั้งอภิญญาหก ทั้งวิชชาสาม ทั้งสุกขวิปัสสโก
เมื่อความสามารถสูงขนาดนั้นต้องระมัดระวังในการใช้เป็นพิเศษ ดังนั้นผู้ที่ได้ปฏิสัมภิทาญาณ จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อกำลังใจเข้าถึงพระอนาคามีแล้วเท่านั้น เพราะว่าเข้าถึงพระอนาคามีนี่ ตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวรักหมดแน่ๆ หลงน่ะยังหลงอยู่นิดเดียว คือ คิดว่า ความเป็นพระอนาคามีแค่นี้พอแล้ว นอนพักมั้งก็ได้ อะไรย่างนั้น ใช่มั้ย? แต่ความจริงถ้าท่านทำต่อก็หน่อยเดียวเท่านั้นเอง ดังนั้นปฏิสัมภิทาญาณจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อกำลังใจเข้าถึงความเป็นพระอนาคามี
ไม่อย่างนั้นแล้วจะฝืนกฏของกรรม โดยเฉพาะนิสัยอย่างพวกเรา เห็นคนลำบาก เดี๋ยวก็ไปช่วยเขา เห็นมันเดินมาประเภทขาลีบ มือหงิก แต่เราคิดให้หาย มันหายเลยนะ เพราะความคล่องตัวในตัวกสิน ตัวอภิญญาแค่ตั้งใจให้ธาตุสี่ประสานเสมอกัน อาการเจ็บป่วยของเขาจะหายหมด แต่เราไม่ได้ดูไปว่าเขาเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะอดีตทำกรรมอะไรมา เราเป็นผู้ฝืนกฎของกรรม ทำให้ระเบียบของโลกของจักรวาลบรรลัยหมด ภพภูมิไหนๆ เราก็ไม่สนใจ ความสามารถมันถึงใช่มั้ย? ก็เลยจำกัดเอาไว้ว่า ถ้าหากจะทำ จะใช้ความสามารถปฏิสัมภิทาญาณได้ ต่อเมื่อเป็นพระอนาคามีขึ้น แล้วอีกข้อหนึ่ง
อย่าง อภิญญาหก ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ทั่วไป ถ้าเป็นอภิญญาหกจริงๆ ท่านรู้สมควรจะใช้อย่างไร? เพราะว่าจะเป็นอภิญญาหกได้ ต่อเมื่อเป็นพระโสดาบันขึ้นไป คือตัวสุดท้าย อาสวักญาณ ทำกิเลสให้สิ้นไปได้ ถ้าไม่ใช่พระโสดาบันขึ้นไปนี่ไม่สามารถทำกิเลสให้สิ้นไปได้ ถ้าเป็นพระโสดาบันขึ้นไปก็สิ้นได้ส่วนหนึ่ง สิกทาคามีได้อีกส่วนหนึ่ง อนาคามีได้อีกส่วนหนึ่ง อรหันต์นี่สิ้นกิเลสทั้งหมด คราวนี้ก็ได้แค่อภิญญาห้า กำลังอภิญญาห้า ถ้าหากว่าคุณฝืนกฎของกรรม หรือว่าทำผิดศีล ผิดธรรม อภิญญาจะเสื่อมเลย ต้องไปตั้งหน้าตั้งตารวบรวมกำลังใจกันอีกขนานใหญ่ กว่าจะฟื้นกลัมมาใหม่ได้ ถ้าผิดอีกก็เสื่อมอีก ดังนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะใช้กันได้ง่ายๆ สำคัญตรงที่ว่าถ้าหากเราอย่ากรู้ เราอยากพิสูจณ์ เราต้องทุ่นเทฝึกไปเลย......
ไม่ใช่ไปเที่ยวดูคนอื่นไปรู้คนอื่น บางคนมาถึงก็ แหม...หลวงพี่พูดเหมือนตาเห็นเลย อาจารย์พูดเหมือนตาเห็นเลย หลวงพ่อพูดเหมือนตาเห็นเลย ไม่อยากจะเห็นหรอก แต่บางทีถ้าไม่ทำอย่างนั้นมันไม่เชื่อ พอเห็นเสร็จก็เลิกดู ไม่รู้จะดูต่อไปทำไมมันไม่มีประโยชน์เลย เพราะว่าทั้งหมดก็ทุกข์ เขาก็ทุกข์ เราก็ทุกข์ ดูความทุกข์ของตัวเองก็ดูไม่ไหวแล้ว ดูใจของตัวเองก็ระวังไม่ไหวยังไปดูเขาอีก ใช้ให้ถูกนะ ยถากัมมุตาญาณ รู้กรรมของคนและสัตว์ ถ้าเราเชื่อที่พระพุทธเจ้าสอนว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ ตกลงญาณ 8 ต้องใช้มั้ย?
... เออ ไม่ต้อง อภิญญา อภิขยิ่งกว่า อัญญาขความรู้ ไม่มีอะไรรู้เกินกว่าการตัดกิเลส อย่างต่ำๆให้รู้ว่าพระโสดาบันมีคุณสมบัติอย่างไร แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำในคุณสมบัตินั้นไป นั่นแหละถึงจะเป็นลูกที่ดี ถึงจะเป็นลูกที่แท้จริงของหลวงพ่อ ถึงจะพูดได้เต็มปากว่าเต็มคำว่าเราเป็ฯศิษย์วัดท่าซุง เราเป็นศิษย์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ แล้วบุคคลที่ได้ล่ะ บุคคลที่ปฏิบัติได้ แต่ให้ใช้กำลังใจเกาะพระนิพพานไว้ ถ้าราเดูใจตัวเองเป็น สังเกตใจตัวเองจะรู้ว่า ราคะ-อารมณ์ระหว่างเพศก็ดี โทสะ-อารมณ์โกรธ เกลียด อาฆาต พยาบาท ก็ดี โลภะ-อารมณ์ความโลภอยากได้ใคร่มีก็ดี โมหะ-อารมณ์ความหลงก็ดี มันเป็ฯคุณสมบัติของร่างกายนี้ ถ้าหากว่าจิตใจของเราไม่ไปปรุงไปแต่งกับมันด้วย มันก็ไม่สามารถทำอันตรายเราได้ ในเมื่อเราได้มโนมยิทธิ เราได้อภิญญา เกิดราคะขึ้นมา
ใช้อารมณ์ของมโนมยิทธิใช้อารมณ์ของอภิญญษพุ่งจิตขึ้นไปกราบพระบนนิพพาน เข้าไว้ กำลังของสมาธิเราเข้มแข็งพอ ถ้ารู้ระวังตัวอยู่มันมาเราเผ่นพรวดหนีไปเลย ไปอยู่ข้างบนโน่น โกรธขึ้นมาหนีไปอยู่ข้างบน โลภขึ้นมาหนีไปอยู่ข้างบน หลงขึ้นมาหนีไปอยู่ข้างบน ไปอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า ร่างกายเมื่อไม่มีจิตใจคอย ปรุงแต่งอยู่ มันก็เหมือนกินอาหาร ไม่ได้ใส่เกลือ ไม่ได้ใส่น้ำปลา ไม่ได้ใส่น้ำส้มน้ำตาล มันไม่มีรสไม่มีชาติมันจืดชืดไม่เป็นท่า มันเซ็งมัน ไม่มีใครไปปรุงแต่งให้อารมณ์จิตมันตั้งอยู่เดี๋ยวเดียวความชั่วเหล่านั้นมันก็สลายไป เพราะว่าความชั่วเหล่านั้น
เป็นสมบัติของร่างกายไม่ใช่สมบัติของใจ การที่เราเกาะพระนิพพานเกาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนวิมานของเรา นั่นแหละ คือการใช้มโนมยิทธิที่ถูกต้องอย่างที่หลวงพ่อต้องการ เพราะว่ามันจะไม่พลาดไปไหน อย่างไรๆเราก็อยู่ตรงนั้นแล้ว มันเป็นการตัดกิเลสที่อัตโนมัติที่สุด
เราอยู่ตรงนั้นให้ชินกับอารมณ์ละเอียด อารมณ์สงบ อารมณ์เยือกเย็นของพระนิพพานอันนั้น พอจิตใจมันชินรับอารมณ์ นั้นมาเต็มที่แล้วประคับประคองให้ดี ส่วนใหญ่ลุกปั้บเลิกเลย ต้องรู้จักรักษาประคับประคองระมัดระวังสภาพจิตของเราให้ทรงตัวอยู่ในอารมณ์นั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ได้ครึ่งชั่วโมงให้ได้หนึ่งชั่วโมง สามชั่วโมง ครึ่งวัน วันหนึ่ง สามวัน อาทิตย์หนึ่ง สิบวัน ครึ่งเดือน เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง...
ว่าไปเลย ยิ่งนานเท่าไหร่กิเลสยิ่งกินใจเราน้อยลงๆ ถ้ารู้ระมัดระวังรักษาอารมณ์ใจอย่างนี้เอาไว้ได้ กดกิเลสอย่างนี้เอาไว้ตลอดเวลา ก็เหมือนกับหินที่ทับหญ้า ทับไปนานๆหญ้ามันตายหมด นี่คือตัวมโนมยิทธิที่หลวงพ่อต้องการให้พวกเราปฏิบัติ หลวงพ่อเคี่ยวเข็ญเรามากี่ปีต่อกี่ปี การใช้ที่ถูกต้องใช้กันอย่างนี้ เท่าที่อาตมาดูส่วนใหญ่ใช้ผิดหมด ในเมื่อใช้ผิดมันก็จะมีแต่โทษมากกว่าประโยชน์ทั้งนั้น แทนที่จะรู้เพื่อละก็รู้เพื่อหลง เพื่อยึดเพื่อติด แล้วสิ่งต่างๆที่เรารู้เป็ฯการรู้ในปัจจุบัน อนาคตสิ่งเหล่านั้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยเฉพาะหน้า ดังนั้นคำทำนายหลายๆอย่าง เมื่อถึงวาระถึงเวลา
เมื่อมีปัจจัยเฉพาะหน้ามาให้เปลี่ยนแปลง อย่างเช่น บอกว่าเมื่อเดือนมิถุนายนมันจะดี แต่ถ้าทั้งหมดรามือเสียจากการทำดี ปล่อยให้ความชั่วเข้ามาครอบงำ จิตใจกำลังของความชั่วมีสูงกว่าถึงวาระถึงเวลาก็ไม่ดีไปตามนั้น ดังนั้นกำลังความเป็นทิพย์ความรู้เหล่านี้ มันก็ยังไม่เที่ยง เราจะไปยึดถือมั่นหมายเชื่อปักมั่นลงไปว่าจะเป็นดั่งนั้นดั่งนี้ไม่ได้ เพียงแต่เอาเป็นแนวทางไว้คอยระมัดระวังเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่ได้ ฝึกมโนมยิทธิ ก็ให้อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด ด้วยการอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก นั่นคือการ ภาวนา
รู้ ต้องรู้อย่างคนมีสติ ใช้ต้องใช้อย่างคนมีปัญญา สติกับปัญญาเป็นของคู่กัน ถ้าสติเกินปัญญาจะเป็นคนไม่กล้าทำอะไรจดๆ จ้องๆ ขี้กลัว ขี้ระวังจนเกินไป ถ้าปัญญาเกินสติก็จะบุ่มบ่าม โฉ่งฉ่างจนกระทั่งพลาดได้ง่าย สติกับปัญญาจะต้องไปพร้อมๆกัน ไปเท่าๆกันธรรมะจึงจะเจริญ พูดมากไปมั้ย? นานๆ ด่าทีว่าจนคุ้ม ปีหนึ่งๆ อาตมาก็มีเวลาพูดได้อย่างนี้ แค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น ใครเก็บอะไรไปได้ก็เก็บไป รวมเวลา 25-26 ปีที่ผ่านมา ที่อาตมามอบกายถวายชีวิตอยู่รองพระบาทของพระเดชพระคุณหลวงพ่อมา ทั้งหมดที่เก็บมาได้ไม่เคยปิดบังใคร มีอะไรให้แค่หมด เพราะว่าพ่อก็ไม่เคยหวงวิชา อาตมาเองเมื่อทำมาถึงระดับนี้ สิ่งที่ตัวเองมีความสุขกายสุขใจอยู่ ก็อยากให้ญาติโยมมีความสุขอย่างเช่นนั้นบ้าง สิ่งที่เราทำได้ ทำอะไรทำง่ายๆ สำเร็จลงง่ายๆ ก็อยากให้ทุกท่านได้อย่างนั้นบ้าง ก็พยายามเคี่ยวเข็ญกัน
แต่เพียงแต่ว่าอาตมามีเวลาเคี่ยวเข็ญพวกเราน้อยมาก เนื่องจากว่าภาระต่างๆ มันมากเหลือเกิน บวชมาแค่ สิบกว่าพรรษา มีแต่คนมาขอความช่วยเหลือ มีแต่คนมาขอพึ่งพิง ทั้งพระ ทั้งฆราวาส ทั้งเอกชน ทั้งหน่วยราชการ ทั้งในและต่างประเทศ แต่อาตมาเองมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง มีพระเดชพระคุณหลวงปู่ หลวงพ่อ เป็นที่พึ่ง มีญาติโยมทั้งหลายเป็นผู้สนับสนุน ดังนั้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จึงสามารถสำเร็จลุล่วงลงไปได้ในทุกเรื่อง จนกระทั่งเขาถามว่าทำไม ถึงทำอะไรง่ายๆ ทำอะไรไม่เคยลำบากกับใคร อยากจะบอกว่าถ้าบารมีเต็ม บารมี คือ กำลังใจ ถ้าบารมีเต็มบุคคลจะทำอะไรได้ไม่มีคำว่ายาก อาตมาเองน่ะไม่เต็มหรอก แต่อาศัยพระท่านเป็นหลัก ขึ้นชื่อคำว่าพระแล้ว คำว่าไม่เต็มนั้นไม่มี มีแต่ล้นจนเผื่อแผ่มาถึงอาตมาและญาติโยมทั้งหลาย
ดังนั้นขอให้ทุกคนยึดคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งให้มั่นคงเอาไว้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อมอบให้แก่เรามา โดยเฉพาะพระคาถาเงินล้าน ขอให้ทุกคนท่องบ่นภาวนาไว้เป็นประจำๆ จะสร้างความคล่องตัวให้แก่เราอย่างคาดไม่ถึง ใครจะว่างมงาย ใครจะว่าเหลวไหล อาตมายืนยันว่าไม่งมงาย ไม่เหลวไหล เพราะอาตมาใช้มาเอง มีใครบ้างที่สามารถสร้างวัดๆหนึ่ง เสร็จได้ภายในปีเดียว โดยที่ 2 มือเปล่าๆมีแต่คาถาบทเดียว จะไม่ให้ยืนยันอย่างนี้ก็ไม่ได้ แล้วขณะเดียวกันไปช่วยเขาที่อื่นไปช่วยเขาที่ไหนก็ตามขึ้นชื่อว่าการ สะดุดหยุดยั้งผิดจังหวะไม่มี มีแต่ความสะดวกคล่องตัวอยู่เสมอ ดังนั้น ขอย้ำว่าถ้าเราใช้คาถาเป็น ส่วนใหญ่ทำไปใช้ไม่เป็นใช้ไม่ถูกกัน การใช้คาถาเป็นคือ ต้องวางกำลังใจให้เป็น การวางกำลังใจให้เป็ฯน ก็คือให้ตั้งใจว่า คาถานี้คือสมบัติวิเศษที่พ่อให้มา หน้าที่เราคือรักษาไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะพึงดีได้ ด้วยการเป็นคนที่ขยันท่องบ่นเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา อย่างส่ำเสมอและจริงจังทุกวัน เรื่องของความส่ม่ำเสมอจริงจังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ส่วนใหญ่มันทำๆทิ้งๆกัน ในเมื่อเราตั้งใจทำถวายบูชาต่อท่านอย่างเสมอและจริงจัง
ผลพิเศษต่างมันจะเกิดขึ้นเอง แต่ถ้าเราทำเพื่อหวังผลพิเศษนั้น ตัวอยากที่ไปบังหน้ามันจะตัดไปเกือบหมด อยากได้ไม่ใช่ความผิด แต่พออยาก ตั้งใจว่าต้องการอะไร แล้วลืมความอยากนั้นเสียแล้วตั้งหน้าตั้งตาภาวนาไป นี่คือการใช้คาถาที่ถูก การปฏิบัติทุกอย่างเหมือนกัน อยากมันถึงทำ แต่ตัวอยากตัวนี้เป็นฉันทะ หลวงพ่อเรียกว่าธรรมฉันทะ คือความพอใจในธรรม ไม่ใช่ตัวตัณหา ตัวตัณหาเป็นตัวอยากได้ใคร่มีในลักษณะ ที่เรียกว่าถ้าไม่ได้มาผิดศีลผิดธรรมก็ยังเอา ตัวอยากมีอยู่ในทุกธรรมมะ แต่ว่าตัวอยากนี้เป็นตัวธรรมฉันทะคือพอใจในการปฏิบัติ ขณะเดียวกันการปฏิบัติทุกอย่าง อารมณ์อุเบกขาสำคัญที่สุด
การปฏิบัติไม่ว่าจะทาน ศีล ภาวนา ถ้าขาดตัวอุเบกขาการปฏิบัตินั้นๆเข้าไม่ถึงจุดสุดท้าย การให้ทานถ้าไม่รู้จักอุเบกขาปล่อยวางก็นั่งกลุ้มใจ ขอทานมันขอสตางค์ก็ให้มันไป ให้แล้วก็แล้วกันเรารู้ว่าเขาต้องการก็ให้เขาไป เป็นการตัดความโลภของเราให้มันจบลงตรงนั้น นี่คือตัวอุเบกขา แต่ว่าให้ไปแล้วก็คิดต่อว่า เอ๊...มันจะหลอกเราหรือเปล่าหว่า มันเป็นแก็งค์ขอทานที่เรียกว่าเดี๋ยวถึงเวลาก็เอาคนมาปล่อยๆๆตามจุดแล้วก็ขอสตางค์เขาไปวันๆหนึ่ง ถึงเวลามันกินดีอยู่ดีกว่าเราอีกหรือเปล่า ไอ้อย่างนี้ขาดอุเบกขา การรักษาศีลก็เช่นกัน ถ้าหากว่าขาดอุเบกขาการปล่อยวางจริงๆ การรักษาศีลมันก็รักษษมันก็รักษาไม่ได้ตลอด ไม่ฆ่าสัตว์ แต่อีคราวนี้โกรธมันขึ้นมาก็อัดมันตุ้บเข้าให้ ไม่ตายหรอกแต่เจ็บ ดีไม่ดีก็สาหัสไปเลย ขาดอุเบกขา การภาวนายิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ถ้าจาดตัวอุเบกขาคือการปล่อยวางไม่รู้จักวาระของมันจะก้าวหน้าได้ยากมาก เราต้องทำใจว่าเรามีหน้าที่ภาวนา ผลพิเศษต่างๆจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เป็นเรื่องของเขา นี่คือการปล่อยในตัวอุเบกขา แต่ถ้าไปตั้งใจภาวนาอยากให้มันได้ อยากให้มันเป็น มันจะไม่ได้มันจะไม่เป็น มันเหมือนกับเราปลูกต้นไม้ เรามีหน้าที่รดน้ำพรวนดินจับหนอนจับแมลงใส่ปุ๋ยดูแลก็ทำมันไป เราไม่มีหน้าที่บังคับเขาบังคับออกดอกออกผล ลองไปจับมันดึงยอดดูสิมันจะออกมั้ย..
เฉาตายซะก่อน แต่ถ้าเรามีหน้าที่ทำของเราไปเรื่อยด้วยการปล่อยวางและเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย เมื่อถึงเวลาดอกผลมันจะเกิดของมันเอง ถึงวาระ ถึงฤดูกาลของมันๆก็ออกดอกออกผลให้ชื่นใจ อีตอนที่มันยังไม่ถึงวาระไม่ถึงเวลา อยากเท่าไหร่มันก็ไม่ได้ อยากเท่าไหร่มันก็ไม่เป็น ตัวอยากคือการไม่รู้จักอุเบกขา ตัวเรารู้ว่ามีหน้าที่อย่างไรเราทำให้ดีที่สุด ผลของหน้าที่นั้นจะเป็นอย่างไรช่างมัน นั่นคือตัวอุเบกขา นะ เบรคให้เป็น เบรคขา เบคแขน เบรคปากเอาไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นจะเป็นการทะเลาะกับคนอื่นเขา ถ้าอุเบกขาเป็นทุกอย่างก็ดีหมด ไม่มีการกระทบกระทั่งกับใคร ทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด ปกติของโลกมันเป็นอย่าางนั้น ไม้ตายท่าสุดท้ายแล้ว อุเบกขา ถ้าเต็มที่มันจะเป็นสังขารุเปกขาญาณ รูจักปล่อยวางในการปรุงแต่ง การปรุงแต่งการนึกคิดเพิ่มเติมทุกอย่างไอ้ตัวฟุ้งซ่านขนาดหนักเลย ทุกอย่างถ้าหยุดการปรุงแต่งลงได้มันก็หยุดหมดมันก็ดับหมด ใครเคยตามดูความคิดตัวเองบ้าง
หยุดความคิดตัวเองเป็นมั้ย หยุดเป็นเมื่อไหร่ก็เย็นเมื่อนั้นนั้นแหละคือ จิตสังขาร คือตัวปรุงแต่งของใจสำคัญมาก เกิดมันก็ตรงเนี้ย แก่มันก็ตรงเนี้ย เจ็บมันก็ตรงเนี้ย ตายมันก็ตรงเนี้ย อนิจจังไม่เที่ยงก็เพราะมัน ทุกก็เพราะมัน อนัตตาก็เพราะมัน ก็เพราะจิตตัวปรุงแต่งนี้ตัวเดียว หยุดปรุงแต่งเมื่อไหร่พระท่านเรียกว่านิโรธ คือ เข้าถึงความดับ ความร่มเย็น ความสงบอย่างแท้จริง การหยุดมันท่านเรียกว่ามรรค สาเหตุที่มันปรุงที่มันแต่งมันทำให้เกิดทุกข์ทานเรียกว่าสมุทัย ปรุงแต่งเมื่อไหร่มันก็เป็นทุกข์ อริยสัจ 4 มันก็อยู่ตรงนี้นั่นแหละ อยู่ที่จิตตัวเดียว ไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย ดังนั้นท่านถึงให้ดูภายใน ดูที่ตัว แก้ที่ตัว ดูที่คนอื่นไม่สำเร็จ แก้ที่คนอื่นไม่สำเร็จ ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของโลก เราไม่สามารถแก้ไขโลกได้ แต่เราแก้ไขตัวเราเองได้ ภาระทุกอย่างถ้าเราแบกโลกไว้มันหนักเหลือเกิน แต่ถ้าเราวางลง ตัวเรามันมีภาระอยู่นิดเดียวเท่านั้น ยิ่งฟังยิ่งง่ายเนาะ ฟังง่ายใช่มั้ย?
เหลืออีกครึ่งชั่วโมง หือ มันพูดมากขนาดนี้เชียวหรือ.. ว่าไปเรื่อยเปื่อยนะ ยิ่งอีตอนบรรยายให้ ชาวบ้านเขาฟังยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ วิทยากรต่างๆจะพูดด้วยภาษาราชการ แต่ชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่อง ไปถึงก็อุปโภคอย่างนั้น บริโภคอย่างนี้ กะเหรี่ยงมันฟังรู้เรื่องไหมล่ะ เออ อุปโภคบริโภค มันรู้แต่ ออหมี่ออที กินข้าวกินน้ำ อาตมาก็ต้องเป็นล่ามแปลไทยเป็นไทยให้เขาฟังอีกทีหนึ่ง ว่าไปว่ามาวิทยากรก็นิมนต์อาจารย์ว่าไปเรื่อยๆเลยครับ ตกลงบรรยาย 6 ชั่วโมง พระว่า ไป 5 ชั่วโมงครึ่ง จริงๆๆ ไม่ใช่เขาไม่เก่งนะ เขาเก่งแต่เขาลดระดับตัวเองลงมาไม่เป็น ต้องพูดภาษาชาวบ้านให้ชาวบ้านฟัง นี่อาตมาก็พูดมากเกินไปเหมือนกัน ตกลงมีใครเก็บเอาไว้ได้บ้าง เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหมด นักปฏิบัติที่ดีเมื่อกี้บอกแล้วการจดบันทึกสำคัญมากเป็นการซ้อมอตตังสญาณด้วย ขณะเดียวกันก็กันลืม หัวใจนักปราชญ์จำได้มั้ย สุ จิ ปุ ลิ มาจาก สุตะ แปลว่า ฟัง จิ มาจาก จิตตะ แปลว่าคิด ปุ มาจาก ปุจฉา แปลว่า ถาม ลิ มาจาก ลิขิต แปลว่า เขียน ฟัง-คิด-ถาม-เขียน ไอ้เขียนนี่ท่านบอกไว้ว่ากันลืม สุตตะจงฟังเขาอย่าขี้เกียจ จิตตะคิดให้ละเอียดที่สงสัย ปุจฉาหลงจงถามอย่าเกรงใจ ลิขิตเขียนไว้ได้จะดีเอย เก่งกันทุกคนจำได้หมดเลย ไม่มีใครจดสักคนหนึ่ง อย่าเชียวนะไอ้พึ่งเทคโนโลยีน่ะ เจ๊งมาเยอะต่อเยอะแล้ว อาตมาอยู่ที่วัดท่าซุงถือสมุดบันทึกเข้าโบสถ์อยู่องค์เดียว ถึงเวลาก็จดยิกๆ พี่น้องไอ้ 40 กว่าคน
ไปพึ่งไอ้เครื่องบันทึกเสียงอยู่ ปรากฏว่าในนั้นหลวงพ่อพูดเรื่องที่สำคัญที่สุด เครื่องบันทึกเสียงเจ๊ง อีคราวนี้มันทึ้งอาตมาซะเป็นชิ้นๆเลย จดอยู่คนเดียว สิ่งที่เราฟัง จะจำได้ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นกระทบใจของเรา ไอ้ตัวกระทบใจก็คือมันตรงกับใจของเรา ตรงกับการปฏิบัติของเราตอนนั้น แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์มหาศาลสำหรับเราในอนาคต มันจะผ่านเลยไปเฉยๆ เพราะฉะนั้นจดซะบ้าง โดยเฉพาะนักปฏิบัติ หลวงพ่อท่านบอกว่านักปฏิบัติที่ดีกระดาษปากกาห้ามห่างมือเด็ดขาด ยิ่งเวลากลางคืนที่พระท่านสงเคราะห์ อาตมาพลิกตัวมาได้ก็มืดก็มืดแล้วเขี่ยไว้ก่อน อ่านออกไม่ออกให้มันมีนัยเอาไว้ ถึงเวลามันก็นึกได้เอง แต่ถ้าไม่จดรอให้เวลาผ่านไป พักเดียวเท่านั้นแหละ ลืม มีวันหนึ่งหลวงพ่อท่านมาตอนเช้ามืด บอกให้ทำอย่างนั้นๆๆ สั่งมา 3 ข้อ ไอ้เราโอ๊ย สบาย 300 ข้อยังจำได้เลย 3 ข้อ แค่นี้หมูมาก ปรากฏว่าพออรุณขึ้น มันเหลือแค่ข้อเดียว อีก 2 ข้อ มันหายขาด ชนิดคิดหัวแทบแตกก็เค้นไม่ออก ถ้าจดไว้ก่อนมันมีเค้าอยู่เราจะนึกขึ้นมาได้
ส่วนที่อาตมาเพิ่งจะกลับจากกฝั่งพม่าบรรดาทหารเขาขอวัตถุมาคงไว้บานเลย มันมีประสบการณ์เนื่องจากครูบาน้อย พระน้องชายองค์นี้ท่านเก่งมาก อยู่ทางด้านโน้นนี่พวกทหารอะไรมักจะมาขึ้นด้วย คราวนี้ท่านมาร่วมพิธีเสาร์ห้าที่นี่ ก็นำวัตถุมาคลไปแจกๆ เข้า เขารับไปปรากฎว่ากลุ่มนั้นเป็นกลุ่มกะเหรี่ยงพุทธ กลุ่ม DKBA เป็นกลุ่มที่มาเข้ากับรัฐบาลพม่าเพราะว่าตอนนั้นกะเหรี่ยงคริสต์รังแกหนักมากจะทำกิจกรรมอะไรทางศาสนามันขวางหมด มันไม่ให้ทำแต่ตัวมันเองทำได้ คงเป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ว่างั้น ก็เลยมาเข้ากับรัฐบาล เวลาฝ่ายหนึ่งเข้ากับรัฐบาลอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมเข้าก็เลยรบกันเอง คราวนี้นี่ทางกะเหรี่ยงพุทธเขาจับเชลยศึกไว้ได้ 1 คน ก็คือฝ่ายกะเหรี่ยงคริสต์นั่นแหละ ก็ลงมติว่าประหาร ไอ้เจ้านั่นไหนๆจะตายก็เลยสู้ พอมันเห็นเขาปุ๊บมันแย่งปืนเขาได้กระบอกแล้วเปิดแน่บ ทางด้านนี้ 4-5 คนก็ตามล่า ไอ้คุณหมู่หม่องเอหัวหน้าทีมตามไป ปรากฎว่ามันหนีไปซ่อนในขุมเหมืองไอ้ที่เขาขุดๆทิ้งร้างแล้วมีต้นไม้ขึ้นน่ะ
ทางด้านนี้ก็เดินเซ่อๆซ่าๆ เข้าไปเพราะไม่รู้ไอ้พื้นดินเรียบๆ มันอยู่ๆมันจะมีหลุมเบ้อเริ่มอยู่ ไอ้เจ้านั่นซ่อนอยู่ข้างในก็ยิงเอาๆ ยิงเท่าไหร่ยิงไม่ออก จนกระทั่งฝ่ายนี้ได้ยินเสียงนกปืนสับก็เลยไปช่วยกันรัวซะพรุนไปเลย แล้วพอไปตรวจปืมมันดู หนาวจ๊ะ กระสุนทุกนัดมีรอยสับหมดแล้วแต่ยิงไม่ออก คุณหม่องเอเขาบอกว่าถ้างานนั้นเเขายิงออกพวกผมตายหลายศพแล้วครับ นั่นแหละ เขาก็เลยเดือดร้อนว่า ครูบาน้อยเขาบอกว่าเป็นวัตถุมงคลเอามาจากที่นี่ อาตมาไปถึงก็เลยต้องติดหนี้พวกมันบานเลย มาขอเอาไว้เดี๋ยวกลับไปต้องเอาไปให้ ไปๆมาๆ เดี๋ยวจะกลายเป็นผู้นำกะเหรี่ยงไปซะอีก แต่พวกนี้รู้สึกว่าจะเข้าถึงธรรมสูงมากโดยเฉพาะเรื่องของการปฏิบัติ ชนิดที่เรียกว่าจิตเขาละเอียดมาก พอจะเข้าเขตวัดถอดรองเท้าทิ้งเดินเท้าเปล่าเข้าไป เขาเคารพขนาดนั้น ไอ้ของเราเองยืนอยู่บนถนนฝุ่นหนาเป็นคืบมันก็กราบลงทั้งฝุ่นอย่างนั้นน่ะ ดูๆแล้วมันน่ายืดได้นะ ไปร่วมงานปีใหม่กะเหรี่ยงเขามา ตัวแม่ทัพของเขาก็ให้ความเคารพครูบาน้อยมากเหมือนกัน ไอ้วันกลับ นายทหารระดับบิ๊กๆๆเขาก็มาส่งกัน ไอ้รถเมล์ป่านนี้มันคงยังไม่หายมมึนน่ะ อยู่ๆนายทหารระดับบิ๊กของเขาก็ชักแถวมาส่งพระเด็ก 2 องค์ อือม์ เป็นไปได้เหมือนกันนะ
คราวนี้อาตมาก็กล้ายืนยันว่าเรื่องของวัตถุมงคลต่างๆ ที่ทำไม่ใช่อาตมาทำเอง เป็นเรื่องของพระ เรื่องของครูบาอาจารย์ท่านสงเคราะห์ ในเมื่อท่านสงเคราะห์ก็อย่าได้ประมาท เพราะว่าเราไม่ได้ทำบุญมาสม่ำเสมอ มันมีวาระ มีเวลา ที่บุญของเรามันขาดช่วงลง ถ้าถึงวาระ ถึงเวลา อุปฆาตกรรมมันเข้ามาของดีแค่ไหนก็คุ้มไม่ได้ สมัยหลวงพ่อท่านยังไม่ได้บวช ท่านถูกยืมตัวจากกองทัพเรือไปช่วยทางตำรวจอยู่พักหนึ่ง มีไอ้เสืออยู่คนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเหนียวมาก ยิงอย่างไรก็ยิงไม่ออก ปรากฏว่าวันนั้นโดนยิงตาย หลวงพ่อท่านได้ข่าวท่านก็แปลกใจมากท่านก็รีบไปดู ไปถึงก็ถามว่าทำไมถึงยิงตายได้ ปรากฏว่ามือปราบที่เป็นมือปราบเจ้าเสือคนนั้นบอกว่า คุณลองลากศพมันออกจากที่ซักศอกนึง แล้วลอองยิงดูใหม่ แค่ลากศพมันพ้นพื้นตรงนั้นศอกเดียวยิงเท่าไหร่ก็ยิงไม่ออก
ท่านบอกว่าที่ตายมันอยู่ตรงนั้น ถ้าไม่ได้อยู่ตรงนั้นก็ทำอะไรมันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทั้งวาระ เวลา สถานที่ ทุกอย่างมาบรรจบกันต่อให้เป็นพระองค์เองก็ตายเหมือนกัน อย่าลืม อย่างเช่น ท่านมหากาลนะเป็นพระโสดาบันก็ตาย ลงไปล้างหน้า โจรมันไปปล้นเขาแล้วหนีมา มันเห็นพระ เห็นชาวบ้าน มันหนีไม่รอด ตอนเช้ามืดนี่ ท่านมหากาลท่านไปรักษาศีลอุโบสถของท่านที่วัด เช้ามืดก็ลงมาล้างหน้า เออ กะว่าลาศีลเสร็จก็กลับบ้านล่ะ ปรากฏว่าลงไปล้างหน้าโจรมันหนีชาวบ้านมา เห็นท่าว่าจะหนีไม่พ้นมันก็ทิ้งของไว้ แล้วมันก็เผ่นตัวเปล่าไป ชาวบ้านวิ่งมาถึงเห็นของอยู่ข้างๆ จำหน้าโจรไม่ได้เพราะว่ามันมืดๆ เขาก็ไล่ทุบเอาตายเลย นั่นพระโสดาบันนะ ส่วนต้นตำรับของผู้มีฤทธิ์ คือ พระโมคคัลลาน์ ก็โดนทุบซะกระดูกป่นเป็นเม็ดข้าวสารเลย ขนาดนั้นถ้าวาระของกรรมเข้ามายังไม่สามารถหนีพ้นได้
กระโถนข้างธรรมมาสน์
สนทนาธรรมหลวงพ่อเล็ก สุธัมมปัญโญ
วันเสาร์ 30 ธันวาคม พ.ศ.2543
ที่มา : เว็ปกระโถนข้างธรรมาสน์ (http://www.grathonbook.net/book/)
http://www.palungjit.com/board/images/statusicon/subforum_new.gif หลวงพี่ เล็ก สุธมฺมปญฺโญ (http://www.palungjit.com/board/forumdisplay.php?f=61)
ถาม : ต้องเริ่มใหม่ไหมครับ?
ตอบ : ไม่ต้องทำใหม่หรอก ย้อนเก่าก็ได้ การพิสูจณ์น่ะ พระพุทธเจ้าท่านสอนวิธีการให้แล้ว เพียงแต่ว่า ความสามารถของเราไม่พอ หรือว่า ขาดความมั่นใจเท่านั้นเอง ใช่มั้ยล่ะ? ฝึกทิพจักขุญาณไม่เห็นจะยากตรงไหน? ฮึ หรือไม่ก็ไม่ดู ลักษณะการหมุนเวียนโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ของอะไรน่ะ ลักษณะเดียวกัน มีขึ้นมีตก แต่ว่าอันนี้มันไม่ใช่ของแปลกสำหรับเรา แต่ว่าการเวียนตายเวียนเกิดนี่
จะต้องใช้ความเป็นทิพย์ในการพิสูจณ์ ขนาดปู่น่าตาทวดของเรามาถึงเรายังมีอยู่แล้ว ก็ลูกหลานแหลนโหลนของเราก็มีอยู่ ถ้าหากว่าไม่ใช่คนขี้เกียจจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปัญญามากมายอะไร ก็เห็นอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าขี้สงสัยจริงๆ ต้องเอาให้ได้อย่างน้อยวิชชาสองนะ ถ้าหากอย่างกลางก็อภิญญาห้า หนักๆ หน่อยก็เล่นปฏิสัมภิทาญาณไปเลย ปฏิสัมภิทาญาณทำง่านกว่าอภิญญา เพราะว่าใช้พื้นฐานของกสิน 9 กอง แต่ปฏิสัมภิทาญาณได้ยากกว่าอภิญญามหาศาลเลย เพราะว่าปฏิสัมภิทาญาณกำลังคลุมได้ทั้งอภิญญาหก ทั้งวิชชาสาม ทั้งสุกขวิปัสสโก
เมื่อความสามารถสูงขนาดนั้นต้องระมัดระวังในการใช้เป็นพิเศษ ดังนั้นผู้ที่ได้ปฏิสัมภิทาญาณ จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อกำลังใจเข้าถึงพระอนาคามีแล้วเท่านั้น เพราะว่าเข้าถึงพระอนาคามีนี่ ตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวรักหมดแน่ๆ หลงน่ะยังหลงอยู่นิดเดียว คือ คิดว่า ความเป็นพระอนาคามีแค่นี้พอแล้ว นอนพักมั้งก็ได้ อะไรย่างนั้น ใช่มั้ย? แต่ความจริงถ้าท่านทำต่อก็หน่อยเดียวเท่านั้นเอง ดังนั้นปฏิสัมภิทาญาณจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อกำลังใจเข้าถึงความเป็นพระอนาคามี
ไม่อย่างนั้นแล้วจะฝืนกฏของกรรม โดยเฉพาะนิสัยอย่างพวกเรา เห็นคนลำบาก เดี๋ยวก็ไปช่วยเขา เห็นมันเดินมาประเภทขาลีบ มือหงิก แต่เราคิดให้หาย มันหายเลยนะ เพราะความคล่องตัวในตัวกสิน ตัวอภิญญาแค่ตั้งใจให้ธาตุสี่ประสานเสมอกัน อาการเจ็บป่วยของเขาจะหายหมด แต่เราไม่ได้ดูไปว่าเขาเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะอดีตทำกรรมอะไรมา เราเป็นผู้ฝืนกฎของกรรม ทำให้ระเบียบของโลกของจักรวาลบรรลัยหมด ภพภูมิไหนๆ เราก็ไม่สนใจ ความสามารถมันถึงใช่มั้ย? ก็เลยจำกัดเอาไว้ว่า ถ้าหากจะทำ จะใช้ความสามารถปฏิสัมภิทาญาณได้ ต่อเมื่อเป็นพระอนาคามีขึ้น แล้วอีกข้อหนึ่ง
อย่าง อภิญญาหก ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ทั่วไป ถ้าเป็นอภิญญาหกจริงๆ ท่านรู้สมควรจะใช้อย่างไร? เพราะว่าจะเป็นอภิญญาหกได้ ต่อเมื่อเป็นพระโสดาบันขึ้นไป คือตัวสุดท้าย อาสวักญาณ ทำกิเลสให้สิ้นไปได้ ถ้าไม่ใช่พระโสดาบันขึ้นไปนี่ไม่สามารถทำกิเลสให้สิ้นไปได้ ถ้าเป็นพระโสดาบันขึ้นไปก็สิ้นได้ส่วนหนึ่ง สิกทาคามีได้อีกส่วนหนึ่ง อนาคามีได้อีกส่วนหนึ่ง อรหันต์นี่สิ้นกิเลสทั้งหมด คราวนี้ก็ได้แค่อภิญญาห้า กำลังอภิญญาห้า ถ้าหากว่าคุณฝืนกฎของกรรม หรือว่าทำผิดศีล ผิดธรรม อภิญญาจะเสื่อมเลย ต้องไปตั้งหน้าตั้งตารวบรวมกำลังใจกันอีกขนานใหญ่ กว่าจะฟื้นกลัมมาใหม่ได้ ถ้าผิดอีกก็เสื่อมอีก ดังนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะใช้กันได้ง่ายๆ สำคัญตรงที่ว่าถ้าหากเราอย่ากรู้ เราอยากพิสูจณ์ เราต้องทุ่นเทฝึกไปเลย......
ไม่ใช่ไปเที่ยวดูคนอื่นไปรู้คนอื่น บางคนมาถึงก็ แหม...หลวงพี่พูดเหมือนตาเห็นเลย อาจารย์พูดเหมือนตาเห็นเลย หลวงพ่อพูดเหมือนตาเห็นเลย ไม่อยากจะเห็นหรอก แต่บางทีถ้าไม่ทำอย่างนั้นมันไม่เชื่อ พอเห็นเสร็จก็เลิกดู ไม่รู้จะดูต่อไปทำไมมันไม่มีประโยชน์เลย เพราะว่าทั้งหมดก็ทุกข์ เขาก็ทุกข์ เราก็ทุกข์ ดูความทุกข์ของตัวเองก็ดูไม่ไหวแล้ว ดูใจของตัวเองก็ระวังไม่ไหวยังไปดูเขาอีก ใช้ให้ถูกนะ ยถากัมมุตาญาณ รู้กรรมของคนและสัตว์ ถ้าเราเชื่อที่พระพุทธเจ้าสอนว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ ตกลงญาณ 8 ต้องใช้มั้ย?
... เออ ไม่ต้อง อภิญญา อภิขยิ่งกว่า อัญญาขความรู้ ไม่มีอะไรรู้เกินกว่าการตัดกิเลส อย่างต่ำๆให้รู้ว่าพระโสดาบันมีคุณสมบัติอย่างไร แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำในคุณสมบัตินั้นไป นั่นแหละถึงจะเป็นลูกที่ดี ถึงจะเป็นลูกที่แท้จริงของหลวงพ่อ ถึงจะพูดได้เต็มปากว่าเต็มคำว่าเราเป็ฯศิษย์วัดท่าซุง เราเป็นศิษย์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ แล้วบุคคลที่ได้ล่ะ บุคคลที่ปฏิบัติได้ แต่ให้ใช้กำลังใจเกาะพระนิพพานไว้ ถ้าราเดูใจตัวเองเป็น สังเกตใจตัวเองจะรู้ว่า ราคะ-อารมณ์ระหว่างเพศก็ดี โทสะ-อารมณ์โกรธ เกลียด อาฆาต พยาบาท ก็ดี โลภะ-อารมณ์ความโลภอยากได้ใคร่มีก็ดี โมหะ-อารมณ์ความหลงก็ดี มันเป็ฯคุณสมบัติของร่างกายนี้ ถ้าหากว่าจิตใจของเราไม่ไปปรุงไปแต่งกับมันด้วย มันก็ไม่สามารถทำอันตรายเราได้ ในเมื่อเราได้มโนมยิทธิ เราได้อภิญญา เกิดราคะขึ้นมา
ใช้อารมณ์ของมโนมยิทธิใช้อารมณ์ของอภิญญษพุ่งจิตขึ้นไปกราบพระบนนิพพาน เข้าไว้ กำลังของสมาธิเราเข้มแข็งพอ ถ้ารู้ระวังตัวอยู่มันมาเราเผ่นพรวดหนีไปเลย ไปอยู่ข้างบนโน่น โกรธขึ้นมาหนีไปอยู่ข้างบน โลภขึ้นมาหนีไปอยู่ข้างบน หลงขึ้นมาหนีไปอยู่ข้างบน ไปอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า ร่างกายเมื่อไม่มีจิตใจคอย ปรุงแต่งอยู่ มันก็เหมือนกินอาหาร ไม่ได้ใส่เกลือ ไม่ได้ใส่น้ำปลา ไม่ได้ใส่น้ำส้มน้ำตาล มันไม่มีรสไม่มีชาติมันจืดชืดไม่เป็นท่า มันเซ็งมัน ไม่มีใครไปปรุงแต่งให้อารมณ์จิตมันตั้งอยู่เดี๋ยวเดียวความชั่วเหล่านั้นมันก็สลายไป เพราะว่าความชั่วเหล่านั้น
เป็นสมบัติของร่างกายไม่ใช่สมบัติของใจ การที่เราเกาะพระนิพพานเกาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนวิมานของเรา นั่นแหละ คือการใช้มโนมยิทธิที่ถูกต้องอย่างที่หลวงพ่อต้องการ เพราะว่ามันจะไม่พลาดไปไหน อย่างไรๆเราก็อยู่ตรงนั้นแล้ว มันเป็นการตัดกิเลสที่อัตโนมัติที่สุด
เราอยู่ตรงนั้นให้ชินกับอารมณ์ละเอียด อารมณ์สงบ อารมณ์เยือกเย็นของพระนิพพานอันนั้น พอจิตใจมันชินรับอารมณ์ นั้นมาเต็มที่แล้วประคับประคองให้ดี ส่วนใหญ่ลุกปั้บเลิกเลย ต้องรู้จักรักษาประคับประคองระมัดระวังสภาพจิตของเราให้ทรงตัวอยู่ในอารมณ์นั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ได้ครึ่งชั่วโมงให้ได้หนึ่งชั่วโมง สามชั่วโมง ครึ่งวัน วันหนึ่ง สามวัน อาทิตย์หนึ่ง สิบวัน ครึ่งเดือน เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง...
ว่าไปเลย ยิ่งนานเท่าไหร่กิเลสยิ่งกินใจเราน้อยลงๆ ถ้ารู้ระมัดระวังรักษาอารมณ์ใจอย่างนี้เอาไว้ได้ กดกิเลสอย่างนี้เอาไว้ตลอดเวลา ก็เหมือนกับหินที่ทับหญ้า ทับไปนานๆหญ้ามันตายหมด นี่คือตัวมโนมยิทธิที่หลวงพ่อต้องการให้พวกเราปฏิบัติ หลวงพ่อเคี่ยวเข็ญเรามากี่ปีต่อกี่ปี การใช้ที่ถูกต้องใช้กันอย่างนี้ เท่าที่อาตมาดูส่วนใหญ่ใช้ผิดหมด ในเมื่อใช้ผิดมันก็จะมีแต่โทษมากกว่าประโยชน์ทั้งนั้น แทนที่จะรู้เพื่อละก็รู้เพื่อหลง เพื่อยึดเพื่อติด แล้วสิ่งต่างๆที่เรารู้เป็ฯการรู้ในปัจจุบัน อนาคตสิ่งเหล่านั้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยเฉพาะหน้า ดังนั้นคำทำนายหลายๆอย่าง เมื่อถึงวาระถึงเวลา
เมื่อมีปัจจัยเฉพาะหน้ามาให้เปลี่ยนแปลง อย่างเช่น บอกว่าเมื่อเดือนมิถุนายนมันจะดี แต่ถ้าทั้งหมดรามือเสียจากการทำดี ปล่อยให้ความชั่วเข้ามาครอบงำ จิตใจกำลังของความชั่วมีสูงกว่าถึงวาระถึงเวลาก็ไม่ดีไปตามนั้น ดังนั้นกำลังความเป็นทิพย์ความรู้เหล่านี้ มันก็ยังไม่เที่ยง เราจะไปยึดถือมั่นหมายเชื่อปักมั่นลงไปว่าจะเป็นดั่งนั้นดั่งนี้ไม่ได้ เพียงแต่เอาเป็นแนวทางไว้คอยระมัดระวังเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่ได้ ฝึกมโนมยิทธิ ก็ให้อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด ด้วยการอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก นั่นคือการ ภาวนา
รู้ ต้องรู้อย่างคนมีสติ ใช้ต้องใช้อย่างคนมีปัญญา สติกับปัญญาเป็นของคู่กัน ถ้าสติเกินปัญญาจะเป็นคนไม่กล้าทำอะไรจดๆ จ้องๆ ขี้กลัว ขี้ระวังจนเกินไป ถ้าปัญญาเกินสติก็จะบุ่มบ่าม โฉ่งฉ่างจนกระทั่งพลาดได้ง่าย สติกับปัญญาจะต้องไปพร้อมๆกัน ไปเท่าๆกันธรรมะจึงจะเจริญ พูดมากไปมั้ย? นานๆ ด่าทีว่าจนคุ้ม ปีหนึ่งๆ อาตมาก็มีเวลาพูดได้อย่างนี้ แค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น ใครเก็บอะไรไปได้ก็เก็บไป รวมเวลา 25-26 ปีที่ผ่านมา ที่อาตมามอบกายถวายชีวิตอยู่รองพระบาทของพระเดชพระคุณหลวงพ่อมา ทั้งหมดที่เก็บมาได้ไม่เคยปิดบังใคร มีอะไรให้แค่หมด เพราะว่าพ่อก็ไม่เคยหวงวิชา อาตมาเองเมื่อทำมาถึงระดับนี้ สิ่งที่ตัวเองมีความสุขกายสุขใจอยู่ ก็อยากให้ญาติโยมมีความสุขอย่างเช่นนั้นบ้าง สิ่งที่เราทำได้ ทำอะไรทำง่ายๆ สำเร็จลงง่ายๆ ก็อยากให้ทุกท่านได้อย่างนั้นบ้าง ก็พยายามเคี่ยวเข็ญกัน
แต่เพียงแต่ว่าอาตมามีเวลาเคี่ยวเข็ญพวกเราน้อยมาก เนื่องจากว่าภาระต่างๆ มันมากเหลือเกิน บวชมาแค่ สิบกว่าพรรษา มีแต่คนมาขอความช่วยเหลือ มีแต่คนมาขอพึ่งพิง ทั้งพระ ทั้งฆราวาส ทั้งเอกชน ทั้งหน่วยราชการ ทั้งในและต่างประเทศ แต่อาตมาเองมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง มีพระเดชพระคุณหลวงปู่ หลวงพ่อ เป็นที่พึ่ง มีญาติโยมทั้งหลายเป็นผู้สนับสนุน ดังนั้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จึงสามารถสำเร็จลุล่วงลงไปได้ในทุกเรื่อง จนกระทั่งเขาถามว่าทำไม ถึงทำอะไรง่ายๆ ทำอะไรไม่เคยลำบากกับใคร อยากจะบอกว่าถ้าบารมีเต็ม บารมี คือ กำลังใจ ถ้าบารมีเต็มบุคคลจะทำอะไรได้ไม่มีคำว่ายาก อาตมาเองน่ะไม่เต็มหรอก แต่อาศัยพระท่านเป็นหลัก ขึ้นชื่อคำว่าพระแล้ว คำว่าไม่เต็มนั้นไม่มี มีแต่ล้นจนเผื่อแผ่มาถึงอาตมาและญาติโยมทั้งหลาย
ดังนั้นขอให้ทุกคนยึดคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งให้มั่นคงเอาไว้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อมอบให้แก่เรามา โดยเฉพาะพระคาถาเงินล้าน ขอให้ทุกคนท่องบ่นภาวนาไว้เป็นประจำๆ จะสร้างความคล่องตัวให้แก่เราอย่างคาดไม่ถึง ใครจะว่างมงาย ใครจะว่าเหลวไหล อาตมายืนยันว่าไม่งมงาย ไม่เหลวไหล เพราะอาตมาใช้มาเอง มีใครบ้างที่สามารถสร้างวัดๆหนึ่ง เสร็จได้ภายในปีเดียว โดยที่ 2 มือเปล่าๆมีแต่คาถาบทเดียว จะไม่ให้ยืนยันอย่างนี้ก็ไม่ได้ แล้วขณะเดียวกันไปช่วยเขาที่อื่นไปช่วยเขาที่ไหนก็ตามขึ้นชื่อว่าการ สะดุดหยุดยั้งผิดจังหวะไม่มี มีแต่ความสะดวกคล่องตัวอยู่เสมอ ดังนั้น ขอย้ำว่าถ้าเราใช้คาถาเป็น ส่วนใหญ่ทำไปใช้ไม่เป็นใช้ไม่ถูกกัน การใช้คาถาเป็นคือ ต้องวางกำลังใจให้เป็น การวางกำลังใจให้เป็ฯน ก็คือให้ตั้งใจว่า คาถานี้คือสมบัติวิเศษที่พ่อให้มา หน้าที่เราคือรักษาไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะพึงดีได้ ด้วยการเป็นคนที่ขยันท่องบ่นเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา อย่างส่ำเสมอและจริงจังทุกวัน เรื่องของความส่ม่ำเสมอจริงจังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ส่วนใหญ่มันทำๆทิ้งๆกัน ในเมื่อเราตั้งใจทำถวายบูชาต่อท่านอย่างเสมอและจริงจัง
ผลพิเศษต่างมันจะเกิดขึ้นเอง แต่ถ้าเราทำเพื่อหวังผลพิเศษนั้น ตัวอยากที่ไปบังหน้ามันจะตัดไปเกือบหมด อยากได้ไม่ใช่ความผิด แต่พออยาก ตั้งใจว่าต้องการอะไร แล้วลืมความอยากนั้นเสียแล้วตั้งหน้าตั้งตาภาวนาไป นี่คือการใช้คาถาที่ถูก การปฏิบัติทุกอย่างเหมือนกัน อยากมันถึงทำ แต่ตัวอยากตัวนี้เป็นฉันทะ หลวงพ่อเรียกว่าธรรมฉันทะ คือความพอใจในธรรม ไม่ใช่ตัวตัณหา ตัวตัณหาเป็นตัวอยากได้ใคร่มีในลักษณะ ที่เรียกว่าถ้าไม่ได้มาผิดศีลผิดธรรมก็ยังเอา ตัวอยากมีอยู่ในทุกธรรมมะ แต่ว่าตัวอยากนี้เป็นตัวธรรมฉันทะคือพอใจในการปฏิบัติ ขณะเดียวกันการปฏิบัติทุกอย่าง อารมณ์อุเบกขาสำคัญที่สุด
การปฏิบัติไม่ว่าจะทาน ศีล ภาวนา ถ้าขาดตัวอุเบกขาการปฏิบัตินั้นๆเข้าไม่ถึงจุดสุดท้าย การให้ทานถ้าไม่รู้จักอุเบกขาปล่อยวางก็นั่งกลุ้มใจ ขอทานมันขอสตางค์ก็ให้มันไป ให้แล้วก็แล้วกันเรารู้ว่าเขาต้องการก็ให้เขาไป เป็นการตัดความโลภของเราให้มันจบลงตรงนั้น นี่คือตัวอุเบกขา แต่ว่าให้ไปแล้วก็คิดต่อว่า เอ๊...มันจะหลอกเราหรือเปล่าหว่า มันเป็นแก็งค์ขอทานที่เรียกว่าเดี๋ยวถึงเวลาก็เอาคนมาปล่อยๆๆตามจุดแล้วก็ขอสตางค์เขาไปวันๆหนึ่ง ถึงเวลามันกินดีอยู่ดีกว่าเราอีกหรือเปล่า ไอ้อย่างนี้ขาดอุเบกขา การรักษาศีลก็เช่นกัน ถ้าหากว่าขาดอุเบกขาการปล่อยวางจริงๆ การรักษาศีลมันก็รักษษมันก็รักษาไม่ได้ตลอด ไม่ฆ่าสัตว์ แต่อีคราวนี้โกรธมันขึ้นมาก็อัดมันตุ้บเข้าให้ ไม่ตายหรอกแต่เจ็บ ดีไม่ดีก็สาหัสไปเลย ขาดอุเบกขา การภาวนายิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ถ้าจาดตัวอุเบกขาคือการปล่อยวางไม่รู้จักวาระของมันจะก้าวหน้าได้ยากมาก เราต้องทำใจว่าเรามีหน้าที่ภาวนา ผลพิเศษต่างๆจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เป็นเรื่องของเขา นี่คือการปล่อยในตัวอุเบกขา แต่ถ้าไปตั้งใจภาวนาอยากให้มันได้ อยากให้มันเป็น มันจะไม่ได้มันจะไม่เป็น มันเหมือนกับเราปลูกต้นไม้ เรามีหน้าที่รดน้ำพรวนดินจับหนอนจับแมลงใส่ปุ๋ยดูแลก็ทำมันไป เราไม่มีหน้าที่บังคับเขาบังคับออกดอกออกผล ลองไปจับมันดึงยอดดูสิมันจะออกมั้ย..
เฉาตายซะก่อน แต่ถ้าเรามีหน้าที่ทำของเราไปเรื่อยด้วยการปล่อยวางและเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย เมื่อถึงเวลาดอกผลมันจะเกิดของมันเอง ถึงวาระ ถึงฤดูกาลของมันๆก็ออกดอกออกผลให้ชื่นใจ อีตอนที่มันยังไม่ถึงวาระไม่ถึงเวลา อยากเท่าไหร่มันก็ไม่ได้ อยากเท่าไหร่มันก็ไม่เป็น ตัวอยากคือการไม่รู้จักอุเบกขา ตัวเรารู้ว่ามีหน้าที่อย่างไรเราทำให้ดีที่สุด ผลของหน้าที่นั้นจะเป็นอย่างไรช่างมัน นั่นคือตัวอุเบกขา นะ เบรคให้เป็น เบรคขา เบคแขน เบรคปากเอาไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นจะเป็นการทะเลาะกับคนอื่นเขา ถ้าอุเบกขาเป็นทุกอย่างก็ดีหมด ไม่มีการกระทบกระทั่งกับใคร ทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด ปกติของโลกมันเป็นอย่าางนั้น ไม้ตายท่าสุดท้ายแล้ว อุเบกขา ถ้าเต็มที่มันจะเป็นสังขารุเปกขาญาณ รูจักปล่อยวางในการปรุงแต่ง การปรุงแต่งการนึกคิดเพิ่มเติมทุกอย่างไอ้ตัวฟุ้งซ่านขนาดหนักเลย ทุกอย่างถ้าหยุดการปรุงแต่งลงได้มันก็หยุดหมดมันก็ดับหมด ใครเคยตามดูความคิดตัวเองบ้าง
หยุดความคิดตัวเองเป็นมั้ย หยุดเป็นเมื่อไหร่ก็เย็นเมื่อนั้นนั้นแหละคือ จิตสังขาร คือตัวปรุงแต่งของใจสำคัญมาก เกิดมันก็ตรงเนี้ย แก่มันก็ตรงเนี้ย เจ็บมันก็ตรงเนี้ย ตายมันก็ตรงเนี้ย อนิจจังไม่เที่ยงก็เพราะมัน ทุกก็เพราะมัน อนัตตาก็เพราะมัน ก็เพราะจิตตัวปรุงแต่งนี้ตัวเดียว หยุดปรุงแต่งเมื่อไหร่พระท่านเรียกว่านิโรธ คือ เข้าถึงความดับ ความร่มเย็น ความสงบอย่างแท้จริง การหยุดมันท่านเรียกว่ามรรค สาเหตุที่มันปรุงที่มันแต่งมันทำให้เกิดทุกข์ทานเรียกว่าสมุทัย ปรุงแต่งเมื่อไหร่มันก็เป็นทุกข์ อริยสัจ 4 มันก็อยู่ตรงนี้นั่นแหละ อยู่ที่จิตตัวเดียว ไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย ดังนั้นท่านถึงให้ดูภายใน ดูที่ตัว แก้ที่ตัว ดูที่คนอื่นไม่สำเร็จ แก้ที่คนอื่นไม่สำเร็จ ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของโลก เราไม่สามารถแก้ไขโลกได้ แต่เราแก้ไขตัวเราเองได้ ภาระทุกอย่างถ้าเราแบกโลกไว้มันหนักเหลือเกิน แต่ถ้าเราวางลง ตัวเรามันมีภาระอยู่นิดเดียวเท่านั้น ยิ่งฟังยิ่งง่ายเนาะ ฟังง่ายใช่มั้ย?
เหลืออีกครึ่งชั่วโมง หือ มันพูดมากขนาดนี้เชียวหรือ.. ว่าไปเรื่อยเปื่อยนะ ยิ่งอีตอนบรรยายให้ ชาวบ้านเขาฟังยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ วิทยากรต่างๆจะพูดด้วยภาษาราชการ แต่ชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่อง ไปถึงก็อุปโภคอย่างนั้น บริโภคอย่างนี้ กะเหรี่ยงมันฟังรู้เรื่องไหมล่ะ เออ อุปโภคบริโภค มันรู้แต่ ออหมี่ออที กินข้าวกินน้ำ อาตมาก็ต้องเป็นล่ามแปลไทยเป็นไทยให้เขาฟังอีกทีหนึ่ง ว่าไปว่ามาวิทยากรก็นิมนต์อาจารย์ว่าไปเรื่อยๆเลยครับ ตกลงบรรยาย 6 ชั่วโมง พระว่า ไป 5 ชั่วโมงครึ่ง จริงๆๆ ไม่ใช่เขาไม่เก่งนะ เขาเก่งแต่เขาลดระดับตัวเองลงมาไม่เป็น ต้องพูดภาษาชาวบ้านให้ชาวบ้านฟัง นี่อาตมาก็พูดมากเกินไปเหมือนกัน ตกลงมีใครเก็บเอาไว้ได้บ้าง เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหมด นักปฏิบัติที่ดีเมื่อกี้บอกแล้วการจดบันทึกสำคัญมากเป็นการซ้อมอตตังสญาณด้วย ขณะเดียวกันก็กันลืม หัวใจนักปราชญ์จำได้มั้ย สุ จิ ปุ ลิ มาจาก สุตะ แปลว่า ฟัง จิ มาจาก จิตตะ แปลว่าคิด ปุ มาจาก ปุจฉา แปลว่า ถาม ลิ มาจาก ลิขิต แปลว่า เขียน ฟัง-คิด-ถาม-เขียน ไอ้เขียนนี่ท่านบอกไว้ว่ากันลืม สุตตะจงฟังเขาอย่าขี้เกียจ จิตตะคิดให้ละเอียดที่สงสัย ปุจฉาหลงจงถามอย่าเกรงใจ ลิขิตเขียนไว้ได้จะดีเอย เก่งกันทุกคนจำได้หมดเลย ไม่มีใครจดสักคนหนึ่ง อย่าเชียวนะไอ้พึ่งเทคโนโลยีน่ะ เจ๊งมาเยอะต่อเยอะแล้ว อาตมาอยู่ที่วัดท่าซุงถือสมุดบันทึกเข้าโบสถ์อยู่องค์เดียว ถึงเวลาก็จดยิกๆ พี่น้องไอ้ 40 กว่าคน
ไปพึ่งไอ้เครื่องบันทึกเสียงอยู่ ปรากฏว่าในนั้นหลวงพ่อพูดเรื่องที่สำคัญที่สุด เครื่องบันทึกเสียงเจ๊ง อีคราวนี้มันทึ้งอาตมาซะเป็นชิ้นๆเลย จดอยู่คนเดียว สิ่งที่เราฟัง จะจำได้ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นกระทบใจของเรา ไอ้ตัวกระทบใจก็คือมันตรงกับใจของเรา ตรงกับการปฏิบัติของเราตอนนั้น แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์มหาศาลสำหรับเราในอนาคต มันจะผ่านเลยไปเฉยๆ เพราะฉะนั้นจดซะบ้าง โดยเฉพาะนักปฏิบัติ หลวงพ่อท่านบอกว่านักปฏิบัติที่ดีกระดาษปากกาห้ามห่างมือเด็ดขาด ยิ่งเวลากลางคืนที่พระท่านสงเคราะห์ อาตมาพลิกตัวมาได้ก็มืดก็มืดแล้วเขี่ยไว้ก่อน อ่านออกไม่ออกให้มันมีนัยเอาไว้ ถึงเวลามันก็นึกได้เอง แต่ถ้าไม่จดรอให้เวลาผ่านไป พักเดียวเท่านั้นแหละ ลืม มีวันหนึ่งหลวงพ่อท่านมาตอนเช้ามืด บอกให้ทำอย่างนั้นๆๆ สั่งมา 3 ข้อ ไอ้เราโอ๊ย สบาย 300 ข้อยังจำได้เลย 3 ข้อ แค่นี้หมูมาก ปรากฏว่าพออรุณขึ้น มันเหลือแค่ข้อเดียว อีก 2 ข้อ มันหายขาด ชนิดคิดหัวแทบแตกก็เค้นไม่ออก ถ้าจดไว้ก่อนมันมีเค้าอยู่เราจะนึกขึ้นมาได้
ส่วนที่อาตมาเพิ่งจะกลับจากกฝั่งพม่าบรรดาทหารเขาขอวัตถุมาคงไว้บานเลย มันมีประสบการณ์เนื่องจากครูบาน้อย พระน้องชายองค์นี้ท่านเก่งมาก อยู่ทางด้านโน้นนี่พวกทหารอะไรมักจะมาขึ้นด้วย คราวนี้ท่านมาร่วมพิธีเสาร์ห้าที่นี่ ก็นำวัตถุมาคลไปแจกๆ เข้า เขารับไปปรากฎว่ากลุ่มนั้นเป็นกลุ่มกะเหรี่ยงพุทธ กลุ่ม DKBA เป็นกลุ่มที่มาเข้ากับรัฐบาลพม่าเพราะว่าตอนนั้นกะเหรี่ยงคริสต์รังแกหนักมากจะทำกิจกรรมอะไรทางศาสนามันขวางหมด มันไม่ให้ทำแต่ตัวมันเองทำได้ คงเป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ว่างั้น ก็เลยมาเข้ากับรัฐบาล เวลาฝ่ายหนึ่งเข้ากับรัฐบาลอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมเข้าก็เลยรบกันเอง คราวนี้นี่ทางกะเหรี่ยงพุทธเขาจับเชลยศึกไว้ได้ 1 คน ก็คือฝ่ายกะเหรี่ยงคริสต์นั่นแหละ ก็ลงมติว่าประหาร ไอ้เจ้านั่นไหนๆจะตายก็เลยสู้ พอมันเห็นเขาปุ๊บมันแย่งปืนเขาได้กระบอกแล้วเปิดแน่บ ทางด้านนี้ 4-5 คนก็ตามล่า ไอ้คุณหมู่หม่องเอหัวหน้าทีมตามไป ปรากฎว่ามันหนีไปซ่อนในขุมเหมืองไอ้ที่เขาขุดๆทิ้งร้างแล้วมีต้นไม้ขึ้นน่ะ
ทางด้านนี้ก็เดินเซ่อๆซ่าๆ เข้าไปเพราะไม่รู้ไอ้พื้นดินเรียบๆ มันอยู่ๆมันจะมีหลุมเบ้อเริ่มอยู่ ไอ้เจ้านั่นซ่อนอยู่ข้างในก็ยิงเอาๆ ยิงเท่าไหร่ยิงไม่ออก จนกระทั่งฝ่ายนี้ได้ยินเสียงนกปืนสับก็เลยไปช่วยกันรัวซะพรุนไปเลย แล้วพอไปตรวจปืมมันดู หนาวจ๊ะ กระสุนทุกนัดมีรอยสับหมดแล้วแต่ยิงไม่ออก คุณหม่องเอเขาบอกว่าถ้างานนั้นเเขายิงออกพวกผมตายหลายศพแล้วครับ นั่นแหละ เขาก็เลยเดือดร้อนว่า ครูบาน้อยเขาบอกว่าเป็นวัตถุมงคลเอามาจากที่นี่ อาตมาไปถึงก็เลยต้องติดหนี้พวกมันบานเลย มาขอเอาไว้เดี๋ยวกลับไปต้องเอาไปให้ ไปๆมาๆ เดี๋ยวจะกลายเป็นผู้นำกะเหรี่ยงไปซะอีก แต่พวกนี้รู้สึกว่าจะเข้าถึงธรรมสูงมากโดยเฉพาะเรื่องของการปฏิบัติ ชนิดที่เรียกว่าจิตเขาละเอียดมาก พอจะเข้าเขตวัดถอดรองเท้าทิ้งเดินเท้าเปล่าเข้าไป เขาเคารพขนาดนั้น ไอ้ของเราเองยืนอยู่บนถนนฝุ่นหนาเป็นคืบมันก็กราบลงทั้งฝุ่นอย่างนั้นน่ะ ดูๆแล้วมันน่ายืดได้นะ ไปร่วมงานปีใหม่กะเหรี่ยงเขามา ตัวแม่ทัพของเขาก็ให้ความเคารพครูบาน้อยมากเหมือนกัน ไอ้วันกลับ นายทหารระดับบิ๊กๆๆเขาก็มาส่งกัน ไอ้รถเมล์ป่านนี้มันคงยังไม่หายมมึนน่ะ อยู่ๆนายทหารระดับบิ๊กของเขาก็ชักแถวมาส่งพระเด็ก 2 องค์ อือม์ เป็นไปได้เหมือนกันนะ
คราวนี้อาตมาก็กล้ายืนยันว่าเรื่องของวัตถุมงคลต่างๆ ที่ทำไม่ใช่อาตมาทำเอง เป็นเรื่องของพระ เรื่องของครูบาอาจารย์ท่านสงเคราะห์ ในเมื่อท่านสงเคราะห์ก็อย่าได้ประมาท เพราะว่าเราไม่ได้ทำบุญมาสม่ำเสมอ มันมีวาระ มีเวลา ที่บุญของเรามันขาดช่วงลง ถ้าถึงวาระ ถึงเวลา อุปฆาตกรรมมันเข้ามาของดีแค่ไหนก็คุ้มไม่ได้ สมัยหลวงพ่อท่านยังไม่ได้บวช ท่านถูกยืมตัวจากกองทัพเรือไปช่วยทางตำรวจอยู่พักหนึ่ง มีไอ้เสืออยู่คนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเหนียวมาก ยิงอย่างไรก็ยิงไม่ออก ปรากฏว่าวันนั้นโดนยิงตาย หลวงพ่อท่านได้ข่าวท่านก็แปลกใจมากท่านก็รีบไปดู ไปถึงก็ถามว่าทำไมถึงยิงตายได้ ปรากฏว่ามือปราบที่เป็นมือปราบเจ้าเสือคนนั้นบอกว่า คุณลองลากศพมันออกจากที่ซักศอกนึง แล้วลอองยิงดูใหม่ แค่ลากศพมันพ้นพื้นตรงนั้นศอกเดียวยิงเท่าไหร่ก็ยิงไม่ออก
ท่านบอกว่าที่ตายมันอยู่ตรงนั้น ถ้าไม่ได้อยู่ตรงนั้นก็ทำอะไรมันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทั้งวาระ เวลา สถานที่ ทุกอย่างมาบรรจบกันต่อให้เป็นพระองค์เองก็ตายเหมือนกัน อย่าลืม อย่างเช่น ท่านมหากาลนะเป็นพระโสดาบันก็ตาย ลงไปล้างหน้า โจรมันไปปล้นเขาแล้วหนีมา มันเห็นพระ เห็นชาวบ้าน มันหนีไม่รอด ตอนเช้ามืดนี่ ท่านมหากาลท่านไปรักษาศีลอุโบสถของท่านที่วัด เช้ามืดก็ลงมาล้างหน้า เออ กะว่าลาศีลเสร็จก็กลับบ้านล่ะ ปรากฏว่าลงไปล้างหน้าโจรมันหนีชาวบ้านมา เห็นท่าว่าจะหนีไม่พ้นมันก็ทิ้งของไว้ แล้วมันก็เผ่นตัวเปล่าไป ชาวบ้านวิ่งมาถึงเห็นของอยู่ข้างๆ จำหน้าโจรไม่ได้เพราะว่ามันมืดๆ เขาก็ไล่ทุบเอาตายเลย นั่นพระโสดาบันนะ ส่วนต้นตำรับของผู้มีฤทธิ์ คือ พระโมคคัลลาน์ ก็โดนทุบซะกระดูกป่นเป็นเม็ดข้าวสารเลย ขนาดนั้นถ้าวาระของกรรมเข้ามายังไม่สามารถหนีพ้นได้
กระโถนข้างธรรมมาสน์
สนทนาธรรมหลวงพ่อเล็ก สุธัมมปัญโญ
วันเสาร์ 30 ธันวาคม พ.ศ.2543
ที่มา : เว็ปกระโถนข้างธรรมาสน์ (http://www.grathonbook.net/book/)